[YAOI] The Chemist: ถอดรหัสไล่ล่าฆาตกรอำมหิต (สนพ. XINGBOOKS)

ตอนที่ 3 : CHAPTER 02 (Re-write version for XINGBOOKS)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

          “ออมเลตไม่ใส่มะเขือเทศ”

          เสียงเบาฟังดูงัวเงียแบบคนยังไม่ตื่นดีทำเอาเจ้าหนุ่มในคราบพ่อครัวหน้าเตาแก๊สแบบบิ้วท์อินถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ คว้าตะหลิวอันใกล้มือ และหมุนไปยังเจ้าของเสียงซึ่งอยู่ในระยะประชิดแนบเนื้อด้วยความหวาดระแวง ทว่าสิ่งที่เขาได้เห็นเป็นอย่างแรกกลับเป็นเพียงไข่ไก่ในอุ้งมือใหญ่ของชายหนุ่มหุ่นสูง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงมองดูราวกับสาหร่ายใต้ทะเลลึกที่ปรกหน้าปรกตาและผิวสีขาวซีดทำให้ฝ่ายนั้นดูคล้ายกับแวมไพร์มากขึ้นเข้าไปทุกที

          เจอสภาพซ้ำๆ แบบนี้มาจะสัปดาห์แล้ว ทำอย่างไรเขาก็ไม่ชินสักที

          “ค... คราวหลังอย่าเข้ามาใกล้แบบนี้สิ ฉันเกือบจะฟาดนายแล้ว เห็นไหม”

          “อือ...” ร่างสูงขานรับอย่างว่าง่ายด้วยเสียงอู้อี้ในลำคอ ก่อนจะลากตัวเองไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร นั่งนิ่งอยู่สักพักก็ปล่อยศีรษะลงกระแทกกับโต๊ะ และไม่เงยหน้าขึ้นมาอีกเลย

          นิโคลัสส่ายหน้าอย่างเอือมระอาให้กับภาพตรงหน้า เขาเลิกสนใจอาหารบนเตา เดินตรงเข้ามาปลุกจอมขี้เซา แต่ในเมื่อว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่นมามอง เขาก็เลยต้องปล่อยให้เลยตามเลยแล้วกลับไปทำอาหารต่อ เมื่ออาหารเช้าของเขาเสร็จ เขาก็จัดการทำออมเลตตามที่ได้รับออร์เดอร์มา

          หมอนี่กินออมเลตมาเกือบสัปดาห์แล้วไม่ใช่เหรอ... ไม่เบื่อหรือไง?

          นับจากได้รับคำสั่งอันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยจากเบื้องบนซึ่งเขาไม่เคยได้มีโอกาสเห็นหน้า โย โทชิยูกิ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมปริศนาก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของนิโคลัสอย่างเป็นทางการเป็นวันที่หกแล้ว อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยพอใจกับคำสั่งนี้สักเท่าไร สาเหตุแรกก็คือบ้านของเขาเล็ก ที่นี่มีเพียงแค่สองห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว และห้องน้ำเท่านั้น พื้นที่บ้านก็ไม่ได้กว้างอะไรมากมาย ส่วนสาเหตุต่อมานั้นก็คือ การย้ายเข้ามาของโยทำให้บ้านของเขาปั่นป่วน เขาต้องยกห้องนอนของพี่สาวให้กับโย ซึ่งนั่นหมายถึงเขาต้องทำใจเคลียร์ห้องของพี่สาวที่จากไปทั้งๆ ที่ใจของเขายังไม่พร้อม คืนแรกที่เขาลงมือจัดของ เขานั่งเหม่อไปเกือบทั้งคืน

          อีกสองสาเหตุหลังมาจากตัวโย โทชิยูกิ

          ในวันแรกที่เจอกัน โยก็ทำให้เขารู้สึกหวาดระแวงด้วยการผลักเขาลงกับเตียง ออกปากว่าถ้าจับ The Chemist ได้เมื่อไร เขาจะต้องตกเป็นของโย ด้วยการกระทำนั้น ตลอดสองคืนแรก เขานอนหลับไม่สนิท เขาต้องคอยลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อตรวจเช็คประตูว่าลงกลอนเรียบร้อยหรือไม่ เพื่อที่โยจะเข้าถึงตัวเขาไม่ได้และไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก ถึงอย่างนั้นโยก็มักจะมาโผล่ข้างหลังเขาในระยะประชิดแบบไม่ให้ได้ตั้งตัว เพราะแบบนี้เขาถึงได้ปวดหัวเหลือเกิน

         นี่ยังไม่รวมเรื่องที่มานั่งหลับหัวปักโต๊ะทุกเช้าอีกนะ...

          เขาเทออมเลตใส่จานก่อนจะเอาไปวางหน้าคนสั่งซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ “เอ้า! เสร็จแล้ว”

          ดูเหมือนกลิ่นหอมของไข่ปรุงสุกจะได้ผล ร่างสูงเงยหน้าขึ้นพรวดก่อนจะคว้าช้อนอย่างไม่รอช้า ตักของกินเข้าปากทันที “อร่อย” ว่าแล้วก็กินไม่ชนิดหยุดปากจนจานเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว “ขอบใจมาก”

          “นายอยู่มาจะสัปดาห์แล้วนะ ไม่คิดจะทำอะไรกินเองบ้างเลยหรือไง”

          “ถ้างั้นพรุ่งนี้ฉันทำกินเองก็ได้ แต่โทรเรียกช่างให้มารอซ่อมไว้ด้วยก็ดีนะ” ร่างสูงตอบกลับด้วยเสียงฟังไม่ค่อยได้ศัพท์เพราะยังคงเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ในปาก “แน่นอนว่าฉันไม่จ่าย”

          “เออๆ ไม่ต้องทำนั่นแหละดีแล้ว” นิโคลัสยอมแพ้

          ความจริงแล้ว การที่ฆาตกรต่อเนื่องซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุมขังอย่างโย โทชิยูกิได้มาอาศัยในบ้านของนิโคลัสนั้นเป็นเพราะข้อตกลงที่จะช่วยไขปริศนาคดี The Chemist แลกกับการยอมเปิดเผยคำเฉลยของคดีปริศนาที่โยก่อเอาไว้ ทว่าตลอดเวลาหกวันที่ผ่านมา เขากลับไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับคดีแม้แต่น้อย ส่วนนิโคลัสเองก็ไม่ได้อะไรคืบหน้าจากการสืบสวนด้วยเช่นกัน สิ่งที่ดูจะพัฒนาไปมากที่สุดก็คงเป็นสวนหย่อมข้างบ้านที่กลายสภาพจากทะเลทรายจำลองมาเป็นสวนเขียว

          ร่างบางเริ่มสงสัยว่านี่เขาเอาฆาตกรหรือคนสวนมาอยู่ในบ้านกันแน่

          “นายกินเสร็จแล้วก็เก็บล้างเอาเองนะ ฉันจะไปทำงานแล้ว” ร่างบางลุกขึ้น บอกอีกฝ่ายว่าเขาอนุญาตให้ทำอะไรก็ได้ตราบใดที่บ้านเขาจะไม่พัง และเดินออกไปยังห้องทำงานใหม่ของเขา

          ห้องทำงานใหม่นั้นไม่ใช่ที่ไหนนอกจากห้องนอนของเขาเอง เนื่องจากเขาต้องการติดตามข้อมูลและเรียกข้อมูลจากฐานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาจึงเอาทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของเขาออกไปกองไว้ที่อื่น และเปลี่ยนห้องนอนให้กลายเป็นห้องทำงาน นอกจากเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าตามมาตรฐานห้องนอนทั่วไปแล้ว เขาก็เอาโต๊ะทำงานเข้ามาเพิ่ม มีทั้งเครื่องพิมพ์และโทรศัพท์พร้อมแฟกซ์ซึ่งพร้อมใช้งานทุกเมื่อ ผนังห้องที่เคยเป็นสีขาวสะอาดแสนว่างเปล่าก็กลายสภาพไปเป็นกระดานเฉพาะกิจที่ติดทั้งโน้ต แผนที่ ปฏิทิน และสำเนาเอกสารในคดี The Chemist จนแทบไม่เหลือที่ว่าง มีเพียงรูปครอบครัวเท่านั้นที่เขายิมยอมให้อยู่บนนั้นได้

          ถึงวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่เขาก็จะไม่หยุดล่าฆาตกรรายนี้เด็ดขาด

          แปะ! ความเย็นเฉียบแล่นฉิวจากข้างแก้มขึ้นไปถึงสมอง สัญชาตญาณของเขารีบพาตัวเองหนีห่างออกมาก่อนจะตวัดดวงตาสีมรกตขึ้นมอง ร่างสูงเจ้าของผมสีดำขลับซึ่งใช้ที่หนีบผมตัวจิ๋วสีเงินติดผมไม่ให้หล่นลงมาปรกใบหน้ากำลังยืนอยู่ข้างๆ เขา ในมือฝ่ายนั้นมีขวดน้ำแร่ขนาดเกือบลิตร ฝ้าบางๆ ที่เกาะบนผิวพลาสติกบ่งบอกได้ดีว่ามันเพิ่งถูกเอาออกมาจากตู้เย็น

          เขาหวดหมัดใส่คนตรงหน้าเข้าครั้งหนึ่ง “จะบ้าหรือไง! หนาวจะตายอยู่แล้ว ยังจะเอาของเย็นๆ มาไล่แปะชาวบ้านอีก!” เขาว่าไปแบบนั้น แต่อีกฝ่ายกลับถูรอยแดงที่เพิ่งได้มาบนแขนและโปรยยิ้มใส่เขาเสียอย่างนั้น “ยิ้มอะไรของนาย”

          “ฉันเอาน้ำมาให้” โยจัดแจงเปิดฝาขวดให้เสร็จสรรพพร้อมทั้งยัดใส่มือนิโคลัสทันที “คนเราควรดื่มน้ำวันละแปดแก้ว เข้าใจหรือเปล่า”

          “เฮ้ย! ฉันทำงานอยู่ อย่ากวนได้ไหม!!” เจ้าหน้าที่สืบสวนโวย

          “ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ในช่วง หกสิบห้าถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าขาดน้ำ ร่างกายจะเสียสมดุลและเกิดอาการเจ็บป่วย ซึ่งมัน--”

          “อะไรของนายเนี่ย!! นี่มันคาบสุขศึกษาเรอะ!!”

          “นายสูญเสียน้ำเยอะ แต่นายกินน้ำน้อยไป”

          “หา!?”

          “นายร้องไห้ทุกคืนไม่ใช่หรือไง”

          ได้ยินแบบนั้นเข้าไป นิโคลัสถึงกับชะงัก

          “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูหรอกนะ” โยบอก ดวงตาคมสีน้ำแข็งจริงจังนั้นจับจ้องมาที่อีกฝ่าย “ทุกวันตอนตีสอง ฉันกำลังจะนอน ฉันก็จะได้ยินเสียงนายดังออกมาจากห้อง และฉันก็จะเปิดเข้ามา” เขานั่งลงบนที่นอนของนิโคลัส วางมือบนหมอนสีขาวยับย่น “นายนอนอยู่ตรงนี้ หลับ แต่ก็ร้องไห้... ฉันก็มานั่งตรงนี้ทุกครั้ง นั่งรอจนกว่านายจะหยุดร้อง... แล้วค่อยกลับไปนอน”

          “นี่นายเข้ามาในห้องฉันอย่างนั้นเหรอ!! เดี๋ยว... ฉันล็อคประตูทุกคืนไม่ใช่เหรอ...”

          นิโคลัสตั้งใจจะต่อว่า แต่พอเห็นหน้าอีกฝ่าย เขาก็เกิดอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ก็แน่ล่ะ ใครจะไม่อายกันถ้าโดนคนเห็นว่าร้องไห้ตอนหลับแบบเด็กๆ แบบนั้น เขาไม่พูดอะไรต่อและยกน้ำขึ้นดื่ม อย่างนั้นจะได้ไม่ต้องพูดอะไรไปมากกว่านี้

          โยยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะมองขึ้นไปตามผนังและหยุดลงที่กรอบรูปเล็กเพียงหนึ่งเดียวบนนั้นซึ่งรายล้อมไปด้วยเอกสารงานมากมาย นิโคลัสเองก็เผลอมองตาม มันเป็นภาพครอบครัวของเขา เขาจำได้ดีเพราะมันเป็นรูปแรกและรูปสุดท้ายที่มีสมาชิกในครอบครัวครบกันพร้อมหน้า ถูกถ่ายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1994 หรือสิบแปดปีก่อน ซึ่งก่อนหน้าอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตเกือบทุกคนไปเพียงสองวัน

          ตระกูลวิลเลียมส์เป็นตระกูลนักวิจัยสายวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่มีเมกะโปรเจคหลายชิ้นซึ่งรัฐบาลสนับสนุนทุนวิจัยเต็มจำนวน หลายโปรเจคเป็นงานวิจัยระดับโลกที่เขาก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเกี่ยวกับอะไรบ้าง ในตอนที่เกิดเหตุการณ์ร้ายนั้นเขาอายุเพียงสิบเอ็ดปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1994 นั้นไม่มีลืมเลือนได้ อาคารวิจัยหลักที่ห่างจากบ้านไปเกือบครึ่งกิโลเมตรระเบิดเป็นจุล ปู่ ตา พ่อ และแม่ของเขาเสียชีวิตในห้องวิจัยนั้น ย่าของเขาจากไปก่อนถึงโรงพยาบาล ในขณะที่ตัวเขากับเจนนิเฟอร์ซึ่งวันนั้นก็อยู่ที่อาคารวิจัยหลักด้วยนั้นโชคดีที่เจ้าหน้าที่ข้างในสามารถช่วยออกมาได้ทันท่วงทีก่อนเกิดการระเบิดเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที

          โยเหลือบตามองเขา “ตอนเด็กๆ นายก็ตัวเล็กน่ารักดีนะ”

          “ขอบใจ” ร่างบางพูด “ว่าแต่นี่นายเข้ามาทำอะไรในห้องฉัน” เขาเปลี่ยนประเด็นทันที

          “ฉันจะมาช่วยนายทำงานไง”

          “พูดกันตามตรงนะ ฉันไม่อยากให้นายเข้ามายุ่งกับคดีซักเท่าไร” นิโคลัสถอนหายใจ “ฉันได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ฉันถึงยอม บอกไว้ก่อนเลย”

          “ไว้ใจฉันเถอะน่ะ ฉันสัญญาแล้วนี่ว่าจะช่วยจับคนร้ายน่ะ”

          “อืม...”

          “ถ้าอย่างนั้นฉันขอดูข้อมูลเหยื่อทุกรายหน่อยสิ” ร่างสูงลุกขึ้นและเดินตรงมาหาอีกฝ่ายซึ่งดื่มน้ำเข้าไปอีกสองสามอึกแก้กระหาย ฝ่ายนิโคลัสเห็นอย่างนั้นก็ยืดแขนออกไปดึงแฟ้มบนโต๊ะส่งให้ “ข้อมูลที่พวกนายจัดกันตอนนี้มีอะไรแปลกๆ บ้างหรือเปล่า เช่น เรื่องช่วงระยะเวลาลงมือ ความห่างของการฆาตกรรม ลักษณะศพ หรือสารที่พบในร่างเหยื่อ”

          “อย่างแรกเลยนะ เรามีสเก็ตช์ภาพฆาตกร” นิโคลัสทำมือบอกให้เปิดแฟ้มเข้าไป “เราได้ภาพสเก็ตช์จากพยานในเหตุฆาตกรรมครั้งที่สอง แต่พยานจำไม่ได้ว่าดวงตาของคนในรูปเป็นสีอะไรกันแน่”

          ภาพใบหน้าของผู้ต้องสงสัยนิรนามถูกวางไว้ที่หน้าแรกของแฟ้ม ผิวของผู้ชายคนนี้ซีดราวกับไม่ได้เจอแดดมานาน คิ้วหนาสีน้ำตาลเข้มเส้นหนาหยาบกระด้างพอๆ กับเส้นผมที่หยักศรก จมูกของเขาโด่งเป็นสัน ทั้งหมดนี้ถูกจัดว่าหน้าตาดีกว่าคนธรรมดา และจะดูดีไปมากกว่านี้หากกลางใบหน้าของเขาไม่มีกระสีเข้มพาดผ่าน

          โยหัวเราะเบาๆ “หน้าตาดีชะมัดเลยนี่นา ว่าแต่เจ้าหมอนี่ไปทำอีท่าไหนให้โดนเห็นตัวเข้าล่ะ”

          “อันนี้ฉันก็ไม่รู้หรอก” นิโคลัสยกไหล่ก่อนจะเริ่มเล่ารายละเอียดให้อีกฝ่ายฟังตั้งแต่แรก

          จริงๆ แล้วคดี The Chemist นั้นเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2010 เมื่อมีแม่บ้านวัยสี่สิบปีคนหนึ่งนาม เฮเลน่า บลูเบลล์ โทรเข้ามาแจ้งกับตำรวจด้วยน้ำเสียงหวาดผวาว่าเธอพบศพผู้หญิงหัวขาดโผล่ออกมาจากกองขยะบริเวณสลัมในขณะที่เธอซึ่งกำลังจะไปซื้อของถูกโจรกระชากกระเป๋าและถีบส่งเข้าไปในกองขยะแถวนั้น เมื่อได้รับแจ้ง ชุดทีมสืบสวน A3 จึงรีบลงพื้นที่ทันที พวกเขาพบส่วนศีรษะที่หายไปในกองขยะใกล้ๆ กัน แต่ก็ไม่พบหลักฐานอะไรอื่น นอกจากซองยาเสพติดหลายชนิดในกระเป๋ากางเกงของผู้ตาย ไม่มีสิ่งไหนสามารถยืนยันว่าเธอคือใคร

          กรมตำรวจกลางได้ประสานกำลังกับสำนักข่าวต่างๆ ในการเผยแพร่รูปของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เพียงยี่สิบนาทีหลังจากการประกาศในโทรทัศน์ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชื่อสมมติว่าแอนนาติดต่อเข้ามาและอ้างตัวว่าเป็นเพื่อนสนิทของเหยื่อ เธอบอกกับตำรวจว่าเพื่อนของเธอคนนี้ชื่อแมรีแมร์ หรือชื่อจริงคือ แมรี บรอดลีย์ มีอาชีพเป็นแม่ค้าตลาดมืด ในขณะนั้นเกิดคดีสำคัญที่เบื้องบนต้องการชุดทีมสืบสวน A3 ให้ไปทำคดี ดังนั้นในวันที่ 21 มิถุนายน คาลเวิร์ตจึงได้โอนย้ายคดีนี้มาอยู่ในความดูแลของชุดทีมสืบสวน A1 ของนิโคลัส

          และหลังจากการพบศพสี่วัน ผลการชันสูตรพลิกศพก็ออกมา

          “แมรี บรอดลีย์เสียชีวิตในช่วงตีหนึ่งถึงตีสี่ของวันที่ 18 มิถุนายน 2010 เธอถูกตัดหัวหลังจากการเสียชีวิตได้ซักพัก จากการตรวจวิเคราะห์ทางห้องแล็บ เธอคือแมรี บรอดลีย์จริง และในร่างกายของเธอมีความเข้มข้นของสารเสพติดสูงมาก นอกจากนั้นยังพบว่ามีสารในกลุ่มสารฆ่าแมลงหลายชนิดปนอยู่กับตัวอย่างอาหารในกระเพาะอาหารกับลำไส้ของเธอ” นิโคลัสบอก

          ร่างสูงพลิกหน้ากระดาษย้อนกลับมา เขาอ่านเลยส่วนที่อีกฝ่ายเล่าไปได้สักพักแล้ว “พวกนายก็เลยติดต่อกับแอนนาสินะ”

          “ใช่ ฉันให้สกอตตี้กับลินลิน สมาชิกในชุดของฉัน ตรงดิ่งไปหาแอนนาทันที จากการให้การของแอนนา เธอบอกว่าแมรี บรอดลีย์กับเธออาศัยอยู่ด้วยกันมาเกือบห้าปีแล้ว ทั้งคู่เป็นกลุ่มคนนิยมสองเพศและมีความสัมพันธ์กัน บรอดลีย์จะออกไปทำงานตอนหัวค่ำแล้วมักจะหิ้วผู้ชายกลับบ้านมาด้วย” นิโคลัสหยุดถอนหายใจ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เครื่องแฟกซ์ทำงาน “แต่แล้ว 16 มิถุนายน 2010 บรอดลีย์กลับบ้านมาเร็วกว่าปกติและบอกเธอว่าจะไปออกเดตกับผู้ชายหล่อๆ คนหนึ่ง เธอเองยังแซวบรอดลีย์ว่าเดี๋ยวนี้คิดจะกินหญ้าอ่อนแล้วเหรออยู่เลย”

          “มันก็อาจจะจริงอย่างที่เธอพูดก็ได้ มองยังไงฆาตกรของเราก็ไม่มีทางเกินสี่สิบอยู่แล้ว” โยออกความเห็น “แต่ว่าในนี้ไม่ได้พิมพ์ผิดใช่ไหม... ในนี้เขียนว่า นัดเจอกันที่สุสาน

          “ไม่ผิด แอนนาให้การว่าแมรี บรอดลีย์นัดเจอกับหนุ่มหล่อที่สุสานเวลาเที่ยงคืนกับห้านาที ซึ่งเมื่อเราตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ดูแลสุสานก็ได้เรื่องราวตรงกัน เขาเจอบรอดลีย์นั่งอยู่ตรงบริเวณสุสานจริงตอนเที่ยงคืน ตรงนั้นมีนาฬิกาสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งเขาจำได้ดี เขาถามเธอว่ามาทำอะไร และบรอดลีย์ก็ตอบไปว่าเธอรอเจอคู่เดตของเธอตอนเที่ยงคืนกับห้านาที”

          “สุสานเนี่ยนะ ถ้าต้องไปเดตกันในนั้นฉันยอมโสดอยู่บ้านดีกว่า”

          นิโคลัสถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินโยพูดแบบนั้น “นายไม่รู้อะไรน่ะสิ จะบอกเอาไว้ให้รู้ละกันว่าเดี๋ยวนี้สุสานกลายเป็นที่นัดพบปะของคนพวกนี้เลยล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยากจะหาสถานที่พลอดรักกันน่ะนะ”

          “เพราะว่ามันเป็นเรื่องชินชาไปแล้ว เจ้าหน้าที่คนนั้นเลยไม่สนใจอะไรสินะ” ร่างสูงถอนหายใจ “ว่าแต่ตอนนั้นนายทำอะไรอยู่งั้นเหรอ” เขาถาม ฝ่ายนิโคลัสก็เลิกคิ้วด้วยความสงสัย “ในรายงานนี้บอกว่าเป็นสกอตต์ สเวนสันที่ทำหน้าที่สอบปากคำพยาน แล้วนายไปไหน”

          “นายสงสัยเรื่องแค่นี้ด้วยเหรอ” ร่างเล็กถามกลับด้วยความเหลือเชื่อ “วันนั้น ฉัน ยูยุ กับเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์กลับไปที่กองขยะที่พบศพแล้วขนทุกอย่างแถวนั้นมารวมกัน” เขาหยุดเพื่อดื่มน้ำ “ฉันกับยูยุ เราคิดว่าน่าจะมีอะไรหลงเหลืออยู่ในขยะพวกนี้ พวกเราก็เลยรื้อขยะพวกนั้นทั้งวัน และเราก็เจอจริงๆ”

          “ก็ดีเนอะ หัวหน้าชุดกับมือขวาไปคุ้ยขยะ แต่ลูกน้องคนอื่นได้ออกไปตะลอน”

          “ถ้าหัวหน้าไม่ทำแล้วใครจะทำ” นิโคลัสบอก “เอาเป็นว่าการคุ้ยขยะครั้งนั้นทำให้เราได้จดหมายตามรูปที่นายเห็นในแฟ้มนั่นล่ะ” เขาชี้ขึ้นไปบนผนัง มีรูปกระดาษที่มีตัวอักษรเขียนด้วยพู่กันซึ่งเป็นรูปเดียวกับที่มีอยู่ในแฟ้มในมือโย “ ‘It’s your fault’

          “มันจะต้องส่งถึงใคร”

          “อันนี้ฉันก็ไม่รู้” นิโคลัสตอบทันที เขาหมุนตัวไปหยิบเอกสารที่เครื่องแฟกซ์เพิ่งคายออกมาดูว่าสำคัญหรือไม่ เมื่อเห็นว่ามันไม่สำคัญ เขาก็วางมันลงบนโต๊ะ “หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบ ไม่มีหลักฐานอะไรเพิ่มเติม ความจริงแล้ว ณ ขณะนั้นเรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าคนร้ายเป็นผู้ชายจริงหรือเปล่า ผู้ชายหล่อที่แอนนาอ้างถึงอาจจะเป็นแค่คนโชคร้ายก็ได้”

          โยพยักหน้าเห็นด้วย

          หลังจากนั้นการสืบคดีก็เดินมาถึงทางตัน ชุดทีมสืบสวนจึงต้องหยุดมือไปจัดการคดีอื่นแทน เวลาผ่านไปหนึ่งปีกว่า คดีลักษณะเดียวกันก็ยังไม่เกิดขึ้น ผู้คนเริ่มลืมเลือนความหวาดกลัวที่เคยมีแล้ว แต่ตอนนั้นเองที่ The Chemist เริ่มลงมืออีกครั้ง

          เดิมเหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจัดเข้าอยู่ในความดูแลของชุดทีมสืบสวน A5 ซึ่งมักจะทำคดีที่เหยื่อเสียชีวิตอย่างปุบปับผิดปกติ มันเกิดขึ้นอย่างง่ายดายเมื่อเวลาประมาณทุ่มครึ่งของวันที่ 18 ตุลาคม 2011 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสาววัยรุ่นว่าคนรู้จักของเธอเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทีมจึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ หญิงสาวที่โทรเข้ามาชื่อเซลีน แอล. กริฟฟิน ท่าทางของเธอผิดปกติอย่างมากตั้งแต่พวกเขาไปถึง ข้างๆ เธอตรงนั้นมีร่างของผู้หญิงวัยหกสิบปีที่ไร้ซึ่งวิญญาณนอนขดอยู่ กริฟฟินเรียกผู้ตายว่าเอริคก้า วินคอตต์ และอ้างว่าตัวเธอทำงานพาร์ตไทม์ในครัวร้านอาหารไทยชื่อดังของอีกฝ่าย เพียงแค่เจ้าหน้าที่เห็นศพของวินคอตต์ พวกเขาก็รู้แล้วว่าเธอตายด้วยพิษจากไซยาไนด์ เนื่องจากพบอาการบ่งบอกความเป็นพิษของไซยาไนด์ ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปากสีม่วง การสำรอกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารออกมา หรือท่าทางชักดิ้นชักงอเหมือนขาดอากาศหายใจ

          แต่ทว่ายังไม่ทันได้พิสูจน์อะไร กริฟฟินก็สร้างความตกตะลึงให้กับพวกเขา เมื่อเธอป่าวประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าเธอเป็นคนฆ่าเอริคก้า วินคอตต์เอง

          เพราะความปั่นป่วนที่เธอสร้างขึ้นมา คดีนี้จึงถูกย้ายเข้ามาในมือของชุดทีมสืบสวน A1 นิโคลัสได้เป็นผู้สอบปากคำเธอในวันที่คดีย้ายเข้ามา ในขณะที่ผลแล็บชันสูตรพลิกศพก็ออกมาในเวลาใกล้เคียงกันและบ่งบอกชัดเจนว่าเอริคก้า วินคอตต์เสียชีวิตด้วยไซยาไนด์และสารเคมีในกลุ่ม DEET ซึ่งคล้ายกับ DDT ที่เป็นสารเคมีสำหรับกำจัดศัตรูพืชยอดนิยมในอดีต สารเคมีทั้งหมดมาจากคุ้กกี้ที่เธอกินเข้าไปก่อนเสียชีวิตไม่นาน เห็นเพียงแค่นี้นิโคลัสก็รู้ทันทีว่านี่เป็นผลงานของฆาตกรที่เขายังจัดการไม่ได้ และไม่มีทางเป็นกริฟฟินไปได้เลย

          สิ่งที่ยืนยันให้เขามั่นใจในข้อสรุปของตนก็คือการที่กริฟฟินให้การด้วยลักษณะไร้เหตุผลและไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้เลย เธอทำเขาแปลกใจไม่ใช่น้อยเมื่อเธอไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าวินคอตต์ตายได้อย่างไรหรือแม้กระทั่งสิ่งที่ผู้ตายกินเข้าไป ทั้งหมดดูเหมือนการจัดฉากที่จงใจให้ทุกอย่างสับสน

          เพราะมีคนกำลังให้การเท็จอย่างเห็นได้ชัด หัวหน้าชุดสืบสวนจึงได้ออกคำสั่งให้สมาชิกทีมไปสืบหาอะไรก็ได้ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และในวันที่ 23 ตุลาคมซึ่งถัดจากการเสียชีวิตของวินคอตต์ได้ห้าวัน พระเจ้าก็เบิกทางให้พวกเขาเมื่อมีคนอ้างตัวว่าเห็นผู้ตายนั่งกินอาหารในภัตตาคารหรูร่วมกับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งซึ่งทั้งคู่ไม่ค่อยได้แตะอาหารเสียเท่าไร ภาพสเก็ตช์ผู้ต้องสงสัยถูกวาดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงและนำไปให้กริฟฟินดู ทันทีที่เธอเห็นภาพ เธอก็แสดงอาการผิดปกติออกมาอย่างชัดเจน ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอมปริปาก ชุดทีมสืบสวนจึงทำได้แต่ตัดใจ พวกเขาติดเครื่องส่งสัญญาณและสั่งห้ามเธอไปไหนมาไหนนอกบ้าน และถอยออกมาเพื่อวางแผนหลอกล่อให้คายความจริง

          “แต่แล้วเซลีน กริฟฟินก็หายตัวไปอย่างลึกลับในวันต่อมา” ร่างบางทิ้งช่วงเล็กน้อย “...และเราก็ยังหาตัวเธอไม่เจอจนถึงตอนนี้”

          “ไม่น่าเป็นไปได้เลยนะ อุปกรณ์ส่งสัญญาณของผู้ต้องสงสัยไม่ได้ทำลายง่ายขนาดนั้น” โยขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด เขาเป็นถึงนักโทษ เขาย่อมรู้ถึงประสิทธิภาพของมันดียิ่งกว่าใคร “มีอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

          นิโคลัสถอนหายใจ “ประเด็นหลักมันคือว่าเครื่องไม่ได้ถูกทำลาย” เขาบอกด้วยความกระดากใจ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของเขา “มันถูกถอดออกจากข้อมือของกริฟฟินแล้วเอาไปติดกับขาเตียงในบ้านของเธอ ตอนที่เรารู้ว่าเราพลาดแล้ว เครื่องนั่นยังทำงานอยู่เลย”

          “แล้วพวกนายไม่รู้ตัวเลยเหรอ เครื่องนี้มันมีระบบแจ้งเตือนถ้าพยายามถอดออกด้วยไม่ใช่เหรอ”

          “ใช่ เครื่องมีระบบนั้น แต่ว่าเราไม่ได้รับการแจ้งเตือนอะไรเลยแม้แต่น้อย”

          “แล้วนายแน่ใจได้ยังไงว่านี่เป็นฝีมือ The Chemist จริงๆ ตอนนั้นผลแล็บไม่ได้บอกความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ครั้งนี้กับครั้งแรกเลย นายรู้แค่องค์ประกอบสารเคมีแค่นั้นเอง”

          “จะว่ายังไงดีล่ะ... ลางสังหรณ์มั้ง”

          “อะไรจะแม่นขนาดนั้น”

          “หลังจากนั้นเราก็ทำการตรวจสอบเบอร์ที่โทรเข้ามาหาเอริคก้า วินคอตต์ตามที่เจ้าหน้าที่ในทีมคาดเดาไว้ แล้วเราก็เจอจริงๆ” นิโคลัสกล่าว “เราพบเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่เบอร์หนึ่งที่โทรหาทั้งแมรี บรอดลีย์ และเอริคก้า วินคอตต์ก่อนเสียชีวิต”

          “โชคเข้าข้างพวกนายสินะ”

          “เข้าข้างอะไรล่ะ มันเป็นโทรศัพท์ประเภทใช้แล้วทิ้ง เราไม่สามารถแกะรอยของหมอนั่นได้เลย อย่างกับสืบร่องรอยกลุ่มก่อการร้าย...”

          “แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

          เป็นอีกครั้งที่คดีมาถึงทางตัน คราวนี้ The Reaper เริ่มนั่งไม่ติดไม่ว่าจะเป็นเหตุจากความคาดหวังหรือคาดคั้น ทั้งคำติเตียนจากเบื้องบนกรมที่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้เจอหน้า และทั้งจากประชาชนที่ติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าชุด นิโคลัสก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เขาและเจนนิเฟอร์ต่างทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เคยสำเร็จ เบื้องบนถึงกับจะออกคำสั่งให้ปลดทีมของเขาออกจากคดี แต่เพราะทุกคนตั้งใจและไม่ยอมแพ้ พวกเขาจึงยังยื้อถือคดีไว้ในมือได้

          แต่หลังจากการประชุมใหญ่ประจำเดือนพฤษภาคม 2012 ไม่นานนัก สมาชิกวัยอาวุโสแต่ไฮเทค ไทจิ มิโดริคาวะ ก็ได้เอาข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ มาเสนอในที่ประชุมย่อยในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ข้อมูลที่ว่านี้คือสถานที่และแผนที่แหล่งจำหน่ายสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดในสหราชอาณาจักรลอสต์

          จากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลสถานที่พบศพและสถานที่เกิดเหตุทำให้สามารถเจาะเป้าลงไปได้เพียงที่เดียวเท่านั้น และมันก็ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจเมื่อพบว่าสถานที่นั้นคือ T&Z ห้างสรรพสินค้าแบบขายส่งชื่อดังที่สุดในประเทศ

          พวกเขาไม่รอช้า เจนนิเฟอร์และลินดา เฉิน เจ้าหน้าที่หญิงนอกเครื่องแบบเชื้อสายไต้หวัน-ลอสต์ผู้มีหุ่นท้วม อาสาเป็นผู้ดูแลการหาเบาะแสจากห้างแห่งนี้และก็ไม่มีการเสียเที่ยว ทั้งคู่ได้เบาะแสว่าเมื่อกลางคืนวันที่ 5 มิถุนายน หรือสามวันก่อนหน้าที่พวกเธอไปที่นั่น มีชายคนหนึ่งมาซื้อของและสร้างความประหลาดใจให้แก่เจ้าหน้าที่แคชเชียร์เมื่อของทุกอย่างบนสายพานนั้นเป็นสารเคมีและยาฆ่าศัตรูพืชทั้งหมด นอกจากนี้ภาพวงจรปิดก็จับภาพชายคนดังกล่าวไว้ได้ และตรงกับภาพเสก็ตช์ผู้ต้องสงสัยของพวกเขาทุกประการ

          ฝ่ายนิโคลัสและรองหัวหน้าชุดที่ชื่อสกอตต์ สเวนสันก็ออกสำรวจตามพื้นที่บริเวณใกล้เคียง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตผู้คนมีฐานะ ผู้คนในพื้นที่นี้ไม่แออัดมากและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

          แต่ทว่าในวันนั้นนิโคลัสกลับมีลางสังหรณ์ร้ายๆ ขึ้นมา

          และในตอนนั้นที่ลมพัด กลิ่นเหม็นเหนือคำบรรยายก็ลอยตามมา กลิ่นของมันทำให้ทั้งนิโคลัสและสกอตต์ต้องรีบปิดจมูก มันเป็นกลิ่นที่เขาทั้งคู่คุ้นเคยดีแต่ไม่เคยเจอความเข้มข้นมากขนาดนี้ คนแถวนั้นบอกพวกเขาว่าได้กลิ่นแบบนี้มาหลายวันแล้ว และเพราะมันคุ้นเคยดี พวกเขาจึงตัดสินใจตามกลิ่นนี้ไป

          ไม่นานพวกเขาก็พบกับแหล่งต้นตอกลิ่นไม่พึงประสงค์ มันโชยออกมาจากบ้านเดี่ยวสามชั้นซึ่งห่างไกลจากบ้านหลังอื่นๆ จากสภาพรกไปด้วยหญ้าและเถาวัลย์ หรือกระจกที่แตกร้าวก็บ่งบอกได้ชัดว่าบ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมานานขนาดไหน ด้วยความที่ตัวเล็กและคล่องแคล่วกว่าของหัวหน้าชุด นิโคลัสอาสาปีนเข้าไปในบ้านทางหน้าต่างห้องน้ำที่ไร้กระจก มีสกอตต์ตามเข้ามาติดๆ

          และนั่นทำให้พวกเขาได้พบกับความสยดสยองชวนผะอืดผะอม

          ตรงฐานชักโครกที่โบกปูนอย่างลวกๆ โซ่สนิมเขรอะคล้องมันไว้อยู่ตรงนั้น สายโซ่ทอดตัวยาวแช่อยู่ในแอ่งน้ำสีเหลืองใสลักษณะคล้ายเมือกลื่นที่ไหลมาจากอีกปลายหนึ่งของโซ่ตรวน มันรัดเข้ากับท่อนแขนสีแดงพองบวมซึ่งเชื่อมอยู่กับร่างอืดที่ครั้งหนึ่งอาจจะเคยผอมบาง สิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยไร้ขาจำนวนมหาศาลกำลังคลืบคลานอยู่บนชิ้นเนื้อสีแดงมองดูเปียกแฉะนุ่มเละ ฝูงแมลงวันกำลังรุมไต่ตอมร่างสภาพไร้ชีวิตราวกับหิวโหยอาหารรสโอชะที่น้อยครั้งจะได้มีโอกาสลิ้มลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลำคอที่แทบจะขาดวิ่น เห็นเพียงเนื้อเยื่อสีแดง เส้นเอ็น และรอยแผลเหวอะหวะจากการกัดแทะของตัวอ่อนแมลง

          “ศพเน่าเละเหรอ...” โยกล่าวพลางพลิกแฟ้มตามหารูปของเหยื่อ ภาพสยดสยองไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าไปเลยสักนิด ผิดกับนิโคลัสที่ตอนนี้คิ้วขมวดราวกับกำลังกลั้นใจไม่ให้รู้สึกคลื่นไส้ไปมากกว่านี้ “ใบหน้าเหยื่อก็โดนกินไปเยอะ รู้ได้ยังไงว่าเธอเป็นใคร”

          “เราได้ตัวอย่างดีเอ็นเอจากลำไส้ของหนอนซึ่งมันตรงกับดีเอ็นเอของนานาโกะ ชิราโตะ” นิโคลัสตอบพลางทำมือบอกให้พลิกกระดาษไปอีกหน้า “ยูยุ... ฉันหมายถึง อายุมุ อิชิคาวะ เขาสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเธอและพบว่าชื่อของเธอนั้นอยู่ในรายชื่อบุคคลสูญหายตามบัญชีซึ่งรับแจ้งไว้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2012 แจ้งความโดยโมนีค สมิธ”

          ร่างสูงยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความสับสน “คนหายเนี่ยนะ?” เขาพ่นลมหายใจออกมายาว “เรื่องนี้มันชักจะบ้าบอขึ้นเรื่อยๆ แล้วแฮะ”

          “นายพูดแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก เพราะฉันเองก็คิดแบบเดียวกัน” ร่างเล็กบอก “เรารอผลชันสูตรพลิกศพให้ออกมาก่อน และเราก็ส่งกำลังคนไปเฝ้าระวังให้โมนีค สมิธด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เหมือนกรณีของเซลีน กริฟฟิน”

          “แล้ว...”

          “จากการประเมินการเสียชีวิตในห้องแล็บด้วยวิธีการศึกษาวงจรและลำดับการเข้าอาศัยของแมลงที่พบบนศพของนานาโกะ ชิราโตะ เธอน่าจะเสียชีวิตในช่วงวันที่ 14 ถึง 16 มิถุนายน 2012 และจากการเอาเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารของศพและแมลงไปทำการวิเคราะห์พบว่าเธอน่าจะถูกจับเอาสารเคมีจำพวก DDT กรอกปากให้กลืนทั้งๆ ที่กระเพาะอาหารว่าง”

          “หมอนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ”

          นิโคลัสส่งปึกกระดาษให้อีกฝ่ายที่พับแฟ้มลง “นี่คือข้อความที่ถอดออกมาจากบันทึกเสียงการให้ปากคำของโมนีค สมิธในวันที่ 29 มิถุนายน 2012” เขาหยิบปากกาขึ้นมาหมุน “เธอกล่าวว่านานาโกะ ชิราโตะบอกเธอว่าโดนคนสะกดรอยตามมาซักพักและขอมาอยู่ที่บ้านของเธอ คุณสมิธซึ่งทำงานตามบาร์จำเป็นต้องออกจากบ้านตอนกลางคืนและเธอจำเป็นต้องทิ้งเพื่อนสนิทไว้คนเดียวทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอรีบออกจากบ้านแล้วลืมลงกลอนประตูหลังบ้าน เช้าวันที่ 6 มิถุนายน เพื่อนของเธอหายตัวไป เธอจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที”

          “อา... คราวนี้เป็นโจรลักพาตัวด้วยอีกเหรอ” โยพูดออกมาซึ่งนิโคลัสไม่แน่ใจว่ากำลังรำคาญหรือชื่นชมกันแน่

          “ฉันรู้สึกประหลาดกับการพบศพครั้งนี้ หลังจากที่ปรึกษากับทีมแล้ว เราตัดสินใจขอให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ที่ชื่อเรย์กะ นานาเสะทำการตรวจวิเคราะห์เนื้อเยื่อและตัวอย่างแมลงให้ และผลที่ออกมาก็น่าตกใจน่าดู” ร่างเล็กลุกขึ้น เดินไปที่หัวเตียงและคว้าเอาเอกสารปึกหนาซึ่งเต็มไปด้วยรอยขีดและปากกาเน้นข้อความสีเขียวซีดส่งให้อีกฝ่าย

          “น่าตกใจ? ยังไง?”

          “เธอไม่ได้ถูกกรอกแค่ DDT”

          โยถอนหายใจ “ถ้าให้เดา คงเป็นสารเคมีแบบค็อกเทลเลยล่ะสิ”

          “ใช่ จากการวิเคราะห์ที่เรย์ทำร่วมกับอาจารย์ของเขาที่เยอรมนีพบว่า นอกจาก DDT แล้ว ยังมีสารเสพติดจำพวกหลอนประสาทหลายสิบตัวและสารคลอโรพิคริน”

          “มันคืออะไร”

          “มันเป็นสารเคมีจำพวกสารรมควันกำจัดศัตรูพืชในดินที่ใช้กันแพร่หลายในอดีต แต่ตอนนี้ถูกแบนออกจากตลาดเรียบร้อยแล้ว” นิโคลัสอธิบายสั้นๆ “มาถึงจุดนี้ เห็นได้ชัดว่าฆาตกรคนนี้เน้นใช้สารเคมีกลุ่มสารกำจัดศัตรูพืช”

          “แหม... แต่ว่าคงไม่ได้เป็นเกษตรกรหรอกมั้ง”

          “ถึงใช่ขึ้นมาจริงๆ ก็ใช่ว่าจะจบปัญหา เกษตรกรอายุไม่เกิน 40 ปีที่หน้าตาดี ยังไงก็มากกว่าพันคน”

          “เอาล่ะ เรารู้ข้อมูลแต่ละรายแล้ว คราวนี้เรามาดูเรื่องระยะเวลากันบ้างดีไหม นิโคลัส” ร่างสูงวางเอกสารทั้งหมดลงข้างตัว ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ปฏิทิน “นายคงรู้แล้วล่ะว่าฉันคิดอะไรเกี่ยวกับระยะเวลา”

          นิโคลัสมองอีกฝ่าย “ไม่รู้ว่าฉันคิดเหมือนกับนายหรือเปล่า แต่วันที่เหยื่อทั้งสามรายเสียชีวิตคือวันที่ 18 คนแรกก็คือ 18 มิถุนายน 2010 คนที่สองคือ 18 ตุลาคม 2011 และคนที่สามก็คือ 18 มิถุนายน 2012” เขากล่าว “ที่จริงฉันคิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ไม่รู้สิ... ระยะห่างการลงมือมั้ง ครั้งแรกห่างจากครั้งที่สองเท่ากับสิบหกเดือน แล้วครั้งที่สามก็ห่างจากครั้งที่สองได้แปดเดือน ไม่แน่ว่าระยะห่างของเวลาอาจจะเกี่ยวข้องอะไรด้วย”

          “ก็น่าสนใจนะ แต่--”

          “ฉันคิดว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ แต่ถ้าเรามองเรื่องระยะห่างของจุดเกิดเหตุหรือจุดพบศพ มันก็ไม่ค่อยเข้าทางเท่าไร” เขาชี้ไปที่แผนที่ข้างๆ ปฏิทิน “อย่างที่นายเห็นอยู่ ระยะห่างจากจุดทั้งสามเท่ากัน คือห่างจากกันหนึ่งกิโลเมตรในแนวเส้นตรง เรายังบอกอะไรเพิ่มไม่ได้” เขาเหลือบตามองอีกฝ่ายที่ยังคงจ้องไปที่ปฏิทินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะว่านี่เป็นสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็น เขาจึงอดถามไม่ได้ “มีอะไรงั้นเหรอ”

          เจ้าของผมสีดำขลับนิ่งเงียบ เขามองปฏิทินอยู่สักพักก่อนจะหันมามองร่างเล็กข้างๆ “ฉัน...” เขาเกาท้ายทอยด้วยท่าทางเหมือนลำบากใจ “นิโคลัส ฉันรู้นะว่านายจะต้องไม่แฮปปี้แน่ๆ แต่... ” เขาหยุดอีกครั้งและถอนหายใจออกมา “ฉันคิดว่า The Chemist ตั้งใจที่จะฆ่าพี่สาวนาย”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

464 ความคิดเห็น

  1. #424 Azraelist (@azraelist) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 03:53
    นิคอายุยี่สิบเก้าแล้ว!!!แถมมากกว่าโยสองปีอีก แต่เหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้นึกภาพผู้ชายอายุห้าสิบสองทำนิสัยแบบเรย์กะไม่ออก
    #424
    0
  2. #320 Yellow (@netty25) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 17:56
    มันดีมากก เข้มข้นขึ้นไปอี้ก ชอบๆๆๆ รู้สึกตื่นเต้นขึ้นทุกตอนที่อ่านมาก
    #320
    0
  3. #263 NPK_Nuch (@NPK_Nuch) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 19:34
    ปกติก็ชอบแนวฆาตกรรม สืบสวนอยู่แล้ว แล้วก็ชอบ y ด้วย พอเอามารวมกันแบบนี้ก็ยิ่งชอบไปใหญ่ เนื้อเรื่องดีมากค่ะ รายละเอียดชัดเจนมาก ชอบมากถึงมากที่สุด ขอบคุณที่แต่งให้อ่านค่ะ
    #263
    0
  4. #216 clEaiI_VIP (@ygvip) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 10:53
    สวัสดีนักเขียนค่ะ ชอบพล็อตเรื่องแนวนี้มาก ข้อมูลแน่น บรรยายดีมากๆเลยค่ะ

    แต่อ่านจบตอนนี้แล้วเราสงสัย...
    ในเนื้อเรื่องสันนิษฐานว่า นานาโกะ น่าจะเสียชีวิตช่วง 14-16 มิถุนายน 2012 แต่ทำไมโยถึงสรุปว่าทุกคนเสียชีวิตวันที่ 18 และในชาร์ตสรุปด้านล่างถึงลงวันที่เป็น 18 มิถุนายน 2012 ล่ะคะ หรือตั้งใจระบุเป็นวันที่พบศพ
    ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าฆาตกรตั้งใจให้จนท.มาพบศพในวันที่ตัวเองต้องการได้ด้วย แบบนั้นรึเปล่าคะ

    ยังไงก็ติดตามต่อนะคะ น่าสนใจมากๆค่ะ
    #216
    1
    • #216-1 Tearzsz (@tear-z) (จากตอนที่ 3)
      25 สิงหาคม 2560 / 13:08
      ก่อนอื่น ขอบคุณค่ะที่แวะเข้ามาอ่านแล้วตั้งข้อสังเกตให้ :)

      คือผลการชันสูตรฯ ที่เขียนออกมาก็คือตาย 14 - 16 ค่ะ แต่ว่าพบศพวันที่ 18 ส่วนที่โยพูดนั้นยอมรับว่าเขียนพลาดค่ะ 55555 ตอนนี้กำลังกลับไปนั่งอ่านที่ตัวเองเขียนแล้วจะกลับมาแก้ทีเดียวเลยน่ะค่ะ ขอบคุณที่ชี้จุดให้นะคะ

      แล้วสาเหตุที่ใช้ 18 ในชาร์ทด้านหลังก็เพราะว่าระบุวันที่พบศพ (Found) ค่ะ ส่วนที่ถามว่าฆาตกรรู้ได้ไง/เลือกได้ไงว่าจะให้เจอศพวันไหน เดี๋ยวหลังตอนที่ประมาณ 20 จะเริ่มเฉลยค่ะ

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ <3
      #216-1
  5. #189 JEE ( G ) (@money_jee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 01:50
    เห็นด้วยกับคอมเมนต์ด้านล่างมากเลยค่ะ เป็นคนที่เก็บลายละเอียดได้ดีมากๆ เลย

    ข้อมูลแน่นและก็บรรยายได้ดีมาก เห็นภาพเลยสนุก เดี๋ยวขอวาบไปอ่านตอนต่อไปก่อนนะคะ

    #189
    0
  6. #179 เป็ดปริก๊าบ (@pandora-olive) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 20:19
    คือแบบอ่านมาแล้วรู้สึกทึ้งมากค่ะ คนแต่งเก็บข้อมูลทุกอย่างได้ดีมากชนิดสารเคมีหรือข้อมูลของคนร้ายต่างๆก็สมเหตุสมผลกันไปหมด แถมการบรรยายของศพที่เป็นเหยื่อในแต่ละรายก็บรรยายได้เห็นภาพกันสุดๆ นี้แทบจะวิ่งไปห้องน้ำตอนเหยื่อที่สาม ฮืออ กลิ่นความสะอิดสะเอียนนี้ลอยมาแตะปลายจมูกจนได้เกือบจะได้กลิ่นตุๆกันแล้ว ชื่นชมนักเขียนมากๆในจุดนี้ อีกอย่างหนึ่งที่คุณบอกว่าเรื่องนี้ใช้เวลากว่าสามปี เราว่ามันคุ้มค่ามากๆกับการใช้เวลา คุณได้สร้างสรรค์ผลงานดีๆออกมาให้นักอ่านได้อ่านกัน ขอบคุณจริงๆ จะติดตามต่อไปเรื่อยนะคะ ชอบจริงจังอย่างมากมาย
    #179
    1
    • #179-1 Tearzsz (@tear-z) (จากตอนที่ 3)
      3 สิงหาคม 2560 / 05:23
      ขอตอบรวมในนี้เลยละกันเนอะ

      ก่อนอื่นขอบคุณสำหรับคอมเมนต์แล้วก็คำชมนะคะ เราเองก็คิดว่าเวลาเกือบสามปีที่ลงกับเรื่องนี้คุ้มค่ามากค่ะ ไม่ใช่แค่ว่าเรื่องออกมาดีกว่าเรื่องอื่นที่เขียนเท่านั้น แต่เราเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเหมือนกันค่ะ

      ส่วนคอมเมนต์ก่อนหน้านี้... แหม~ ถ้ามีผช.แบบนี้ได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะคะ ว่าไหม อิอิ
      #179-1
  7. #3 Cmdpt (@Bonhiver) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 19:50
    เรื่องนี้เน้น y จริงๆ ... ขอออกตัวหน่อยว่าเคยคิดพล็อตเกี่ยวกัลนักโทษที่ช่วยตำรวจแบบนี้ แต่เอ่อ เข้าบ้านเลยนี่นะ -_- ปกติมันต้องเค้าไปคุยในห้องกระจก แล้วล่ามกุญแจมือนักโทษทุดครั้งหนิ แต่นี่ เอิ่ม โอเคร y มันคือแบบนี้ โอเคร ยังดีที่ส่วนเนื้เรื่องยังรั้งไว้ให้อ่านได้อยู่
    #3
    0