The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 12 : เตรียมตัว...!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 พ.ค. 58

ตอนที่ 12 เตรียมตัว...!

 

        ตั้งแต่ที่มาถึงศูนย์วิจัยประหลาดแห่งนี้  โลแลนก็คิดว่า  ตัวเขาอาจจะไม่สามารถหลับตาลง  และนอนหลับได้อย่างสบายใจเหมือนแต่ก่อน

        ...ซึ่งก็จริง!

        โลแลนแทบจะวิ่งออกไปนอกศูนย์วิจัยและหาทางกลับบ้านที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา  ถ้าเป็นไปได้  เขาอาจจะยอมว่ายน้ำหนาวเย็นข้ามทวีปเพื่อให้ได้กลับไปนอนบนเตียงอันแสนสุข  เตียงนอนเดิมที่บ้านนอกตัวเมืองของเขา...ทว่ามันก็เป็นได้แค่ความฝัน

        สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัยอันดับต้นๆที่ทำให้เขารู้สึกอย่างนั้นก็คือแผนการเลวร้ายของเด็กสาวนามว่า  เซลีน  ทราเซีย

        มันทำไมอย่างนั้นหรือ...?

        ได้  เรามาเริ่มไล่ลำดับแผนการเลวร้ายที่เด็กสาวจอมแสบนำมาใช้กับโลแลน  โดยที่เธออ้างว่ามันคือการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า  เธอพูดเหมือนว่าเธอทำทุกอย่างเพื่อให้โลแลนได้พ้นจากข้อหาต่างๆนานาของคดีที่ติดพันเป็นพวงยาว  แต่เชื่อเถอะ...โลแลนรู้ดีว่าเธอทำไปเพื่ออะไร  และทำไมเธอต้องให้ความสนใจกับการแข่งขันงี่เง่าไร้สาระนั่นขนาดนี้  ปัญหามันไม่ใช่เพราะเธอต้องเป็นสินสงครามในครั้งนี้หากฝ่ายเราแพ้  แต่เพราะเธอจะได้อิสรภาพสมดังที่เธอปรารถนา  มันเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสี่ตัวรวด  ไม่ต้องเป็นสินสงครามให้การแข่งขันบ้าบอ  ได้อิสรภาพตามที่ต้องการ  ข้อสัญญาที่ตกลงไว้กีบโลแลนก็จบ  แถมเธอจะได้ไม่ต้องมีเขามาคอยขัดแข้งขัดขาอีกด้วย

        เซลีนวางแผนการฝึกโลแลนเอาไว้เป็นระบบขั้นตอนที่เรียบร้อย  เธอถึงกับทำตารางการฝึกเก็บเอาไว้ในโน้ตบุ๊กมหาประลัยของเธอเลยด้วยซ้ำ

        ซึ่งแผนการอันดับแรกของเธอก็คือการลากโลแลนให้ตื่นจากนิทราแสนหวาน  และสิ่งที่คุณควรจะรู้และจดจำเอาไว้  เด็กสาวคนนี้ทำได้ทุกอย่างจริงๆ

        มันเริ่มขึ้นในเช้าวันถัดมา  โลแลนนอกคว่ำหน้าอยู่บนเตียงของตัวเอง  โดยที่เตียงข้างๆก็มีร่างของผองเพื่อนร่วมห้องนอนเรียงต่อกันไป  ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเช้า  แต่เป็นเวลาเกือบเช้า  และตามปกติโลแลนก็เป็นตัวขี้เกียจ  ที่ท่องคำว่า  ตื่นเช้า  ไม่เป็น  ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะยังนอนคุดคู้อยู่บนเตียงในแบบฉบับของตัวขี้เกียจ   ท้องฟ้ายังคงมือสนิท  เหล่าผองเพื่อนที่นอนต่อกันไปเองก็คงจะรู้ถึงได้พากันนอนแผ่อยู่บนเตียงของตนแบบไม่มีทีท่าว่าจะขยับ

        โลแลนกะจะนอนต่ออีกหน่วยจนกว่าแสงสว่างจะมาเยือน  แต่ความคิดของเขาก็เป็นอันต้องแตกเพล้ง!...กระจายออกไปทันทีเมื่อมีเสียงดังขึ้นที่บานประตู

        ก๊อกๆๆ...

        เสียงเคาะบานประตูทำให้เพื่อนร่วมห้องทั้งสี่ลุกพรวดพราดขึ้นมามองหน้ากันตาปริบๆอย่างสงใส  มีแต่โลแลนที่ยังคงนอนแผ่อยู่กับเตียงทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

        เขาอ้าปากหาวยาวๆ  “ที่นี่มีบริการปลุกพิเศษด้วยหรือ?  ถามเพื่อนร่วมห้องเสียงงัวเงีย

        ทว่าเหล่าเพื่อนร่วมห้องกลับทำหน้าตื่นๆและไม่ตอบคำถามโลแลน  ดูเหมือนมันจะเป็นบริการพิเศษจริงๆ  ขนาดคนที่พักอยู่ที่นี่มาโดยตลอดยังทำหน้าเหวอไม่รู้เรื่อง

เลย

        ก๊อกๆๆ!...

        เสียงเคาะบานประตูดังขึ้นอีกครั้ง  แต่ในครั้งนี้คนเคาะกลับใส่แรงในการเคาะมากขึ้น  จนดูเหมือนคนที่กำลังหงุดหงิดพยายามจะทุบประตู

        ลูธเป็นผู้กล้าที่กำลังจะเดินไปเปิดประตูในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆก็ส่งสายตาเอาใจช่วยผู้กล้า  ส่วนโลแลนก็ยังคงนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มไม่มีทีท่าจะสนใจผู้มาเยือนที่หน้าประตู

        ปึ้ง!...

        ทว่าก่อนที่ผู้กล้าของเราจะทันได้เปิดประตูออกไปต้อนรับแขกผู้มายืน  บานประตูก็พลันถูกเปิดออก  และแรงที่ทำให้ประตูเปิดออกนั้นก็ไม่ใช่แรงที่เกิดจาการบิดลูกบิดประตู  แต่เป็นการถีบ  และพังประตูเข้ามาอย่างไม่ใยดี

        ผู้มาเยือนกอดอกอยู่หน้าประตูในท่าถีบค้าง  ทำเอาผองเพื่อนชายหนุ่มในห้องพากันอ้าปากค้างตะลึงกับท่าทางและความกล้าไม่มีที่สิ้นสุดของผู้มากเยือน

        เซลีนกวาดสายตามองหาเปล่าหมายในขณะที่ชายหนุ่มคนอื่นพากันหน้าร้อนเป็นแถบๆ  ใช่สิ  ก็เธอเล่นบุกเดี่ยวเข้ามาหาใครบางคนถึงในหอพักชายโดยไม่เกรงกลัวการลงโทษแบบเอาถึงตายของสตีฟผู้ดูแลหอเลยด้วยซ้ำ  และถ้าผู้ดูแลหอรู้ว่าเธอบุกมาหาใครล่ะก็  เขาคงจะได้จับเด็กสาวใจกล้าคนนี้ไปย่างไฟให้ไหม้เป็นเท่าถ่านเป็นแน่

        โลแลนที่นอนขดอยู่ในผ้าห่มไม่รู้ว่าใครเขาประตูมา  แต่เขารับรู้ได้ถึงความเงียบและความตรึงเครียดที่ผองเพื่อนพร้อมใจกันแผ่มาให้เขา

        เขายังคงนอนขดอยู่ในผ้าห่ม  และส่งเสียงถามผองเพื่อน  “ใครมาเหรอ...?  คนทำความสะอาดหรือไง  มาแต่เช้าจังนะ..”

        ...

        ไร้เสียงตอบกลับจากผองเพื่อน  สร้างความสงใสให้โลแลนเพิ่มมากขึ้นจนเขาแทบจะอดใจนอนต่อไปไม่ไหว  แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เปิดผ่าห่มออกไปดูว่าใครคือคนทำความสะอาดที่ว่าก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น  เสียงที่ทำโลแลนรู้ได้ในทันทีว่าวันนี้จะไม่ใช่วันที่แสนสงบสุขของเขาอีกต่อไปก็ดังขึ้น

        “ฉันไม่ลดตัวลงไปทำงานแบบนั้นหรอกนะ...เสียใจด้วยที่นายทายผิด!

        พรึบ!

        “เฮ้ย!...นะ  นะ  นี่เธอ!  ทันทีที่ดึงผ้าห่มออกจากตัวและลุกขึ้นนั่งได้โลแลนก็ถึงกับแหกปากลั่นเมื่อพบเด็กสาวจอมแสบเจ้าเก่ามายืนจังจ้าในท่ากอดอกไร้ความสะทกสะท้านใดๆอยู่ตรงหน้าเขา  “เธอมาทำอะไรในหอพักชายเนี่ย!

        โลแลนเอ่ยถามพลางมองร่างของเด็กสาวขึ้นลงอย่างแตกตื่น

        เซลีนสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนขาสั้นในแบบของเธอ  เสื้อคลุมสีเข้มยังคงถูกสวมทับเป็นเสื้อนอกดังเดิม  ผมสั้นสีดำถูกปล่อยลงมาเสมอบ่า  ใบหน้าขาวใสของเด็กสาว  และดวงตาที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อของเธอถูกส่งมาให้โลแลนเต็มๆ  โลแลนเหลียวไปมองผองเพื่อนที่นิ่งเงียบไปนานที่เตียงนอนที่เรียงรายต่อกันไป  แต่เขาก็พบความว่างเปล่าไร้ผู้คน  เขาพบว่าผองเพื่อนที่แสนดีของเขาพากันอพยพจุดยืนของตัวเองไปยืนอัดกันอยู่ข้างๆลูธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทุกสายตาของเพื่อนที่หนีเอาตัวรอดไปแล้วต่างมองมาที่โลแลนด้วยความห่วงใย  ราวกับว่าพวกเขากำลังเดาว่าอนาคตโลแลนจะตายในลักษณะใด

        “มาลากคนขี้เกียจอย่างนายไปขัดเกลา  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน”  เซลีนชี้แจงสาเหตุที่ทำให้เธอต้องละทิ้งความอับอายทั้งหมดและถ่อมาถึงหอพักชายเพื่อปลุกโลแลน  สายตาของเธอยังอัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่นที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้  ในขณะที่โลแลนแอบกลืนน้ำลายสยองกับความกล้าบ้าบิ่นของเด็กสาว  “...เพื่อชัยชนะ  นายต้องไปฝึกพิเศษ!

        คำประกาศที่แสนองอาจของเด็กสาวทำเอาชายหนุ่มทั้งห้องพักพากันเบิกตากว้าง  พวกเขาทั้งทึ่ง  ตกตะลึง  และคาดไม่ถึง  ว่าเด็กสาวคนนี้จะกล้าถึงเพียงนี้

        โลแลนที่กำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เซลีนพูดไม่ต่างไปจากผองเพื่อนได้แต่นั่งเงียบฟังนางมารตัวน้อยชี้หน้าสั่ง  เขาอยากจะปฏิเสธไม่ทำตามคำสั่งไร้เอาแต่ใจของเซลีน  แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำเช่นนั้น  เซลีนก็เดินมากระชากคอเสื้อยืดของเขาให้ลุกขึ้นและเดินตามเธอออกไปข้างนอกไม่รอช้า  ท่ามกลางสายตาเหวอหวาของผองเพื่อนที่ไม่ได้ช่วยโลแลนแก้ต่างใดๆเลย

        “เดี๋ยวเด้!  หยุดก่อน!...”  โลแลนพยายามดึงตัวเองกลับเข้าไปในห้อง  เพราะเขาเพิ่งจะสังเกตว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูเสียเท่าไร  เขายังอยู่ในชุดนอน  เป็นเสื้อยืดสีเทาแขนกุดและกางเกงนอนขายาว  ถึงมันจะเป็นชุดเครื่องแบบที่ค่อนข้างรัดกุมก็ตามที  แต่ถ้าเขาแต่ตัวแบบนี้ออกไปเดินนอกคฤหาสน์ล่ะก็มีหวังเขาได้กลายเป็นมนุษย์น้ำแข็งของจริงเป็นแน่

        โชคร้ายที่เซลีนไม่เคยรับฟังในสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย  เธอกำลังรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปกับการลากคอไองี่เง่าในชุดนอนอย่างโลแลนให้ออกไปพร้อมรับการฝึกมหาโหดของเธออย่างเดียว

        ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิท  ไม่แปลกใจเลยที่เป็นแบบนั้น  บางที่คุณอาจจะลืมไป  แต่ที่ๆโลแลนกำลังยืนอยู่นี้คือขั้วโลกเหนือ  หมายถึงขั้วโลกเหนือของจริงเลย  ไม่แปลกที่ท้องฟ้าในช่วงใกล้รุ่งจะยังคงมืดมิดเช่นนี้  ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ประการแรกในหมวดหมู่ข้อดีที่หาได้ยากยิ่ง  ในเวลาเช่นนี้ตามทางเดินจะไร้ผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวลที่มักจะทำให้คนผู้มาใหม่สติแตก  และที่สำคัญที่สุด  มันให้ความเป็นส่วนตัวมากถึงมากที่สุด  ส่วนข้อเสียที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด  คืออุณหภูมิติดลบที่สามารถทำให้ใครก็ตามที่กล้าก้าวเท้าออกไปนอกคฤหาสน์สนมารถชักตายเพราะความหนาวเย็น...และโลแลนก็กำลังจะเป็นรายแรกที่ทำตัวเป็นไอโง่เดินออกไปนอกคฤหาสน์ทั้งๆที่ยังไม่ได้สวมเสื้อคลุมที่แสนสำคัญ

        ...ต้องบอกว่าเป็นการออกไปฆ่าตัวตายแบบไร้หัวคิด...

        หลังจากที่ถูกกระชากลากเขนออกมานอกห้องพักอย่างไม่เต็มใจ  โลแลนก็มองไม่เห็นผองเพื่อนผู้แสนดีทั้งสี่เลย  ต้องใช้คำว่าหายหัวกันไปหมดเลยถึงจะถูก  ไร้การติดตาม  ไร้ความช่วยเหลือ...เขาเพิ่งจะเข้าใจคำว่า  เพื่อนแม้ไม่มีในโลกก็ตอนนี้แหละ  เข้าใจแจ่มแจ้งเลยล่ะ

        เขาถูกลากให้เดินออกจากหอพักฝั่งชาย  และออกจากห้องโถงใหญ่ลงไปที่ชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว  โชคดีที่ระหว่างทางไม่มีเงาของผู้คนที่ออกมาเดิน  โลแลนจึงไม่ตกเป็นเป่าสายตาแบบที่ไม่สมควรจะโดน

        ที่ชั้นล่าง  ตูกระจกที่เจ้าปลาเบสซี่อาศัยอยู่ส่องแสงหลากสี  ทำให้ทางเดินสว่างวาบขึ้นทันตาเห็น  เซลีนเดินไปเปิดประตูใหญ่  โดยก่อนไปเธอได้ชักมีดสั้นออกมาจ่อใส่โลแลนเป็นเชิงบอกว่า  ถ้าเขาคิดหนี  มีดเล่มนี้ลอยไปปักที่ไขสมองของเขาทันที  โลแลนหมดทางเลือกเขาได้แต่ถอนหายใจ  และคิดในใจว่าเด็กสาวคิดจะลากเขาไปฝึกข้างนอกทั้งๆที่อากาศย่ำแย่แบบนี้จริงๆหรือ

        ปุดๆๆๆ!...

        เจ้าปลาเบสซี่ว่ายวนไปวนมาในตู้กระจก  ท่าทางของมันดูกระวนกระวาย  เมื่อเห็นว่าเด็กสาวกำลังพยายามออกไปนอกคฤหาสน์ในเวลาที่ไม่เหมาะสม  เจ้าปลาเบสซี่ทำท่าเหมือนจะประท้วงความคิดและการกระทำของเธอ  แต่ว่า...

        ชึ่ง!...

        สายตาที่จัดอยู่ในระดับที่เป็นภัยร้ายต่อปลาบิน  และปลายมีดเงางามที่จอมาทางเจ้าปลาที่กระวนกระวายทำเอาปลาผู้ถูกหมายหัวตัวแข็งไปในทันที  เจ้าปลาเบสซี่ทำท่าแกล้งตายได้สมจริงสมจังมาก  มันนอนหงายท้องและไม่ขยับไปไหน...ราวกับว่า  มันตายไปแล้วจริงๆ

        โลแลนอยากจะร้อง  เฮ้ย!...ออกมาดังๆ  แต่เซลีนก็ปิดปากเขาได้ด้วยการจ่อปลายมีดมาทางคนที่กำลังจะแหกปากอีกคน

        “ถ้านายโวยวาย  ฉันจะเพิ่มบททดสอบพิเศษเพิ่มให้ยากขึ้นโหดขึ้น  และทรมานยิ่งขึ้น”  เซลีนข่มขู่  ซึ่งน้ำเสียงที่เธอใช้ก็เป็นเครื่องยืนยัน  ว่าสิ่งที่เธอพูดไม่ใช่แค่คำขู่  “ตามมาให้เร็วเลย!

        ผู้ถูกข่มขู่อย่างโลแลนได้แต่ทำหน้าบึ้งตึง  แต่ก็ยอมเดินตามเด็กสาวจอมแสบไปติดๆ  เขาเห็นเบสซี่แอบพ่นฟองอากาศออกจากปากเบาๆ...มันยังไม่ตาย!  และนั่นหมายความว่าเจ้าปลานี่เอาตัวรอดอยู่คนเดียว  บ้าจริง! ถึงตอนนี้โลแลนแกล้งตายแบบเบสซี่เพื่อนให้เซลีนปล่อยเขาไปก็คงไม่ทันแล้ว

        เซลีนเดินออกไปนอกคฤหาสน์แล้ว  เธอกำลังยืนรับลมเย็นที่โบกเข้ามาอย่างสบายใจ  ต่างกับโลแลนที่ยังคงยืนอยู่ในคฤหาสน์  แต่เพียงเพราะเขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่พัดเข้ามาตามช่องประตูก็ทำเอาใจสั่นไปแล้ว

        กำลังใจในการฝึกของโลแลนหดหายไปในทันที

        “ขอไปใส่เสื้อคลุมก่อนไม่ได้หรือไง...แบบนี้มีหวังได้แข็งตายแหงๆ”  โลแลนพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมแต่ก็ไม่เป็นผล

        เซลีนแสยะยิ้มชวนสยอง  เธอกระชากคอเสื้อเขาออกไปนอกคฤหาสน์  พร้อมบอกถึงตารางการฝึกขั้นแรกของโลแลน  “บทเรียนแรก  ไม่แพ้ต่อความหนาวเย็น!

        “หา!  โลแลนที่กอดแขนตัวเองสั่นๆหันไปแว้งใส่เด็กสาวที่ทำท่ายืดอกอย่างภาคภูมิ

        “ไม่ต้องหาแล้ว  เอ้า!!...เตรียมพร้อมออกวิ่ง”  เซลีนดันหลังโลแลนไปข้างหน้า  ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอจะคอยคุมหลังไม่ให้โลแลนแอบดอดไปหมกตัวอยู่ในผ้าห่ม

        “เดี๋ยวก่อน!...ฉันยังไม่พร้อม”

        “ก็กำลังจะบอกให้พร้อมนี่ไงเล่า...เตรียมพร้อม!  เซลีนไม่ฟัง

        “เฮ้!  ฟังกันบ้าง...เหวอ!...”

        “ไป!...”  เซลีนไม่รอฟังคำพูดแก้ต่างของโลแลน  ทันทีที่เธอเอ่ยคำว่า ไป เธอก็ดันหลังโลแลนไปข้างหน้าจนคนที่กำลังหนาวสั่นแทบจะหน้าทิ่ม

        สุดท้ายโลแลนก็ทำได้แค่ออกไปวิ่งไปตามคำสั่งของเด็กสาวที่คอยตะโกนไล่หลังตามมาติดๆ  นี่เป็นบทเรียนแรกที่เซลีนมอบให้เขา  บทเรียนที่ทำเอาโลแลนแทบจะไข้จับ

 

        ห้องพักชาย  หมายเลข 7

        :  อาเธอร์  มีแกรน

        “ดูเซลีนจะจริงจังกับการแข่งขันในครั้งนี้เหลือเกินนะ”  อดัมออกความคิดเห็นทันทีที่โลแลนเพื่อนคนไหมของพวกเขาถูกเด็กสาวมหาประลัยลากตัวออกไป

        ไม่มีใครปฏิเสธความคิดเห็นของอดัม  เพราะพวกเขาทุกคนในที่นี้ต่างก็มีความคิดเฉกเช่นเดียวกันกับเขา  อาเธอร์เองก็ด้วย

        ข้อแตกต่าง  และความเปลี่ยนแปลงของเซลีนที่เขาสังเกตได้  เธอดูสนอกสนใจในการแข่งขันระหว่างหน่วยมากขึ้น  และแววตาที่มุ่งหวังชัยชนะของเธอก็แทบจะมีไฟลุกโชนในช่วงหลังๆมานี้  ด้วยความที่อาเธอร์ก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่หน่วย 6 ได้ไม่นาน  ทำให้เขายังจดจำวีรกรรมอันตรายของคนในหน่วยได้ไม่หมด  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พอจะรู้แล้วว่าใครเป็นตัวอันตราย  และใครที่ควรคบหา  เซลีนถือเป็นบุคคลอันตรายที่อาเธอร์ไม่ควรเข้าใกล้  เขาได้รู้เรื่องราวความกล้าของเธอจากผองเพื่อน  ซึ่งปัญหาแต่ละเรื่องที่เธอก่อก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆ...ทว่าสิ่งที่ทำให้อาเธอร์แปลกใจที่สุดคือการที่เด็กสาวที่เดิมไม่ค่อยจะสนใจเรื่องการทำสงครามงี่เง่าระหว่างหน่วย  มีใจสู้ขึ้นมา  และอยากจะเอาชนะหน่วยอื่น  นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผองเพื่อนร่วมห้องของเขาต้องมองหน้ากันไปๆมาๆแบบงงๆ  ครั้งนี้เซลีนจะมาไม้ไหนกัน

        ลูธเกาหัวเบาๆ  “ที่เธอจริงจังขึ้นมาบ้างมันก็ดีอยู่หรอก แต่จะว่าไปโลแลนก็น่าสงสารนะ...จะโดนฝึกอะไรบ้างก็ไม่รู้ เห็นเซลีนบอกว่าฝึกพิเศษนี่”

        “คง...พิเศษจริงๆนั่นล่ะ”  อาเธอร์ถอนหายใจ  ไม่อยากจะนึกถึงสภาพของเพื่อนใหม่ที่อาจจะกลับมาในสภาพน่าอนาถ

        จาเร็ตหัวเราะคิดคัก  พลางพูดติดตลกทำลายบรรยากาศตรึงเครียด  “สองคนนั้นร้อนแรงน่าดูเลยเนอะ!...”

        การพูดเล่นไม่รู้เวลาของจาเร็ตทำเอาผองเพื่อนชายหนุ่มพากันส่ายหัว  และภาวนาไม่ให้ความคิดเล่นๆของจาเร็ตกลายเป็นความจริง

        อาเธอร์หันไปมองบานประตูที่เปิดอ้าออกแล้วนึกอยากจะตามโลแลนออกไป  เขารู้สึกไม่ดีเลยที่ปล่อยเพื่อนใหม่ออกไปเผชิญความโหดร้ายและทรมานคนเดียว  ต่อให้อาเธอร์จะรู้ว่าโลแลนเป็นคนมีความสามารถ  เพื่อนใหม่คนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา  ไม่ใช่แค่พลังที่มีมากจนน่าเกรงกลัว  แต่อาเธอร์รู้ดีว่าเขาไม่ควรดูถูกพวกที่มีสายเลือดสตาฟเฟอร์  เขารู้ดีว่าคนคนนั้นมีดีกว่าที่ตาเห็น...ทว่าถึงจะรู้ดี  แต่อาเธอร์ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้  ถ้าเป็นคนอื่น  เขาคงจะไม่กระวนกระวายร้อนใจอย่างนี้  แต่เพราะคนที่บุกมาถึงหอพักชายเพื่อนลากคอโลแลนออกไปฝึกคือเด็กสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล  ทำให้อาเธอร์ต้องยืนจ้องทางเดินมืดๆด้วยสีหน้าระอา

        ลูธตบบ่าเขาเบาๆ  รอยยิ้มของเพื่อนผู้ดูดีทำให้อาเธอร์รู้สึกผ่อนคลายลงมาก  “ไม่ต้องห่วง  เซลีนไม่ทำอะไรแผลงๆถึงขั้นเอาชีวิตโลแลนไปหรอก...อาจจะนะ”

        อาจจะ...

        อาเธอร์แค่อยากจะบอกว่าคำพูดปลอบใจ  และน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยจะมั่นใจเสียเท่าไรของลูธ  ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

        “ฮ่าๆ!...เขาพูดว่าอาจจะด้วยล่ะ  แปลว่าถ้าถึงเวลาอาหารเช้าแล้วเราไม่เห็นเด็กใหม่  นั่นแสดงว่าเขาหายไปจากโลกนี้แล้วน่ะสิ”  จาเร็ตพูดกะจะทำให้ผองเพื่อนเฮฮา  แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นสีหน้าและท่าทางดุดันของผองเพื่อนร่วมห้องที่พร้อมจะรุมกระทืบคนปากมากไม่รู้เวลาคนนี้แล้ว  จาเร็ตที่หัวเราะกลบเกลื่อน  เขาเดินผิวปากไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่งขึ้นพาดบ่าและเดินตรงไปยังห้องอาบน้ำท่ามกลางสายตาอาฆาตของผองเพื่อน

        อาเธอร์ขมวดคิ้ว  “นายจะรีบอาบน้ำไปไหนกัน  อีกตั้งชั่วโมงกว่าๆถึงจะถึงเวลาตื่นนอนนะ”

        ทั้งลูธและอดัมต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำถามของอาเธอร์  เพราะเวลาในตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาตื่นนอนโดยปกติของหน่วย

        แต่จาเร็ตกลับหันมาฉีกยิ้มก่อกวนให้ผองเพื่อนที่ทำหน้างุนงง

        “เราจะให้เพื่อนใหม่ฝึกจนเก่งขึ้นอยู่คนเดียวได้ยังไงกัน...งานนี้พวกเราเองก็ต้องจริงจังกันบ้าง”

        ว่าแล้วเจ้าตัวก็ไม่รอช้าวิ่งปราดเข้าห้องน้ำไปในทันที  อาเธอร์มองหน้าผองเพื่อนที่เหลือและเผลอหัวเราะให้กับความคิดบ้าๆของเพื่อนอีกคนที่วิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว  อาเธอร์เข้าใจถึงเป่าหมายของจาเร็ตแล้ว  พวกเขาไม่รอช้ารีบจัดแจงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสิ่งใหม่ที่ต้องมีการพัฒนา

        ...ถึงเวลาฝึกแล้ว!...

 

        ด้านนอกคฤหาสน์

        :  โลแลน  สตาฟเฟอร์

        ในระหว่างที่ผองเพื่อนของโลแลนกำลังเริ่มต้นวางแผนการฝึกฝนของแต่ละคน  โลแลนก็ต้องคอยรับคำสั่งที่ไล่ตามหลังมา  คำสั่งเหล่านั้นดูเหมือนคำสั่งให้เขาไปตายแบบไม่มีทางเลือก  เสียงตะโกนของเด็กสาวดังไล่หลังทุกๆครั้งที่โลแลนผ่อนฝีเท่าลง

        “วิ่งต่อไป!  นี่ไม่ใช่เวลาพักนะ  นายนอนมามากพอแล้ว  เพราะงั้นอย่าอู้!  เซลีนที่วิ่งประกบท้ายตามมาตะโกนบอก  และมันคงจะดีกว่าเธอไม่ได้กำลังถือมีดจี้ที่แผนหลังของเขา  ประมาณว่า  ถ้าโลแลนหยุดไปเมื่อไร  ปลายมีดแหลมคมที่ตามมาติดๆจะเสียบเข้าไปในชั้นผิวหลังส่วนหลังของเขาทันที

        ในเมื่อเป็นแบบนี้  ก็เท่ากับว่า  วิ่งก็จะตายเพราะความหนาวที่ทำเอาโลแลนสั่นสะท้านไปทั้งตัว  แต่ถ้าหยุดวิ่งก็ตามเพราะคมมีดที่ตามมาอยู่ดี...ไหนล่ะทางเลือกสำหรับเขา  มันไม่มีเลย!

        เซลันบังคับให้เขาวิ่งไปในทิศทางที่เธอต้องการ  และระยะทางในการวิ่งฝ่าความหนาวเย็นในครั้งนี้ก็คือ  การวิ่งรอบศูนย์วิจัย!...โลแลนวิ่งสั่นๆไปตามกำแพงที่ตั้งสูงเป็นรูปวงกลม  ถ้าดูจากมุมสูง  มันจะดูเหมือนว่าเขากำลังวิ่งวนอยู่ในวงกลมขนาดใหญ่  ไม่ใช่แค่ความหนาวเย็นเท่านั้นที่เป็นอุปสรรค  หากแต่ระยะทางในการวิ่งก็เป็นปัญหาที่น่าหนักใจไม่แพ้กัน...โลแลนรักการวิ่ง  เขาคิดว่ามันเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่มีประโยชน์  และเขาก็เป็นนักวิ่งที่ดีพอสงควร  เขาเคยวิ่งหนีพวกบ้าพลังที่พยายามจะอัดเขาที่โรงเรียนอยู่หลายครั้ง  จนกลายเป็นความคุ้นชินไป  แต่ในวันนี้โลแลนก็เริ่มจะเปลี่ยนความคิดนั้น  เขารู้ว่าการวิ่งมีประโยชน์และสามารถช่วยให้ร่างกายแข่งแรงขึ้น  ซึ่งถ้าเซลีนจะให้เขาวิ่งแบบนี้ทุกๆวันเป็นการฝึกเขาก็ไม่มีปัญหา  แต่ทว่าความหนาวเย็นที่ชวนให้กล้าเนื้อแข็งตัวนี่สิที่น่าเป็นห่วง  สิ่งนี้ทำให้บทเรียนแรกของเซลีนกลายเป็นบทเรียนนรกได้ในทันที

        พวกเขาวิ่งวนมาได้ครึ่งทาง  ซึ่งระยะทางขนาดนี้สามารทำให้คนแก่ๆสักคนลมจับได้เลย  แต่สำหรับโลแลน  มันถือว่าธรรมดา  เขายังคงวิ่งต่อไปด้วยแรงขาเท่าเดิมโดยไม่มีทีท่าว่าจะหอบจากวิ่งแต่อย่างใด  อย่างมากเขาก็แค่ตัวสั่นกระดิกอยู่ตลอดเวลาก็เท่านั้นเอง

        โลแลนสูดหายใจอย่างยากลำบากและบ่นอุบอิบ  “หนาวเป็นบ้าเลย...”

        “หุบปากแล้ววิ่งต่อไปซะ!  เซลีนตะโกนไล่หลัง

        คำสั่งนั้นถือเป็นเด็ดขาด  โลแลนไม่ขอหันกลับไปมองว่าเด็กสาวกำลังทำหน้ายังไง  เพราะเขาพอจะเดาได้จากความกดดันและรังสีอำมหิตที่แผ่มาจากเด็กสาว

        ขาทั้งสองข้างของโลแลนยังคงก้าวฉับๆต่อไป  ต่อให้กล้ามเนื้อที่สั่นสะท้านของเขาจะร้องปฏิเสธก็ตาม  โลแลนรู้ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายในยามที่อากาศหนาวเย็นมีส่วนช่วยให้อวัยวะสำคัญๆของร่างกายหยุดทำงาน  แต่ในกรณีที่ของโลแลน  อุณหภูมิติดลบขั้นรุนแรงเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ทฤษฎีการเคลื่อนไหวร่างกายมีประสิทธิภาพขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

        ใช่เวลานานพอสมควรกว่าที่พวกเขาจะวิ่งวนกลับมายังส่วนของคฤหาสน์ที่พัก  โลแลนวิ่งไปตามพื้นคอนกรีตหยาบๆทางด้านหน้าคฤหาสน์หลังต่างๆ  สายตาของเขาก็จับจ้องไปตามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของคฤหาสน์แต่ละหลัง  การสร้างตัวอาคารที่คลาสสิกและรวดลายเล็กน้อยที่น่าชื่นชมผู้ลงแรงทำงาน  คฤหาสน์แต่ละหลังไม่ค่อยแตกต่างกันเสียเท่าไรเมื่อดูจากภายนอก  เขาวิ่งผ่านคฤหาสน์ทั้งสี่หลังไปโดยคิดในใจว่าหนึ่งในคฤหาสน์หลังนั้นจะต้องมีหน่วยบัญชาการของมิลันดาอยู่อย่างแน่นอน  หน่วยที่ชื่นชอบการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา...คฤหาสน์หลังที่ห้าที่ต่อมาเป็นคฤหาสน์ที่ดูราบเรียบ  ในครั้งแรกก่อนที่โลแลนจะก้าวเข้าไปในหน่วยบัญชาการที่ 6 เขาเคยให้ความสนใจกับคฤหาสน์หลังนี้เพราะความอยากรู้อยากเห็น  ถ้าจำไม่ผิด  คฤหาสน์หลังถัดไปเป็นหน่วยบัญชาการณ์ของเขา  ซึ่งนั่นหมายความว่าคฤหาสน์หลังนี้คือหน่วยบัญชาการที่ 5  ถ้าเขาจำไม่ผิด  แอวีแอสเน่เคยบอกว่า  หน่วยบัญชาการที่ 5 มีแต่คนที่มีมันสมองดีเยี่ยม  ประมาณว่าเป็นอัจฉริยะอะไรทำนองนั้น  โลแลนนึกแล้วก็สะอิดสะเอียนในใจ  เขาเป็นพวกที่ไม่ถูกกับคนฉลาดขั้นรุนแรง...สาเหตุมีเพียงหนึ่งเดียง  เพราะเขาไม่ฉลาดไง

        หมองเบาบางลงเกาะตามพื้นทางเดินอ่อน  มันไม่ได้บังทัศนวิสัยในการมองเห็นของเขาแต่อย่างใด  ถ้ามีใครโผล่มาขวางหน้าโลแลนก็คงมองเห็น

       “เฮ้ย!...”

         แต่แล้วเงาหนึ่งที่เคลื่อนตัวมาขวางหน้าเขาก็ทำให้เขาเบรกขาไม่ทัน  พูดให้ถูกคือเขาเบรกไม่ได้  เพราะถ้าเขาหยุดวิ่งไปเสียเฉยๆหลังของเขาก็จะโดนเสียงจากคนที่ตามมาข้างหลัง  แม่คนนั้นไม่มีทางหยุดมีดเพียงเพราะโลแลนจะชนคนอย่างแน่นอน  ระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปทำให้โลแลนพุ่งชนคนตรงหน้าอย่างจัง

        โคลม!...

        โลแลนรู้สึกเจ็บที่ข้อแขน  และต้นขาเบาๆ  เขาลงคว่ำทันทีที่พุ่งชนร่างเบาบางๆที่ออกมาขวางหน้าอย่างรวดเร็วทำให้ขาหยุดไม่ได้  โลแลนหันไปมองเซลีนที่ตามมา  โชคดีที่โลแลนล้มลงมานอนกับพื้น  เขาถึงไม่ได้โดนแทงทะลุ  เพราะเด็กสาวผู้เอาจริงเอาจังกับการฝึกโหดเกินไปยังคงจ่อมีดพุ่งไปด้านหน้าโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  เธอเบรกเท้าเมื่อโลแลนล้มลง  เธอกอดอกและมองสภาพของเขาอย่างระอา

        “เอ่อ...”  เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้

        เป็นเสียงเล็กๆที่ฟังดูเหมือนเสียงของเด็กผู้หญิง  เสียงนั้นทำเอาโลแลนต้องหันหน้ารอบทิศเพื่อหาต้นเสีย  เขาเหลือไปมองเซลีน  ทว่าเธอกำลังชี้นิ้วมาที่โลแลนเหมือนจะบอกให้ดูตรงหน้า  โลแลนก้มหน้าลงและก็ต้องเบิกตากว้าง  เขาพบผู้เป็นต้นกำเนิดเสียงใสๆคนนั้นแล้ว  เธอเป็นเด็กสาวผอมบาง  ผมและสีตาของเธอเป็นสีขาวซีดที่ดูเหมือนคนเป็นโรคร้ายแรงอะไรสักอย่าง  เธอเป็นเด็กสาวที่น่าจะอายุพอๆกับโลแลน  ความผิดปกติทางด้านร่างกายของเธอไม่ได้ทำโลแลนตกใจแต่อย่างใด  สิ่งที่ทำให้เขาสติแตก  คือเขากำลังล้มทับร่างของเด็กสาวอยู่  และเขาก็เพิ่งจะรู้ว่าทั้งตัวเขาและเด็กสาวอยู่ในสภาพที่เหมาะไม่ควรอย่างแรง

        เซลีนส่ายหน้า  เซ็งจิตกับความเงอะงะของเขา

        “โอ๊ะ!  ขอโทษที”  โลแลนรีบกล่าวขอโทษขอโพยเด็กสาว  เขาแทบจะก้มลงกราบถ้าจำเป็น  แล้วไม่รอช้ารีบลุกขึ้นยืนเพื่อเปลี่ยนท่าทางที่ไม่น่าดูของทั้งคู่  โลแลนยื่นมือไปดึงเด็กสาวผู้ซีดจางให้ลุกขึ้นยืน  เธอมองหน้าเขาอย่างเดียวเลย  กระพริบตาสักนิดก็ไม่  และที่สำคัญเธอไม่ยอมปล่อยมือจากเขาเสียที...!

        “เอ่อ...คือ  เธอเป็น...”  โลแลนพยายามงัดมือออกจากการจับกุมของเด็กสาวผู้เสียหายท่ามกลางสายตาอำมหิตของเซลีน  ทราเซีย

        “ลินา”  เด็กสาวแนะนำตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ด้วงตาของเธอยังคงจ้องเขาอยู่  และมือก็ยังจองจำโลแลนไม่ยอมปล่อย  จนถึงตอนนี้โลแลนชักไม่มั่นใจแล้วว่าเด็กสาวคนนี้เป็นคนป่วยจริงๆหรือเปล่า  เด็กสายจับมือของเขาแน่นขึ้น  “ลินา  ดิเอมีล่า”

        “ละ  ลินาสินะ  เข้าใจล่ะฉันโลแลน  สตาฟเฟอร์ยินดีที่ได้รู้จัก”  โลแลนรีบแนะนำตัวและกล่าวขอโทษ  เพื่อว่าเด็กสาวจะยอมปล่อยมือของเขาเป็นอิสระเสียที  “ขอโทษด้วยที่ฉันวิ่งไม่ระวังจนชนเธอเข้า”

        “ไม่เป็นไร”

        “คือ...เธอได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

        “ฉันไม่เป็นไร”

        น้ำเสียงที่นิ่งเรียบของเด็กสาวที่ชื่อลินา  ทำเอาโลแลนยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่  อีกใจหนึ่งก็เริ่มหวั่นๆเพราะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่ลินาเอาแต่จ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ  นั่นทำให้โลแลนเริ่มประหม่าขึ้นบ้างแล้ว

        “หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือเปล่า?  โลแลนถามเสียงเบา  ทว่าลินายังคงทำหน้านิ่งๆไม่เปลี่ยนแปลง  เธอส่งยิ้มชวนใจสั่นให้เขา  จนถึงตอนนี้โลแลนแทบจะลืมไปเลยว่าอากาศรอบๆยังคงหนาวเหน็บอยู่

        ใครบางคนที่มองโลแลนและลินามองตากันนานเข้าทำให้หงุดหงิด

        เซลีนกระแอมทำให้พวกเขาต้องหันไปมอง  “โทษนะ  จะจ้องตากันอีกนานไหม  เดี่ยวก็ได้ท้องหรอก!

        คำพูดของเซลีนทำเอาโลแลนหน้าเปลี่ยนสี  ต่างกับลินาที่แสยะยิ้มอ่อนเป็นเชิงหยาดหยามใส่คนขัดจังหวะ...โลแลนรู้สึกว่าเด็กสาวทั้งสองดูไม่ค่อยลงรอยกันเลย

        เป็นครั้งแรกที่โลแลนเห็นปฏิกิริยาของลินา  เธอปล่อยมือเขา(เสียที)และเดินตรงไปหาเซลีนด้วยท่าทีสงบ  “เธออิจฉาหรือ?

        “หา!  เซลีนขมวดคิ้วงงๆ  “เธอพูดอะไรน่ะ”

        ลินาเลิกคิ้วมองโลแลนสลับกับเซลีน  “พวกเธอเป็นอะไรกัน...”

        “เพื่อน”  โลแลนตอบทันที

        “เป็นเหมือนสัตว์เลี่ยงกับเจ้านายมากกว่า!  เซลีนเบ้หน้าเมื่อได้ยินคำตอบโดยไม่คิดของโลแลน  “นายไม่มีทางขึ้นระดับมาเป็นเพื่อนของฉันหรอกย่ะ!...อย่างมากก็เป็นได้แค่เจ้าตัวน่ารำคาญ”

        โลแลนแทบจะเปิดสงครามย่อมๆกับเซลีนอีกครั้ง  แต่เพราะเขาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลินา  ทำให้เขาได้แต่ยืนฟังเซลีนบ่นโน่นนี่นั่นไปเรื่อง  สายตามองไปที่เด็กสาวผู้มีสีผมและสีตาที่ซีดเซียวราวกับกำลังพิจารณาว่าเธอเป็นคนยังไงกันแน่

        แต่แล้วเสียงหัวเราะของลินาก็ทำให้ความคิดของโลแลนแตกกระเจิง  ไม่เว้นแม้แต่เซลีนที่กำลังระดมคำด่าใส่เขาไม่ยั้ง  พวกเขาหันไปมองเด็กสาว

        เธอส่งสายตาท้าทายให้เซลีน  “...ดูเหมือนงานนี้เราจะมีอะไรสนุกๆให้มาแข่งขันกันอีกแล้วนะเซลีน”

        เซลีนหยุดตีโพยตีพายใส่โลแลนแล้ว  เธอกำลังทำหน้าปั้นยากใส่ลินา  “ต้องการอะไรจากฉันอีกล่ะ  ยัยจืดชืด!

        โอ๊ย!  แรง...โลแลนพยายามก้าวเท้าถอยห่างจากเด็กสาวทั้งสองที่กำลังสงสายตาจิกกัดใส่กัน  ความรุนแรงทางสายตาทำให้โลแลนรับรู้ถึงกระแสไฟฟ้าบางๆที่ประสานสายตาทั้งสองเข้าด้วยกัน  เขาได้แต่ภาวนาอย่างให้แรงปะทะทางสายตาคู่นั้นระเบิดตูมขึ้นมาเลย  หรือไม่เขาก็ควรจะทำเนียนๆแล้วถือโอกาสที่เซลีนกำลังหมกมุ่นแอบหนีกลับเข้าไปในคฤหาสน์เลย...อืม  ความคิดนี้เข้าท่า

        “ก็แค่คิดว่ามีเรื่องสนุกเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วก็เท่านั้นเอง”  ลินาตอบเรียบๆ  เธอดูจะไม่เดือดร้อนอะไรกับการปะทะสายตากับเซลีนเลยแม้แต่น้อย  ต่างกับเซลีนที่มีท่าทางประสาทเสีย  โลแลนไม่รู้ว่าสองคนนี้มีปัญหาอะไรกันมาก่อน  แต่จากที่ดูปัญหาของพวกเธอคงจะเป็นเรื่องทะเลาะระหว่างเด็กสาว  ส่วนประเด็ดคืออะไรนั้น  โลแลนไม่อยากรู้...เขาไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นดีที่สุด

        โลแลนค่อยๆถอยเท้าฉึบๆออกห่างจากเด็กสาวทั้งสองที่ยังปะทะสายตากันไม่เลิก

        แต่ก่อนที่โลแลนจะทันได้หันหลังและเตรียมหลบหนีเสียงของลินาก็ดังขึ้น  สิ่งที่เธอพูดดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเขา

        “การแข่งในครั้งนี้ให้เขาเป็นผู้ตัดสินเป็นไง”

        ทันทีที่เด็กสาวเอ่ยจบ  โลแลนก็ได้แต่ขมวดคิ้ว  ขาของเขาหยุดก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ  นิ้วก็ชี้เข้าหาตัวอย่างงงๆ  “ให้ฉันทำไมนะ...?

        ลินาส่งยิ้มอ่อนหวานให้เขา  เธอก้าวมาเกาะแขนของเขาเอาไว้  ทำให้โลแลนเผลอสะดุ้ง  และคิดในใจ  ว่าเด็กสาวคนนี้จะมาไม้ไหนกับเขา

        เซลีนเองก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่ลินาพูดเสียเท่าไร

        “ฉันกับเซลีนน่ะมีความสามารถที่คล้ายคลึงกัน  ทั้งความสามารถๆด้านพลังและสติปัญญา”  ลินาบอก  “พวกเราเป็นคู่แข่งกันมาตลอด  แข่งเพื่อความเป็นที่หนึ่ง”

        “ใครอยากแข่งกับเธอกัน  ยัยจืดชืด!  เซลีนโวยวาย  แต่ก็ไม่ได้ทำให้สีหน้าราบเรียบของลินาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

        “แต่ที่สำคัญที่สุด  คือเราไม่มีผู้ตัดสิน  ต่อให้ทุกๆครั้งในการแข่งฉันจะคิดว่าเป็นฝ่ายชนะเด็กนี่ก็ตามที”

        เซลีนกัดฟัน  “ใครเป็นเด็กมิทราบ!  แล้วที่พูดเนี่ยจะหมายความว่าฉันแพ้อย่างนั้นหรือ!

        “ก็จริงนี่”  ลินาพูดเสียงเรียบ  เธอยังคงเกาะแขนโลแลนแน่น  และดูเหมือนจะแน่นกว่าเดิม  “เพราะเธอไร้ความสามารถก็เลยเข้าหน่วยของเราไม่ได้  นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอกระจอกกว่าฉันหรอกหรือ”

        เซลีนที่ถูกดูถูกเริ่มชักสีหน้า  เอาล่ะ...จนถึงตอนนี้โลแลนพอจะเข้าใจแล้วว่าเด็กสาวทั้งสองไม่ลงรอยกันอย่างแรง  พวกเธอดูเหมือนไฟกับดินระเบิด  ที่ถ้ามาอยู่ใกล้กันเมื่อไรเป็นต้องมีบึ้ม!  แต่ที่โลแลนกำลังหนักใจก็คือ  เขาจะหลุดจากการเกาะกุมของลินาได้อย่างไรกัน  โลแลนไม่มีปัญหาถ้าเด็กสาวทั้งสองจะซัดกันในยามเช้า  เขาก็แค่อยากจะออกห่างจากปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่พวกเธอจะก่อ  และถ้าเป็นไปได้  เขาอยากจะรีบกลับเขาไปในห้องพักและเข้าไปขดตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆดังเดิม

        เป็นครั้งแรกที่โลแลนเห็นเซลีนยืนเงียบและไม่เถียงอะไรโต้ตอบเมื่อโดนดูถูก

        ลินาไม่สนใจท่าทางผิดแปลกของเซลีนเลย  เธอหันมามองโลแลนและฉีกยิ้ม  “จะยังไงก็ตาม  ฉันต้องการให้เขามาเป็นผู้ตัดสินผลแพ้ชนะระหว่างฉันกับเธออย่างเป็นทางการ”

        “หะ  หา!  โลแลนเลิกคิ้วสงใส  “เธอกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ”

        “ช่วยหน่อยนะ”  ลินาสรุปเอาเองซะอย่างนั้น  โลแลนก็เลยได้แต่ทำหน้าเหวอไม่รู้ไม่ชี้  ลินาปล่อยมือจากแขนของโลแลน  ซึ่งนั่นก็แทบจะทำให้โลแลนรู้สึกปลอดภัยขึ้นเป็นเท่าตัว  เธอเดินถอยเข้าไปในหมอกจางๆ  และทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ของหน่วยบัญชาการที่ 5 แต่ก่อนไปก็มิวายหันมาหาเรื่องเด็กสาวที่ยืนเงียบ  “ฉันคิดเกมสนุกๆออกแล้ว  เธอเตรียมรอรับความสนุกได้เลยเซลีน  แล้วเจอกัน”

        ทันทีพูดจบลินาก็เดินจากไป  สีผมและหมอกจางทำให้ทุกอย่างดูกลมกลืม  ไม่นานโลแลนก็มองไม่เห็นบุคคลที่เขาเพิ่งจะวิ่งชน

        ...

        ความเงียบที่เข้ามาแทนที่ทำให้โลแลนรู้สึกได้ถึงความหงุดหงิดของคนข้างกาย  เขาค่อยๆหันไปมองเซลีน  และก็เป็นอย่างที่คิด  เด็กสาวทำหน้าบึ้งตึงใสกลุ่มหมอกควัน  เธอกระชากสายตาดุดันใส่โลแลนทันทีที่รู้ตัวว่าถูกมอง

        “นายมีปัญหาอะไร...!

        โลแลนตกใจจนเผลอก้าวถอยหลัง  “ปะ  เปล่า  ก็แค่คิดว่าเธอดูไม่ค่อยชอบลินาเสียเท่าไร”

        “ฉันก็ไม่เคยพูดว่าชอบยัยนั่นนี่!  เซลีนกลับมาแว้งใส่โลแลนอีกครั้ง  ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้น  อย่างน้อยๆเซลีนก็กลับมาเป็นเด็กสาวจอมแสบอีกครั้งแล้ว  “ใครจะไปชอบขี้หน้าคนแบบนั้น  ยัยจืดชืดโรคจิตนั่น  พูดอวดดีเข้าไป  ชนะเหรอ...เฮอะ!  แล้วจะได้เห็นดีกัน”

        ว่าแล้วเซลีนก็จ่อปลายมีดแหลมคมใส่หลังโลแลนอีกครั้ง  เธอพูดว่า  “วิ่งต่อได้แล้ว!

        โลแลนขมวดคิ้วทันที  “เฮ้!  นี่เราวิ่งรอบศูนย์วิจัยรอบนึงแล้วน่ะ...”

        “ไม่รู้แหละ  นายต้องวิ่งต่อ”

        “ข้อเหตุผลดีๆซักข้อสองข้อสิแม่คุณ”  โลแลนทำท่าประท้วง  ไม่ใช่แค่ปากหรอกนะ  ตอนนี้ทั้งขา  ทั้งแขนของเขาก็ร้องประท้วงเอาความเป็นธรรมไม่ต่างกัน  “ใจคอจะไม่ให้พักเลยหรือไง...เป็นปีศาจใจดำหรือไงกันฮะ!

        เซลีนไม่ฟังคำบ่นของเขา  เธอกดมีดแหลมคมจี้เข้าที่แผนหลัง  แรงกดที่มากขึ้นทำให้โลแลนรู้สึกถึงปลายแหลมของมีดที่ทะลุเสื้อยืดเข้ามา  เซลีนพูดอธิบายเรียบๆตามที่โลแลนต้องการ  “ข้อแรก  ฉันจำไม่ได้ว่าเคยบอกนายไปว่าเราจะวิ่งแค่รอบเดียว  นี่เป็นการฝึกที่ฉันเป็นผู้คุม  นายเป็นผู้รับการฝึกมีหน้าที่ฝึกก็ฝึกไปอย่าได้บ่น  ข้อสอง  ต้องขอบคุณยัยจืดชืดโรคจิตที่ทำให้ฉันอารมณ์เสีย  ฉันไม่เสียบยัยนั่นประจานหน้าหน่วยก็ดีแค่ไหนแล้ว  เพราะงั้น  นายก็เป็นตัวแทนยัยนั่นโดนทำโทษแล้วกัน”

        “เป็นเหตุผลที่อ้างอิงทฤษฎีได้ห่วยแตกมาก...”  โลแลนบ่นอุบอิบ  แต่ก็ยอมออกวิ่งไปต่อเพราะปลายมีดอันตรายของเซลีนกดจ่ออยู่แผลหลังของเขาเริ่มเพิ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

        ปึ้ง...!

        ภาพเด็กชายผู้เหนื่อยหอบล้มลงนั่งเอาหน้าหมอบกับโต๊ะเรียกสายตาเป็นห่วงเป็นใยจากผองเพื่อนร่วมโต๊ะได้เป็นอย่างดี

        โลแลนกลับจากการฝึกแสนทรมานของเซลีนเข้ามาที่ห้องโถงเพื่อรอทานอาหารเช้า  ใจจริงเขาอยากจะกลับไปที่ห้องและหมกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ  และจะดีกว่าเดิมถ้าไม่มีเด็กสาวจอมแสบไปก่อกวน  ทว่าแข้งขาของเขาก็ร้องประท้วงไม่อยากเดินอีกต่อไป  ทำให้เขาต้องล้มลงนั่งกองเป็นไอหนุ่มหมดสภาพอยู่กับโต๊ะท่ามกลางสายตาเอือมระอาของเหล่าผองเพื่อน  ในขณะที่ครูฝึกผู้ไร้ความปราณีก็เดินเชิดหน้าไปนั่งด้วยท่าทีสบายๆที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม  แม่คนนั้นดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่ทำลงไปแม้แต่น้อย

        “น่าสงสารแฮะ...”  จาเร็ตมองสภาพน่าอนาถของเพื่อนใหม่แล้วก็อดถอนกายใจไม่ได้  “แบบนี้จะอยู่ได้ถึงวันแข่งไหมเนี่ย”

        ไม่รู้เฟ้ย...!  โลแลนอยากจะตอบเพื่อนออกไปแบบนั้น  เพราะตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจเสียเท่าไรว่าไอความอวดดีที่มีในตอนแรกจะยังหลงเหลืออยู่ไหมในวันแข่งจริง  แต่เพราะความเหนื่อยล้าทำให้กล้ามเนื้อปากของเขาไม่ขยับ  ในตอนนี้ถึงจะมีคนวิ่งเข้ามารุมด่าเขาสารพัดคำสบถ  โลแลนก็ไม่มีแรงจะไปโต้เถียงคนพวกนั้นหรอก  สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือ  นอนหอบหายใจคาอยู่กับโต๊ะอย่างนั้น

        “ไม่คิดว่ามันหนักไปหน่อยหรือเซลีน”  อาเธอร์หันไปถามครูฝึกผู้โหดร้ายด้วยความระมัดระวัง

        “หนักหรือ?  นี่มันน้อยไปด้วยซ้ำ”  เซลีนว่า  การอธิบายของเธอทำเอาโลแลนแทนจะตัวละลายกลายเป็นเยลลี่ไปเลย  “การฝึกนี้เป็นแค่การฝึกปรับพื้นฐานเท่านั้น  นี่ยังไม่ได้เริ่มเรื่องควบคุมพลังเลย”

        เอื้อก!

        เหล่าผองเพื่อนชาติชายของโลแลนพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อได้ยินถึงแผนการโหดเหี้ยมของเด็กสาว  พลางหันไปมองบุคคลโชคร้ายที่นอนแหมะอยู่กับโต๊ะ

        จะมีใครเข้าใจถึงความทรมานของโลแลนบ้างไหม...

        “อรุณสวัสดิ์เหล่าแมวน้อยที่น่ารักของฉัน”  โลแลนได้ยินเสียงของสตีฟดังขึ้น  นี่คงได้เวลาทานอาหารเช้าแล้ว  ผู้ดูแลหอคนสวยหล่อของเราถึงได้ขึ้นไปยืนเปล่งรัศมีสีม่วงใส่เหล่าสมาชิกที่เขาเรียกว่าแมวน้อย

        สตีฟกล่าวทักทายสมาชิกและพูดอะไรเลื่อยเปื่อยจนถึงเวลา  เขาก็ดีดนิ้ววางท่า  และเหล่าหุ่นยนต์หน้าเก่าตัวเดิมก็โผล่มาวางจานอาหารลงตรงหน้าเหล่าสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 6 เสียงครืนๆของเครื่องจักรค่อยๆเบาลง  หมายความว่าเหล่าหุ่นยนต์พากันออกไปจากห้องโถงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        “เฮ้  ได้เวลากินอาหารแล้วพวก”  จาเร็ตเขย่าแขนโลแลนที่นอนหมอบไม่กระดุกกระดิกไปมา

        อาหารเช้ามื้อนี้ไม่ได้ช่วยให้ท้องของโลแลนรู้สึกอิ่มเอิบขึ้นเลย  ทันทีที่จัดการกับอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยโลแลนก็ถูกเซลีนลากไปฝึกทรมานร่างกายอีกสารพัดอย่าง  ทั้งวิ่งเพิ่มระยะทางจากเมื่อตอนเช้าที่ทำเอาขาโลแลนแทบจะหลุด  แล้วยังมีการฝึกทำสมาธิซึ่งเป็นการฝึกที่เบาที่สุด  ต่อให้โลแลนจะทำสมาตามเป่าหมายของการฝึกไม่ได้เลยก็ตาม  ฝึกลากขอหนักเป็นตันเป็นระยะทางรอบศูนย์วิจัย  ฝึกเคลื่อนไหวร่างกายพื้นฐานและยังมีอีกมากมาย  วันนี้เป็นสันที่โลแลนเอาชีวิตไปทิ้งได้ดีมาก  เขาเห็นผองเพื่อนเริ่มออกฝึกร่างกายแบบเขาบ้างแล้ว  โลแลนรู้สึกตื้นตันที่ผองเพื่อนพยายามจะให้กำลังใจเขาทางอ้อม  แต่คงไม่มีใครที่สามารถเข้าใจถึงความทรมานของโลแลนได้อย่างแท้จริง

        “พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า  ถ้าตัวขี้เกียจเข้าสิงล่ะก็  ฉันจะไปลากนายถึงที่ห้องเลยคอยดู!  คือคำที่เซลีนสั่งกำชับกับโลแลนก่อนที่พวกเขายะแยกย้ายกับเข้าที่พัก

        วันที่สองในศูนย์วิจัยของโลแลนหมดไปกับการทรมานตัวเอง ยอดเยี่ยมที่สุด...!

        โลแลนทิ้งตัวลงนอนทันทีที่กลับถึงห้อง  เหล่าผองเพื่อนที่นั่งรวมหัวกันอยู่ในห้องนั่งเล่นพากันชะโงกหน้าออกมามองเขาที่นอนแน่นิ่งไปในทันทีที่ตัวลงถึงเตียง  สหายชาติชายทั้งสี่มองหน้ากันและถอนหายใจยืดยาว

        “เป็นการฝึกที่พิเศษจริงๆเลยนะ  เป็นฉันก็คงล้มทั้งยืนเหมือนกัน”  อดัมพูดแล้วหันหน้ากลับไปสนใจกับภาพยนตร์ในจอภาพเรื่องแสง  เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นเพื่อนใหม่ที่นอนหลับไปแล้วรู้สึกเหนื่อยแทน

        จาเร็ตเป็นคนต่อมาที่กลับมานั่งลงข้างอดัม  “รู้สึกว่ามันจะหนักไปสำหรับเด็กใหม่นะ...เซลีนนี่โหดจริงๆด้วย”

        “แต่สิ่งที่เธอให้เขาฝึกก็ช่วยได้เยอะเลยนะ  ถึงดูเผินๆจะเป็นการทรมานร่างกายอย่างไร้ประโยชน์  แต่สำหรับผู้มีพลังพิเศษอย่างเราๆแล้ว  การฝึกของเธอถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมให้เด็กใหม่ที่ไม่รู้จักสงครามการต่อสู้ได้ดีเลย”  ลูธบอก  และสิ่งที่เขาพูดก็ไม่มีใครในที่นี้คัดค้าน  เพราะความที่ทุกคนเป็นผู้มีพลังพิเศษ  ดังนั้นทุกคนย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่โลแลนได้รับการฝึกฝนไปในวันนี้มีประโยชน์เขากับอย่างมากในการเตรียมพร้อมก่อนแข่งขัน

        อาเธอร์นั่งกอดเข่า “ฉันเชื่อว่าโลแลนทำได้นะ  ผู้ชายคนนี้น่ะไม่ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น...ข้อนี่ฉันยืนยันได้”

        จาเร็ตหัวเราะเบาๆ  “ฉันไม่เคยบอกนี่ว่าคนที่ระเบิดห้องพักของเราในวันแรกที่มาถึงเป็นคนธรรมดา”

        เสียงหัวเราะคิกคักของผองเพื่อนดังขึ้นในเวลาต่อมา

        โลแลนอยากจะลุกไปนั่งพูดคุยสังสรรค์กับเพื่อนในแบบของลูกผู้ชายคุยกันยามดึก  แต่สติของเขาก็ดับวูบไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถได้ยินถึงสิ่งที่ผองเพื่อนพูดคุยกันหลังจากนั้น  โลแลนเผลอหลับลึก  ลึกชนิดที่ว่าถึงในห้องมีระเบิดลงโลแลนก็จะไม่ตื่นลุกจากเตียง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น