The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 1 : จดหมายจากพ่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ส.ค. 57

 

 

ตอนที่ 1  จดหมายจากพ่อ      

 

          วันนี้ วันที่ 9 ตุลาคม ถ้าจะถามว่า วันนี้มันสำคัญอย่างไร โลแลนคงต้องตอบว่า ไม่ วันนี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษสำหรับคนอื่นๆเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่วันสำคัญทางศาสนา หรือสังคม ไม่ใช่วันคริสต์มาส  ไม่ใช่วันวาเลนไทม์  มันไม่ใช่วันสำคัญอะไรทั้งนั้นสำหรับคนอื่น  เพียงแต่ว่า  สำหรับโลแลนแล้ว มันแค่เป็นวันเกิดของเขา ก็เท่านั้นเอง

        โลแลนกำลังเดินทางกลับจากโรงเรียน ที่มีชื่อว่าโรงเรียนมัธยมกูดส์ มันเป็นโรงเรียนเล็กๆแถบชานเมืองแมนฮัตตัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้  แม้ป้ายประกาศโรงเรียนจะบอกออกไปว่า  “ครูทุกคนใจดี  นักเรียนมีวินัย  ก้าวไปสู่โรงเรียนดีเด่น” เมื่อได้อ่านประกาศเชื่อได้เลย  ว่าผู้ปกครองที่ค่อนข้างงานยุ่ง จนไม่มีเวลามานั่งทบทวนบทความให้ดี  ก็มักจะส่งลูกของตนเองให้ เขาไปเรียนที่นั่นอย่างไม่ลังเลใจ  โดยไม่สนใจเลยว่า ชะตากรรมของลูกตนเองจะเป็นอย่างไร หลังจากที่ได้เข้าไปหาความรู้ในสถานที่แห่งนั้น  สังเกตเริ่มแรกคือ ครูใจดีที่ว่ามานั้น แท้จริงแล้วคือสัตว์ประหลาดที่ กระหายเลือด ของพวกเด็กๆ นักเรียนที่ว่ามีวินัย แท้จริงก็แค่เด็กที่เอื่อยเฉื่อยไปวันๆเท่านั้นเอง  ส่วนที่ว่าโรงเรียนจะก้าวไปสู่โรงเรียนดีเด่นนั้น  อืม...โลแลนคิดว่าวันนั้นคงไม่มีวันมาถึงหรอก  จะว่าไปแล้วมันก็ดูไม่ต่างจากโรงเรียนดัดนิสัยเด็กเท่าไรหรอก

        ที่โรงเรียนไม่มีใครเลยที่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของโลแลน สาเหตุหนึ่งอันเนื่องมาจาก โลแลนนั้นเดิมทีก็ไม่มีเพื่อนอยู่แล้ว  สองคือ ทุกคนไม่มีเวลามาสนใจอะไรกับวันเกิดเล็กน้อยของเขาหรอก  เพราะทุกคนในโรงเรียนกำลังนับเวลาตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหากันเสียมากกว่า

        ดังนั้น ต่อให้โลแลนเดินไปป่าวประกาศผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์  ของโรงเรียนว่า เฮ้!ทุกคนวันนี้วันเกิดฉันล่ะ ก็คงไม่มีใครมาสนใจอยู่ดี  บางทีคนพวกนั้นอาจไม่ได้สนใจจะฟังสิ่งที่เขาพูดเลยด้วนซ้ำไป  อีกอย่าง มันก็เป็นแค่วันเกิด  มันก็ไม่ได้น่าสนใจอะไรมากมายนี่นา

        โลแลนเดินเท้ากลับบ้านทุกวัน  วันนี้เองก็เช่นกัน  ทำไมเขาถึงไม่ขึ้นรถโดยสารประจำทาง หรือแท็กซี่กลับบ้านน่ะเหรอ  ปัจจัยหนึ่งมาจาก แม่ของเขานี่แหละ

        ตั้งแต่โลแลนจำความได้  แม่ของเขาก็พูดกำชับบ่อยครั้ง  ห้ามไม่ให้โลแลนแสดงตัวโดดเด่นกว่าใคร  ทั้งที่จริงๆแล้วโลแลนยังไม่เคยแลเห็นความโดดเด่นของตนเองเลยแท้ๆ  มันฟังดูแปลกๆที่จะปกปิดพรสวรรค์ในด้านดีของตนเอง  และมันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครบางคนที่มีความสามารถล้นหลาม  แต่สำหรับโลแลนนั้น มันเป็นเรื่องที่ง่ายอย่างเหลือเชื่อเลยที่เดียว  ไม่ใช่เรื่องยากที่จะปกปิดความสามารถของตนเอง  อันที่จริงโลแลนไม่มีสิ่งนั้นเลยด้วยซ้ำไป

        แต่ถึงอย่างไรแม่ก็บอกเสมอว่า โลแลนเป็นคนพิเศษ  และห้ามแสดงความสามารถที่พิเศษนั้นออกมาต่อหน้าคนธรรมดา  หรือใครก็ตามเป็นอันขาด

        โลแลนไม่เคยเข้าใจความหมายของแม่เลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของแม่ทุกประการ  ไม่ทำตัวโดเด่นจนเกินไป  และการที่โลแลนเดินกลับบ้านนี่  เพราะเขาเลือกที่จะไม่ไปพบหรือพูดคุยกับใครบนรถโดยสาร  นั่นฟังดูเป็นทางเลือกที่ดี และง่ายกว่าต้องทำตัวมืดมนเวลาเข้าสังคม

        ระยะทางจากโรงเรียนถึงบ้านของโลแลนกินระยะทาง 3 กิโลเศษๆถือว่าไม่ไกลเท่าไหร่  บ้านของเขาตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งลองไอส์แลนด์  มันเป็นที่ๆไม่ค่อยมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่กัน  อีกทั้งยังมีป่าไม้ยาวเป็นแนว  ให้บรรยากาศธรรมชาติอย่างแท้จริง  ถือเป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของโลแลนเลยทีเดียว

        โลแลนก้าวเดินช้าๆพลางจ้องมองพื้นถนนที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นและ ใบสนที่ร่วงหล่นและปลิวไปตามสายลม  อากาศในเดือนตุลานี้เย็นกำลังสบาย  เหมาะแก่การออกกำลังกาย  โลแลนเดินผ่านบ้านหลายหลังและร้านค้าหลายร้าน  ครั้งหนึ่งที่โลแลนเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้า  ด้านหน้าร้านเป็นกระจกใสที่ด้านในมีหุ่นที่สวมเสื้อผ้าแนะนำอยู่  เขาหยุดและมองเข้าไป  แต่สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่เสื้อผ้าทันสมัยพวกนั้น  สิ่งที่โลแลนกำลังมองคือ  เงาของตนเองที่สะท้อนในกระจก  เหมือนโลแลนเห็นเด็กข้างถนนมายืนส่องกระจกยังไงยังงั้น  โลแลนไม่เห็นถึงความดูดีในตนเองเลยแม้แต่น้อย  ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลเข้มเขายาวปรกหน้าปรกตาจนน่ารำคาญ  ตาที่เป็นสีเดียวกันกับผมทำให้โลแลนดูเป็นคนที่ธรรมดาเป็นที่สุด  ไม่มีจุดเด่นเลยสักอย่าง  วันนี้ โลแลนใส่เสื้อยืดสีฟ้าและมีแจ็คเก็ตสีดำสวมทับ  ทั้งยังใส่กางเกงยีนสีดำตัวยาว และ รองเท้าผ้าใบแบบนักกีฬา  ดูเป็นการแต่งตัวที่ธรรมดาที่สุดในโลก  โลแลนมีกระเป๋าเป้สีเทาสะพายที่หลัง  เป็นกระเป๋าใส่หนังสือเรียน  แต่บางคนอาจจะดูไม่ออก  เพราะกระเป๋าของโลแลนนั้นเบาจนดูเหมือนว่าข้างในไม่มีอะไรใส่อยู่เลย 

        แม่บอกโลแลนเสมอว่าเขามีหน้าตาเหมือนผู้มีพระคุณของพ่อและแม่ในอดีต  โลแลนไม่รู้จักคนคนนั้นหรอกนะ  ไม่เคยเจอด้วย  มันค่อนข้างแปลกที่เดียวสำหรับโลแลน  แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรสำหรับเขาอยู่แล้ว เพราะถ้ามีใครสักคนที่หน้าตาเหมือนเขา  คนคนนั้นก็คงไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นสักอย่างเหมือนกันกับโลแลน  งั้นเขาคนนั้นก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปมากกว่าโลแลนอีกเช่นกัน  ดังนั้นโลแลนจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากมาย

        โลแลนเดินออกจากตัวเมืองมาได้สักพัก  เขาก็นึกอยากให้เจอแม่ของเขาที่บ้าน  ไม่รู้วันนี้แม่จะจำวันเกิดของเขาได้หรือเปล่า  เพราะแม่ต้องออกไปทำงานที่ร้านขายขนมหวานแต่เช้า  จึงไม่มีเวลาได้พูดคุยกัน  ร้านขายขนมหวานที่แม่ไปทำงานอยู่นั้น  ตั้งอยู่ในตัวเมือง  แถบย่านการค้า  แม่ทำงานในตำแหน่งพนักงานประจำของร้าน  ส่วนเงินเดือนที่ได้  อาจจะไม่มากจนล้นหลาม  แต่ก็มากพอที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยได้

        มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยที่แม่ของเขาต้องทำงานอย่างหนัก  เพื่อประทังชีวิตเราสองแม่ลูก  โลแลนเพิ่งจะอายุ14ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ในการจ่างงานของเด็ก  ไม่เช่นนั้นโลแลนคงจะออกไปหางานพิเศษทำแล้ว  อย่างน้อยๆ  แม่ของเขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยจนเกินไป 

        ในบางที่โลแลนก็นึกโกรธพ่อของตนเองที่จากไป  เขาไม่ได้ตายหรอกนะ  แต่ก็แค่ออกจากบ้านไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย  ก็เท่านั้นเอง  มันอาจฟังเหมือนเป็นคำพูดที่สวยหรู  ก็อาจจะ  แต่การกระทำสำหรับคนที่เป็นพ่อนั้น  มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่พูดเลย  ถ้าปัจจุบันพ่อยังอยู่  แม่ของโลแลนก็คงไม่ต้องเหนื่อยถึงขนาดนี้  เพราะพ่อจากไป  ชีวิตของโลแลนถึงแย่ลง  ถ้าพ่อยังอยู่ทุกคนก็คงจะมีความสุขมากกว่านี้  แต่ต่อให้โลแลนเดินเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้โลกรู้  คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเขาก็คงไม่มีความคิดที่จะกลับมาหาลูกเมียอยู่ดีนั้นแหละ

        โลแลนเดินไปตามขอบถนนตามแนวชายฝั่ง  สองข้างทางเป็นป่าไม้สีเขียวเป็นวิวแบบธรรมชาติที่     โลแลนโปรดปราน  สายลมพัดพากระตุ้นให้ขาทั้งสองข้างของโลแลนก้าวเร็วขึ้น เร็วขึ้นและเร็วขึ้น  จนกลายเป็นการวิ่ง  โลแลนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นเร็วไปตามจังหวะการหายใจที่ถี่ขึ้น  เขาไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเมื่อยล้าในการวิ่ง  เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยกระตุ้นให้ร่างกายของเขา  ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  โลแลนเป็นคนตัวสูงและขายาว  การก้าวเท้าแต่ละทีของเขา  แทบจะดูเหมือนการวิ่งข้างมหาสมุทรเลยทีเดียว  แต่นี่อาจเป็นความสามารถเดียวที่โลแลนคิดว่าตนเองมีดีกว่าคนอื่น  ที่โรงเรียนยังไม่มีใครวิ่งชนะโลแลนสักคนเวลาแข่งขันด้านกีฬา  มันคือสิ่งเดียวที่พระเจ้าประทานให้เขาได้  และเขาก็ขอยอมรับมันไว้ด้วยความยินดี

        กึก!!!

        โลแลนหยุดเท้าในทันทีที่มาถึงบ้าน  ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง  ที่ถูกสร้างขึ้นจากไม้สน  สีก็เป็นสีจากต้นไม้  หลังคาบ้านเป็นทรงแหลมที่สร้างมาจากท่อนซุงหลายท่อน  นำมาผูกเรียงกันจนแน่น  (เชื่อเถอะมันกันฝนได้) ถูกทาสีเขียวแบบใบไม้  จนถ้าดูจากที่ไกลๆ อาจจะเห็นบ้านหลังนี้เป็นต้นไม้ทรงเหลี่ยมไปเลยก็ได้

        ด้านหน้าของบ้านมีประตูรั้วที่ทำจากไม้  ซึ่งมีความสูงพอเสมอกับเอวของโลแลนพอดี  ถูทาด้วยสีขาวเรียงยาวคุมรอบทิศทางของบ้าน  แม้โลแลนจะคิดว่ามันไม่มีประโยชน์  เพราะมันคงไม่สามารถกันขโมยขึ้นบ้านได้  ก็ลองดูจากความสูงนี่สิ  แค่เดินข้ามก็เข้าไปได้แล้ว  เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านหลังนี้จะสร้างประตูไปเพื่ออะไรกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็มีความสวยงามแหละน่า  ถือซะว่าเป็นของตกแต่งหน้าบ้านก็ได้นี่นา มันไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว

        โลแลนเดินผ่านรั้วไม้เข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านที่ทำจากพื้นไม้แกะสลัก  เขากำลังภาวนาให้แม่ของตนอยู่ข้างใน  อย่างนอนถ้าพระเจ้าอยากจะประทานของขวัญอะไรสักอย่างให้โลแลนในวันเกิด  เขาก็ขอเพียงแค่ได้เจอแม่อยู่ที่บ้านก็พอ  นั่นล่ะของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับโลแลน

        แอ๊ด!!!

        “แม่ครับ!!!....อยู่หรือเปล่า”  โลแลนเปิดประตูและเดินเข้ามาข้างในบ้าน  เขามองหาแม่จากทุกทิศทาง  แต่โลแลนก็เห็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆที่คอยทำให้บ้านแคบลงก็เท่านั้นเอง  เขาเดินวนรอบบ้านทั้งเดินหา  และส่งเสียงเรียก  แต่ก็ไร้วี่แววของแม่ นี่คงเป็นคำตอบแหละ  “เฮ้อ...ยังไม่กลับแฮะ” โลแลนถอนหายใจเพื่อสลัดความหงุดหงิดออกจากหัว  แล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ในห้องครัว

        โลแลนโยนกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ไม้ แล้วไปเปิดตู้เย็นที่ตั้งอยู่ติดกับอ่างล้างจาน  ด้านในตู้เย็นช่างให้บรรยากาศชนบทเสียจริง  ในตู้ชั้นล่างมีแต่แอปเปิล  องุ่น และผลไม้หลากหลายชนิดนอนเรียงรายรอให้คนมาหยิบไปกินมากมาย  ส่วนด้านบนส่วนที่เป็นช่องแช่แข็งก็มีแต่เนื้อหมักที่แม่เก็บไว้ทำเป็นอาหารเช้าเท่านั้น  ใช่ๆโลแลนรู้ดี  มันก็มีสภาพแบบนี้ทุกวันแหละ  นานๆทีที่เขาจะโชคดีแบบสุดๆที่เปิดตู้เย็นมาแล้วเจอ พิซซ่า สปาเก็ตตี้  หรืออะไรหรูๆน่าทานอยู่ในตู้เย็น  นั่นมันเป็นวันที่เขาโชคดีแบบสุดๆ  แต่ก็อย่างที่บอกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นนานๆครั้ง 

        และในที่สุดเขาก็เจอของที่พอจะรองท้องได้  แต่มันก็เป็นแค่ขนมปังทาเนยสองสามชิ้นเท่านั้น  โลแลนอยากจะควักลำไส้ของตัวเองออกมาวางไว้บนหิ้งบูชาแล้วกราบขอโทษลำไส้ของตนเองที่เขาไม่สามารถหาของดีกว่านี้ลงไปให้มันย่อยได้  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้ย่อยล่ะนะ  แต่โลแลนก็พยายามหาของกินที่ลองท้องได้นอกจากขนมปังอย่างสุดชีวิต  แต่สุดท้ายก็ได้แค่คุกกี้โรยงาและโค้กกระป๋องมาเท่านั้น  ขอโทษนะเจ้าลำไส้

        โลแลนจัดการเก็บกวาดอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว  และพยายามไม่นึกถึงรสชาติที่แท้จริงของมัน  อย่างน้อยๆเขาก็ไม่อยากให้ตนเองต้องอยากกินอีก  นั่นมันแย่มากที่ไม่มีอะไรจะกิน  มีแต่ต้องรอให้แม่กลับมา  และภาวนาให้แม่มีของกินติดมือมาด้วย  มันเป็นทางเลือกเดียวในตอนนี้ที่เขามีอยู่

        ในตอนนั้นเองที่โลแลนกำลังจะกินคุกกี้ชิ้นสุดท้าย  ตรงช่องรับไปรษณีย์ที่ประตูจู่ๆก็มีซองกระดาษยื่นเข้ามา  อันที่จริงเหมือนมันจะปลิวเข้ามาเสียมากกว่า  เพราะมันมีลมอ่อนๆพัดตามซองมาด้วย

          ซองจดหมายปลิวมาตกลงที่ข้างเก้าอี้ที่โลแลนกำลังนั่งอยู่พอดี  โดยปกติแล้วเขาควรจะออกไปดูที่หน้าประตูบ้านว่าใครเป็นคนส่งจดหมายนี้เข้ามา  ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์อย่างแน่นอนเพราะ  ที่หน้าบ้านของโลแลนมีตูจดมายแควนอยู่ที่รั้วไม้  มันคงไม่มีบุรุษไปรษณีย์คนไหนขยันขนาดเอาซองจดหมายมายื่นให้ผู้รับถึงหน้าประตูหรอก  แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าสิ่งที่กล่าวมาคือสิ่งที่ควรทำ  แต่ที่ว่านั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าโลแลนไม่คิดจะลุกขึ้นแล้วออกไปดูว่าใครเป็นคนส่ง  คือเขาก็แค่ขี้เกียจ  ล่ะมั้งนะ

        “ปลิวมาถูกที่เสียด้วยแหะ...”โลแลนพูดพลางหยิบซองจดหมายที่ตกอยู่ข้างเก้าอี้ขึ้นมา “ ใครส่งมานะ”

        โลแลนจ้องมองซองกระดาษรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีครีมที่อยู่ในมือ  เขาพลิกมันไปมาเพื่อดูว่าใครเป็นคนส่งมา   แต่ทั้งด้านหน้าและหลังของซองจดหมายก็ว่างเปล่า   โลแลนรู้ดีว่ามันเป็นการกระทำที่ค่อนข้างเสียมารยาท  ที่จะแอบเปิดจดหมายของคนอื่น  แต่เฮ้  คนอื่นที่ว่าเนี่ยใครกัน  บ้านหลังนี้ก็มีแต่แม่กลับโลแลนที่อาศัยอยู่  และจดหมายก็ถูกส่งมาที่บ้านนี้  นั่นก็หมายความว่ามันอาจเป็นจดหมายที่ส่งมาถึงแม่หรือเขาก็ได้  ดังนั้นถ้าโลแลนจะเปิดอ่านสักนิดก็คงไม่เป็นไร  อีกอย่างถึงโลแลนจะมัวแต่ไปคิดเรื่องคุณธรรมความดีอะไรนั่น  และตัดสินใจว่าจะเปิดซองจดหมายอ่านดีหรือไม่  ท้ายที่สุดความอยากรู้อยากเห็นก็จะเข้าครอบงำจิตใจเขา  และก็เปิดจดหมายนี่อ่านอยู่ดี

         “ จดหมายของแม่หรือเปล่านะ?”  โลแลนพึมพำ  เขาพลิกซองกระดาษหามุมที่เปิด  และก็ใช้เล็บจิกให้กระดาษที่ติดกันเปิดออก  เพื่อที่จะได้อ่านข้อความด้านใน

        และในที่สุดซองจดหมายก็เปิดออก  โลแลนหยิบแผ่นกระดาษเล็กๆที่อยู่ข้างในซองจดหมายขึ้นมา  มันเป็นชิ้นกระดาษเล็กๆ  ที่ไม่สามารถเขียนเนื้อหาใจความยาวๆได้  คงจะเขียนได้แค่สองหรือสามบรรทัดเท่านั้น  พอเห็นอย่างนั้นโลแลนก็เกิดคิดว่า  ในบางที่นี่อาจจะเป็นจดหมายอวยพรจากใครบางคนที่เขารู้จักก็ได้  แต่เมื่อเขารองมานึกดูดีๆ  ก็แทบจะไม่มีใครเลยที่โลแลนรู้จัก  หมายถึงไม่มีที่รู้จักมากพอที่จะรู้วันเกิดของเขาน่ะ

        โลแลนกวาดสายตาไปบนตัวหนังสือที่อยู่บนกระดาษ  เพียงแค่ครั้งเดียว  ใช่อย่างที่บอก  แค่ครั้งเดียวเท่านั้น  เพราะถ้าเขากวาดสายตาอ่านตัวอักษรนี่อีกเป็นครั้งที่สอง  เขาเชื่อว่าตนเองคงจะระงับอารมณ์ที่อยากจะเผากระดาษนี้ทิ้งไม่ได้แน่ๆ

        ทำไม่งั้นหรือ  นั่นก็เพราะบนกระดาษใบนี้  มีข้อความที่นับได้ว่าเป็นประโยคสั้นๆที่สามารถนับคำได้  โลแลนบอกได้เลยว่ามันมีแค่สามคำ  ใช่แล้วคุณได้ยินไม่ผิดหรอก  แค่สามคำเท่านั้นที่ทำให้เขาอยากเผากระดาษทิ้งแล้วตามไปเผาบ้านคนเขียนด้วยซะเลย  สามคำจากคนที่โลแลนนึกไม่ถึง  และไม่อยากนึกถึง  เนื้อหาใจความทั้งหมดในจดหมายคือประโยคสั้นๆว่า

        ‘มาหาพ่อ

        แค่นั้นแหละ  โลแลนไม่ต้องบอกก็คงจะรู้สินะว่าใครเป็นคนเขียน  พ่อของเขานั่นเอง

        โลแลนไม่รู้ว่าตนเองควรจะดีใจ เสียใจ หรือว่าโกรธกันแน่หลังจากที่ได้อ่านจนหมายฉบับนี้แล้ว ถ้าเขาจะดีใจ  ก็คงดีใจที่จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายที่เขียนถึงเขา  ถ้าจะเสียใจก็อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่จดหมายที่ส่งมาเพื่อยินดีในวันเกิดของเขา  และถ้าจะโกรธนั่นก็คงเพราะจดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายจากพ่อเขานั่นแหละ

        โลแลนคบฟันและกำมือแน่น  จนเส้นเลือดขึ้นอย่างน่ากลัว  เขาไม่เคยนึกอยากได้ของขวัญที่ทำให้โมโหขนาดนี้มาก่อน  มันคงไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปมากกว่านี้อีกแล้ว  กระดาษในมือของโลแลนถูกำจนยับ  เขารู้เพียงแค่อย่างเดียวนั่นก็คือ  ในตอนนี้ เวลานี้  โลแลนอยากจะไปกระชากคอเสื้อใครสักคนมาแล้วถ้ามา พ่องี่เง่าของเขาอยู่ที่ไหน  แต่ว่าตอนนั้นเองก็มีเสียงที่หน้าประตู

        “โลแลน!...แม่กลับมาแล้ว”

        เสียงของแม่ทำให้ความโกรธจนแทบระเบิดของโลแลนสลายหายไปในอากาศ  เรื่องของพ่อที่เขากำลังนึกถึงก็กระจายหายออกไปจากหัวด้วยเช่นกัน  นั่นทำให้โลแลนใจเย็นลง  พ่อไม่สำคัญสำหรับตอนนี้  ไม่ใช่เวลานี้  เพราะตอนนี้เขาควรจะออกไปต้อนรับการกลับมาของแม่มากกว่า  โลแลนถอนหายใจเบาๆ  เขากำกระดาษอีกครั้งและยัดมันเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงยีน  จากนั้นก็ดึงปากของตนเองให้ฉีกยิ้ม  แล้วลุกไปเปิดประตูให้คนที่เขารักที่สุดที่อยู่หน้าประตูบานนั้น 

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(