[นิยายแปล]The Second Coming of Avarice

ตอนที่ 1 : อารัมภบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 พ.ค. 62

บทที่1 :อารัมภบท

 

กระฉูด!!

เลือดของเธอสาดกระจายไปทั่ว

 

หญิงสาวค่อยๆเคลื่อนสายตาลงมองหอกที่แทงทะลุหน้าอก

 

เธอเบิกตาอย่างตกตะลึงเมื่อรู้สึกถึงความหนาวเย็นของโลหะที่แทรกซึมเข้ามาในใจ ร่างกายพลันสูญสิ้นเรี่ยวแรงและล้มไปบนพื้น เธอยังคงได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังของคนๆหนึ่งซึ่งพุ่งตัวเข้าไปหาเจ้าของหอก ความเร็วของเขาแทบไม่ต่างไปจากแสง

 

ชายผู้ถือหอกผงะด้วยตกใจพร้อมกับปล่อยหอกในมือ ถึงอย่างนั้น เขายังคงหมุนตัวเหวี่ยงหมัดไปยังศัตรูที่พุ่งเข้ามาด้านหลัง

 

ผัวะ!

เหยื่อรายนั้นถูกปะทะจนล้มคะมำ ชายผู้เป็นเจ้าของหอกไม่หยุดแค่นั้น เขาเหวี่ยงกำปั้นที่เปื้อนไปด้วยเลือดเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง

 

ตู้ม!

ส่วนหัวด้านหนึ่งของชายผู้โชคร้ายระเบิดออกทันที

 

ถึงอย่างนั้น ชายเจ้าของหอกยังคงไม่หยุด

 

หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง.....

 

เขากู่ร้องอย่างป่าเถื่อน พร้อมทุบกำปั้นใส่หัวของอีกฝ่ายที่สิ้นชีพซ้ำแล้วซ้ำเล่า กะโหลกแตกออกมาพร้อมเศษสมองที่สาดกระจายไปทั่ว

 

ในที่สุด ชายคนนี้หยุดมือลง และกวาดสายตาที่แดงก่ำไปรอบๆ จากนั้นจึงหยิบหอกขึ้นมา เขาเหยียบย่างไปบนพื้นเปียกชื้นที่ชุ่มไปด้วยเศษสมองและเศษเนื้อ

 

ชายที่ดูราวกับปีศาจก้าวเท้าไปยังกลุ่มหมอกหนาที่หมุนวนอย่างไม่ลังเล กลุ่มหมอกที่หมุนวนของเถ้าถ่าน....

 

***

 

แค่ก

หญิงสาวที่นอนบนพื้นไอแห้งๆออกมาเมื่อฟื้นคืนสติ ใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดที่กระจายไปทั่วร่าง

 

แต่หลังจากที่ขมวดคิ้วอยู่ไม่นาน เธอยกศีรษะขึ้นมองไปรอบๆ

 

 มี.... ใครอยู่ที่นี่ไหม....?”

ปราศจากคำตอบ มีเพียงเสียงทุกข์ระทมของสายลม

 

ทุกคน......ตายหมดแล้ว?”

เธอรอคอย แต่ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา

 

คิก

หญิงสาวพลันหัวเราะในลำคอ

 

ทุกคนตายหมด ทุกคนตายหมดแล้ว....

เธอมองไปยังศพถูกเผาใกล้ๆนี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีรูปลักษณ์โดดเด่นกว่าใคร เพียงพริบตา โลหิตหลั่งไหลออกมาจนกลายเป็นแอ่งเลือด จากก้อนเนื้อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์

 

หญิงสาวมองไปรอบๆอีกครั้งด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

 

ลำคอเริ่มรู้แห้งผาก

 

เธอพยายามลุกขึ้นนั่งและพ่นน้ำลายออกมา สีหน้าค่อยดีขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวค่อยๆเคลื่อนสายตาขึ้นมองท้องฟ้าอันว่างเปล่า

 

 ทำไมพวกเราถึงได้....

พวกเธอถึงจบสิ้นด้วยสภาพที่น่าอนาถแบบนี้ได้อย่างไร?

 

วันหนึ่ง เผ่าพันธ์ต่างดาวได้บุกรุกเข้ามา

 

มันพึ่งถูกค้นพบทีหลังว่าเผ่าพันธุ์นี้ได้ถูกขับไล่ออกมาจากดาวดวงเดิมของพวกมัน หลังจากสัมผัสประสบการณ์พ่ายแพ้อันแสนข่มขื่น พวกมันได้เดินทางอย่างไร้จุดหมายในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน ก่อนจะบุกเข้ามาในดาวของเธอเพื่อสร้างถิ่นฐานใหม่

 

.....ในฐานะที่จะกลายเป็นผู้ปกครองใหม่บนดาวดวงนี้

 

 ไอ้พวกลูกกร*หรี่น่ารังเกียจ

ตัวตนของหญิงสาวคนนี้คือองค์หญิงในอาณาจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ

 

เธอรับรู้ข่าวการบุกรุกของเผ่าพันธุ์ต่างดาวตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จากนั้นจึงรับรู้ข่าวการล่มสลายของจักรวรรดิอันเกรียงไกรเมื่ออายุได้ 10 ขวบ จักรวรรดิที่เลื่องชื่อด้วยเทคโนโลยีอันสูงส่ง อำนาจของมนตรา และถูกขนานนามว่า จักรวรรดิไร้พ้าย.... ได้ล่มสลายในเวลาเพียง4ปี

 

ไม่นาน เผ่าพันธุ์ต่างดาวก็เข้าครอบงำไปทั่วทั้งโลก พวกมันถึงขั้นทำลายล้างสิ่งบูชาเทพเจ้าของชาวเมือง เปลี่ยนโลกใบนี้ให้ไร้กฎเกณฑ์เป็นเหมือนยุคคาวบอยอันป่าเถื่อน

 

บางที มันอาจเริ่มขึ้นจากตอนนั้น

 

ไม่นาน เผ่าพันธุ์อื่นๆมากมายทำให้การคุ้มครองขององค์เทพสูญสิ้นไป พวกมันเฝ้ารออยู่เป็นเวลานานเพื่อหาโอกาสที่จะเผาผลาญโลกใบนี้ การบุกรุกครั้งแรกของเผ่าพันธุ์ต่างดาว เริ่มต้นด้วยความกระหายเลือดที่รุกรานไปทั่ว ขณะเดียวกัน ผู้นำของพวกมัน สถาปนาตัวเองเป็นเทพองค์ใหม่

 

จากนั้น เผ่าพันธ์ต่างดาวอีกหลายกลุ่มก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

 

มีกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า ผู้รอดชีวิต และอีกกลุ่มหนึ่งเคลื่อนทัพภายใต้ธงที่เขียนว่าผู้พิชิต

 

เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต องค์หญิงก็เริ่มหัวเราะ แผ่นดินที่เดิมถูกกำหนดอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของมนุษยชาติ บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิกระหายเลือด ที่ซึ่งเผ่าพันธุ์ต่างดาวมากมาย ต่อสู้กันเพื่อครองอำนาจสูงสุด

 

ส่วนชะตากรรมของชาวท้องถิ่น..... พวกเขาจำต้องหลบหนี และใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวังราวกับเทียนที่ถูกโหมกระหนำด้วยสายลม ซ้ำเหล่าผู้สร้างของพวกเขา องค์เทพทั้งเจ็ด ผู้ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับดาวดวงนี้ ด้วยเหตุผลบางอย่าง จึงถูกละเลยการบูชาสักการะจนถึงปัจจุบัน

 

เหล่าองค์เทพทั้งเจ็ดนั้น ได้สัญญาว่าจะช่วยให้พวกเขาอยู่รอด โดยแลกเปลี่ยนกับการได้รับการบูชาสักการะเป็นสิ่งตอบแทน เมื่อข้อตกลงนี้ไม่เป็นไปตามที่ว่าไว้ ความช่วยเหลือจากองค์เทพจึงค่อนข้าง.....น่าขำ

 

พวกเขาได้ใช้วิธีอัญเชิญเผ่าพันธุ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับชาวท้องถิ่นมากที่สุด และสร้างกองกำลังขึ้นมา

 

มันไม่มีทางเลือกใดอีก ถึงอย่างนั้น

 

แม้แต่จักรวรรดิอันเกรียงไกรจะล่มสลายในเวลา 4 ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วโอกาสรอดสำหรับอาณาจักรของเธอเล่า? อาณาจักรที่ต้องการการคุ้มครองจากจักรวรรดิมาตั้งแต่ต้น

 

และด้วยผลของสมรภูมิอันนองเลือดที่ยาวนานต่อเนื่อง จำนวนผู้รอดชีวิตก็เหลือน้อยเต็มทน

 

 .... เจ้าพวกน่ารักเกียจนั่น

หญิงสาวสาปส่งและมองไปบนฟ้าอย่างเลือนลอย

 

 เราไม่ควรหลงเชื่อพวกมันตั้งแต่ต้น

ความจริงแล้ว มันไม่ได้เลวร้ายแบบนี้มาตั้งแต่ต้น

 

บุคคลกลุ่มแรกที่ถูกอัญเชิญโดยองค์เทพ ได้แสดงศักยภาพการเติบโตอันน่าอัศจรรย์หลังได้รับพรจากองค์เทพทั้งเจ็ด

 

ถึงอย่างนั้น อิทธิพลของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน และไม่นาน สถานการณ์ก็แปลเปลี่ยนเป็นการแบ่งแยกและมุ่งร้ายต่อชาวท้องถิ่น ส่วนเหตุผลนั้นมีมากมายหลายประการ พวกเขาแบ่งแยกจากชนชาติ สีผิว ความเชื่อ และแม้แต่นโยบายทางการเมือง

 

แต่ท้ายที่สุด วายร้ายอันแท้จริงคือคำว่าผลประโยชน์

 

เมื่อการแบ่งแยกจากแรงค์ของผู้ถูกอัญเชิญรุนแรงขึ้น เป็นเหตุให้เกิดช่องว่างภายในกองกำลังอันเข้มแข็งของอาณาจักร

 

กองกำลังที่ก่อตัวขึ้นจากความปรารถนาที่จะอยู่รอด ไม่นานก็แตกสลาย กองกำลังที่ถูกสร้างขึ้นจากความเสียสละมากมายเริ่มอ่อนแอ่จากความขัดแย้งภายใน บางครั้งพวกเขาถึงขั้นสาปแช่งเหล่าองค์เทพ

 

พวกเขาคือสิ่งเลวร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ

 

แต่เพียงแค่นั้นหรือ?

 

มนุษย์โลกส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสงครามครั้งสุดท้ายนี้ พวกเขาเมินเฉยเย็นชากับคำอ้อนวอนของชาวท้องถิ่น และเลือกที่จะกลับโลกเดิมของพวกเขาแทน

 

และความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุดขององค์หญิงมาจากเรื่องนี้

 

 ไอ้พวกบัดซ....

หญิงสาวสาปส่งซ้ำอีกหน แต่เธอก็รีบหุบปากอย่างรวดเร็ว

 

แซด....แซด....

เสียงแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางกองซากศพอันเย็นชืด เสียงนี้ค่อยๆเข้าใกล้มาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดอยู่ทางขวา

 

ที่ซึ่งมีศพถูกเผาไหม้อยู่ตรงนั้น

 

 [ข้าแปลกใจจริงๆ]

และด้านหน้าของซากศพนี้ ปรากฏเงาดำขนาดใหญ่ที่ท้าทายทุกคำอธิบาย

 

 [ช่างน่าประหลาดใจ! แม้ข้าไม่ได้หวังไว้มากนัก แต่เจ้ากลับยังรอดชีวิตอยู่ได้ในสมรภูมิอันน่าสิ้นหวังเช่นนี้......]

 เขาคือชาวโลกงั้นหรือ?’(องค์หญิง)

ราวกับเพื่อตอบคำถามของเธอ ร่างที่เหมือนซากศพนั่นค่อยๆเงยหน้าขึ้น แม้จะยากลำบาก

 

หญิงสาวรู้สึกสะเทือนใจ แต่ไม่นาน เธอก็กลืนมันกลับลงไป

 

.....เพราะร่างของชายคนนี้น่ากลัวเกินกว่าที่เธอจะทนดูต่อไปได้

 

แม้จะมีจำนวนน้อยมากถึงมากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมนุษย์โลกเข้าร่วมสงครามนี้เลย การที่เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ

 

เมื่อหญิงสาวตระหนักขึ้นได้ เธอก็เริ่มแสดงความเห็นอกเห็นใจ และรู้สึกเสียดายเช่นกัน

 

ถ้ามนุษย์โลกทั้งหลายเป็นเหมือนชายคนนี้.....

 

 [ถึงแม้ข้าอยากจะสรรเสริญเจ้าให้นานกว่านี้ แต่น่าเสียดาย ดูเหมือนเจ้าจะเหลือเวลาอยู่ไม่มากแล้ว]

เสียงแหลมต่ำทำให้แก้วหูของหญิงสาวสั่นไหว

 

[เจ้าให้เกียรติแก่คำมั่นสัญญา ข้าก็จะให้เกียรติเช่นกัน]

[เจ้า ปรารถนาสิ่งใด?]

ดวงตาพร่ามัวอ่อนแรงจ้องมองไปยังความมืดที่ใกล้เข้ามา

 

เมื่อริมฝีปากของเขาอ้าออกเล็กน้อย เลือดจากอวัยวะภายในก็กระอักจนไม่อาจเอ่ยคำพูดได้อีก เหลือเพียงแค่เสียงลมที่เปล่งออกมา

 

 [เจ้าไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา ข้าสามารถอ่านใจได้ เช่นนั้น เจ้าต้องการจะคืนชีพงั้นหรือ?]

องค์หญิงพลันรู้สึกขบขันออกมา

 

ความมืดถามว่าเขาต้องการคืนชีพงั้นหรือ? ในสถานการณ์ในสถานการณ์เช่นนี้?

 

ต่อให้คืนชีพขึ้นมา แล้วอย่างไร?

 

ทุกสิ่งทุกอย่างสูญสิ้นและถูกทำลายไปหมดแล้ว ยังจะเหลือความหวังใดอยู่อีก?

 

 [นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการ? ช่างโง่เขลา เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ยังจะมีสิ่งใดที่ต้องการอยู่อีก? หรือเจ้ายังต้องการความมั่งคั่งในสภาพเช่นนี้ ชื่อเสียง เกียรติยศ?]

 

“………….”

 [เจ้าว่าอะไรนะ?]

โทนเสียงของความมืดเข้มขึ้น

 

 [เจ้าต้องการจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง?]

ทันใดนั้น ลางร้ายก็ก่อเกิดขึ้นในใจองค์หญิง

 

 [เป็นไปไม่ได้!]

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดก่อให้เกิดคลื่นอากาศเป็นระลอก

 

 [ต่อให้ความสำเร็จของเจ้าจะมีมากเพียงใด มันก็ไม่มากพอจะร้องขอการหวนคืน ด้วยความสำเร็จอันน้อยนิดของเจ้า กลับคิดจะขอให้ทุกสิ่งกลับไปเป็นดั่งเดิมงั้นรึ?]

 

“………..”

[ช่างกล้า! บางที หากความสำเร็จของเจ้าจนถึงวันนี้มีมากอีกสักหลายสิบเท่า มันยังพอจะเป็นไปได้ แต่ด้วยที่เจ้าสั่งสมมานั้นไม่มีทาง แต่อย่าหวงเลย วิญญาณหรือแม้แต่เนื้อหนังของเจ้าจะกลับไปเป็นดั่งเดิม]

 

“……….”

[ช่างดื้อด้าน! เอาเถอะ ข้ายังจะปราณี ด้วยความสำเร็จที่สั่งสมมา และสภาพใกล้ดับสิ้นของเจ้า รีบบอกความปรารถนาอื่นมา]

จากนั้น.....บรรยากาศกลายเป็นเงียบงัน

 

[....เหตุใด เจ้าจึงปรารถนาเช่นนั้น?]

บางที เมื่อเห็นชายคนนั้นทิ้งศีรษะลงอย่างสิ้นหวัง น้ำเสียงดังก้องที่องค์หญิงได้ยินจึงอ่อนลง

 

[เด็กน้อย.... เจ้าจงปรารถนาการคืนชีพเถิด มันจะไม่ดีกว่าหรือ หากเจ้าได้มีโอกาสสั่งสมความสำเร็จเพิ่มขึ้น และร้องขอความปรารถนาอีกครั้ง? .....แม้จะไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเจ้าจะสมความปรารถนาก็ตาม]

ไหล่ของชายคนนั้นสั่นไหว หญิงสาวคิดว่าเขาอาจจะกำลังหัวเราะให้แก่ตัวเอง มีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นที่พอจะทำให้รอดชีวิตต่อไปได้ในสมรภูมินรกนี้ บางที อาจเรียกได้ว่าต้องมีโชคระดับท้าทายสวรรค์

 

เขาต้องมีความสำเร็จมากกว่านี้อีกหลายสิบเท่างั้นหรือ?

 

ชายคนนั้น องค์หญิง หรือแม้แต่เจ้าของเสียงเอง ต่างก็รู้ว่าเรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้

 

ชายหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งอย่างยากลำบาก ริมฝีปากของเขาเคลื่อนไหวเล็กน้อย

 [ความทรงจำของเจ้า?]

 

“……..”

 [....และเจ้าต้องการส่งต่อความรู้สึก.......?]

 

“……..”

[ในเมื่อส่งร่างกายและดวงวิญญาณกลับไปไม่ได้ เจ้าจึงต้องการส่งความรู้สึกของเจ้าตอนนี้กลับไป?]

ราวกับเป็นความปรารถนาที่คาดไม่ถึง ความเงียบจึงเข้าครอบงำอีกครั้ง

 

[…. การส่งเพียงความรู้สึกที่สัมพันธ์กับความทรงจำกลับไป.....ความรู้สึกของเจ้าในวันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่เจ้ารับรู้ในทุกๆวัน]

หลังจากความเงียบงัน เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

[ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ยังยากเกินไป]

ริมฝีปากของชายใกล้ตายสั่นกระตุก แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

 

[ข้าเสียใจจริงๆ]

และนั้นคือสิ่งสุดท้าย ไหล่ที่สั่นไหวของเขาหยุดลงในที่สุด

 

ตุบ

 

ชายหนุ่มทิ้งศีรษะลง และไม่อาจเงยขึ้นมาได้อีก

 

[ช่างโง่เขลา....]

สิ่งที่คล้ายมือยืนออกมานอกความมืด

 

ราวกับพบว่านี้คือการสูญเสียอันน่าเศร้า มันค่อยๆลูบไปบนศีรษะของชายคนนั้น

 

ข้าเข้าใจเขา

องค์หญิงพลันเอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นเหตุการณ์นี้มาตั้งแต่ต้น

 

มือที่กำลังลูกศีรษะของชายหนุ่มหยุดลง

 

[เจ้า.... มีสายเลือดของราชวงศ์]

ถูกแล้ว องค์เทพ กูลา’ ”

ราวกับหญิงสาวคิดว่าสายเลือดราชวงศ์ช่างเป็นเรื่องน่าขัน เธอหัวเราะอย่างไม่แยแส

 

อาณาจักรล่มสลายแล้ว และข้าไม่มั่นใจว่า เกตถูกครอบครองไปหรือยังเช่นกัน เช่นนั้น การตายอาจเป็นทางเลือกที่ดีแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้น? ข้าหมายถึง ความทรงจำของเขาถูกล้างออกไปเพราะคำสาบานแล้วใช่หรือไม่? และเขายังมีที่ต้องกลับไป

 

 [ไม่ เด็กคนนี้ไม่ต้องการกลับไป]

ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ หลังจากได้ยินน้ำเสียงหนักแน่น

 

 [เขากล่าวว่า มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบ้านอีกหากเขากลับไป]

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบ้านอีก.....

คำพูดเหล่านั้นทำให้หัวใจหญิงสาวสั่นสะท้าน

 

นี่คงเรียกว่าหัวอกเดียวกันสินะ?

 

เพราะการล่มสลายของอาณาจักร เธอจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบ้านอีกต่อไป คนที่มีชีวิตอยู่อาจกระเสือกกระสนเพื่อรอดชีวิต แต่ชะตากรรมของพวกเขานั้นเลวร้ายยิ่งกว่าปศุสัตว์

 

นั้นเพราะ.....มนุษย์คือผู้พ่ายแพ้ในสงคราม

 

เช่นนั้น เหตุใดท่านจึงไม่ยอมรับความปรารถนาของเขา?”

เมื่อหญิงสาวส่งเสียงพึมพำถาม ความมืดจึงหัวเราะออกมา

 

 [ช่างไร้สาระ ผลทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากเหตุ สิ่งที่เด็กน้อยนี่ต้องการคือเข้าไปแทรกแซงอดีตโดยไม่สนวิธีการ]

องค์หญิงหัวเราะอย่างข่มขื่น หญิงสาวไม่อาจเข้าใจได้ และไม่ต้องการเข้าใจเช่นกัน ไม่สิ มันเป็นเพียงข้อแก้ตัวของเธอ

 

 [ความสำเร็จของเขายังไม่เพียงพอที่จะกลายเป็นเหตุมันก็แค่นั้น]

ถึงอย่างนั้น ท่านก็ดูเหมือนจะเศร้าใจเช่นกันไม่ใช่หรือ?

 [แน่นอน มันน่าเศร้า เด็กคนนี้เดิมทีเกิดมาด้วยชะตาของผู้ที่ถูกเลือก]

ผู้ที่.... ถูกเลือก?”

หญิงสาวตื่นตกใจ

 

ตัวแทนขององค์เทพทั้งเจ็ด ถูกเรียกว่าเจ็ดอัครสาวก-ผู้แสวงหาสัจธรรม เป็นตัวแทนที่ถูกเลือกให้ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่สามารถทำลายโลกใบนี้.....

 

แต่ปัญหาคือ มีผู้แสวงหาสัจธรรมเพียงผู้เดียวที่เข้าร่วมสงครามนี้

 

[ความจริงแล้ว เขาคือหนึ่งในผู้เฉิดฉาย แต่กลับทำลายทุกสิ่งด้วยมือตัวเอง.... เหตุใดมนุษย์เช่นพวกเจ้าจึงได้เรียนรู้ความเสียใจได้ เมื่อยามที่สายเกินไปแล้ว?]

ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ

 

องค์หญิงเงียบไปเช่นกัน เหตุผลที่หญิงสาวพยายามจะเอ่ยออกมา เป็นเพราะเธอไม่ต้องการรู้สึกว่าตายที่นี่เพียงลำพัง

 

เพียงเพราะต้องการคงสติของตนเองไว้ หญิงสาวรู้ดีว่าเวลาของเธอเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ในชั่วขณะที่ลืมตาขึ้นมา สายตาของเธอเคลื่อนไปยังศพของชายด้านข้าง

 

จุดจบอันแสนเศร้าของเขาดูเหมือนจะสร้างความสลดแก่เธอมากมายนัก

 

หญิงสาวไม่อาจบอกได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่หากเขาปรารถนาจะย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง ชายหนุ่มต้องเผชิญกับอันตรายและสถานการณ์เป็นตายอีกมากมาย แม้เป็นเช่นนั้นแต่ความพยายามของเขาก็ไม่พอให้สมความปรารถนา

 

ชายผู้ต่อสู้อย่างสุนัข และตายโดยไม่สมความปรารถนา

 

.....ได้โปรดเถิดองค์เทพกูลา

องค์หญิงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะล่วงเข้าไปในกระเป๋า

 

ความปรารถนาของมนุษย์โลกผู้นี้ โปรดดลบันดาลให้แก่เขาด้วย

[หืม?]

คำสัตย์ของราชา ท่านยังไม่ลืมใช่หรือไม่?”

ความมืดสับสนอยู่ชั่วครู่

 

ฝ่ามือหญิงสาวอ้ากว้าง ปรากฏสร้อยคอเส้นหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต ถึงแม้จะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ก็ไม่อาจลดทอนแสงจ้าที่เปล่งออกมาจากมันได้

 

[นี้คือ.....]

 หากท่านรับคำสัตย์จากบิดาของข้า ร่วมกับความสำเร็จของมนุษย์โลกผู้นี้ มันยังไม่พอแก่ความปรารถนาของเขาหรือ? “

 

 [เจ้าปรารถนาเช่นนี้จริงรึ?]

แน่นอน

เมื่อมนุษย์โลกข้ามมิติมา ทางราชวงศ์ได้สัญญาจะมอบรางวัลแก่พวกเขาอย่างงาม

 

แต่เธอคงไม่จำเป็นต้องมอบสิ่งนี้ให้กับพวกบัดซบที่ทรยศหนีไปเพราะห่วงแต่ชีวิตตัวเอง มนุษย์โลกผู้นี้คู่ควรแก่มัน

 

มันเป็นเรื่องถูกต้องและเหมาะสมที่ราชวงศ์จะตอบแทนคำสัญญาแก่ชายที่น่านับถือ และนี่ยังเป็นความภูมิใจสุดท้ายขององค์หญิงที่กำลังจะสิ้นชีวิตเช่นกัน

 

 [เจ้าไม่ปรารถนาสิ่งใดแล้วงั้นหรือ?]

 แล้วมีสิ่งใดที่ท่านให้แก่ข้าได้?

องค์หญิงหัวเราะออกมาเสียงดัง

 

สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวตระหนักได้ระหว่างสงครามอันยาวนานนี้คือ องค์เทพผู้ครอบครองอำนาจทุกประการ ไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นแล้ว จะมีความปรารถนาใดของเธอที่เหลืออยู่ในโลกที่ใกล้จบสิ้นใบนี้?

 

 [ข้าจะย้ำเตือนอีกครั้ง เด็กน้อยนี่ไม่อาจย้อนทุกสิ่งกลับไปได้]

[มีเพียงอารมณ์โหยหาและความเสียใจเท่านั้น.... ซ้ำสิ่งเหล่านี้ ยังย้อนกลับในรูปแบบเช่นความฝันเลือนลอย หาใช่ความทรงจำที่ชัดแจ้ง....]

[ท้ายที่สุด ตัวเขาในอดีตอาจละเลยมัน หรือแม้แต่คิดว่าเป็นเพียงความฝันคืนหนึ่ง และลืมมันไป]

[แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือเจ้าและเขาจะตายในที่แห่งนี้ แม้เป็นเช่นนั้น เจ้ายังต้องการจะเลือกหนทางนี้?]

ราวกับต้องการการยืนยัน น้ำเสียงดังขึ้นดังขึ้นในหูหญิงสาวหลายต่อหลายครั้ง

 

อาจเป็นเรื่องโกหกหากกล่าวว่าเธอไม่สงสัยในทางเลือกของตัวเอง ถึงอย่างนั้น .....หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน สงครามนี้ยาวนานแสนนาน และตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอต้องฝืนทนมาตลอดในฐานะผู้นำคนสุดท้าย

 

เวลานี้ หญิงสาวต้องการพัก เธอไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วนอกจากหลับไปตลอดการ

 

หากว่ามนุษย์โลกทุกคนเป็นเหมือนเขา......

.....เช่นนั้น คงไม่มีความเศร้าใจอื่นใดอีก

 

[ความปรารถนาของเจ้าคือทำให้ความปรารถนาของเขาสมหวัง? แม้ต้องจ่ายด้วยสายเลือดราชวงศ์ของเจ้า?]

นี่เป็นครั้งแรกตลอดการสนทนา ที่หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างแท้จริง

 

ใช่

และนี่คือความปรารถนาสุดท้ายของเธอ

 

 [เช่นนั้น ก็ได้]

มันรู้สึกราวกับปีกคู่หนึ่งสยายออกภายในความมืด

 

[เข้ามาใกล้สิ เด็กน้อย....]

ทันใดนั้น ทั่วร่างของหญิงสาวพลันรู้สึกว่างเปล่า สายตากลายเป็นพร่ามัว

 

โลกทั้งใบดูเหมือนหมุนวนไร้จุดสิ้นสุด บางสิ่งบางอย่างพุ่งเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว และสิ่งสุดท้ายที่มองเห็นคือ....

 

[ข้าจะเฝ้ารอ.....]

....เศษชิ้นส่วนเล็กๆสีน้ำเงิน ลอยอยู่เหนือศพชายหนุ่ม และ.....

[.....วันที่ข้าจะได้พบพวกเจ้าทั้งคู่อีกครั้ง]

.....ความมืด หัวเราะเสียงดังอย่างพึงพอใจ


....................................

เรื่องนี้แปลเล่นๆเรื่อยๆตามเวลาว่างนะครับ ถ้าใครอยากเอาไปแปลจริงจังบอกได้เลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

1 ความคิดเห็น