The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 13 : พันธมิตร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 59

ตอนที่ 13 พันธมิตร

 

        ในช่วงใกล้รุ่งของวันที่สามในศูนย์วิจัย  โลแลนพยายามฝืนตัวเองให้ลุกจากเตียงนอนไปอาบน้ำ  และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการฝึกโหดของท่านอาจารย์พิเศษนามเซลีน

        โลแลนเคลื่อนไหวร่างกายอย่างยากลำบาย  เพราะความปวดระบมจากการฝึกหนักเมื่อวานทำเอากล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายร้องโอดโอยไปหมด  โลแลนเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเชื่องช้า  เขารีบที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว  แต่ร่างกายก็ช่างทรยศเขาเหลือเกิน  โลแลนไม่ได้สวมเสื้อคลุมของศูนย์วิจัย  เพราะท่านอาจารย์พิเศษของเขาไม่อนุญาตให้เขาสวม  เหตุที่โลแลนต้องรีบลุกจากเตียงตั้งแต่แสงยามเช้ายังไม่มา  เพราะเขาไม่อยากให้เด็กสาวจอมแสบบางคนเกินมีความกล้าอย่างไม่รู้จบแล้วบุกมาลากตัวเขาถึงในห้องนอนของห้อพักชายเหมือนเมื่อวาน  พอแล้วสำหรับเรื่องน่าตื่นเต้นในรอบปี

        เมื่อจัดแจงเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้ว  โลแลนก็ก้าวออกจากห้องช้าๆ  พยายามไม่ทำให้เกิดเสียงที่อาจจะทำให้ผองเพื่อนชาติชายอีกสี่คนที่นอนหลับอยู่บนเตียงต้องลืมตาตื่น

        ทันทีที่ออกจากห้องกมายเลข 7 ได้  โลแลนก็ตรงออกจากหอพักชานทันที  เส้นทางในตอนกลางคืนช่างมืดมิด  เป็นสิ่งที่เตือนให้รู้ว่า  ไม่ควรออกจากห้องเมื่อยังไม่ถึงเวลา  โลแลนต้องค่อยๆเดิน  เขาไม่รู้ว่าผู้ดูแลหอพักคนสวยหล่อของเราพักอยู่ที่ไหน  หรือส่วนไหนของคฤหาสน์  แต่มันคงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ถ้าสตีฟมาเห็นเขาเดินดุ่มๆออกจากห้องนอนและแอบออกไปฝึกโดยไม่ได้รับอนุญาต

        เมื่อเดินลงจากบันไดหอพักฝั่งชายแล้ว  โลแลนก็พบว่าอาจารย์พิเศษของเขาได้มายืนกอดอกพิงกำแพงรอเขาอยู่ที่ตีนบันไดหอพักฝั่งหญิงแล้ว

        โลแลนแอบถอนหายเมื่อเห็นแววตากระตือรือร้นของเด็กสาว  แล้วค่อยเดินลากเท้าเข้าไปหาเธอพร้อมทำใจยอมรับชะตากรรมความทรมานที่เขาต้องฝืนรับในวันนี้

        เซลีนฉีกยิ้มพอใจเมื่อเห็นโลแลนเดินลงบันไดมา  โดยที่เธอไม่ต้องไปปลุกแบบเมื่อวาน  “รักษาเวลาดีมาก  เริ่มตารางฝึกเหมือนเดิม  วิ่งรอบศูนย์วิจัย...เห็นแก่ความตรงเวลาของนาย  วันนี้จะลดเหลือวิ่งแค่รอบเดียวเท่านั้น  ขอบคุณความใจดีของฉันด้วยล่ะ”

        ก็อยากอยู่นะ  แต่พอดีปากมันไม่ขยับ

        “ครับๆ”  โลแลนพูดเบาๆอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วเดินลากขาตามเซลีนไปรับการฝึกแสนโหดของช่วงเช้า

        เมื่อลงไปถึงชั้นล่างสุดโลแลนก็พบว่า  เจ้าปลาเบสซี่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานของตัวเองเอาไว้เป็นอย่างดี  โลแลนเดินผ่านปลาแสนฉลาดที่ทำท่าหงายท้องแกล้งตายรอไว้ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังไม่ลงมาชั้นล่าง  โลแลนได้แต่ถอนหายใจ  ใจหนึ่งก็อิจฉาปลายมีปีกที่แค่แกล้งตายก็รอดแล้ว  ต่างจากโลแลนที่ต่อให้เขาจะตายจริงๆเซลีนก็คงตามไปทรมานเขาถึงในนรกอยู่ดี

        พวกเขาออกจากหน่วยบัญชาการที่ 6 ในเวลาต่อมา

        เซลีนไม่รอช้าเริ่มสงเสียงสั่งให้โลแลนออกวิ่งไปตามทางที่อากาศหนาวเย็นเช่นเดิม

        วันนี้โลแลนก็ยังตัวสั่นเหมือนเมื่อวาน  ความหนาวของขั้วโลกเหนือไม่มีลดลงเลยแม้แต่น้อย  ความหนาวของมันต่างกับฤดูหนาวที่อเมริกาอย่างสิ้นเชิง  โลแลนยังแอบสงใสเลยว่าทำไมเขาถึงไม่กลายเป็นมนุษย์นำแข็งไปตั้งแต่วันแรกที่โดนเซลีนสั่งให้วิ่งตากลมหนาว  แต่ก็นั่นแหละ...อะไรๆก็เป็นไปได้เมื่อที่แห่งนี้คือศูนย์วิจัยที่ตั้งอยู่กลางขั้วโลกเหนือ  หรือใครจะว่ายังไงล่ะ

        โลแลนวิ่งไล่ไปตามกำแพงสูงที่ตั้งรอบศูนย์วิจัยเหมือนครั้งก่อน  แต่ครั้งนี้เขาพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพราะอยากจะรีบกลับไปนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มก่อนที่จะถึงเวลาทานอาหารเช้า  เขาเร่งฝีเท้าขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว  เรียกได้ว่าเป็นการวิ่งแข่งก็ยังได้  ลมเย็นโบกเข้าปะทะใบหน้าและผมของเขา  จริงอยู่ว่าลมเย็นทำให้เขาหนาว  แต่โลแลนก็ทำเป็นไม่สนใจต่อให้แขนขาจะสั่นกระตุกก็ตาม  เมื่อเร่งฝีเท้ามาได้สักพัก  โลแลนก็เพิ่งจะนึกได้ว่า  ถ้าเขาเร่งความเร็วขึ้นขนาดนี้  แล้วยัยเด็กตัวแสบที่ตามเข้ามาจะตามจี้มีดใส่เขาทันไหม  แต่เมื่อหันโลแลนก็แทบจะสั่งให้ตัวเองเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้น  ไม่ใช่แค่เซลีนจะตามเข้าทันและเข้ามาใกล้แผนหลังของเขาพร้อมมีดสั้นในระยะประชิด  เธอยังมีสีหน้าบ้าเลือดมากกว่าเดิม  เหมือนเธอกำลังวิ่งตามเอาชีวิตโลแลนยังไงยังงั้น

        ไปๆมาๆโลแลนก็ได้แต่ข่มใจไม่ให้หันหลังกลับไปมองอาจารย์พิเศษที่กำลังบ้าเลือด  และก้าวขาต่อไป

        ไม่นานพวกเขาก็วิ่งวนกลับมายังส่วนของคฤหาสน์แต่ละหน่วย  โลแลนเริ่มผ่อนฝีเท้าลง  ขอบคุณสวรรค์ที่เซลีนเองก็ผ่อนฝีเท้าลงด้วย  พวกเขาวิ่งเหยาะไปตามทางด้านหน้าหน่วยบัญชาการต่างๆ  ตรงหน้าหน่วยบัญชาการที่ 5 โลแลนมองเห็นร่างเงาจางของใครบางคน  ยืนดักรอเขาอยู่ตรงทางวิ่ง  โลแลนจึงหันไปสงสัญญาณบอกโลแลนว่าจะหยุดเพื่อที่เธอจะได้ชักมีดเก็บก่อนที่จะทำอันตรายกับหลังของเขา  เมื่อเข้าใกล้ร่างเงาเรื่อยๆโลแลนก็เห็นว่าใครกันคือผู้ที่มายืนดักรอเขาอยู่ตั้งแต่เวลาใกล้รุ่ง

        ลินา  ดิเอมีล่าส่งยิ้มหวานให้เขา  “อรุณสวัสดิ์”

        โลแลนหยุดเท้าและหอบหายใจเบาๆ  ก่อนจะกล่าวทักทายเธอตามมารยาท  “อืม  อรุณสวัสดิ์  เธอตื่นแต่เช้าเลยนะลินา”

        เด็กสาวผู้มีสีตาลีผมเป็นสีขาวซีดก้มหน้า  โลแลนไม่มั่นใจว่าเธอกำลังเขินอยู่หรือเปล่า  วันนี้เธอสวมเสื้อกระโปรงแขนกุดสีขาวโดยมีเสื้อคลุมของศูนย์วิจัยทับ  ผิวที่ขาวซีดและการแต่งตัวที่เน้นสีขาวแทบทั้งหมดทำให้เด็กสาวดูจืดจางไปมาก  แต่แววตาคมคายและใบหน้าอ่อนเยาว์ก็ทำให้เธอดูสวยงามในความซีดเซียว

        “เธออีกแล้ว”  เซลีนที่ตามมาเอ่ยขึ้น  ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของลินาพลันหายไปแทบจะในทันทีที่เธอได้ยินเสียงใสของเซลีนแว้งขึ้น  “เดี๋ยวนี้มีงานอดิเรกคือการดักรอคนออกกำลังกายหรือไง”

        “ถึงใช่  มันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ”  ลินาบอกแล้วเธอก็หันมายิ้มบางให้โลแลนพร้อมดึงแขนเขาไปกอดอีกแล้ว  “ฉันไม่ได้รอเธอก็แล้วกันเด็กน้อย...”

        ก่อนที่เซลีนจะอารมณ์ฉุนพุ่งระเบิด  ลินาก็หันมาพูดกับโลแลนทำเฉไฉแทน  “ฉันมีบางอย่างจะให้น่ะ...”

        โลแลนเลิกคิ้วสงใส  “อะไรหรือ...?

        ลินาส่งม้วนกระดาษม้วนหนึ่งให้โลแลน  มันดูคุ้นๆเหมือนม้วนกระดาษคำท้าที่มอลันดาเคยส่งให้ลูธที่หน่วย 6 เขามองม้วนกระดาษงงๆ  “เธอจะยื่นคำท้าให้หน่วยของฉันหรือ  เอาจริงหรือลินา”

        เซลีนหยุดโวยวายเธอมองม้วนกระดาษแล้วส่ายหน้า  “คำท้าไม่สามารถยื่นซ้ำกับหน่วยอื่นได้  เพื่อให้ได้คู่ต่อสู่ที่น่าสนใจเพียงสองหน่วย  เมื่อมีการยื่นคำท้าแล้วหน่วยอื่นก็หมดสิทธิ”  เซลีนหันไปขมวดคิ้วให้ลินาที่เอาแต่ยืนยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย  “ม้วนกระดาษนี้คือ...คำร้อง”

        “คำร้องอะไร”  โลแลนถาม

        “คำร้องขอเป็นพันธมิตรในสงครามการแข่งขันในครั้งนี้ยังไงล่ะ”  ลินาเฉลยพร้อมมีท่าทีดีอกดีใจ  “หน่วยของเราจะร่วมมือกันเพื่อเอาชนะหน่วยบัญชาการอื่นๆ  วิเศษไปเลยเนอะ”

        “เอ่อ...”  โลแลนพูดอะไรไม่ออก  ถึงเขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจก็ตามที  การการรวมกลุ่มอาจจะเป็นเรื่องดีกว่าก็ได้  แต่แล้วเมื่อเขาเหลือบไปมองเซลีนเขาก็ได้แต่เก็บความคิดเห็นเอาไว้ในใจเงียบๆ

        เซลีนตีสีหน้าราบเรียบ  เหมือนเธอกำลังพิจารณาผลกระทบของการร่วมมือกันระหว่างหน่วยในครั้งนี้  “อะไรทำให้เธอคิดจะรวมหน่วยในการแข่งขันครั้งนี้กัน  ก็รู้ไม่ใช่หรือว่าการรวมหน่วยไม่มีเคยเกิดขึ้นมาก่อน  เธอจะเป็นคนแรกที่ทำแบบนั้นหรือไง”

        “ใช่!  ลินาตอบหนักแน่นทำให้คนถามได้แต่ถอนหายใจยาวๆ

        “ถ้ารวมหน่วยพวกเธอก็จะต้องได้รับความเสียหายไปด้วยนะถ้าเกิดเราแพ้สงครามน่ะ  คิดดีแล้วหรือลินา”

        “ดีแล้ว”  ลินายืนยันหนักแน่น  “ฉันรู้เรื่องที่หน่วยบัญชาการที่หนึ่งไปท้าพวกเธอแบบทุกๆทีแล้ว”  เธอหันมายิ้มเยาะใส่โลแลน  “และดูเหมือนครั้งนี้โลแลนจะเป็นคนไปยั่วต่อมโมโหของพวกหน่วยบัญชาการที่หนึ่งเข้านะ  และถ้าฟังมาไม่ผิด  สินสงครามในครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ข้าวของเครื่องใช้ของหน่วย  แต่ดูเหมือนจะเป็นเธอนะเซลีน”

        คนที่ถูกกล่าวว่าเป็นสินสงครามคิ้วกระตุกเมื่อถูกนินทา  “กะ  ก็นะ...”

        ลินาหัวเราะเบาๆ  “เพราะแบบนั้นถึงพวกเราแพ้  ข้อตกลงในคำท้าก็ไม่ได้เกี่ยวกับหน่วยของฉันอยู่ดี  ฉันจำไม่ได้ว่าคนชื่อเซลีน  ทราเซียอยู่หน่วยของฉันด้วย...พอคิดได้แบบนั้น  ก็เลยคิดว่ารวมหน่วยกับพวกเธอคงน่าสนุกดี  แล้วก็ไม่ขอคำร้องจากกองบัญชาการใหญ่มาเนี่ย”

        โลแลนพิจารณาม้วนกระดาษในมือและก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมลินาถึงเป็นอีกคนที่ดูกระตือรือร้นกันการแข่งขันในครั้งนี้ขึ้นมา  เธอมีเหตุผลอะไรแอบแฝงหรือเปล่า

        “ทำไมเธอถึงอยากรวมหน่วยกับหน่วยของพวกเราล่ะลินา”  โลแลนเอ่ยถามและพยายามถอยห่างจากเด็กสาวที่ดูเหมือนจะทำตัวใกล้ชิดกับเขาขึ้นทุกที

        เป็นครั้งที่สองที่ลินาพยายามหลบสายตาของโลแลน  เธอพูดตะกุกตะกักอย่างมีพิรุธ  “คะ  คือ  ฉันได้ยินมาว่าหน่วยอื่นเองก็เริ่มจับกลุ่มกันบ้างแล้วเพราะเธอไปประกาศชัยชนะใส่พวกหน่วยบัญชาการที่หนึ่ง  ข่าวนั้นก็เลยทำให้พวกหน่วยอื่นๆพากันไปรวมกลุ่มกับหน่วยที่ได้เปรียบอย่างหน่วยบัญชาการที่หนึ่งกันหมด  ฉันก็เลย...”

        “แล้วทำไมหน่วยของเธอไม่ไปรวมกับฝั่งที่มีสิทธิชนะมากกว่าล่ะ”  โลแลนถามอีก  เพราะการเลือกฝั่งที่มีสิทธิชนะมากกว่ายอมเป็นการดีกว่า  ไม่มีเหตุผลที่เด็กสาวต่างหน่วยคนนี้จะต้องให้ความช่วยเหลือหน่วยที่กำลังจนตรอกอย่างหน่วยของโลแลนเลย  “แบบนั้นเธอก็ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องชัยชนะและก็ข้อตกลงระหว่างหน่วยด้วย”

        “แบบนั่นเธอก็...”  ลินาพึมพำ  ทำให้โลแลนและเซลีนพากันขมวดคิ้วงงๆ

        “ฉันทำไม...?” โลแลนเอียงคอ

        แล้วจู่ๆลินาก็สะบักหน้าไปมาเหมือนพยายามจะเรียกสติ  เธอพูดต่อว่า  “ฉันก็แค่คิดว่าห้ารุมหนึ่งมันไม่ยุติธรรมก็เท่านั้นเอง”

        “อา...สี่รุมสองก็ยังไม่ยุติธรรมอยู่ดีนั่นแหละ”  เซลีนพูดแทรกหน้าตาย  เธอชักสีหน้าใส่โลแลนอย่างไม่มีสาเหตุทำเอาโลแลนต้องขมวดคิ้วสงใสว่าเขาทำอะไรผิด  แต่ก่อนที่จะได้ถามอะไรเซลีนก็เดินนำเขาและตรงไปยังหน่วยบัญชาการที่ 6 แต่ก่อนจากก็จะไปก็ไม่วายพูดทิ้งท้าย  “...ช่วงเช้าพอแค่นี้  ช่วงบ่ายนายเจอศึกหนักแน่  อย่าลืมล่ะเจ้าเจ้าหมาหื่นกาม!

        “นี่เธอ...!  ไม่ทันที่โลแลนจะได้แว้งใส่เด็กสาวผู้เป็นอาจารย์ฝึกพิเศษให้เขาก็เดินฮึดฮัดกลับเข้าไปในคฤหาสน์ของหน่วยบัญชาการที่ 6 เสียแล้ว  โลแลนเบ้หน้า  “อะไรของแม่นั่นเนี่ย  ไม่พอใจก็เล่นบทลงโทษอย่างเดี๋ยวเลย”

        เมื่อบ่นนินทาท่านอาจารย์โหดลับหลังเป็นที่พอใจแล้ว  โลแลนก็หันมาสนใจลินาที่ยื่นอยู่ข้างๆ  และพบว่าเธอกำลังส่งยิ้มรางเรียบให้เขา  โลแลนดึงแขนออกจากพันธนาการของเธอ  และยิ้มแห้งๆ  “เอ่อ...ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ  เดี๋ยวเซลีนจะเพิ่มการฝึกโหด...”

        ลินาพยักหน้าอ่อนๆ  แววตาของเธอคมคายและดูมีเล่ห์นัยจนน่าสงใส  รอยยิ้มที่เธอมีให้เขาดูเหมือนรอยยิ้มของผู้ชนะที่โลแลนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กสาวกำลังแข่งอะไรกับใครอยู่  และเขาก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆถึงไม่ค่อยชื่นชอบคนของหน่วยบัญชาการที่ 5 เสียเท่าไร  นั่นเพราะคนพวกนั้นดูฉลาดเกินไปจนน่ากลัว

        “รับคำร้องหมายความว่าตกลงนะ” ลินาบอกเธอเหลามองม้วนกระดาษในมือของโลแลน  มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะ  รับมาแล้วถ้าโลแลนจะคืนตอนนี้ก็แปลกๆอยู่  แถมมีหน่วยบัญชาการฉลาดๆมาอยู่ด้วยก็น่าจะได้แผลการดีๆเพิ่มมาบ้าง  ลินาก้างถอยหลัง ทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ของตน  “ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็แค่นี้แล้วกัน  ฝากไปบอกสมาชิกของหน่วยบัญชาการที่หกเรื่องการตกลงเป็นพันธมิตรกันด้วยนะ”

        โลแลนพยักหน้ารับ  “อะ  อืม  ได้เลย...ไม่มีปัญหา”

        ก่อนจากกันโลแลนเห็นลินาเผยอยิ้มบางๆ  ภายใต้หมอกในยามเช้าทำให้มองได้ไม่ชัด  แต่เขาก็มั่นใจว่าเธอกำลังยิ้ม  และเธอยังพึมพำเบาๆแต่จงใจให้เขาได้ยินว่า  “ฉันไม่ยอมแพ้เด็กคนนั้นหรอกนะ...”

        ไม่ทันที่โลแลนจะได้ถามอะไรเด็กสาวก็เดินหายไปในกลุ่มหมอกควันเสียแล้ว  ทิ้งให้โลแลนยืนงงๆกับคำพูดของเธออยู่คนเดียว...ผู้หญิงสองคนนี้แข่งอะไรกันนะ?

        โลแลนตัดสินใจปล่อยความสงใสนั้นไปแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในคฤหาสน์ของหน่วยบัญชาการที่ 6 เพราะเพิ่มนึกได้ว่าร่างกายยังคงได้รับอาการหนาวเย็นที่ปกคลุมโดยรอบอยู่

 

        “เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ...”  โลแลนเอ่ยเบาๆอย่าหนักใจเมื่อเล่าถึงที่มาที่ไปของม้วนกระดาษคำร้องขอร่วมเป็นพันธมิตรกับหน่วยบัญชาการที่ 5  เหล่าผองเพื่อนชาติชายของเขาก็พากันอ้าปากค้างและมองม้วนกระดาษสลับกับโลแลนไปๆมาๆอยู่แบบนี้  ทำให้โลแลนรู้สึกอึดอัดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

        ขาเร็ตเปิดม้วนกระดาษอ่านแล้วก็ส่ายหน้า  “มันดูเหมือนเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนะที่มีหน่วยอื่นมาขอร่วมรบด้วยเนี่ย...แต่กลับกลายเป็นว่าอีกสามหน่วยที่เหลือก็ไปขอรวมกลุ่มกับพวกหน่วยหนึ่งเพื่อขยี้พวกเราเหมือนกัน  แบบนี้เริ่มไม่สนุกแล้วไง...พวกนั้นคิกจะเล่นงานหน่วยเราให้ถึงที่สุดเลยหรือไงกัน!

        ไม่มีใครโต้เถียงความคิดเห็นของจาเร็ต  โลแลนก็คิกแบบเดียวกัน  มันเป็นเรื่องดีก็จริงที่มีหน่วยอื่นมาช่วยรบในการแข่งขัน  เหมือนได้กองพลทหารเพิ่มในสงคราม  แถมยิ่งหน่วยนั้นเป็นหน่วยบัญชาการที่ 5 ยิ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี  อย่างน้อยๆพวกเขาก็จะได้มีพลทหารที่มีมันสมองเพิ่มมากขึ้น  สิทธิที่จะชนะก็เพิ่งขึ้นไปอีกนิดหน่อย...นิดหน่อยจริงๆ  เมื่อเทียบกับกำลังของอีกสี่หน่วยที่เหลือร่วมมือกัน  ถึงไม่จำเป็นต้องใช้กำลังสมอง  แต่ถ้ากำลังพลฝ่ายนั้นมีมากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะบดขยี้หน่วยผู้เสียเปรียบให้จมดิน

        เสียถอนหายใจดังขึ้นเป็นพักๆ  ไม่ใช่คนกลุ่มเพื่อนที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับโลแลน  แต่ยังมีเสียงบ่นของสมาชิกคนอื่นที่นั่งอยู่รอบๆ  พวกนั่นคงมีความคิดไม่ต่างไปจากโลแลนสักเท่าไร

        อาหารเช้าในวันนี้ทำให้เหล่าสมาชิกหน่วยที่ 6 คิดว่ามันเป็นอาหารเช้ามื้อสุดท้าย...เพราะทุกคนต่างกังวลใจเรื่องการแข่งขันในอีกไม่กี่วัน

        “บ่นไปก็ไม่ช่วยอะไรไม่ได้หรอกน่า”  เซลีนที่นั่งฟังคำบ่นของทุกคนมาตลอดเอ่ยเบาๆ  แต่ก็ทำให้เหล่าเพื่อนชาติชายของโลแลนต้องหันไปมองเด็กสาวที่กำลังนั่งเพ่งสายตาอยู่กับโน้ตบุ๊กคู่ใจของเธอ  “เอาเวลาว่างไปฝึกเตรียมพร้อมโดนรุมไม่ดีกว่าหรือ...”

        “ทำไมเธอพูดแล้วมันฟังดูเหมือน  เอาเวลาว่างไปรอเวลาตายดีกว่า  อย่างนั้นนะ”  จาเร็ตพึมพำ  เพื่อนๆต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย  ไม่มีใครรู้ว่าเซลีนคิดอะไรอยู่  แต่เด็กสาวดูเหมือนไม่สะทกสะท้านใดๆกับการแข่งขันที่ฝ่ายเราเป็นฝ่ายโดนรุมเลยแม้แต่น้อย  กลับกัน  แววตาที่ยังคงมีความมุ่งมั่นและความมั่นใจของเธอทำให้ผองเพื่อนชาติชายงุนงงสงใส  “เธอดูจะมั่นใจเหลือเกินนะ  จริงอยู่ว่าถึงร่างกายเราจะพร้อง  แต่ที่เราต้องการมันมีมากกว่านั้น  ทั้งแผนการกลยุทธ์และยังต้องมีการเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม...ถึงเราจะรวมหน่วยกับหน่วยที่ห้าที่มีแต่คนอัจฉริยะก็เถอะ  แต่ยังไงซะการวางแนวป้องกันปราการก็ต้องแยกออกเป็นสองหน่วย  งานนี้เราต้องไปตกลงกับพวกหน่วยนั้นด้วยนะ  ไม่งั้นตอนอยู่ในสนามคงคุยกันไม่รู้เรื่อง”

        “เรื่องนั้นฉันจัดการเอง”  เซลีนตอบเสียงเรียบสายตายังคงจับจ้องไปที่จอคอมเรื่องแสง

        คำพูดอาสารับหน้าที่ของเซลีนทำให้ผองเพื่อนร่วมโต๊ะต่างมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ  เดิมที่เด็กสาวผู้นี้เคยสนอกสนใจงานสงครามที่ไหนกัน  วันๆเธอเอาแต่หมกอยู่กับโน้ตบุ๊กเก่าๆของตัวจนแทบจะเป็นมนุษย์ติดคอมไปแล้ว

        โลแลนเห็นสายตาเชื่อใจของผองเพื่อนที่มองไปยังเซลีน  ไม่รู้ทำไม  แต่โลแลนก็รู้สึกมั่นใจในการทำงานของเด็กสาวคนนี้พอสมควร  ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเซลีนทำอะไรกับโน้ตบุ๊กขอตนไปบ้าง  แต่เขาก็ไม่คิดว่าที่เด็กสาวเอาแต่หมกอยู่กับหน้าจอเรื่องแสงเหล่านั้นตลอดเวลาเป็นเพราะเธอติดเกมหรืออะไรที่ไร้สาระอย่างแน่นอน

        “ว่าแต่  แอร์วี่หายไปไหนน่ะ  ฉันไม่เห็นเธอตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”  โลแลนพูดขึ้นเมื่อนึกขึ้นได่ว่าเขาไม่เห็นเด็กสาวนักพยากรณ์มาสักพักหนึ่งแล้ว  หลังๆมานี้เธอก็ไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะทานอาหารกับพวกเขาด้วย

        “คงจะถูกเรียกตัวไปที่หน่วยบัญชาการใหญ่ล่ะมังนะ”  จาเร็ตเป็นผู้ตอบ  เขาโบกมือไปมาตรงหน้า  เหมือนจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ  ไม่ต้องใส่ใจ  “แอร์วี่ก็เป็นแบบนี้แหละ  พลังการพยากรณ์ของเธอค่อนข้างมีประโยชน์กับทางเบื้องบน  เธอเป็นคนใหญ่คนโตไปแล้ว...คนต่ำต้อยอย่างเราๆอย่าคิดจะไปเทียบเลย”  จาเร๊ตหัวเราะให้กับความต่ำต้อยของตนเองและเลิกคิ้วก่อกวนใส่โลแลน  “ว่าแต่...สนใจหรือโลแลน...”

        น้ำเสียงยียวนกวนประสาทของจาเร็ตทำให้โลแลนอยากจะซักคนตรงหน้าสักเปรี้ยง  แต่เขาก็แค่หันหน้าหนีและตอบกลบเกลื่อนไปว่า  “ก็เปล่านี่...”

        ปิ๊ดๆ!...ปิ๊ดๆ!...

        เสียงสัญญาณนาฬิกาเตือนของเซลีนดังขึ้น  เหล่าผองเพื่อนชาติชายต่างพากันหันไปสนใจเด็กสาวที่กำลังกดปิดเสียงร้องของนาฬิกาข้อมือ  เธอเปิดโน้ตบุ๊กดังปึ้ง!...และลุกขึ้นจากเก้าอี้  หันมาส่งสายตาเป็นเชิงเรียกโลแลน

        “ถึงเวลาแล้ว...”  เด็กสาวว่าและเดินนำออกจากห้องโถงไปที่ชั้นล่าง

        ไม่จำเป็นที่เซลีนจะต้องอธิบายว่าถึงเวลาอะไร  โลแลนเข้าใจความหมายของเธอดี  เพื่อนๆที่นั่งยิ้มแหย่ๆให้เขาก็ดูเหมือนจะรู้เช่นกัน...โลแลนถอนหายใจยาวๆ  และเดินตามอาจารย์ฝึกพิเศษไปอย่างไม่มีทางเลือก  ท่ามกลางสายตาอาลัยของผองเพื่อน

        ...ถึงเวลาฝึกช่วงบ่าย...เวลาที่เรียกได้ว่าเป็นการใช้ชีวิตให้ชินการช่วงเวลาในนรกขุมสุดท้าย

 

        การฝึกช่วงบ่ายเริ่มขึ้นทันทีที่พวกเขามาถึงที่หมาย  เซลีนเลือกห้องสมุดเล็กๆที่อยู่ต่อจากโรงเรียนของศูนย์วิจัยเป็นสถานที่ใช้ในการฝึกควบคุมพลัง  และทำสมาธิขั้นสูง  จริงอยู่ว่าห้องสมุดเป็นพื้นที่สงบ  และเหมาะกับการทำสมาธิมากที่สุด  แต่ความตระการตาของห้องสมุดก็ทำให้โลแลนเสียสมาธิ  ภาพศิลปะที่ติดอยู่ตามผนัง  ความใหญ่และกว้างขวางของห้องสมุดที่ดูยิ่งใหญ่กว่าห้องสมุดดีเด่นของประเทศยังเทียบไม่ได้ทำเอาความอยากรู้อยากเห็นไม่รู้เวลาของโลแลนทำงาน  เขาอยากจะเดินดูไปรอบๆห้องสมุดให้ทั่ว  เขาไม่ได้สนใจกองหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ตามชั้นหนังสือ  แต่เขาอยากจะสำรวจความสวยงามของห้องสมุดให้ถี่ถ้วนทุกซอกทุกมุม  ทว่าเขาก็ทำแบบนั้นไม่ได้...รู้นะว่าทำไม

        “ตั้งใจหน่อย  การฝึกสมาธิมีประโยชน์ต่อการควบคุมพลังอันตรายของนายมากเลยนะ!  เซลีนต่อว่าเขาทุกทีที่เสียสมาธิ

        โลแลนนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ส่วนหลังของห้องสมุด  มันเป็นส่วนเล็กๆของห้องสมุดที่มีพื้นที่เปิดโล่ง  และให้ความเป็นส่วนตัว  เซลีนเลือกส่วนมืดด้านหลังนี้เพื่อที่โลแลนจะได้ไม่ต้องเห็นของล่อตาล่อใจอีกหลายๆอย่างในห้องสมุด  แต่ถึงแบบนั้นความอยากรู้อยากเห็นไม่มีที่สิ้นสุดของโลแลนก็ยังคงร้องประท้วงให้ลุกขึ้นและแอบดอดออกไปชื่นชมความงดงามและสิ่งของห้องสนใจ  ที่ห้องสมุดธรรมดาไม่มี

        แต่เซลีนก็สามารถจัดการกับความดื้อด้านของโลแลนได้ด้วยการควงใบมีดหลายสิบเล่มโชว์ต่อหน้า  ทำให้โลแลนไม่มีทางเลือก  เพราะเขายังไม่อยากโดนเซลีนฆ่าหมกศพจนกลายเป็นผีเฝ้าห้องสมุด

        “หลับตา  และทำจิตใจให้สงบซะ”  เซลีนออกคำสั่งหนักแน่น  โลแลนพยายามทำตามที่เธอพูดคือหลับตาลงและทำใจให้สงบ...แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด  และเซลีนก็ดูเหมือนจะมองเห็นว่าอะไรที่กำลังก่อปัญหาให้โลแลน  เธอปามีดลงตรงหน้าเขาอย่างแรง  จนปลายมีดทะลุพื้นห้องสมุด  รับรองได้ว่าผู้ดูแลห้องสมุดจะต้องไม่พอใจแน่เมื่อได้เห็นความเสียหายนี้  โลแลนสะดุ้ง  สมาธิที่มีอยู่น้อยนิดแตกกระเจิง  เขารีบกระเถิบถอยห่างจากคมมีดและมองท่านอาจารย์  หมายจะถามว่าเธอคิดจะทำอะไร  แต่เซลีนก็ตอบคำถามให้โดยที่โลแลนไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถาม  “ถ้าอยากรู้มาก  อยากเห็นของแปลกตามากนัก  ฉันจะแสดงให้นายเห็นว่ามีดของฉันทำอะไรได้บ้าง...เลิกวอกแวกแล้วตั้งสมาธิให้ได้!

        โลแลนอยากจะเถียงใจจะขาด  แต่ปากของเขาก็กำลังพยายามควบคุมสติทั้งหมดทั้งมวลที่เขามีให้ตามที่เซลีนบอกแต่โดยดี  ก่อนที่จะกลายเป็นผีเฝ้าห้องสมุดโดยไม่รู้ตัว

        “ตั้งสมาธิให้มั่น  ตัดสิ่งลบกวนภายนอก  ฟังแค่สิ่งที่ฉันจะบอกแล้วทำตามไปเข้าใจนะ”  เซลีนพูด  โลแลนได้ยินเสียงฝีเท้าของเด็กสาว  เธอกำลังเดินวนรอบจุดที่เขานั่งอยู่

        โลแลนพยักหน้าเบาๆ  เขาพยายามทำตามที่เซลีนบอก  ไม่สนใจสิ่งล่อตาล่อใจในห้องสมุดและฟังเสียงที่อาจารย์ตัวน้อยพูด

        “วันนี้เราจะฝึกควบคุมพลัง  ให้สามารถนำออกมาใช้เมื่อจำเป็น  และเก็บเข้าไปเมื่อยังไม่ถึงเวลาใช้งาน...เป็นพื้นฐานของพลังที่นายต้องเรียนรู้ให้เร็ว  เพราะพวกสภาหมายหัวนายก็เพราะนายควบคุมพลังไม่ได้”  เซลีนพูดเป็นเชิงต่อว่าโลแลนทางอ้อม  ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าเธอทำแบบนั้น  แต่ไม่นานเด็กสาวก็เริ่มออกคำสั่งอีกครั้ง  “ทีนี้  เริ่มจากการเรียกพลังออกมาใช้ในขณะที่สวมแหวนพลัง  นายรู้ดีว่าพลังของตัวเองมีอนุภาพทำลายแบบไหน  ลองจินตนาการถึงรูปแบบ  รูปร่างและสีของพลังที่ไหลวนอยู่ในตัวของนาย  และลองออกคำสั่งให้มันไหลวนอยู่รอบๆร่างกาย...แค่นี้ล่ะ  ลองทำให้ดูหน่อยซิพ่อคนเก่ง”

        จินตนาการหรือ?...อืม  นี่เป็นสิ่งที่โลแลนทำได้ห่วยแตกที่สุดเท่าที่จำได้  คนหัวสมองขี้เลื้อยอย่างเขาก็มีแต่จินตนาการงี่เง่าไร้สาระที่ไม่น่าสนใจ  ถึงจะรู้ดีว่าตัวเองทำตามคำสั่งของเซลีนได้ห่วยแตก  แต่โลแลนก็พยามเพ่งสมาธิทั้งหมดที่มี  และจิตนาการถึงพลังอันตรายของเขา  เริ่มจากรูปแบบ  การบิดผันวัตถุสิ่งของและร่างเนื้อของสิ่งมีชีวิต  ภาพตอนที่เขาทำให้สัตว์ทดลองลิงบ้าหมายเลข 1 สลายไปปรากฏในความคิด  โลแลนสลัดภาพน่ากลัวเหล่านั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะย้อนรอยอดีตอันแสนเลวร้ายในครั้งนั้น  เขาเพ่งสมาธิอีกครั้ง  และจิตนาการถึงรูปร่างของพลังที่อยู่ในตัว  การบิดผัน  พลังที่อิสระไร้รูปร่างที่สามารถระเบิดห้องพักห้องหนึ่งได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการควบคุม  โลแลนเข้าใจดีแล้ว  จนถึงตอนนี้การจิตนาการดูเหมือนจะทำให้ร่างกายของเขาเริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างอัดแน่นประทุอยู่ในร่างกาย  มันชวนให้รู้สึกอึดอัดหน้าดู  แต่โลแลนก็ยังคงตั้งสมาธิต่อไป  สุดท้ายเขาจึงทำตามที่เซลีนบอก  คือออกคำสั่งที่เหมือนการควบคุมหยาบๆของร่างกาย  สั่งกาย  และบังคับให้ไอสิ่งที่อัดแน่นอยู่ทั่วร่างกายค่อยๆแผ่ออกมาจากร่างกาย  ในขณะที่เขาค่อยผ่อนลมหมายใจออกช้าๆ  ความอัดแน่นที่ไหลเวียนอยู่ทั่วดูเหมือนจะค่อยๆไหลออกมาพร้อมกับลงหายใจของโลแลนเลยก็ว่าได้

        โลแลนไม่รู้ว่าในตอนนี้สภาพเขาดูเป็นอย่างไร  เพราะเขายังคงหรับตาอยู่  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาสามารถควบคุมพลังให้ออกมาวนรอบตัวได้สำเร็จหรือเปล่า  แต่ไม่นานนักเซลีนก็เป็นคนตอบปัญหาหนักใจข้อนั้นให้เขา

        เสียงของอาจารย์ตัวน้อยดังขึ้นตรงหน้าโลแลน  “โห  ทำได้ไม่เลวเลยนี่...ดูเหมือนจะทำได้ดีกว่าที่คิดนะนายน่ารำคาญ”

        โลแลนพยายามไม่สนใจฟังในสิ่งที่เด็กสาวพูด  เพราะเขายังไม่อยากตบะแตกเอาตอนนี้  เขาอยากลืมตามองผลงานตัวเองใจจะขาดอยู่แล้ว  แต่เพราะเขาไม่มั่นใจว่าทันทีที่เขาลืมตา  ไอความสำเร็จเล็กน้อยของเขาจะยังอยู่ให้เห็นหรือเปล่า  เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะสมาธิแตกไปเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่อัดแน่นยิ่งกว่าพลังอันตรายที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย

        “สมาธิ  ควบคุมไว้ก่อน...”  เซลีนพยายามระงับความอยากรู้อยากเห็นของโลแลนเอาไว้  เธอคงสังเกตได้จากอาการบิดไปบิดมาของโลแลน

        แต่น่าเสียดายที่การกระทำของเซลีนไม่เป็นผล  ท้ายที่สุดโลแลนก็ทนไม่ไหว  เขาลืมตาขึ้นในที่สุด  สิ่งที่แรกที่เขาเห็นคือกระแสพลังสีขุ่นมัวคล้ายกลุ่มควันกำลังโอบล้อมร่างกายของเขาอยู่  รูปร่างพลังที่คุ้นตาทำให้สมาธิของโลแลนขาดกระเจิง  และทันทีที่ตบะความเพียรขาดสะบั้นกระแสพลังก็ไหลเวียนเร็วขึ้น  และเริ่มปั่นป่วน  เสียงการบิดแตกของพื้นห้องทำให้โลแลนเริ่มสติแตก  นี่เขากำลังจำระเบิดห้องสมุดอีกห้องแล้วใช่ไหม

        โลแลนทำอะไรไม่ถูกเพราะสมาธิหลุดและสติก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทำให้พลังที่แผ่ออกมาผันแปรปรวน  ความกลัวและกังวลเริ่มเข้ามาแทรกแซงสติของโลแลนในไม่ช้า

        แต่แล้ว...

        พลั่ก!...

        รอยเท้าที่มากับลูกถีบแสนงามของเซลีนก็ประทับลงบนแผนหลังของโลแลนอย่างแรง  ทำเอาคนที่กำลังสติแตกได้สติทันควัน  ร่างของเขากระเด็นไถลไปกับพื้น  ในขณะที่กลุ่มพลังงานสีเทาก็เริ่มจางหายไป  โลแลนรู้สึกเจ็บและปวดขึ้นทันทีที่รู้ว่าสถานการณ์สงบลงแล้ว...อย่างน้อยๆคุณผู้ดูแลห้องสมุดก็ไม่ได้บึ่งมาไล่ตะเพิดพวกเราที่ส่งเสียงดังและเกือบจะระเบิดห้องสมุดที่ทรงคุณค่าแห่งนี่ไปเหมือนของไร้ประโยชน์

        โลแลนค่อยๆดันตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างเจ็บปวด  ทันทีที่สายตาปรับภาพได้  เขาก็ได้พบกับสายตาที่บ่งบอกว่าผู้มองกำลังโกรธถึงขีดสุดจากท่านอาจารย์พิเศษตัวน้อย

        เซลีนกระขากคอเสื้อของเขาให้ลุกขึ้น  ก่อนจะสบถด่าเขาสารพัด  “ฉันบอกว่าให้ตั้งสมาธิ  ไม่ใช่ทำลายสมาธิ  นายนี่มันจริงๆเลย...!  จะหาเรื่องทำลายห้องสมุดให้ฉันปวดหัวเพิ่มหรือไงตาบ้า!  ถ้าวันนี้นายควบคุมพลังให้ออกมาใช้ตามที่ฉันบอกไม่ได้ก็ไม่ต้องพักกันล่ะวันนี้!  เอ้า!...ลองใหม่อีกครั้ง”  เซลีนทิ้งตัวโลแลนลงกับพื้นอย่างไร้เยื่อใย  อาจารย์พิเศษตัวน้อยกอดอกและเริ่มออกคำสั่งให้โลแลนทำตามอีกครั้ง

        ช่วงบ่ายของวันนั้น  โลแลนเสียเวลาอันแสนมีค่าไปกับการลองควบคุมพลังใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า  ความผิดพลาดในตะล่ะครั้งของเขาจะมีเซลีนเป็นผู้ส่งลูกเตะเรียกสติให้เขา  ทำเอาทั้งท้องและหลังของโลแลนปวดระบมไปหมด  แต่เพราะเขาไม่มีทางเลือก  จึงได้แต่พยายามและพยายามต่อไปจนช่วงบ่ายผ่านพ้นไปพร้อมกับการฝึกสมาธิเตลิดของโลแลน

 

        ปึ้ง!...

        เป็นอีกครั้งที่เหล่าผองเพื่อนร่วมโต๊ะได้เห็นโลแลนฟาดหน้าลงกับโต๊ะอาหารอย่างอ่อนแรง  ไม่ต่างอะไรไปกับเด็กชายหมดสภาพ

        เสียงหอบหายใจรุนแรงแบบที่โลแลนไม่เคยเป็นมาก่อนและร่างกายที่สั้นกระตุกของเขาทำให้ผองเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆได้แต่ส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยให้  ถึงอยากจะช่วยอะไรโลแลนพวกเขาก็ไม่กล้าพอ  เพราะท่านอาจารย์พิเศษตัวน้อยกำลังนั่งคุมเชิงเขาอยู่ใกล้ๆ  เด็กสาวนั่งเคาะนิ้วและฮัมเพลงเบาๆรออาหารเย็นอย่างสบายใจ  ต่างกับโลแลนที่วิญญาณกำลังจะหลุดจากร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง

        จาเร็ตกระซิบกับผองเพื่อนเบาๆ  “คุ้นๆว่าฉันเคยเห็นภาพนี้ไปแล้วนะ”

        ลูธและอดัมสายหน้าเหนื่อยใจ  “เริ่มจะเป็นภาพที่เห็นได้ทุกเย็นเลยล่ะ”

        อาเธอร์เป็นคนเดียวที่ไม่รู้สึกชอบใจเลยที่เห็นโลแลนหมดสภาพเช่นนี้ทุกๆเย็น  เขาอยากจะต่อว่าเซลีนที่ทำอะไรรุนแรงเกินไปหน่อย  และความขลาดก็ทำให้เขาพูดไม่ออกและได้แต่ส่งกำลังใจให้เพื่อนใหม่เป็นกำลังใจ  ต่อให้โลแลนจะไม่รับรู้ก็ตามที

        อาหารเย็นถูกยัดลงท้องโลแลนในไม่ช้า   พลังส่วนหนึ่งที่ได้รับจากอาหารมื้อค่ำทำห่างกายของโลแลนฟื้นฟูเรี่ยวแรงส่วนที่ขาดหายไปนิดหน่วย  อย่างน้อยๆโลแลนก็มีแรงพูดคุยกับเพื่อนๆได้บ้างแล้ว  ซึ่งนั่นก็ลดความเป็นห่วงของเพื่อนๆให้ลดลงได้เป็นอย่างดี

        สตีฟอาสาจะเป็นคนดูแลร่างกายให้โลแลนเพื่อว่าเขาจะปวดเมื่อยตามร่างกาย  แต่เหล่าผองเพื่อนชาติชายของโลแลนก็รีบออกปากปฏิเสธแทนโลแลนทันที  ต้องขอบคุณเพื่อนผู้รู้งานทั้งสี  พวกเขาอ้างเหตุผลสารพัดข้อเพื่อให้สตีฟที่ดันทุรังอยากจะดูแลร่างกายโลแลนเข้าใจ...แต่โลแลนรู้ดี  ผองเพื่อนของเขาก็แค่อยากจะให้เขาเป็นผู้ชายแท้ๆไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็เท่านั้นเอง

        ทันทีที่กลับไปที่ห้องพักอดัมก็อาสาช่วยเรื่องอาการเมื่อยล้ารุนแรงของโลแลน  โดนเขาใช้พลังบางอย่างทำให้กล้ามเนื้อของโลแลนนวดตัวเอง  ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย  มารู้อีกที  ความสามารถของอดัมก็คือ  การควบคุมการสั่นสะเทือน  คล้ายคลึงกับการสั่นของแผ่นดินไหว  แต่อดัมสามารถปรับความเข้มข้นของพลังให้พอเหมาะ  และใช้การสั่นให้เป็นประโยชน์ในการช่วยเรื่องการนวดกล้ามเนื้อส่วนที่ปวดล้า  ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร  แต่โลแลนก็พอจะรู้ว่าพลังของเพื่อนคนนี้มีประโยชน์สำหรับของมากพอสมควร

        เมื่อจัดแจงทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว  สมาชิกทุกคนก็พากันเข้านอนตามเวลาของหน่วยบัญชาการ  ไฟทุกห้องถูกปิดลงทันทีที่ได้ยินเสียงรองเท้าส้นหนาของผู้ดูแลหอเดินผ่านบริเวณทางเดินหน้าห้อง  สมาชิกทุกคนต่างพากันหลับใหลอย่างเงียบสงบ

        โลแลนเป็นคนเดียวที่ยังคงลืมตาอยู่ในความมืด  เขาจ้องมองเพดานห้องนอนเรียบและพยายามนึกภาพการฝึกทุกสิ่งอย่างที่เซลีนสอน  เป็นไปได้โลแลนก็อยากจะลองทดสอบพลังดูอีกครั้ง  แต่เมื่อหันไปเห็นผองเพื่อนร่วมห้องที่พากันสลบไสลทันทีที่หัวถึงหมอนก็ทำให้โลแลนต้องตัดใจ  เขาไม่อยากระเบิดห้องพักแห่งนี้เป็นครั้งที่สอง  และต้องไม่ใช่ตอนที่ผองเพื่อนกำลังหลับไม่รู้ตัวด้วย

        ใช้เวลาอยู่นานในห้องพักที่มืดมิด  โลแลนนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยและไม่นานสติของเขาก็ดับวูบ  ตามด้วยห้วงนิทราครั้งใหม่ที่มาเยือน

        โลแลนหลับตาลงและภาวนาให้วันพรุ่งนี้มีอะไรดีๆไหลเข้ามาในชีวิต

        ...ต่อให้ความเป็นไปได้ที่คำขอของเขาจะเป็นจริงจะไม่มีเลยก็ตามที...

1 ความคิดเห็น