ปรมาจารย์มนตรา

ตอนที่ 79 : เผชิญสงคราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    26 ม.ค. 61

     เบนจามินเดินเข้าไปใกล้กับไมเคิลมาขึ้นแล้วพูดว่า "ใช่แล้ว เป็นข้าเองที่ช่วยให้เจ้ามีชีวิตที่สอง ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะลำพองได้ขนาดนี้" เบนจามินพลันกางมือออก ไมเคิลพลันร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด "ได้โปรด ท่านจอมมารข้าขอโทษ ข้าแค่ได้ใจมากไปหน่อย"

     เบนจามินแทบอยากจะระเบิดร่างกายของไมเคิลให้แหลกเป็นชิ้นๆแต่ทว่ากลับหยุดมือลง ตามคัมภีร์โบราณแล้ว หากทายาทในสายเลือดโดยตรงตายไป พลังอำนาจที่ทายาทตามสายเลือดใช้จะสลายไป เหล่าแวมไพร์และผีดิบจะกลายเป็นศพไม่มีชีวิตอีกครั้ง ส่วนราออสถ้าตายไป มนุษย์หมาป่าทายาทของราออสก็จะกลับกลายเป็นคนเหมือนเดิม

     กรีฟรีตยิ้มขึ้นและเอ่ยพูดกับเหล่าแวมไพร์ "เห็นแล้วใช่ไหม ว่าจอมมารกำมะลอของพวกแกเป็นยังไง" เบนจามินสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอดครั้งหนึ่งก่อนหันมาทางเหล่าแวมไพร์และพวกผีดิบก่อนที่จะชูมือขึ้น เหล่าแวมไพร์พลันตัวสั่นขึ้นด้วยความหวาดกลัว เพราะคิดว่าจะต้องโดนเช่นเดียวกันกับไมเคิล

     "ท่านจอมมารได้โปรด พวกข้าแค่ถูกหลอกใช้เท่านั้น" เหล่าแวมไพร์รีบคุกเข่าและอ้อนวอนขอชีวิตกับเบนจามิน แต่ทว่าเบนจามินไม่ได้ตอบอันใดกลับมา เหล่าแวมไพร์นั้นลุ้นกันจนตัวสั่นว่าเบนจามินนั้นจะทำยังไงต่อไป

     มิคาดคิด พวกแวมไพร์ไม่ได้เจ็บปวดหรือรู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด แต่เป็นพวกผีดิบที่ค่อยๆฟื้นคืนบาดแผลอย่างช้าๆ "อะไรกัน ทำไมพวกผีดิบถึง" เหล่าแวมไพร์งงเป็นไก่ตาแตก ถึงแม้ว่าผีดิบจะเป็นอมตะเหมือนกับซอมบี้ แต่มันก็ฟื้นคืนบาดแผลไม่ได้เหมือนกับแวมไพร์ กรีฟรีตพลันมองเห็นควัยสีแปลกประหลาดพุ่งออกจากร่างกายของเบนจามินใส่พวกผีดิบเหล่านั้น "นั้นคืออะไรกัน" กรีฟรีตเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง

     พวกผีดิบนับหมื่นเหล่านั้นพลันมีท่าทางเปลี่ยนไป "ขะ..ข้ารู้สึกตัวแล้ว" ผีดิบตัวหนึ่งพลันเอ่ยขึ้นและเอามือจับไปที่ร่างกายของตัวเองอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ปกติผีดิบเหล่านี้จะอยู่ในอำนาจของผู้ที่ทำให้กลายเป็นผีดิบ และสายเลือดสูงสุดอย่างไมเคิล ทหารผีดิบพลันดีใจและจับมือกันร้องไห้อย่างถ้วนหน้า 
     "ข้าขอโทษนะที่แทงใส่เจ้า ตอนนั้นข้าควบคุมตัวเองไม่ได้"
     "ไม่เป็นไร ข้าเองก็รู้ว่าเป็นเช่นไร"
     "ข้านึกว่าจะไม่ได้เจอกับเจ้าเสียแล้ว ไอ้หัวขวดเอ้ย"

     เหล่าแม่ทัพผีดิบพลันหน้าซีดลงเมื่อควบคุมผีดิบเหล่านี้ไม่ได้ ผีดิบเหล่านี้นั้นถูกใช้งานอย่างไม่เต็มใจ พวกมันมองมาทางเหล่าแวมไพร์ด้วยสายตาที่โกรธแค้น "เพราะพวกแกทำให้เราต้องกลายมาเป็นผี" ชาวบ้านคนหนึ่งชี้นิ้วไปที่แม่ทัพแวมไพร์ทั้งหลาย

     แม่ทัพผีดิบคนหนึ่งพลันตระโกนขึ้นว่า "เป็นเพราะเจ้าไมเคิลนั้นต่างหาก ข้าได้รับคำสั่งของมันมา" 
     "แต่แกก็เต็มใจไม่ใช่เหรอไง" ผีดิบคนหนึ่งเดินมาด้านหน้าชี้หอกมาทางแวมไพร์ที่พูดแก้ตัว ผีดิบตัวนั้นใส่ชุดของอัศวินโต๊ะกลม เขาคือวอเลินนั้นเอง ระดับแม่ทัพและอัศวินโต๊ะกลมนั้นมีฝีมือพอๆกับ แต่แวมไพร์นั้นมีพลังเหนือกว่าผีดิบ เหล่าแวมไพรจะคัดเลือกผีดิบและแวมไพร์จากการใช้งานมากกว่า หากใครไม่ยินยอมเป็นแวมไพร์ก็ถูกล้างสมองให้เป็นผีดิบ ทำให้ตอนนี้เกิดความบาดหมางของสองฝั่งคือแวมไพร์และผีดิบ

     "พวกแกทั้งๆที่รู้ว่าพวกเราไม่.." ผีดิบอดีตอัศวินโต๊ะกลมวอเล็นพูดยังไม่ทัน กำปั้นหนึ่งพลันพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของวอเลินอย่างรุนแรง "ผลั๊วะ" วอเลินพลันกระเด็นกลับหลังไปชนผนังของปราสาทอย่างแรง ถึงอย่างไรวอเลินก็เป็นหนึ่งในเจ็ดอัศวิน หากเป็นผีดิบพลทหารตัวอื่นหัวคงขาดกระเด็นไปแล้ว พละกำลังเช่นนี้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับโททาลัชได้เลยทีเดียว มิคาดเจ้าของหมัดไม่ใช่แวมไพร์แต่เป็นราชามนุษย์หมาป่าอย่างราออส "หมัดนี้สำหรับชำระแค้นที่แกฆ่าเปาโลเมื่อยี่สิบปีก่อน"

     "เปาโลมันใครกันวะ" วอเลินพยุงร่างของตัวเองขึ้นมาจากผนังที่แตกออก ใบหน้าของเขามีเลือดไหลออกมา เบนจามินเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นพลันตระโกนขึ้นดังลั่นว่า "หยุดเดียวนี้ซะ เลิกก่อความวุนวายสักที!!"

     เหมือนกับมีพลังอำนาจที่ทำให้ทุกคนหยุดลงในปราสาทอย่างพร้อมเพรียงกัน เหล่าผีดิบหลายตัวมองมายังเบนจามินอย่างสงสัย เบนจามินคือจอมมารที่ชั่วร้ายไม่ผิดแน่ แต่ทำไมถึงคืนความสามาถในการนึกคิดกลับมาให้แก่พวกเขา นั้นทำให้พวกเขาไม่เข้าใจจริงๆ

     "อย่าไปฟังมัน มันคือจอมมารที่ทำให้พวกเราต้องกลายมาเป็นแบบนี้" ผีดิบตัวหนึ่งพูด ระหว่างที่พวกเขาถูกควบคุมโดยเหล่าแวมไพร์ พวกเขายังคงสามารถรับรู้ทุกอย่างได้จากการได้ยินได้ฟังได้เห็น และพวกเขาก็เจ็บปวดจากการโดนโจมตีเช่นเดียวกัน ผีดิบชาวบ้านหลายคนต้องทุกข์ทรมาณจากการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ทั้งวันทั้งคืน พวกเขาแค้นจอมมารมากพอสมควร

     เบนจามินถอนหายใจคราหนึ่งแล้วพูดว่า "แล้วไง เป็นผีแล้วไง เป็นจอมมารแล้วไง อย่าบอกว่าพวกแกเสียจิตใจของความเป็นมนุษย์ไปแล้วจริงๆนะ" สำหรับเบนจามินนั้นผี จอมมาร แวมไพร์ แวร์วูลฟ์นั้นก็เป็นคนเหมือนกัน แค่มีพลังในสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจเพียงเท่านั้น จะดีหรือเลวอยู่ที่การกระทำ หาใช่สิ่งที่เป็นไม่ แค่มีพลังอำนาจที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ทำให้คนทั่วไปหวาดกลัว คนเรามักหวาดกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้อยู่แล้ว

     พวกผีดิบมองหน้ากันอย่างงวยงงในคำพูดของเบนจามิน และหันหน้าเข้าหากันเอง เบนจามินกอดอกแล้วพูดว่า "นี่ก็จะเช้าแล้ว อีกไม่นานจะเกิดสมครามที่อาณาจักรมนตราสีรุ้งแล้ว นี่เป็นเวลาที่พวกเราควรมาโต้เถียงกันเหรอไง นี่ไม่ใช่เรื่องน่าใส่ใจเลยสักนิด ถึงแม้จะมีจอมมารโผล่มาอีกสักสิบคนก็ช่างมันปะไร แต่พ่อแม่พี่น้องของเรากำลังต่อสู้กันล้มตายอยู่เบื้องนอกนั่น"

     พวกผีดิบพลันตื่นตกใจขึ้น จริงอย่างที่เบนจามินว่า พวกเขายังคงมีหัวใจเป็นมนุษย์อยู่ เขายังคงเป็นห่วงคนอันเป็นที่รักอยู่ "นี่เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?" วอเลินพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจ กรีฟรีตคุกเข่าลงต่อหน้าเบนจามินแล้วพูดว่า "จากที่ข้ารู้มา ในตอนกลางวันพลังของพวกเราจะอ่อนแอลง สงครามที่นั้นเราทำอะไรไม่ได้หรอก"
     เบนจามินเอามือเกาคางตัวเองแล้วหันไปหาไมเคิลที่คุกเข่าต่อหน้าเบนจามินอย่างหมดท่า ในสายตาของเบนจามิน ไมเคิลก็แค่เด็กเห่อหมออ้อยที่ได้พ
ลังมาแล้วใช้อย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ ปล่อยความมืดในจิตใจกลืนกิน แต่ด้วยพลังของเบนจามิน ไมเคิลไม่อาจทรยศเบนจามินได้ด้วยประการใดก็ตาม เพราะสายเลือดของเบนจามินอยู่ในตัวของไมเคิล เบนจามินสามารถฆ่าไมเคิลได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เมื่อครุ่นคิดได้เบนจามินพลันพูดกับไมเคิลว่า "เจ้าต้องทำงานชดใช้ความผิดแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"

     ไมเคิลพลันเอาหัวเขกพื้นสามครั้งแล้วพูดว่า "ขอบคุณท่าน ที่เมตตา" ในยามนี้เหล่าปีศาจในที่แห่งนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีคนนี้อีกต่อไปแล้ว พวกเขาเดาอายุจริงของเบนจามินไปต่างๆนาๆ

    หกชั่วโมงต่อมา ณ ที่อาณาจักรมนตราสีรุ้ง ทาลอสขี่ม้าอยู่ด้านข้างอาเชรัชกำลังมองไปด้านหน้าที่มีกองทัพของอาณาจักรอยู่นับแสน การปะทะกันครั้งนี้คงมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากเป็นแน่ อาเชรัชมองไปยังปราสาทราชวังที่สูงใหญ่จนเห็นได้จากระยะไกลด้วยสายตาที่โกรธแค้น ในตอนนี้ราชาอเล็กยังเล่นสนุกกับนางสนมโดยมิทุกข์ร้อนอันใด "วันนี้เราจะกุดหัวไอ้ราชาชาติชั่วนั้นและเอาอิสระภาพของเราคืนมา" อาเชรัชตระโกนขึ้นเสียงดัง เหล่าคอมมูนูลิชแสนกว่าคนด้านหลังก็โห่ร้องอย่างฮึกเหิม

     ว่ากันตามตรงจำนวนคอมมูนูลิชนั้นมีเยอะกว่าทหารพิทักษ์อาณาจักรมาก แต่พวกทหารนั้นแข็งแกร่งกว่า ไม่ใช่ชาวบ้านที่ใช้เวทย์มนต์ได้แต่ทำงานภายในบ้าน แต่ถึงอย่างไรทางด้านพวกทหารมีหลายคนเหนื่อยล้าจากการต่อสู้เมื่อวานและยังพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงสององครักษณ์ด้วย แต่พวกทหารก็ยังดีใจกว่าการต่อสู้กับผีดิบในคืนก่อนมาก

     เจสันประสานมือขึ้นทั้งสองข้างและถามแม่ทัพคนที่อยู่ด้านหลังว่า "เจ้าวางกับดักอักขระเวทย์มนต์ได้เท่าไหร่" แม่ทัพคนนั้นพลันตอบว่า "เนื่องจากเรามีเวลาไม่มากและทหารหัวกระทิยังฟื้นฟูพลังงานเวทย์มนต์ได้ไม่มากทำให้เราวางได้แค่สองร้อยกว่าวงเวทย์อักขระเท่านั้นครับ"

     จอร์น ฮาร์เลอร์เดินมาหาเจสันแล้วพูดว่า "เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ แต่เราต้องหาแผนสำรองไว้ด้วย" เจสันหันมามองจอร์น ฮาร์เลอร์ด้วยสายตาดูถูก "นี่แกคิดว่าพวกเราจะแพ้พวกนั้นเหรอไง" 
     จอร์น ฮาร์เลอร์พลันพูดว่า "เจ้าดูถูกอาเชรัชมากเกินไป ก่อนที่แกจะมารับต่ำแหน่งนี้ สี่องครักษ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับที่สองรองจากกรีฟรีตคืออาเชรัชนี่แหละ ถึงระดับพลังเวทย์มนต์แค่หกสุริยัน แต่พลังของสายเลือดทองคำจากไมดาส ทำให้เขาแข็งแกร่งมาก" เจสันเมื่อได้ยินก็หัวเราะขึ้น "แต่นั้นก็นานมากแล้ว เขาแก่ชราลงและยังติดคำสาป คิดว่ามันจะเก่งเหมือนสมัยหนุ่มๆงั้นเหรอ ข้าจะเด็ดหัวมันมาเอง"

     อาเชรัชจัดขบวนรบทหารและพุ่งเข้าใส่กำแพงอาณาจักรอาณาจักอย่างน่ากลัว ทหารชาวบ้านวิ่งเข้าไปอย่างไม่กลัวตาย ทหารเดนตายด่านหน้าพลันติดกับดักเวทย์มนต์จนโดนระเบิดไฟ สายฟ้าและลมตัดร่างขาดกระจายตายทันที แต่เหมือนว่าแค่นี้ทำลายขวัญกำลังใจของพวกเขาไม่ได้ พวกคอมมูนูลิชยังวิ่งเข้าไล่ต่อไป
     "ให้พวกมันเข้ามาในระยะยิงก่อนค่อยยิงเวทย์มนต์ออกไป อย่าได้ใช้พลังเปลืองโดยใช่เหตุ"
     "หน่วยปืนใหญ่เวทย์มนต์ตั้งลำขึ้น รีบๆขนหินเวทย์มนต์(เก็มธาตุ)มาบรรจุพลังได้แล้ว"
     "ตั้งโล่และปลดหลังจากพวกยิงไกลส่งสัญญาณ เข้าใจไหม!!"
พวกแม่ทัพสั่งการทหารอย่างรวดเร็ว 

     อาเชรัชประสานมือขึ้น "มหามนตราเทพเจ้ามังกรรุ่งอรุณ จงทำลายล้างศัตรูเบื้องหน้าข้าให้มอดมลายสูญซะ" จอร์น ฮาร์เลอร์พลันเอ่ยขึ้นอย่างตื่นตกใจ "ไอ้บ้าเอ้ย เล่นใช้มนตราระดับเทพเจ้าแต่แรกเลยงั้นเหรอ ไม่ห่วงคนบริสุทธิ์ในเมืองเลยรึไง"

     พวกทหารจอมเวทย์นับพลันเหมือนรู้ใจกันประสารนเวทย์มนต์ระดับกลางถึงสูงเข้าปะทะกับเวทย์มนต์ของอาเชรัชอย่างรวดเร็ว หนึ่งคนปะทะเวทย์มนต์กับคนนับพัน ช่างเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อ แสงสีทองกระจายไปท้องฟ้า อาเชรัชอยู่ตรงกลางดุจดังเทพเจ้าเมื่อเหล่าคอมมูนูลิชมองมาจากด้านหลัง

     มหาสงครามกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันฝูงผีก็กำลังเดินทางลงมาจากตอนเหนือกลางวันแสกๆ อีกแค่เพียงครึ่งกิโลก็ถึงอาณาจักรโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย



     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

605 ความคิดเห็น

  1. #483 Galez (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 13:58
    ระยะทางครึ่งกิโลถือว่ายังใกล้อยู่มากเลยนะครับ

    ยังอยู่ในนะยะสายตาอยู่เลยครับ



    อยากให้ปรับเรื่องระยะทางซักหน่อย

    ครึ่งกิโล วิ่งแปบเดียวก็ถึงแล้วครับ..
    #483
    1
    • #483-1 ปากกาด้ามหัก (@tcg530064) (จากตอนที่ 79)
      26 มกราคม 2561 / 14:50
      ถ้ากิโลเมตรก็ใช่ครับ แต่ถ้ากิโลไมล์ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมต้องการให้เห็นอยู่ในระยะสายตาแบบขอบๆเส้นHorizonของกำแพงฝั่งเหนือนะครับ (ตอนแรกจะประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็ไกลไปนิด ครึ่งกิโลเมตรก็ใกล้ไปหน่อยอย่างที่เจ้าของเมนต์ว่า แต่ผมไม่อยากกำหนดเป็นตัวเลขอะครับมันดูยุ่งยาก 750เมตร มันฟังดูแล้วงงเพราะคนทั่วไปเขาไม่พูดกัน)
      #483-1
  2. #482 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 09:46
    แล้วฝ่ายศาสนจักล่ะ หรือว่าแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว
    #482
    0
  3. #481 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 09:31
    สามก๊กแล้วแบบนี้
    #481
    0
  4. #479 LittleBear42 (@little-bear42) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 07:45
    เมอลินเสกเมฆมาบังดวงอาทิตย์เลย
    #479
    0
  5. #478 TimeStory (@PrinceFiendTH) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 02:27
    ฉวยโอกาศสินะ
    #478
    0
  6. #477 Avista (@babellzcalypso) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 01:26
    ขอบคุณจ้า
    #477
    0
  7. #476 defy (@chaimaha) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 00:35
    ขอบคุณครับ
    #476
    0