[YAOI] The Chemist: ถอดรหัสไล่ล่าฆาตกรอำมหิต (สนพ. XINGBOOKS)

ตอนที่ 4 : CHAPTER 03 (Re-write version for XINGBOOKS)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 ต.ค. 61

          “ฉันคิดว่า The Chemist ตั้งใจที่จะฆ่าพี่สาวนาย”

          “ไม่มีทางหรอก มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน”

          นิโคลัสพ่นเสียงลมหายใจออกมาเมื่อได้ยินคำพูดฟังดูไร้สาระจากอีกฝ่าย เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่า เจนนิเฟอร์ พี่สาวที่เขารัก จะไม่ได้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ แต่เป็นเพราะมีความเชื่อมโยงกันบางอย่างกับฆาตกรชั่วร้ายรายนี้จนถูกเก็บไป

          “มันเป็นไปได้สูงเลย ตามความคิดฉันนะ” โย โทชิยูกิขมวดคิ้วทันทีที่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่เชื่อเขา “ฉันรู้ว่ามันทำใจที่จะเชื่อยาก การที่ฉันพูดแบบนี้มันเท่ากับการลบภาพเจ้าหน้าที่สาวผู้กล้าแล้ววาดภาพความเชื่อมโยงเลวร้ายที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร และพี่สาวนายก็คือหนึ่งในนั้น”

          “ฉันไม่เชื่อ...”

          “ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามหน่อย พี่สาวนายตายวันที่เท่าไร”

          “หยุดเดี๋ยวนี้เลย”

          “เธอตายสิบวันที่แล้ว… วันที่ 18 ตุลาคม”

          “โย ฉันจะพูดตรงๆ ตรงนี้เลยนะ ฉันไม่พอใจที่นายพยายามเอาพี่สาวฉันไปเกี่ยวข้องกับฆาตกรนรกนั่น!” ร่างบางขัดขึ้นมาเสียงแข็ง ดวงตาสีมรกตของเขาแสดงความโมโหออกมาอย่างชัดเจน “ถ้านายยังไม่หยุด ฉันจะโกรธจริงๆ แล้วนะ”

          “นายต่างหากที่ควรจะหยุดแล้วฟังฉัน นายกำลังใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสินเรื่องทั้งหมดอยู่ เหยื่อรายแรกตายในวันที่ 18 มิถุนายน 2010 แล้ว 16 เดือนต่อมารายที่สองก็ตายในวันที่ 18 ตุลาคม 2011 จากนั้นอีก 8 เดือน เหยื่อรายที่สามก็ตายในช่วงวันที่ 14 ถึง 16 มิถุนายน 2012 เพราะฉะนั้นถ้าฆาตกรลงมืออีกก็น่าจะลงมือต่อจากนั้น 4 เดือน” เขากระแทกนิ้วลงบนปฏิทินเดือนตุลาคม ไม่สนใจคนตรงหน้าที่เตรียมจะระเบิดอารมณ์แล้ว “และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมันก็คือวันที่ 18 ตุลาคม 2012! วันที่พี่สาวนายตาย!”

          ร่างเล็กขมวดคิ้ว “เหลวไหลน่ะ มันก็แค่การคาดการณ์เท่านั้นเอง นี่อาจจะบังเอิญก็ได้”

          “ไม่ ฉันไม่เชื่ออย่างนั้น”

          “แต่ The Chemist สังหารเหยื่อด้วยสารเคมี นายก็อ่านข้อมูลพวกนั้นเมื่อกี้เอง!”

          “พี่สาวนายรู้ว่าฆาตกรเป็นใคร เธอไม่มีทางถูกวางยาได้ หมอนั่นเลยต้องฆ่าเธอด้วยวิธีอื่นแทน”

          “แต่--”

          “นายฟังฉันนะ นิโคลัส นายต้องเลิกบ่ายเบี่ยงความจริงแล้วเอาทุกอย่างมาคลี่วางบนโต๊ะของนาย แล้วนายจะเห็นทุกสิ่งที่ฉันเห็น นายจะเข้าใจว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่” ร่างสูงขัดขึ้นมาก่อนที่คนตรงหน้าจะหาข้อแย้งมาได้ทัน เขาจ้องโครงหน้าสวยซึ่งกำลังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “แล้วฟังฉันให้ชัดๆ เลยนะ ถ้าพี่สาวนายเป็นเหยื่อรายที่สี่ของคดีนี้จริงๆ ล่ะก็... มันจะช่วยให้ทุกอย่างลงตัว ทุกอย่างจะกระจ่างขึ้นมา”

          “คราวนี้นายจะเอาความตายของพี่สาวฉันมาเป็นของเล่นลับสมองอีกล่ะสิ!” นิโคลัสตวาดออกไป “พี่เจนนีไม่มีทางเกี่ยวข้องกับไอ้ฆาตกรเวรนั่นเด็ดขาด เธอโชคร้ายที่ไปอยู่ตรงนั้น! เท่านั้นเอง!”

          “นิโคลัส ฉันไม่ได้เอาความตายของใครมาเล่นสนุกนะ”

          “งั้นเหรอ! นายคิดว่าฉันจะเชื่อฆาตกรโรคจิตที่ชอบเล่นสนุกด้วยการปั่นหัวคนอื่นตลอดเวลางั้นเหรอ! ฝันไปเถอะ!” นิโคลัสกล่าวด้วยความโกรธ “นายจะคิดอะไรก็เชิญเลย! แต่ฉันไม่เชื่อ! อย่ามาพูดให้ฉันได้ยินอีก!”

 

 

          วันนี้ท้องฟ้าก็ช่างเป็นใจให้กับอารมณ์ขุ่นข้องใจของเขาเหลือเกิน เมฆฝนหนาดำทะมึนน่าจะลอยนิ่งอยู่กลางฟ้ามากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ร่างบางเริ่มรู้สึกเมื่อยจากการไม่ได้ขยับไปไหนจากโซฟาเก่าๆ ที่นั่งก็ไม่สบาย เขาชอบมาเอนหลังที่โซฟาตัวนี้เพื่อทรมานตัวเองในทุกครั้งที่เขาหงุดหงิดหรือใกล้จะระเบิดอารมณ์เต็มแก่ ซึ่งนั่นทำให้เขาลืมอารมณ์เสียๆ พวกนั้นไปหมด วันนี้ก็เช่นเดียวกัน เขาตรงดิ่งมาทิ้งตัวนั่งตรงนี้ทันทีที่เผลอตวาดใส่คนร่วมบ้านซึ่งพยายามเชื่อมโยงความตายของพี่สาวของเขาไปเกี่ยวข้องกับฆาตกรไร้ค่า

          เขาถอนหายใจเฮือกยาวราวกับจะให้ลมเป่าความหนักใจออกไปให้หมด มือเล็กก็เอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟที่ตัวเองเอามาด้วยตอนดิ่งมาที่นี่ และก็ต้องประหลาดใจเมื่อแก้วนั้นหาได้มีความร้อนหลงเหลืออยู่ สงสัยคงไม่ใช่แค่ครึ่งชั่วโมงตามที่เขาคิดเสียแล้ว ตลอดเวลาที่เขานั่งแช่อยู่ตรงนี้และเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ในหัวของเขาก็เต็มไปด้วยคำพูดชวนให้หงุดหงิดใจของโย โทชิยูกิ

          มันก็น่าแปลกที่ถึงแม้ว่าเขาไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เขากลับรู้สึกว่ามันปฏิเสธไม่ลง บางส่วนในใจเขากลับยอมรับสิ่งนี้เสียอย่างนั้น สิ่งที่โยพูดเกี่ยวกับเขานั้นจริงทั้งหมด เขากำลังใช้ความรู้สึกของตัวเองอยู่ทั้งๆ ที่ก็ยืนยันกับว่าที่พี่เขยตัวเองชัดเจนแล้วว่าจะไม่ทำอย่างนั้น เขาไม่กล้าจะยอมรับความจริง หากเจนนิเฟอร์เกี่ยวกับ The Chemist ขึ้นมาจริงๆ นั่นแสดงว่าฆาตกรรายนี้มีสาเหตุที่ออกมาไล่พรากชีวิตเหยื่อมากกว่าความต้องการความสุขส่วนตัวอย่างที่เขาและทีมกำลังเข้าใจ ฆาตกรและเหยื่อทุกคนมีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงเข้าหากัน และสิ่งนั้นจะช่วยให้เขาสามารถตามล่าฆาตกรรายนี้มาได้ หรืออย่างน้อยก็ไล่ตามเกมได้ทัน ไม่ใช่วิ่งตามอยู่ไกลๆ แบบนี้

          อีกสิ่งหนึ่งที่เมื่อเขาใจเย็นแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาไม่ควรต่อว่าโยอย่างนั้น ถึงแม้ว่าโยจะเป็นฆาตกรที่ปั่นหัวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีของเจ้าตัวจริงๆ แต่เขาไม่ควรพูดแบบนั้นในเมื่อว่าฆาตกรคนนี้กำลังช่วยเขาทำคดีอยู่

          เขาถอนหายใจอีกครั้ง

          “น้ำผลไม้หน่อยไหม”

          เสียงเรียกถามทำให้นิโคลัสต้องหันไปทางประตูห้อง ร่างสูงเจ้าของผมสีดำสวยยืนอยู่ตรงหน้าประตูนั้น ในมือมีแก้วน้ำผลไม้สีทับทิมอยู่สองใบ ฝ่ายนั้นเดินตรงเข้ามาแล้วส่งใบหนึ่งให้กับเขา

          นิโคลัสรับมันมา

          “ใจเย็นลงแล้วสินะ” ร่างสูงยิ้มให้ เขาก็พยักหน้า “อย่าถือไว้นานล่ะ เดี๋ยวจะหายเย็นหมด”

           “โย.. เอ่อ... ฉัน...” เขามองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เขารีบดื่มน้ำในแก้วจนหมด รู้สึกผิดจนไม่อยากจะพูดถึงความผิดที่ตนเองสำนึกขึ้นมาได้ “ว่าไงดีล่ะ... คือ...”

          ร่างสูงยิ้มออกมา “ไม่เป็นไรหรอกน่ะ ฆาตกรโรคจิตที่ชอบเล่นสนุกด้วยการปั่นหัวคนอื่น... นายเรียกฉันได้ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาแล้วล่ะ จริงๆ นะ”

          เจ้าหน้าที่หนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ

          “อย่างน้อยนายก็ใช้คำที่บอกว่าฉันเป็นคนก็แล้วกัน คนอื่นเขาเรียกฉันเป็นของสกปรกๆ ทั้งนั้นล่ะ”

          “ตกลงนี่นายชอบที่ฉันเรียกนายแบบนั้นเหรอ”

          “แน่นอน”

          ไม่รู้ว่าทำไมแต่นิโคลัสก็หัวเราะออกมา เขาเริ่มรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองสามารถหัวเราะร่าอย่างมีความสุขได้แบบนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พี่สาวหายไปจากชีวิตของเขา เขายอมรับว่าเขามีความสุขมากกว่านี้ในตอนที่ได้อยู่ร่วมกับเจนนิเฟอร์ ทันทีที่เธอหายไป มันก็เหมือนมีโดมความมืดสีทมิฬครอบงำโลกของเขา กดทับบดขยี้ ชวนให้ร้องครวญครางเจ็บปวด เขาร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต และเขาก็รู้ว่าตัวเองยังปล่อยวางไม่ได้

          แต่การที่เขาหัวเราะได้แบบนี้นั้นอาจจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีก็ได้

          “ไม่ต้องฝืนหรอก ถ้านายอยากจะร้องไห้น่ะ” มือใหญ่สัมผัสลงบนศีรษะของเขา ส่งเขาให้แนบลงกับแผ่นอกแข็งแรงภายใต้เสื้อเชิ้ต “ฉันอยากช่วยนายนะ”

          “ฉันไม่ได้จะร้องสักหน่อย เจ้าบ้า” นิโคลัสแย้งกลับไป

          เขาไม่พยายามดิ้นหนีซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เขาทำเพียงแค่ซบหน้าและหลับตาลง เสียงตึกตักของก้อนเนื้อกลางอกของคนตรงหน้าดังชัดเจน มันถี่มากจนน่าแปลกใจ แต่พอเหลือบมองฝ่ายนั้นแล้วก็ไม่ได้มีท่าทางผิดปกติอะไร

          “นี่ถ้าหัวหน้าแผนกนายมาเห็น ฉันคอหักแน่เลย”

          “นั่นสิ...”

          “เอาน่ะ อย่างน้อยมันก็คุ้มค่านะ ถ้าได้ตายอยู่ข้างนายแบบนี้”

          นิโคลัสหัวเราะออกมาน้อยๆ ประหลาดใจที่คนซึ่งเขาไม่เคยได้พบหน้ามาก่อนพูดกับเขาด้วยคำพูดประหลาดๆ แบบนี้ มันทำให้เขาอยากรู้ว่าอะไรทำให้อีกฝ่ายเอ่ยปากออกมาแบบนี้

หลังจากที่เงียบไปสักพัก เขาก็กล่าวขึ้นมา “โย... ฟังฉันหน่อย จะได้ไหม”

          “ได้สิ อะไรเหรอ”

          “เรื่องพี่เจนนีน่ะ”

          “แต่นายไม่อยากให้ฉัน...” โยพูดไม่ทันจบก็หยุดไปก่อนเมื่อเห็นคนตัวเล็กส่ายหน้า เขาพยักหน้าตอบตกลงในขณะที่นิโคลัสขยับตัวออกห่าง

          “พี่เจนนิเฟอร์... เธอเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนมือหนึ่งของแผนกเลยก็ว่าได้มั้ง สิ่งที่พี่เจนนีถนัดที่สุดก็คือการทำโปรไฟล์ของฆาตกรซึ่งนั่นทำให้เบื้องบนดึงตัวพี่มาจากชุดทีมสืบสวน A2 มาอยู่ที่ทีมฉัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้”

          จุดเริ่มต้นของการทำงานของเจนนิเฟอร์ วิลเลียมส์คือวันที่ 20 มิถุนายน 2010 เมื่อจู่ๆ หัวหน้าจอมขี้ขลาดประจำแผนกอาชญากรรมและฆาตกรรมกระแทกประตูห้องประชุมแสนคับแคบของชุดทีมสืบสวน A1 เข้ามาพร้อมกับประกาศกับทุกคนในห้องที่หลบประตูกันจ้าละหวั่นว่าเจ้าหน้าที่สาวผู้นี้จะมาร่วมงานด้วย

          เริ่มแรก สกอตต์ สเวนสัน ผู้เป็นรองหัวหน้าทีมก็ออกตัวปฏิเสธและไม่ยินดีที่จะรับคนจากชุดทีมสืบสวน A2 ที่ตนเคยมีปัญหาด้วยแต่คราวก่อนนู้นมาร่วมงาน ทว่าสุดท้ายก็ยอมผ่อนปรนความคิดด้วยความที่เจนนิเฟอร์ตั้งใจจะช่วยในคดีมาก ในขณะที่นิโคลัสซึ่งเป็นคนติดพี่สาวขั้นเกือบหนักนั้นแทบจะเก็บความยินดีเอาไว้ไม่อยู่ เขามีความสุขมากๆ แม้ในบางจังหวะจะมีความตายของเหยื่อเข้ามาขัด เขาจำได้ดีว่าทุกเย็นเขาจะเข้าไปอยู่ในห้องพี่สาว เอาแฟ้มคดีที่ดูแลไปนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจนดึก บางคืนเขาก็นอนในห้องนั้น พุดคุยเรื่องราวต่างๆ จนกว่าจะมีใครคนหนึ่งหลับไป

          มันเป็นอย่างนั้นมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเจนนิเฟอร์ลุกขึ้นแย้งในที่ประชุมคดี The Chemist

          สิ่งที่เธอทำได้ดีก็คือโปรไฟล์ที่จะสามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับฆาตกร ไม่ว่าจะเป็นรูปพรรณสัณฐาน ฐานะ หรือแม้กระทั่งอาการทางจิตและสภาพสังคมที่หล่อหลอมคนร้ายขึ้นมา ดังนั้นสิ่งที่เจนนิเฟอร์แย้งก็คือความแตกต่างของโปรไฟล์ที่เธอทำขึ้นมากับโปรไฟล์ที่ใช้ในคดีขณะนั้นซึ่งเขียนขึ้นโดยอากาธา ฟาวเลอร์ เจ้าหน้าที่ทำโปรไฟล์ในทีม

          “โปรไฟล์ The Chemist ฉบับเดิมเหรอ” โยเลิกคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะหยุดนึกสักพัก “ที่ระบุว่าเป็นผู้ชายที่มีความผิดปกติทางจิต อาจจะเป็นพวกไบโพลาร์ น่าจะมีฐานะค่อนข้างดี แต่ได้รับการหล่อหลอมบุคลิกภาพมาจากครอบครัวที่ไม่ปกติ ตอนเด็กน่าจะได้รับการเลี้ยงดูที่ทำให้เป็นสุขเมื่อเห็นผู้อื่นทรมานหรือได้ทรมานผู้อื่น...”

          “ใช่ โปรไฟล์นี้ถูกเสนอขึ้นมาหลังจากการฆาตกรรมเอริคก้า วินคอตต์” นิโคลัสบอก “ฉันในตอนนั้นเองก็ไม่เห็นด้วยกับโปรไฟล์นี้เท่าไร ข้อมูลที่นายว่ามาเนี่ยมัน... กว้างจนเกินไป”

          “ฉันก็คิดอย่างนั้น”

          “โปรไฟล์ที่กว้างขนาดนี้ใครก็เขียนได้ และฉันยังไม่ชอบสิ่งที่อยู่ในโปรไฟล์นี้อีก อย่างแรกที่ฉันคิดคือในโปรไฟล์นี้ระบุเลยว่าฆาตกรรายนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องซึ่ง ณ ขณะนั้นมีการสังหารเพียงแค่สองครั้ง ดังนั้นเราจึงยังไม่สามารถเรียกว่าฆาตกรต่อเนื่องได้อย่างเต็มปาก แม้จะรู้ว่าจะต้องมีการฆาตกรรมครั้งที่สามตามมาก็เถอะ” นิโคลัสก้มลงขยับแก้วน้ำที่ตัวเองวางไว้ใกล้ๆ ขาโซฟาเพราะเขาเผลอเตะมัน “ฆาตกรต่อเนื่องเกือบทั้งหมดมีแนวโน้มในการล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อไม่ว่าจะก่อน ระหว่าง หรือหลังการสังหารเหยื่อ แต่เห็นได้ชัดว่าฆาตกรของเราไม่ได้มีลักษณะนั้นเลย สิ่งเดียวที่ทำให้คล้ายฆาตกรต่อเนื่องคือการทิ้งลายเซ็นเพื่อทำให้ตัวเองภาคภูมิใจ”

          โยพยักหน้า

          “และสิ่งที่ฉันพูดมาทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่พี่เจนนีแย้ง”

          โยกอดอก คิ้วเริ่มถูกดึงเข้าหากันมากขึ้นจากการครุ่นคิด “น่าแปลกที่เจ้าหน้าที่ทำโปรไฟล์ไม่สามารถระบุอะไรชัดเจนได้” เขายกมือขึ้นจับคางพลางใช้นิ้วโป้งไล้ไปมาบนริมฝีปาก “มันดูเหมือนว่าฆาตกรตัวแสบนี่กำลังปั่นหัวพวกเราอยู่”

          “นั่นคือสิ่งที่พี่เจนนีคิดและเสนอโปรไฟล์ตัวใหม่ให้พวกเราในที่ประชุม” นิโคลัสเล่าต่อ “พี่เจนนีเชื่อว่าฆาตกรรายนี้ต้องเป็นผู้ชายในวัยตั้งแต่ยี่สิบตอนปลายไปจนถึงสามสิบตอนต้น อ้างอิงความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรจากพยานที่เห็นตัวฆาตกรในร้านอาหารก่อนที่คุณวินคอตต์จะเสียชีวิต ฆาตกรรายนี้น่าจะมีความแค้นต่อสารเคมีเป็นอย่างมาก และที่สำคัญก็คือ...”

          “คือ...”

          “ฆาตกรที่เรากำลังรับมืออยู่นี้น่าจะเป็นฆาตกรเลือดเย็นที่จงใจวางแผนฆ่าเหยื่อที่ตัวเองรู้จักทีละคนมากกว่าที่จะเป็นผู้ป่วยทางจิตที่หรรษากับการสังหารใครก็ได้ที่เตะตาหมอนั่น”

          “แล้วทำไมไอ้ที่พี่สาวนายเสนอขึ้นมาถึงยังไม่อยู่ในแฟ้มคดี”

          “ง่ายๆ เลยนะ ไอ้ที่พี่เจนนีพูดขึ้นมาทั้งหมดมาจากลางสังหรณ์ล้วนๆ”

          “นี่พวกนายลางสังหรณ์แม่นกันทั้งบ้านเลยหรือไง”

          “ไม่รู้สิ”

          ร่างเล็กถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเริ่มเล่าส่วนที่ต่อจากการประชุมครั้งนั้น หลังจากการประชุมจบลงก็เกิดการปะทะอารมณ์กันขึ้นอย่างหนักหน่วงระหว่างเจนนิเฟอร์กับเจ้าหน้าที่ฟาวเลอร์ ซึ่งด้วยเหตุผลบางอย่างการโต้เถียงครั้งนี้นิโคลัสก็โดนเอาไปเป็นประเด็นด้วย การระเบิดอารมณ์ของทั้งคู่เริ่มดุเดือดและใหญ่โตมากขึ้นจนในที่สุดก็ต้องพึ่งหัวหน้าแผนกให้เข้ามาจัดการ ทุกอย่างจบลงโดยทีมยังคงยึดโปรไฟล์เดิมเอาไว้แม้ว่าเจนนิเฟอร์จะไม่พอใจ ส่วนเจ้าหน้าที่ฟาวเลอร์ก็ขอย้ายออกจากชุดไปทันทีโดยให้เหตุผลว่าเธอรับไม่ได้กับการกระทำของเพื่อนร่วมทีมและจะไม่มีวันกลับมาให้ความร่วมมืออีก

          หลังจากที่ความวุ่นวายคราวนั้นเงียบหายไปไม่นานก็มีข่าวดีท่ามกลางโศกนาฏกรรมเน่าเฟะของเหยื่อที่สาม คาลเวิร์ตและเจนนิฟอร์ตกลงที่จะแต่งงานกัน แต่ความสุขนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน

          วันที่ 8 กันยายน 2012 มีเสียงโหวกเหวกโวยวายตั้งแต่เช้า เจนนิเฟอร์และเจ้าหน้าที่สืบสวนสูงวัย ไทจิ มิโดริคาวะมีปากเสียงกัน ฝ่ายผู้สูงวัยบอกถึงสาเหตุว่าเจ้าหน้าที่สาวพยายามขอร้องแกมบังคับให้ฝ่ายนั้นทำการตรวจสอบหาพิกัดและ IP address จากคอมพิวเตอร์ต้นตอของอีเมลฉบับหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถให้เหตุผลความจำเป็นนี้ได้ และเมื่อเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับการหาข้อมูลนี้เป็นการกระทำด้วยเหตุผลส่วนตัว นอกจากจะผิดวินัยแล้วยังทำให้เขาเสียเวลาทำคดีเร่งด่วนที่เข้ามาถึงเจ็ดคดีอีกด้วย เรื่องนี้เดือดร้อนมาถึงว่าที่สามีซึ่งต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่คราวนี้เจนนิเฟอร์ไม่ยอมกล่าวขอโทษหรือผ่อนปรนใดๆ คู่หมั้นทั้งสองโต้เถียงกันอย่างดุเดือดตลอดช่วงบ่าย และเมื่อไม่มีใครยอมเธอ เจนนิเฟอร์จึงขอออกจากทีมไปทำคดีเองคนเดียว

          ไม่ว่าใครได้ยินก็ตกใจกันทั้งนั้น ปกติเจ้าหน้าที่สืบสวนสาวคนนี้ไม่ใช่คนที่แข็งกร้าวแบบนี้ หลายคนรวมไปถึงมือขวาด้านชาของนิโคลัสอย่างอายุมุ อิชิคาวะก็พยายามเข้าไปเกลี้ยกล่อมเธอให้เปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เป็นผล ฝ่ายคาลเวิร์ตก็ไม่ทำอะไรนอกจากบอกเธอว่าเขาจะไม่ขัดใจเธอ อยากทำอะไรก็ทำไป

          และในคืนวันนั้นเองเจนนิเฟอร์ วิลเลียมส์ก็หายออกไปจากบ้านและไม่ได้กลับมาอีกเลย

          “นิโคลัส พี่สาวนายรู้ข้อมูลอะไรบางอย่าง” โยพูดขึ้นมาทันที

          ร่างเล็กพยักหน้าเล็กน้อย “แต่หลังจากนั้นไม่นาน พี่ก็แวะมาที่กรม บอกกับฉันว่าฆาตกรของเรามีสำเนียงออสเตรเลียน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าทำไมถึงรู้ ยังคุยอะไรกันไม่เสร็จเธอก็กลับไป”

          “กลับไป? ไปไหน?”

          “เท่าที่ฉันคุยกับหัวหน้าแผนก หัวหน้าแผนกบอกว่าพี่เจนนีไปต่างประเทศประมาณสัปดาห์นึง หลังจากกลับมาพี่ก็ไปอยู่ห้องพักใกล้ๆ บ้านของเขา เขาบอกด้วยว่าเขาไปหาเธอทุกเย็น ไปดูว่าสบายดีหรือเปล่า และเธอก็สบายดี มีความสุขดี แต่เขาไม่เปิดปากพูดเรื่องคดีกับเธอ” นิโคลัสบอก “หัวหน้าแผนกบอกฉันว่าทุกคืนพี่จะออกไปจากที่พัก เขาก็เคยแอบตามเธอไปหลายครั้ง เขารู้ว่าเธอไปที่บาร์ เธอจะอยู่ที่นั่นจนเกือบตีสาม และเขาเชื่อว่าเธอไปที่นั่นเพื่อหาข้อมูลเพราะเขาไม่เคยเห็นเธอสั่งแอลกอฮอล์เกินแก้วเดียวเลยซักครั้ง”

          “หัวหน้านายนี่สุดยอดไปเลยนะ เป็นฉันคงคิดว่าโดนนอกใจแล้ว”

          “ถึงหัวหน้าแผนกจะดูไม่ได้ความ แต่ถ้าเป็นเรื่องพี่เจนนีแล้วก็คนละเรื่องกันเลยนะ”

          “เหรอ...”

          “...แล้ว... วันที่ 18 ตุลาคม ตอนเช้าพี่โทรมาหาฉัน”

          นิโคลัสก้มหน้าลงต่ำซึ่งทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่านี่คือส่วนที่เขาสะเทือนใจและไม่อยากจะพูดถึงมากที่สุด

          “พี่โทรมาบอกฉันว่าตอนนี้เธอกลับมาอยู่ที่บ้านของหัวหน้าแผนกแล้ว ไม่ต้องห่วงเธอ เธอกับเขาไปรับเดรสที่จะใส่ในวันแต่งงานมาแล้ว เพราะฉะนั้นฉันจะต้องไปรื้อตู้เสื้อผ้าแล้วเตรียมตัวไปงานแต่งของเธอได้แล้ว...” นิโคลัสพูดพร้อมคลี่รอยยิ้มแข็งๆ ออกมา

          โยสังเกตเห็นดวงตาที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำตาของอีกฝ่าย

          “แต่ก่อนที่พี่จะวางสาย พี่กลับบอกฉันว่า...” หยดน้ำตาเริ่มกลิ้งลงมาตามแก้มของนิโคลัส “ถ้าคืนนั้นเธอโทรมาหาฉัน ไม่ว่าฉันจะได้ยินอะไร ให้ฉันรีบเอากำลังตำรวจตามไปหาเธอทันที.... พี่พูดแค่นี้แล้วก็วางสายไปเลย”

          โยไม่ได้พูดอะไรออกไป เขาตั้งใจจะลุกออกไปเอาน้ำที่ห้องครัวมาให้ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เขาดึงตัวคนข้างๆ เข้ามา โอบไหล่อีกฝ่ายเอาไว้ซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ว่าหรือผละตัวออกไป กลับกันยังพักศีรษะของตัวเองลงบนบ่าของเขาอีกต่างหาก

          “อยากได้น้ำซักหน่อยไหม นิโคลัส” โยถามหลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มสงบลงแล้ว “เดี๋ยวฉันไปเอามาให้ละกันนะ”

          “อือ... ขอบใจนะ”

          นิโคลัสขยับตัวออกมาจากแขนของคนร่างสูงตรงหน้าและมองฝ่ายนั้นเปิดประตูออกไปจากห้อง เขาเอนตัวลงกับโซฟาอีกครั้ง ฟังเสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ที่ค่อยๆ เบาลงจนเหลือเพียงความเงียบ ร่างเล็กยกแขนขึ้นเช็ดหน้าเหมือนเด็กๆ น่าแปลกเหมือนกันสำหรับเขาเมื่อรู้สึกตัวว่าตอนนี้หัวของเขาโล่งไปหมด อาจจะเป็นเพราะเขาได้เล่าความทุกข์ที่อยากจะระบายออกไป ปกติแล้วเขาไม่ชอบจะเล่าเรื่องแบบนี้ให้ใครฟัง แต่เพราะอะไรกันนะ ทำไมเขาถึงขอให้โยฟังเขาเสียอย่างนั้น

          บางทีนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเขาจริงๆ ก็ได้นะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

464 ความคิดเห็น

  1. #321 Yellow (@netty25) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 18:03
    อยากจะดึงนิกกี้เข้ามากอด โอ๋ๆนะะะ
    #321
    0
  2. #260 pketkanya005 (@pketkanya005) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 01:20
    สนุกมากค่ะ 
    #260
    0