The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 10 : หน่วยบัญชาการที่ 6 ชีวิตใหม่ในศูนย์วิจัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 พ.ค. 58

ตอนที่ 10 หน่วยบัญชาการที่ 6  ชีวิตใหม่ในศูนย์วิจัย

 

        ในบางครั้งคำว่า  บ้าน  ในความหมายของบางคนมันก็ไม่ได้หมายถึงบ้านที่แสนสงบสุดทั่วไป

        โลแลนแลนเพิ่งจะเข้าใจความหมายของประโยคเหล่านั้นเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วนี้เอง  หลังจากที่การตัดสินคดีของโลแลนจบลง  เซลีนก็พาเขาเดินเตอะแตะมาเรื่อยๆ  จนมาหยุดเท้าอยู่หน้าสิ่งก่อสร้างที่เธอเรียกว่าบ้าน

        เบื้องหน้าโลแลน  มีคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งอยู่  คฤหาสน์หลังนี้ทั้งกว้างใหญ่และสูงพอๆกับตึก 10 ชั้นเห็นจะได้  ตัวคฤหาสน์ดูเก่าแก่  แต่ลึกลับราวกับว่าข้างในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตอันตรายที่สามารถฆ่าโลแลนได้หากเขาไม่ระวังตัว  ด้านหน้าคฤหาสน์มีทางเดินกระเบื้องหินอ่อนปูพรหมให้เป็นอย่างดี  และรอบๆคฤหาสน์ก็มีวิวของธรรมชาติที่แสนสวยงามชวนให้นักท่องเที่ยวและนักอนุรักษ์ธรรมชาติจองตั๋วเที่ยวบินเพื่อมาชื่นชมความงดงามเหล่านี้ได้เลยทีเดียว  โลแลนเหลียวไปมองด้านข้าง  ไม่ไกลนัก  โลแลนมองเห็นคฤหาสน์ที่ดูเหมือนกันนี้ตั้งอยู่  แต่คฤหาสน์หลังนั้นดูราบเรียบและดูสะอาดกว่าคฤหาสน์ที่อยู่ตรงหน้าเขา

        “มองไปนายก็ไม่ได้ถูรับเชิญให้เขาไปอยู่ในบ้างหลังนั้นหรอกนะ  พวกหน่วยห้าน่ะหยิ่งยโสจะตายไป”  เซลีนบ่นเมื่อเห็นว่าโลแลนกำลังจ้องมองคฤหาสน์อีกหลังด้วยสายตาคาดหวัง

        “แล้วเธอไม่หรือไง...”  โลแลนบ่น

        เซลีนขมวดคิ้ว  “ฉันไม่รู้ว่านายพยายามจะเห่าอะไร  แต่นายไม่ควรไปมองบ้านคนอื่นแบบนั้น”

        “ทำไมล่ะ...?  โลแลนถามกลับ  เขาไม่คิดว่าคฤหาสน์หลังนั้นจะเป็นของสงวนขนาดที่มองก็ไม่ได้

        “เพราะนั่นหมายถึงการท้าทาย”  เซลีนลากคอโลแลนให้เดินตามเพื่อเบนความสนใจของเขาออกจากคฤหาสน์หลังสวย  และถ้ามองลึกเข้าไปอีก  ถัดจากคฤหาสน์หลังนั้นไปในความห่างที่พอๆกันนั้น  จะพบคฤหาสน์อีกหลายหลังตั้งตัวทอดต่อจากหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่ง  โลแลนจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้เข้าเพิ่งจะเดินผ่านที่พักเหล่านั้นไป  และเขาก็จำได้ว่าบ้านทุกหลังต่างมีความลึกลับที่ชวนให้คนหาเหมือนกัน

        การท้าทายในความหมายของเซลีนคืออะไร...อันนั้นโลแลนไม่รู้  แต่เขาไม่คิดว่าการท้าทายจะเป็นการกระทำที่ดีเสียเท่าไร  เขาจึงตัดสินใจละสายตาจากคฤหาสน์หลังนั้นและเดินตามแรงฉุดลากของเซลีน  ตรงหน้าเขามีประตูบานใหญ่ที่ทำจากไม้ซุงถูกปิดอยู่  ความสูงและขนาดของประตูทำให้โลแลนอดสงใสไม่ได้  ว่าประตูบานนี้มันเปิดออกอย่างไร  และใครกันที่สามารถผลักมันให้เปิดออกได้ด้วยมือเปล่า

        แต่เซลีนก็ช่วยตอบคำถามคาใจของโลแลนให้ด้วยการใช้ฝ่ามือผลักประตูเปล่าๆ  แล้วบานประตูก็เลื่อนเปิดแทบจะในทันทีที่ฝ่ามือของเซลีนสัมผัส  โลแลนไม่แน่ใจว่าประตูมันเปิดง่ายกว่าที่ตาเห็นหรือเซลีนแรงควายกว่าที่คิดกันแน่  แต่ไม่ว่าจะข้อไหนมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว  เมื่อโลแลนเห็นคนที่ยืนรอต้อนรับอยู่หลังประตูกำลังส่งยิ้มอบอุ่นมาให้เขาทันทีที่ประตูเปิดออก

        “ยินดีต้อนรับสู่หน่วยบัญชาการที่หก”  แอวีแอสเน่กล่าวต้อนรับอย่างสดใสพร้อมรอยยิ้มที่สามารถทำให้หัวใจของผู้ชายทุกคนพูดคำว่า  มีความสุข ออกมาได้  “ทำตัวตามเลยสบายนะ”

        ขีดความดีใจในระดับเลือดของโลแลนพุ่งขึ้นสูงทันที  ในทีแรกเขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีโชคขนาดที่ได้เจอกับแอวีแอสเน่อีกครั้ง  แต่ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันโชคดีของเขา  เพราะนอกจากเขาจะได้เจอเธออีกครั้งแล้ว  เขายัง...

        “อยู่บ้านเดียวกันแล้วนะ”  แอวีแอสเน่ขยิบตาให้เขา  แต่โลแลนรู้สึกเหมือนเธอกำลังยิงลูกกระสุนแห่งความสุขใส่เขามากกว่า

        “คือว่า...”  โลแลนเกาหัวอย่างเขินๆ  แต่ความเขินอายนั้นก็แตกกระจายทันทีที่เซลีนร้องอย่างดีใจ  พลางกระโดดโผเขาไปกอดแอวีแอสเน่  และทำท่าทางออดอ้อนไปมา  แบบที่ชวนให้โลแลนอยากจะวิ่งไปอ้วกที่มหาสมุทรแอตแอนติก

        “แอร์วี่!...”  เซลีนตัวเล็กกว่าแอวีแอสเน่  เธอจึงโผเข้ากอดคอคนตรงหน้าได้อย่างเต็มแรง  และดูเหมือนแอวีแอสเน่จะไม่มีท่าทีรังเกียจหรือมีอคติกับการกระทำของเด็กสาวจอมแสบด้วย

        “แหมๆ...ตายจริง”  แอวีแอสเน่หัวเราะเบาๆ  พลางเอื้อมมือมาลูบผมสีเข้มของเซลีนอย่างเอนดู  “กลับมาแล้วสินะ  เซลีน...เธอหายไปซะนานเชียว  ฉันเป็นห่วงนะรู้ไหม”

         เซลีนพยักหน้าและยิ้มให้แอวีแอสเน่  และโลแลนก็มั่นใจว่าเด็กสาวจอมแสบคนนี้ไม่มีทางทำแบบนั้นกับเขาอย่างแน่นอน  เซลีนตอบว่า  “เรื่องของฉันมันจบไปตั้งนานแล้ว...แต่ว่าพอดี”  เธอหันมาทางโลแลนพร้อมสายตากึ่งรำคาญ  “เจอเจ้าบ้าบางคนขอร้องอ้อนวอนให้ช่วยน่ะ!

        แอวีแอสเน่มองมาทางโลแลน  และยิ้มบางๆ  เธอทำปากเป็นคำว่า  เธอสินะ  โลแลนพยักหน้าตอบกลับไป  บางทีเขาอาจจะเผลอปล่อยรอยยิ้มที่ไม่ควรออกไป  เพราะเมื่อเซลีนเห็นเขาทำหน้าและสายตาอันตรายใส่แอวีแอสเน่  เด็กสาวจอมแสบก็กระโดดกางแขนออกกันเขาออกห่างจากแอวีแอสเน่

        เซลีนแยกเขี้ยวใส่เขา  “อย่ามาทำสายตาหื่นกามใส่พี่สาวของฉันนะ  เจ้าสัตว์ป่าหื่นกาม!

        “ฉันเปล่า!...”  แล้วโลแลนก็ถึงกับขมวดคิ้ว  “พะ...พี่สาว???

        แอวีแอสเน่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความมึนงงของโลแลนได้  เธอหัวเราะเบาๆและเริ่มอธิบาย

        ความโล่งอกโล่งใจมาเยือนหัวใจดวงน้อยๆของโลแลนทันที  เมื่อแอวีแอสเน่ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอกับเด็กสาวในอ้อมกอดของเธอ  ว่าความสัมพันธ์แบบพี่น้องในความหมายของเซลีนเป็นเพียงการนับถือเพราะช่วงอายุที่มากกว่า  และเพราะแอวีแอสเน่เป็นผู้รับดูแลความเป็นอยู่ของเซลีนชั่วคราว 

        “ประมาณว่า  ฉันเห็นเด็กคนนี้เป็นน้องสาวจริงๆไปแล้วล่ะ”  แอวีแอสเน่พูดพลางลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของเซลีนที่ยังคงทำท่าออดอ้อนเธออยู่แบบนั้น

        “อย่างนี้นี่เอง....”  โลแลนเผลอถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ได้รู้ความจริง  และดูเหมือนเขาจะแสดงความดีใจเกินหน้าเกินตาไปเสียหน่อย  เพราะเซลีนที่ผละออกจากอ้อมกอดเริ่มหันมาทำหน้าขยะแขยงใส่โลแลนในแบบที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว

        “เป็นสัตว์ป่าจริงๆด้วย...”  เซลีนพึมพำ

        โลแลนอาจจะได้ก่อสงครามไร้สาระกับเซลีนอีกครั้งแล้ว  ถ้าไม่ติดที่ว่าแอวีแอสนเน่ตบมือขึ้นมาขัดจังหวะไปเสียก่อน

        “พวกเราเข้าไปข้างในเลยไหม  ทุกคนต้องดีใจที่ได้เห็นสมาชิกใหม่แน่ๆ”  แอวีแอสเน่เสนอ  ซึ่งโลแลนไม่มีอะไรจะปฏิเสธอยู่แล้ว  เซลีนเองก็ได้แต่พยักหน้าให้พี่สาวก่อนจะเดินนำเข้าไปภายในคฤหาสน์  ทว่าแอวีแอสเน่กลับดึงข้อมือเซลีนเอาไว้ก่อนที่น้องสาวตัวแสบจะเดินเข้าไป  แอวีแอสเน่ส่งยิ้มห่วงใยให้เด็กสาว  “เธอไปพักก่อนเถอะ  เหนื่อยมามากแล้วนี่  หลังจากกลับมาก็คงต้องไปช่วยเรื่องคดีของโลแลนเลยให้หรือเปล่า”

        เซลีนพยักหน้า  แล้วสายตาของเด็กสาวก็แฝงแววเหนื่อยล้าขึ้นมาในทันใด  “ก็นะ...แต่ฉันได้รับมอบหายให้จับตาดูพฤติกรรมทุกฝีก้าวของนายน่ารำคาญนี่ตลอดน่ะ  เพราะงั้น...”

        “อย่างห่วงเลย  ถ้าเขายังอยู่ในบ้านก็ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอก  เดี๋ยวฉันกับทุกคนจะดูแลให้เอง...ในระหว่างนั้นเธอก็ไปนอนเอาแรงหรือไม่ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรอลงมาทานอาหารเช้าดีกว่านะ”

        ดวงตาที่บ่งบอกถึงความง่วงของเซลีนเป็นคำตอบได้อย่างดี  เธอครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลงเพราะเปลือกตาที่ไร้เรี่ยวแรงกำลังจะปิดในไม่ช้า  “ก็ดี...ถ้างั้นก็ฝากด้วย  ฉันไปล่ะ”  แต่คำว่าไปของเซลีนก็เป็นหลังจากที่เธอหันมาทำท่าปาดคอใส่โลแลนเป็นสัญญาณเตือนว่า  ถ้านายทำอะไรแผลงๆฉันจะทำให้นายเห็นนรกเลย  จากนั้นเจ้าตัวง่วงนอนของเราก็เดินลากเท้าเข้าไปในความมืดมิดของคฤหาสน์

        ทีนี้ก็เหลือแค่โลแลนกับแอวีแอสเน่เท่านั้น  เขาได้บอกหรือยังว่าการอยู่กับผู้หญิงสองคนมันไม่ใช่เรื่องดีเลย  กลับกัน  โลแลนกำลังรู้สึกอึดอัดขั้นรุนแรงอยู่

        “ไปเถอะ  ฉันจะเป็นคนพาเธอสำรวจที่นี่เอง”  แอวีแอสเน่กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนเคยก่อนจะดึงมือโลแลนให้เดินตามเข้าไปในคฤหาสน์

        ปึ้ง!...

        ทันทีที่พวกเขากล่าวเข้ามาในคฤหาสน์  บานประตูขนาดใหญ่ทางด้านหลังก็เลื่อนตัวปิดทันที  และที่น่าแปลกใจคือมันปิดเองเสียด้วย...อืม  ใช่  นั่นก็ไม่ต่างจากบ้างผีสิงดีๆนี่เอง  แสงไฟหลายดวงสว่างวาบขึ้นเมื่อโลแลนเงยหน้า  สิ่งที่เห็นตามมานั้นคือสิ่งที่ทำให้ปากของโลแลนอ้าค้างแบบที่ไม่สามารถหุบกลับดังเดิมได้  แสงสว่างสีนวลทองทำให้ภายคฤหาสน์สว่างขึ้นมันตา  เผยให้เห็นความเงางามของพื้นที่ถูกปูกระเบื้องชั้นดีที่เงาวับจนโลแลนแทบจะเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในพื้น  ในชั้นแรกมีเพียงอุปกรณ์ตกแต่งขั้นพื้นฐานของห้องนั่งเล่น  ซึ่งคฤหาสน์แห่งนี้ก็มีห้องนั่งเล่นที่ดูจะกว้างเกินไปหน่อย  ทั้งชั้นตู้หนังสือ  โซฟาที่ตั้งเรียงกันเป็นแถววนยาวและยังมีตู้ปลาขนาดใหญ่ที่สู้เกือบจะเท่าเพดานของคฤหาสน์  ภายในตู้กระจกที่เต็มไปด้วยน้ำสีฟ้าใส่ๆนั้น  ยังมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่หน้าตาดูคุ้นๆเหมือนปลาที่น่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายล้านปีก่อนผสมกับนกปีกใหญ่สักตัว  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นปลายักษ์ที่มีเกร็ดสีน้ำเงินเข้มและข้างลำตัวก็มีปักนกงอกออกมาอย่างที่ไม่ควรจะเป็น  เจ้าปลามีปีกว่ายวนไปมาในตู้กระจก  เพราะโลแลนพูดภาษาปลาไม่เป็น  เขาจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเจ้าปลาขนาดยักษ์ตัวนี้รู้สึกอย่างไรที่ต้องมาว่ายวนเวียนอยู่ในตู้กระจกตลอดเวลา

        แอวีแอสเน่วางฝ่ามือลงบนผืนกระจกใส  และเจ้าปลามีปีกก็ว่ายมาหาเธอราวกับว่ามันเข้าใจความหมายของแอวีแอสเน่  “สวัสดีเบสซี่...ออกมาข้านอกได้แล้วล่ะ  อีกไม่นานก็จะถึงเวลาอาหารแล้วนะ”

        เจ้าปลาว่ายวนเวียนอย่างตื่นเต้นก่อนจะบินออกจากตู้กระจกทางด้านบนออกมา...ใช่  เป็นอย่างที่โลแลนพูด  มันบินออกมา  บินได้คล่องแคล่วในแบบที่ปลาปกติไม่มีทางทำได้  ก่อนที่เจ้าปลาตัวใหญ่ที่บินออกจากตู้จะค่อยๆหดร่างกายให้เล็กลง  ทั้งส่วนหัวและหางของเบสซี่ค่อยๆหดเข้าหากัน  จนขนาดลำตัวของปลายักษ์ไม่ใหญ่ยักษ์อีกต่อไป  แล้วพวกเขาก็ได้ปลาน้อยน่ารักบินวนอยู่ข้างกาย

        “เหลือเชื่อเลย  นี่มัน...”  โลแลนพูดไม่ออก

        “เบสซี่น่ะ  เขาเป็นสัตว์ทดลองก็จริง  แต่ไม่มีอันตรายหรอก”  แอวีแอสเน่บอกในระหว่างที่เจ้าปลาน้อยพยายามจะว่ายหยอกล้อเล่นกับเธอ  “และก็อย่างที่เห็น  เขาเป็นมิตรและก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านเราด้วย”

        “ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว  ทำไมต้องเรียกที่นี่ว่าบ้านด้วยล่ะ”  โลแลนเอ่ยถามหลังจากที่สงใสมานาน  “ที่นี่ดูเหมือน  เอ่อ...คฤหาสน์หรือไม่ก็ที่กบดานขนาดใหญ่มากกว่า”

        แอวีแอสเน่ลูบหัวเบสซี่อย่างเอ็นดู  และเผยรอยยิ้มเจือจาง  “สำหรับพวกเราทุกคนแล้ว  ที่แห่งนี้ก็เป็นเสมือนบ้านหลังสำคัญ...ไม่ใช่แค่สถานที่ที่ให้ซุกหัวนอน  แต่เป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นในแบบที่บ้านหลังไหนๆก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้น่ะ”

        คำพูดของแอวีแอสเน่ให้โลแลนได้ฉุกคิด  ถึงที่แห่งนี้จะสวมงาม  มีแต่ความพิเศษและน่าสนุก  แต่จนถึงตอนนี้โลแลนก็ยังไม่สามารถเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าเป็นบ้านที่แสนอบอุ่นได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  อาจเป็นเพราะความสับสน  ความไม่เข้าใจ  และยังมีบางสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้  ทำให้โลแลนทำใจให้ยอมรับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่นี้ไม่ได้จริงๆ

        “อย่างห่วงเลย”  แอวีแอสเน่เปรยเบาๆ  โลแลนเผลอคิดว่าเธอสามารถมองเห็นอะไรที่ลึกซึ้งได้มากกว่าอนาคตหรือเปล่า  แต่แล้วเธอก็หันมาส่งยิ้มให้เขา  “เดี๋ยวเธอก็จะคุ้นชินกับที่นี่ไปเองนั่นล่ะ  ทุกคนที่นี่เป็นคนดีนะ  มาเถอะเราไปหาทุกคนกัน”

        แล้วแอวีแอสเน่ก็เดินนำเขาไปโดยมีปลาน้อยเบสซี่บินตามไปติดๆ

        ชั้นลอยของคฤหาสน์อยู่สูงขึ้นไปพอสมควร  ที่กลางห้องนั่งเล่นมีบันไดกว้างเผยทางขึ้นไปสู่ชั้นลอย  เมื่อขึ้นบันไดไป  โลแลนก็ได้พบแสงสว่างจากซุ้มโค้งขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นทางเข้าของห้องอะไรสักอย่าง  แอวีแอสเน่วิ่งมาดันหลังโลแลนให้รีบเดินเข้าไป  ซึ่งเขาก็ไม่ได้รังเกียจที่จะทำตามแรงผลักอ่อนๆของแอวีแอสเน่

        พรึ่บ!...

        “เอ่อ...”  โลแลนพึมพำ  เมื่อได้เห็นว่ามีอะไรที่รอเขาอยู่ในห้องรวมขนาดใหญ่บ้าง

        ผู้คนชายหญิงประมาณสิบถึงยี่สิบคนกำลังนั่งเรียงกันอยู่ที่โต๊ะยาวตั้งเป็นสี่แถว  ผู้คนหลายคนที่อายุแตกต่างกันไป  มีตั้งแต่เด็กน้อยตัวกระเปี๊ยกไปจนถึงคนชราวัยใกล้ไปสบายและวัยรุ่นหน้าโหดอีกหลายคน  และทุกคนก็สวมเสื้อคลุมสีเข้มเป็นเดียวกันหมด  ในตอนแรกทุกคนกำลังส่งเสียงร้องเล่นกันอย่างสนุกสนาน  มีหลายคนที่กำลังพยายามทำลายข้าวของภายในห้อง  ทั้งเอาอาวุธอันตรายออกมาเหวี่ยง  วางหมัดเตรียมชกกันอย่างจริงจัง  และบางคนก็กำลังนั่งหลับแบบไม่รู้ว่าคนข้างตัวกำลังจะทำลายคฤหาสน์ทิ้ง  แต่ความอลหม่านทั้งหมดก็หายไปแทบจะในทันทีที่โลแลนเอ่ยปากพึมพำเบาๆ

        ทุกคนหยุดทำกิจกรรมที่ตนกำลังทำค้างอยู่และหันมาจ้องเขม็งที่โลแลน  ห้องโถงที่แสนกว่างใหญ่ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย  ความเงียบที่เข้าปกคลุม  ทำให้โลแลนชักไม่แน่ใจว่าตัวเขาทำอะไรผิดแปลกจากชาวบ้านไปอีกแล้วหรือเปล่า  โลแลนไม่รู้สึกถึงความเป็นมิตรในสายตาที่เหล่าผู้คนที่เรียกได้ว่าอยู่บ้านเดียวกันนั้นส่งมาให้เลยแม้แต่น้อย

        แอวีแอสเน่เดินออกจาหลังโลแลนและพูดแนะนำเสียงใส  “คนผู้นี้เป็นสมาชิกใหม่ของบ้านเราล่ะ  เขาชื่อโลแลน  สตาฟเฟอร์  เป็นลูกชายของด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์ผู้คุมของเรา”

        ...

        เพราะความเงียบของประชาชนในห้องทำให้โลแลนพูดออกไปอย่างหมดความอดทน

        “ฉันเป็นมิตรนะ  เพราะงั้นขอร้องล่ะ...พูดอะไรสักนิด!

        ผู้คนชายหญิงในห้องต่างมองหากันเล็กน้อยก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่นออกมาอย่างไม่เกรงใจโซนประสาทการได้ยินของโลแลน  ตามด้วยเสียงโห่ร้องและคำนินทามากมายที่ทำให้ผู้คนในที่นี่ดูเป็นมิตรมากขึ้น

        “ฮะ  ฮ่า  ลูกชายคนใหญ่คนโตเสียด้วย!

        “เด็กคนนั้นพูดอะไรตลกดีจัง...!

        “คนใหม่อีกแล้ว  เยี่ยม!  ทีนี้เราก็ได้สมาชิกก่อความวุ่นวายเพิ่มแล้ว”

        “....ไประเบิดภูเขาน้ำแข็งกันเลย!!

        และทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  “ยินดีต้องรับเฟ้ย!...”  ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มต้นทำกิจกรรมของตนใหม่อีกครั้ง  ชายหญิงคู่หนึ่งก็กลับไปนั่งคุ้ยโม้กันกับกลุ่ม  ชายชราสองสามคนก็กลับไปนั่งเล่นหมากรุก  และอีกหลายคนที่ทำตัวเป็นปกติ  ทุกคนไม่มีทีท่าว่าจะรังเกียจโลแลนเลยแม้แต่น้อย  และนั่นก็ทำให้โลแลนเริ่มจะรู้สึกรักที่แห่งนี้มากขึ้น

        แอวีแอสเน่ขยิบตาให้เขา  “ไม่เลวเลยใช่ไหม...ทุกคนน่ะ”

        “ก็  อาจจะใช่”  โลแลนเหม่อมองเหล่าสมาชิกร่วมบ้านต่างพากันทำกิจกรรมส่วนรวมที่สนุกสนานอยู่แบบนั้นและนึกอิจฉาหน่อยๆ  “ฉันดันเป็นพวกชอบก่อความวุ่นวายเสียด้วยสิ  เลยไม่ค่อนคุ้นชินกับการอยู่อย่างส่วนรวบแบบนี้  ประมาณว่า...แนต้องทำให้ทุกอย่างที่มันดีๆอยู่แล้วพังยับเยินไปหมดน่ะ”

        ฝ่ามืออ่อนนุ่มของแอวีแอสเน่วางลงที่หัวไหล่ของเขาอย่างเบามือ  “อย่างคิดแบบนั้นสิ  มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอก...และเพื่อว่าเธอจะยังไม่รู้นะ  ที่นี่  เราทุกคนน่ะ  ชอบก่อเรื่องเป็นชีวิตจิตใจเลยล่ะ”

        เป็นครั้งแรกที่โลแลนไม่อยากจะเชื่อมนสิ่งที่เด็กสาวข้างกายของเขาพูด  มันจะมีสถานที่ที่วุ้ยวายขนาดนั้นได้จริงๆน่ะหรือ...และถ้ามันมีจริง  โลแลนก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตร่วมกับคนเหล่านั้นหรือเขาจะมีชีวิตชีวาการได้ใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นกันแน่  ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ขอด่วนตัดสินใจเรื่องนั้นจะดีกว่า

        “ยังเหลือเวลาพอสมควรกล่าวจะถึงเวลาอาหาร”  แอวีแอสเน่ตบมือเหมือนนึกอะไรบางอย่างที่น่าสนุกมากๆออก  “ถ้าอย่างนั้น...ฉันพาเธอไปหาห้องพักดีไหม”

        คำพูดเสียงหวานนั้นทำให้โลแลนไม่สามารถปฏิเสธได้ลงคอ  เขาจึงพยักหน้ากลับไป  “แล้วแต่เธอเลย  ฉันยังไงก็ได้อยู่แล้ว...”

        รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าสดใสของแอวีแอสเน่  เธอหันไปทางทุกคนที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมไร้สาระของตน  และเมื่อเธอยกมือขึ้นทุกคนก็หันมามองเธอเป็นตาเดียว  “ที่หอฝั่งชาย  ห้องให้มีพื้นที่พอสำหรับผู้มาใหม่บ้าง...สมาชิกของเราต้องการที่พักน่ะ!

        พวกผู้ชายต่างมองหากันและกันและถามกลับไปกลับมาว่า  “ห้องนายมีไหม...?

        แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลางห้องโถง  ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาโลแลนด้วยใบหน้ากึ่งก่อกวน

        “ห้องฉันยังว่างอีกที่พอดี...ไปอยู่ห้องฉันก็แล้วกัน!  ชายหนุ่มว่า  เขามีผมสีแสดตัดสั้นและดวงตาสีน้ำตาลเข้ม  ที่ใบหูของเขามีต่างหูถูกห่อยอยู่หลายจุด  และเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่สวมเสื้อคลุมสีเข้มอย่างที่ใครๆสวม  ทำให้โลแลนรู้สึกสนใจไมน้อย  ชายหนุ่มผมแดงมีรอยยิ้มแบบเด็กที่ชื่นชอบความโกลาหล  เขาน่าจะมีอายุมากกว่าโลแลนประมาณ2-3ปีเห็นจะได้  และการแต่งตัวเซอร์ๆก็เป็นตัวช่วยให้เขาดูเหมือนมนุษย์ตัวป่วนมากข้าไปอีก

        ชายหนุ่มเดนมาหยุดเท้าตรงหน้าโลแลนหลังจากเอ่ยปากประกาศบางอย่างออกไป  แอวีแอสเน่ยิ้มให้เขา  “อรุณสวัสดิ์จาเร็ต  วันนี้ตื่นแต่เช้าเลยนะ”

        ชายหนุ่มนามว่าจาเร็ตส่ายหน้าไปมาและยักไหล่  “ก็เรื่องที่ลูกชายของท่านด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์จะมา  มันโด่งดังจะตายไป  แล้วหน่วยของเราก็เป็นซะแบบนี้...ได้ข่าวเด็กใหม่ทีไร  ไม่เป็นอันกินนอกกับพอดี  นึกอยู่เหมือนกันว่าลูกชายท่านด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์จะได้อยู่หน่วยไหน  แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่หน่วยของเราอยู่ดี...ไม่ผิดคาดเลยล่ะ”

        และคนตรงหน้าก็ส่งเสียงหัวเราะไม่เกรงใจใคร  โดยที่โลแลนก็ทำได้แต่ยืนนิ่งและพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ขาดสติจนเกิดเผลอเท้ากระทืบคนตรงหน้า

        “ขออยู่ด้วยก็แล้วกันนะ  แต่ฉันยังไม่เขาใจที่นายพูดสักเท่าไร”  โลแลนกัดฟันพูด  และดูเหมือนความหงุดหงิดของเขาจะถูกชายหนุ่มจับสังเกตได้ทัน

        จาเร็ตยิ้มเจือจาง  และโบกมือให้โลแลนใจเย็นลงหน่อย  “เอาน่า  เดี๋ยวนายก็จะชอบที่นี่เองแหละ”  เมื่อกล่าวควบคุมสติของโลแลนได้แล้ว  เขาก็หันไปทางพวกเพื่อนฝูงที่กำลังจ้องมาทางพวกเขาแบบไม่ละสายตา  “เจ้าพวกแมลงสาบทั้งหลาย!  อีกไม่นานจะถึงเวลาอาหารเช้า  ถ้าพวกนายคนไหนยังไม่ได้อาบน้ำให้รีบไปกระโดดลงอ่างเดี๋ยวนี้เลย  ใครลงมาโดยที่ตัวยังเน่าอยู่  เราคงจะได้คนเลี้ยงเบสซี่คนใหม่ในสัปดาห์นี้แน่ๆ!

        คำพูดกึ่งคำสั่งของจาเร็ตทำให้พวกฝูงแมลงสาบที่เขาพูดถึงต่างพากันหน้าเสีย  ก่อนจะรีบลุกพรวดพราดออกจากที่สิงสถิตเดิมของตนวิ่งออกจากประตูด้านท้ายห้องออกไปจักการกระโดดลงอ่างตามคำสั่งของจาเร็ตทันที  ไม่เว้นแม้แต่คนแก่คนชราที่กำลังเดินถือไม้เท้าด้ามยาวและเดินเตอะแตะออกจากห้องโถงไปเป็นขบวนรถคนชรา  ดูผิวเผินมันคงจะเป็นการทารุณคนใกล้ตาย  ซึ่งโลแลนก็ภาวนาในใจไม่ให้สิ่งที่เขาคิดเกิดขึ้นจริง  เมื่อทุกคนพากันออกไปจนหมดแล้ว  ห้องโถงที่กว้างใหญ่นี้ก็ดูว่างเปล่าไปตามๆกัน  ว่างจนโลแลนเริ่มจะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนแคระในห้องของยักษ์ไปเลย

        เจ้าปลาน้อยเบสซี่บินว่อนทั่วห้องอย่างร่าเริง  ราวกับว่ามันกำลังดีใจที่ในที่สุดห้องนี้ก็เป็นของมันเสียที

        “ทีนี้เราก็ไปกระโดดอ่างน้ำกันบ้างเถอะพ่อหนุ่ม!  จาเร็ตตบไหล่โลแลนเบาๆเป็นเชิงหยอกล้อ  แต่ถึงอย่างนั้นโลแลนก็ยังเซถลาไปข้างหน้าอยู่ดี

        “เอาไงก็ได้...!  โลแลนบีบนวดต้นแขนของตัวเองอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปตอบคนเสนอความคิดที่ยืนฉีกยิ้มกวนใจให้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิด

 

        จาเร็ตพาเขาเดินตามทุกคนออกจากห้องโถงและมาโผล่ที่ทางเดินเปลี่ยวๆที่มีแสงไฟอ่อนให้แสงอยู่ตามข้างทาง  พรมแดงถูกปูอยู่ที่พื้นทางเดินยืดยาว  โลแลนรู้สึกอุ่นใจที่แอวีแอสเน่เดินตามมาเป็นเพื่อนเขาด้วย  ต่อให้เธอจะสนใจแต่เจ้าปลาน้อยเบสซี่ที่ทำท่าออดอ้อนเธออยู่อย่างนั้นก็เถอะ  โลแลนพยายามมามองการหยอกล้อเหล่านั้น  ด้วยความไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นฆาตกรฆ่าปลาบินได้แสนน่ารักของศูนย์วิจัย  จาเร็ตที่เดินนำอยู่ข้างหน้า  ตัวสูงกว่าโลแลนพอสมควร  และท่าทางองอาจของเขาก็ทำให้โลแลนนึกอิจฉาหน่อยๆที่ชายตรงหน้าเป็นคนมีความมั่นใจขนาดที่ว่า  สามารถพูดคุยกับคนจำนวนมากได้อย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ  และก็แอบนึกสมเพชตัวเองที่ทำได้แต่หลบหน้า  และก็แก้นิสัยเข้ากับคนได้ยากไม่ได้เสียที

        “นายมีคดีมาด้วยสินะสตาฟเฟอร์”  จาเร็ตพูดขึ้นลอยๆ  แต่ระดับเสียงก็ทำให้โลแลนได้ยิน

        โลแลนพยักหน้ายืนยัน  “เรียกโลแลนก็ได้  ส่วนเรื่องคดี...อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้  มั้งนะ...”

        และคนเริ่มถามคำถามก็หัวเราะออกมาเบาๆ  “สมแล้วล่ะที่เป็นหน่วยหก  ก่อเรื่องใหญ่ขนาดขึ้นศาลในวันแรกที่มาถึงแบบนี้  ไม่เลวเลยนะ...!

        “ขอบใจที่ชมนะ...”  โลแลนพุกประชดเล็กๆ  และก็ต้องพยายามไม่ใช้ไอพลังงี่เง่าที่อยู่ในตัวทำให้คนตรงหน้าหายไปแบบน่าอนาถ

        จาเร็ตโบกมือ  “ฉันไม่ได้ประชดนะ  แต่พวกเราหน่วยปฏิบัติการที่หกน่ะ  ชอบก่อเรื่องเป็นชีวิตจิตใจเลยล่ะ  แถมได้รับโทษหนักอยู่บ่อยๆด้วย  ทั้งถูกกักบริเวณ  รัยหน้าทีตรวจตราความเรียบร้อยทั้งสัปดาห์  แล้วยังมีถึงขั้นนอนในเรือนจำเลยด้วย”

        ใช่  เมื่อไม่นานมานี้ฉันก็เพิ่งไปมา  โลแลนคิด

        “ได้ข่าวว่านายทำให้สัตว์ทดลอง 370 หายไปได้ด้วยมือเปล่าสินะ”  จาเร็ตที่กำลังเรียกฝันร่ายของโลแลนกลับมาถาม  “นายนี่ไม่ธรรมดาเลย...แล้วโดนโทษอะไรเข้าให้ล่ะ?

        “ควบคุมความประพฤติในระหว่างพิสูจน์ตนน่ะ”  แอวีแอสเน่ตอบขึ้นแทนโลแลน  ซึ่งการที่เธอรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรนั้นเป็นอีกคำถามที่โลแลนอยากจะถามเธอ

        “เธออยู่ในศาลด้วยหรือ?  โลแลนเอ่ยถามตะกุกตะกักและพยายามไม่หน้าแดงเพราะคำถามของตัวเอง  แต่ถ้าแอวีแอสเน่ตอบว่า  อยู่  โลแลนคงจะไม่อยากยืนอยู่บนโลกใยนี้อีกต่อไป

        ทว่าแอวีแอสเน่กลับวาดแขนบอบบางของเธอไปในห่วงอากาศ  และลูกแก้วสีใส่ขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้น  มันลอยอยู่เหนือฝ่ามือเล็กๆของแอวีแอสเน่  โดยมีเจ้าปลาน้อยเบสซี่คอยบินวนไปวนมารอบๆมัน  “ฉันมองผ่านสิ่งนี้เอาน่ะ  ไม่ได้เข้าไปอยู่ในสถานที่จริงๆหรอก  ขอโทษด้วยนะ”

        ขอยกโทษให้แบบไม่ต้องพิจารณาคำขอร้องแสนน่ารักของจำเลย  ถึงเธอจะมองดูเขาผ่านลูกแก้วในแบบฉบับสาวน้อยพยากรณ์ผู้ลึกลับ  แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกงอนแต่อย่างใด  กลับกัน  นั่นเป็นสิ่งที่เขาพอใจ...มันก็ยังดีกว่าที่จะให้แอวีแอสเน่ไปเห็นเขาทำตัวงี่เง่าในและไร้สติในศาลนั่นแหละน่า

        “ไม่เป็นไรหรอก...”  โลแลนส่ายหน้าอย่างไม่ถือความ  ก่อนจะหันไปมองจาเร็ตที่กำลังทำท่ายิงลูกศรใส่เขา  พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มที่เหมือนจะพูดว่า  นายมันเสือร้าย  ซึ่งจาเร็ตดูจะชอบอกชอบใจกับท่าทีที่ผิดแปลกไปของโลแลน  ซึ่งคนถูกหัวเราะเยอะอย่างโลแลนก็ทำได้แค่อดทนกับการกระทำของจาเร็ตให้ถึงที่สุด  เมื่อนานเข้าโลแลนจึงโผลงออกไปพลางๆว่า  “จะไปต่อได้ยังพวก...”

        คำตอบของจาเร็ตคือการพยักหน้าซึ่งให้ความหมายเป็นคำตอบว่า  ได้ และพ่อหนุ่มอารมณ์ดีก็เดินนำหน้าไปพร้อมสีหน้าเบิกบานใจที่ได้กลั่นแกล้งลูกชายท่านด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์ของพวกเขา

        สิ้นสุดทางเดิน  เป็นบันไดที่แยกออกเป็นสองฝั่ง  ฝั่งขวามือถูกปูพรมที่พื้นเป็นสีทอง  แสงประกายเมื่อแสงตกกระทบทำให้โลแลนคิดว่ามันเป็นทองของจริงไปเสียแล้ว  อีกฝั่งหนึ่งก็ไม่ได้ด้อยกว่ากัน   บันไดทางฝั่งซ้ายถูกปูด้วยพรมสีเงิน  ที่ตัวพรมก็ส่องแสงท่อเป็นประการไม่แพ้กัน

        “บันไดทองทางฝั่งขวาเป็นหอพักชาย  ส่วนฝั่งซ้ายเป็นหอพักหญิง”  จาเร็ตอธิบาย  ก่อนจะค่อยๆเบาเสียงลงจนดูเหมือนเป็นการกระซิบเพื่อระวังไม่ให้ใครบางคนที่อยู่ใกล้ๆได้ยิน  “อย่างเผลอเดินไปเข้าหอหญิงเชียวล่ะ  ไม่อย่านั้นนายคงได้เจอนรกตลอดทั้งสัปดาห์เป็นแน่”

        แอวีแอสเน่เอาแต่เล่นกับเบสซี่จนไม่สังเกตว่าชายหนุ่มทั้งสองกำลังตั้งวงนินทาพวกผู้หญิงแบบเธออยู่  โลแลนไม่โต้เถียงความคิดเห็นของจาเร็ต  เพราะเขาเค้าใจดีว่าเพราะเหตุใดเพื่อนใหม่คนนี้ถึงพยายามเน้นย้ำและเตือนเขาเรื่องการเข้าผิดหอ  บทเรียนแรกของโลแลน  มันเกิดขึ้นที่โรงเรียนประจำของเขา  แน่นอนว่าเขาเคยอยู่โรงเรียนปะจำมาก่อน  แต่นั่นก็เป็นตอนที่เขาเรียนอยู่เกรด 8  และเขาก็เคยประสบพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายอย่างการเข้าผิดหอมาแล้ว  สิ่งแรกที่คุณจะได้รับจากพวกผู้หญิงปากไว้ไร้สติคือคำด่าสารพัดที่พวกสาวจะสาดใส่หน้าคุณแบบไม่ยั้ง  และเวลาแค่สองสามชั่วโมงก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเด็กสาวอันตรายยอมยกโทษให้ง่ายๆ...เอาเป็นว่ามันเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่เลวร้ายของโลแลนก็แล้วกัน  แม่ของเขาบอกเสมอว่าต้องทำความเข้าใจกับอารมณ์ของผู้หญิง  เพราะพวกเธอเป็นสิ่งมีชีวิตเพศแม่ที่ต้องการความทะนุดทนอม  ใช่...แต่กับผู้หญิงบางคนก็ไม่สมควรได้รับความทะนุดทนอม  ด้วยเหตุนั้นโลแลนจึงเลือกที่จะไม่ก่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง  เพราะไม่อยากรับความวุ้นวายที่จะตามมาหลังจากนั้น  ไม่เอาแล้ว...

        “อย่างห่วง  ฉันได้บทเรียนมาเยอะแล้วล่ะ”  โลแลนตบบ่าผู้หวังดีเบาๆและให้คำมั่นว่าเขาจะไม่มีทางก้าวเท้าเข้าไปในหอหญิงเด็ดขาด  สร้างความพึงพอใจให้ผู้หวังดีไม่น้อย

        จาเร็ตพยักหน้าอย่างชื่นชม  ก่อนจะตั้งคำถามขึ้นมาข้อหนึ่ง  “เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราควรจะไปทางไหนดีล่ะพ่อเด็กใหม่”

        “ทางขวา”  โลแลนตอบคำถามระดับเด็กอนุบาลของจาเร็ต  แต่ในตอนนั้นเองแอวีแอสเน่ก็พูดแทรกขึ้นว่า

        “ทางซ้าย!  เสียงของเด็กสาวผู้พยากรณ์แหลมสูงผิดปกติ  จนทำให้ทั้งโลแลนจะชายหนุ่มที่ยืนข้างตัวต้องหันไปมองท่าทางผิดแปลกของเด็กสาวหน้าใสข้างๆ  และนั่นก็ทำให้แอวีแอสเน่ต้องรีบอธิบายความหมายของสิ่งที่พูดทันที  “คือ..ฉันอยากจะไปดูเซลีนเสียหน่อยน่ะ  เพราะพอพ้นโทษจากเรือนจำแล้วก็ต้องไปช่วยคดีของโลแลนก็เลย  คงจะได้หลับจนลืมอาหารเช้าแน่ๆ...ฉันจะไปดูหน่อยนะ”  ว่าแล้วก็ไม่รอช้า  เด็กสาวรีบก้าวขาขึ้นบันไดฝั่งซ้ายไปในทันที  โดยทิ้งสองหนุ่มให้มองหน้ากันตาปริบๆ  บ่งบอกว่าทั้งสองก็มึนงงพอๆกัน

        แล้วจาเร็ตก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้  เขาถามว่า  “เซลีน?  เมื่อกี้แอร์วี่บอกว่าเซลีนไปช่วยนายทำคดีในชั้นศาลอย่างนั้นหรือ?

        “ใช่”  โลแลนตอบเสียงเรียบ  “แล้วมันทำไมหรือ?

        เสียงหัวเราะหึๆของเพื่อใหม่ทำให้โลแลนถึงกับชักสีหน้า  ยิ่งเมื่อได้เห็นชายหนุ่มตรงหน้าส่งรอยยิ้มกึ่งล้อเลียนมาให้เขาแล้วนั่นยิ่งทำให้โลแลนต้องคำคุมอารมณ์ของตนเองให้ถึงที่สุด

        เจ้าตัวส่งเสียงตัวเราะพูดพลางยืนหนาเข้ามาใกล้  “ร้ายไม่เบานี่สตาฟเฟอร์...มาวันแรกก็เจอสาวสวยไปสองคนเสียแล้ว”

        “สวย...?  โลแลนทวนคำพลางย้อนนึกถึงห่วงเวลาในอดีต  สาวสวยคนแรกคือแอวีแอสเน่  ใช่  ข้อนี้โลแลนยอมรับ  เธอสวยจริงและจิตใจก็สวยด้วย  เป็นผู้หญิงที่ดูดีทุกมุมมอง  แต่คนที่สองนี่...คงต้องพิจารณานานกันเลยทีเดียว  ตั้งแต่ที่มาที่นี่  เด็กผู้หญิงที่โลแลนได้พบเจอแบบจริงๆจังก็มีแค่แอวีแอสเน่กับเซลีน  และถ้าจะมีใครบอกว่าเซลีนคือคนสวยที่จาเร็ตพูดถึง  โลแลนก็ต้องขอส่ายหน้าปฏิเสธสุดชีวิต  ในสายตาของเขา  เซลีนแทบจะดูไม่เหมือนมนุษย์ด้วยซ้ำ  เธอเป็นเหมือนปืนใหญ่บ้าพลังที่พร้อมจะทำให้เป้าหมายระเบิดเป็นจุนเพียงได้พบเจอ  ดังนั้นเขาจึงของตัดนิยามของคำว่าสวยออกไปเมื่อยู่ต่อหน้าเด็กสาวจอบแสบคนนั้น...โลแลนรีบส่ายหน้าและเอ่ยปากปฏิเสธทันที  “ไม่ๆๆๆๆ...”

        การกระทำนั้นส่งผลให้คนถามถึงกับต้องขมวดคิ้ว  ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมา  “ไม่หรือ...มันใช่เลยต่างหากเล่า!  โถ  พ่อหนุ่ม  ของดีอยู่ตรงหน้าตั้งสองอย่าง  หัดขว้างเอาไว้สิ...เป็นฉันจะคว้าทั้งสองอย่างเลย”  แล้วคนพูดก็หันไปหัวเราะกับกำแพงซะเฉยๆ  บางทีรายนั้นอาจจะกู้สติกลับมาได้ยาก  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้โลแลนเปลี่ยนความคิดที่ว่า  ผู้หญิงเป็นตัวอันตรายแต่อย่างใด

        เสียเวลาไปมากกับการกอบกู้เอาสติของเพื่อใหม่กลับเข้าร่างดังเดิม  หลังจากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าขึ้นบันไดทางฝั่งขวาที่ปูพรมสีทองตลอดทาง  บันไดหักเลี้ยวเข้าทางฝั่งขาวเมื่อขึ้นไปสูงได้ที  ปรากฏซุ้มโค้งเป็นทางเขาที่กำแพงใหญ่  จาเร็ตพาเขาเดินเข้าไปในซุ้ม  แล้วแสงสว่างของแสงอาทิตย์ก็เริ่มมีมาใหม่เห็น  เนื่องจากข้างทางด้านหนึ่งเป็นเพียงกระจกใสที่สามารถมองออกไปด้านนอกได้อย่างอิสระ  และแสงที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาก็เป็นสัญญาณปลุกพวกตัวขี้เกียจทั้งหลายให้ลุกออกจากเตียง  แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีจุดที่คาใจอยู่เหมือนกัน

        “แสงสว่างพวกนี้มาจากไหนน่ะ  ขั้วโลกเหนือไม่น่าจะสว่างขนาดนี้นี่นา”  โลแลนถามผู้นำทางที่ดูเหมือนจะยินดีที่ได้รับคำถามเชิงวิชาการของโลแลน

        คนถูกถามกระแอมพร้อมวางท่า  “มันไม่ใช่แสงของด้วงอาทิตย์จริงๆหรอกนะ  แต่เป็นแสงที่เกิดจากแหล่งพลังของศูนย์วิจัย  แหล่งพลังงานชั้นยอดที่ไม่มีวันหมด  ต้องขอบคุณพวกนักวิทยาศาสตร์บ้าการทดลองทั้งหลายที่หมกตัวคิดค้นแหล่งพลังงานนี้อยู่ตลอดเวลาแบบไม่รู้จักหลับจักนอนล่ะนะ...จะว่าไปแล้ว  พ่อของนายก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยนะ”

        โลแลนได้แต่หัวเราะแฮะๆกับคำอธิบายของชายหนุ่มนักวิชาการ (จอมปลอม)  เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องน่ายินดีเสียเท่าไรที่ได้รู้ว่าพ่อของตนกลายเป็นมนุษย์ไฟฟ้าไปเสียแล้ว

        “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ  แต่ฉันจำได้ว่าที่นี่ไม่มีหลังคาไม่ใช่หรือ  แล้วฉันก็ยังมองเห็นก้อนเมฆอยู่เลย”  โลแลนเดินไปส่องดูท้องฟ้าในยามเช้าที่บานกระจกใหญ่  ก้อนเมฆที่ไม่รู้ว่าเป็นข้องจริงหรือไม่ก้อนหนึ่งลอยอยู่เหนือหน่วย 6  และก้อนเมฆพวกนั้นก็ดูเหมือนก้องเมฆของจริงทุกประการ

        “ก็มันเป็นของจริงน่ะสิ!  ดานบนเหนือศูนย์วิจัยน่ะถูกปกคลุมไปด้วยม้านพลังบางๆที่เกิดจากผู้มีพลังจิต”  จาเร็ตโผลงออกมา  ก่อนเจ้าตัวจะยมมือขึ้นปิดปากของตัวเองและส่ายหน้าไปมาเหมือนจะกล่าวโทษตนเอง  “แย่จริง...ขอโทษนะที่เผลออ่านใจนายโดยไม่ได้ขออนุญาต”

        คำพูดของจาดเร็ตทำให้คิ้วของโลแลนขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ  “อ่านใจ?...นายพูดเรื่องอะไรน่ะ”

        “พลังของฉันน่ะ”  จาเร็ตบอกมือก็เกาหัวแบบเขินๆ  “พอมีเรื่องอยากรู้ทีไร  มันก็ทำงานเองอยู่เรื่อย...เพราะงั้นเมื่อกี้ฉันถึงเข้าใจสิ่งที่นายสงใสไงล่ะ”

        “อ่า...”  โลแลนมองคนตรงหน้าอย่างหวากระแวง  และโซนสมองของเขาก็ทำการประมวลผลความเป็นไปได้ของพลังที่จาเร็ตมีอย่างถี่ถ้วน  พลางนึกส่งใส  ในเมื่อจาเร็ตอ่านใจคนได้  ถ้าอย่างนั้นชายหนุ่มคนนี้อาจใจโลแลนไปแล้วกี่ครั้งกัน  โลแลนกระแอมเบาๆและเริ่มตั้งคำถาม  “คือ  ถ้านายอ่านใจได้จริง  นายพอจะรู้ไหมว่าฉันคิดอะไรอยู่ในตอนนี้”

        จาเร็ตเลิกคิ้ว  สายตาเต็มไปด้วยความสนใจ  “เห...น่าสนุกนี้!

        จาเร็ตจ้องเขามาในตาของเขา  ความมุ่งมั่นปนความสนุกส่องประกายอยู่ในดวงตาสีเข้มคู่นั้น  โลแลนพยายามนึกถึงเรื่องที่ไม่ควรนึกถึงเอาไว้ในใจ  แล้วจาเร็ตก็ส่ายหน้าไปมา  ใบหน้าของเขาส่อให้เห็นว่าเจ้าตัวกำลังมึนงง

        แล้วเข้าก็พูดด้วนน้ำเสียงเหลือเชื่อว่า  “นายคิดว่าอาเธอร์เป็น...นั่นแหละ  ให้ตายสิ  ทั้งชีวิตนี้ฉันเพิ่งเคยเห็นความคิดหลุดโลกแบบนายเป็นครั้งแรกเลย!

        ของจริง...พลังของจาเร็ตได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการจากความคิดใฝ่ต่ำของโลแลนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  และความแม่นยำในการอ่านใจของเขาก็เริ่มจะทำให้โลแลนไม่ไว้ใจชายหนุ่มข้างกายมากเข้าไปอีก

        “เอ่อ  จาเร็ต...”  โลแลนเรียกให้เพื่อนที่กำลังติดลมบนกลบมามีสติ  และถามคำถามคาใจออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักไร้ความมั่นใจ  “นายอ่านใจฉันไปกี่ครั้งแล้วเนี่ย...”

        จาเร็ตแลบลิ้นเป็นการขอโทษล่วงหน้า  “ก็หลายอยู่...”

        โลแลนหน้าซีดทันที  “แล้วนายรู้อะไรไปบ้าง...”

        คนถูกถามใช้นิ้วเคาะหน้าผากเบาๆเหมือนจะเรียกความทรงจำบางส่วนกลับมา  “ก็อย่างเช่นเรื่องที่นายคิดว่าที่นี่มันวุ่นวายเกินไป  เรื่องที่นายอิจฉาเบสซี่ที่ได้เล่นกับแอร์วี่มากเกินไป  เรื่องที่นายคิดว่าเซลีนสวยจริงแต่ทำปากแข็งไม่ยอมพูด  แล้วก็...”

        โลแลนยกมือขึ้นห้ามคนที่กำลังเปิดโปงความจริงทั้งหมดของเขาออกมาแบบไม่ใส่ใจความรู้สึกคนฟัง   ที่ตอนนี้อยู่ในร่างที่สภาพไม่ต่างไปจากวิญญาณ  “พอเถอะ...พอแล้วล่ะ”

        ต้องขอบคุณจาเร็ตที่ห้ามไม่ให้โลแลนเอาหัวที่เต็มไปด้วยสมองเน่าๆของตนเองไปโขกกับกำแพงเล่น  เพราะความอับอายระดับนานาชาติ  ที่ถึงจะทำอย่างไรก็ไม่มีวันลืม...

        “ใจเย็นๆน่า  ฉันไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครหรอก”  คำพูดให้สัญญาของเพื่อนใหม่ทำให้โลแลนต้องเงยหน้าขึ้นไปมองผู้กุมความลับของตนหวังจะของคุณที่ไม่เอาความอับอายของเขาไปเผยแพร่ให้สาธารณะชนชาวศูนย์วิจัยได้รับรู้  แต่แล้วความคิดในแง่ดีเหล่านั้นก็ต้องแต่กระเจิงเมื่อคนที่ดูเหมือนจะเป็นคนดี  มีน้ำใจในตอนแรกพูดต่อ  “มั้งนะ...”

        หลังจากนั้นโลแลนก็ทำท่าเป็นหิ่งห้อยคิดถึงกองไฟ  ได้แต่เดินลากขาตามผู้กุมความลับของตนไปตามทางเดินที่ท่อไปด้วยแสงสว่าง  โดยผู้ที่เดินนำหน้าก็ดูเหมือนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษที่ได้ข้อมูลน่าอับอายของใครบางคนที่หน้าคล้ายๆโลแลนมาไว้ในกำมือ

        วิวทิวทัศน์ภายนอกไม่ได้ทำให้โลแลนนึกอยากหันไปยิ้มให้พวกมันเลย  ซึ่งที่เป็นแบบนั้นก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านใจคนเก่งของเราอย่างจาเร็ตคนนี้ที่ทำให้ความมั่นใจทั้งหมดที่อยู่ในตัวของเขาละลายหายไปเมื่อถูกอ่านความคิด

        โลแลนเดินเป็นซอมบี้ตามจาเร็ตไปตามทางเดินที่ฝั่งหนึ่งเป็นบานกระจกที่สามารถมองออกไปข้างนอกได้  และอีกฝั่งหนึ่งเป็นกำแพงหนาที่มีบานประตูฝั่งอยู่ในกำแพง  แสดงให้เห็นว่านั่นคือทางเข้าห้องอะไรสักอย่าง  รำดับเลขห้องถูกติดอยู่บนบานประตู  ซึ่งไล่นับไปตั้งแต่หนึ่งและต่อทอดยาวไปเรื่อยๆ  และในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องหมายเลข 7  และตัวเลขเจ็ดหนาๆที่ติดอยู่ที่ประตูไม้ที่ดูใหม่และสะอาดเอี่ยมก็สะดุดตาเอามากๆ

        “เรามีห้องพักทั้งหมดยี่สิบห้อง  และนอนพักห้องละห้าคน...ที่จริงห้องอื่นมันก็ยังว่างอยู่หรอกนะ  แต่พวกเราไม่นิยมนอนกินพื้นที่ห้องน่ะ  ก็เลยจักระบบการนอนให้เป็นระเบียบ  อย่างที่เห็นห้องหมายเลขเจ็ดนี่เป็นห้องพักชายห้องล่าสุดที่เพิ่งจะเต็ม”  จาเร็ตหันมามอง  เหมือนจะบอกว่าโลแลนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มันกลายเป็นอย่างนั้น  “ นายก็เป็นสมาชิกคนล่าสุดของห้องล่ะนะ...เอ้า!  ฉันจะแน่นำเพื่อนร่วมห้องให้รู้จัก”

        จาเร็ตเปิดประตูออก  พวกเขาเข้าไปภายในห้องพักหมายเลข 7 และก็พบว่าสมาชิกร่วมห้องทั้งหมด  ได้นั่งอยู่บนเตียงของตนและส่งรอยยิ้มที่แสดงถึงความเป็นมิตรมาให้ผู้ที่เพิ่มมาถึง

        “โย่!...มาแล้วสินะเด็กใหม่”  ชายผอมก้างคนหนึ่งเอยทักโลแลน  เจ้าตัวยังคงนั่งจมปรักอยู่บนเตียงนอนติดริมหน้าต่าง  เขามีผมและตาสีเข้มคล้ายโลแลน  และอายุก็คงจะพอๆกัน  ติดที่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีผิวคล้ำและร่างกายที่ผอมบางไร้เนื้อหนัง  และการแต่งตัวแบบเด็กช่างของเขาก็ไม่ได้ทำให้ตัวเด็กผอมก้างคนนี้ดูสะอาดขึ้นเลยแม้แต่น้อย  “ฉันชื่ออดัม  เทย์เลอร์  ยินดีที่ได้รู้จักนะ!

        “เช่นกัน...”  โลแลนมองคนที่ส่งสียงทักทายอย่างงงๆเพราะยังปรับตัวกับผู้คนไม่ค่อยทัน  เขาเหลือไปเห็นใครคนหนึ่งที่มีผมสีทรายแสนคุ้นเคยที่กำลังลุกพรวดพราดออกจากเตียงที่อยู่ต่อจากอดัมแล้วพุ่งพร้อมท่ากอดในแบบฉบับอาเธอร์รัด

        “ให้ตายสิ!  เหลือเชื่อที่นายยังอยู่ดี  แล้วก็เหลือเชื่อดด้วยที่นายผ่านการตัดสินคดีมาได้”  อาเธอร์ยังคงกอดรัดต้นคอของโลแลนแน่น  จนผู้ถูกกอดอย่างโลแลนเริ่มรู้สึกว่าอากาศหายใจกำลังจะหายไป  เมื่ออาเธอร์เริ่มจะรู้สึกได้ว่าอาการขาดอากาศของโลแลนกำลังแย่ลง  เจ้าตัวจึงยอมผละออก  แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกสยองที่ติดบริเวณแขนก็ไม่ได้ทำให้อากาศหวาดผวาของโลแลนดีขึ้น  อาเธอร์ทำท่าเหมือนจะร้องไห้โฮใส่หน้าเขา 

        เมื่อเห็นเช่นนั้นโลแลนจึงรีบยกมือขึ้นห้ามสิ่งที่อาเธอร์คิดจะทำ  “ถ้านายร้องฉันจะถีบนายส่งไปดาวพลูโตซะเลย...”

        น้ำเสียงกึ่งข่มขู่และแฝงแววจริงจังของโลแลนทำให้อาเธอร์ต้องสูดจมูกยกใหญ่เพื่อไม่ให้น้ำตาที่คลออยู่ในเบ้าตาไหลออกมา

        “คึกคักดีนะพวกนาย  ดูเหมือนว่าจะรู้จักกันมาก่อนสินะ”  เสียงหนึ่งที่ฟังดูหนักแน่นในแบบของชายหนุ่มเต็มวัยทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ผู้พูด  ชายหนุ่มผมสีทองอ่อนตัดสั้นแบบรองทรงสูง  และดวงตาสีเขียวน้ำทะเลดูเท่ขึ้นมาในทันที  ชายคนนี้น่าจะอายุราวๆ17-18ปีโดยประมาณ   เมื่อมันเป็นภาพลักษณ์ของคนตัวสูงที่มีหุ่นล่ำสันของชายหนุ่มในชุดไปรเวตที่เดินเข้ามาทักทายพวกเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆและสีหน้าท่าทางเป็นมิตรที่แฝงไปด้วยความหนักแน่นแบบผู้นำ  ร่างที่ดูดีนั้นกำลังยืนอยู่ข้างเตียงของตนซึ่งก็คือเตียงตรงกลางที่อยู่ต่อไปจากเตียงของอาเธอร์  “ยินดีต้อนรับน้องใหม่  ฉันได้ยินเรื่องของนายมาพอสมควรเลยล่ะ  ชื่อโลแลนสินะ...”

        ชายหนุ่มหุ่นดีเผยรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก  “ฉันชื่อลูธ  อาเดล...ยินดีที่ได้รู้จักนะลูกชายของด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์”  คำชื่นชมที่หยุดจากปากของหนุ่มผู้ดูดีทำให้โลแลนรู้สึกไร้ค่าไปตามๆกัน  ลูธผายมือไปทางเตียงนอนริมสุดที่อยู่ติดกำแพง  เนื่องจากพื้นที่ห้องไม่ได้กว้างมากนักห้องนอนจึงถูกทำเป็นรูปแบบวงกลมและที่นอนก็จะวนต่อกันทำให้เตียงริมสุดอยู่ติดกำแพง  และตัวห้องก็ถูกแยกออกไปด้านข้างเป็นพื้นที่นันทนาการที่มีทั้งตู้หนังสือ  โทรทัศน์ทีจอฉายภาพสามมิติแบบที่สามารถดูหนังหรือเล่นเกมต่อสู้ให้มันกันไปข้าง  และถัดจากโซนห้องนันทนาการไปก็เป็นห้องน้ำรวมที่ใช้ร่วมกัน   ห้องนี้ถือว่าน่าอยู่พอสมควร  สิ่งขิงเครื่องใช้ก็มีครบทุกอย่าง  โลแลนเหมือยมองไปตามมือที่ผายไปทางเตียงริมสุด  ลูธกล่าวว่า  “เตียงนั้นเป็นของนายเลย...ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวรวมถึงเสื้อผ้ามีอยู่ที่หีบปลายเตียงหมดแล้วล่ะ”

        โลแลนพยักหน้ามึนๆ  ใจหนึ่งเขาอยากจะกระโดดลงบนเตียงนอนนุ่มๆตรงหน้าแล้วหลับไปลึกไปเลย  เพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานทำให้ร่างกายของเขาแทบจะร้องเรียกหาเตียงนอนอยู่ตลอดเวลา  แต่ก่อนที่เขาจะได้ผ่อนคลายตามใจตนเอง  มือใหญ่ของจาเร็ตก็ดึงตัวเขาเอาไว้พลาง  บอกให้รู้ถึงสิ่งสำคัญที่โลแลนต้องไปทำในตอนนี้ก่อน

        “นายต้องไปกระโดดลงอ่าง  อย่างที่ฉันบอก...อีกไม่นานจะถึงเวลาอาหารเช้าแล้ว  นายไม่ควรพลาดอาหารมื้อแรกในหน่วยบัญชาการที่หก!

        โลแลนมองหน้าคนพูดที่ดูเหมือนจะอารมณ์ดีแบบสุดๆ  ต่างกับเขาที่ใบหน้าไม่หลงเหลือสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์อีกต่อไปแล้ว  โลแลนอยากจะปฏิเสธเพราะร่างกายของเขาเริ่มจะอ่อนระทวยขึ้นทุกที  เขาหันไปหาเพื่อนร่วมห้องที่เหลือหมายจะถามความคิดเห็น  และทุกคนก็พยักหน้าหงึกๆอย่างพร้อมเพียง  ซึ่งโลแลนก็พอจะเข้าใจ  ว่าไม่ใครเข้าข้างร่างกายแบบซอมบี้ของเขาเลยสักคน

        สิ่งสุดท้ายที่เขาทำได้ก็คือการถอนหายใจยืดยาว  และพยักหน้ารับคำสั่ง  “ก็ได้ๆ...แต่ฉันอยากกลับไปกินอาหารของแม่มากกว่า”

        คำบ่นสุดเซ็งของโลแลนทำให้พวกเพื่อนร่วมห้องต่างมองหน้ากัน  ก่อนจะปล่อยเสียหัวเราะออกมาดังๆ

        อดัมถึงกับนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง  มือก็กุมท้องเอาไว้  “นายนี่ตลกจัง!

        “อาหารของแม่หรือ?  น่ารักดีนี่...จะว่าไปฉันก็ไม่ได้เจอคุณไวโอล่ามาตั้งนานแล้วนะ”  คนที่ดูดีที่สุดในห้องพึมพำเบาๆ  ก่อนที่เจ้าตัวจะสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาแล้วก็นั่งคุยตอบโต้กับเสียงหัวเราะที่ไม่หยุดของอดัมที่ยังกลิ้งไปกลิ้งมาไม่เลิก  อาเธอร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็แค่ยิ้มแห้งๆ...คนนี้ไม่ค่อยสื่อความหมายสักเท่าไร  โลแลนจึงตัดสินใจปล่อยอาเธอร์ออกจากสายตาไป  แล้วฝ่ามือของคนที่อยู่ข้างหลังก็ตบหัวไหล่ของโลแลนเบาๆ  เมื่อหันกลับไปก็ได้พบจาเร็ตกำลังยืนพยักหน้าเป็นเชิงล้อเลียนอยู่ด้านหลัง

        การได้เห็นเด็กหนุ่มผมแดงคนนี้ทำหน้าและท่าทางอย่างนี้มันทำให้ความหงุดหงิดของโลแลนพุ่งขึ้นไปสู่จุดสูงสุด   แล้วก็  บึ้ม!... เห็นนายทำหน้าแบบนั้นแล้วมันชวนให้หงุดหงิดเฟ้ย!...มีอะไรก็พูดออกมาตรงเด้!  โลแลนแทบจะตะโกนใสคนที่อยู่ด้านหลังที่พยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา

        “อย่างไปแกล้งเขาสิ  จาเร็ต...”  อาเธอร์ที่ยืมองเหตุการณ์อยู่ตรงหน้าดุคนที่อยู่ข้างหลังโลแลน  พร้อมทั้งทำท่ากอดอกไม่พอใจ

        “ก็ดูร่าเริงดีออกนี่อาเธอร์  ไม่เห็นเป็นไรเลย”  ลูธนั่งเท้าคางลงบนเตียงของตนพลางมองภาพการกัดกันของโลแลนกับจาเร็ตแล้วออกความคิดเห็นเรียบๆ  แสดงให้เห็นถึงความรักสงบ  “สนิทกันเร็วดีนะ...”

        อดัมที่ตอนนี้หยุดกลิ้งตัวไปมาแล้ว  หันมาพยักหน้าเห็นด้วยกับตำพูดของชายหนุ่มผู้ดูดีโดยไม่เสนอความคิดเห็นใดๆต่อจากนั้น  อาเธอร์จึงทำได้แค่ส่ายหน้าพลางเอื้อมมือกุมขมับของตนกับท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเพื่อนร่วมห้องทั้งสอง  และปล่อยให้โลแลนกับจาเร็ตส่งสายตาโต้ตอบกันอยู่อย่างนั้น

 

        โลแลนใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการจักการธุระส่วนตัว  ทั้งอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า  เขาพบว่าเสื้อผ้าแบบสบายๆของทางศูนย์วิจันนั้นเป็นขนาดที่พอเหมาะกับตัวเขาพอดี  และมันก็ใส่สบายเอามากๆ  ถึงเขาจะไม่มั่นใจว่ามันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วก็เถอะ

        กระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าห้องน้ำกำลังสะท้อนภาพโลแลนในแบบใหม่  เขาสวมเสื้อตัวใหม่ของศูนย์วิจัย  เป็นเสื้อยืดแขนยาวที่ถูกทันด้วยเสื้อหนังตัวนอกและกางเกงขายาวสีเข้มในแบบฉบับเด็กเถื่อนตามข้างถนน  และความอบอุ่นที่ได้จากเสื้อผ้า  ก็ทำให้โลแลนไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อคลุมสีเข้าที่อาเธอร์ให้มาอีกต่อไป  ปอยผมยุ่งเหยิงที่เคยปิดหน้าผากถูกเปิดขึ้นเล็กน้อย  แต่เอกลักษณ์เด็กเซอร์ของเขาก็ไม่ได้หายไปไหน...ถึงยังไงเขาก็ยังธรรมดาอยู่ดี

        โลแลนเผลอถอนหายใจกับความคิดไร้สาระของตนเอง  เขาดึงเสื้อคลุมมาพาไว้ที่บ่าและเดินไปรวมตัวกับทุกคนที่นั่งรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล็กขนาดเล็ก

        ซูด!...

        เสียงที่พร้อมใจกับดื่มอะไรบางอย่างที่อยู่ในแก้วน้ำหลากสีสันของเพื่อนร่วมห้องทุกคนทำให้โลแลนหยุดชะงักเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า

        “นี่พวกนาย...ทำอะไรน่ะ”  โลแลนชี้ไปที่แก้วน้ำที่ทุกคนกำลังตั้งสมาธิกับการดื่มกินของเหลวที่อยู่ในแก้ว  พลางถามเสียงอ่อน  และเมื่อลองเพ่งสายตามองดูดีๆ  เขาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่พวกเพื่อนของเขากำลังดื่มกันอยู่นั้นคือนมสด...อืม  ที่นี่เขามีทำเนียมพร้อมใจดื่มนมกันหรือไงนะ...?  โลแลนได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองในขณะที่มองเพื่อนร่วมห้องกระดกดื่มของเหลวในแก้วเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนที่ทุกคนจะวางแก้วในมือและส่งเสียงฮ่า!...ดังๆ  ทำเหมือนว่าพวกเขาเพิ่งจะดื่มของมึนเมาหรือไม่ก็อะไรที่ชวนให้ดูดีในแบบของลูกผู้ชาย  สุดท้ายโลแลนก็แค่เอ่ยถามลอยๆว่า  “นั่นมันนมอะไรน่ะ...แล้วพวกนายต้องมีท่าดื่มมากขนาดนั้นเลยหรือไง?

        จาเร็ตฉีกยิ้มแบบมึนๆ  ซึ่งนั่นก็ทำให้โลแลนสงใสว่าการดื่มนมมันทำให้คนขาดสติได้ด้วยหรือ  คนที่มีท่าทางเหมือนคนเมานมสดลุกขึ้นและเดินมาตบบ่าโลแลนแบบลูกผู้ชายเข้าใจกันดี  ก่อนที่เจ้าตัวจะยื่นแก้วในมือขึ้นมาให้โลแลน  สายตาก็พยักพเยิดให้โลแลนรับแก้วไป  “ดื่มซะน้องชาย...นายจะได้เป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง!

        สมาชิกที่เหลือที่กำลังคาบแก้วเปล่าคาไว้ที่ปากก็พร้อมใจกันหันมาพยักหน้าพลางส่งเสียงในลำคอเบาๆ  “อือๆ...”

        ให้มันได้อย่างนี้สิ...โลแลนก้มลงมองของเหลวสีขาวขุ่นที่เคลื่อนตัวเบาๆอยู่ในแก้วน้ำที่จาเร็ตส่งมาให้  ในใจก็นึกสงใส  “นี่มันนมอะไร...”

        “นมแพะ...”  จาเร็ตตอบเสียงเข้มและบีบไหล่โลแลนแน่นขึ้น  และโลแลนก็รู้สึกได้ถึงความกดดันในสาตตาคู่นั้น  “ของดีเชียวล่ะ  สำหรับร่างกายที่แข็งแรงแล้วนายไม่มีสิทธิจะปฏิเสธ...นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการรับน้องใหม่เข้าห้อง  เพราะงั้น...นายต้องดื่ม!

        “อือๆ...”  สหายรักทั้งสามที่ยังคงคาบแก้วไว้ที่ปาดพยักหน้าเห็นด้วยอีกรอบ

        เยี่ยมที่สุด  รับน้องด้วยการดื่มนมแพะ...อะไรจะเป็นเพื่อนที่ประเสริฐเช่นนี้

        โลแลนรับแก้วที่มีของเหลวน่าสยดสยองลอยอยู่ภายในมาไว้ในมือ  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังส่ายหน้ารับได้กับสิ่งที่ต้องทำ...แต่จาเร็ตก็ช่วยแก้ปัญญาหาความลังเลให้เขาด้วยการยื่นหน้าเขามากระซิบเบาที่ข้างหูเป็นเชิงข่มขู่ว่า  “ถ้านายไม่ดื่ม  ความลับยิ่งใหญ่ของนายที่ไม่อยากให้ใครรู้จะได้เผยแพร่ให้ได้รู้โดยทั่วกันทั้งศูนย์วิจัย..”

        ซูด!...พรืด!...

        ไม่จำเป็นที่จาเร็ตจะต้องย้ำคำขู่ของเขาอีกครั้ง  โลแลนก็รีบยกแก้วในมือขึ้นกระดกและดื่มของเหลวที่อยู่ในแก้วลงคอทันที  โดยมีสายตาของเพื่อนร่วมห้องจ้องมาที่เขาเหมือนจะเอาใจช่วย  ซึ่งโลแลนก็รีบดื่มของเหลวรสชาติย่ำแย่ที่อยู่ในแก้วลงท้องให้เร็วที่สุด  และพยายามมาจิตนาการถึงรสชาติที่แท้จริงของมัน  นี่เป็นคำเตือน...นมแพะที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่ใครๆก็บอกว่ามันดีนักดีหนา  มันไม่ได้มีรสชาติน่าลิ้มลองอย่างที่ใครๆคิดเลย  มันอะไรที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่โลแลนเคยเอาเข้าเป็นปากมา

        “เยี่ยมมากเด็กใหม่!  จาเร็ตประกาศเสียงดัง  ทำให้เพื่อนๆที่นั่งต้องร้องเฮ!ออกมาดังๆเป็นการชื่นชม  หลังจากที่โลแลนดื่มของเหลวรสชาติเหมือนเมือกสัตว์ทดลองหมดแก้ว  จาเร็ตดึงแก้วออกจากมือของโลแลนที่ตอนนี้เริ่มจะรู้สึกมึนๆขึ้นมาบ้างแล้ว  ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะความไม่คุ้นชินในรสชาติอันตรายของนมแพะที่เพิ่งจะดื่มไป  “ขอต้อนรับโลแลนเป็นสมาชิกของบ้านอย่างเป็นทางการ  เขาได้ดื่มเครื่องดื่มที่ได้มากจากสัตว์ทดลองตามทำเนียมแล้ว...!

        คำประกาศน่ายินดีของจาเร็ตทำให้โลแลนแทบจะสะดุ้ง  “นะ  นะ  นายบอกว่า  นมนี่มาจากไหนนะ...?  โลแลนถามเพื่อความมั่นใจ  และภาวนาในใจ  ขอให้สิ่งที่เขาคิดไม่เป็นจริง...

        แต่แล้วจาเร็ตก็ชูหัวแม่มือให้เขาและฉีกยิ้มร่า  “จากสัตว์ทดลองไงล่ะ!

        โกหก!!...โกหกๆๆๆ

        แล้วจู่ๆโลแลนก็รู้สึกว่าน่องขาไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ  บางทีเขาอาจจะวิ่งกลับเข้าไปในห้องนำแล้วก็ล้วงคอเอาสิ่งที่เพิ่งจะดื่มไปเมื่อครู่ออกจากระเพาะอาหาร  แต่ขาของเขาก็ทรยศ  โลแลนนั่งแหมะลงกับพื้นเหมือนกองขยะไร้ค่ากองหนึ่งที่พบเห็นได้ตามท้องถนน  เพื่อนๆต่างมองหน้ากันอย่างเป็นห่วงกลัวว่าโลแลนจะจิตตกที่ดื่มผลผลิตของสัตว์ทดลองเข้าไปโดยไม่รู้ตัว  จะมีก็แต่จาเร็ตที่ยืนคล้ำหัวเขาและปล่อยเสียหัวเราะไม่เกรงใจใส่คนที่กำลังจิตตกต่ำอย่างโลแลน

        “นายโอเคไหม...โลแลน”  อาเธอร์ส่งเสียงถามหลังจากที่โลแลนเงียบไปนาน

        แต่ก่อนที่อาเธอร์จะทันได้ปลอบใจอะไรต่อจากนั้น  โลแลนก็ลุกพรวดขึ้นและกระชากคอเสื้อจาเร็ตแบบหาเรื่องก่อนจะตีหน้ายักษ์ใส่คนที่กำลังหัวเราะไม่ยอมหยุด  ถึงแม้ว่าจะถูกโลแลนกระชากคือเสื้อก็ตาม  “ไหนนายบอกว่ามันเป็นนมแพะไง!  โลแลนโวยวาย

        จาเร็ตยกมือขึ้นสองข้าง  แสดงให้เห็นว่ายอมแพ้กับความโหดของโลแลน  แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ถูกกระชากคอเสื้อก็ยังเสนอหน้าแก้ตัวได้หน้าตาเฉย  “ฉันพูดว่านมแพะ...และมันก็นมแพะจริงๆ  แต่แค่ว่าแพะตัวนั้นเป็นสัตว์ทดลองก็เท่านั้นเอง...”  และผู้ที่กำลังหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองก็แสร้งทำหน้าใสซื่อ  “อะไร..นายคิดว่าที่นี่จะมีแต่สัตว์ธรรมดาตามธรรมชาติหรือไง  รู้ไว้นะโลแลน..ที่นี่คือศูนย์วิจัยที่เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์เสียสติ  ดังนั้นอาหารที่เรากินกันส่วนใหญ่ก็มีแต่ผลผลิตที่ได้มาจากสัตว์ทดลองทั้งนั้นแหละ...และแพะตัวนี้ก็น่ารักมากด้วยนะ”

        คนที่กำลังถูกกรากคอเสื้อหันไปของความช่วยเหลือจากเพื่อนที่พากันนั่งติดมุมเหมือนพยายามจะหนี  และเพื่อนจึงพากันพยักหน้าหงึกๆเหมือนจะบอกว่าสิ่งที่จาเร็ตพูดเป็นความจริง...แต่มันก็สายไปแล้ว  โลแลนรู้แล้วว่าเขาดื่มอะไรไป  ยังไม่นับเรื่องรสชาติที่แสนย่ำแย่  และยังถิ่นที่มาของมันอีก  โลแลนกำคอเสื้อ ของเพื่อนที่ส่งยิ้มแห้งๆมาให้เขา..สีหน้าของของจาเร็ตจากที่ดูร่าเริงเริ่มเปลี่ยนเป็นความมึนงง  คนถูกกระชากคอเสื้อจึงก้มลงมามองใกล้ๆว่าคนที่กำลังจิตตกอย่างโลแลนยังคงสภาพคมเป็นคนเอาไว้อยู่หรือเปล่า  แต่ก็ได้รับเสียงตอบเป็นเสียงหัวเราะแบบประชดชีวิตของโลแลน

        “หึ...”  เพื่อนๆพากันกระดึ๊บถอยหลัง  ในขณะที่จาเร็ตเริ่มรู้สึกได้ถึงความกดดันระดับติดหลอนของโลแลน

        คนที่เริ่มรู้ตัวว่าผิดหัวเราะแฮะๆเบาๆ  และพยายามเอื้อมมือมาตบบ่าโลแลนอย่างเป็นมิตร  “เอ่อ...แหะๆ  นายคงไม่คิดมากหรอกใช่ไหม?  คือมันก็แค่นมน่ะ...นายคิดว่ามันเป็นนมแพะไปเลยก็ได้นะจะได้ไม่ต้องรู้สึกแบบว่า  ขยะแขยงที่ดื่มไปแล้ว  อีกอย่างพวกฉันก็ดื่มด้วยนะ  เข้าใจหรอกว่ารสชาติมันห่วยแตก...แต่ว่า”

        เปรี๊ยะ!!...

        “โอ๊ะ!  จาเร็ตร้องเสียงหลงเมื่อมือข้างที่พยายามจะตบบ่าปลอบใจโลแลนเกิดแรงกระทำเบาๆที่ให้ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าสถิต  ทำให้ตนร้องเสียงหลงต้องรีบถอยลนพร้อมกับโลแลนที่ปลอยมือจากคอเสื้อของเพื่อนและมองคนที่ถอยไปติดกำแพงอย่างมึนงง

        โลแลนขมวดคิ้ว  “มีอะไรหรือ?  สายตาของโลแลนยังคงมองเพื่อนด้วยความมึนงงและไม่เข้าใจ  เพราะสายตาที่เพื่อนกำลังมองเขามันเป็นสายตาที่บ่งบอกว่าผู้มองกำลังทึ่งและตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น  และมันคงจะช่วยได้มากกว่านี้ถ้าโลแลนรู้ว่าสิ่งที่พวกเพื่อนกำลังตกตะลึงคอสิ่งใด

        จาเร็ตที่ถอยไปคว้าหมอนรูปไส้กรอกอันใหญ่มากอด  บนใบหน้าของเขามีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมด  และเขาก็ถามเสียงสั่นว่า  “ได้ข่าวว่านายใช้พลังรุนแรงที่สามารถทำให้อะไรก็ตามที่ขวางหน้าหายไปแบบไม่เหลือซากได้สินะ...”

        โลแลนมองเพื่อนและเลิกคิ้ว  “มันก็ใช่อ่ะนะ...”

        “และนายก็ควบคุมมันไม่ได้ใช่มั้ย...?  จาเร็ตถามต่อ

        “ก็ใช่...แล้วมันทำไมหรือ?

        จาเร็ตกลืนน้ำลาย  “ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องรีบควบคุมมันให้ได้แล้วล่ะพวก...”  สิ่งที่จาเร็ตพูดไม่ได้ช่วยให้โลแลนเข้าใจอะไรมากขึ้นเลย  จนกระทั้งจาเร็ตชี้นิ้วมาที่ตัวเขา  เหมือนจะบอกให้มองตัวเอง  เขาพูดว่า  “เพราะไม่อย่างนั้น  เราคงได้ไปทัวร์นรกกันยกห้องแน่ๆ...”

        แล้วไม่นานโลแลนก็ได้เขาใจว่าเพื่อนทุกคนในห้องถอยห่างจากเขาเพราะอะไร

        เปรี๊ยะ!...

        เสียงบรรยากาศที่บิดแตกอย่างรุนแรงทำให้โลแลนต้องก้มลงมามองที่ร่างกายของตน  แล้วเขาก็พบว่ารอบๆตัวของเขาถูกปกคลุมไปด้วยเส้นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่เป็นผมมาจากการผิดผันที่รุนแรง  และไม่สามารถควบคุมได้  โลแลนไม่ได้รู้สึกเจ็บตามเนื้อตัวแต่อย่างใด  เขาแทบไม่ได้สนใจร่างกายของตัวเองเลย  เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่สภาพร่างกายของเขา  แต่เป็นพื้นห้องที่กำลังส่งเสียงเปรี๊ยะๆดังออกมาอย่างต่อเนื่อง  และดูเหมือนพวกเพื่อนของเขาคงจะพอเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้...พวกเขาคงต้องได้ทำเรื่องย้ายห้องครั้งใหญ่แน่ๆถ้าโลแลนไม่สามารถหยุดยั้งพลังที่รั่วไหลออกมาทั้งๆที่เขาก็ยังสวมแหวนควบคุมพลังที่คุณลุงเอียนให้มาอยู่...

        “ชักไม่ดีแล้วไง...”  จาเร็ตพึมพำเสียงเบา  ในมือก็ยังคงกอดหมอนข้างรูปไส้กรอกเอาไว้

        ลูธพยักหน้า  ซึ่งโลแลนคิดว่าลูธอาจเป็นคนเดียวที่ดูสงบมากที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้  “อืม...ท่าทางจะเป็นเรื่องแล้วนะ”

        อดัมหันมายิ้มเจือจางพลางถามโลแลนด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า  “ให้พวกเราหนีไหม...?

        “ควบคุมมันสิโลแลน  นายทำได้แน่...ตั้งสมาธิเข้าไว้!  อาเธอร์พยายามให้กำลังใจโลแลน  ท่าทางของอาเธอร์เหมือนคนที่กำลังเชียร์กีฬาอย่างเมามันประมาณนั้นเลย

        แน่นอนว่าสิ่งที่อาเธอร์แนะนำก็ฟังดูเข้าที  และมันคงจะเป็นการดีถ้าโลแลนจะรับฟังและปฏิบัติตาม  แต่มันก็ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง...

        โลแลนแทบจะร้องว้ากใส่หน้าเพื่อนผู้แนะนำ  “ถามสักนิดสิว่าฉันทำได้ไหม!...ถ้าฉันควบคุมมันได้ก็คงไม่ต้องถูกควบคุมความประพฤติแบบนี้หรอก!  บ้าจริง...!  โลแลนโวยขึ้นอีกครั้ง  ซึ่งในครั้งนี้เขาคงจะใส่ความรู้สึกส่วนตัวมากไปหน่อย  ทำให้กระแสพลังที่วนเวียนอยู่รอบตัวทวีความรุนแรงขึ้นอีกเป็นเทาตัว  จาเร็ตที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดพยายามฉีกยิ้มเหมือนจะบอกว่าเขาควบคุมสถานการณ์ได้  แต่โลแลนก็มองเห็นความไม่มั่นใจในสายตาที่ถูกส่งมา  ปอยผมที่ยุ่งเหยิงขิงโลแลนแทบจะลุกตั้งขึ้นดูเหมือนคนที่เพิ่งจะเจอสิ่งที่ไม่ควรเจอมา

        “ควบคุม  สมาธิโลแลน  สมาธิ”  อาเธอร์ยังคงกล่าวคำแนะนำและทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาหา  แต่โลแลนก็ถอยหนีเมื่อเส้นพลังที่ดูคล้ายคลึงกับเส้นกระแสไฟฟ้าพุ่งออกจากตัวเขาไปปัดแก้วที่อยู่ในมือของจาเร็ตแตกกระจาย

        จาเร็ตมองเศษแก้วตรงหน้าและก็หัวเราะประชดชีวิตแทนโลแลนที่กำลังสติแตก  “นายคงเจ็บแค้นกับนมแพะมากเลยนะ  ขนาดพลังของนายยังรับรู้ได้เลย...เยี่ยมนั่นแก้วโปรดฉันเสียด้วยสิ!

        อาเธอร์ส่งสายตาไม่พอใจใส่คนที่พูดอะไรไม่ดูสถานการณ์อย่างจาเร็ตหมายจะดุ  “แก้วของนายน่ะช่างมันเถอะ!  ตอนนี้มาช่วยกันหยุดพลังของโลแลนก่อน  ไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องแน่...!

        “ฉันว่ามันเป็นเรื่องไปแล้วล่ะ...”  จาเร็ตบอกอาเธอร์พลางชี้นิ้วมาทางโลแลน  ทำให้ทุกสายตาต้องตกตะลึงมากว่าเดิมเมื่อได้เห็นว่าคลื่นพลังของโลแลนกำลังกินพื้นที่ห้องมากขึ้นเรื่อย  และเสียงของหารแตกหักก็ยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ  จนถึงในจุดหนึ่งที่ทุกอย่างดูเหมือนจะสลบลง  แต่ผลที่ออกมาหลังจากนั้นมันก็ไม่สามารถใช้คำว่าสงบในการเรียกได้

        โลแลนพยายามตัวสมาธิอย่างที่อาเธอร์บอกแล้ว...แต่ดูเหมือนการตั้งสมาธิของเขาจะยิ่งทำให้ความรุนแรงของการบิดผันยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม  ขณะนี้ทุกคนที่อยู่ในห้องกำลังจับจ้องไปที่คลื่นพลังที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนสีเทารอบตัวโลแลน  ความหนาชั้นของคลื่นพลังทำให้โลแลนแทบจะมองไม่เห็นเพื่อนที่อยู่ข้างนอก  แล้วความรู้สึกหนึ่งมันก็สะกิดบอกเขา  ว่าอีกไม่นานพลังที่ควบคุมไม่ได้ของเขาจะได้ระเบิดบึ้มสร้างความเสียหายให้ทุกสิ่งที่อยู่ในห้อง

        “มันจะระเบิด!...พวกนายได้ยินไหม  ถ้าได้ยินก็ใส่เกียร์หมาวิ่งเดี๋ยวนี้เลย!  โลแลนพยายามตะโกนบอกเพื่อนแข่งกับเสียงเปรี๊ยะๆที่ดังอย่างต่อเนื่อง  และเขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่าพวกเพื่อนๆที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด  เพราะร่างเงาของทุกคนที่เขาเห็นในตอนนี้ยังคงอยู่นะจุดๆเดิมที่เคยสิงสถิตอยู่

        “อะไรนะ!...นายคิดว่ามันประเสริฐอย่างนั้นหรือ  นายต่อบ้าไปแล้วแน่ๆสตาฟเฟอร์!  จาเร็ตตะโกนตอบกลับมา  และคำตอบของเขาก็ทำให้โลแลนรู้สึกท้อแท้อย่างถึงที่สุด  มันคงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว  โลแลนคิดว่ามันต้องเป็นแบบนั้น  เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่กำลังจะระเบิดออกไปไม่ได้มีอนุภาพรุนแรงถึงขั้นทำให้ใครไปทัวร์นรกรอบพิเศษได้  ดังนั่นสิ่งที่เขาทำได้ก็มีแต่หลับตาและนึกขอโทษเพื่อนในใจ  แต่ก็แอบสะใจหน่อยๆ  เมื่อคลื่นพลังของเขาระเบิดแยกตังออก  มีเสียงดังเหมือนทังห้องเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าความแรงสูง  เปรี๊ยะๆๆ!!...

        และตามด้วยเสียงผองเพื่อนที่พ้อมใจกันร้องเป็นวงประสานเสียง  “ว้าก!!....”

 

        “ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะคะ...?  แอวีแอสเน่เอ่ยถามหลังจากที่ได้เห็นสภาพนิ้วมือของโลแลน  ที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยแหวนควบคุมพลังหลายวงที่เพื่อนร่วมห้องของเขาร่วมมือร่วมใจกันจับยัดใส่นิ้วของเขาอย่างไม่มีคำว่าปราณี  หลังจากที่โลแลนระเบิดห้องพักและทำให้เพื่อนทุกคนมีสภาพไม่ต่างไปจากคนถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อต  สิ่งที่สวมอยู่ที่นิ้วมือของเขาเลยดูเหมือนเป็นการทำโทษไปในตัว

        “เพื่อความปลอดภัย  แบบนี้แหละดีแล้ว!  จาเร็ตเสนอหน้าพูดทั้งๆที่ทั้งเสื้อผ้าและผมของตัวเองก็แทบจะดูไม่ได้  ความคิดเห็นของจาเร็ตก็ได้รับความนิยมจากเพื่อนๆรวมห้องเป็นอย่างมาก  เหล่ามนุษย์ถูกไฟช็อตต่างพากันพยักหน้าหงุดหงิดและจัดสภาพตัวเองให้ดูเป็นเหมือนเดิม...นั่นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเลย

        หลังจากก่องวีรกรรมระเบิดห้องพักไปแล้ว  โลแลนและเหล่าคณะเพื่อนรวมห้องก็พากันเดินลากขาลงมานั่งแหมะที่โต๊ะรวมในห้องโถงด้วยสภาพร่างกายน่าเวทนาเป็นที่สุด  จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่แอวีแอสเน่ที่นั่งรอพวกเขาอยู่แล้วจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง  ส่วนสมาชิกคนอื่นก็ดูเหมือนจะคุ้นชินกับสภาพน่าเวทนาเหล่านี้อยู่แล้ว  ทุกคนไม่ถามว่าพวกเขาไปทำอะไรมาถึงได้มีสภาพเป็นแบบนั้นราวกับว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้น  โลแลนคงจะเป็นคนเดียวที่สภาพร่างกายยังคงปกติดี...จะติดก็แค่ที่นิ้วมือของเขาเต็มไปด้วยแหวนที่ถูกยัดใส่แบบไม่มีขีดจำกัด  จนข้อนิ้วของเขาแทบจะงอไม่ได้  ไอเดียที่แสนบรรเจิดนี้ต้องยกให้มนุษย์ผมแดงอย่างจาเร็ตเลย  ลึกๆแล้วโลแลนก็รู้ดีว่าพลังของเขาเป็นตนเหตุ  ทั้งเรื่องห้องที่ต้องได้รับการซ้อมแซมครั้งใหญ่แล้วยังสภาพของเพื่อนที่ควรจะหอบไฟห้องพยายามเร่งด่วนกันทุกคน  ทว่าเหล่าผองเพื่อนกลับไม่แม้แต่จะต่อว่าในการกระทำของเขา  ในจุดนั้นโลแลนแทบจะก้มลงกราบเพื่อนผู้เมตตาให้อภัยเขาในความผิดทุกอย่าง  แต่เขาก็ทำไม่ลงเพราะแหวนที่นิ้วของเขานี่แหละ...

        “มันไม่เยอะไปหน่อยหรือค่ะ  ฉันว่าแค่สองสามวงก็น่าจะโอเคแล้วนะ”  แอวีแอสเน่ออกความคิดเห็น  สายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาในทุดครั้งที่เห็นสภาพนิ้วมือของโลแลนทำให้เธอพยายามเกลี้ยกล่อมเหล่ามนุษย์ถูกช็อตทั้งหลายให้เมตตาข้องนิ้วของคนกระทำผิดอย่างโลแลน

        ทว่าสายตาติดหลอนของจาเร็ตก็ไม่ได้แผ่วลงเลยแม้แต่น้อย  ชายหนุ่มผมแดงแสยะยิ้มสะใจ  “ได้สิ!...แต่เขาจะเอาออกได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถควบคุมพลังได้แล้ว  ไม่อย่างนั้นพวกฉันคงได้วิญญาณหลุดออกจากร่างเข้าสักวันล่ะ!

        “ข้อนี้ฉันเห็นด้วยนะ”  อดัมกระโดดขึ้นไปนั่งบนโต๊ะและชี้มาที่นิ้วที่เต็มไปด้วยวงแหวนหลายวง  “ขนาดหนึ่งวงยังเกิดการรั่วไหลของพลังได้ขนาดนี้  ฉันว่าสองสามวงคงจะไม่ไหว  เอาแบบนี้แหละชัวร์ที่สุด...ทำไงได้ก็พลังของนายมันไม่ธรรมดานี่เนอะ...”

        ลูธพยักหน้ารับเบาๆ  โลแลนต้องขอยอมรับเลยว่าลูธเป็นคนที่ดูดีตลอดกาลจริงๆ  ถึงเขาจะมีสภาพเหมือนคนถูกไฟช็อตไม่ต่างไปจากเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนที่เหลือ  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดูดีในแบบของหนุ่มช่างกลอยู่ดี  ลูธกอดอกและพูดอธิบายเชิงวิชาการ  “อย่างที่จาเร็ตว่านั่นล่ะ  พลังของโลแลนน่าตกใจมาก  ทั้งรุนแรงและก็เป็นรู้แบบอิสระที่กระจายวงกว้างเสียด้วย  ไม่ใช่ว่าพลังของเขาจะทำให้พวกเราได้รับบาดเจ็บหรืออะไรที่แย่กว่านั้นหรอกนะ  แต่ถ้าเขายังอยู่ในช่วงควบคุมการประพฤติล่ะก็...มันคงจะเป็นการดีกว่าถ้าเรากันเอาไว้  ไม่ให้เขาไประเบิดพลังแบบเดียวกันนี้ให้พวกสภาเห็น”

        จริงอย่างที่ลูธว่า...โลแลนก็คิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเขาไม่ไปเผลอระเบิดอะไรต่อหน้าเหล่าสมาชิกสภา  แล้วถูกจับยัดเขาไปนอนในเรือนจะอีกรอบ  ไม่ใช่แค่นั้น  เพราะถ้าเขาเกิดทำพลาดจนสมาชิกสภารู้ว่าเขาก่อเรื่องขึ้นมาจริงๆ  ข้อตกลงที่ตกลงกันเอาไว้ในชั้นศาลคงจะถูกยกเลิก  และเมื่อถึงตอนนั้น  โลแลนก็จะได้เป็นนักโทษตัวจริง  นั่งโทษที่อันตรายมากพอให้ทำห้องพักสักห้องระเบิดได้นั่นแหละนะ...

        อาเธอร์ตบไหล่เขาเบาๆราวกับว่าเขากลัวว่าพลังของโลแลนจะทำให้เขาหายไปจากโลกโดยไม่รู้ตัว  เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นอาเธอร์จึงค่อยพูดปลอบให้กำลังใจโลแลนที่เอาแต่นั่งจ้องมองแหวนที่อยู่ตามข้อนิ้วของตนมาตลอดโดยไม่คิดจะพักสายตา  “เอาน่า!  นายก็แค่ต้องยายามควบคุมพลังให้ได้  แค่ควบคุมไม่ให้มันไประเบิดของที่ไม่ควรถูกทำลายได้ก็โอเคแล้ว  ถึงตอนนั้นเราก็ค่อยเอามันออกทีละอัน...คิดซะว่าเป็นการฝึกไปในตัวไง”

        คำพูดของอาเธอร์ทำเอาคนฟังอย่างโลแลนถึงกับต้องเอาหัวโขกกับโต๊ะดังโป๊ก!...เพราะสิ่งที่อาเธอร์แนะนำไม่ได้ทำกันได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยอย่างที่ใครต่อใครคิดเลย

        “แล้วมันเมื่อไรล่ะที่นิ้วของฉันจะเป็นอิสระ  หนึ่งเดือน  หนึ่งปี  หรือว่าหนึ่งชาติกันล่ะ”  เมื่อนึกถึงระยะเวลาที่แสนยาวนานที่เขาจะต้องจมปลักอยู่กับแหวนหลายสิบวงที่อยู่ตามนิ้มมือของตัวเอง  โลแลนก็อดไม่ได้ที่จะร้องว้ากออกมาดังๆเพื่อระบายความหงุดหงิดที่อยู่ในใจ  และเสียงร้องน่าเวทนาของเขาก็ทำให้ใครหลายคนหันมามองอย่างนึกสงใส

        แอวีแอสเน่หัวเราะเบาๆเป็นการแก้ต่าง  ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณบอกว่าทุกอย่างโอเคดี

        “พอดีเราทักทายเด็กใหม่แบบลูกผู้ชายเกินไปน่ะ”  จาเร็ตหันไปพูดแก้ขัดให้  ต่อให้โลแลนจะไม่คิดว่าคำพูดของจาเร็ตจะมีส่วนช่วยให้อะไรๆมันดีขึ้นก็ตาม  คนที่พูดแก้ขัดให้หันมามองโลแลนที่เกิดนึกอยากทำความรู้จักกับโต๊ะรวมขึ้นมาด้วยสายตากึ่งสงสาร  แต่ก็เลือกที่จะปล่อยให้โลแลนได้นั่งเงียบๆโดยมีเพื่อนที่มองด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยล้อมรอบ

        “จะว่าไป  เซลีนล่ะ!  จาเร็ตพูดขึ้นหลังจากที่ปล่อยบรรยากาศให้เงียบหง่อยไปนาน  ซึ่งคำถามนั้นก็ทำให้ทุกคนมองตามคนเอ่ยปากถามได้ทันที  จาเร็ตมองแอวีแอสเน่  “แอร์วี่  เธอบอกว่าจะไปดูอาการยัยนั้นไม่ใช่หรือ  แล้วไหงไม่ลงมาพร้อมกันล่ะ  นี่ก็ใกล้จะได้เวลาอาหารแล้วนะ”

        เซลีนๆๆ...ใช่ๆ  พอมีเซลีนปุ๊บเหล่าผองเพื่อนที่นั่งล้อมรอบตัวโลแลนก็แทบจะไม่สนใจเขาที่กำลังจิตตกขั้นรุนแรงอยู่กับโต๊ะในตอนนี้เลย

        ลูธเลิกคิ้วขึ้นสูง  “เซลีนพ้นโทษแล้วหรือ?...ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

        “เมื่อคืนนี้น่ะ”  แอวีแอสเน่ตอบเสียงใส  ก่อนจะอธิบายเรื่องราวและวีรกรรมน่าตื่นตาตื่นใจที่เซลีนไปก่อมาให้คนที่สงใส  และอยากรู้อยากเห็นอย่างลูธฟัง  และที่น่าแปลกใจก็คือลูธร่วมไปถึงเพื่อนทุกคนในกลุ่มต่างตั้งใจฟังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครพูดแทรกอย่างที่ควรจะเป็น  สร้างความประหลาดใจให้โลแลนได้ไม่น้อย  เมื่อเล่าจบแอวีแอสเน่ก็หลับตาด้วยความระอาพลางถอนหายใจยาวกับความวุ้นวายที่เด็กสาวจอบแสบเป็นก่อ  “เพราะเหนื่อยมากก็เลยขอเวลานอนนานกว่านี้  แต่อีกไม่นานก็คงลงมาแล้วล่ะ...”

        แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมพื้นที่รอบๆกลุ่มของพวกเขาอย่างรวดเร็ว  พวกที่ปากอยู่ไม่เป็นสุขอย่างจาเร็ตก็ถึงกับลืมเอาปากออกมาไปชั่วขณะหนึ่ง  อดัมที่ปกติจะเป็นพวกสนับสนุนคำพูดของผู้อื่นก็ได้แต่ก้มหน้า  ส่วนลูธที่ดูเป็นผู้นำที่สุดก็มีสีหน้าราบเรียนในแบบที่โลแลนไม่เคยเห็นมาก่อน  อาเธอร์กับแอวีแอสเน่ก็ได้แต่นั่งมองความตึงเครียดที่พวกหนุ่มทั้งสามคนแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่เงียบๆ  และไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆต่อจากนั้น  โลแลนไม่รู้ว่าชายหนุ่มทั้งสามเกิดอารมณ์เครียดขึ้นมาเพราะอะไร  แต่ที่แน่ๆคือเขาต้องทนไม่ได้แน่ถ้าไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

        “เฮ้...ชวยอย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นได้ไหม  หรืออย่างน้อยๆก็บอกฉันให้รู้บ้างว่าพวกนายเครียดเรื่องอะไร...ฉันจะได้เครียดบ้าง”  โลแลนบ่นงึมงำทำให้เพื่อนที่ทำหน้าเครียดค่อยกลับมาเป็นเหมือนเดิม  แต่แววตาของพวกเขาก็ยังมีความไม่สบายใจปะปนอยู่

        “เฮ้อ...”  สมาตมสามสหายหน้าเครียดพร้อมใจกันถอนหายใจ

        “นั่นแหละนะ...”  อดัมพึมพำก่อนจะนั่งลงข้างโลแลนและเอาหัวโขกโต๊ะตามอย่างที่โลแลนเพิ่งจะทำไปไม่นานมานี้  ต่างกันตรงที่อดังโขกแรงกว่าเขาประมาณสามเท่าเห็นจะได้  เพราะเสียงที่ดังออกมาทำให้โลแลนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าหน้าผากของเพื่อนคนนี้ยังมีสภาพดีอยู่หรือเปล่า

        “ก็นั่นแหละนะ...”  จาเร็ตพูดตามเพื่อนก่อนจะค่อยเดินมานั่งต่อจากอดัมและเอาหัวโขกโต๊ะตามกันไปเป็นขบวน  ดีเลย...แล้วทีนี้พวกเขาก็ได้ไอบ้าไร้สติสามคนนอนฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะเรียงต่อกับไป  แบบที่พวกสติไม่ดีมักจะทำกัน 

        ถือเป็นโชคดีที่หนุ่มผู้ดูดีของเราไม่ได้มีความคิดอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะตามเทรนใหม่ที่โลแลนเป็นคนตั้งขึ้นแบบที่ไอ้บ้าไร้สติสองคนทำตามไปแล้ว  ลูธเพียงแต่ถอนหายใจยาวอีกครั้งและนั่งลงข้างๆเพื่อนที่หน้าผากจมไปกับโต๊ะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        โลแลนยืดตัวขึ้นพลางมองเพื่อนอีกสองคนที่เหลือด้วยความสงใส

        “เซลีนทำไมหรือ?...ทำไมพวกนายต้องทำหน้าป่วยโลกแบบนั้นด้วยล่ะ”

        “ป่วยหรือ?  ลูธทวนคำพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจก่อนจะตอบคำถามแทนเพื่อนอีกสองคนที่นั่งยิ้มยอมพวกไร้สติอีกสองคนที่หน้าแหมะอยู่กับโต๊ะโดยไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเหลือ  “ถ้าเซลีนลงมาจริงๆ  พวกเราก็คงจะได้ป่วยกันยกหน่วยเลยล่ะ”

        “ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ?  โลแลนถามเพิ่มซึ่งนั่นก็เรียกเสียงถอยหายใจของผองเพื่อนได้อีกครั้งหนึ่ง

        “เซลีนถือเป็นคนดังของศูนย์วิจัยเลยล่ะ  ทั้งก่อเรื่องวุ่นวายไม่เว้นวัน  และก็โดนทำโทษแทบทุกสัปดาห์  ชอบทำอะไรแผลงๆแบบที่เด็กผู้หญิงน่ารักๆเขาไม่ทำกัน  ดื้อเป็นที่หนึ่ง  ซนเป็นที่สอง  ชอบความรุนแรงเป็นที่สาม  ภ้าจะให้พูดกันตามจริงแล้ว  คนที่ทำให้หน่วยหกได้สมยานามว่าหน่วยบัญชาการแห่งความวุ่นวายก็เป็นเพราะเซลีนนี่แหละ”  ลูธอธิบายความแสบซ่าของเด็กสาวจอบแสบที่โลแลนพอจะเข้าใจความรู้สึกหนักใจของเพื่อนที่ต้องรับมือกับความรั่วของเซลีน  มันคงเหมือนนรกบนดินเลยล่ะ  “เมื่อไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งแอบเขาไปทำการทดลองจุกจิกในห้องคนใหญ่คนโตโดยไม่ได้รับอนุญาต  แล้วยังทำห้องทำงานของคนผู้นั้นเสียหายไม่มีชิ้นดีอีก  ถึงจะบอกว่าเพิ่งจะพ้นโทษและโชคดีที่เจ้าของห้องเขาไม่เอาเรื่อง  แต่ยัยเสือร้ายตัวนี้ก็ชอบก่อนเรื่องตลอดเวลาอยู่ดี  นั่นล่ะที่น่าปวดหัว”  ลูธถอนหายใจ

        จาเร็ตส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ  “เห็นได้ยินว่าเธอเป็นคนดูแลความประพฤติและก็รับผิดชอบการกระทำของนายด้วยสินะโลแลน”

        โลแลนรู้สึกจี๊ดๆที่ท้ายทอยทุกครั้งที่ได้ยินถึงบทลงโทษของตัวเอง  พลางหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนหมายจะบอกให้หุบปากไป  “ฉันก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้นเสียหน่อย  ใครมันจะไปอยากได้เด็กบ้ามีดอย่าง...”

        “กำลังพูดถึงฉันอยู่หรือเปล่า...?

        เฮือก!...

        การพูดแทรกเป็นมารยาทที่ไม่ดี  แต่สำหรับการพูดคุยกันระหว่างเพื่อนฝูงมันก็ถือว่าเป็นการกระธรรมดาๆที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ...แต่ในกรณีที่ผู้พูดแทรกเป็นบุคคลสำคัญที่พวกเขากำลังตั้งวงนินทาอยู่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  เหล่าสมาชิกที่เคนนั่งล้อมวงกันในตอนแรกถึงกับพากันนั่งตัวตรงราวกับว่ามีใครมาดัดกระดูกสันหลังของพวกเขาให้ตั้งตรงเมื่อรับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตของใครบางคนที่พวกเขากำลังนินทาอยู่ส่งมาหา  เด็กสาวที่มีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มดุจมหาสมุทรลึกและผมผมสีเข้มที่ตัดสั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของความอันตรายกำลังเพ่งพินิจมายังกลุ่มสุมหัวที่พากันสะดุ้งหลังตรงเมื่อเจ้าของนัยน์ตาสีมหาสมุทรเอ่ยปากถามแทรกขึ้นในขณะที่โลแลนกำลังจะเอ่ยปากนินทาเจ้าตัวลับหลัง...แต่ก็เห็นๆกันอยู่ว่าในตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องลับหลังอีกต่อไปแล้ว

        ทุกคนหันไปยิ้มพลางหัวเราะแหะให้เซลีน  ทราเซียที่ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะยาว   แล้วความเงียบชุดใหญ่ก็เข้าปกคลุมพื้นที่ทั้งห้องโถง  ไม่ใช่แค่พวกโลแลนพากันนั่งตัวแข็งเป็นมนุษย์หินเท่านั้น  ทั้งเพื่อนคนอื่นๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนินทาในครั้งนี้  เมื่อมองเห็นว่าใครเดินเข้าประตูห้องโถงมา  ทุกคนก็พากันเงียบปาก  ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบกระซาบ  ราวกับว่าทุกคนในห้องเผลอทำปากของตัวเองหายฉับพลัน

        จะมีก็แต่แอวีแอสเน่ที่ส่งรอยยิ้มละไมให้เด็กสาวผู้มาเยือน  “มาแล้วหรือเซลีน  เกือบสายแล้วนะ...มานั่งด้วยกันสิ”  วีรสตรีผู้กล้าของเราเองปากเชิญชวนให้เด็กสาวที่ตีหน้ายักษ์ใส่พวกโลแลน  พลางตบที่เก้าอี้ตัวยาว  เหมือนจะบอกว่าให้ผู้มาใหม่นั่งลงตรงนี้  คำเชิญชวนของนางฟ้าผู้มีจิตใจงามแสนประเสริฐได้รับคำตอบรับจากเทพีแห่งการทำลายร้าง

        และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าที่นั่งของเซลีนที่แอวีแอสเน่จัดไว้ให้จะไม่ใช้เก้าอี้ฝั่งตรงข้างกับโลแลน  เพราะนั่นทำให้เด็กสาวจอมแสบส่งสายตาที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิดของตนมาใส่โลแลนแบบไม่คิดจะพักสายตา

        สายตาที่ไร้ความเป็นมิตรของเซลีนทำให้ทุกคนในห้องโถงพากันก้มหน้าก้มตา  จะมีก็แต่แอวีแอสเน่ที่ยังมีท่าทางร่าเริงเป็นปกติ  สวนนี้โลแลนก็ขอนับถือเด็กสาวผู้มีเมตตาและจิตใจงดงามดุจดั่งนางฟ้าคนนี้จริงๆ

        โลแลนสังเกตเห็นความนิ่งเงียบของเซลีนที่ต่างไปจากเดิม  เซลีนที่เขารู้จักมักจะชอบหาเรื่อง  ก่อกวน  และก็ไม่ได้มีท่าทีสงบเสงี่ยมเช่นนี้  การที่ได้เห็นเด็กสาวจอมแสบนั่งนิ่งและไม่หาเรื่องท้าตีท้าต่อยกับเขามันเป็นเรื่องที่ช่วนให้ความทรงจำในแง่ลบของโลแลนเริ่มสับสน  และการที่ทั้งห้องโถงไร้ซึ่งเสียงซุบซิบนินทา  หรือเสียงพูดคุยโหวกเหวกโวยวายทำให้บรรยากาศดูเหมือนจะตรึงเครียดหนักกว่าเดิม

        อย่างที่รู้ๆกันว่าโลแลนเป็นโรคเกลียดความเงียบขั้นรุนแรง  และโรคร้ายนั้นก็เหมือนจะกำเริบขึ้นเมื่อได้เห็นว่าบรรยากาศในห้องโถงมันน่าอึกอัดขึ้นทุกทีๆ

        “ไง...”  โลแลนทักคนที่ทำท่าทางหงุดหงิดตรงหน้า  ซึ่งการกระทำไร้หัวคิดของเขาก็ทำให้ผองเพื่อนแทบจะทั้งห้องโถงต้องหันมาสนใจ  แต่ก็ยังคงความเงียบเอาไว้ในระดับเดิม  เมื่อไม่ได้รัยคำตอบจากคนตรงหน้าโลแลนจึงเลือกที่จะเปิดปากพูดไปเรื่อยๆ  “ทำไมเธอถึงลงมาล่ะ...”

        เซลีนยังคงมีสีหน้าราบเรียบ  บางทีอาจจะมีใครบางคนฉีดยาระงับประสาทให้เด็กสาวจอมแสบคนนี้ก็ได้  เพราะเธอไม่พูดอะไรนอกจาก  “ถึงเวลาอาหาร...ฉันก็มาหาอะไรเข้าท้องน่ะสิ”

        ปิ๊ดๆ...!

        เสียงสัญญาณดังขึ้นช่วยชีวิต  เหล่าสมาชิกหน่วยบัญชาการที่6  ต่างพาหันสะดุ้งตามเสียงสัญญาณที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ผู้มาใหม่ที่กำลังเดินขึ้นไปยืนบนบนเวทีเล็กๆทางด้านหน้าห้องโถง  ซึ่งโดยปกติเวทีนั่นคงมีไว้สำหรับการแสดงเล็กๆหรือไม่ก็การประกาศงานให้ผู้คนในห้องโถงทราบโดยทั่วกัน  ชายวัยรุ่นคนหนึ่งเดินถือเอกสารบางอย่างเอาไว้ในมือข้างหนึ่ง  โลแลนมองเห็นหน้าคนคนนั้นไม่ชัดเพราะเส้นผมหลากสีที่ยาวลงมาปะบ่า  ใช่แล้ว  ในมุมหนึ่ง  คนที่เพิ่งจะเดินขึ้นไปบนเวทีดูเหมือนชายวัยรุ่นที่มีการแต่งตัวในแบบชายเจ้าสำอาง  แต่ในอีกมุมหนึ่ง...โลแลนก็คิดว่าคนคนนี้ดูไมเหมือนผู้ชายเอาเสียเลย

        เมื่อคนที่ขึ้นไปบนเวทีหันหน้ามาประจันกับทุกคน  โลแลนถึงได้เห็นเทคนิคการแต่งหน้าที่แสนน่ากลัวของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นชายเจ้าสำอาง  แม้การแต่ตังจะยังคงสภาพความเป็นชายอยู่  (เป็นส่วนน้อยเท่านั้น) แต่ใบหน้าที่ต้องเรียกได้ว่าแต่งทุกจุดของคนที่เพิ่งมาใหม่ก็ทำให้โลแลนมั่นใจได้แล้ว  ว่าคนคนนี้ไม่ใช่ผู้ชายดังภาพลักษณ์

        ผู้มาใหม่กระแอมเบาๆเป็นการเปิดงาน  ก่อนจะกล่าวเนื้อหาด้วยเสียงที่ถูกดัดจนเหมือนเสียงของหญิงสาวที่ทำให้ผู้รับฟังที่เป็นเพศชายต่างพากันขนลุกขนพองไปตามๆกัน  “อรุณสวัสดิ์สมาชิกหน่วยหกผู้น่ารักทุกๆคน  ฉันมีข่าวใหม่และอยากจะประกาศอย่างเป็นทางการอยู่สองสามเรื่องก่อนที่เราจะรับประทานอาหารมื้อเช้ากัน”  มนุษย์สองเพศที่ยืนอยู่บนเวทีส่งรอยยิ้มสดใสที่ทำให้ใครต่อใครในห้องโถงมองเห็นนรกไปทั่ว  ก่อนที่สายตาคู่นั่นจะมาหยุดลงตรงตำแหน่งที่โลแลนกำลังฝังก้นของตัวเองนั่งอยู่  เจ้าของรอยยิ้มชวนสยองผายมือสวยมาทางโลแลน  “อย่างที่รู้ๆกันว่าเรามีสมาชิกใหม่ที่แสนน่ารักเข้ามา  คิดว่าพวกเธอคงรู้จักกันแล้วในบ้างส่วน  ฉันจะดีใจมากถ้าสมาชิกหน้าเก่าของเราช่วยกันดูแลความเป็นอยู่ของเด็กใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาเป็นอย่างดี...”  แต่แล้วผู้พูดที่สังเกตเห็นความเงียบผิดปกติของสมาชิกก็มีอันต้องขมวดคิ้วก่อนมามองไปรอบๆเพื่อหาสาเหตุ  และในที่สุดก็มายุดสายตาลงที่เด็กสาวจอมแสบที่นั่งทำหน้าไร้จิตวิญญาณอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโลแลน  ผู้มาใหม่อุทานเสียงหลง  “ตายจริง!...ฉันไม่ทันสังเกตเห็นสาวน้อยเซลีนไปได้ยังไงกัน  มิน่าล่ะ  พวกแมวน้อยที่น่ารักของฉันถึงพากันนั่งเงียบกริบเหมือนคนไม่ปากยังไงยังงั้น”

        แมวน้อย...?  โลแลนหันไปทำหน้าเป็นเชิงตั้งคำถามใส่จาเร็ตและคนอื่นๆที่พากันกระดึ๊บถอยหนีเมื่อผู้มาใหม่หน้าหวานเดินเข้ามายืนอยู่เหนือพวกเขา

        “ไม่ต้องทักทายกันให้เป็นเรื่องใหญ่โตก็ได้นี่สตีฟ...”  เซลีนกล่าวทักคนหน้าหวานที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะที่พวกเธอนั่งอยู่  น้ำเสียงที่เธอใช้เหมือนพยายามจะเน้นในส่วนของชื่อผู้มาใหม่เป็นอย่างมาก

        “สเตฟานี!  ชายที่เซลีนเรียกว่าสตีฟรีบแก้ไขของตนเองทันที  “ฉันบอกแล้วว่าให้เรียกฉันว่าสเตฟานี...ฉันชอบชื่นนั้นมากกว่า”

        “อะฮะ...”เซลีนรับคำแบบเรียบก่อนจะกลับมาทำหน้าไร้ชีวิตดังเดิม

        สตีฟหรืออีกนามคือสเตฟานีถอนหายใจกับท่าทีเยือกเย็นของเด็กสาวจอมแสบก่อนจะปรบมือสองสามที  ตามด้วยเสียงครืนๆของเครื่องจักรกลบางอย่าง  แล้วหุ่นยนต์กระป๋องตัวใหญ่พอๆกันตู้กดน้ำตามสวนสาธารณะก็ปรากฏตัว  หุ่นยนต์ที่เหมือนกันออกมาจากประตูทางเข้าห้องโถงอีกจำนวนหนึ่ง  ความอึกทึกเกิดขึ้นเมื่อเหล่าหุ่นยนต์เสริบอาหารจานใหญ่มากมายลงบนโต๊ะอาหารเบื้องหน้าสมาชิกคนอื่นๆที่ดูไม่มีอาการแตกตื่นแต่อย่างใด  ผิดกันโลแลนที่เบิกตากว้าง  และกำลังให้ความสนอกสนใจกับสิ่งแปลกใหม่ทางเทคโนโลยีที่กำลังวิ่งวนไปวนมาเพื่อเสริบอาหารให้บรรดาสมาชิกที่มีสีหน้าราบเรียบไม่ต่างไปจากคนในกลุ่มของโลแลน  ราวกับว่าคนพวกนั้นเห็นหุ่นยนต์เหล่านั้นเป็นสิงประดิษฐ์ธรรมดาๆของนักวิทยาศาสตร์ที่เคยเห็นบ่อยจนคุ้นชินไปแล้ว

        พวกหุ่นยนต์ใช้เวลาในการเสริบอาหารไม่มากนัก  หลังจากที่สมาชิกทุกคนได้รับจานและอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว  เหล่าหุ่นยนต์ผู้รู้งานก็ส่งเสียงแกร๊กๆเบาๆก่อนจะพากันยกขนวนออกไปนอกห้องโถง  เรียกได้ว่า  มาทางไหนก็กลับทางนั้นของจริงเลย

        สตีฟผายมือ  และประกาศให้ทุกคนได้รับทราบทั่วกัน  “เชิญทานอาหารเช้าให้อร่อยลูกแมวน้อยทั้งหลาย...หลังจากนี้เราคงได้มีกิจกรรมใหญ่เข้ามาแน่ๆ”

        สมาชิกส่วนใหญ่ส่งยิ้มเกร็งๆมาให้ผู้ประกาศ  แล้วต่างคนก็ต่างพร้อมใจกันเก็บอาหารที่อยู่ตรงหน้าเข้าท้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว  จะมีก็แต่สมาชิกกลุ่มย่อยของโลแลนที่เอาแต่นั่งมองจานที่ว่างเปล่าของตัวเอง  โดยไม่คิดจะแตะต้องอาหารที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย  ทั้งๆที่อาหารตรงหน้าก็มีแต่ของดีๆที่หาทานไม่ได้จากร้านอาหารตามท้องถนน  แต่ก็นั่นแหละ...ใครๆก็รู้ดีว่าบรรยากาศในตอนนี้มันมาคุเพียงใด

        ผู้ประกาศในร่างชายหนุ่มจิตใจสาวนั่งลงข้างๆเซลีนที่เอาแต่ทำหน้าไร้จิตวิญญาณไม่เลิก  เขามองสมาชิกในกลุ่มอย่างมึนงง  ก่อนจะทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่แหลมสูงในแบบที่ไม่ใช่ผู้ชายของเขา

        “อะไรกัน  พวกเธอกำลังรวมกลุ่มกันลดน้ำนักหรือไง  ทำไมไม่แตะอาหารกันเลยล่ะ”

        แอวีแอสเน่มองเพื่อนที่ทำท่าขนลุกขนพองแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ  เธอจึงค่อยตักอาหารตรงหน้ามารับประทานแบบกุรสตรี  พลางออกความคิดเห็นแก้ต่างให้พฤติกรรมแปลกๆของผองเพื่อน

        “สงใสทุกคนคงจะอยากทักทายสมาชิกใหม่มากกว่านี้น่ะ”  โลแลนรู้สึกได้ถึงสายตาเป็นเชิงขอความร่วมมือของแอวีแอสเน่ที่ส่งมาหาเขา  และสายตาคู่สวยนั้นก็ทำให้โลแลนไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องนั้นได้

        โลแลนพยายามเค้นเอาเสียงพูดของตัวเองกลับคืนมา  หลังจากที่นั่งใบ้กินไปนาน  “คะ  คงจะเป็นแบบนั้นล่ะนะ...”

        และนั่งคืนสิ่งผิดพลาด  เพราะทันทีที่โลแลนเอ่ยปาก  ชายจิตใจหญิงอย่างสตีฟก็เหล่มองความแตกตื่นของโลแลนด้วยสายตาที่ชวนให้ขนแขนลุกขึ้นทั้งแถบ

        สตีฟใช้แขนข้างหนึ่งเท้าคางและมองตรงมาที่โลแลนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าง  “หืม...พ่อเด็กใหม่  โลแลนสินะ ฉันได้ยินวีรกรรมของเธอมาพอสมควร  ไม่เลวเลยนะ...”  และเขาก็ยื่นมือข้างหนึ่งมาหาโลแลนเป็นการทักทาย  “เรียกฉันว่าสเตฟานีก็แล้วกันนะ  ฉันเป็นหนดูแลด้วยบัญชาการนี้  ยินดีที่ได้รู้จักนะพ่อหนุ่ม”

        โลแลนจับมือทักทายแบบสั่นๆ  เพราะยังรู้สึกได้ถึงความอันตรายที่ฝ่ามือ  เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะควบคุมสมาธิและสติของตัวเองไม่ให้วิ่งเตลิดไปไกล  อย่างน้อยๆ  โลแลนก็ไม่อยากให้พลังแปลกที่เขามีเกิดระเบิดอย่างไม่มีสาเหตุขึ้นมาอีก  เพียงเพราะเขากำลังสติแตก

        “เรียกสตีฟถ้าให้เป็นทางการล่ะก็...”  เซลีนพูดเสริมพลางยกแก้งน้ำขึ้นดื่ม  สมาชิกในกลุ่มคนอื่นก็เริ่มจะหาอะไรใส่ท้องกันบ้างแล้ว  จาเร็ตที่นั่งอยู่ห่างๆกำลังพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย  ต่อให้เพื่อนคนอื่นๆจะกำลังสร้างบรรยากาศพาเครียดอยู่ก็ตามที

        “สเตฟานี...”  สตีฟหันไปส่งสายตาที่มีระดับความอาฆาตรุนแรงให้เด็กสาวที่พยายามตอกย้ำถึงความเป็นชาติชายของเขา  ด้วยความไม่พอใจ  สตีฟจึงดึงแก้มเด็กสาวปากมากที่ตอกย้ำเขาด้วยความหมั่นไส้  “เธอน่ะนั่งนิ่งๆไปเลยสาวน้อย  ถึงเวลาที่ต้องคุยกับเธอเมื่อไหร่  เราได้คุยกันยาวแน่  คดีเก่าฉันยังไม่ได้เคลียร์กับเธอเลยนะแม่เด็กตัวแสบ!

        “อื้อ!...”  เซลีนดิ้นไปมาและพยายามต่อว่าคนที่กำลังดึงแก้มทั้งสองข้างของเธอ  แต่เสียงที่ออกมามันก็ฟังไม่ได้ภาษาสักเท่าไร

        สตีฟปล่อยมือออกจากแก้มของเซลีนเมื่อสังเกตเห็นว่าแม่เด็กสาวจอมแสบแอบพกอาวุธ  และกำลังเอาของมีคมที่คุ้นตาโลแลนเป็นที่สุดออกมาชูใส่คนตรงหน้า  เพราะปากพูดไม่ได้เธอจึงส่งสายตาที่ให้ความหมายว่า  ถ้าไม่ปล่อยฉันแทงแน่  ให้บุคคลที่กลั่นแกล้งเธอ  ซึ่งนั่นทำให้สตีฟไม่มีทางเลือก

        “ก็ได้...ปล่อยแล้ว”  สตีฟยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นเชิงบอกว่าขอยอมแพ้ต่อของมีคมที่เด็กสาวใช้ข่มขู่  และบ่นอุบอิบเกี่ยวกันพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของเซลีนก่อนจะหันมาทำตาหวานใส่โลแลนที่เกือบจะเพลิดเพลินกับการปะทะกันของเซลีนและสตีฟ

        โลแลนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ว่ากำลังถูกมอง

        “แล้ว...ฉันก็ชอบให้เรียกว่าสเตฟานีมากกว่าอยู่ดี  มันเป็นชื่อที่เหมาะกับผู้เป็นกุรสตรีเอามากๆ”  สตีฟหันไปทางพวกผู้ชายในกลุ่มที่ทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด  ทั้งหมดกำลังจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว  แต่แล้วทั้งหมดก็มีอันต้องชะงักเมื่อสตีฟพูดต่อประโยค  “พวกผู้ชายมักรู้ดี...ใช่ไหมหนุ่มๆ”

        ซู่!...

        แล้วเทศการขนลุกขนพองก็มายืนเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายในกลุ่ม  แม้จะมองไม่เห็นอาการแตกตื่นของพวกเขา  แต่โลแลนก็รู้สึกได้ถึงความหวาดผวาที่เหล่าบรรดาชายหนุ่มแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว  เพื่อนต่างพากันตอบคำถามของสตีฟด้วยน้ำเสียงสั่นๆในหลายๆรูปแบบ

        “ใช่แล้วล่ะสเตฟานี...เธอพูดถูก!  อดัมพยายามฝืนยิ้มในระหว่างที่ตอบคำถาม  และสภาพเพื่อนคนอื่นๆก็ไม่ได้แต่ต่างกับอดัมเสียเท่าไร

        “เธอดูดีในชื่อนั้น  ใช่แล้ว!...ฉันยังจำได้ดีสเตฟานี!  จาเร็ตพูดพลางใช้แขนเสื้อเช็ดหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมามากเกินไปบนใบหน้า

        ส่วนอาเธอร์และชายหนุ่มผู้ดูดีอย่างลูธก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของจาเร็ต  ต่อให้โลแลนจะไม่เห็นถึงความจริงใจในสิ่งที่พูดและกระทำออกไปของเหล่าผองเพื่อนเลยก็ตามที

        แอวีแอสเน่ที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดมาโดยตลอดก็หัวเราะอย่างขบขัน  เมื่อได้เห็นท่าทีจนมุมของเหล่าชายหนุ่มทั้งหลายที่พากันทำหน้าป่วยโลกหลังจากที่โดนสตีฟตั้งคำถาม

        รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าชวยสยองของสตีฟ  “ก็อย่างที่ได้ยินไปนั่นแหละนะพ่อหนุ่ม...เวลาอยู่ที่นี่ก็ช่วยเรียกฉันว่าสเตฟานีด้วย  และถ้าเธอมีเรื่องไม่สบายใจล่ะก็มาปรึกษาฉันได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง...ฉันชอบให้เด็กหนุ่มน่ารักอย่างเธอเสียด้วยสิ...”

        โลแลนพยายามกลืนอาหารลงคออย่างยากลำบาก  “จะจำเอาไว้ก็แล้วกันนะ...”

        “ดีมาก...เพราะฉันก็ไม่ค่อยจะชอบลูกแมวที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งเสียด้วยสิ”  สตีฟหัวเราะเบาๆ  และแววตาของเขาก็บ่งบอกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงทุกประการ  “ทั้งกฎของหน่วยและก็ระเบียบวินัยของศูนย์วิจัยฉันจะเป็นคนอธิบายให้เธอฟังเองนะ  ส่วนเรื่องสวนตัวอย่างวีถีการฝึกในแต่ล่ะวัน  และความประพฤติเบื้องตน...”  เขาหันไปมองเซลีนที่ทำเป็นไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด  “เธอคงจะมีคนดูแลอยู่แล้วล่ะนะ...!

        “อืม...”  โลแลนรับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจ  เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าชีวิตของเขาจะต้องยากลำบายมากกว่านี้อีกเท่าตัว  เมื่อมีคนดูแลความประพฤติอย่างเซลีน  มันทำให้โลแลนอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบกลับไปสักนิด  “ถึงฉันจะไม่ได้ต้องการผู้ดูแลแบบนี้ก็เถอะ...”

        เหล่าผองเพื่อนหันมามองโลแลนเป็นตาเดียว  ดวงตาที่เบิกกว้างของแต่ละคน  เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่โลแลนพูด  ก่อนที่ทุกคนจะหันไปจับตามองปฏิกิริยาตอบสนองของเซลีน  ซึ่งท่าทางของแม่สาวจอมแสบก็ไม่ได้ต่างไปจากที่โลแลนจิตนาการเอาไว้ในตอนแรกเลย

        เซลีนหยุดสนใจอาหารในจานของตัวเองและหันมาทำตาขวางใส่โลแลน  “ฉันก็ไม่ได้อยากจะหน้าที่สักเท่าไรหรอก...ไม่ใช่แค่นายคนเดียวหรอกนะที่กำลังกลุ้มใจ  จะพูดให้ถูกคือนายไม่จำเป็นจะต้องกลุ้มใจ  เพราะได้คนมีความสามารถอย่างฉันเป็นผู้ดูแล...นายควรจะขอบคุณซะนะที่ฉันตอบตกลงทำงานไร้สาระแบบนี้น่ะ”

        “ไร้สาระ?  โลแลนทวนคำด้วยน้ำเสียงกึ่งก่อกวน  ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้เด็กสาวจอมแสบดูอารมณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย  เหล่าผองเพื่อนที่นั่งอยู่ต่อๆกันก็มองโลแลนและเซลีนโต้ตอบกันไปโต้ตอบกันมาอย่างเมามัน  “เธอลืมไปแล้วหรือว่าคนที่บังคับให้ฉันยอมรับเรื่องไร้สาระที่เธอว่ามาก็คือตัวเธอเองน่ะ”

        ปึ้ง!

        เซลีนทุบฝ่ามือลงกับโต๊ะอย่างแรงจนจานอาหารบนโต๊ะลอยสูงขึ้นจากโต๊ะเล็กน้อย  ไม่ใช่แค่นั้น  เสียงทุบโต๊ะดังสนั่นที่เกิดจากความเดือดดาลของเด็กสาวยังทำให้สมาชิกของหน่วยที่รวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงทั้งหมดต้องสะดุ้งแตกตื่น  และหันมามองที่กลุ่มของพวกโลแลนกันอย่างลุ้นระทึก

        เมื่อเด็กสาวไม่ได้พูดอะไรต่อ  โลแลนก็เลยมีโอกาสเผาตัวเองมากขึ้น  “ของขึ้นเลยหรือ?...หรือว่ารับความจริงไม่ได้กัน”

        “นาย!

        “หยุดเลยนะพวกเธอ!...”  สตีฟตะโกนขึ้น  เมื่อเห็นเซลีนหยิบมีดสั่นคู่ใจของตนออกมาหมายจะปาใส่คนพูดมากไม่รู้กาลเทศะอย่างโลแลน  แล้วผู้ดูแลก็ต้องคอยฉุดดึงเซลีนให้นั่งลงกับที่ก่อนจะกล่าวตำหนิอย่างเหลืออด  “เธอนี่จริงๆเลยนะเซลีน  อย่างลืมเรื่องคดีเก่าสิ  ถ้าเธอกก่อเรื่องให้เด็กใหม่ปวดใจอีกล่ะก็  ฉันจะกักบริเวณเธอตลอดสัปดาห์เลยแม่สาวน้อย!

        เซลีนทำท่าจะเอาเรื่องจะเผลอทำเสียงฮึดฮัดให้กับความไม่เป็นธรรมในการตัดสินของสตีฟที่เข้าข้างโลแลนเพียงคนเดียว  จนถึงตอนนี้โลแลนก็เพิ่งจะเห็นข้อดีของการเกิดเป็นลูกผู้ชายนี่แหละนะ...

        “ชิ!...เห็นดีเห็นงามอยู่แต่ผู้ชาย  ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!  เซลีนบ่นพลางกอดอกทำท่าเป็นเด็กน้อยขี้งอน

        คนที่อยู่ฝ่ายโลแลนอย่างสตีฟก็ทำได้แค่ยักไหล่  “ช่วยไม่ได้!...เพราะถึงยังไง  ผู้ชายก็น่ารักกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว”  คำชมของสตีฟทำเองผองเพื่อนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายพากันกลืนน้ำลายดังเอื้อก!...

        เซลีนเบ้หน้าไม่เห็นด้วย  “ก็มีแต่นายเท่านั้นแหละที่คิดแบบนั้น”

        โลแลนทำเป็นเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาว  แล้วนึกอยากจะกลั่นแกล้งให้เซลีนได้รู้ซึ้งถึงคำว่าเจ็บปวดเสียบ้าง  “หืม...แต่ฉันเห็นด้วยกับสเตฟานีนะ  ผู้ชายน่ะมีข้อดีหลายอย่างที่เด็กน้อยอย่างเธอยังไม่รู้  อีกอย่าง  มันก็มีแต่คนที่สายตาเฉียบคมเท่านั้นแหละนะที่จะมองเรื่องแบบนี้ออก  เด็กอย่างเธอไม่มีทางเข้าใจความหมายในแบบที่ลึกซึ้งแบบนั้นหรอก”

        คำโต้แย้งของโลแลนเป็นที่พึงพอใจของสตีฟอย่างถึงที่สุด  ถ้าถามว่าโลแลนรู้ได้ยังไง...คำตอบคงต้องให้หันไปมองที่ใบหน้าและสายตาหวายเยิ้มที่ท่านสตีฟส่งยื่นมาให้โลแลนนั่นล่ะ  และแน่นอนว่าคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโลแลนมาโดยตลอดอย่างเซลีนจะสติแตกเพราะถูกโต้เถียงเด็ดขาด  สร้างความหงุดหงิดให้เธอไม่ใช่น้อย  ส่วนผู้ชมที่นั่งอยู่ต่อๆกันก็มองหน้าโลแลนอย่างตกตะลึง  และไม่เชื่อสิ่งที่โลแลนพูด  จาเร็ตเบิกตากว้าง  โลแลนมองเห็นความรู้สึกหวาดผวาสีหน้าของเพื่อนชายทั้งหลายที่อึ้งและค้างกับคำพูดประชดประชันของโลแลน  จะมีก็แต่แอวีแอสเน่ที่คอยส่งยิ้มอ่อนๆให้เขา  เหมือนเธอกำลังมีความสุขกับการที่ได้เห็นโลแลนทำตัวเป็นปกติกับผู้อื่นได้ในที่สุด

        สตีฟจับมือข้างหนึ่งของโลแลนไปกุมไว้ใกล้ตัว  ก่อนจะเปรยคำพูดที่ตื้นตันใจเป็นที่สุด  “ฉันชักจะถูกใจพ่อหนุ่มคนนี้เสียแล้วสิ...ขอฉันไปเลี้ยงเลยได้หรือเปล่า?

        “ไม่ได้!  เหล่าผองเพื่อนชายที่ยังคงความเป็นชาย  และห่วงใยอนาคตของโลแลนรีบพร้อมใจกันยกมือประท้วงทันทีที่สตีฟแสดงความคิดเห็นและเอ่ยความต้องการที่ชวนให้โลแลนอยากจะชักมือกลับ  แต่เพราะแรงเกินชายของสตีฟ  หรืออาจจะเป็นเพราะความสยองที่แผ่ออกมาจากมือของสตีฟทำให้โลแลนขยับแขนของตัวเองไม่ได้

        สตีฟทำหน้าไม่พอใจเมื่อได้ยินคำปฏิเสธแบบไม่ใช้สมองคิดของผองเพื่อนชาติชายในกลุ่ม  คนถูกปฏิเสธถึงกับต้องขมวดคิ้วไปพักหนึ่ง  ก่อนจะเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ไปทางหนุ่มๆที่เมื่อได้ยินความคิดของสตีฟก็พากันชักสีหน้าสยดสยอง  “ที่พูดขัดใจแบบนี้  หมายความว่าอิจฉาใช่หรือเปล่าเอ่ย...โถๆ  ตายล่ะ  ถ้าอยากมาเป็นสัตว์เลี้ยง ที่น่ารักของฉันทุกคนก็บอกมาตั้งแต่แรกสิ...ฉันพร้อมรับเสมอล่ะ!

        เอื้อก!...

        เมื่อได้เห็นสีหน้าซีกเผือกของเผองเพื่อนชาติชายในกลุ่มแล้ว  โลแลนก็รับรู้ได้ว่าเพื่อนของเขาคงจะกำลังกล่าวปฏิเสธข้อเสนอของสตีฟสุดใจ

        เซลีนที่กยกแก้วน้ำขึ้นดื่มก็ถึงกับทำหน้าสะอิดสะเอียนใส่มนุษย์ทุกคนในโต๊ะที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกผู้ชาย  และเน้นสายตาเป็นพิเศษที่โลแลน  “พวกผู้ชาย...นายมีรสนิยมแบบนี้หรือเนี่ย  ชักน่ากลัวแล้วสิ...”

        โลแลนอยากจะปฏิเสธกลับไป  แต่เพราะรู้ว่าถ้าเขาทำแบบนั้น  สตีฟจะไม่เห็นเขายิ่งใหญ่ในสายตาทันที  เขาจึงทำได้แค่แสร้งยิ้มเยอะใส่เซลีน  เสมือนว่าเขากำลังพอใจกับรสนิยมแปลกๆที่เธอกำลังยกขึ้นมาเป็นประเด็น

        “ฉันไม่ขอระบุเรื่องรสนิยมหรอกนะ  นั่นไม่ใช่หน้าที่ของฉัน...แต่อย่างน้อยๆ  เธอก็สบายใจได้เลย  เพราะเธอน่ะไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ฉันชอบอย่างแน่นอน...”  โลแลนกอดอกและพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ  เรียกเสียงร้องชวนสยองของผองเพื่อนและรอยยิ้มชอบใจของสตีฟได้ไม่น้อย

        “โดนใจ!  แบบนี้สิที่ฉันชอบ...ไม่ต้องถามให้มากความแล้ว  คนนี้ฉันขอเลยแล้วกัน!  สตีฟทำท่าจะกระโจนมากอดคอโลแลน  แต่โชคดีที่ผองเพื่อนชาติชายของเขารับรู้ถึงปฏิกิริยาการพุ่งกระโจนของสตีฟได้ก่อน  พวกเขาจึงพากันวิ่งข้างโต๊ะมาดึงตังคนที่กำลังกระหายสัตว์เลี้ยงอย่างสตีฟเอาไว้  ไม่ให้คว้าโลแลนไปเป็นอาหารเช้า...ขอบคุณพระเจ้า!

        จาเร็ตที่กำลังใช้ความพยายามสูงสุดในการกดตัวผู้คุมหอเอาไว้ด้วยความสามารถทั้งหมดที่มีหันมามองโลแลน  “นายต้องรีบชี้แจงเรื่องที่พูดด่วนเลยสตาฟเฟอร์  ไม่อย่างนั้นเราคงมองหน้ากันไปติดไปอีกนาน!

        “ทำไมจะมองไม่ติด  ฉันยังเป็นผู้ชายเต็มตัวนะ  สาบานได้!  โลแลนแก้ต่างให้การกระทำของตัวเองทันที  แต่สายตาของผองเพื่อนที่ส่งมาก็ดูจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดเอาเสียเลย  “พูดจริง!  ถ้พวกนายไม่เชื่อจะให้ฉันแก้ผ้าโชว์ตรงนี้เลยก็ได้  เพื่อความบริสุทธิ์ใจ!

        “ดีเลย!  สตีฟยุยงด้วยสายตาที่มีไฟลุกโชนในขณะที่ผองเพื่อนด้านหลังที่กดตัวเขาเอาไว้รีบพากันส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

        “ไม่ดี!!...”

        คนที่นั่งฟังและดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างแอวีแอสเน่ก็ได้แต่ยิ้มเจือจางออกมา  เพราะความร่าเริงของพวกหนุ่มๆ  ส่วนเซลีนก็ได้แต่ทำท่าเหมือนอยากจะอาเจียนเอามื้อเช้าที่เพิ่งทานเข้าไปออกมา

        เธอมองโลแลนด้วยสายตากึ่งรังเกียจ  “ขนลุกชะมัด!  และเจ้าตัวก็ลูบเขาสองข้างของตนไปมา

        “ขนลุก...?  โลแลนแสร้งทวนคำหมายจะก่อกวนยัยเด็กแสบให้จนมุม  “ใครกัน  ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไรชวนให้ขนลุก  หรือเธอไม่เชื่อว่าฉันเป็นผู้ชายเต็มตัว”

        “ใครมันจะไปเชื่อ!  ก็นายมองสตีฟแบบ...แบบ  เออนั่นแหละ!  นายรู้ดี!  เซลีนโวย

        ในที่สุดโลแลนก็ได้ค้นพบความสนุกสนานที่ได้รับจากการได้กลั่นแกล้งเด็กสาวจอมแสบอย่างเซลีน  ทราเซีย  ผองเพื่อนที่ยังคงกดร่างของคนที่มีไฟลุกโชนให้อยู่กับที่และคนที่ถูกกดเริ่มจะหันมาสนใจการโต้ตอบของเขาและเซลีนมากขึ้น  ทำให้ภายในห้องโถงเสียงสงบลงพอสมควร  แต่ยังสงบไม่พอ  ตราบใดที่โลแลนและเซลีนยังต่อปากต่อคำกันอยู่แบบนี้...ข้อนี้โลแลนก็พอจะรับรู้ได้

        “ที่เถียงเพราะว่ารับไม่ได้ล่ะสิที่ตัวเองเทียบสเตฟานีไม่ได้”  โลแลนเสริม  คำพูดของเขาทำให้สตีฟแทบจะมีปีกงอกออกมาจากแผนหลังเลยทีเดียว  “ใช่สินะ...เพราะฉันเห็นว่าสเตฟานีมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าเด็กแสบปากมาก  นิสัยเสีย  รูปร่างเรียบแบนอย่างเธอตั้งเยอะ!

        พรวด!...

        แล้วความเงียบชนิดที่ป่าช้าสักแห่งจะต้องอายก็มาเยือน  โลแลนจำไม่ได้ว่าตัวโผลงอะไรออกไปบ้าง  ใจจริงเขาก็แค่อยากจะแหย่เด็กแสบซ่าอบ่างเซลีนให้ได้รู้ว่าตัวเขาก็สู้คนเป็น  ไม่ได้ยอมให้คนอื่นมาดูถูกได้อย่างเดียว....แต่ดูเหมือนว่า  เขาคงจะเผลอหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้ว  เยี่ยม...ผองเพื่อนที่นิ่งเงียบแบบมนุษย์ใบ้กินก็ไม่ได้ช่วยให้โลแลนรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย  จะมีก็แต่สตีฟที่ตบมือชอบใจกับสิ่งที่ได้ยิน  จาเร็ตผิวปากเบาๆ  สีหน้าของเขาดูทึ่งๆและแตกตื่นไปในตัว  เขาเหล่มองไปทางเซลีนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาเหมือนจะบอกให้โลแลนดูอาการทางนั้นก่อน

        แม้แต่แอวีแอสเน่ที่นั่งอยู่ข้างตัวเด็กสาวที่นิ่งเงียบไป  ยังสังเกตได้ถึงความผิดปกติของคนข้างตัว  “เซลีน...”

        “แอร์วี่...”  เซลีนที่เอาแต่ก้มมองโต๊ะหลังจากที่ถูกกล่าวหาไปสารพัดก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่ชวนให้คนฟังที่อยู่ในระยะสิบเมตรวิ่งเตลิด  แล้วเด็กสาวก็กำมีสั่นจากไหนไม่รู้ออกมาเป็นคลังแสงลุกขึ้นด้วยท่าทางชวยให้มันสมองแตก  “ขอฉันเชือดทายาทของตระกูลสตาฟเฟอร์คนนี้ได้ไหม...”  ไม่จำเป็นที่เซลีนจะต้องรออนุญาตจากพี่สาวที่ตนนับถือ  เธอก็ปามีดหลายเล่มในมือออกไปข้างหน้า  และมันคงจะเป็นการดีกว่าถ้าเป้าหมายที่ปลายมีดหลายเล่มมุ่งไปไม่ใช่โลแลนที่เตรียมจะถอยลนไปข้างหลัง

        ด้วยความตกใจทำให้โลแลนเผลอปล่อยพลังที่อยู่ในตัวออกมาทำให้ฝูงห่ามีดที่รอยเข้ามาหมายจะปลิดชีพเขากลายเป็นเพียงเท่าถ่านเจือจางก่อนจะหายไปในห่วงอากาศ  ท่างกลางหลายสายตาที่มองมาอย่างตกตะลึง  เจ้าของมีดอย่างเซลีนกัดฟันกรอด  นั่นเธอคิดจะฆ่าเขาจริงๆหรือเนี่ย...ให้ตายสิ!  ไม่ใช่แค่นั้นเด็กสาวสติแตกยังทำท่าเหมือนจะพุ่งออกมากระโดดถีบโลแลนอีกสักเปรี้ยง  ถ้าไม่ติดที่ว่าเหล่าผองเพื่อนชาติชายสังเกตเห็นและพากันย้ายกลุ่มไปกดตัวเซลีนเอาไว้แทน

        “ใจเย็นก่อนเซลีน  ใจเย็นไว้!  ลูธพยายามปลอบเธอ  แต่เด็กสาวก็ดูจะหัวเสียกว่าครั้งไหนๆ  สังเกตได้จากของมีคมที่เธอปาใส่โลแลน  ทั้งวิถีการปา  เป้าหมาย  และแรงที่ใช้ปา  โลแลนจึงมั่นใจว่าเซลีนไม่กะเอาเขาไว้อีกต่อไปแล้ว

        “นี่เธอจะฆ่ากันจริงๆเลยหรือไง!...ยัยโหดเอ๊ย!  โลแลนนึกแล้วก็อดสติแตกขึ้นมาบ้างไม่ได้  เมื่อคิดว่าถ้าพลังแปลกที่อยู่ในร่างกายของเขาไม่ทำงาน  ป่านนี้ทุกคนในห้องโถงคงจะได้เห็นโลแลนถูกเสียงหมดสภาพไปแล้ว  “รู้จักคำว่า  เล่นๆ  ไหม!...หัดเล่นๆซะมั่งสิ”

        “หนวกหู!  นายนั่นแหละตัวดี  ยังจะมีหน้ามาพูดอีกนะเจ้าตัวน่ารำคาญ!  เซลีนโวยวายและพยายามดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะได้ออกมาชกโลแลนได้ตามที่คิด  แต่เธอก็เจอปัญหากับเหล่าองครักษ์พิทักษ์โลแลนทั้งสี่คนที่พยายามกับกดเธอลงกับโต๊ะ  เหตุเพราะไม่อยากเห็นโลแลนกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อก้อนเล็กๆที่น่ารังเกียจตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ในหน่วยบัญชาการที่ 6

        โลแลนลเลิกคิ้วและทบทวนว่าตนพูดอะไรที่สามารถทำให้เด็กผู้หญิงสักคนโกรธเป็นฝืนเป็นไฟได้บ้าง  “โกรธที่ฉันว่าเธอเรียบแบบหรือ?...ก็มันจริงนี่!

        แล้วใบหน้าของเซลีนก็กลายเป็นสีแดงสด  โลแลนไม่มั่นใจว่าเธอกำลังเขินจัดจนหน้าแดงหรือว่าเธอกำลังโมโหหนักจนแทบจะควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ม่อยู่กันแน่

        ในระหว่างที่หน่วยบัญชาการที่ 6 กำลังเจอปัญหาทะเลาะวิวาทภายในอยู่นั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ทางเขาห้องโถง  ตามด้วยร้างเงาของชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต  และการมาของคนแปลกหน้าก็ทำให้สงครามภายในหน่วยยุติลงชั่วคราว

        ผู้มาเยือนฝ่ายชายที่มีร่างกายบึกบึนกำยำกล่าทักทาย  “วุ่นวายไม่เปลี่ยนเลยนะพวกสมาชิกหน่วยหกทั้งหลาย  ให้การต้อนรับแขกกันแบบนี้หรือไง!

1 ความคิดเห็น