ปรมาจารย์มนตรา

ตอนที่ 75 : การมาของเบนจามิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3550
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    19 มิ.ย. 61

     ปิแอร์เมื่อโดนเวทย์ระดับสูงของกรีฟรีตไปแล้ว ร่างกายของปิแอร์ถูกไฟเผาเผาจนเหลือแต่กระดูก ดวงตาทุกอย่างไหม้เกรียมจนไม่เหลือ ทำให้กรีฟรีตเข้าใจว่าปิแอร์นั้นตายเป็นแน่ แต่ร่างนั้นกลับค่อยๆมีเนื้องอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กรีฟรีตมองไปยังร่างของปิแอร์ที่ฟื้นคืนกลับมาเป็นอย่างเดิมแล้วพูดด้วยความตื่นตะลึงว่า "ปีศาจนั้นทำไได้ขนาดนี้เชียวงั้นเหรอ" ปิแอร์แสยะยิ้มขึ้น ผิวหนังค่อยๆงอกออกมาปิดใบหน้าที่เหลือของตนรวมถึงสร้างเสื้อผ้าที่เคยใส่อยู่ทั้งหมดด้วย "ใช่แล้ว พลังนี้มันทำให้ข้าเป็นอมตะ"

     After Pierre answer him.He moves faster and attack หลังจากที่ปิแอร์พูดจบ เขาก็พลันกระโดดปาดขึ้นด้วยความรวดเร็วและเข้าโจมตีกรฟรีตด้วยดาบทันที กรีฟรีตเลยที่จะร่ายมนต์แล้ว เพราะดูไร้ประโยชน์ในตอนนี้ มือของกรีฟรีตเอื้อมไปแตะด้ามดาบที่อยู่ข้างเอวทันที

     "ฉัวะ!!" แขนที่จับดาบของปิแอร์พลันขาดลงทันที ในด้านฝีมือกระบวนการสู้รบแล้วปิแอร์เหนือกว่ากรีฟรีต แต่กรีฟรีตใช้เวทย์มนต์เข้าช่วยทำให้การโจมตีของกรีฟรีตที่มาทีหลังบรรลุถึงก่อนเป้าหมาย ปิแอร์หัวเราะขึ้น "ฮ่าๆๆ ดิ้นรนยังไงก็ไร้ประโยชน์ อะ..เอ๋?"

     ปิแอร์หัวเราะได้ไม่นานก็พลันหน้าซีดลง เมื่อแขนที่ขาดไปไม่ได้งอกขึ้นมา บริเวณปากแผลมีควันขึ้นเสียงดังฉี่ๆไม่ขาด "ดาบนั้นมันอะไรกัน" ปิแอร์แค่นเสียงขึ้นและเอามือไปกุมบาดแผลด้วยความเจ็บปวด กรีฟรีตแสยะยิ้มขึ้น "ก็ดาบอาบน้ำมนต์ที่เอาไว้จัดการพวกผีอย่างพวกแกไงละ"

     ปิแอร์พลันเร่งฝีเท้าถอยห่างจากกรีฟรีตอย่างรวดเร็ว แต่กรีฟรีตเมื่อรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างปิแอร์จะทำอย่างไร โซ่ตรวนดึงดาราพลันพุ่งขึ้นจากพื้นดินมารัดร่างของปิแอร์เอาไว้อย่างรวดเร็ว "ความไร้เทียมทานของแกทำให้ประมาทสินะปิแอร์" ปิแอร์พลันหันมามองกรีฟรีตแล้วพูดว่า "ท่านกรีฟรีต ได้โปรด ข้าถูกควบคุม ข้าไม่.." ปิแอร์พูดยังไม่ทันจบดาบของกรีฟรีตก็พลันตัดหัวของปิแอร์จนขาดกระเด็น

     "ข้ารู้ดีว่าแกเป็นคนยังไง" กรีฟรีตพูดจบก็สอดดาบเก็บเข้าที่ ร่างกายของปิแอร์ค่อยๆสลายกลายเป็นฝุ่นควันไป มิคาเอลเห็นภาพนั้นก็อดตื่นเต้นดีใจไม่ได้ "หากมีท่านอยู่ในวันนั้น เพื่อนทหารทั้งสามพันของข้าคงไม่ต้องตาย" กรีฟรีตหันมามองมิคาเอลแล้วพูดว่า "ไม่มีเวลาให้ดีใจหรอก รีบพาข้าไปปราสาทนั้นต่อเถอะ ขี่ม้าของข้าไป เดียวข้าบินตามไปเอง"

     ทางด้านฝั่งของทหารแสนนายที่กำลังต่อสู้กับฝูงผีดิบอยู่ เจสันและจอร์น ฮาร์เลอร์พลันรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติได้ "ทำไมพวกมันไม่หมดสักที ถึงผีดิบจะอึดกว่าคนปกติ แต่ถ้าหากถูกสับเป็นชิ้นๆ หรือเผาไฟ มันก็ไม่น่าจะฟื้นตัวได้นี่หว่า" เจสันเอ่ยขึ้นโดยที่ร่างของตัวเองชุ่มไปด้วยเลือด แม้ว่าเจสันจะชื่นชอบในการฆ่าคน แต่จำนวนมากขนาดนี้ เจสันเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน จอร์น ฮาร์เลอร์พลันแค่นเสียงออกมาด้วยความดูถูก "นี่แกไม่ได้สนใจลูกน้องเลยสินะจึงดูไม่ออก มีลูกน้องของพวกเรากลายเป็นพวกมัน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นตอนไหน"

     "ว่าไงนะ" เจสันพูดอย่างตื่นตกใจและจ้องมองไปยังทหารคนหนึ่งที่กำลังถูกผีดิบคนหนึ่งกัดเข้าที่คอ เจสันพลันทะยานร่างกายของตนเองเข้าไปบนฟ้าและประสานมือมายังผีดิบที่กำลังดูดเลือดอยู่ทันที "มนตราระดับสูง หอกลองกินุส" ลำแสงเวทย์มนต์เส้นตรงหนึ่งพุ่งใส่ผีดิบที่กำลังดูดเลือดอยู่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
      "ฉึกก" หอกเวทย์มนต์แทกทะลุลำตัวของทหารที่ถูกดูดเลือดที่ต้นคอ แต่ผีดิบที่กำลังดูดเลือดอยู่หายไปแล้ว เจสันแสยะยิ้มขึ้น "ชัดเลย มีผีดูดเลือดที่คอยทำให้ทหารของเรากลายเป็นผีดิบ เพราะอย่างนี้นี่เองที่ทำให้พวกมันไม่หมดสักที"

     "ทุกคนระวังตัวด้วย พวกผีที่คอยควบคุมผีดิบพวกนี้มันรวดเร็วมาก" เจสันตระโกนขึ้นและพุ่งไปทางผีดิบที่หลบหอกลองกินุสของเขาได้ เวทย์มนต์หอกลองกินุสเป็นธาตุสายฟ้าผสานแสง ด้วยความรวดเร็วในการร่ายและการโจมตี นักเวทย์จึงจัดอันดับมันให้อยู่ในระดับสูง แต่ผีตนนี้กลับสามารถหลบได้แสดงว่ามันมีความเร็วกว่าเวทย์มนต์ของเจสัน

     "ระวังตัวด้วยเจสัน" จอร์น ฮาร์เลอร์ที่ร้องเตือน เพราะจอร์น ฮาร์เลอร์นั้นเห็นผีดูดเลือดที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นผีดิบนั้นมีมากกว่าหนึ่งตัว เมื่อพูดจบก็พลันสร้างโล่เวทย์มนต์รับลูกไฟที่พุ่งมาทางด้านขวา จอร์น ฮาร์เลอร์หันไปมองก็เจอนักเวทย์ผีดิบตัวหนึ่งกำลังร่ายเวทย์ลูกไฟมาที่เขาพอดี ที่แท้ผีดิบเหล่านี้สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ "กรีฟรีตมันหายหัวไปไหนวะ ตายแล้วหรือไงกัน" จอร์น ฮาร์เลอร์แค่นเสียงขึ้นอย่างร้อนรน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ถึงจะสามารถฆ่าพวกผีเหล่านี้ให้หมดไปได้ก็คงเหลือแค่เจสันและจอร์น ฮาร์เลอร์แค่สองคนเป็นแน่

     "อ้ากกก" เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นมาจากสามนาฬิกา จอร์นหันไปมองก็เจอกับแลนเซอร์ที่พลาดท่าโดนผีดิบรุมโจมตี ดาบหลายเล่มแทงเข้าร่างกายของแลนเซอร์อัศวินโต๊ะกลมผู้ที่มีความอาวุโสอย่างไม่ปราณี พลันมีหอกเล่มหนึ่งบินมาเสียบผีดิบที่กำลังรุมโจมตีแลนเซอร์ไปมาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผีเสียบหอกเรียงกันแบบลูกชิ้นและลอยไปปักบนต้นไม้ต้นหนึ่ง

     เจ้าของหอกเล่มนั้นเดินมาหาร่างของแลนเซอร์ที่โชกไปด้วยเลือด "เฮอะ ดูไม่ได้เลยนะ ข้าก็เคยบอกท่านแล้วให้รีบเกษียญไปอยู่กับลูกเมีย มันหวงตำแหน่งอยู่ได้" ชายเจ้าของหอกเอ่ยขึ้น ปิแอร์มองขึ้นไปยังชายเจ้าของหอกแล้วพูดว่า "ถูกของเจ้าวอเลิน ไอ้เด็กหัวโปกเอ้ย ทำไมยังไม่ตายอีกวะ" อัศวินโต๊ะกลมวอเลินแสยะยิ้มขึ้น "คนยังหนุ่มยังแน่น จะให้รีบตายไปไหนกัน มีอะไรจะสั่งเสียไหม ตาแก่"

     "เฮอะ ปากดีเหมือนเดิมเลยนะ อั๊กก" แลนเซอร์พูดจบก็กระอักเลือดออกมาจำนวนมากและมองขึ้นไปยังอัศวินโต๊ะกลมหน้าใหม่อย่างวอเลินแล้วพูดว่า "ทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับอัศวินต่อไปเถอะ อย่าได้ถล่ำในอำนาจเหมือนคนอื่น" วอเลินยกมือมาแตะหน้าผากทำความเคารพคราหนึ่งก่อนเรียกหอกบินกลับคืนมายังมือของตนเอง เมื่อเหล่าผีดิบที่ถูกหอกเสียบหลุดออกก็พลันมีอิสระอีกครั้ง พลันมันชี้ดาบมายังวอเลินอย่างโกรธแค้น แต่ทว่าต้นไม้ต้นหนึ่งพลันพุ่งมาฟาดใส่พวกมันจนแบนติดกับพื้นทันที

     "ย๊ากกก" อ๊อคตนหนึ่งใช้ต้นไม้ที่อยู่รอบๆขึ้นมาเป็นอาวุธ ต้นไม้นั้นใหญ่เทอะทะแต่อ๊อคตนนี้ใช้ต้นไม้ทุบตีและบดขยี้เหล่าผีดิบได้อย่างรวดเร็ว นักรบบ้าพลังคนนี้ วอเลินรู้จักดีในฐานะอ๊อคบ้าพลังอย่างอัศวินโต๊ะกลมโททาลัช ขณะที่ต้นไม้ของโททาลัชกำลังจะฟาดใสาผีดิบกลุ่มหนึ่งพลันมีเงาคนทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เงาสีดำนั้นพลันเอามือออกมาประทะกับต้นไม้ที่โททาลัสฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฝ่ามือจะปะทะกับลำต้นพลันมีวงแหวนเวทย์มนต์สีดำซ้อนกันสองชั้นก่อนที่จะระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง

     "ตูมมม" ต้นไม้ที่โททาลัสถืออยู่พลันแหลกกระจายไปหมด โททาลัสพลันมองผู้ที่มารับการโจมตีของตนอย่างไม่วางตา เงาร่างนั้นพลันร่วงลงมาแล้วเอาขาแตะลงพื้นอย่างสง่างามเผยให้เห็นเป็นชายคนหนึ่งสวมชุดทหารระดับสูง "โททาลัช ฝีมือของเจ้ายอดเยี่ยมสมคำร่ำลือเสียจริง ทำไมไม่สนใจที่จะมาเข้าร่วมพวกข้าบ้างละ" ชายคนนั้นมีดวงตาแดงก่ำและยิ้มขึ้นเผยให้เห็นฟันเขี้ยงทั้งสองข้างที่ยาวกว่าคนทั่วไป

     โททาลัชมองไปยังแม่ทัพคนนั้นแล้วพูดว่า "เกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้ากันแน่ ข้านึกว่าพวกผีจะเป็นบ้าไล่ฆ่าคนไปทั่วซะอีก" แม่ทัพผีดิบคนนั้นพลันพูดว่่า "ข้าเคยคิดว่าพวกเจ้ารู้กันแล้วซะอีก ท่านจอมมารอุสาห์ปล่อยทหารคนหนึ่งรอดไปบอกข่าวให้พวกเจ้าฟังตั้งคนหนึ่ง" โททาลัชพลันเกร็งตัวขึ้นแล้วพูดว่า "เรื่องแบบนั้นใครมันจะไปเชื่อลงกันวะ" โททาลัชเป็นคนคุมตัวมิคาเอลไปห้องขังรอวันประหาร ในสายตาของโททาลัชนั้นมองมิคาเอลว่าเป็นคนโง่มาโดยตลอด เมื่อถึงตอนนี้โททาลัชพึ่งรู้ตัวว่าคนที่โง่นั้นแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่

     "ฮ่าๆๆ แล้วตอนนี้เจ้าเองก็ยังไม่เชื่ออีกงั้นเหรอ" แม่ทัพผีดิบพูดด้วยทีท่าสบาย แต่กลับมีหอกบินเล่มหนึ่งบินมาแทงจากด้านหลังของแม่ทัพคนนั้นจนทะลุออกมาทางด้านหน้า 
     "อย่าไปฟังคำพูดพวกปีศาจ" เป็นวอเลินที่ควบคุมหอกมาแทงแม่ทัพผีดิบคนนั้นทั้งๆที่รู้ว่าไม่ประโยชน์ แม่ทัพผีดิบพลันหันไปมองวอเลินแล้วแสยะยิ้มขึ้น "เป็นแค่อัศวินกระจอกๆแท้ๆกล้ามาพูดขัดข้าเชียวงั้นเหรอ" เมื่อแม่ทัพผีดิบพูดจบพลันหายตัวมาอยู่ด้านหน้าของวอเลินอย่างรวดเร็ว วอเลินถึงกับชะงักไปข้างหนึ่งแวบหนึ่งแล้วคุมหอกให้ลอยขึ้น แต่แม่ทัพผีดิบคนนั้นพลันเอามือจับหอกไว้แน่นหนาจบหอกไม่ขยับเลยสักนิด "เฮอะ แค่คุมศาสตราเวทย์ได้ก็เป็นอัศวินโต๊ะกลมได้แล้วงั้นเหรอ ทุเรศจริงๆ" แม่ทัพผีดิบพลันใช้มืออีกข้างเข้ามาจับคอของวอเลินขึ้น

     "ฉัวะ" มือที่จับคอวอเล็นพลันขาดออกจากกันทันที วอเลินพลันสบัดมือไปมาอย่างรวดเร็ว "เวทย์มนต์เส้นลวดสุญญากาศ" ร่างกายของแม่ทัพผีดิบพลันขาดเป็นชิ้นๆอย่างรวดเร็ว หอกพลันตกลงกับพื้นพร้อมกับเศษเนื้อของแม่ทัพผีดิบตนนั้น

     "อัศวินโต๊ะกลมฝีมือแข็งแกร่งพอๆกับต่ำแหน่งแม่ทัพนั้นแหละ อย่าดูถูกกันให้มากนะโว้ย" วอเลินแค่นเสียงขึ้น ที่แท้วิชาที่วอเลินใช้คือเวทย์มนต์ลวดที่ยึดกันกับวัตถุ การที่หอกของวอเลินบินได้นั้นหาใช่ศาสตราเวทย์มนต์แต่อย่างใด แต่เป็นเวทย์มนต์เส้นลวดที่วอเลินบังคับจนคล่องและใช้หลอกตาผู้คนว่าเป็นศาสตราวุธเวทย์มนต์ ทำให้แม่ทัพผีดิบประมาทและเข้ามาอยู่ในวงลวดเวทย์มนต์ของวอเลินอย่างง่ายดาย "ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย" วอเลินเอ่ยขึ้น

     วอเลินถอนหายใจและดึงออกจากศพที่แหลกเละเป็นชิ้นๆ แม้ผีดิบจะไม่ตายแม้กระทั่งถูกตัดหัวแต่การที่ถูกสับเป็นชิ้นๆแบบนี้ก็ถือว่าหมดสภาพที่จะสู้ต่อไปแล้ว ทำให้วอเลินเลิกสนใจกองเนื้อนั้น ขณะที่วอเลินถือหอกและเดินไปหาโททาลัสก็พลันมีเสียงดังขึ้นข้างกดหูของวอเลิน "จริงอย่างเจ้าว่า ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย"

     วอเลินหันไปมองก็เจอหัวของแม่ทัพที่ตนพึ่งฟันขาดไปลอยมากัดเข้าที่คอของวอเลินอย่างจัง "อ๊ากกกก" วอเลินพลันร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด

     ห่างออกไปจากสมรภูมิสงครามสิบกิโลเมตร ชายคนหนึ่งกำลังขี่หมาป่าสีดำร่างใหญ่พุ่งมาทางตอนเหนืออย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นเป็นเบนจามินนนั้นเอง เบนจามินมองไปยังเบื้องหน้าและครุ่นคิดขึ้นในใจว่า "ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดจำนวนมาก เกิดอะไรขึ้นที่นั้นกันแน่" หลังจากเบนจามินออกมาจากค่ายคอมมูนูลิชแล้วเขาก็ให้เหล่ามนุษย์หมาป่ากระจายตัวไปสร้างทายาทเพิ่ม ส่วนตัวเองก็ก็มุ่งไปยังแดนเหนือเพื่อหาตัวทายาทที่ทิ้งเอาไว้

     เบนจามินไม่รู้เลยว่าทายาทปีศาจที่ทิ้งเอาไว้จะก่อเรื่องยุ่งยากวุ่นวายถึงเพียงนี้



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

605 ความคิดเห็น

  1. #439 defy (@chaimaha) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 19:46
    ขอบคุณครับ
    #439
    0
  2. #438 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 19:07
    ตายง่ายจังปิแอร์
    #438
    0
  3. #436 KRIT (@gogogokrit) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 22:10
    นิยายแปลเรอะ มิน่า..
    #436
    4
    • #436-3 KRIT (@gogogokrit) (จากตอนที่ 75)
      24 มกราคม 2561 / 07:17
      ถ้ามีต้นทางจะดีมากเพราะปกติอ่านดิบเอา ฮ่าๆ
      #436-3
    • #436-4 ปากกาด้ามหัก (@tcg530064) (จากตอนที่ 75)
      24 มกราคม 2561 / 16:29
      บังเอิญไม่ใช่นิยายแปลอะครับ แต่มีคนทักบ่อยว่าคล้ายก็เลยลองแกล้งคนอ่านดู
      #436-4
  4. #434 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 01:17
    จอมมารตัวจริงมาแล้ว เป็นแค่แวมไพร์ ริอาจเป็นจอมมาร แล้วจะมีบทตีกันระหวางไลแคนกับแวมไหมคับ
    #434
    0
  5. #433 amm4747 (@amm4747) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 23:20
    ???สรุปแวมไพร์ นี้ก็เป็นคนขิงเบนจามินเหรอ
    #433
    1
  6. #432 Tokuji (@Tokuji) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 23:08
    โอ้ยรออออ
    #432
    0
  7. วันที่ 20 มกราคม 2561 / 22:12
    พระเอกนับวันยิ่งไม่มีบทนะ ฮาาาา
    #431
    0