[YAOI] The Chemist: ถอดรหัสไล่ล่าฆาตกรอำมหิต (สนพ. XINGBOOKS)

ตอนที่ 11 : CHAPTER 09 (Re-write version for XINGBOOKS)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 820
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    4 มี.ค. 62

               สายลมยามเช้าปลุกร่างสูงบนโซฟาแข็งให้ลืมตาตื่นขึ้นมา ทั้งห้องยังคงมืดอยู่ แต่นาฬิกาเข็มที่แขวนบนข้างฝาก็บอกเวลาประมาณตีห้าครึ่งแล้ว เขาพยายามจะหลับต่อแต่ด้วยสภาพที่เหยียดตัวนอนก็ไม่เอื้ออำนวย แถมหน้าต่างที่เปิดเป็นช่องเล็กๆ เอาไว้ก็มีลมพัดเข้ามาตีกับผ้าม่านจนเสียงดังไปทั่ว เขาจึงลุกขึ้นนั่ง กวาดกระดาษเอสี่ปึกบางๆ รวมเข้าด้วยกันก่อนจะกระทุ้งเก็บเข้าแฟ้มสีน้ำตาลที่หล่นอยู่ตรงพื้น ตอนนี้เนื้อตัวปวดเมื่อยจากการเผลอหลับไปตอนที่อ่านข้อมูลคดีอีกครั้งหลังจากกลับถึงบ้าน

               เขาผละตัวออกจากโซฟาทรมานตน วางแฟ้มลงข้างโคมไฟที่น่าจะถูกเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนแต่ก็คงมีใครบางคนมาปิดมันระหว่างที่เขาหลับไป เขาเดินไปตามทางโล่งๆ ขึ้นไปยังชั้นสอง เลี้ยวเข้าห้องแรกที่ถึงเมื่อพ้นจากบันได เขาเปิดประตูอย่างเบามือที่สุด ที่นอนโล่งกับกระดานบุไม้อัดอันเล็กข้างประตูถูกลมเย็นจากช่องแง้มของหน้าต่างพัด กระดาษที่ติดไว้อย่างลวกๆ บนไม้ส่งเสียงพรึ่บพรั่บ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ

               ชายหนุ่มขยับร่างสูงเข้าไปและปิดประตูตามหลัง เขาก้าวเท้าตรงไปยังโต๊ะทำงานที่รกไปด้วยกระดาษเอกสารนับร้อย คนตัวเล็กกำลังฟุบหลับสนิท ผืนผ้าหนาสีเทาเหมือนควันไฟกองอยู่บริเวณใต้เก้าอี้ซึ่งน่าจะตกมาจากไหล่เล็กๆ ของแขนที่ก่ายอยู่บนโต๊ะและทำหน้าที่เป็นหมอนจำเป็น ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ เขาดึงผ้าขึ้นมาห่มกลับไปยังที่เดิมที่มันเคยอยู่ก่อนจะเดินไปขยับหน้าต่างให้ปิดสนิท

               แต่เพราะห้องยังคงมืด เขาจึงเตะเข้ากับขาเก้าอี้และนั่นทำให้ร่างบางสะดุ้งตื่น

               “ขอโทษที ฉันกะจะเข้าไปปิดหน้าต่างให้น่ะ” เขาบอกอีกฝ่ายที่ทำหน้างงปนงัวเงีย

               “อือ... ขอบใจ” ร่างบางตอบกลับมาด้วยเสียงอู้อี้ ลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ขยี้ตาเหมือนเด็กๆ “นี่กี่โมงแล้วล่ะ”

               “ตีห้าครึ่ง”

               “อือฮึ... เดี๋ยวซักพักจะลงไปทำมื้อเช้าให้ละกันนะ รอแป๊บนึง” นิโคลัสบอกในขณะที่หาวออกมาและดึงผ้าห่มออกจากตัว

               “... นิโคลัส ฉันว่านายมีเรื่องอื่นให้ห่วงมากกว่ามื้อเช้านะ” โยกล่าวกับอีกฝ่ายที่ยังคงไม่หายง่วงดี “วันนี้ The Chemist จะลงมือนะ ลืมหรือไง”

               “บ้าเอ๊ย!!”             

               “เฮ้ ใจเย็นๆ สิ นิโคลัส” โยดึงแขนคนตรงหน้าที่หน้าตาตื่นขึ้นมาทันทีและเตรียมจะวิ่งไปอาบน้ำไปทำงาน “ค่อยๆ สิ”

               นิโคลัสหันมาโวย “ใจเย็นอะไรของนายล่ะ! วันนี้จะมีคนตายนะ!! ให้ตายสิ! ฉันหลับไปได้ไงเนี่ย!!

               “ฉันบอกให้ใจเย็นๆ ไง”

               นิโคลัสสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะดึงแขนตัวเองกลับมา เขาตรงไปที่โต๊ะทำงาน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและต่อสายหารองหัวหน้าของตนเองทันที

               “สกอตตี้ นี่นิโคลัสพูดสายอยู่นะครับ” เขากรอกเสียงลงไปอย่างเร่งรีบหลังจากอีกฝ่ายรับสายหลังสัญญาณที่ห้า “ส่งหน่วยลงพื้นที่ทั้งวันเลยครับ” เขาหยุดเล็กน้อยเมื่อปลายสายแย้งกลับมา “ไม่ต้องสนกฎ เดี๋ยวผมจัดการกับเบื้องบนเอง สกอตตี้ส่งคำสั่งลงไปเดี๋ยวนี้ครับ!

 

 

               ทั้งห้องส่งเสียงดังอึกทึกทันทีที่อาจารย์ผู้ยืนโชว์เดี่ยวกลางห้องประกาศเสียงเรียบๆ ถึงการหมดคาบเรียนตรงเวลาเที่ยงวันชนิดพอดิบพอดี ไม่มีขาดเหลือแม้แต่นาทีเดียว นักศึกษาเริ่มทยอยกันออกจากห้อง ไม่มีใครช่วยลบกระดานที่เขาละเลงน้ำหมึกหลากสีไว้เสียทั่วในขณะที่สอนอย่างเมามัน เขาไล่สายตาไปตามข้อความต่างๆ บนนั้นและพบว่าตนเองสะกดคำสำคัญในหัวข้อผิด ยุคนี้คงหานักศึกษาใจกล้าที่จะยกมือบอกไม่ได้แล้ว เขาหัวเราะให้กับความเสื่อมถอยของผู้เรียนในปัจจุบันก่อนจะตัดสินใจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภารโรงที่จะต้องเข้ามาทำความสะอาดห้องเรียนตอนกลางวัน

               วิลเลียม คอมป์สันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเคมีการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ผู้ซึ่งไม่ได้มีความสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือนหรือโบนัส เขากล้าถึงขนาดบอกผู้สัมภาษณ์สอบตำแหน่งอาจารย์ว่าเขาไม่รับเงินเดือนก็ได้ ขอแค่เขาได้สอนเท่านั้น และนั่นทำให้เขาเป็นอาจารย์ที่บรรดานักเรียนต่างพากันชื่นชอบ วิชาของเขาเป็นวิชาที่ใครก็สามารถลงทะเบียนเรียนได้ เขารู้ว่าเด็กสามารถรับเนื้อหาได้มากขนาดไหนและเขาก็จัดเนื้อหาให้เท่านั้น ดังนั้นเนื้อหาวิชาจึงไม่ยากมากนัก แถมเหมือนเข้ามานั่งฟังเขาเล่าเรื่องเสียมากกว่า

               “โปรเฟสเซอร์คอมป์สันคะ ฉันถามจริงๆ นะคะ คุณอายุเท่าไรเหรอคะ”

               เขาหยุดมองนักศึกษาสาวเชื้อสายเอเชียคนหนึ่งที่ถามเขาในขณะที่เขาเดินผ่านประตูห้องออกมาก่อนจะคลี่ยิ้ม “สี่สิบสี่ปี สามเดือน กับอีกห้าวัน.... เอานาทีด้วยไหมล่ะ” เขาถามเชิงติดตลกซึ่งก็ทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมาเสียงใส

               “ฉันชื่อ นริศรา เจริญกิจรุ่งเรืองค่ะ เรียนกับโปรเฟสเซอร์วิชา 438 Everyday Agricultural Chemistry ค่ะ” เธอแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มกว้าง “เรียกฉันว่านริศก็ได้นะคะ” เธอบอกหลังจากที่ปล่อยให้อีกฝ่ายประสบปัญหาการออกเสียงชื่อเต็มของเธออยู่สักพัก

               “บอกตามตรงเลยนะครับ นริศ ไม่ค่อยมีใครมาคุยกับผมหลังคาบเรียนซักเท่าไรหรอกนะครับ”

               “ก็ฉันชอบวิชาที่คุณสอนนี่คะ ถึงจะเกลียดการต้องมาเรียนเช้าวันเสาร์ก็เถอะค่ะ” เธอบอกเขาซึ่งเขาก็รู้ดีว่าคนสมัยนี้เกลียดการเล่าเรียนวันเสาร์อาทิตย์กันขนาดไหน ถ้าเอาคนที่คิดอย่างนี้มารวมกันคงตั้งเป็นประเทศได้สามหรือสี่ประเทศ “พอดีฉันสนใจเนื้อหาที่บรรยายไปเมื่อสัปดาห์ก่อนมากเลยน่ะค่ะ วันนี้เลยมาดักรอคุยด้วย”

               “สัปดาห์ก่อน? เรื่องการใช้สารเคมีกับการศึกษาการเกษตรสมัยใหม่สินะ...” เขาเอ่ย จำได้ด้วยว่าเคยเห็นหน้านริศบริเวณแถวที่สองในห้องเรียนวิชานี้ “ที่จริง มันเป็นหัวข้อที่ผมปฏิเสธจะสอนแต่ภาควิชาไม่อนุญาต”

               “ทำไมล่ะคะ มันน่าสนใจมากเลยนะคะ” เธอสวนคำถามกลับมาด้วยน้ำเสียงประมาณว่าถ้าเขาไม่สอนละก็เธอจะเกลียดเขาไปเลย “อย่างเรื่องการใช้สารฮอร์โมนเพื่อแปลงเพศปลา หรือเรื่อง--” เสียงดนตรีดังขัดขึ้นมา เขามองหญิงสาวเปิดกระเป๋าอย่างเร่งรีบและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างว่องไว “ขอโทษนะคะ โปรเฟสเซอร์ พอดีที่ทำงานพิเศษตามตัวด่วน เอาเป็นว่าคราวหน้าเดี๋ยวฉันจะแวะไปที่ออฟฟิศนะคะ”

               “ด้วยความยินดีครับ เวลาทำงานกับอีเมลแอดเดรสของผมแปะอยู่ตรงประตูห้องเลยนะครับ ถ้าจะมาก็รบกวนส่งอีเมลบอกผมไว้นิดนึง ผมจะได้เคลียร์ที่นั่งไว้ให้” เขายิ้มให้กับนักศึกษาสาวที่กล่าวลาแล้ววิ่งพรวดจากไป ก่อนจะกลับหลังหัน เดินไปตามทางที่เขาจะไป ในใจก็คิดว่าถ้าเขามีนักศึกษาในความดูแลแบบนริศรา เจริญกิจรุ่งเรืองบ้างก็คงจะสนุกไม่น้อย

               ออฟฟิศของเขาอยู่ทางทิศตะวันตกของอาคารภาควิชาซึ่งก็อยู่ทางตะวันตกของมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าครึ้มปราศจากแสงแดดสีทอง ต้นไม้พากันทิ้งใบ เหลือไว้เพียงกิ่งแข็งเก้งก้างไร้ชีวิตชีวา ไม่มีนกน้อยตัวไหนบินไปมา ฤดูหนาวปีนี้หนาวกว่าปีที่แล้ว เขารู้สึกได้จากผิวของเขา เนื่องจากเขาชอบตั้งฮีทเตอร์ไว้ที่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำและแง้มหน้าต่างเล็กน้อย แม้เวลาตัวเองนั่งอยู่ในห้อง หรือแม้ว่าข้างนอกมีหิมะลงก็ตาม

               เขาละสายตาจากหน้าต่างกลับมาที่โต๊ะและพบว่ามีกระดาษโน้ตวางอยู่ กระดาษจดข้อความที่มีลายน้ำตราสัญลักษณ์ภาควิชาสีแดงเข้มมีรอยน้ำหมึกสีดำเปื้อนอยู่ มันเขียนเพียงแค่ 1218, 4.55 PM เท่านั้น

               ดูอย่างไรมันก็เป็นโน้ตนัดหมาย เขาจึงหยิบมัน เอาไปให้เจ้าหน้าที่ห้องธุรการดู

               “อ๋อ พอดีมีนักศึกษา... เห็นเขาบอกว่าเป็นเด็กปริญญาเอกนะคะ... เขาเข้ามาถามหาโปรเฟสเซอร์ แต่ว่าคุณสอนอยู่ฉันก็เลยให้เขาเขียนโน้ตทิ้งไว้ ไม่นึกว่าจะเขียนเอาไว้แค่นี้” ได้คำตอบทันทีที่เขาถามเจ้าหน้าที่

               “แล้วเดี๋ยวเขาจะเข้ามาหาผมงั้นเหรอครับ”

               “คงจะอย่างนั้นล่ะค่ะ”

               “ขอบคุณมากครับ คุณสไทเกอร์”

               โปรเฟสเซอร์คอมป์สันเดินกลับมายังห้องของตัวเอง รู้สึกปลาบปลื้มใจเล็กน้อยกับการที่มีนักศึกษาสักคนติดต่อเพื่อจะมาพบและพูดคุยกัน แม้ว่าเวลานัดหมายจะเย็นไปสักหน่อย แถมวันนี้ยังเป็นวันเกิดของลูกชายวัยหกขวบของเขาอีกด้วย แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา เขายินดีเหลือเกินที่จะได้สนทนากับนักศึกษา จริงอยู่ที่เขาเป็นอาจารย์ที่บรรดาเด็กนักเรียนต่างเลือกมาลงเรียนด้วย แต่ไม่เคยมีใครติดต่อมาพบกับเขาแบบนี้สักครั้ง มันทำให้หัวใจเต้นตึกตักดั่งพบรักเข้า ตอนนี้เขารอเวลาไม่ไหวแล้ว

 

 

               เวลาผ่านไปไวราวกับมีใครขู่เข็ญให้มันทะยานไปยังอนาคต ตอนนี้ข้างนอกกลางแจ้งนั้นใกล้จะมืดเต็มทีแล้วตามภาษาฤดูหนาว เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะการเขียนร่างบทความวิจัยที่ตัวเขาภาคภูมิใจจนต้องรีบส่งตีพิมพ์ วิลเลียม คอมป์สันละสายตาออกจากแผ่นกระดาษในขณะที่มือก็คว้าต้นเสียงน่ารำคาญขึ้นมา กดรับสายแล้วแนบมันเข้ากับหูขวา

            [อยู่ที่ไหนน่ะ!]

               เขาตระหนักได้ว่าเขาลืมโทรไปบอกภรรยาที่บ้านว่าจะกลับช้าเล็กน้อย “ผมอยู่ที่มหาวิทยาลัย ขอโทษทีนะ พอดีเขียนงานอยู่เลยลืมโทรไปบอกคุณ”

            [คุณกำลังทำให้อลันเสียใจนะ วิล รู้ตัวบ้างหรือเปล่า คุณจะสัญญากับลูกทำไมถ้าคุณทำไม่ได้น่ะ!]

               “ผมจะถึงบ้านภายในอีกสองชั่วโมง บอกลูกให้เตรียมตัวเอาไว้เลยนะ” เขาบอกภรรยา ปิดท้ายด้วยการสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะอีกครั้ง ก่อนจะวางสาย

               วิลเลียมเหลือบตามองนาฬิกา อีกห้านาทีถึงจะถึงเวลานัด เขานึกสงสัยว่าทำไมเจ้าหนุ่มปริศนาผู้นี้ถึงไม่นัดเขาเป็นเวลาเลขกลมๆ ไม่เข้าใจว่าการที่ลดลงมาแค่ห้านาทีนั้นมีความหมายอย่างไร เขาหวังว่าเจ้าหนุ่มนี่จะไม่มาสาย ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะได้พบกับลูกชายเป็นครั้งสุดท้ายแน่

               เขาจำเป็นต้องออกจากที่นี่ก่อนหกโมงเย็น ไม่อย่างนั้นเขาจะไปถึงบ้านช้า ซึ่งนั่นจะทำให้ภรรยาไม่พอใจเขามาก เขาจะทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นไม่ได้ สาเหตุนั้นก็ไม่ใช่เพราะอะไรนอกจากภรรยาของเขาต้องการให้ลูกชายไปอยู่กับครอบครัวใหม่ของเธอ เขาไม่โทษใครที่เธอจะไปรักใครเข้า เธอยังเด็กและควรจะได้มีความสุขมากกว่านี้

               ตอนที่เขาพบกับเคลลีครั้งแรกนั้น เธออายุเพียงยี่สิบสองปี ในขณะที่เขานั้นปาเข้าไปตั้งสามสิบแปดปีแล้ว เขารู้ตัวว่าเขารักเธอตั้งแต่แรกเห็นดั่งมีศรพุ่งปักเข้ากลางอก เขาเข้าใจคำว่าโลกเป็นสีชมพูก็เพราะเธอ แต่แล้วทุกอย่างก็พังครืน เปลี่ยนเป็นสีเทา เมื่อเขารู้ว่าเธอมีลูกกับเขา ลูกชายตัวน้อยลืมตาดูโลกหลังจากการพบกันครั้งแรกของพ่อแม่เพียงสิบเอ็ดเดือน เขาอุตส่าห์ตั้งใจจะเป็นพ่อที่ดีแต่สวรรค์ก็ไม่เป็นใจให้เขา กลับส่งเขาให้ไปรับงานสำคัญแม้จะเปลี่ยนมาเป็นอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม แถมนิสัยบ้างานวิจัยของเขาก็ทำให้ติดลม ลืมหน้าที่สำคัญที่ตั้งใจดิบดีไปเสียหมด และนั่นทำให้ภรรยาสาวไม่พอใจในการที่เขาไม่มีเวลา ปล่อยให้เธอดูแลทุกอย่างจนไม่มีโอกาสออกไปเที่ยวเล่นอย่างที่เคย ที่สำคัญเธอกำลังจะใช้เหตุผลนี้ในศาลครอบครัวเพื่อฟ้องหย่าและขอสิทธิ์ในการเลี้ยงบุตรเพียงฝ่ายเดียว

               เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เขาเผลอเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ ถึงเวลานัดพอดีเลย คงจะเป็นเจ้าหนุ่มปริญญาเอก เขาลุกขึ้นไปเปิดประตู

               บุคคลที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่มีส่วนสูงราวๆ หกฟุต จากการสังเกตด้วยสายตาคร่าวๆ ชายหนุ่มคนนี้คงน่าจะมีอายุประมาณสามสิบกว่าปี ดวงตาคมลึกดูดุดันสีน้ำตาลเข้มดั่งเมล็ดกาแฟคั่ว ผมสีน้ำตาลเข้มของเขาสั้นเป็นลอนลูกคลื่น มองเพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าสภาพนี้ไม่ใช่คนที่สนใจการเกษตรมากเท่าใด

               เขาถามเพื่อความแน่ใจ “ใช่ที่ทิ้งโน้ตเอาไว้หรือเปล่า”

               “ครับ ผมเอง”

               วิลเลียมเปิดทางให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาในออฟฟิศ “นั่งตามสบายเลยนะ”

               “ผมไม่รบกวนนานนักหรอกครับ” ผู้มาใหม่รอให้อีกฝ่ายทิ้งตัวลงนั่งก่อนจึงค่อยนั่งลงบ้าง เขานิ่งเงียบไปสักพักราวกับกำลังจัดลำดับการพูดของตัวเอง ซึ่งในระหว่างนั้นวิลเลียมก็สังเกตเห็นเศษใบไม้แห้งๆ บนบ่าของคนฝั่งตรงข้าม “พอดีผมมาเพราะเรื่องที่คุณเคยสอนในรายวิชา 438 การใช้สารเคมีกับการศึกษาการเกษตรยุคใหม่น่ะครับ”

               “อา... นั่นเป็นประเด็นที่นักศึกษาสนใจกันมาก” เขาถอนหายใจด้วยความที่มีคนกล่าวถึงเรื่องที่เขาไม่เต็มใจสอนถึงสองคนในวันเดียวกัน

               “พอดี... ในวันที่บรรยายมีเรื่องไซยาไนด์ที่ผมสนใจ ผมอยากรู้เรื่องนี้มากขึ้นน่ะครับ” ร่างสูงบอกด้วยท่าทางเขินๆ “ผมไม่ได้มาตรงสาย คุณคงไม่ได้ว่าอะไรนะครับ”

               “ไม่มีปัญหา ว่าแต่เธอชื่ออะไรล่ะ” โปรเฟสเซอร์ถามและได้รับคำตอบว่าชื่อของอีกฝ่ายคือฮันซ์ “โอเค ฮันซ์” คอมป์สันคลี่ยิ้มออกมาอย่างจนใจที่ต้องอธิบาย ถึงแม้ในใจเขาไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้เท่าไร “ไซยาไนด์เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่อันตรายค่อนข้างจะเฉียบพลัน ถ้าเธอเริ่มเรียนสาขาการเกษตร เธอจะรู้จักและได้ใช้งานมันครั้งแรกในตอนที่เธอเรียนเกี่ยวกับแมลง หรือที่เราจะเรียกกันว่ากีฏวิทยา เราจะจับแมลงตัวน้อยๆ หย่อนลงไปในขวดที่มีสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ ไอระเหยของสารนี้จะทำให้แมลงตายภายในเวลาอันรวดเร็วโดยแทบจะไม่มีเวลาให้ดิ้นรนเลย”

               นักศึกษาปริญญาเอกทำหน้างง “มันเกิดอะไรขึ้นกับแมลงพวกนั้นล่ะครับ ทำไมมันถึงได้ตายเร็วขนาดนั้นได้ มันมีกลไกหรือเปล่าครับ”

               “ไซยาไนด์เมื่อเข้าไปในร่างกาย จะมีกลไก... เธอเรียนสาขาอะไรอยู่ตอนนี้ ฮันซ์”

               “ศิลปศาสตร์ครับ”

               “งั้นจะพูดแบบง่ายๆ ละกันนะ โมเลกุลของไซยาไนด์จะเข้าไปทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารบางอย่างในกระบวนการสร้างพลังงาน ในกลไกของร่างกายมนุษย์ด้วยเหมือนกัน ถ้ามันเข้ามาในร่างกายคน ไซยาไนด์ก็จะจับกับฮีโมโกลบิน หรือตัวกลางขนส่งออกซิเจนที่จะไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย พอมันจับกับฮีโมโกลบินได้ ฮีโมโกลบินก็จะไม่สามารถทำหน้าที่จับหรือขนส่งออกซิเจนได้อีก ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เซลล์เกิดการขาดออกซิเจนและตายลง”

               “เหมือนในหนังที่เหยื่อชักดิ้นชักงอ”

               “ใช่”

               วิลเลียม คอมป์สันอธิบายส่วนที่เหลือด้วยข้อมูลและหนังสือในห้องของเขาอีกมากมาย รวมไปถึงข่าวเล็กน้อยๆ ที่พบว่าฆาตกรได้เอาไซยาไนด์ไปใช้ในการสังหารเหยื่อ ตลอดการอธิบายของเขา ฮันซ์ก็คอยซักถามเขาเป็นระยะ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากเหลือเกิน จนกระทั่งคำถามสุดท้ายได้หลุดออกมาจากปากของชายหน้าตาดีผู้นี้

               “มีใครเคยเอาไซยาไนด์ไปใช้ในการทดลองกับคนบ้างไหมครับเนี่ย”

               คำถามนี้ทำให้เขาถึงหยุดกึกและมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ เจ้าหนุ่มนี่พูดอะไรออกมา เขาเพิ่งสาธยายถึงความอันตรายของมันอยู่หยกๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตอบออกไป

               “ไม่น่าจะมีหรอก” เขาตอบ “ในอดีต เราก็เคยมีการทดลองกับสัตว์อย่างพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งพวกนี้ก็มีระบบอะไรในร่างกายคล้ายๆ กับคน ดังนั้นถ้ามันมีผลเสียต่อพวกสัตว์เหล่านี้ก็เท่ากับว่ามันมีผลเสียต่อคนเราด้วยเช่นกัน”

               “ผมก็แค่สงสัยน่ะครับ”

               ฝ่ายโปรเฟสเซอร์วัยสี่สิบสี่ปีตรึกตรองอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้า “ถ้าให้ตอบตามความจริงล่ะก็ฉันก็คงต้องว่าเคยมีละนะ” เขาถอนหายใจ “มันเป็นเรื่องที่พูดยาก แต่ฉันเคยอ่านเจอว่ามีคนทดลองกับมนุษย์”

               “เพื่ออะไรหรือครับ” นักศึกษายังคงถามต่อ “มันน่าจะมีสาเหตุที่ทำสิครับ”

               “มันเป็นแค่ข่าวลือในวงการวิจัยน่ะนะ”

               “น่าเสียดายจังเลย”

               “ทำไมรึ ฮันซ์ เธออยากจะให้มีการทดลองกับคนงั้นเหรอ ดูเธอจะตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากเลยนะ” โปรเฟสเซอร์ถามด้วยความประหลาดใจ ท่าทางของฮันซ์ที่พูดคุยในหัวข้อนี้ราวกับกลุ่มคนผู้คลั่งไคล้ UFO ได้ยินข่าวสิ่งที่ตนสนใจอย่างไรอย่างนั้น

               “ผมกำลังเก็บข้อมูลไว้แต่งนิยายอยู่น่ะครับ และเรื่องไซยาไนด์ก็เตะต่อมจินตนาการผมเข้าอย่างจังเลย” ฮันซ์กล่าวออกมาอย่างอายเล็กน้อย “ผมแค่คิดว่ามันเป็นไปได้ไหมที่ถ้าคนโดนทดลองด้วยไซยาไนด์จะรอดชีวิต”

               “อะไรก็เกิดได้ทั้งนั้นล่ะนะ ฮันซ์ ฉันมีข้อมูลให้เธอเท่านี้ล่ะ ที่เหลือก็คงต้องเป็นหน้าที่ของเธอเองที่จะเดินเรื่องให้มันสมเหตุสมผลน่ะนะ”

               คอมป์สันเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ห้าโมงสี่สิบนาทีแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเขาจะกลับไปหาลูกชายช้า เขาอยากไปจากที่นี่แล้ว ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เพราะว่าเขากำลังจะสายเท่านั้น แต่เขารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่เขาต้องพูดถึงเรื่องนี้ เขารู้สึกได้ถึงการลุกชันของเส้นผมสีเทาที่ต้นคอตัวเอง

               เหมือนอีกฝ่ายจะจับสังเกตได้และลุกขึ้นยืน “คุณมีธุระสินะครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้วดีกว่า”

               “อา... ขอโทษด้วยนะ พอดีฉันจะต้องกลับไปฉลองวันเกิดลูกชายน่ะ”

               “แล้วกัน นี่ผมรบกวนมากเลยนี่นา” ฮันซ์ถอนหายใจ “ลูกชายอายุเท่าไรครับ”

               “หกขวบ กำลังน่ารักเลยล่ะ”

               “ถ้าอย่างนั้นเอาไว้คราวหน้าผมค่อยมาคุยต่อดีกว่า ขอบคุณมากนะครับ”

               “ด้วยความยินดี” วิลเลียมกล่าวแล้วมองอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไป

               วิลเลียมมองประตูไม้ที่ปิดตายไปแล้วร่วมสิบนาที เขาไม่ขยับไปไหน ไม่ใช่เพราะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับไปเจอหน้าลูกชายที่ไม่ได้เจอมาเกือบเดือนจนทำอะไรไม่ถูก แต่เป็นเพราะเขากำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้

               เขากลัวชายหนุ่มที่ชื่อฮันซ์และตะหนักได้ว่าเขายังไม่ได้ถามถึงนามสกุลของอีกฝ่าย คำถามที่ถูกคนๆ นี้ปล่อยออกมาจากเรียวปากได้รูปน่าอิจฉานั้นทำให้ตัวเขาสั่น วินาทีหนึ่งที่เขามองผ่านเข้าไปในดวงตาสีเข้มของฝ่ายนั้น เขาสัมผัสได้ว่าฮันซ์รู้คำตอบของคำถามสุดท้าย รู้ดีเสียด้วย ทั้งๆ ที่มันถูกเหยียบให้จมบาดาลมานานแล้วก็ตาม

            ถ้าอย่างนั้นเด็กคนนี้เป็นใคร เรื่องนี้น่าจะตายไปตั้งนานแล้ว

               ไม่ได้การ เขาจะขับรถกลับบ้านไปทั้งสภาพแบบนี้ไม่ได้ เขาตัดสินใจไปที่ห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้หายสติแตกและหยุดการสั่นเทาของกล้ามเนื้อสักพัก เขายอมไปถึงบ้านช้าสักนิด ดีกว่าฝืนไปทั้งสภาพนี้แล้วเอารถไปบวกกับต้นไม้ระหว่างทางกลับบ้าน

               โปรเฟสเซอร์คอมป์สันเดินออกจากโต๊ะตัวเองและดันประตูออกไป ทางเดินในภาควิชายามเย็นมืดสนิทราวกับเที่ยงคืนเพราะไม่มีใครอยู่ทำงานดึกๆ เหมือนสมัยก่อนแล้ว กว่าที่นี่จะกลับมาสว่างไสวก็คงปาเข้าไปเกือบสิบโมงของวันพรุ่งนี้ เขาสับเท้าไวๆ พาร่างที่สั่นจนแทบเดินไม่ไหวให้ผ่านเข้าไปในความมืด

               และที่นี่ก็พาตัวเขากับสู่อดีตอีกครั้ง

               ที่แห่งนี้มืดสนิทเสียยิ่งกว่าอะไรที่เขาเคยเจอมา อากาศเย็นรอบตัวเป็นดั่งน้ำแข็งที่คอยอาบชโลมไล้ตามผิวหนัง ส่งขนแขนทั้งหมดให้ตั้งตรง เขาได้ยินเสียงดังแว่วมาตามการสะท้อนจากผนัง มันเป็นเสียงหวีดร้องโหยหวนไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตเคราะห์ร้ายที่กำลังถูกเชือดปลิดชีวิตอย่างเชื่องช้าและเลือดเย็น เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าเตียงแพทย์ซึ่งมีแสงหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวสว่างจ้าจนแสบตาฉายอยู่เป็นพื้นที่วงเล็กๆ ร่างเล็กของมนุษย์ไร้วิญญาณนอนอยู่บนนั้นด้วยท่าทางไม่สบายตัว แขนและมือไม้ลีบเล็กนั้นหงิกงอ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือกประหนึ่งจะถลนออกมาจากเบ้า ม่านตาขยายกว้างมองตรงมาที่เขา และเขาก็ทำได้เพียงยืนนิ่งๆ ตรงนั้น ก่อนจะใช้ผ้าสีขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหมายเลขคลุมศีรษะร่างนั้นไว้ และกดปุ่มใต้เท้าของตัวเอง

               ไม่นานหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากความมืดฝั่งตรงข้ามของเตียง ผิวพรรณสีแทนของเธอตัดกับเสื้อกาวน์และเสื้อผ้าโชว์เนื้อหนังภายใต้นั้น ผมลอนเกลียวสีคาราเมลเด้งไปมาตามการก้าวเท้าที่สวมใส่รองเท้าส้นสูง เธอหยุดอยู่อีกฝั่งของเตียงนั้น ส่งขวดสีชาเล็กๆ ให้เขา เธอดึงผ้าผืนน้อยที่คลุมใบหน้าร่างเล็กบนเตียงก่อนจะกระชากร่างไร้วิญญาณนั้นออกไปอย่างไร้ความปราณี ร่างไม่ไหวติงนั้นตกกระทบพื้นจากความสูงระดับหน้าท้องของเขา เขาได้ยินเสียงกะโหลกศีรษะอันแข็งแรงนั้นดังลั่น สิ่งที่เขาทำต่อจากนั้นคือกรีดร้อง

               “โปรเฟสเซอร์คอมป์สัน”

               เสียงเรียกดึงเขาออกจากภวังค์อดีตอันมืดมิด เขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าอ่างล้างมือที่แห้งสนิท ดวงตาสั่นระริกจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองจากกระจกตรงหน้า แสงสลัวจากหลอดไฟใกล้ขาดเพียงดวงเดียวที่อยู่เหนือหัวปรากฏให้เห็นเบื้องหลังของรูปใบหน้าซีดเผือดของตัวเขา ในกระจกมีภาพของชายหนุ่มผู้เพิ่งกล่าวจากลากันยืนอยู่ กล้ามเนื้อทุกส่วนของเขาเกร็งขึ้นมาทันที ความหวาดกลัวทิ่มแทงผิวหนังและแนวสันหลังของเขา 

               เขาเห็นเรียวปากภาพในกระจกเหยียดตัวออก “ผมเพิ่งรู้นะครับ ว่าคุณกลัวผีด้วย”

               “ฮันซ์... เธอ...”

               เขาพยายามจะขยับตัวหนีแต่ก็ทำไม่ได้ สองมือใหญ่ยกขึ้นและวางลงบนบ่ากว้างในขณะที่ฮันซ์เข้ามาถึง ความเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งวิ่งฉิวมาตามสันหลังราวกับถูกไฟฟ้าดูด แสงสลัวสะท้อนอยู่ที่ดวงตาลึกและเรียวปากที่กระหยิ่มยิ้ม ร่างใหญ่นั้นจ้องมองเขาผ่านทางกระจกเงา

               “อะไรกัน คุณกลัวผมงั้นเหรอเนี่ย” รอยยิ้มถูกฉีกกว้างขึ้น เผยให้เห็นแผงฟันขาว

               “ต... ต้องการอะไรจากฉัน”

               “ผมก็แค่ต้องการให้คุณ...” อีกฝ่ายทิ้งคำพูดไม่จบสมบูรณ์เอาไว้พลางบีบมือแรงมากขึ้น “...จำผมได้”

               ร่างสูงหนากระชากโปรเฟสเซอร์ผู้สูงวัยกว่ากระแทกเข้ากับข้างฝาประดับกระเบื้องเย็นเฉียบ ฝากรอยน้ำสีแดงน้อยๆ เอาไว้บนนั้น คอมป์สันส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โดนกระแทกเพียงครั้งเดียว ฟันหน้าซี่บนของเขาก็หัก เลือดเริ่มไหลเข้ามาปะปนกับน้ำลายข้นเหนียวในปาก แขนแข็งแรงกระชากเขาอีกครั้งและจับเขาแนบหน้าลงกับพื้น ใช้หัวเข่ากดเข้ากับบั้นเอวด้านหลังพลางกระตุกแขนของเขามาเบื้องหลังไม่ให้สามารถปัดป้องได้ ฮันซ์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตัวเอง ดึงขวดแก้วบรรจุเนื้อครีมสีขาวขุ่น ก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือดันจุกพลาสติกให้หลุดออกอย่างง่ายดาย

               “ไม่ต้องกลัวหรอก มันไม่เจ็บเท่าไรหรอก” ฮันซ์กล่าวกับอีกฝ่ายที่ตอนนี้ถูกรั้งเอาไว้ในท่าแอ่นสุดตัว เขาไม่เห็นว่าสีหน้าฝ่ายนั้นเป็นอย่างไร

               “ปล่อยฉันไปเถอะ ขอร้องล่ะ! ลูกชายฉันรออยู่ อย่าทำร้ายกันเลย!

               ฮันซ์กดนิ้วชี้และนิ้วกลางลงไปในเนื้อครีม ควักมันออกมาแทบจะทั้งหมดก่อนจะส่งนิ้วเรียวยาวทั้งสองนี้เข้าไประหว่างขากรรไกรบนล่างที่กำลังถ่างออกด้วยความหวาดกลัว วิลเลียม คอมป์สันพยายามส่งเสียงขอร้องให้หยุดแต่มันก็ไม่เป็นผล ร่างกายของเขาไม่ยอมตอบสนอง มีเพียงเสียงขากรรไกรที่ทนแรงง้างจะไม่ไหวและเสียงสำลักเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในห้องนี้ ฮันซ์เงี่ยหูฟังเสียงประหลาดเหล่านี้ด้วยความพึงพอใจ

               สักพักเขาก็กระตุกมือเปื้อนน้ำลายปนเลือดข้นเหนียวเยิ้มออกมา “ดีมาก เด็กดี” เขาสะบัดร่างไร้เรี่ยวแรงออกไป “คุณชอบพูดแบบนี้กับผม จำได้ไหม”

               เขาปล่อยให้อีกฝ่ายดิ้นทุรนทุราย ส่วนตัวเองก็เปิดน้ำล้างมือจนสะอาดเกลี้ยงเกลาราวกับเวลาที่กลับมาจากการทิ้งขยะ เขาไม่ปิดน้ำและหันกลับมา หวดแข้งใส่ร่างที่ชักดิ้นชักงอบนพื้นเต็มแรง ปิดท้ายด้วยการเหยียบเท้าลงบนศีรษะของฝ่ายนั้น

               คอมป์สันรู้ว่ามันไม่ใช่ของดีแน่ที่อยู่ในปากเขาและพยายามจะสำรอกออกมา แต่อีกฝ่ายก็รู้ทัน เขาถูกเตะอัดเข้าเต็มหน้า เสียงกระดูกลั่น ดั้งจมูกของเขาแหลกไปแล้ว แถมยังโดนเหยียบซ้ำลงบนลำคออีกต่างหาก

               “เฮ้ย! มันแพงนะเว้ย! อย่าอ้วกออกมาล่ะ!” ร่างใหญ่เบื้องบนคำรามออกมาก่อนจะหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ดังอยู่ในลำคอ “โชคดีจังนะที่แกยังไม่ได้กินอะไรน่ะ จะได้ไม่ต้องทรมานนานนัก”

               “หมายความว่ายัง--” ยังไม่ทันที่จะได้ถามจนจบ จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาแน่นหน้าอกเหมือนหายใจไม่ออก “นี่มัน...”

               ชายหนุ่มในความมืดยักไหล่ “จะอะไรล่ะ ก็ของที่แกนั่งสาธยายให้ฉันฟังไง” เขาหัวเราะอย่างสะใจในขณะที่มองร่างบนพื้นดิ้นพล่านคว้าคอตัวเองราวกับจะช่วยให้หายใจออก แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากดันตัวขึ้นนั่งบนขอบอ่างล้างมือ “อร่อยรึเปล่า ไซยาไนด์น่ะ!

               “ทำ....ทำแบบนี้.... ทำไม...”

               “ขวดสีชาใบนั้นน่ะ ฉันไม่เคยลืมเลยนะ รู้หรือเปล่า”

               ฮันซ์หยิบซองบุหรี่ออกมาก่อนจะจุดมันเพียงแค่มวนเดียว ดวงตาสีน้ำตาลนั้นเรียบ เฉยชา และเยือกเย็น เขาทอดสายตาด้านชาลงบนร่างของคอมป์สันซึ่งหน้าซีดเผือดลงกว่าเก่าและยังคงดิ้นรนไปมาจากการขาดอากาศ มองนิ่งตาไม่กระพริบประหนึ่งซึมซับทุกวินาทีและทุกภาพลงบนเซลล์สมองด้วยความสุขคล้ายกับภาพยนตร์เรื่องโปรดที่ตั้งใจมาดูโดยเฉพาะ

               “เธอเป็นใครกัน...”

               “ใครน่ะเหรอ แกน่าจะรู้ดีไม่ใช่รึไง” เขากล่าวเรียบๆ ส่งบุหรี่ในมือเข้าปาก อัดควันเข้าไปเต็มปอดเป็นการระงับอารมณ์ตัวเองก่อนจะค่อยๆ พ่นควันนิโคตินที่เหลือสีขาวขุ่นให้ลอยฟุ้งจากไป "จำได้รึเปล่า ว่าแกทำอะไรกับฉันเอาไว้” เขาถามแต่ไม่ต้องการคำตอบ “จำได้รึยังล่ะ!

               โปรเฟสเซอร์วัยสี่สิบกว่าชะงักนิ่งก่อนจะกระเสือกกระสนคลานเข้ามาใกล้ ใบหน้าซีดเผือดของเขาเริ่มเปลี่ยนสีไปตามปริมาณออกซิเจนที่หายไปจากร่างกาย เขาคว้าขาเรียวยาวของอีกฝ่าย

               “ฉันขอโทษ... ฉันผิด ฉันรู้ตัวดี...”

               “คนอย่างพวกแกรู้ตัวด้วยเรอะ! มีสมองคิดกันถึงขนาดนั้นเลยเรอะ!” น้ำเสียงประชดประชันถูกพ่นสวนกลับออกมา “มีคนต้องตายเพราะพวกแกกี่คนกัน!!

               “ฉันผิดไปแล้ว... ฉันขอโทษ... อย่า...” มือนั้นบีบแรงขึ้น “อย่า... อย่าฆ่าใครอีกเลย...”

               “อ้อเหรอ... เสียใจด้วยว่ะ! ฉันทำไม่ได้หรอกโว้ย!” ฮันซ์ตวาด มือกระตุกบุหรี่ปลายแดงแจ๋กดลงบนมือบนขาของตนเอง แต่เหมือนเจ้าของมือนั้นจะไม่เจ็บอีกแล้ว “อย่างพวกแกมันต้องลงนรกอย่างเดียวเท่านั้น!

               วิลเลียม คอมป์สันกำลังจะหมดสติ แขนขาไม่ยอมฟังคำสั่งของเขาเลย เขาหายใจไม่ออก การเรียนมานับสามสิบปีไม่ได้ทำให้เขาเรียนรู้ถึงความทรมานจากการขาดอากาศได้เลย แต่ครั้งนี้เขารู้ซึ้ง เหมือนปอดกำลังฟีบลง อากาศวิ่งไม่เข้า หายใจไม่ได้ไม่ว่าจะทำอะไร อึดอัดหน้าอก ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวอย่างหวาดกลัวกับคำว่าความตาย เขาดิ้นพล่านอีกครั้งราวกับครั้งนี้จะช่วยให้เขาหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปได้

               และนั่นทำให้เขานึกออกว่าเขาเคยเห็นท่าทางทุรนทุรายแบบนี้ที่ไหน

               เด็กไร้วิญญาณบนเตียงตรงหน้าซึ่งใบหน้าอาบน้ำตาในคืนนั้นนั่นเองที่เป็นต้นแบบ เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ต่างจากที่เขาทำ ร้องไห้และกรีดร้องเสียงแหลมบาดหู แต่เขาไม่ได้ช่วยเหลือเด็กคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นยื่นมือเล็กๆ มาทางเขาเพื่อไขว่คว้าความช่วยเหลือ หนำซ้ำกลับเป็นเขาเสียเองที่ออกแรงกดยึดร่างบางนั่นไว้ น้ำเสียงไหว้วอนขอชีวิตจากเขานั้นดังชัดเจน

            ‘ปล่อยผมไปเถอะ ขอร้องล่ะ... เสียงนั้นยังคงก้องกังวาฬแจ่มชัดในหูของเขา

               คอมป์สันดิ้นทุรนทุราย เหวี่ยงแข้งขาเปะปะ ใช้เรี่ยวแรงฮึดสุดท้ายขยับร่างหนักอึ้งคว้าท่อนขาเรียวยาวให้ได้สูงที่สุด เขาไม่ได้ร้องขอให้ต่อเวลาชีวิตตัวเอง แต่วิงวอนขอชีวิตให้ผู้อื่น

               “แกรู้อะไรไหม คนอย่างแกน่ะมันก็เหมือนกับแมลงหน้าโง่ที่อยู่ๆ ก็บินเข้ามาในโหลไซยาไนด์” ฮันซ์ยิ้มอย่างเฉยชา มองมือของคนตรงหน้าที่อ่อนแรงและหล่นตุ้บลงกับพื้น ร่างตรงนั้นล้มฟุบราวกับกำลังก้มกราบเท้าผู้ยิ่งใหญ่ “ท่วงท่าสุดท้าย... มันช่างงดงามเสียเหลือเกิน.... หงิกงอด้วยความโง่เขลาของตัวเอง”

               “เธอ... ไม่ใช่ฮันซ์... ทำไม... ฉันถึง... จำเธอ... ไม่... ได้...” คำถามสุดท้ายลดเสียงลงก่อนจะหายไป

               วิลเลียม คอมป์สันได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณ ชายหนุ่ม ความมืด และเสียงก๊อกน้ำที่เปิดทิ้งไว้เท่านั้น

               ฮันซ์มองร่างไม่เคลื่อนไหวนั้นจนแน่ใจแล้วว่าสิ่งนี้สามารถเรียกว่าศพได้แล้ว เขายักไหล่เล็กน้อยก่อนจะกระโดดลงมายืนที่พื้น ดูดควันบุหรี่อัดเข้าปอดอีกครั้ง มองร่างไร้ลมหายใจด้วยสายตาว่างเปล่าพร้อมทั้งพ่นควันออกมา

               “ทำไมน่ะเหรอ” เขาเอ่ย รอยยิ้มค่อยๆ เหยียดตัวออกกว้าง “ก็ฉันไม่ได้ชื่อฮันซ์น่ะสิ ไอ้โง่เอ๊ย”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

464 ความคิดเห็น

  1. #19 tenยอริต้า (@medang) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:34
    ตอนนี้สุดยอดจริงๆ ค่ะ ลุ้นมากๆ เล่นเอาซะแทบลืมหายใจ
    #19
    2
    • #19-1 Tearzsz (@tear-z) (จากตอนที่ 11)
      15 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:15
      ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ตอนนี้เป็นตอนที่เราชอบที่สุดเลยล่ะค่ะ กลับมาอ่านเองก็ยังตกใจเลยว่านี่เราเขียนได้ขนาดนี้เลยเหรอ 5555 จะพยายามให้ตอนต่อไปสนุกกว่านี้อีกนะคะ
      #19-1
    • #19-2 tenยอริต้า (@medang) (จากตอนที่ 11)
      15 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:30
      จะรออ่านนะคะ ^^
      #19-2
  2. #10 DCI-273-46 (@Bonhiver) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 19:59
    โหยยยยยยยยยยยยยยยยยย--------------- (ลากเสียงไปอีกยาววววววยาาววววววววววเลยยยยย)

    อั้ยย้ะ อย่างเก่ง เก่งซู้ดดดดดยอดดดด แบบเหลือเชื่อ อยากลุกขึ้นมาปรบมือ บร้ะ ตอนนี้นี่แบบ มืออาชีพมากกกก การแบ่ง เนื้อเรื่อง การบรรยาย สุดๆ สุดๆเลย แต่มันมีกลิ่นอายของสไตล์เฉพาะตัว

    ไม่ได้หมายถึงสไตล์การเขียนเฉพาะตัวนะ ดูไม่เป็น - - คือมันมีกลิ่นของสิ่งที่คนเขียนทีเก็บไว้ในคลังสมองอะ อย่างตอนนี้ก็ดูแบบ เห้ย จะเอนไปทางฝรั่งก็ไม่ใช่ จะไปทางเอเชียนสไตล์ก็ไม่ใช่ คือเหมือนกับที่ใช้ชื่อฝรั่งปนกับญี่ปุ่นนั่นแหละนะ มันมีสไตล์ของคลังสมองคนเขียน

    ตอนนี้อะสุดยอดสุด best scene ที่เคยเห็นในเด็กดีละ สุดยอดอะ น่าติดตาม ห้าดาวเลยอะ คือแบบจิตมาก จิตแบบบ้าคลั่ง ซึ่งเป็นปกติทั่วไป ค่อนข้างไปทางจิตบวกกับแอคชั่นบวกอาชญากรรม ดูปกติไม่จิตมาก ทำออกมาได้ดีสุดๆตรงนี้ บางคนเขียนจิตมาก บางคนก็เขียนจืดมากกว่าจิต

    ตอนนี้บรรยายได้ดีสุด ดีสุดยอด ไหลลื่น มันต้องแบบนี้แหละเวลาเน้นฉากคือ ฉากเดียวเห็นให้มันยาวๆ นี่คือทริกสำคัญ ที่หลายคนทำไม่ได้ รวมทั้งเรา นักเขียนมือใหม่ชอบคิดว่า 4-5 หน้าเอสี่ก็มากสุดๆแล้วเฟร้ย แต่มันต้องมากกว่านั้น

    เรื่องพวกอาจารย์อะ แอบคล้ายๆศีรีย์ที่เราเคยดู คือ The Following 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 31 มกราคม 2560 / 10:28
    #10
    1
    • #10-1 Tearzsz (@tear-z) (จากตอนที่ 11)
      31 มกราคม 2560 / 06:49
      ขอบใจมากจ้ะ โร

      คือตอนนี้เป็นตอนที่เราชอบที่สุดในเรื่องเลยก็ว่าได้มั้ง อย่างที่บอกว่าอยากจะเขียนแนวประมาณนี้มานานแต่ไม่เคยมีโอกาส เพราะงั้นโรชมแบบนี้เราแฮปปี้มากเลย น้ำตาแทบซึม (ว่าไปนั่น 5555)
      #10-1
  3. #9 หลิงเหม่ย (@24680112) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 18:42
    อ่าาาา เพิ่งจะมาเม้น อ่านซะเพลินเลย
    สนุกมาก ภาษาสวยดี
    ทำให้นึกถึงนิยายแปล เรื่อง หมอมีดโหด เลย
    #9
    2
    • #9-1 Tearzsz (@tear-z) (จากตอนที่ 11)
      28 มกราคม 2560 / 21:35
      ขอบคุณค่ะ โดนชมว่าภาษาสวย ดีใจมากๆ เลยค่ะ เพราะตัวเองรู้สึกว่ายังไม่เก่งเท่าไร พอมีคนชมแล้วใจชื้นขึ้นเยอะเลย

      ปล. หมอมีดโหดนี่ใช่นิยายของ Tess Gerristen รึเปล่าคะ ที่เรื่องชื่อ The Surgeon
      #9-1
    • #9-2 หลิงเหม่ย (@24680112) (จากตอนที่ 11)
      3 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:34
      ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะใช่ เรื่องนั้นเป็นอะไรที่อ่านแล้วรู้สึกกดดันสุดๆ
      ส่วนเรื่องของไรท์ จะให้ความรู้สึกผ่อนคลายกว่านั้นหน่อย
      อ่าาา ดีต่อใจจริงๆ...
      #9-2
  4. #8 000killer000 (@000killer000) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 22:10
    มันสนุกมากคับ
    ปล.มาต่อเร็วๆนะคับไรท์
    #8
    1
    • #8-1 Tearzsz (@tear-z) (จากตอนที่ 11)
      28 มกราคม 2560 / 12:34
      ขอบคุณมากๆ ค่ะ

      ปล. นิยายเรื่องนี้อัพทุกบ่ายวันศุกร์ค่ะ เพราะงั้นเดี๋ยวเจอกันตอนหน้าวันศุกร์นะคะ :)
      #8-1