The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 11 : คำท้าทายระหว่างหน่วยบัญชาการ ข้อตกลงอีกข้อที่ไร้เหตุผล...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 พ.ค. 58

ตอนที่ 11 คำท้าระหว่างหน่วยบัญชาการ  ข้อตกลงอีกข้อที่ไร้เหตุผล...

 

        “เป็นการทักทายที่ห่วยแตกมากเลยนะเจ้าพวกขี้แพ้”  ชายหนุ่มบึกบึนแสยะยิ้มน่ารังเกียจ

        “นั่นสินะ  ได้ข่าวว่ามีเด็กใหม่ไฟแรงเพิ่งเข้ามาในหน่วย  ถึงยังไงก็คงเป็นพวกไม่เอาไหนเหมือนคนอื่นๆนั่นล่ะ”  หญิงสาวที่ตามมาเอ่ยเสริม  วาจาที่ใช้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าผู้มาเยือนมาอย่างสันติ  “แบบนี้จะรับคำท้าเราไหวไหมนี่!

        เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงเยอะเย้ยทำให้สมาชิกที่เป็นเจ้าของสถานที่ทั้งหมดพากันชักสีหน้าไม่พอใจ

        โลแลนแทบจะลืมเรื่องสงครามประสาทระหว่างเขากับเซลีนไปเลย  แน่นอนว่าคู่กรณีตัวแสบของเขาในตอนนี้ก็หมดฤทธิ์ไปแล้วเช่นกัน  ปัจจัยหลักคงจะมาจากคำพูดไร้มารยาทและการปรากฏตัวแบบไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงของผู้มาเยือนทั้งสอง

        เพราะบรรยากาศเงียบผิดปกติของสมาชิกคนอื่นๆที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาราวกับว่าสองผู้มาเยือนคือสิ่งที่นำความทุกข์ร้อนมาสู่หน่วยบัญชาการแห่งนี้  แม้โลแลนจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์สักเท่าไร  แต่เขาก็เลือกที่จะปิดปากเงียบเอาไว้แต่โดยดีเสียจะดีกว่า  เขาได้แต่มองและพิจารณาสองผู้มาเยือนใหม่ด้วยความสงใสและงุนงง

        ชายผู้มาใหม่เป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่และบึกบึน  ผิวสีเข้มและกล้ามที่ขึ้นบริเวณหน้าอกและแขนทำให้เขาดูเหมือนทหารผ่านศึกดีๆสักคนที่จะหาได้ในสมัยนี้  เขามีดวงตาสีเข้มและผมเกรียนตัดสั้นที่ดูหาเรื่องและโหดเถื่อนไปในตัว  บนใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็น  ที่เหมือนถูกของมีคมอันตรายสักอย่างกรีดจนเป็นแผลยาวบริเวณเหนือคิ้วข้างหนึ่ง  ไม่ว่าสิ่งที่ทำให้ผู้ชายป่าเถื่อนคนนี้มีบาดแผลจะเป็นอะไร  โลแลนก็ไม่ขอเจอหรือสัมผัสสิ่งๆนั้นเป็นอันขาด...ชายผู้ดูป่าเถื่อนคนนี้ยังสวมเสื้อกล้ามที่ดูคับจนเกินไปและกางเกงลายทหารโดยมีเสื้อคลุมแฟชั่นหลักของที่นี่สวมทับ  ดูเป็นการแต่งตัวในแบบของนักรบสมัยใหม่ที่พร้อมจะจัดการศัตรูฝั่งตรงข้ามด้วยมือเปล่า...ซึ่งโลแลนก็รู้สึกว่าผู้มาใหม่ทั้งสองกำลังมองเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกให้รู้ว่า  พวกเขาเป็นศัตรู

        ฝ่ายหญิงที่เดินตามชายผู้ดูป่าเถื่อนเข้ามา  เธอเป็นผู้หญิงที่ดูบ้าพลังเอามากๆ  และก็ดูซาดิสม์ยิ่งกว่าฝ่ายชายที่เดินนำเข้ามาเสียอีก  เธอมีดวงตาสีม่วงเข้มที่ดูลึกลับแต่ไม่น่าค้นหาและทรงผมสั้นเป็นหนามแหลมก็ถูกย้อมด้วยสีหลากหลายที่แสดงให้เห็นถึงความเถื่อนดิบในแบบที่ผู้หญิงโรคจิตสักคนจะมีได้  ผู้มาใหม่ทั้งสองน่าจะมีอายุพอๆกันกับลูธหรือไม่ก็จาเร็ต

        สุดท้ายไม่ว่าจะมองภายนอกและรู้สึกว่าสองคนที่มาใหม่นั้นดูเถื่อนมากน้อยเพียงใด  โลแลนก็ไม่รู้อยู่ดีว่าผู้มาใหม่ต้องการอะไร ยิ่งฝ่ายหญิงสาวที่ดูโรคจิตคนนั้นเอ่ยถึงเขาในมุมมองหนึ่งยิ่งทำให้โลแลนชักจะไม่มั่นใจแล้วว่า  วันนี้จะเป็นวันที่สงบสุข

        “ไม่เอาน่า!  พวกนี้เงียบกันใหญ่เลย  ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้นะ...นี่ช่วยพูดอะไรหน่อยสิมิลันดา!  ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกและเพ่งสายตามองสมาชิกของหน่วยที่พากันนิ่งเงียบหมายจะหาตัวช่วย

        หญิงสาวแสยะยิ้มและเดินตรงมาทางกลุ่มของโลแลนที่ในตอนนี้ไม่ได้ให้ความสนใจกับสงครามของโลแลนกับเซลีนอีกต่อไปแล้ว  “เรามาส่งยื่นคำท้าอย่างเป็นทางการเท่านั้นนะไคลน์  ลืมแล้วเหรอ”  ถึงจะพูดแบบนั้นแต่หญิงสาวที่ชื่อมิลันดาก็ยังเดินมาวางท่าใส่กลุ่มของโลแลนอยู่ดี  “พวกเราก็แค่มาอย่างสันติ  ดังนั้นขอสัญญาในฐานะผู้นำหน่วยบัญชาการที่หนึ่งแห่งศูนย์วิจัย  ฉันจะไม่ก่อเรื่องหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใครในที่นี้ต้องสติแตก  เนอะคุณสตีฟ...”

        “สเตฟานีย่ะ!  สตีฟโต้แย้งสวนกลับไปในทันทีเมื่อถูกล้อเลียน

        “มีธุระอะไรที่หน่วยหกมิลันดา  ถ้าบอกว่าจะมาส่งคำท้าแบบทุกๆทีล่ะก็ใช้พวกปลายแถวคนอื่นๆมาส่งยื่นแทนก็ได้นี่  ครั้งนี้มีอะไรพิเศษงั้นหรือ?  ลูธเดินออกมาประจันหน้ากันมิลันดาด้วยสายตาที่ดูเป็นผู้นำในแบบที่โลแลนก็เพิ่งจะเคยเห็นจากลูธ

        มิลันดากลอกตา  “คิดว่านายจะรู้อยู่แล้วเสียอีก  ฉันก็แค่อยากจะมาทักทายสมาชิกหน้าใหม่ของหน่วยบัญชาการที่หก  อยากรู้ว่าลูกชายคนเดียวของด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์จะมีดีอย่างผู้เป็นพ่อหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง”  เธอเหล่มองมาที่โลแลนอย่างพิจารณา  ก่อนจะพูดว่า  “นายสินะ...”

        “ไม่ใช่!  สตีฟปฏิเสธทันควัน  แต่โลแลนกลับปากไวเกินกว่าเหตุและยอมรับออกไปซึ่งๆหน้า

        “ใช่  ฉันเองแหละ”  โลแลนยกมือขึ้นเพื่อแสดงที่ตั้งของตน

        มิลันดาพิจารณาโลแลนตั้งแต่หัวจรดเท้า  และยักไหล่ให้ไคลน์ชายที่ตามเธอมาด้วย  เหมือนจะบอกว่าโลแลนก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจอย่างที่ใครคิด  “ก็ธรรมดานี่นา  ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ”  มิลันดาสูงกว่าโลแลนนิดหน่อย  ซึ่งนั่นทำให้โลแลนต้องเงยหน้ามองเธอที่เดินเข้ามาใกล้และกระชากคอเสื้อเขาเข้าไปใกล้ตามแรง  โลแลนมองเห็นแววตาหาเรื่องของเธอที่เป็นประกายไม่สามารถปกปิดได้  ถึงเธอจะประกาศไม่ได้ต้องการจะหาเรื่อง  หรือก่อความวุ่นวาย...แต่ก็เห็นๆกันอยู่กว่าเธอไม่ได้คิดจะทำตามที่พูดเอาไว้  “ฉันล่ะอยากรู้จริงๆว่านายจะทำอะไรได้บ้าง  ได้ข่าวว่าทำลายสัตว์ทดลองได้ทั้งตัวโดยไม่ได้ใช้อาวุธอะไรเลยนอกจากมือเปล่าๆ”  เธอหันไปหาคู่หูและทั้งสองก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาเหมือนจะบอกว่า  เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปได้ที่ไหนกัน

        เพื่อนที่อยู่ข้างหลังพยายามจะเข้ามาช่วยโลแลน  แต่เขาก็ส่งสายตาบอกให้ผองเพื่อนรู้ว่า  เขาเอาอยู่...มั้งนะ

        โลแลนไม่ได้ว่าอะไรที่โดนผู้หญิงกระชากคอเสื้อไปกำไว้เล่นๆแบบนั้น  เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาโดนทำแบบนั้นอยู่บ่อยๆตอนที่อยู่ในโรงเรียนประจำ

        “มันเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้นแหละ”  โลแลนยักไหล่  “มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดยังไง  และก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่รับฟังจะตีความหมายไปในทางไหน  แต่ฉันไม่คิดว่าที่เธอและเพื่อนของเธอถ่อมาที่นี่  มีจุดประสงค์เพื่อมาพิสูจน์เรื่องพลังของฉันหรอกนะ  ถ้าจำไม่ผิด...เธอบอกเองว่าไม่ได้มาก่อความวุ่นวาย”

        มิลันดาเลิกคิ้ว  “ฉันไม่ได้ก่อความวุ่นวายเจ้าเด็กใหม่  แล้วก็ไม่ต้องมาทำเป็นตีสนิท  เพราะฉันไม่มีทางที่จะลดตัวเองมาเสวนากับพวกชั้นต่ำอย่างพวกหน่วยหกเป็นอันขาด!

        โลแลนเผลอปล่อยเสียหัวเราะออกไปโดยไม่รู้ตัว  และเขาก็มั่นใจว่านั่นต้องทำให้ผู้มาเยือนต่างหน่วยทั้งสองโกรธเกรี้ยวมากกว่าเดิม

        “ขำอะไรของนาย!  มิลันดากำขอเสื้อของเขาแน่นกว่าเดิม  โลแลนรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่แน่นขึ้นบริเวณต้นคอ  “ที่ฉันพูดมีอะไรชวนให้นายตลกนักหรือไงเจ้าเด็กใหม่!

        “โทษที!...”  โลแลนยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้  ก่อนจะหันไปหาผองเพื่อนที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดตาไม่กระพริบและฉีกยิ้มก่อกวนให้มิลันดา  “ก็เธอบอกว่าพวกเราชั้นต่ำ  ข้อนั้นฉันไม่ว่า  เพราะเดิมทีฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นสูงอยู่แล้ว  แต่ว่านะมิลันดา  ในขณะที่เธอกำลังดูถูกพวกเราอยู่แบบนี้  เธอลืมไปแล้วหรือ  ว่าตัวเองก็กำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่เธอบอกว่าชั้นต่ำเช่นกัน  แล้วแบบนั้นเธอก็คงอยู่ชั้นเดียวกับพวกเราแล้วล่ะ...จริงไหม”

        “ฮ่าๆๆๆ!!...”  แล้วสมาชิกหน่วยหกที่มิลันดาเรียกว่าชั้นต่ำก็พากันส่งเสียงหัวเราะกันให้ถ้วนหน้า  หลายคนถึงกับทุบโต๊ะอย่างสะใจ  ยิ่งได้เห็นสีหน้าโหดๆของมิลันดาแปรเปลี่ยนเป็นสีขมพูเพราะความเขินอาย  สิ่งที่เธอแสดงออกมาก็ยิ่งทำให้สมาชิกหน่วยหกปิดปากตัวเองเอาไว้ไม่อยู่

        “โดนเต็มๆเลยนะมิลันดา!  ดูเหมือนว่าเธอจะหาเรื่องผิดคนเสียแล้ว  โดยเฉพาะเด็กใหม่ของเราคนนี้น่ะ”  จาเร็ตทำหน้าเยอะเย้ยใส่ผู้มาใหม่  ในขณะที่สตีฟก็ฉีกยิ้มหวานให้โลแลนและส่งสายตาชื่นชมให้เขาไม่วางตา

        “เงียบนะ!  ไคลน์ตะหวาดแต่ก็ไม่มีใครรับฟังสิ่งที่ผู้มาใหม่พูด

        “หาเรื่องกันสินะเจ้าเด็กใหม่สตาฟเฟอร์  แค่พ่อของนายเป็นคนใหญ่คนโตก็ไม่ได้หมายความว่านายจะมีสิทธิมากทำอวดดีแถวนี้นะ!  มิลันดาปล่อยคอเสื้อเขาและมองเขาด้วยสายตาชิงชัง

        ทันทีที่คอเสื้อเป็นอิสระโลแลนก็จับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะตอบกลับมิลันดาไปว่า  “โทษนะ  แต่ฉันไม่ชอบพึ่งบารมีเจ็ดสีของเสด็จพ่อเสียเท่าไร”

        ก๊าก!...

        คำตอบของเขาเรียงเสียงหัวเราะน่าอนาถของผองเพื่อนได้อีกบานเลย  ทั้งเด็กน้อยวันกระเปี๊ยกไปจนถึงมนุษย์คนชราวัยที่พากันยกไม่เท้าของตนขึ้นโบกไปมา  เหมือนจะเชียร์โลแลน  ซึ่งท่าโบกไม้เท้าของพวกคนชราก็ชวนให้โลแลนรู้สึกหวากเสียว  หวังว่าเขาจะไม่ใช่ต้นเหตุของการเสียชีวิตหมู่ของเหล่าคนชราในหน่วยบัญชาการที่ 6 นี้หรอกนะ

        เสียงหัวเราะและใบหน้าก่อกวนของโลแลนอาจจะยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มิลันดาทรงกริ้วมากกว่าเดิมก็เป็นได้  เธอยกมือที่กำหมัดขึ้นเหมือนจะซัดโลแลนสักเปรี้ยง  และโลแลนก็สังเกตเห็นว่ากำปั้นของเธอถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงสีแดงอ่อน  นั่นเธอมีกำปั้นมรณะอะไรแบบนั้นหรือไง  แต่ก่อนที่โลแลนจะได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดจากกำปั้นมรณะของมิลันดา  ลูธที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็เขามายืนขวางระหว่างโลแลนกับมิลันดา  ซึ่งนั่นส่งผลให้ลูกสมุนเบอร์ 1 ของมิลันดาอย่างไคลน์รีบวิ่งเข้ามายืนขนาบข้างเพื่อนสาวทันที  สีหน้าและท่าทางของผู้มาใหม่ทั้งสอง  บอกให้รู้ว่าพวกเขาพร้อมจะลืมเรื่องที่บอกว่าจะไม่ก่อความวุ่นวาย  และพร้อมที่จะก่อสงครามเล็กๆภายในหน่วยบัญชาการแห่งนี้แล้ว

        “ถ้าต้องการจะมีเรื่องก็ข้อให้เป็นที่สนามฝึกหรือไม่ก็วันแข่งขันระดับของหน่วยเถอะ!  ฉันคิดว่าแบบนั้นมันยุติธรรมที่สุด”  ลูธยื่นข้อเสนอที่โลแลนไม่ค่อยจะเข้าใจให้ทางฝ่ายผู้มาเยือนทั้งสองที่อยากจะมีเรื่องใจจะขาด  และดูเหมือนข้อเสนอของลูธจะได้ผล

        มิลันดากางแขนข้างหนึ่งออกไปกันไม่ให้ไคลน์คู่หูของเธอทำอะไรที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย  “ถึงฉันจะไม่สบอารมณ์เจ้าเด็กใหม่นี่  แต่จะยอมทำตามข้อเสนอของนายก็ได้  เพราะถึงยังไงฝ่ายที่ชนะก็ต้องเป็นหน่วยบัญชาการที่หนึ่งอยู่แล้ว  พวกปลายแถวน่ะไม่มีวันขยับขึ้นมาอยู่หน้าแถวได้หรอก”  สายตาจิกจัดของมิลันดายังคงจ้องมาที่โลแลนเขม็ง  แต่แล้วเธอก็เหลือไปมองเซลีนที่ถูกผองเพื่อนของโลแลนจับกดที่โต๊ะ  ก่อนจะหัวเราะในลำคอเมื่อได้เห็นสภาพไม่น่ามองของเด็กสาว  “หึ!...เห็นๆเลยว่าพวกนายกำลังสนุก  เพราะงั้นฉันจะไม่ทำลายความสนุกเล็กๆน้อยของพวกชั้นต่ำก็แล้วกัน  ดูเหมือนเธอจะเจอศึกหนักนะเซลีน”

        “อย่ายุ่งไม่เข้าเรื่องน่า!...”  เซลีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นอย่างนางพญา  ซึ่งนั่นทำให้ผองเพื่อนที่กดดันร่างของเธออยู่เริ่มถอยห่างเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ได้แล้ว  “ถ้าจะส่งยื่นคำท้าก็รีบๆว่ามา  จะได้ตกลงกันให้เสร็จๆ  แล้วก็รีบกลับหน่วยไป...”

        “โห...พูดแบบนี้ก็มีสนุกสิ”  ไคลน์เดินเข้าไปใกล้เด็กสาวจอมแสบในระยะอันตรายเกินไป  เขาใช้ปลายนิ้วเสยเส้นผมเล็กๆของเซลีนขึ้นเพื่อให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ดุดัน  “ไม่น่ารักเอาเสียเลยนะ...”

        เซลีนไม่ได้หลบสายตาไคลน์กลับกันเธอดูเหมือนจะของขึ้นอีกครั้งมากกว่า  “แล้วมันใช่เรื่องของนายไหม...เรื่องคำท้าล่ะว่าไง  จะเจรจาหรือไม่เจรจาถ้าไม่ก็เชิญกลับไปทางเก่าที่มาเลย”

        คำพูดยุแหย่ของเซลียยิ้มทำให้ไคลน์ฉีกยิ้มที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังสนุกสุดๆ  และนั่นก็ทำให้เขาขยับเข้าไปใกล้เด็กสาวจอมแสบมากกว่าเดิมจนหน้าผากแทบจะชนกัน  ลูธและหลายคนที่มองเหตุการณ์อยู่เริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ  โลแลนไม่มั่นใจว่าตัวเองเผลอชักสีหน้าไปด้วยหรือเปล่า  แต่เขาก็รู้สึกไม่ชอบใจในสิ่งที่ไคลน์ทำเอาเสียเลย

        “เดี๋ยวนี้มีเปลี่ยนเรื่องด้วยหรือ...ยังไงฉันก็ยังยื่นข้อเสนอพิเศษให้เธอได้เสมอนะเซลีน”  ไคลน์พูด  การกระทำไร้มารยาทของเขาทำให้โลแลนได้แต่กำหมัดแน่น  แต่ก่อนที่โลแลนหรือใครในหน่วย 6 จะได้ทำอะไร  เซลีนก็ทำบางอย่างที่ทำให้สมาชิกของหน่วยถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะชอบใจออกมาอีกรอบ

        โป๊ก!

        เซลีนโขกหน้าผากของหัวเองกับหน้าผากของไคลน์ที่เสนอหน้ายื่นหน้าผากเข้ามาใกล้เสียงดังสนั่นลั่นห้องโถง  ตามด้วยร่างบึกบึนของไคลน์ที่ลงไปนอนหงายหมดสภาพอยู่กับพื้น  ทำให้มิลันดาที่ตามมาด้วยถึงกับชะงักไปพักหนึ่ง

        เซลีนใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าผากอย่างรังเกียจ  เหมือนเธอเห็นหน้าผากของไคลน์เป็นสิ่งของสกปรกที่อาจจะทำให้หน้าผากงามๆของเธอแปดเปื้อนได้

        ไคลน์ยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง  มือก็กุมหน้าผากที่แดงและนูนเป็นลูกตำลึงของตัวเอง  เขาร้องโอดโอยพลางชี้นิ้วมาทางผู้ที่ทำให้หน้าผากของเขาหมดสภาพแบบนั้น  “นี่เธอ...!  เธอกล้า!

        “ก็กล้าแหละ  ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำหรอก”  เซลีนกอดอก  “บอกไปแล้วว่าอย่าล้ำเส้น  ถ้านายจะมายื่นคำท้าก็รีบๆว่ามา  ข้อเสนอในการท้าด้วย  ข้อถามเป็นครั้งสุดท้าย  ถ้าพวกนายไม่รีบบอกฉันจะถือว่าเรื่องคำท้าในครั้งนี้ถือเป็นโมฆะ...แบบนั้นได้ใช่ไหมสตีฟ”  เซลีนหันไปหาผู้ดูแลหน่วยที่ทำหน้าสะใจที่ได้เห็นคนโดนอัน  แต่แล้วก็ต้องรับชักสีหน้าทันทีเมื่อมีเซลีนพูดชื่อที่เขาไม่ชอบออกมา

        “สเตฟานี!  แต่จะเอาแบบนั้นก็ได้  ฉันโอเค!

        เมื่อได้รับคำยืนยันจากผู้คุมหอเซลีนก็หันไปมองสองคนที่บอกว่าจะมายื่นคำท้าด้วยสายตาจริงจัง  “ว่าไง...”

        มิลันดากัดฟังกรอด  แต่ก็ยอมพยักหน้าตกลง  เธอส่งม้วนกระดาษบางอย่างให้ลูธ  ซึ่งเขาก็รับมันไว้และทำเหมือนว่ามันเป็นแค่เศษกระดาษเก่าสักชิ้นที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจ

        “สิ่งที่พวกนายต้องการในครั้งนี้ล่ะ...?  ลูธเอ่ยถามซึ่งคำถามของเขาก็ทำให้โลแลนต้องขมวดคิ้วไม่เข้าใจ  ลูธพูดเหมือนกับว่าหน่วยของเราเป็นทาสของหน่วยของมิลันดายังไงยังงั้น

        มิลันดาแสยะยิ้มพึงพอใจเล็กๆ  ก่อนจะหันไปถามความเห็นจากเพื่อนที่โดนเซลีนโขกไปนั่งจับกบอยู่กับพื้น  “ครั้งนี้นายอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าไคลน์”

        คำถามของเพื่อนสาวทำให้ไคลน์ยิ้มร่า  ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เซลีนพร้อมแววตาน่ารังเกียจ  “เยี่ยมเลยมิลันดา!...จบการแข่งขันฉันอยากให้เซลีนมาอยู่หน่วยเรา  และเป็นของเล่นของฉัน!

        “หา?...”  เซลีนเอียงคอ  ไม่เข้าใจ

        ลูธชักสีหน้าใส่  ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆของหน่วยก็พากันประท้วง  “แบบนี้มันเกินไปนะ!  มีสิทธิอะไรจะมาเอาสมาชิกของหน่วยเราไปเป็นของพวกนาย  ใครมันจะไปยอมกันเล่า!  เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นหลังจากนั้น  โลแลนยังไม่ค่อยเข้าใจการวางเดิมพันในครั้งนี้เสียเท่าไร  แต่เขาก็พอจะรับรู้ได้  ว่าสิ่งของเดิมพันในครั้งนี้มันไม่เหมาะสม  ต่อให้คนที่ถูกเป็นของเดิมพันอย่างเซลีนจะทำหน้างง  ไม่เข้าใจในสิ่งที่ไคลน์พูดก็ตาม...ถึงยังไงเธอก็ยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะเข้าใจเรื่องแบบนี้แหละนะ

        “พวกเรามีสิทธิในฐานะผู้ชนะยังไงล่ะ  ในการเดิมพันตามคำท้า  ฝ่ายที่แพ้จะต้องทำตามความต้องการของฝ่ายที่เป็นผู้ชนะเสมอ”  มิลันดาแกล้งทำเป็นมองเล็มมือที่ถูกทาสีสดหลากหลาย  “และถ้าจำไม่ผิด  พวกนายก็ขยันพ่ายแพ้อยู่ตลอดไม่ใช่หรือไง...ตามสิทธิของผู้ชนะ  ถึงจะเป็นเรื่องย้ายคนไปอยู่หน่วยอื่นก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไรหรอกน่า  อีกอย่าง...ทางหน่วยเราก็กำลังต้องการคนชั้นต่ำมาเป็นทาสด้วยสิ!

        ทนฟังมาจนถึงตอนนี้โลแลนก็ชักจะไม่ชอบผู้มาเยือนเข้าไปอีก  และปากของเขาก็ไม่เคยอยู่เป็นสุขเสียที

        “เฮ้!...พูดแบบนั้นมันไม่เกินไปหน่อยหรือ  ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร  แต่ถ้าพวกเราชนะ  ข้อตกลงงี่เง่านั่นก็จะถือเป็นโมฆะใช่หรือเปล่า”  โลแลนถามกลับ  เรียกความสนใจจากคนทั้งห้องโถงได้เป็นอย่างดี  “แล้วถ้าพวกเราชนะจะได้อะไรล่ะ”

        มิลันดาเลิกคิ้ว  “ไม่ได้อะไรทั้งนั้นนั่นแหละ”

        “อ้าว!  ทำไมมันไร้ความยุติธรรมแบบนั้นล่ะ”  โลแลนเบ้หน้าทำให้ผองเพื่อนได้แต่ส่ายหน้าให้คนที่ไม่รู้เรื่องอย่างโลแลน

        “เพราะหน่วยของฉันเป็นผู้ยื่นคำท้ายังไงล่ะ  เมื่อเป็นฝ่ายที่กล้าท้าดวลก็มีสิทธิที่จะได้รับรางวัลเมื่อได้รับชัยชนะ  และจะไม่เสียผลประโยชน์เมื่อผ่ายแพ้  ถ้านายไม่อยากเสียผลประโยชน์ก็หัดมาท้าหน่วยอื่นก่อนสิ”  แต่แล้วมิลันดาก็ยกมือขึ้นปิดปากพลางหัวเราะเยอะเย้ย  “อ๋อ!  ลืมไป...หน่วยของพวกนายน่ะขี้ขลาดเกินกว่าจะไปท้าดวลหน่วยไหนๆสินะ  ฉันไม่แปลกใจเลย”

        โลแลนกำมือแน่นในขณะที่ผู้มาเยือนทั้งสองเสนอหน้าหัวเราะใส่หน่วยของพวกเขา  เมื่อหันไปมองสมาชิกคนอื่น  โลแลนก็นิ่งอึ้งไปหน่อยๆ  เมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบ  และไม่มีใครคิดจะโต้แย้งคำดูถูกเหล่านั้นเลยแม้แต่คนเดียว  มันทำให้โลแลนอดคิดไม่ได้ว่า  หน่วยของเขาเป็นหน่วยที่ขี้ขลาดจริงๆอย่างที่ผู้มาเยือนต่างถิ่นทั้งสองว่าหรือเปล่า

        “ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่าหลังจากที่พวกฉันชนะการแช่งอะไรนั่นไปแล้ว  ครั้งหน้าฉันจะเป็นฝ่ายไปท้าพวกนายเองเลยก็แล้วกัน”

        คำประกาศของโลแลนทำให้ความเงียบของผู้คนมาเยือนได้อีกครั้ง  สมาชิกทุกคนมองเขาอย่างทึ่งๆ  หลายคนพยายามเขี่ยหูของตัวเองและตัวหน้าไปมาเพราะไม่แน่ใจว่าพวกเขาได้ยินสิ่งที่โลแลนพูดถูกหรือเปล่า  แม้แต่ผู้ที่โลแลนกำลังโต้วาทีด้วยอย่างมิลันดายังถึงกับเบิกตากว้างราบกับไม่เชื่อในสิ่งที่โลแลนโผลงออกไป  ก่อนที่เธอจะปล่อยหัวเราะออกมาหลังจากค้นหาเสียงที่หายไปของตัวเองเจอ

        “อย่างมาพูดให้ขำน่า!  อย่างนายเนี่ยนะจะไปท้าหน่วยของฉัน  เป็นเรื่องตลกที่สุดที่เคยได้ยินเลยว่าไหมไคลน์!  มิลันดาสะกิดเพื่อนชายที่ยังอึ้งและตะลึงกับสิ่งที่โลแลนพูดให้สติกลับมา  ก่อนที่คู่หูของเธอจะพยักหน้าหงึกๆอย่างเหม่อลอย  “แล้วดูที่พูดสิ!  มั่นใจเหลือเกินนะว่าจะชนะหน่วยที่แข็งแกร่งด้านพละกำลังอย่างหน่วยหนึ่งของฉันได้น่ะ  หรือว่านายยังไม่รู้กันว่าหน่วยของนายน่ะเป็นหน่วยที่พ่ายแพ้ตลอดกาล!

        “เออ  ยังไม่รู้  เพิ่งจะรู้ก็เมื่อกี้นี้แหละ”  โลแลนประชดประชัน  เขาหันไปสบตาผองเพื่อนเหมือนจะขอคำยืนยันเรื่องความพ่ายแพ้ตลอดกาลที่มิลันดากล่าวหา  โดยหวังว่าผองเพื่อนจะส่ายหน้าและปฏิเสธว่าสิ่งที่เธอพูดไม่เป็นความจริง  แต่เหล่าผองเพื่อนต่างก็พร้อมใจกันพยักหน้ายอมรับในข้อกล่าวหาที่แสนเจ็บปวดของมิลันดา  นั่นไม่ได้ช่วยให้โลแลนมีกำลังใจในการกอบกู้หน่วยเสียงเท่าไรเลย  โลแลนถอนหายใจและหันไปประจันหน้ากับมิลันดาอีกครั้ง  “จะแพ้ตลอดกาลหรืออะไรก็ช่างมันสิ  เพราะครั้งนี้เราจะชนะ!...แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องท้าดวล  ถ้ามีครั้งหน้าฉันไม่พลาดแน่”

        ถึงจะเจ็บใจ  แต่มิลันดาก็ทำได้แค่ยืนกัดฟังควบคุมสติอารมณ์  เธอตวัดสายตาไปทางลูธก่อนจะหันไปแขวะใส่สมาชิกของหน่วยคนอื่นๆ  “ข้อตกลงเป็นไปตามนี้!  เตรียมตัวรอรับความผ่ายแพ้ได้เลย...ไคลน์กลับ!

        แล้วมิลันดาก็หันไปลากคอเพื่อนชายที่ทำหน้าหาเรื่องใส่โลแลนให้กลับไปยังที่ของตน...โลแลนอยากจะอวยพร  ไปดีมาดี  แต่ก็นั่นแหละ...คำพูดตามมารยาทไม่จำเป็นต้องงัดออกมาใช้กับพวกคนหัวรุนแรงอย่างสองผู้มาเยือนที่กำลังเดินอุ้ยอ้ายออกจากห้องโถงไปจนลับตา

        ทันทีที่สองมนุษย์อันตรายเคลื่อนตัวออกไปจากหน่วยบัญชาการ  เหล่าผองเพื่อนทั้งห้องโถงต่างก็พากันถอนหายใจยืดยาวอย่างพร้อมเพียง  ลูธโยนม้วนกระดาษที่มิลันดาเคยส่งให้ลงบนโต๊ะ  สีหน้าของเขาดูจะเบื่อกับเรื่องวุ่นวายแบบนี้เต็มทน  จาเร็ตเบ้หน้าใส่ม้วนกระดาษราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เขารังเกียจที่สุด  แอวีแอสเน่ได้แต่ยิ้มอ่อนๆ  ซึ่งโลแลนก็เพิ่งจะสังเกตว่าเธอเป็นคนเดียวที่สามารถยิ้มออกมาได้ต่อให้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด  ส่วนสมาชิกคนอื่นก็เอาแต่ส่ายหัวไปมาและทำใจให้ยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น...สายตาที่ดูย่ำแย่ของพวกเขาทำให้โลแลนไม่คิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าที่พวกเขาคิดจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสียเท่าไร

        โลแลนเดินไปหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาและเปิดอ่านโดยที่ไม่ได้ขออนุญาต  ภายในกระดาษมีข้อมูลที่กล่าวถึงการท้าดวลอย่างเป็นทางการ  ที่ใช้ภาษาที่สุภาพและเป็นทางการ  ซึ่งมันดูไม่ค่อยจะเหมาะกับความต้องการของผู้ส่งและผู้รับเสียเท่าไร

        เมื่ออ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายโลแลนก็ต้องขมวดคิ้ว

        เอกสารท้าดวล  หน่วยบัญชาการที่ 6...

        “ทำไมพวกนั้นต้องเจาะจงเป็นหน่วยของเราด้วย  คือแบบว่า  พวกนั้นดูเหมือนจะชินกับการมาส่งเอกสารนี่เหลือเกิน”  โลแลนเอ่ยถามทันทีที่อ่านเอกสารจบ

        “มันก็เป็นแบบนี้แหละ  พวกนั้นน่ะพอใจที่จะเอาชนะพวกเรา  แถมการส่งยืนคำท้าอย่างเป็นทางการก็ทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้เสียด้วย”  ลูธอธิบายพลางส่ายหน้าไปมา

        “แล้วทำไมพวกนายไปไม่ท้าฝ่ายนั้นก่อนบ้างล่ะ  แบบว่าถึงเราแพ้  เราก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่  จริงไหม?

        ลูธส่ายหน้า  “รู้นะ  แต่เดิมพวกเราก็ไม่ได้ดูเป็นหน่วยที่สงบเสงี่ยมในสายตาของพวกคนใหญ่คนโตอยู่แล้ว  ยิ่งถ้าเราก่อเรื่องมากกว่าเดิม  อย่างการไปหาเรื่องหน่วยอื่นก่อนมันคงจะดูไม่ดีเสียเท่าไร

        “ก็เลยยอมให้พวกนั้นมาดูถูกเนี่ยนะ  ไม่เอาน่า!  แบบนั้นมันไม่สมเหตุสมผลเลย!  โลแลนพยายามประท้วง  แต่สายตาที่เฉื่อยชาของคนในคนโถงก็ตอบคำถามเขาได้เป็นอย่างดี  คนพวกนี้ไม่ได้อยากจะไปแก้แค้นหรือหาเรื่องกับใครๆอย่างที่โลแลนรู้สึกเลย...ดี  แบบนี้คงไปกันหรอดหรอก

        “ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากชนะหรอกนะ  แต่เพราะกำลังฝ่ายเรามีน้อยกว่า  แถมหน่วยหนึ่งก็มีความสามารถด้านพละกำลังเหนือกว่าเรา  ทำให้พวกนั้นได้เปรียบไปแล้วครึ่งทาง”  จาเร็ตพูดเสริม  และยังคงทำหน้าบู้ไม่เปลี่ยน  เขาหันไปมองทางเหล่าสมาชิกที่มีคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นพร้อมรบเพียงไม่กี่คน  “อีกอย่างสมาชิกหน่วยเราก็อยู่ในช่วยอายุที่ไม่เหมาะกับการไปแข่งขันแบบเอาชีวิตรอดแบบนั้นด้วย  ไม่อย่างนั้นเราคงได้จัดงานศพกันยาวไปเป็นเดือนเลยล่ะ”

        ถ้ามองถึงสภาพของคนสูงอายุที่ใกล้จะหมดลมหายใจหลายๆคนในที่นี้แล้วล่ะก็  คำพูดของจาเร็ตก็ฟังดูมีประเด็นที่น่าเอามาพิจารณาทีเดียว

        “ไอที่ว่าแข่งขันน่ะ  ทันคือการแข่งประเภทไหนเหรอ?  โลแลนถาม

        ในครั้งนี้อาเธอร์เป็นคนอธิบาย  “ก็เป็นการแข่งขันของแต่ละเดือนน่ะนะ  เป็นการแข่งขันแบบสร้างสงครามจำลองอะไรทำนองนั้นน่ะ”

        โลแลนเผลอกลืนน้ำลายไปช่วงหนึ่ง  “สะ  สงครามเหรอ...”  โอเค  เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมการแข่งขันนี้ถึงไม่เหมาะกับผู้สูงอายุและเด็กที่อ่อนเกินไป

        “ใช่  สงคราม  ที่สนามจำลองทางฝั่งตะวันตก  จะถูกใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันในทุกครั้ง  โดยการจักการแข่งขันนี้ก็เหมือนเป็นการฝึกและทดสอบร่างกายของผู้มีพลังพิเศษอย่างเราๆให้ตื่นตัว  และพร้อมรับมือกับสถานการณ์สุดวิสัยที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  แต่ละหน่วยถูกบังคับให้ลงแข่ง  โดยเราจะได้ป้อมปราการจากสถานจำลองเป็นของหน่วย  และทุกหน่วยจะต้องตั้งจอมทัพเป็นของตัวเอง  ใครสักคนในหน่วย  ซึ่งจอมทัพสามารถอยู่ตำแหน่งใดในสนามก็ได้  เพียงแต่คนในหน่วยจะต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้จอมทัพของหน่วยถูกคนของหน่วยอื่นจัดการ  ที่จริงแล้วเราจะจับกลุ่มกับหน่วยอื่นก็ได้ถ้าต้องการ  แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน  ถึงจะจับกลุ่มไปก็ไม่มีหน่วยไหนไว้ใจกันมากไปกว่าคนของหน่วยตัวเอง  ดังนั้นมันก็เลยกลายเป็นเกมตะลุมบอนดีๆนี่เอง”  อาเธอร์พยายามอธิบายให้เห็นภาพ  ซึ่งโลแลนก็พยายามรวบรวมข้อมูลทุกสิ่งอย่างที่ได้ยินและจดจำเอาไว้ในสมองที่มีอยู่น้อยนิดของตน  “กฎของเกมก็เลยกลายเป็นว่าหน่วยใดสามารถจัดการจอมทับของหน่วยอื่น  จะเป็นหน่วยไหนก็ได้ในห้าหน่วยที่เหลือ ถ้ากระทืบจอมทับของหน่วยใดหน่วยหนึ่งได้ก็จะเป็นผู้ชนะสงครามจำลองในครั้งนี้”

        จริงอย่างอาเธอร์ว่า  มันฟังดูเป็นเกมตะลุมบอนที่มั่วซั่วสิ้นดี  โดยรวมๆแล้วหมายความว่า  ใครก็ตามที่ได้รับหน้าที่เป็นจอมทัพ  คนผู้นั้นจะต้องเตรียมตัวสำหรับการถูกรุมกระทืบจากหน่วยอื่นเอาไว้ให้ดี  ซึ่งผลที่ออกมาอาจจะจบไม่สวยเสมอไป

        “การที่หน่วยหนึ่งมาส่งคำท้าก่อนแบบนี้ก็เป็นการแสดงออกให้รู้ว่า  เมื่อถึงวันแข่ง  หน่วยของเราทั้งสองจะต้องเข้าปะทะอย่างไม่มีทางเลือก  เพราะนั่นเป็นสิทธิพิเศษในการเข้าถึงป้อมของอีกหน่วยได้โดยตรง  เป็นการจำกัดการปะทะกันระหว่างจอมทัพของสองหน่วยน่ะ  ประมาณว่า  ในตอนจบไม่จอบทัพฝ่ายเราก็จอมทัพฝ่ายผู้ท้าจะต้องเดี้ยงกันไปข้าง  แต่ระหว่างการต่อสู้หน่วยอื่นก็จะเข้ามาขัดขวางและก่อความวุ้นวายได้ตามปกติ”  อาเธอร์ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

        โลแลนทุบกำปั้นกับฝ่ามือเหมือนคิดอะไรออก  “ถ้าอย่างนั้นเราก็อย่างให้พวกมันรู้สิว่าจอมทัพคือใคร  แค่นั้นพวกนั้นก็อัดจอมทัพไม่ได้แล้ว!

        จาเร็ตถอนหายใจราวกับว่าความคิดของโลแลนใช้ไม่ได้  “แต่ถึงจะซ้อนจอมทัพไป  ถ้าอีกฝ่ายเล่นอัดผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่ข้างหน้าโดยไม่สนว่าใครจะเป็นจอมทัพ  แบบนั้นสุดท้ายจอมทัพก็ไม่รอดอยู่ดี  พวกหน่วยหนึ่งน่ะเป็นพวกชอบใช้กำลังมากกว่าหัวคิด  แบบว่า  กวาดให้หมด  เดี๋ยวมันก็โผล่หัวออกมาเองอะไรทำนองนั้นน่ะ”

        “ก็เห็นๆกันอยู่...”  โลแลนพึมพำ  และนึกถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาเกือบจะได้ก่อสงครามขนาดเล็กภายในหน่วย  “แต่จะว่าไป  ไอหน่วยที่ต่อท้ายด้วยหมายเลขที่พวกนายเรียกกันนี่  มันมีอะไรที่แตกต่างกันงั้นหรือ  อย่าง  เอกลักษณ์ของแต่ล่ะหน่วย”

        แอวีแอสเน่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา  ก่อนจะเอ่ยชม  “รู้สึกตัวแล้วหรือ  ความแตกต่างระหว่างหน่วยน่ะ”

        ไม่  ยังไม่รู้เลย  ความจริงมันเป็นแบบนั้น  แต่โลแลนกลับตอบวีแอสเน่ออกไปว่า  “...ก็คิดว่ามันน่าสงใสตั้งแต่ตอนที่พูดเรื่องอาการหัวรุนแรงของมิลันดาน่ะนะ”

        แอวีแอสเน่หลับตาและพยักหน้าอย่างพอใจ  เหมือนจะบอกว่าเขาไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเลย  ซึ่งนั่นก็ทำให้โลแลนใจชื้นขึ้นมาหน่อยๆ  แล้วเด็กสาวก็เริ่มอธิบายถึงความแตกต่างของแต่ละหน่วยที่ทำให้โลแลนถึงกับต้องกอดเข่านั่งทำความเข้าใจอย่างเอาเป็นเอาตาย

        “หน่วยบัญชาการทั้งหก  ถูกแบ่งตามความสามารถเฉพาะตัวของผู้มีพลังพิเศษ  ดังนั้นเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการแบ่งแยกคนของแต่ละหน่วยจึงใช้ส่วนของความสามารถแต่ละบุคคลเป็นหลัก  โดยเดิมที  พลังจิตจะถูกแบ่งออกเป็นจำพวกย่อยๆที่มีความสามารถในระดับปกติ  นั่นก็คือการควบคุมพลังที่มีอยู่ในร่ายการ  หรือการเร่งปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวหรือใช้ง่านอวัยวะในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  แบ่งความสามารถทางกายออกเป็นทั้งหมดห้าแขนง  หรือก็คือห้าหน่วย”  แอวีแอสเน่อธิบายอย่างละเอียด  เธอยกนิ้วขึ้นและไล่นับไปที่ละหน่วยในขณะที่อธิบาย  “หน่วยที่หนึ่ง  หน่วยของมิลันดา  คนที่มาส่งคำท้าให้เรา  คือหน่วยที่มีความสามารถทางกายด้านพละกำลัง  หน่วยนี้จะมีแต่ผู้คนที่มีพละกำลังสูง  ประมาณว่า  มีพลังทางกายที่มากกว่าคนปกติ  สามารถยกหรือจับสิ่งของอื่นได้ด้วยแรงที่มีมากกว่าคนปกติ  หน่วยนี้จึงนิยมใช้กำลังในการแก้ไขปัญหามากว่าการใช้หัวคิด”

        คำสบประมาทของแอวีแอสเน่ค่อนข้างเย็บทีเดียว  โลแลนไม่อยากคิดว่าถ้าสองคนที่ถูกนินทาหน่วยอยู่ในตอนนี้มาได้ยินจะทำอะไรกับเด็กสาวผู้พยากรณ์คนนี้บ้าง  แต่จะอะไรก็ช่าง  โลแลนไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว...

        “เป็นหน่วยบ้าพลังดีๆนั่นแหละ”  สตีฟแขวะใส่หน่วยที่ถูกนินทาพลางเบ้หน้าและทำเป็นก้มลงไปสนใจสีเล็บของตนที่ส่งประกายเมื่อแสงมากระทบ

        เมื่อไม่มีใครพูดอะไรเสริมแอวีแอสเน่จึงอธิบายต่อ  “หน่วยที่สอง  หน่วยนี้มีความสามารถทางกายในด้านการใช้ประสาทการมองเห็น  หน่วยนี้มีความสามารถด้านสายตามากกว่าหน่วยไหนๆ  อย่างเช่น  สามารถมองเห็นที่มืดได้  หรือสามารถมองเห็นได้ในระยะที่ไกลเกินกว่าที่คนปกติจะทำได้”

        “ถ้าพวกนี้มองเห็นทะลุเสื้อผ้าได้ก็คงสนุกพิลึกเนอะ!  จาเร็ตออกความคิดเห็นน่าไม่อายได้หน้าตาเฉย  ทำเอาคนอธิบายและผู้ฟังรอบๆพากันหน้าเปลี่ยนสีไปเป็นแถบๆ  เมื่อได้เห็นแบบนั้นคนที่เสนอความคิดพิเรนๆก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจคนอื่นที่พากันชักสีหน้า

        สตีฟตบแขนจาเร็ตดังผัวะ!... “โรคจิต...!  แต่ถ้าเป็นไปได้ก็คงน่าสนใจเหมือนกันนะ”  ก่อนที่สตีฟจะหันมาส่งสายตาหวานเยิ้มให้โลแลน  ที่กำลังหน้าเสียเพราะเผลอจินตนาการถึงสิ่งที่จาเร็ตคิดนานเกินไป  แต่สายตาของสตีฟที่ส่งมาก็ทำให้เขาต้องสะดุ้งและต้องยมมือขึ้นกอดตัวเองเสียวๆ  เรียงเสียงหัวเราะเบาๆให้คนรอบๆได้เป็นอย่างดี

        “มันไม่ได้มีจริงหรอกใช่ไหม  ความสามารถแบบนั้นน่ะ”  โลแลนฝืนยิ้มพลางถามเพื่อความมั่นใจ

        จาเร็ตหัวเราะในลำคอ  “เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้...นายน่าจะไปถามพวกผู้หญิงหน่วยนั้นดูน่ะ  แล้วถ้าพวกเธอไล่นายกลับมาหรือพากันหน้าแดงเป็นแถบๆ...แบบนั้นก็ไม่แน่!

        ท่าทางสยองติดหลอนหน่อยๆของโลแลนทำให้เพื่อนๆพากันหัวเราะชอบใจ  ก่อนที่แอวีแอสเน่จะกระแอมขึ้น  เพื่อเป็นสัญญาณให้กลับเข้าเรื่อง

        “จะขออธิบายต่อนะคะ  หน่วยที่สาม  หน่วยนี้เป็นหน่วยที่มีความสามารถด้านความเร็ว  เป็นความสามารถที่เกี่ยวเนื่องกับความเร็วในการขยับและเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจามารถทำได้  เช่นการออกวิ่ง  ถ้าพูดถึงเรื่องความเร็วที่ต้องใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวแล้ว  หน่วยนี้ถือว่าได้เปรียบเป็นอย่างมาก...จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายคลึงกับพลังเคลื่อนย้ายของอาเธอร์นะ”

        ทุกสายตาจับจ้องไปที่อาเธอร์  ซึ่งเขาก็ดูเหมือนจะรู้ดีว่าต้องเป็นฝ่ายอธิบายเรื่องพลังของตนบ้าง  เขาหยิบลูกเชอร์รี่ขึ้นมาลูกหนึ่งจากกองผลไม้  วางมันลงบ่นฝ่ามือ  แล้วลูกเชอร์รี่ก็หายวับไปจากฝ่ามือของอาเธอร์ในทันที  ทว่าลูกเชอร์รี่ไม่ได้หายไปไหน  เพราะมันมาตกอยู่บนจานอาหารของโลแลนได้อย่างไรก็ไม่รู้

        สตีฟย่นจมูกเล็กน้อย  “อย่าเอาอาหารไปเล่นแผลงๆได้ไหมอาเธอร์”

        อาเธอร์หัวเราะกลบเกลื่อน  “นั่นเป็นการเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยความเร็ว  คล้ายกับตอนที่ฉันถ่วงเวลาสัตว์ทดลองตอนที่ไปช่วยนายไง”

        พออาเธอร์พูด  โลแลนก็จำได้ในทันที  ถ้าจำไม่ผิด  ในตอนนั้นอาเธอร์ก็ทำแบบเดียวกันนี้กับแท่งเหล็กที่พกมาด้วยเช่นกัน

        โลแลนพยักหน้า  “ฉันจำได้...แต่ดูๆไปมันก็เหมือนๆกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วไม่ใช่หรือ  ตอนที่นายถ่วงเวลาสัตว์ทดลองนายก็เคลื่อนย้ายตัวเองได้ด้วยไม่ใช่หรือไง”

        อาเธอร์หน้าเสียนิดหน่อย  ดูเหมือนเขาจะไม่อยากนึกถึงอดีตที่ไม่สวยหรูพวกนั้นเสียเท่าไร  อาเธอร์ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดของโลแลน  ก่อนจะอธิบาย  “การเคลื่อนย้ายกับการเพิ่มความเร็วไม่เหมือนกันนะ  ของฉันน่ะเป็นพลังที่สามารถใช้ในรูปแบบของความเร็วและการเคลื่อนตัวที่รวดเร็วของสิ่งของและสิ่งมีชีวิต  แต่ในกรณีของหน่วยสามมันต่างกัน  คนของหน่วยสามจะใช้ได้เฉพาะคงวามเร็วที่เกิดจากการใช้กำลังทางกาย  อย่างเช่นว่า  พวกนั้นสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วที่เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทำได้  หรือไม่ก็เคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วกว่าปกติ...แต่ของฉันเป็นกานเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง  ไม่ได้เป็นอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นข้อแต่ต่างของพลังจึงชัดเจน  และฉันก็เลยไม่ได้อยู่หน่วยนั้นไปด้วย”

        จาเร็ตเอนหลังอย่างสบายใจ  “ดีแล้วล่ะ!  หน่วยสามน่ะใช้ชีวิตเร็วกว่าจรวดเสียอีก  ขืนไปอยู่ในนั้นมีหวังต้องอาบนำให้เสร็จภายในหนึ่งนาทีแหงๆ”

        “เห็นด้วยเลย...”  โลแลนเสริม  ก่อนจะหันไปหาแอวีแอสเน่  “แล้วหน่วยต่อไปล่ะ...”

        แอวีแอสเน่หยุดหัวเราะและกระแอมเบาๆเพื่อให้ทุกคนเงียบเสียงลง  “ค่ะ  หน่วยที่สี่  หน่วยบัญชาการนี้จะเป็นหน่วยที่รวมผู้มีความสามารถทางด้านประสาทการสัมผัสีเยี่ยม  หรือเรียกง่ายก็คือ เป็นพวกที่สัมผัสไหว แต่ต่างจากคนปกติตรงที่  คนพวกนี้สามารถได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวหรือการพูดคุยได้ในระยะที่ห่างไกล  และการจดจำในเสียงที่ได้ยินของพวกเขาก็ดีเยี่ยม  ประมาณว่าถ้ารู้จักกันแค่ได้ยินเสียงจากที่ไกลๆก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้คือใคร  หรือจะเป็นการรับรู้ผ่านทางการได้กลิ่นหรือสัมผัสโดยตรงก็ได้นะคะ”

        ริมฝีปากของโลแลนเชิดขึ้นโดยอัตโนมัติ  “แบบนี้พวกนั้นก็รำคาญแย่น่ะสิ  ถ้าเกิดมีที่ไหนจัดงานเลี้ยงฉลองเสียงดังน่ะ”

        ผู้พยากรณ์สาวหัวเราะเบาๆ  “พวกเขาก็มีวิธีจัดการกับปัญหาของพวกเขานั่นแหละค่ะ  อย่าไปสนใจเลย  ฉันจะอธิบายต่อนะคะ...”

        ถึงจะยังสับสนและคาใจอยู่บ้าง  แต่โลแลนก็ตัดสินใจพยักหน้าหงึกๆออกไป

        “หน่วยที่ห้า  หน่วยนี้จะมีผู้คนที่มีความสามารถในด้านของมันสมองที่เฉียบคม  คนของหน่วยนั้นน่ะมีความสามารถในการทำงานของสมองที่ดีเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะมี  เช่นการจดจำดีเยี่ยม  การคิดและคำนวณที่เหนือชั้นกว่าใคร  และการแสวงหาความรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  แต่คนของหน่วยนี้ก็ค่อนข้างคบด้วยยากอยู่เหมือนกันนะคะ”

        “เพราะเป็นพวกฉลาดเกินไปไง”  จาเร็ตพูดแทรกเสริมโดยที่โลแลนไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามว่าทำไม  แล้วจาเร็ตก็เหล่ตาไปมองเด็กสาวจอมแสบที่ยืนกอดอกฟังการอธิบายมาตั้งแต่แรกด้วยสีหน้าล้อเลียน  “จะว่าไป  หน่วยของเราก็มีใครบางคนที่ฉลาดมากๆ  จนแทบจะได้ไปอยู่ที่หน่วยนั้นอยู่แล้วเชียว”

        เซลีนถลึงตาใส่คนล้อเลียน  “อย่างเอาฉันไปรวมกับพวกไร้น้ำยาพวกนั้นนะ!

        แล้วเซลีนก็ทำท่าเหมือนอยากจะจับชายหนุ่มผมแสดที่ล้อเลียนเธอไปโยนให้ฝูงหมีขางรุมตบเล่น  โดยที่คนผิดไม่ได้สะทกสะท้านใดๆกับท่าทางหงุดหงิดของเธอเลย

        “แล้วหน่วยของเราล่ะ”  โลแลนถามและปล่อยให้เซลีนส่งสายตาอาฆาตใส่จาเร็ตต่อไป  “รู้สึกว่าฉันจะต้องอยู่หน่วยนี้โดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลยนะ”

        “หน่วยบัญชาการที่หก  หน่วยสุดท้าย  ซึ่งก็คือหน่วยของพวกเรา”  แอวีแอสเน่ผายมือไปทั่วห้องโถง  “หน่วยนี้ถูกจัดว่าเป็นหน่วยที่รวมผู้ใช้พลังแปลกมารวมกัน  ผู้มีพลังที่แตกต่างออกไปจากห้าหน่วยแรก  หน่วยของเรามีแต่คนที่มีพลังที่หายากและอันตรายในบางกรณี”  เธอพยายามไม่เน้นย้ำในส่วนของอันตราย  เพราะรู้ว่าโลแลนเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีพลังอันตรายนั้น  แต่ถึงเธอจะพูดแรงๆ  โลแลนก็ไม่ได้คิดจะโกรธอะไรเธออยู่แล้ว  เขาส่งยิ้มอ่อนๆให้เธอเป็นการบอกว่า  เขาไม่เป็นไร  เธอจึงอธิบายต่อ  “จะว่าเป็นหน่วยอิสระก็ได้อยู่หรอกนะ  แต่เพราะเป็นหน่วยที่รับคนที่มีพลังอะไรก็ได้อย่างอิสระ  เลยทำให้หน่วยของเราเป็นที่จับตามองของพวกคนใหญ่คนโต  และก็หน่วยอื่นๆอีกมาก  ดังนั้นหน่วยของเราก็เลยไม่ค่อยนิยมไปหาเรื่องหน่วยอื่นก่อน  เพราะถ้ามีเรื่อง  หน่วยที่จะต้องรับผิดมากที่สุดก็คือหน่วยของเรา”

        คิ้วของโลแลนขมวดเป็นปม  “อ้าว!  ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”

        สตีฟยักไหล่  “ก็เพราะว่าหน่วยของเรามีลูกแมวที่วุ่นวายอยู่มากมายเกินไปน่ะสิ”

        “ถ้าคิดเป็นสถานการณ์จำลอง  อย่างการทะเลาะวิวาทในงานเลี้ยงแล้วข้างของเกิดพังเสียหายดูสิ” อดัมยกตัวอย่าง  “ถึงจะไม่รู้ว่าใครหรือฝ่ายไหนเป็นคนทำ  แต่ถ้ามาลองทบทวนดูดีๆ  หน่วยของเรามีคนที่มีพลังหลายรูปแบบ  และมันก็คงจะไม่แปลกถ้าพลังหลายรูปแบบที่อยู่รวมกันจะสร้างปัญหา  พูดง่ายๆก็คือ  หน่วยเราทำอะไรก็ผิดไปหมด  บางทีแค่ตบยุงก็ผิดแล้ว”

        เกินไปมั้ง...โลแลนคิดในใจ

        “นั่นเป็นสาเหตุหลักที่เราพยายามทำตัวกากๆเข้าไว้  เพื่อที่จะได้ถูกจับตามองน้อยลง”  จาเร็ตสรุป  “อย่างการแข่งขันระหว่างหน่วยที่มิลันดาพูดถึง  พวกเราก็ไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไหร่ ทำเป็นว่าอ่อนข้อให้พวกหน่วยอื่นชนะไป  ดีกว่าเกิดเรื่องแล้วพวกเราก็โดนเด้งอย่างเดียง...ถึงแพ้ก็แค่เสียทรัพย์สินในหน่วยเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อย  ข้อแค่นั่นน่ะ  ถ้าแรกกับความสงบสุขของหน่วยแล้วพวกคนที่ชนะอยากจะเอาไปให้หมดเลยก็ได้  หน่วยเราก็ของเยอะจนเกะกะอยู่แล้วด้วย”

        “หมายความว่าครั้งนี้ก็จะยอมแพ้เนี่ยนะ”  โลแลนชักสีหน้า  เพราะไม่พอใจกับคำพูดที่ดูไม่เอางานเอาการของจาเร็ต  โลแลนอาจจะโมโหมากกว่านี้ถ้าลูธไม่พูดคัดค้านขึ้นมาก่อน

        “ไม่หรอก  ในครั้งนี้เราไม่ได้ยอมแพ้  จะพูดอีกแบบก็คือยอมแพ้ไม่ได้”  ลูธหันไปมองเซลีนที่แอวีแอสเน่กำลังลูบผมเอาอกเอาใจอยู่เหมือนสัตว์ตัวน้อยๆ...น่าอิจฉา  น่าอิฉาชะมัด  “เพราะในครั้งนี้สิ่งที่ถูกนำมาเดิมพัน  มันสำคัญเกินไป  ถึงเราจะยอมเสียสิ่งของเพื่อแลกกับความสงบ  แต่ถ้าต้องเสียเพื่อนเพื่อสิ่งเล็กน้อยแบบนั้น เห็นทีคงจะต้องมีการประท้วงกันบ้าง  เราไม่ยอมเสียจอมแสบให้หน่วยอื่นง่ายหรอก”

        สายตาที่อ่อนโยน  และความเอ็นดูที่ส่งทอดทางสายตาของลูธไปสู่เซลีน  ดูเหมือนพี่ชายที่กำลังเป็นห่วงน้องสาวของตัวเอง

        ลูธขยี้ผมสีเข้มของเซลีนเบาๆอย่างเอ็นดู  ทำให้เด็กสาวได้แต่ก้มหน้า...เดี๋ยวนะ  โลแลนรู้สึกว่าเซลีนดูเขินแปลกๆ  อืม  เรื่องนี้มีต้องพิจารณาอีกยาว

        เซลีนแว้งขึ้นมาว่า  “ฉันไม่ยอมไปเป็นของเล่นของใครหรอกน่า!...ยิ่งกับเจ้าบ้าไคลน์แล้วยิ่งไม่มีทาง  เอาประธานาธิบดีมาลากฉันก็ไม่ไป!

        คำยืนยันเสียงแข็งของเด็กสาวทำให้สมาชิกรอบโต๊ะต่างพากันพร้อมใจเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ  “หืม...”

        “หึ!  ถามประธานาธิบดีคนนั้นหรือยังว่าเขาอยากจะถ่อมาลากเธอออกไปหรือเปล่า”  โลแลนแกล้งทำเป็นพูดลอยๆ  แต่เขาก็มั่นใจว่าใครหลายๆคนในที่นี้จะต้องได้ยิน  โดยเฉพาะคนที่เขากำลังพูดด้วย

        และก็เป็นไปอย่างที่โลแลนคิดเอาไว้  เมื่อหันไปมอง  เขาก็ต้องพบสีหน้าไม่ปรารถนาดีของเซลีนที่กำลังแยกเขี้ยวใส่เขาเหมือนสุนัขที่พร้อมจะฟัดกับเหยื่อที่กำลังจ้องอยู่ในขณะนี้  และมันคงจะดีกว่าถ้าเหยื่อที่พูดถึงไม่ใช่โลแลน  แต่เขาก็โชคร้ายเสียเกินกว่าจะกู่ได้กลับ  ไม่นานเกินรอเหล่าผองเพื่อนที่รวมตัวกันอยู่ในห้องโถงของหน่วยบัญชาการที่ 6 ก็ได้เห็นการซักกันอย่างไม่มีเหตุผลของเซลีนกับโลแลน

        หลายคนหัวเราะและตบมือเชียร์  หลายคนส่ายหน้าอย่างระอาใจ  และหลายคนก็ทำท่าเหมือนอยากจะร่วมแจมด้วย

        ลูธจึงอาสาเป็นคนแยกทั้งสองคนออกห่างเอง  “เอาล่ะ  เอาล่ะ...พอก่อน  เรารู้แล้วว่าพวกนายสามารถซัดกันได้ด้วยเรื่องเล็กๆน้อย  สมกับที่เป็นหน่วยหก  แต่ถ้าอยากจะสู้กันล่ะก็  เอาเป็นหลังจากตอนที่เราเอาชนะหน่วยหนึ่งให้ได้ก่อนเป็นไง”

        ข้อเสนอของลูธใช้ได้ผล  เพราะมันทำให้โลแลนเลิกกัดกับเด็กสาวจอมแสบของหน่วยบัญชาการที่หกได้จริงๆ

 

        หลังจากนั้นโลแลนก็ใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำความรู้จักกับปลาน้อยเบสซี่  ซึ่งตอนที่มันอยู่ในตู้ปลาขนาดใหญ่ที่ชั้นหนึ่ง  ขนาดตัวของมันก็ไม่ได้น้อยอย่างที่โลแลนเรียก  หลักจากได้รับคำท้าดวลของหน่วยที่ 1 เหล่าสมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 6 ก็ดูหม่นหมองกันไปมาก  บางที่การแข่งขันที่ว่าอาจจะกำลังทำให้คนเหล่านั้นปวดสมองขั้นรุนแรง  โลแลนเองก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเขารู้สึกชิวๆกับสงครามย่อยๆที่จะเกิดขึ้น  พูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว  ใครมันจะอยากก่อสงครามบ้าง...โอเค  พวกมิลันดา  และสาวกพวกที่ชื่นชอบสงครามของเธอถือเป็นข้อยกเว้น

        ลูธพยายามอธิบายถึงโครงสร้างหลักของศูนย์วิจัยให้โลแลนฟัง  เพื่อที่คนสมองช้าอย่างโลแลนจะได้ไม่เผลอเดินเท้าสะเปะสะปะเข้าไปโผล่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะไม่ควร  โลแลนจำข้อมูลและรายละเอียดแผนผังรวมของศูนย์วิจัยเอาไว้แล้ว  สิ่งที่เขาสรุปได้ก็คือ  เขาควรจะนั่งและหาที่สิงสถิตให้เป็นหลักเป็นแหล่ง  นั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เขาพอจะคิดได้  จากที่ได้ดูแผนผังมุมสูงของศูนย์วิจัยที่ลูธไปควานหามาให้  บอกได้คำเดียวว่ามันช่างเป็นอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่าแผนที่ภูมิศาสตร์เสียอีก

        หมดทางเลือก  ท้ายที่สุด  สิ่งที่โลแลนทำได้ดีที่สุดก็คือการนั่งกอดเข้ามองปลาน้อยเบสซี่ว่ายวนไปวนมาภายในตู้ปลาขนาดใหญ่

        “เฮ้อ!  โลแลนถอนหายใจ  เริ่มเบื่อหน่ายกับการเป็นพี่เลี้ยงปลาเต็มที  เขาเหลือบไปมองเซลีนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาของห้อง  บ่นหน้าตักของเธอมีโน๊ตบุ๊ครุ่นบางเฉียบเครื่องหนึ่งตัวอยู่  สายตาของเธอจดจ่ออยู่กับหน้าจอโน้ตบุ๊กไม่วางตา  เธอนั่งอยู่ท่านั้นนานเป็นชั่วโมง  นานๆที่เธอถึงจะกวาดสายตามองไปรอบๆห้องเพื่อพักสายตา  แต่ไม่นานเธอก็กลับไปขลุกอยู่กับหน้าจอเรืองแสงนั้นอีกครั้ง

        ที่ชั้นล่างไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเขาและเซลีนที่ให้ความสนใจอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  และทำเหมือนว่าโลแลนไม่มีตัวตน  สมาชิกคนอื่นต่างก็พากันไปทำกิจกรรมส่วนตัว  ลูธบอกว่า  ที่ศูนย์วิจัยมีการเปิดการเรียนการสอนเป็นโรงเรียนเล็กๆอยู่ด้วย  โลแลนคาดว่าทุกคนคงจะไปขลุกอยู่ในโรงเรียนนั้นเป็นแน่  เดิมทีเขาก็ไม่ค่อยจะถูกโรคกับสถานที่ที่ให้ความรู้แบบนั้นเสียเท่าไร  ถึงลูธจะบอกว่าโรงเรียนของที่นี่มีไว้เพื่อเสริมความรู้เฉยๆ  เอาไว้ประดับเหมือนกับเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่  และสามารถเข้าเรียนเวลาไหนก็ได้ตามที่ผู้เรียนต้องการ...มันฟังดูเป็นโรงเรียนที่เละเทะที่สุดเท่าที่โลแลนเคยได้ยิน  และความเป็นอิสระนั้นก็ทำให้โลแลนเลือกที่จะหมกตัวอยู่ในคฤหาสน์ของหน่วยบัญชาการที่ 6 ดีกว่า  เพราะเขาคงจะต้องใช้เวลาทำใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มีแต่เรื่องแปลกในชีวิต

        แก๊กๆ!...แก๊กๆ!

        เสียงปลายเล็บกระทบกับแป้นคีย์บอร์ดทำลายบรรยากาศที่แสนเงียบสงบ  โลแลนหันกลับไปมองต้นเสียง  เซลีนที่ดูจะจริงจังกับการเล่นโน้ตบุ๊กเกินไปกำลังตั้งหน้าเข้มและเพ่งสายตามองหน้าจอเรืองแสง  เธอยังคงรัวนิ้วมืออย่างต่อเนื่อง  ทำให้โลแลนอดสงใสไม่ได้ว่าเด็กสาวจอมแสบคนนี้พยายามจะก่อเรื่องอะไรกับโน้ตบุ๊กอีก  เบสซี่วายหมุนตัวในน้ำและเอาหัวโขกตู้กระจกเบาๆสองสามที  เหมือนมันพยายามจะพูดกับโลแลน  สายตาของปลาน้อยจับจ้องไปที่เซลีนผู้ที่กำลังให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำมากกว่าคนรอบตัว

        โลแลนได้แต่ถอนหายใจและยักไหล่ให้เบสซี่ที่เป็นห่วงอาการของเด็กสาว  “ช่างเธอเถอะ  เธอไม่เป็นไรหรอก”

        ปุด...ปุด

        ใครเคยเห็นปลาชักสีหน้าบ้าง...ไม่  คงไม่มีหรอก  แต่ตอนนี้เบสซี่กำลังทำแบบนั้นใส่โลแลนอยู่  เชื่อเถอะ...เจ้าปลาเบสซี่พ่นฟองอาการออกมาทีละฟองอยู่ตรงหน้าโลแลน  ถ้าที่นี่ไม่มีตู้กระจกเป็นตัวกลางคอยกั้นกลางระหว่างโลแลนกับเบสซี่  ป่านนี้ฟองอากาศเหล่านั้นคงจะพุ่งใส่หน้าของเขาไปแล้ว  เจ้าปลาน้อยดูเหมือนจะไม่ชอบใจที่โลแลนทำเป็นไม่ใส่ใจเด็กสาวที่เอาแต่นั่งตัวติดกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

        “...โอเค  รู้แล้ว  นายไม่พอใจ  ได้  แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี  ดูยัยนั่นสิ...กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไปแล้ว”  โลแลนกระซิบบอกปลาที่ทำหน้าบึ้งตึงที่เลิก  “อะไร...นายต้องการให้ฉันไปคุยกับยัยนั่นหรือไง”

        บางทีโลแลนอาจจะคิดไปเอง  แต่เขาว่าเขาเห็นเบสซี่พยักหน้า  ใช่...พยักหน้าในแบบของปลาน่ะ  พอจะนึกออกไหม  ไม่ใช่แค่นั้น  เจ้าปลาเอาแต่ใจยังชี้ปลายครีบที่เป็นปักของมันไปทางเซลีน  เหมือนจะบอกให้โลแลนรีบทำตามอย่างที่ตนเพิ่งจะพูดออกไปเดี๋ยวนี้

        ...นี่เขากำลังโดนปลาชี้ครีบสั่งใช่ไหม?...

        “ไม่...ข้อยืนยัน  ฉันไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาดเลยพวก!  โลแลนส่ายหน้าและให้คำขาดกับเจ้าปลา  ซึ่งคำตอบของเขาก็ไม่ได้ทำให้มันพึงพอใจเสียเท่าไร  มันยังคงทำหน้าเบ้ในแบบของปลายักษ์  และก็ยังพ่นฟองอากาศใส่หน้าเขาอยู่เรื่อยๆ

        งานนี้คงจบลงด้วยการถูกปลามีปีกตบหน้าหันเป็นแน่...  โลแลนเผลอคิดในใจ  และพยายามไม่จินตนาการภาพตอนที่ตัวเองโดนปลารังแก  อืม...อนาถใช้ได้เลย

        คลื่น!...

        ทว่าเสียงบานประตูขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ที่ถูกเปิดออกก็ทำให้  ทั้งโลแลนและเจ้าปลาเบสซี่ต้องหันไปให้ความสนใจกับผู้ที่ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์  ร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยเดินเข้ามาในคฤหาสน์พลางกวาดสายตามองคนที่นั่งอยู่ภายในห้องนั่นเล่น  สีหน้ากึ่งเคร่งเครียดของชายร่างสูงทำให้โลแลนนึกอยากจะหลบสายตาของคนที่เพิ่งเข้ามา  แต่มันก็ไม่เป็นผล  เมื่อชายวัยกลางคนที่คุ้ยเคยส่งเสียงทักเยือกเย็นจากมุมไกล

        “อยู่ที่นี่จริงด้วยสินะเจ้าหนู...”  คุณลุงเอียนพูดในขณะที่เดินเข้ามาใกล้  โลแลนได้แต่ทำหน้าปั้นยากกลับไป

        “ลุงมีธุระอะไรกับผมอีกหรือไง  งานการไม่มีทำหรือลุง...”  โลแลนเอ่ยถามกลับไป  และคำถามไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของโลแลนก็ทำให้คุณลุงเอียนนิ่วหน้า  ทำท่าเหมือยอยากจะจับเด็กปากมากแถวนี้ไปยัดตู้เย็น  เจ้าปลาเบสซี่ได้แต่มองโลแลนกับคุณลุงเอียนสลับไปมา  ซึ่งถ้าคุณได้มาอยู่ตรงนี้กับโลแลน  คุณก็จะได้เห็นปลามีปีกทำหน้ามึนงงใส่มนุษย์ทั้งสองเลยล่ะ

        คุณลุงเอียนกอดอก  สีหน้าจริงจังและความตรึงเครียดที่แผ่ออกมาทำให้โลแลนยิ้มไม่ออกไปด้วย  “อย่าหาเรื่องกันตอนนี้เจ้าหนู...ฉันมีเรื่องสำคัญต้องพูดกับเธอ”  เขาหันไปทางเซลีนที่ยังคงพรมนิ้วมือลงบนคีย์บอร์ดไม่หยุด  ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่ได้สนใจกับการถูกจ้องมองเลยแม้แต่น้อย  เอาจริงๆเธอคงจะไม่รู้ด้วยว่าคฤหาสน์ของหน่วยบัญชาการที่ 6 มีผู้มาเยือนใหม่  “เธอด้วยนะเซลีน...”

        แก๊กๆ!...แก็กๆ!

        เซลีนยังคงนั่งหมกอยู่กับโน้ตบุ๊กของเธอ  และให้เดา  เธอคงจะไม่ได้ยินที่คุณลุงเอียนพูดด้วย

        เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ  คุณลุงเอียนจึงเดินอุ้ยอ้ายเข้าไปหาเด็กสาวแทน

        โลแลนหันไปฉีกยิ้มติดหลอนให้เจ้าปลาเบสซี่  เมื่อพอจะเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้  “มีคนจัดการแทนฉันแล้วไงล่ะ”

        คุณลุงเอียนเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเซลีน  เขากอดอกและเพ่งสายตามองเด็กสาวที่ดูเหมือนกำลังทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการพรมนิ้วลงบนแป้นพิมพ์  โดยไม่สนใจเลยว่าใครบางคนกำลังยืนจับจ้องไปที่เธอเขม็ง  และความอดทนของคุณลุงเอียนก็ถึงขีดสุด

        ปึ่ง!...

        ใครจะไปคิดว่าคนสูงอายุอย่างลุงเอียนจะกล้าปิดหน้าจอของเด็กสาวจอมแสบ  แล้วยังไม่วายทำหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ทำเอาคนที่ถูกขัดจังหวะต้องแยกเขี้ยวใส่และทำท่าจะอ้าปากโวยวาย

        “ทำอะไรเนี่ย!  เซลีนลุกขึ้นมองคุณลุงเอียนที่ทำการยึดโน้ตบุ๊กของเธอไปไว้ในอ้อมแขน  เด็กสาวแบมือ  “ขอคืนด้วยไพรบ์!...”

        เป็นคนแรกที่โลแลนเห็นว่ากล้าเรียกชื่อของคุณลุงเอียนห้วนๆ  โลแลนยกมือขึ้นปิดตา  เพราะไม่อยากเห็นภาพการตายแบบดับอนาถของเด็กสาวอายุ 13 ต้นๆ

        คุณลุงเอียนเลิกคิ้ว  “สุภาพหน่วยเซลีน  คำลงท้ายล่ะ...ฉันไม่ชอบเด็กผู้หญิงแก่แดด”  ไม่  เซลีนเป็นอะไรที่เกินคำว่าแก่แดดไปแล้ว  โลแลนอยากจะเสนอความคิด  แต่เขาก็ต้องปิดปากที่ชอบโผลงอะไรไร้สาระเอาไว้ให้แน่น  เพราะไม่อยากมีปัญหา  เขามองคุณลุงเอียนส่งสายตาดุดันใส่เซลีน  เหมือนจะคาดคั้น  “ถ้าอยากได้คืนก็เปลี่ยนคำพูดด้วย...”

        เซลีนทำท่าเหมือนจะปฏิเสธ  แต่สุดท้ายเธอก็ทำได้แค่ถอนหายใจ  และพูดภาษาสุภาพออกไปแบบเงอะๆงะๆ

        “นะ...หนูขอของของหนูคืนด้วยคะ...ค่ะ  ทะ...ท่านสมาชิกสภาไพรบ์...”

        “ได้สิ”  แล้วคุณลุงเอียนก็ยื่นโน้ตบุ๊กคืนให้เธออย่างเรียบง่าย  เด็กสาวรับมันไว้อย่างรวดเร็ว  ทำเหมือนว่ามันเป็นของเล่นชิ้นโปรด  แต่ก่อนที่เซลีนจะทันได้กลับไปนั่งจมปลักอยู่กับสิ่งที่เธอชื่นชอบ  คุณลุงเอียนก็พูดเสริมว่า  “ฉันมีเรื่องต้องคุณกับเธอ  เพราะงั้นก็ตามมาเสียดีๆ  ว่าง่ายๆหน่อยเซลีน”

        เด็กสาวถอนหายใจยืดยาว  ทำได้แค่วางของรักในมือไว้บนโซฟาและเดินตามคุณลุงเอียนต้อยๆมาทางที่โลแลนกำลังฝังจนจมปลักอยู่กับเก้าอี้

        เซลีนเดินมานั่งลงข้างๆโลแลน  เธอกอดอกและสะบัดหน้าใส่โลแลนอย่างไม่ใยดี  โลแลนถอนหายใจกับท่าทีแสบซ่าไม่มีที่สิ้นสุดของเด็กสาวในขณะที่คุณลุงเอียนเริ่มพูดเปิดประเด็น

        “ฉันได้ยินเรื่องที่หน่วยของพวกเธอได้รับคำท้าจากหน่วยที่หนึ่งแล้วนะ”

        ข่าวเร็วจริงๆ...โลแลนคิดในใจและก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  แค่ได้ยินหัวข้อต้นๆของปัญหาเขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าอะไรบ้างที่จะตามมาในการสนทนาครั้งนี้  เดาได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

        “ถึงมันจะเป็นเรื่องปกติเหมือนทุกเดือนที่หน่วยนี้จะถูกท้า  แต่ว่าทางสภามีมติเห็นชอบใหม่  เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีของเธอ  ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการแข่งขันครั้งนี้”  คุณลุงเอียนอธิบาย  เนื้อหาใจความที่เขาพูดมาทำให้เด็กทั้งสองมองหน้ากับและหันมาประพริบตาปริบๆให้ผู้บรรยาย

        “หมายความว่ายังไง...”

        “หมายความว่า  ทางสภาได้เพิ่มข้อตกลงใหม่ที่เพิ่งจะตั้งขึ้นในรูปคดีของพวกเธอ  เนื้อหาและข้อตกลงหลักก็คือ  การแข่งขันที่กำลังจะมาถึงในอีกสองสัปดาห์จะเป็นวันเดียวกันกับกำหนดการในข้อตกลงชุดแรกของพวกเธอ  ข้อตกลงที่ว่าจะฝึกฝนควบคุมพลังให้ได้ภายในสองอาทิตย์”

        เซลีนนิ่วหน้าเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับตัวเธอ  “แล้วไง...พวกเขาเปลี่ยนกฎของเราหรือ”

        “เปล่า...พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนกฎ”  คุณลุงเอียนบอก  “แต่เพิ่มกฎ  ซึ่งกฎนั้นก็คือ  ถ้าโลแลน  สตาฟเฟอร์สามารถทำให้หน่วยบัญชาการที่หกได้รับชัยชนะในการแข่งขั้นระหว่างหน่วยครั้งนี้ได้  คดีและข้อตกลงที่ค้างคาทั้งหมดจะถือว่าถูกยกเลิก  รวมถึงข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีในชั้นศาลด้วย”

        โลแลนเบิกตากว้าง  และแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง  เขามองคุณลุงเอียนตาไม่กระพริบเหมือนว่าคนที่มายืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นแค่ร่างเงาวิญญาณที่ไม่มีตัวตน

        เซลีนเองก็อ้าปากค้างทันทีที่คุณลุงเอียนอธิบายเนื้อหาของเรื่องสำคัญที่ตนนำมาบอกกล่าวจบลง  เด็กสาวนั่งนวดสมองตัวเองอยู่พักใหญ่ถึงตั้งสติได้

        “แปลว่า  ถ้าหน่วยหกชนะในการแข่งขันครั้งนี้  ฉันก็จะเป็นอิสระสินะ!

        คุณลุงเอียนพยักหน้า  แล้วเซลีนก็แทบจะกระโดดกอดคุณลุงเอียนเลยทีเดียว  นั่นเธอจะดีใจอะไรนักหนา  ถ้าจำไม่ผิดคนที่ต้องกระโดดโลดเต้นเพราะดีใจกับข้อตกลงใหม่นี้ควรจะเป็นโลแลนสิ

        “ลุงจะมาบอกแค่นี้หรือ”  โลแลนถามหลังจากที่ระงับความดีใจได้แล้ว

        คุณลุงเอียนพยักหน้าและทำท่าจะเดินออกจากคฤหาสน์ไปเสียเฉยๆ  โลแลนจึงดึงมือเขาเอาไว้

        “แม่ของผมรู้เรื่องนี้หรือเปล่า  แม่เป็นยังไงบ้าง”  โลแลนระดมคำถามที่เกี่ยวกับบุคคลสำคัญที่เขากำลังคิดถึงจับใจใส่คุณลุงเอียน

        “สบายดีทุกอย่าง  และรู้ทุกเรื่อง”  คุณลุงเอียนตอบเสียงราบเรียบราวกับจะให้คำมั่น  “อย่างห่วงเลย...เดี๋ยวเธอก็จะได้พบกัน  เพียงแต่มันไม่ใช่ตอนนี้”

        ถึงสมองยังอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแม่เพิ่มเติม  แต่โลแลนก็ยอมที่จะพยักหน้าทำเป็นว่าเขารับได้และเข้าใจ  ยอมปล่อยมือจากคุณลุงเอียน  ปล่อยให้ชายวัยกลางคนที่นำข่าวสำคัญมากบอกเดินกลับไปเฉยๆเหมือนๆกับตอนที่เขาเข้ามา

        โลแลนถอนหายใจเหนื่อยๆและหันไปมองเด็กสาวที่มีท่าทีกระดี๊กระด๊าดีใจมาตั้งแต่เมื่อครู่นี้  แล้วความรู้สึกรำคาญตงิดๆก็เริ่มเข้าแทรกแซงจิตใจของโลแลน

        “นี่เธอ!  จะดีใจอะไรนักหนา”  โลแลนบ่น  “ฉันยังไม่แสดงออกเด่นชัดแบบนั้นเลย...”

        เซลีนหรี่ตามองเขาอย่างไม่พอใจ  “ฉันดีใจที่ได้เป็นอิสระ  หรืออย่างน้อยๆก็แค่สองอาทิตย์จบขาด  ไม่มีต่อยอด  ไม่เงื่อนไขอื่น...แบบนี้แหละที่ฉันยอมรับได้”

        “นี่ๆ!...ที่พูดว่าเป็นอิสระน่ะ  มันเป็นหลังจากที่หน่วยของเราชนะการแข่งขันอะไรนั่งไม่ใช่หรือไง  เธอดูจะมั่นใจมากๆเลยนะว่าจะชนะ  ฉันว่าคิดเผื่อเอาไว้บ้างก็ได้มั้ง...  ถึงเวลาไม่สมหวังจะได้ไม่ต้องร้องไห้งอแง”

        เด็กสาวถลึงตาใส่เขาพลางขึ้นเสียงตวาด  “ใครงอแงยะ!...”

        โลแลนอยากจะตอบว่า  ก็เธอนั่นแหละ  แต่เขาก็เลือกที่จะหุบปากเงียบไปดีกว่า  เขารู้ดีว่าถ้าเริ่มต้นโต้เถียงกับเซลีนเมื่อไร  สิ่งที่จะตามมาเป็นอันดับต่อไปก็คือ...สงคราม!

        ทว่าถึงจะโลแลนจะพูดว่าไม่มั่นใจออกไปแบบนั้น  สีหน้าของเซลีนก็ยังคงฉายแววความมั่นใจที่โลแลนไม่รู้ว่าเธอไปค้นเอามาจากส่วนไหน  จากเท่าที่หลายๆคนบอกเกี่ยวกับประวัติการแข่งขัน  โลแลนพอจะรู้มาว่า  หน่วยบัญชาการที่ 6 นี้  แทบจะไม่รู้จักกับคำว่า  ชัยชนะเลย...ไม่เลย  และคำว่าไม่เลยในที่นี้ก็หมายความว่า  ไม่เคยเลยสักครั้งเดียว  แล้วเมื่อเป็นแบบนั้น  คนที่อยู่หน่วยนี้มาตลอดอย่างเซลีนกลับยังทำหน้ามั่นอกมั่นใจกับชัยชนะที่แทบจะมองไม่เห็นของหน่วยออกมาได้อีก  โลแลนเผลอคิดว่าเธออาจจะเครียดจักเรื่องที่ตัวเองต้องกลายเป็นสินสงครามในครั้งนี้มากเกินไปจนสติแตกไปแล้ว

        วาวตาของเธอเป็นประกาย  “งานนี้ไม่มีคำว่าแพ้!  ถ้าฉันลงแรงเองเสียอย่างเชื่อเถอะ  การแข่งนี้มีไว้เพื่ออิสรภาพ!

        เมื่อประกาศคำมั่นเรียบร้อยเด็กสาวก็เดินอย่างองอาจกลับไปยังโซฟาตัวเกา  และเริ่มกลับไปหมกมุ่นอยู่กับโน้ตบุ๊กคู่ใจของเธออีกครั้ง  โลแลนชักจะไม่มั่นใจแล้วว่าเซลีนกำลังพยายามทำอะไรกับคอมเครื่องนั้น  เพราะรังสีความกระหายอิสรภาพของเธอถูกแผ่ออกมา  มันทำให้เธอดูเหมือนผู้ก่อการร้ายที่กำลังวางแพนบุกทะลวงก่อความวุ่นวายอะไรสักอย่าง...ซึ่งถ้าเธอทำแบบนั้นอยู่จริงๆ  โลแลนก็ไม่มีทางรู้ได้เลย

        เขาได้แต่มองท่าทางเอาจริงเอาจังของเด็กสาวแล้วถอนหายใจให้เจ้าปลาเบสซี่ที่เอาแต่พ่นฟองปุดๆ...ใส่กระจกอย่างหน่ายใจ

        “ฉันว่างานนี้คงได้มีอะไรสักอย่างในสนามแข่งเละเป็นหน้ากองแหงๆ  นายคิดแบบนั้นไหม?

        หงึกๆ...เจ้าปลาพยักหน้าตอบ

        แล้วโลแลนก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นต่อจากนั้น  เขาได้แต่นั่งเป็นมนุษย์ไส้แห้งมองเจ้าปลาเบสซี่เหมือนคนอดอาหารอยู่ทั้งวัน  เขาพยายามไม่จินตนาการว่าเซลีนที่นั่งเคาะนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ไม่ห่างจากเขากำลังคิดอะไร  หรือเป็นวางแผนอะไรเอาไว้  เขาได้แต่ปล่อยให้วันหนึ่งผ่านไปอย่างเรียบง่าย

        ถึงเขาจะไม่รู้เลยก็ตามว่า  ความยากลำบาก  และความวุ่นวายครั้งมโหฬารกำลังจะมาเยือนในไม่ช้านี้

1 ความคิดเห็น