The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 14 : นครใต้พื้นน้ำแข็ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 59

ตอนที่ 14 นครใต้พื้นน้ำแข็ง

 

        ห้องพักเฉพาะบุคคล

        : แอวีแอสเน่  โชว์

        ห้องพักเฉพาะทางทางหอพักหญิง  ภายในหน่วยบัญชาการณ์ที่ 6 แห่งนี้ถือเป็นที่สิงสถิตชั้นยอดของแอวีแอสเน่

        ภายในห้องยามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงไฟ  ห้องขนาดเล็กที่ถูกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเจ้าของห้องวางกองไว้เป็นระเบียบ  ลูกแก้วใสๆถูกตั้งอยู่ทั่วไปรอบๆห้อง  ทั้งตามตู้โชว์  และโต๊ะอาหาร  ทำเอาห้องที่แต่เดิมก็เป็นห้องที่เล็กแคบอยู่แล้ว  ทวีความคับแคบเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว

        เด็กสาวเจ้าของห้องกำลังนอนขดตัวอยู่บนเตียง  เปลือกตาคู่งามถูกปิดสนิท  บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังหลงไปอยู่ในห้วงนิทรายามค่ำคืน  บรรยากาศที่แสนเงียบสงบเป็นใจให้กับการพักผ่อนของเด็กสาว

        ทว่าไม่นานดวงตาสีฟ้าใสก็พลันเปิดขึ้น  แอวีแอสเน่ค่อยๆยันร่างกายลุกขึ้นจากเตียงนอน

        เด็กสาวเดินดำดิ่งไปในความมืดมิดของห้อง  โดยไม่คิดที่จะสร้างแสงสว่างเพื่อช่วยในการมองเห็น  เธอเดินไปหยุดที่โต๊ะสามขารูปกลมที่ตั้งอยู่กลางห้อง  ใจกลางโต๊ะปรากฏลูกแก้วทรงกลมส่องแสงสว่างจางๆ  แสงนั้นทำให้ห้องที่มืดมิดสว่างขึ้นเล็กน้อย

        แอวีแอสเน่ไล่ปลายนิ้มมือไปบนวัตถุทรงกลมตรงหน้า  แววตาที่ส่องประกายยังคงจับจ้องไปที่ลูกแก้วใส  ราวกับว่าเธอมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจภายในนั้น

        “ได้แค่...สี่สิบปีเท่านั้นหรือ”  เด็กสาพึมพำเบาๆ  ห้วงความคิดกำลังไหลวนไปในความทรงจำ  ความรู้  และทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเคยสัมผัส  แต่แล้วแอวีแอสเน่ก็ต้องถอนหายใจยาวไล่ความอึดอัดที่มีอยู่จนท่วมท้นออกไป  หน้าที่และพลังที่อยู่ในตัวเธอ  คือสิ่งที่จำเป็นต่อศูนย์วิจัยที่ถูกสร้างขึ้น  สิ่งที่เธอมองเห็นไม่ได้เป็นเพียงแค่อนาคตที่รอวันให้ผ่านพ้นไป  แต่มันเป็นความรับผิดชอบ...ความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่เธอจะต้องแบกรับ

        แอวีแอสเน่เพ่งสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่ถูกเปิดกว้าง  ลมเย็นพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้าขาวใสของเธอ  ทว่าสายตาที่หนักแน่น  และจริงจัง  สามารถทำให้ผู้ที่เห็นต้องถอยห่าง  เพราะรับรู้ได้ถึงความไม่พึงพอใจของเด็กสาวที่เดิมเป็นคนอ่อนน้อม  เรียบร้อย  และแทบจะเป็นคนใจเย็นที่สุดในศูนย์วิจัย

         เปลือกตาของเด็กสาวถูกปิดลงช้าๆ  แอวีแอสเน่สัมผัสได้ถึงสิ่งคุกคามที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ทันทีที่โซนประสาทตาถูกตัดการใช้งาน  ประสาทสัมผัสในส่วนอื่นก็ทำงานได้ดีเยี่ยม  หูของเธอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่เงียบเบาของผู้คุกคามนิรนาม  ทั้งแขนและต้นขอรู้สึกได้ถึงแรงลมที่พัดรุนแรง  ท้ายที่สุดเธอก็รับรู้ได้ถึงความกดดันมหาสารที่แผ่กระจายอยู่ทางด้านหลัง  ถึงเธอไม่ได้หันไปมอง  แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าผู้มาเยือนคนนี้ไม่ใช่มิตรที่ควรให้การต้อนรับ

        แอวีแอสเน่ลืมตาขึ้น  เธอยังคงหันหลังให้กับร่างเงาหนึ่งที่วูบไหวอยู่ทางด้านหลัง  “ฉันจำไม่ได้ว่าเชิญคุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร...”

        ร่างเงาส่งเสียงในลำคอ  ราวกับว่ามันพยายามจะหัวเราะ  เสียงที่ออกจากปากที่มองไม่เห็นของร่างเงา  เป็นเพียงเสียงที่สะท้อนอยู่ภายในจิตใจของผู้ฟัง  เพราะร่างเงานั้นมิได้มีกำลังมากพอที่จะทำร้ายใคร  ไม่มีแม้แต่แรงที่จะใช้ออกเสียง

        อิสรภาพที่ต้องรอมายาวนาน  ในที่สุดก็ได้รับเสียที  ร่างเงาพูดในความคิดของเด็กสาวที่ยังคงยืนหันหลังไม่กระดุกกระดิก  สหายผู้ทำนายของฉันมักไม่ให้การต้อนรับฉันเสมอมา  แต่...เธอช่างแตกต่างไปจากเดิม  แอวีแอสเน่

        แอวีแอสเน่ส่ายหน้า  “ฉันไม่ใช่แอวีแอสเน่  อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่แอวีแอสเน่คนที่คุณรู้จักค่ะ  แอวีแอสเน่  ซูเชล  ได้จากโลกนี้ไปแล้ว  ฉันเป็นเพียงผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเธอก็เท่านั้นเองค่ะ”

        คำตอบของเด็กสาวสร้างความประหลาดใจให้ร่างเงามิใช่น้อย  ถ้าร่างเงานั้นมีลูกตา  มันคงจะกำลังมองแอวีแอสเน่  พิจารณาตัวเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่าแน่นอน

        แต่แล้วร่างเงากลับพลิ้วไหว  เงาดำลุกโชนขึ้นดังเปลวไฟสีทมิฬ  แอวีแอสเน่หันไปประจันหน้ากับภัยคุมคามที่กำลังเหลิงด้วยความดีใจ

        ไม่แปลกใจ  ไม่แปลกใจเลยจริงๆ  สหายเกาของเราเจียนตัวตายกันไปหมดแล้วสินะ  น่าขำสิ้นดี...  ร่างเงากระเพื่อมเพราะความดีใจที่ทำให้แอวีแอสเน่คนปัจจุบันถึงกับขมวดคิ้ว

        “ที่จากไปเป็นเพียงกายหยาบเท่านั้นค่ะ  ความต้องการ  และหน้าที่ของคุณซูเชลในตอนนี้  ทุกสิ่งอย่างอยู่ในตัวฉัน  สิ่งที่เธอรู้คือสิ่งที่ฉันรู้  แม้แต่การกลับมาโดยมิได้รับอนุญาตของคุณก็เช่นกัน  สิ่งที่คุณเคยทำ  ความเลวร้ายนั้นฉันได้รับรู้เอาไว้หมดแล้ว  การกักขังคุณเป็นเพียงการถ่วงเวลา  ตราบใดที่ห้วงมิติภายนอกยังคงสั่นคลอน  มันไม่มีคำว่าสำเร็จอยู่แล้ว  ในการกำจัดคนแบบคุณ”  แอวีแอสเน่จ้องเข้าไปในร่างเงาที่เคลื่อนไหว  สายตาที่ไร้ซึ่งความหมายกลัวทำให้เด็กสาวดูดุดันและน่าเกรงขาม  “อนาคต  คำพยากรณ์  สิ่งนั้นถูกเขียนขึ้นนั้นเป็นเพียงบทบาทหน้าที่ที่รอให้สักคนที่มีความสามารถมากพอน้อมรับมันไว้  หน้าที่ในการจัดการกับสิ่งสกปรกอย่างคุณ”

        ร่างเงาเคลื่อนตัวไปทางหน้าต่างพร้อมรอยยิ้มแห่งความมืด  ปากดีเช่นเดียวกับซูเชล  ฉันไม่เคยเกลียดคนแบบนี้เลย...แต่ว่า  ร่างกายของฉันยังไม่สมบูรณ์  มันยังขาดบางสิ่งที่สำคัญ  ร่างเงาคลายสะบัดลมและดึงไล่ไปตามเส้นผมสีทองอ่อนของเด็กสาว  ...บางสิ่งที่พวกมันรู้ดี  แม้แต่ตัวเธอก็ด้วยนะแม่สาวน้อย  วิญญาณผู้พยากรณ์ทำให้เธอมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารมองเห็น  ต่างจากพวกนั้นที่จ้องแต่จะสร้างโลก  โลกที่สักวันก็ต้องล่มสลายไป...หลายปีมานี้ทำให้ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลง  แต่ยังไม่ทั้งหมดหรอก  ร่างเงาแสยะยิ้มหลอนประสาท  อยากจะเอาเรื่องการทักทายเล็กน้อยของฉันไปเล่าให้พวกไร้น้ำยาทั้งหลายฟังก็ได้นะ...เพื่อว่าจะมีคนเชื่อ  หรือไม่  ก็จะได้เตรียมการรับมือกับการต้อนรับของฉัน

        แอวีแอสเน่ถลึงตาใสใส่ร่างเงา  เรียกเสียงหัวเราะต่ำๆ  แฝงแววโรคจิตของร่างเงาได้เป็นอย่างดี  “พวกเราจะหยุดคุณค่ะ...”

        คิดว่าทำได้หรือไง...!  ทันใดนั้นร่างเงาก็พัดโหมขึ้นเหมือนความมืดกำลังพยายามกลืนกินห้องของแอวีแอสเน่  ทว่าเธอก็ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแต่อย่างใด  ทั้งที่ภายในอย่างจะทรุดกายลงและหลบหนีออกไปจากห้องนี้เต็มที  แต่แล้วร่างเงาก็พลันสลายไป  บานหน้าต่างที่เปิกออกกว้างถูกปิดอย่างแรงทันทีเมื่อร่างเงาจากไปพร้อมคำพูดเย้ยหยันเป็นคำเป็นส่งท้าย  จะรอดูเลยล่ะ  เตรียมใจรอได้เลยสาวน้อย...

        ปึ้ง!...

        แรงปิดอย่างรุนแรงของบานหน้าต่างโบกสะบัดใสหน้าแอวีแอสเน่  ทันทีที่ร่างเงาหายออกไปจากห้องพัก  ร่างที่สั่นสะท้านของเธอก็ทรุดนั่งลงกับพื้นห้องเย็นเฉียบ  ความหวาดกลัวจับใจทำให้เธอรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัว  มือหนึ่งถูกยกขึ้นมากุมบริเวณหัวใจเพื่อให้อาการหวาดวิตกเจือจางลง  แต่แล้วภาพเหตุการณ์ต่างๆนานาในอดีตก็กลับมาปั่นป่วนแก่นสมองของเธออีกครั้ง  ความทรมานพุ่งเข้าใส่เธอโดยไม่ทันตั้งตัว  มันหึความรู้สึกเจ็บ  เจ็บจนแทบจะกรีดร้อง  ทว่า...

        พลึ่บ!...

        แอวีแอสเน่พลันตื่นจากฝันร้าย

        เด็กสาวหอบหายใจถี่รวน  ไม่ต่างไปจากคนที่ขาดอากาศหายใจไปเป็นเวลานาน  บนใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจำนวนมาก  สีหน้าซีดเซียวบ่งบอกว่าเธอกำลังตื่นตระหนก  ใช้เวลาพักใหญ่กว่าเธอจะสามารถควบคุมความแตกตื่นภายในจิตใจได้  แอวีแอสเน่กวาดสายตามเพ่งมองไปในความมืด  เธอยังคงอยู่ในห้องส่วนตัวของเธอดังเดิม  และบรรยากาศภายในห้องก็เป็นปกติทุกประการ  ไม่มีสิ่งแปลกปลอม  หรือภัยคุมคามเหมือนในความฝัน  แอวีแอสเน่ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงนอน  เธอเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่กลางห้อง  ทำตามสิ่งที่ตนฝัน  เด็กสาวเอื้อมมือไปวางไว้บนลูกแก้วทรงกลม  ในใจนึกหวาดหวั่น  กลัวว่าสิ่งที่ฝันจะกลายเป็นจริง  เพราะเธอคือผู้พยากรณ์  สิ่งที่เธอเห็นไม่ว่าจะมาจากลูกแก้วหรือความฝัน  สิ่งที่เธอเห็นเหล่านั้นสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

        ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงเป็นปกติดี  ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอันตรายตามมา

        แอวีแอสเน่เผลอถอนหายใจอย่างโล่งอก  ขาที่สั่นสะท้านค่อยก้าวถอยหลังไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆโต๊ะ  ความเหนื่อยล้าที่ดูสมจริงสมจังในตอนที่เธอฝันลึกทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนขึ้นมา

        ความฝันแปลกๆเหล่านี้เข้าบุกโจมตีสติของแอวีแอสเน่ได้สักพักหนึ่งแล้ว  ตั้งแต่วันที่หน่วยของพวกเธอได้รับสมาชิกหน้าใหม่ที่ทุกคนรู้จักกันดี  ตั้งแต่วันนั้น  แอวีแอสเน่ก็ต้องทนทุกข์อยู่กับภาพหลอนที่คอยวนเวียนอยู่ในความฝันของเธอแทบทุกคืน  ความฝันเหล่านั้นดูเหมือนฝันร้ายที่แอวีแอสเน่รู้สึกว่าอีกไม่นาน  ฝันร้ายนั้นจะกลายเป็นความจริง  ด้วยความที่เธอสามารถมองเห็นอนาคตได้  เธอจึงต้องทบทวนเหตุการณ์และภาพต่างๆในความฝันให้ละเอียดถี่ถ้วน  วิ่งที่เห็นในความฝันมีสิทธิที่จะเกิดขึ้นจริงได้น้อยมาก  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิดขึ้น  อีกทั้งร่างเงาที่เธอเห็นในความฝัน  ก็สามารถทำให้เธอหวั่นเกรงได้จริงๆ  ความกลัวเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ในความรู้สึกของเธอตลอดเวลา

        แอวีแอสเน่มองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนพนังห้องนอน  นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน  เวลานี้สมาชิกของหน่วยคงจะเข้าที่พักนอนกับไปหมดแล้ว...เหมาะเลย

        ความคิดหนึ่งวิ่งผ่านเข้ามาในสมองของแอวีแอสเน่  เธอลุกจากเก้าอี้  ตรงไปหยิบเสื้อคลุมของศูนย์วิจัยมาสวมทับชุดกระโปรงที่สวมในตอนแรกและไม่ช้า  เธอก้าวออกจากห้องนอนของตนในเวลาต่อมา

        ไม่มีสมาชิกคนใดรับรู้ถึงการกระทำของเธอ  เด็กสาวเดินดิ่งไปในความมืด  ในใจยังคงจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในความฝันเอาไว้อย่างดี...เธอยังคงมุงหน้าต่อไป  สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้  คือการรายงายสิ่งที่เธอได้พบเห็นในความฝันให้คนคนหนึ่งได้รับรู้  คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทุกอย่างที่เธอได้พบเห็นมา

        เด็กสาวเดินตรงไปในความมืดมิดยามค่ำคืน  โดยที่ในสมองมีจุดหมายปลายทางเพียงหนึ่งเดียว  นั่นคือศูนย์บัญชาการณ์ใหญ่!

 

        หน่วยบัญชาการณ์ที่ 6

        :  โลแลน  สตาฟเฟอร์

        ช่วงเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ในที่สุดหนึ่งอาทิตย์ที่แสนตื่นตาก็ผ่านพ้นไป

        โลแลนยังคงต้องฝึกฝนตนตามที่เซลีนสั่งการอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุดพัก  และดูเหมือนช่วนหลังๆมานี้ท่านอาจารย์พิเศษคนนี้จะเพิ่มตารางการฝึกขึ้นอีกเป็นเท่าตัว  ทั้งบ่อยขึ้น  โหดขึ้น  ทำเอาสภาพร่างกายของโลแลนร้องประท้วงได้ในทุกๆเย็นของวัน

        เมื่อไม่นานมานี้  เขาก็เพิ่งจะได้เข้าไปเยือนโรงฝึกเฉพาะของศูนย์วิจัย  เป็นสถานที่ที่ดูยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทรมานร่างกายหลากหลายชนิด  โลแลนได้รู้ว่าผู้คนในศูนย์วิจัยต่างเขามาฝึกฝนร่างกายอยู่ที่โรงฝึกเป็นงานอดิเรก  พวกเด็กอายุน้อยอย่างโลแลนส่วนใหญ่ก็จะถือเอาโรงฝึกแห่งนี้เป็นโรงเรียนไปในตัวเลย  ทั้งทีศูนย์วิจัยก็มีโรงเรียนสอนเนื้อหาความรู้ในตัวอยู่แล้ว  แต่ทุกคนกลับไม่ให้ความสนใจในเนื้อหาบทเรียนเสียเท่าไร  สมาชิกของศูนย์วิจัยแห่งนี้  ดูจะให้ความสำคัญกับการสร้างกำลังทางกายมากกว่าทางสมอง...ตามปกติมันเป็นเรื่องน่ายินดีน่ะนะที่เด็กวัยเรียนอย่างโลแลนไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาสนใจการเรียน  แถมพวกผู้ใหญ่ก็ไม่มาบังคับด้วย มันจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกไหม

        แต่เมื่อได้ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ไปสักพักโลแลนก็ค้นพบว่า  สิ่งที่น่ายินดีในตอนแรกมันไม่มีอยู่จริง...ทุกๆวันที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในโรงฝึก  เขาจะต้องพบสายตาอาฆาตแบบจ้องจะกินเลือดกินเนื้อของใครบางคนที่กำลังตั้งตัวเป็นคู่ปรับกับเขา

        มิลันดาทำท่าจะกระทืบโลแลนทุกครั้งที่มีโอกาส  เนื้อจากโรงฝึกเป็นสถานที่อิสระที่ผู้มาเยือนสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบเพื่อพัฒนาศักยภาพของร่างกาย  สมาชิกของศูนย์วิจัยสามารถ  ฝึกการใช้พลังรุนแรงของตนได้อย่างอิสระในสถานที่แห่งนี้  ทั้งผนังและกำแพงถูกสร้างให้ต้านทานการใช้พลังที่รุนแรงของผู้มีพลังพิเศษทั้งหลายที่เข้ามาฝึกตน  และผู้ฝึกยังสามารถท้าดวลฝีมือกับใครก็ได้ที่ตนต้องการ  แน่นอน...มันก็ดูเหมือนเป็นการฝึกอย่างหนึ่ง  โลแลนเห็นมิลันดาท้าคนของหน่วยอื่นไปทั่ว  และการท้าดวลของเธอก็มักจะจบที่เธอเป็นผู้ชนะแบบขาดรอย  สภาพร่างกายของผู้ถูกท้านั้นไม่สามารถเรียกได้ว่าปกติดี  แถมในทุกๆครั้งที่โลแลนยืนดูการกระทืบคนอย่างไม่มีสาเหตุของเธออยู่ที่ข้างสนาม  เด็กสาวจะคอยส่งสายตาข่มขวัญให้เขาเป็นระยะ  เหมือนเธอพยายามจะขู่ให้เขากลัว  ...และรู้อะไรไหม  เธอทำสำเร็จ

        อีกไม่ถึงอาทิตย์การแข่งขันระหว่างหน่วยจะมีถึง  การแข่งขันถูกจักที่สนามจำลองที่ทิศตะวันตกของศูนย์วิจัย  แรกๆโลแลนก็ไม่คิดอะไรมากเพราะคิดว่ามันเป็นเพียงการท้าทายแบบที่เด็กๆชอบทำกันกับเพื่อนฝูง  แต่หลังๆมานี้เขาก็เริ่มจะเปลี่ยนความคิดเรื่องนั้นไป  แววตาของมิลันดาดูจริงจังและหนักแน่น  ความบ้าเลือดของเธอตอนที่อยู่ในโรงฝึกทำให้โลแลนก็แอบกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก...ความมั่นใจที่มีในตอนแรกเริ่มหายไปทีละนิด

        หลังจากที่ได้ชมท่วงท่าการต่อสู้ของมิลันดาและสมาชิกในหน่วยบัญชาการที่ 1 ไปแล้ว  โลแลนก็ชักจะไม่มั่นใจว่าเด็กชายผอมแห้งไร้สมองและกำลังอย่างเขาจะไปทำอะไรหน่วยที่บ้าสงครามอย่างนั้นได้...แค่คิดก็แทบจะไม่เห็นแสงแห่งความหวังที่ต้องการเลย

        โลแลนเดินเตะก้อนหินข้างทางเล่นอย่างเซ็งจิต  ปัญหาเรื่องกานแข่งขันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าทำให้เขาปวดแก่นสมองอย่างถึงที่สุด  เพราะปัญหาต่างๆนานาที่มากจนท่วมหัวทำให้โลแลนไม่มีเวลามานั่งคิดถึงผู้เป็นแม่ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาสักพักเลย  เขาไม่รู้ว่าแม่เป็นอย่างไรบ้าง  หลังจากการตัดสินคดีงี่เง่าของโลแลนจบลงเขาก็ไม่ได้พบแม่อีกเลย  สมองของเขารับรู้ได้ว่าแม่ยังอยู่ในศูนย์วิจัย  ที่ไหนสักแห่งในสถานที่ที่กว่างขวางแห่งนี้  นั่นทำให้โลแลนเบาใจลงได้  ว่าถึงอย่างน้อยเขาก็ยังอยู่ในสถานที่เดียวกัน  ไม่ว่าเมื่อไรจะพบกันตอนไหนก็ได้  และถ้าแม่ของเขาเกิดทุกข์ใจกับการได้มาอยู่ที่นี่  สิ่งแรกที่โลแลนจะทำคืนบุกเข้าไปซัดหน้าพ่องี่เง่าเป็นคนแรก...

        สายลมเย็นอ่อนกำลังดีพักผ่านหน้าโลแลนไปอย่างรวดเร็ว  ต้องขอบคุณเสื้อคลุมของศูนย์วิจัยที่ทำให้ร่างกายของเขาปรับสภาพเข้ากับอากาศที่หนาวเย็นได้เป็นปกติ  ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายโมงหน่อยๆ  วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดสำหรับคนปกติ  แต่สำหรับโลแลนวันหยุดที่ว่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง  ช่วงบ่ายของวันคืนเวลาสำหรับการฝึกสมาธิที่อาจารย์พิเศษของเขาจัดเอาไว้ให้  ตามที่ตกลงกัน  โลแลนจะต้องไปพบเซลีนที่ห้องสมุด  ซึ่งเธอใช้เป็นสถานที่ฝึกในคาบเรียนนี้

        โลแลนเดินลากขาเหนื่อยไปตามทางเดิน  ในใจก็นึกว่าท่านอาจารย์พิเศษของเขาจะสั่งให้เขาทำอะไรที่เป็นการทรมานร่างกายตัวเองอีก

        แต่แล้วห้วงความคิดของโลแลนก็แตกกระเจิงเมื่อเห็นใครบางคนเดินสวนทางมาตรงหน้า  โลแลนหยุดเท้านิ่งและมองแอวีแอสเน่ที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อย  ทว่าสายตาของเด็กสาวดูจะไม่ได้สนใจเขาเลย

        “แอร์วี่...”  เมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่เดินสวนมาไม่สังเกต  โลแลนจึงเอ่ยปากเรียงคนตรงหน้า

        แอวีแอสเน่สะดุ้งหน่อยๆ  เธอกระพริบตาถี่และมองตามต้นเสียงที่ร้องเรียง  เมื่อเธอเห็นว่าคนที่เรียกเธอคือโลแลนเด็กสาวก็รีบปั้นรอยยิ้มในแบบของตัวเองทันที

        “เธอนั่นเอง...”  เด็กสาวพูดกลบเกลื่อนท่าทีผิดปกติ  “ช่วงหลังนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะ...ว่าแต่เธอจะไปไหนหรือ”

        “ไปห้องสมุดน่ะ  ไปฝึกช่วงบ่าย”  โลแลนตอบ  และพยายามไม่นึกถึงท่าทีน่าเป็นห่วงของเด็กสาวตรงหน้า  หลังจากที่ไม่ได้เจอหน้ากันไปพักหนึ่ง  โลแลนก็สังเกตว่าแอวีแอสเน่ดูเหนื่อยล้าขึ้น  แววตาที่สดใสของเธอดูขู่มัว  เหมือนเธอไปเจอเรื่องไม่ได้มา  แต่เพราะเธอพยายามกลบเกลื่อนความผิดปกติของตนเอง  แสดงว่าเธอไม่ต้องการให้ใครมาเกี่ยวข้องกับปัญหาของเธอ  โลแลนจึงตัดสินใจทำเป็นมองไม่เห็นอาการของเธอ  และชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง  เขาเล่าถึงวีรกรรมการฝึกสุดโหดของเซลีนให้แอวีแอสเน่ฟัง  การฝึกโหดๆที่ทำเอาโลแลนแทบจะอมพาตกิน  หมายจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น  และมันก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

        รอยยิ้มเล็กปรากฏบนใบหน้าของแอวีแอสเน่  ทำให้เธอกลับมาเป็นนางฟ้าผู้แสนดีอีกครั้ง  เด็กสาวหัวเราะเบาๆให้กับเรื่องราวที่โลแลนเล่าให้ฟัง

        “พยายามกันเต็มที่เลยนะ  ทุกคน...”  แอวีแอสเน่พึมพำ  เธอเหม่อมองออกไปตามพื้นกว้างและยิ้มอ่อน  “ฉันต้องขอบคุณโลแลนจริงๆเลยนะ  ขนาดฉันเกลี้ยกล่อม  ขอร้องแค่ไหน  เซลีนก็ไม่เคยคิดจะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของหน่วย  เป็นครั้งแรกเลยล่ะที่เธอพยายามขนาดนี้”

        โลแลนขมวดคิ้ว  “ยะ...อย่างนั้นหรือ”

        “อื้ม!  เป็นแบบนั้นเลย  จำได้ใช่หรือเปล่าทีตอนแรกได้ยินว่าหน่วยของเราเป็นหน่วยที่ถูกจัดอันดับท้ายสุดน่ะ...มันเป็นเพราะสมาชิกของหน่วยไม่ค่อยให้ความสนใจกับการแข่งขัน  หลายคนคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งจำเป็น  แม้แต่ตัวฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน  คิดว่าถึงจะเป็นอันดับสุดท้ายก็ไม่เป็นไร  ขอแค่ให้ได้อยู่อย่างสงบก็พอ  แต่ว่านะ...หลังจากที่เธอเข้ามา  ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป”

        แก้มของโลแลนเริ่มเปลี่ยนสีโดยไม่รู้ตัว  พอรู้สึกตัวว่ากำลังถูกแอวีแอสเน่ชม  เขาก็ควบคุมท่าทางไม่ถูก  และพยายามหาข้อแก้ต่างเพื่อระงับความเขิน  “เอ่อ...เรื่องนั้น  ไม่ใช่เพราะฉันหรอก  ทุกคนพยายามเองต่างหากล่ะ”

        “ด้านการกระทำน่ะใช่  ทุกคนมีความพยายามขึ้นจริงอย่างที่เธอพูด  แต่ด้านจิตใจน่ะ  เธอเป็นคนทำให้ทุกคนมีกำลังใจ  อยากได้ชัยชนะ  ปฏิเสธความกดดันแล้วก็ออกไปทำอะไรตามใจตนเอง  โดยไม่ต้องแคร์สายตาคนของหน่วยอื่น”  แอวีแอสเน่เดินมาตบไหลโลแลนเบาๆ  ทำเอาโลแลนแทบจะสะกดความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่  “การแข่งนี้ที่ทุกคนลุกขึ้นฝึกฝนเป็นเพราะเธอเป็นคนนำไงล่ะ...ไม่ใช่ว่าเธอเป็นเด็กใหม่  และพวกเราต้องการให้เธอพิสูจน์ตัว  แต่พวกเราอยากจะเห็นว่าเธอจะแสดงความเป็นผู้นำได้ดีขนาดไหน  ส่วนตัวแล้วฉันเชื่อนะว่าเธอทำได้...”

        โลแลนเกาหัวหงึกและหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินอายที่ได้รับคำชมมากมายจากแอวีแอสเน่  “ฮะ  ฮะ  ไม่ขนาดนั้นหรอก...ฉันก็แค่  เป็นคนชอบก่อความวุ่นวายน่ะ!

        “บางครั้งความวุ่นวายก็มีประโยชน์นะ”  แอวีแอสเน่พูดเสียงเบา  เธอส่งรอยยิ้มที่โลแลนไม่ได้เจอมานานให้  และทำท่าจะเดินจากไป  “ฉันต้องไปแล้วล่ะ...ขอให้สนุกกับวันพักผ่อนนะ...”

        ว่าแล้วเด็กสาวผู้พยากรณ์ก็เดินจากไป  โลแลนได้แต่ยืนมึนงงกับคำพูดของเธอ... “วันพักผ่อนหรือ?

        บางที่แอวีแอสเน่อาจจะแค่พูดไปอย่างนั้นเพราะโลแลนไม่คิดว่าท่านอาจารย์พิเศษของเขาจะใจดีขนาดให้วันพักผ่อนกับเขาฟรีๆ  คิดแล้วโลแลนก็ถอนหายใจยาว  แล้วก้าวเท้ามุ่งหน้าไปที่ห้องสมุดที่ท่านอาจารย์พิเศษตัวน้อยกำลังรออยู่  โดยที่ในหัวก็ยังคงคิดวกวนคำพูดของแอวีแอสเน่ไปมาตลอดทาง

 

        “งดการฝึก...?

        โลแลนถึงกับหน้าตื่น  ทันทีที่เข้ามาในห้องสมุด  เขาก็พบคนที่กำลังตามหา  เซลีนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง  ตรงหน้าเธอมีโต๊ะไม้สี่ขาตั้งอยู่  บนโต๊ะมีโน้ตบุ๊กคู่ใจของเด็กสาว  หน้าจอเรืองแสงส่องกระทบใบหน้าอ่อนวัย  เซลีนกำลังนั่งพรมนิ้วมือลงไปบนคีย์บอร์ดเหมือนทุกที  สีหน้าราบเรียบของเธอไม่ได้ทำให้โลแลนแปลกใจ  แต่สิ่งที่ทำให้เขาหน้าตื่นหน้าตั้งได้ขนาดนี้เป็นเพราะคำพูดแรกของเด็กสาว  ที่ประกาศว่าวันนี้ตารางการฝึกของโลแลนถูกยกเลิกไป...ส่วนสาเหตุนั้นโลแลนกำลังซักไซ้เด็กสาวอยู่

        “ทำไมล่ะ...เห็นเธอบังคับฉันเสียดิบดีมาตลอดเลยนี่”  โลแลนถาม  เขาแค่ถามไปอย่างนั้นเองแหละ  มันเป็นการรักษาท่าที  ทำเหมือนว่าโลแลนอยากจะฝึกใจจะขาด  แต่ในใจเขาร้องว้ากยินดีไปนานแล้ว

        เซลีนหยุดนิ้วที่กำลังรัวบนแป้นพิมพ์  เธอหันมาสบตาเขาและขมวดคิ้ว  “อย่าถามมากจะได้ไหม  แล้วก็อย่ามาทำเป็นเก็บอาการเลย  ฉันรู้หรอกนะว่านายน่ะดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้ยินคำพูดแบบนี้ออกจากปากของฉัน...วันนี้ฉันไม่ว่าง  เพราะงั้นเชิญนายไปลอยหน้าลอยตาที่อื่นตามสบาย  แค่อย่ามาวุ่นวายกับชีวิตฉันวันหนึ่งก็พอ  อ้อ!...แล้วก็ห้ามนายก่อความวุ่นวายในระหว่างที่ฉันไม่อยู่คุมด้วย  เข้าใจนะ!

        โลแลนคิ้วกระตุก  “นี่เธอ...พูดเหมือนว่า  เธอหมดความอดทนกับฉันเลยหาโอกาสหนีหน้าสินะ  แบบนี้น่ะ”

        “ก็แบบนั้นแหละ...”  เซลีนตอบเนือยๆไม่ใสใจ  และเธอก็หันไปให้ความสนใจกับโน้ตบุ๊กต่อ

        เสียงถอนหายใจของโลแลนดังขึ้นต่อจากนั้น  จริงอยู่ว่าการเป็นอิสระหนึ่งวันมันเป็นเรื่องน่ายินดี  แต่ตอนนี้โลแลนกลับไม่รู้สึกแบบนั้น  เซลีนที่ทำเป็นไม่สนใจใยดีเขา  เหมือนว่าเขาไม่มีตัวตน  ทำให้โลแลนไม่กล้าพูดคุยใดๆ  และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าจะทำอะไรต่อดี  วันๆที่อยู่ที่นี่โลแลนไม่เคยวางแผนการใช้ชีวิตเลยแม้แต่น้อย  เพราะส่วนใหญ่เซลีนจะเป็นคนตั้งตารางชีวิตให้เขา  ประมาณว่าวันๆมีแต่ฝึกกับฝึก  โลแลนเลยเผลอคุ้นชินกับการฝึกทั้งวันไปเสียแล้ว

        ในระหว่าที่โลแลนกำลังยืนคิดว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปนั้นเอง  เสียงทักทายของใครบางคนก็ดังขึ้น  ตามด้วยวงแขนผอมบางที่กอดรัดต้นของเขาเอาไว้

        “ถ้ากำลังคิดมากล่ะก็  ไปเที่ยวกับฉันก็ได้นะ”  เด็กสาวผู้ซีดเซียวเอ่ยปากชวน  แววตาเต็มไปด้วยความหวัง

        “ลินา!  โลแลนร้องเสียงหลง  โชคดีที่ผู้ดูแลห้องสมุดไม่ปาหนังสือเล่มหน้าใส่กะโหลกของเขา  แต่เซลีนกำลังจะทำแบบนั้นแทน

        โลแลนกระโดดถอยจากพันธนาการแบบเดิมของลินา  ดิเอมีล่า  เขากวาดสายตามองผู้มาใหม่ทั้งสองคน  ลินาส่งยิ้มจางๆให้เขา  วันนี้เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวยาว  และวันนี้เธอก็ถักผมสีขาวซีดของตัวให้เป็นเปียยาว  ทำให้เธอดูสดใสขึ้นเป็นเท่าตัว  ข้างตัวเธอมีชายอีกคนที่น่าจะอายุไล่เลี่ยยืนอยู่  เขาคนนั้นมีผมสั้นสีซีดขาวเช่นเดียวกับเด็กสาว  และนัยน์ตาสีเทาทอประกาย  ชายคนนั้นสวมชุดเสื้อคลุมของศูนย์วิจัยทับเสื้อยืดและกางเกงยีนสีเข้มทำให้ดูโดดเด่นเมื่อเทียบกับสีผิวที่ซีดเซียว  ใบหน้าเข็งกร้าวของเขาทำให้ชายหนุ่มดูเป็นคนเงียบติดบทโหดไปเลย

        เมื่อลินาเห็นว่าโลแลนเอาแต่จ้องชายที่มากับเธอตาไม่กระพริบ  เด็กสาวจึงรีบแน่ะนำเพื่อนให้รู้จัก  “คนนี้ชื่อ  ไรอัน  เน็คเคอร์  เขาเป็นเพื่อนของฉันเอง  พวกเราอยู่หน่วยเดียวกันน่ะ!

        “อ้อ...”  โลแลนพยักหน้า

        เด็กสาวรีบแนะนำโลแลนให้รู้จักทันที  ทว่าเด็กหนุ่มที่มาด้วยดูจะไม่ค่อยสนใจโลแลนเสียเท่าไร  สายตาของไรอันเหล่มองไปทางเด็กสาวที่กำลังหมดมุ่นอยู่กับโน้ตบุ๊ก

        ลินาหันไปเท้าสะเอวใส่เซลีน  “วันนี้เธอมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปค้นคว้าล่ะสินะ  ไหนๆก็ไหนๆแล้ว  เธอไม่ว่าง...ฉันก็ขอยืมตัวโลแลนไปก็แล้วกัน  รับรองจะฝึกให้เก่งเลย”

        “ตามสบายเลย”  เซลีนตอบเสียงเรียบ  ท่าทางไม่ใสใจของเธอทำให้โลแลนนึกสงใส  วันนี้เซลีนมีอะไรผิดปกติไปจากเดิมหรือเปล่านะ...  “อยากจะเอาไปควงเล่นที่ไหนก็ตามใจเธอเลย  แค่อย่ามากวนฉันก็พอ”

        ลินาพยักหน้า  “รับทราบแล้ว...”  ทว่าเด็กสาวก็ไม่ได้หยุดการเย้าแหย่ลงแต่เพียงเท่านั้น  ลินาพยายามยั่วยุอารมณ์โมโหร้ายของเซลีน  ส่วนเรื่องที่เธอทำแบบนั้นไปทำไมโลแลน ไม่ทราบ  รู้แต่เพียงว่า  ถ้าลินาไม่หยุดพูด  ห้องสมุดแห่งนี้ได้กลายเป็นสนามนองเลือดไปโดยไม่รู้ตัวแน่  “วันนี้มันวันเก็บตัวประจำของเธอสินะ  ยังทำตัวเป็นเด็กน้อยไม่เปลี่ยนเลยนะ  แบบนี้ก็หมายความว่าเธอแพ้ฉันอีกครั้งแล้วสินะ  ที่ยอมต่อให้ง่ายๆแบบนี้น่ะ...”

        แก๊กๆๆๆ!....

        เซลีนพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดแรงกว่าเดิม

        โลแลนคิดว่าเขาพอจะเดาได้ว่าอะไรจะตามมา  เขาหันไปหาไรอันที่เอาแต่ยืนนิ่งไปตั้งแต่เมื่อครู่นี้  หมายจะขอความช่วยเหลือ  แต่เด็กหนุ่มก็เอาแต่ยืนจ้องเด็กสาวที่ดูจะฉุนจัดขึ้นทุกทีด้วยท่าทางสงบนิ่ง...โลแลนรู้ได้ในทันทีว่ารายนั้นไม่มีทางห้ามสงครามที่กำลังจะเกิดได้แน่

        และในที่สุดความอดทนของเซลีนก็หมดไป

        ปึ้ง!...เสียงกำปั้นน้อยทุบลงที่โต๊ะส่งเสียงดังกังวาน  ทุกสายตาในห้องสมุดกำลังจับจ้องมาที่เด็กสาว  แม้แต่ลินาเองก็ถึงกับยืนเงียบลืมคำพูดต่อไปเลย

        เซลีนถลึงตาใส่เด็กสาว  “อยากจะทำอะไรก็แล้วแต่เธอ  แต่อย่ามาหาเรื่องฉัน...!  ว่าแล้วเซลีนก็เก็บข้าวของเดินหนีไปจากจุดเกิดเหตุ  ทิ้งให้มนุษย์อีกสามคนที่เหลือยืนงงๆกับท่าทางหัวเสียงของเด็กสาว

        ลินาทำเสียงฮึดฮัด  “ทำเป็นอารมณ์เสียไปได้...ไม่น่ารักเลย”  ลินาบ่นอุบอิบเบาใส่เงาที่จากไปแล้วของเซลีน  ก่อนที่เธอจะหันมายิ้มร่าเริงให้โลแลน  ช่างเป็นคนที่เปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ  “ช่างยัยนั่นเถอะเนอะ!  พวกเราที่เหลือไปเที่ยวผ่อนคลายให้สนุกดีกว่า!

        “เที่ยว...?ที่นี่มีที่ให้เที่ยวด้วยหรือ”  โลแลนถาม

        ลินาตอบกลับมาเป็นรอยยิ้มเธอดึงแขนของโลแลนไปกอด  “ตามมาเดี๋ยวเธอก็จะได้เห็นเองแหละ...ไปกันเถอะไรอัน!

        ผู้ถูกสั่งเดินตามแต่โดยดี  ท่าทางเงียบของไรอันทำให้โลแลนรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตาเสียเท่าไร

 

        ลินารากแขนโลแลนให้เดินตามมายังส่วนหน้าของศูนย์วิจัย  ซึ่งก่อนจะถึงทางออกที่เป็นกำแพงขนาดใหญ่สูง  ทางด้านข้างปรากฏสิ่งก่อสร้างเป็นอาคารรูปร่างทรงกระบอกคล้ายคลึงกับโดมขนาดเท่ากับบ้านหลังหนึ่ง  ดูภายนอกแล้วสถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจเลยแม้แต่น้อย  การสร้างที่ไม่เน้นความสวยงามและความโดดเด่น  ทำให้สถานที่แห่งนี้มัวหมอง

        “โดมนี่มันอะไรกัน...?  นี่หรือที่เที่ยวของเธอ”  โลแลนหันไปถามลินาที่ไม่ยอมปล่อยมือจากแขนของเขาเสียที

        “ที่เที่ยวจริงๆน่ะ  อยู่ข้างล่าง...อืม  ไรอันอธิบายหน่อยสิ”  ลินาหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมหน่วยเมื่อเธอคิดคำพูดไม่ออก

        ไรอันตอบเสียงเรียบว่า  “เมืองใต้พิภพ”

        สั้นกระชับฉับไว  เข้าใจได้ง่ายในแบบของไรอัน  เน็คเคอร์

        โลแลนพยักหน้าเข้าใจในคำอธิบานแสนสั้นของไรอัน  แต่แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง  “เมืองใต้พิภพหรือ...?

        “ใช่แล้วล่ะ!  ลินายืนยันเสียงใส  เธอไม่อธิบายอะไรต่อจากนั้น ปล่อยให้โลแลนยืนจินตนาการถึงคำว่า  โลกใต้พิภพ  อยู่คนเดียว  เด็กสาวออกแรงดึงแขนของโลแลนให้เดินตามเธอเข้าไปในโดม  “เดี๋ยวไปถึงเธอก็จะเข้าใจเองแหละ...อย่าเสียเวลายืนคิดเลย”

        แล้วเด็กสาวก็ทำการลากโลแลนให้เข้าไปในโดม  โดยมีไรอันเดินตามมาติดๆ

        ภายในโดมเป็นพื้นที่โล่งกว้าง  ขนาดของมันก็เป็นขนาดของบ้านหลังหนึ่ง  ทว่าภายในโดมกับว่างเปล่า  หมายถึงว่างเปล่าจริงๆเลยน่ะ  นอกจากพื้นกระเบื้องมันวาวที่กินพื้นที่ราบเรียบตลอดแนวและตู้เหล็กทรงกระบอกสองตู้ที่ตั้งอยู่คู่กันตรงกลางห้องโถงที่แสนว่างเปล่า  โลแลนพยายามมองซ้ายมองขาวเพื่อว่าจะมีของเล่นเจ๋งๆโผล่ออกมามากกว่านี้  แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคาดหวังจะไม่เป็นจริง  ห้องว่างยังคงเป็นห้องว่าง  และตู้เหล็กก็ยังเป็นตูเหล็กเหมือนเดิม

        ไรอันเดินไปกดฝ่ามือลงบนปุ่มกดสีแดงสดตรงกลางของตู้เหล็กฝั่งขวา  ทันใดนั้น  ตู้เหล็กก็ส่งเสียงชี่ๆ  ตามด้วยเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงกลไกลเครื่องจักรบางอย่างกำลังทำงาน  ตู้เหล็กทางฝั่งขาวค่อยถูกดูดหายไปในฟื้น  ทว่าตรงจุดที่ตู้เหล็กเคยตั้งอยู่กับถูกแทนที่ด้วยตู้กระจกใสที่เปิดช่องว่างเป็นทางเข้าให้พวกเขาเห็น  พื้นที่ภายในตูกระจกมีขนาดกว้างพอสำหรับคนสิบคน  แสงไฟนีออนในตู้กระจกส่งสว่างแสดงถึงความตระการตาของพาหนะที่จะพาพวกเขาลงไปยังส่วนลึกของผืนโลก

        “ตามมา...” ลินาดึงโลแลนให้เดินตามเข้าไปในตู้กระจก  ไรอันเดินตามเข้ามา  แล้วช่องว่างที่เป็นทางเข้าของตู้กระจกก็ถูกเลื่อนปิดทันที

        โลแลนมองสำรวจพื้นที่โล่งๆภายในตู้กระจก  แต่เขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ  หรืออะไรก็ตามที่เป็นอันตรายกับเขา  ทำให้เขามั่นใจขึ้นมาหน่อยๆ  ว่าอย่างน้อยๆลินาก็ไม่ได้จะพาเขาไปทัวร์นรกก่อนจะถึงเวลาอันควร

        ตู้กระจกส่งเสียงครืนๆเบาๆ  โลแลนสังเกตเห็นแผ่นเหล็กขนาดใหญ่กำลังยกตัวขึ้นปิดบังตู้กระจก  เหมือนมันพยายามจะกักขังเขาเอาไว้  แต่ก่อนที่โลแลนจะทันได้เอ่ยปากถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เสียงเครื่องจักรทำงานก็ดังขึ้นอีกครั้ง  และในครั้งนี้ตู้กระจกที่พวกเขายืนอยู่ก็เคลื่อนตัว  โลแลนรู้สึกได้ว่ามันกำลังมุ่งหน้าดำลงไปใต้ผืนดิน  แรงเคลื่อนตัวในระดับปลานกลางทำให้ตู้กระจกสั่นหน่อยๆ  โลแลนอยากจะได้ที่ยึดจับสักอันแต่คงเป็นไปไม่ได้  เพราะตอนนี้ลินากำลังใช้ต้นแขนของเขาเป็นที่ยึดเกาะอยู่  ต่างกันไรอันที่ยืนตัวตรงด้วยแรงขาของตัวเอง  และไม่มีทีท่าว่าจะวิตกกับการสั่นสะเทือนของตู้กระจก

        ติ๊ง!...

        เสียงสัญญาณหนึ่งดังขึ้น  บ่งบอกว่าตู้กระจกเคลื่อนตัวมาถึงที่หมายที่ผู้โดยสารต้องการแล้ว

        บานประตูของตู้กระจกพลันเลื่อนออก  เปิดช่องทางเดินน้อยให้ผู้โดยสาร  ไรอันลงไปเป็นคนแรก  ตามด้วยลินาที่ลากโลแลนตามออกไปติดๆ  สิ่งแรกที่ปรากฏต่อสายตาของโลแลน  ทำเอาจินตนาการฝันเฟื้องของเขาแตกกระเจิงไปเลย

        เบื้องหน้าทางเดินพื้นดิน  เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆนานามากมาย  ทั้งตึกสูง  บ้างเรือน  มีกระทั่งพื้นที่การค้า  โลแลนมองบ้างเมืองใต้พื้นดินที่ตั้งอยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นตา  ผู้คนหลายสิบคนเดินกันพุ่งพล่านเหมือนฝูงมดตัวน้อยๆที่เดินไปมาในเมืองขนาดใหญ่  ท้องฟ้าของเมืองนี้คือผนังหินทึบ  อย่างที่รู้ๆกับว่าที่นี่คือส่วนลึกใต้พื้นน้ำแข็ง  บนผนังหินเต็มดวงไปขนาดใหญ่ที่ให้แสงสว่างแก่โลกใต้พิภพ  สายไฟขนาดใหญ่หลายเส้นถูกพ่วงเข้ากับเหล่ากำเนิดพลังงานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง  การก่อสร้างของสถานที่แห่งนี้ทำเอาโลแลนพูดไม่ออก  จะมีใครที่ไหนสามารถทำได้ขนาดนี้กัน

        “ที่นี่เป็นเมืองหลวงของศูนย์วิจัย”  ลินาบอกและผายมือไปด้านหน้า  “เพราะเราไม่สามารถสร้างเมืองที่เป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีพลังพิเศษบนพื้นโลกจริงๆได้  จึงมีใครคนนึกคิดค้นการนำพาพวกเราลงมาอาศัยอยู่ใต้พื้นโลก  คนผู้นั้นพัฒนาและบริหารเมืองทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว  ทั้งรูปแบบการก่อสร้าง  การคิดค้นแห่งพลังงาน  การจัดสรรทรัพยากรและการระดมเงินทุนจากโลกภายนอก  คนผู้นั้นใช้เวลาเพียงสี่สิบปีพัฒนาทุกสิ่งอย่างขึ้นมา  ทุกสิ่งที่เธอเห็นอยู่ในตอนนี้...รู้ไหมว่าคนที่ฉันพูดถึงเป็นใคร?

        คำถามของลินาทำให้โลแลนต้องคิดหนัก  เขาจิตนาการถึงหน้าของผู้ที่มีความสามารถมากมายขนาดที่สามารถสร้างและบริหารเมืองทั้งเมืองได้ด้วยตัวคนเดียว  ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่เทพก็คงทำอะไรที่อลังการเช่นนี้ไม่ได้

        โลแลนส่ายหน้า  “เรื่องแบบนี้ฉันไม่รู้หรอก”

        ทว่าลินากับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ  เธอชี้นิ้วมาที่โลแลนก่อนจะเฉลยคำตอบที่ทำเอาโลแลนแทบจะลมจับทั้งยืน  “คนคนนั้นคือเคน  สตาฟเฟอร์  พ่อของเธอยังไงล่ะ!

        “โกหกน่า!...”  โลแลนรีบส่ายหน้า  แสดงให้รู้ว่าเขาไม่เชื่อที่ลินาพูด  แต่ไรอันที่ยืนเก๊กท่านิ่งอยู่นานก็ยืนยันหนักแน่น

        “เรื่องจริง...ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์เป็นคนสร้างทุกอย่างขึ้นมาจริงๆอย่างที่ลินาพูด  เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้เป็นผู้นำของศูนย์วิจัยยังไงล่ะ”

        โลแลนอยากจะเถียง  ว่าถึงยังไงเขาก็ไม่มีทางเชื่องเรื่องที่ทั้งสองคนพูด  แต่เมื่อลองมาคิดถึงการกระทำของสมาชิกคนอื่นในศูนย์วิจัยที่มีต่อผู้เป็นพ่อของเขาแล้วโลแลนก็เถียงไม่ออก...เพียงแต่ว่าโลแลนยังไม่อยากจะเชื่อ  ว่าคนที่ดูเผินๆแล้วท่าทางไม่เอาไหนอย่างพ่อของเขาจะสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์อย่างเมืองใต้พิภพได้  ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ  โลแลนต้องระงับความรู้สึกฉุนเจียนตายเอาไว้  เพราะการที่พ่อของเขาจากบ้านไปหลายปี  และไม่ยอมกลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัวเป็นเพราะ  พ่อของเขากำลังบ้าหมกมุ่นอยู่กับเมืองใหม่ทั้งเมืองที่วางแผนสร้างตลอดระยะเวลาสี่สิบปี

        แต่ถึงอย่างไร  แม้สมองจะสังการให้โลแลนโมโห  แต่ใจในลึกๆแล้ว  เขาก็อดชื่นชมในความสามารถของผู้เป็นพ่อด้วยเช่นกัน  อย่างน้อยๆ  โลแลนก็ไม่คิดว่าคนที่สามารถสร้างเมืองทั้งเมืองได้ด้วยตัวคนเดียวจะเป็นคนไร้น้ำยา  เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว  ความวิตกก็เข้ามาแทนที่  โลแลนเผลอคิดอคติไปในแง่ลบ  นึกเปรียบเทียบความสามารถของตนกับผู้เป็นพ่อ  และเขาก็พบว่าตนเองที่เป็นลูกชายแท้ของพ่อกลับไม่มีความสามารถหรือความกล้ามากพอที่จะควบคุม  บริหาร  และสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ได้เลย...พ่อของเขาเป็นผู้สร้างที่น่ายกย่อง  ส่วนโลแลนที่เป็นลูกชายก็เป็นผู้ทำลายทุกสิ่งอย่าง  แค่นี้ก็เห็นถึงข้อแต่ต่างระหว่างพ่อกับลูกแล้ว

        โลแลนส่ายหัวแรงเพื่อสลัดความคิดงี่เง่าเหล่านั้นออกไปจากสมอง  เขาตัดสินใจให้ความชื่นชมสิ่งน่าสนใจตรงหน้า  ดีกว่าที่จะต้องมานั่งคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง

        “สุดยอดเลย...!!  โลแลนพึมพำเบาๆกับตนเอง  และไม่หวังให้ใครก็ตามมาได้ยิน  เขารีบเดินจ้ำอ้าวต่อไปอย่างไร้ทิศทาง  หมายจะทำตัวผ่อนคลายกับเมืองของผู้เป็นพ่อให้เต็มที่  ลินาที่กอดแขนเขาอยู่ถึงกับสะดุ้งกับปฏิกิริยาตอบสนองของคนปากแข็งอย่างโลแลน  เด็กสาวอมยิ้มน้อย  และก้าวเดินเร็วขึ้น  จนตัวกลายเป็นผู้ฉุดนำโลแลนให้เดินตาม

        ไรอันที่ยืนมองท่าทีของโลแลนอยู่นานได้แต่มองตาเพื่อนทั้งสองเดินนำออกไป  โดยที่เจ้าตัวก็เดินตามมาติดๆ

        ...ถึงเวลาผ่อนคลายแล้ว...!

       

        ช่วงเวลาของการผ่อนคลายเริ่มต้นขึ้น  โลแลนใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการเดินเล่นไปตามท้องถนนใต้ผืนน้ำแข็ง  พูดไปคนธรรมดาที่ไหนจะเชื่อเขาล่ะ  แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขากำลังเดินอยู่ใต้พื้นโลกจริงๆ

        ตลอดเวลาที่เดินชมเมืองหลวงของศูนย์วิจัย  โลแลนก็รู้สึกได้ถึงสายลมอ่อนที่เป็นธรรมชาติพัดผ่านร่างกายของเขาไป  ดูเหมือนว่าใต้ดินจะมีเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่อยู่ด้วย  ซึ่งสาบลมพวกนั้นก็ทำให้เมืองใต้พิภพแห่งนี้ดูเหมือนเมืองบนพื้นดินจริงๆมากขึ้น

        ลินาพาโลแลนไปเที่ยวชมจุดน่าสนใจต่างๆของมุมเมือง  ทั้งสวนสาธารณะที่ใจกลางเมือง  บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติและพื้นหญ้าเสมือนจริงทำให้สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เชิญชวนให้ผู้มาเยือนนั่งพักผ่อน  โลแลนอยากจะนอนลงตรงนั้นเลย  แต่ลินาก็ลากแขนเขาให้ตามไปอีกจุดหนึ่งแทน  ที่ต่อมาที่เธอพาไปคือแถบพื้นที่ฝั่งตะวันตก  ซึ่งเป็นย่านการก่อสร้าง  โรงงานและการอุตสาหกรรม  แถบนั้นจะได้ยินเสียงเครื่องจักรทำงานดังอยู่ตลอดเวลา  การก่อสร้างและการผลิตของโรงงานต่างๆถูกดำเนินไปตามขั้นตอนและรูปแบบที่กำหนด  โลแลนสังเกตเห็นท่อเหล็กยาวเชื่อมโยงออกมาจากตัวโรงงาน  มันเป็นท่าเหล็กนาวที่มีขนาดใหญ่พอๆกับท่อระบายน้ำใต้ดิน  ท่อนั้นส่งเสียงโหวงเหวงเหมือนมีสายลมร้อนไหลผ่าน  และโลแลนก็เข้าใจ  ท่อนั้นมีไว้เป็นทางไหลผ่านของกลุ่มควันที่มาจากโรงงาน  ตัวท่อพาดยาวออกไปยังพื้นโลก  เป็นการกักเก็บของเสียในรูปแบบหนึ่ง  และทำให้เมืองที่กำลังพัฒนาแห่งนนี้กลายเป็นเมืองไร้มลพิษไปในตัว

        โลแลนรู้สึกทึ่งกับความคิดไร้ขอบเขตของผู้เป็นพ่อ  ที่สามารถพัฒนาเมืองและแก้ปัญหาเล็กน้อยของการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        หลังจากเดนพ้นย่านการก่อสร้างแล้ว  พวกเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเมือง  ย่านการค้า...ที่ซึ่งสถานที่แห่งนั้นเป็นส่วนที่ชาวเมืองคึกคักมากที่สุด  โลแลนได้ยินเสียงดนตรีและเสียงประกาศมากมายดังมาจากย่านนั้นแต่ไกล  ความตื่นเต้นพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว  นัยน์ตาของโลแลนเต็มไปด้วยความสนอกสนใจกับเสียงแห่งความรื่นเริงเหล่านั้น  เขาแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้ไปเยี่ยมชมส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเมืองใต้พิภพ

        ไม่นานเสียงเพลงก็ดังขึ้น  ตรงหน้าโลแลนปรากฏฝูงผู้คนจำนวนมากกำลังเดินเลือกซื้อสิ่งของจุกจิกตามร้านค้าที่เปิดตัวอยู่ตลอดทางยาว  สีหน้ายิ้มแย้มของผู้คนบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุข

        “ยอดเลยนะเนี่ย  เมืองนี้น่ะ...”  โลแลนเปรยเบาเมื่อได้เห็นความครึกครื้นของผู้คนจำนวนมาก

        ลินาหัวเราะ  “จัตุรัสกลางเมืองก็แบบนี้แหละ  ช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ผู้คนครึกครื้นเป็นพิเศษ  เพราะจะมีการแสดงและการประลองบนลานกว่างตรงโน้นน่ะ”  ลินาบอกพลางชี้นิ้วไปที่ลานกว้าง  พื้นตรงจุดนั้นยกตัวสูงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนเวทีขนาดใหญ่  บนเวทีมีชายสองคนกำลังพยายามโชว์ฝีมือการต่อสู้ของตนเองให้เหล่าผู้คนที่ยืนล้อมวงอยู่ตามขอบเวทีได้เห็น  เสียงเชียร์โห่ร้องดังขึ้นเป็นระยะ  แสดงถึงความคึกคักของผู้ชมข้างสนาม

        โลแลนหัวเราะแหะๆ  “เมืองนี้เขาเห็นเรื่องการซัดกันเป็นเรื่องปกติสินะ...รู้สึกอันตรายขึ้นเรื่อยๆเลยแฮะแบบนี้”

        “ก็การฝึกซ้อมฝีมือถือเป็นเรื่องสำคัญนี่นา”  ลินาพูด  “ทุกคนมุ่งมันกับการฝึกฝนร่างกายก็เพื่อที่จะได้เป็นที่ยอมรับของศูนย์วิจัย  ถ้าใครโชคดีหรือทางศูนย์วิจัยเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารเหมาะสม  คนคนนั้นก็จะได้รับตราของศูนย์วิจัยและถูกบรรจุให้ไปทำหน้าที่ตามหน่วยต่างๆของศูนย์วิจัย  ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะได้ไปทำภารกิจน้องศูนย์วิจัยเลยนะ...แต่คงไม่ยากเกินไปสำหรับหน่วยของผู้มีพลังพิเศษอย่างเราหรอก  หน่วยของเราต่างจากคนพวกนี้เยอะ”

        โลแลนขมวดคิ้ว  “เธอกำลังจะบอกว่าคนที่อยู่ข้างล่างนี่เป็นพวกไม่มีพลังพิเศษ  หมายถึงเป็นคนธรรมดาน่ะหรือ”

        “ก็ไม่เชิงว่าธรรมดาไปเสียทั้งหมดหรอกนะ  สมาชิกทุกคนของศูนย์วิจัยถือว่าเป็นบุคคลสำคัญและมีความสามารถเหนือชั้นเกินกว่าที่จะเอาไปนับรวมกับพวกคนธรรมดา  ถึงไม่มีพลังพิเศษ  แต่สิ่งที่คนพวกนี้สร้างขึ้นมาก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นสิ่งของธรรมดา  ทุกคนที่นี่เป็นเหมือนนักวิชาการ  หรือไม่ก็ผู้รอบรู้ของโลกเบื้องบน  จะว่าเป็นกลุ่มคนอัจฉริยะก็ได้...ใช่แล้ว  แบบนั้นเลย”

        คำอธิบายของลินาทำให้โลแลนฉุกคิด  เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีมันสมองระดับหัวกะทิของชาติมารวมตัวกัน  ไม่ต้องแปลกใจเลยที่พวกนักวิชาการเก่งๆที่สร้างผลงานระดับโลกหายตัวไปไหนกันหมด  คำตอบอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว...

        ในทางกลับกันเมื่อเมืองนี้เต็มไปด้วยคนที่มีมันสมองอัจฉริยะ  นั่นก็หมายความว่าเมืองนี้เป็นอันตรายสำหรับโลแลน

        “แบบนี้จะคุยกันรู้เรื่องไหมนี่”  โลแลนพึมพำเบาๆและคิดถึงช่วงเวลาที่เขาต้องสนทนากับผู้คนภายในเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นนักวิชาการระดับโลก  เขาหันไปหาลินา  “พ่อของฉันเป็นคนสร้างเมืองนี้  ถ้างั้นก็หมายความว่า...”

        ลินายิ้ม  “เธอที่เป็นลูกชายผู้สืบสายเลือดก็จะเป็นผู้สืบทอดในอนาคตน่ะเหรอ...ใช่แล้วล่ะ  เธอคือผู้ปกครองเมืองนี้เมื่อถึงเวลาที่สมควร”

        โกหกใช่ไหม...  โลแลนนึกอยากร้องไห้ในใจเมื่อได้รู้ว่าอนาคตของเมืองในภายภาคหน้าต้องตกอยู่ในมือคนไม่เอาไหนอย่างเขา  ดี  เมื่อถึงเวลาที่โลแลนต้องเป็นผู้ดูแลเมื่อไร  ก็ถึงเวลายุบเมืองทิ้งล่ะ  โลแลนมองสิ่งก่อสร้าง  ทั้งบ้านเรือนและสถานที่ต่างรวมถึงผู้คนที่เดินสวนทางกันไปสวนทางกันมาตามพื้นถนน  ความรู้สึกอึดอัดก็โถมเข้าใส่เขา  ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าในอนาคตตนเองคือผู้รับผิดชอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้  เขาก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้  เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีดีขนาดที่สามารถปกครองผู้คนและบ้านเมืองแห่งนี้ได้  มันคงจะยากเกินไปสำหรับโลแลน

        “หลายคนนะที่อยากจะได้โอกาสดีๆอย่างนาย  อย่าเพิ่งคิดในแง่ลบแบบนั้นสิ”  ไรอันพูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน

        โลแลนหันไปมองเพื่อนใหม่พลางนึกสงใส  ว่าไรอันสามารถอ่านใจเขาได้เหมือนกับจาเร็ตหรือเปล่า  “ฉันก็ไม่ได้คิดจะท้อหรอกนะ  แต่ฉันไม่เหมือนพ่อ...ไม่มีอะไรพิเศษ”

        “มีสิ!  เธอต้องมีอยู่แล้วล่ะ”  ลินาบอกน้ำเสียงของเธอทำให้โลแลนมีกำลังใจขึ้นมานิดหน่อย  หมายถึงนิดหน่อยจริงๆ...ลินาชี้นิ้ว  “ดูนั่นสิ...”

        โลแลนมองตามนิ้วของลินา  เธอชี้ไปที่แผ่นป้ายขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนซุ้มโค้งเหนือเวทีประลอง  “นั่นเป็นชื่อเมือง”

        ตัวอักษร  S.F  ที่ถูกเขียนลงไปบนแผ่นป้ายด้วยรวดลายเล่นสีและแสงเงา  แสดงถึงความโดดเด่นและชวนให้มอง  ไม่แปลกใจที่ป้ายนั้นจะเขียนชื่อเมืองลงไป

        คิ้วของโลแลนกระตุก  และพอจะเข้าใจคำเต็มๆของตัวอักษรย่อของชื่อเมือง  “สะ  สตาฟเฟอร์...”

        ลินาตบมือและพยักหน้าเบา  บอกให้รู้ว่าเขาเดาถูก

        และนั่นก็ทำให้โลแลนอยากจะไประเบิดห้องทำงานของผู้เป็นพ่อทิ้งซะเดี๋ยวนี้...โทษฐานเอาชื่อสกุลไปตั้งเป็นชื่อเมืองโดยไม่ถามความคิดเห็นของผู้ใช้สกุลร่วมอย่างโลแลนว่ายินยอมให้ชาวเมืองใต้พิภพรับรู้ถึงชื่อเมืองที่มาจากสกุลของตนหรือไม่  แบบนี้เหมือนเป็นการประกาศชื่อโดยไม่ต้องใช้ฝ่ายประชาสัมพันธ์เลยนะเนี่ย  บางทีพื้นน้ำแข็งอาจจะกำลังรอให้โลแลนเอาหัวไปโขกอยู่ก็ได้

        “นั่นคือสิทธิยืนยันว่าเธอคือคนที่มีความสำคัญกับเมืองนี้  ประชาชนคาดหวังให้มีผู้รับหน้าที่ปกครองเมือง  เป็นผู้ปกครองที่สามารถนำพาความสงบสุขและการพัฒนามาสู่เมือง”  ลินาพูด  สายตาส่อแววคาดหวัง  “พวกเราไม่ได้ขอให้เธอรับหน้าที่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้  แต่เมื่อถึงเวลาที่พร้อม  ตอนนั้น...ฉันมั่นใจว่าเธอต้องทำได้ดี”

        “คงอีกนานเลยล่ะนะ...”  โลแลนส่ายหน้า  และพยายามไม่นึกถึงภาระอีกมากมายที่เขาจะต้องรับผิดชอบ  เมื่อถึงเวลา...

        ลินาถอนหายใจเบาๆ  ยอมรับว่าสิ่งที่เธอทำไปก็ไม่สามารถทำให้โลแลนมีแรงฮึดสู้ขึ้นมาได้  เด็กสาวตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องสนทนา  “ยังไงซะเราก็ปล่อยเรื่องน่าปวดหัวไปก่อนดีกว่า  ตอนนี้มันเวลาพักผ่อนของเธอ  ฉันต้องพาเธอเที่ยวให้เต็มที่  ไป!  ไปทางนั้นกัน”

        ว่าแล้วเด็กสาวก็กระตุกแขนโลแลนให้เดินตามเธอไปข้างหน้า

        ลินาพาเขาเดินดูสิ่งของมากมายที่ถูกนำมาวางขาย  สิ้นค้าทุกอย่างในทุกๆร้ายจะถูกจัดอยู่ภายในตู้กระจกของแต่ระร้าน  ที่ระบบรักษาความปลอดภัยที่เกินจำเป็น  สินค้าที่วางเรียงรายอยู่ในตู้กระจก  มีทั้งสิ่งที่โลแลนรู้จัก  เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป  และมีสิ่งที่โลแลนไม่เคยเห็น  ไม่คุ้นตา  และไม่คิดอยากจะทำความรู้จักกับสินค้าเหล่านั้น  บางร้านถึงขั้นมีอาวุธอันตรายที่ไม่น่าจะมีขายตามท้องตลาด  อาวุธเหล่านั้นถูกวางไว้ในตู้กระจกขนาดใหญ่  ผู้คนให้ความสนใจกับของอันตรายเหล่านั้นเป็นพิเศษ...ลึกๆแล้วโลแลนก็คิดว่าดีแล้วที่ของอันตรายพวกนั้นถูกย้ายลงมาอยู่ใต้ดิน  เขาแทบจะจินตนาการถึงของอันตรายพวกนี้นอนเรียงรายอยู่หน้าร้านค้าตามท้องตลาดไม่ได้เลย

        “ลดหน่อยสิลุง ช่วงนี้ผมกระเป๋าแห้งมากเลยนะ!

        เสียงหนึ่งดังขึ้น  เป็นเสียงที่คุ้นเคยกับประสาทหูของโลแลนทำให้เขาต้องหันหน้าไปมองตามเสียง

        สิ่งที่เห็นคือชายชราร่างสูงบึกบึนคนหนึ่งกำลังยืนถกเถียงกับลูกค้าที่เป็นเด็กหนุ่มผู้มีผมสีแสดซึ่งโลแลนรู้จักดี

        จาเร็ตทุบกระจกใส่ตรงหน้าเบาๆ  และพยายามต่อราคากับคุณลุงร่างใหญ่ที่กำลังตีหน้าโหดใส่ลูกค้าจอมต่อรอง  “ซักนิด...นิดนึง  น่านะลุง!

        คุณลุงเจ้าของร้านส่ายหน้าทันที  “ช่วงนี้กระเป๋าเงินเดือนของฉันก็แห้งเหมือนกัน  โทษนะจาเร็ต...ดูเหมือนเธอต้องไปหาอาวุธร้านอื่นแล้วล่ะ”

        หน้าผากของจาเร็ตพลันก้มลงฟาดเข้ากับตู้กระจกอย่างหมดอาลัยตายอยาก  สภาพหน้าของเขาดูโทรมสุดๆ  นั่นที่เป็นแบบนั้นคงเป็นเพราะเสียงแรงไปกับการต่อราคาสินค้าที่ต้องการมากเกินไป  จาเร็ตพยายามทำหน้าออดอ้อนชายชราเจ้าของร้านให้เห็นใจ  แต่ดูเหมือนความพยายามของเขาจะไม่สัมฤทธิผล  เจ้าของร้านยังคงส่ายหน้าปฏิเสธดังเดิม  จนในที่สุดเด็กหนุ่มก็ต้องเป็นฝ่ายยอม

        จาเร็ตโยนถุงผ้าสีน้ำตาลถุงหนึ่งลงบนตู้กระจก  ถุงผ้าสงเสียงกุกกักเหมือนข้าในจะเต็มไปด้วยเหรียญเงิน  หมายความว่าเขายอมจ่างแล้ว

        “เอาไปเลย...เอาไปให้หมดเลย!  จาเร็ตร้องยุ  สายตาอาลัยอาวรณ์ถุงผ้าปรากฏขึ้น  ทว่าเจ้าของร้านก็ไม่สนใจ  ชายชราดึงถุงผ้าไปไว้ในกำมือก่อนจะเดินไปที่หลังร้าน  ปล่อยให้ลูกค้ากระเป๋าแห้งอย่างจาเร็ตนอนฟุบหน้าลงกับตู้กระจก ไม่ต่างไปจากคนไร้ที่ซุกหัวนอน

        โลแลนที่ดูเหตุการณ์ต่อรองราคาของเพื่อนตัวดีอยู่นานถึงกับถอนหายใจ  เขาเดินพาเพื่อนอีกสองคนตรงไปทางจาเร็ตที่เอาแต่ซุกหน้าอยู่กับกระจกร้าน  เมื่อเดินเข้าไปใกล้เสียงพึมพำแบบคนหมดตัวของจาเร็ตก็ดังขึ้น  ทำเอาโลแลนถึงกับหยุดชะงัก  เพื่อนจากหน่วยบัญชาการที่ 5 ทั้งสองต่างมองหน้ากันงง  สงใสว่าโลแลนหยุดก้าวเดินทำไม  แต่ไม่นานพวกเขาก็ได้คำตอบเมื่อเสียงพึมพำชวนสยองของจาเร็ตดังขึ้นอีก

        “ไปแล้ว  ไปแล้ว  เงินฉัน...ทรัพย์สินไปหมดแล้ว  จบ  จบกันที”  จาเร็ตครางจนแทบจะกลายเป็นเสียงสะอื้น

        โลแลนยื่นมือไปสะกิดไหลเพื่อนที่กำลังครางเสียงหลง  “เฮ้  จาเร็ต...”

        ทว่าไร้การตอบสนองกลับจากเพื่อนผมแสด  โลแลนรองสะกิดเรียกสติจาเร็ตอีกหลานครั้ง  แต่เจ้าตัวก็ไม่มีทีท่าว่าจะใส่ใจยังคงร้องครางเบาและพึมพำถึงเงินถุงที่รอยหายไปกับชายชราเจ้าของร้าน  จนในที่สุดคนที่หมดความอดทนกับท่าทางของจาเร็ตก็เป็นลินา  เด็กสาวทำเสียงฮึดฮัด  เธอปล่อยแขนโลแลนและเดินตรงไปหาจาเร็ต  เธอทำอย่างโลแลนคือสะกิดร่างไร้วิญญาณของจาเร็จพลางเรียกชื่อ  แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองเช่นเดียวกับโลแลน  เด็กสาวก็กระชากคอเสื้อคอเสื้อของจาเร็ตขึ้นสูง  และระดมต่อว่าไม่ยั้ง

        “อย่ามาทำเมินกันนะจาเร็ต  ร็อบเบียร์  ฉันกำลังพูดกำนายอยู่ได้ยินไหม!

        ทันใดนั้นม่านตาของจาเร็ตพลันกระพริบถี่  ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อสังเกตว่าใบหน้าของตนอยู่ห่างจากเด็กสาวเพียงไปกี่นิ้ว  จาเร็จพูดเบาๆ  “ลินา...?

        เมื่อลินาเห็นว่าจาเร็ตได้สติแล้วเธอจึงผลักร่างของเขาลงไปกองกับพื้น  จาเร็ตลุกขึ้นและมองรอบข้าง  แล้วตัวตาก็เบิกกว้างอีกครั้ง  “ไรอัน!...โลแลนก็ด้วย  นี่พวกนาย...มาทำอะไรข้างล่างนี่น่ะ!

        “เที่ยวไงล่ะ  เที่ยว!  ลินาตอบเสียงแข็ง  และไม่วายตีหน้ายักษ์ใส่เด็กหนุ่ม

        “ผักผ่อน...”  ไรอันตอบเสียงราบเรียบ

        “ส่วนฉันก็แค่ตามๆพวกเขาลงมา”  โลแลนชี้นิ้วไปทางเพื่อนจากหน่วยบัญชาการที่ 5 ทั้งสองคน  ก่อนจะยิ้มแหย่ๆใส่จาเร็ต  “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเห็นของดี  มันเกิดอะไรหรือ?

        จาเร็ตทำหน้าบึ้งน้อยๆ  เขากอดอกทำท่าฮึดฮัด  “ก็มาหาซื้ออาวุธใหม่  เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งน่ะสิ  แต่ดันต้องมาเสียเงินเกินกว่าเหตุเพราะคนขายใจดำบางคน!

        “คนคนนั้นได้ยินที่เธอพูดนะ...จาเร็ต”  เสียงทุ้มต่ำของเจ้าของร้านดังขึ้น  ร่างใหญ่กำยำของเขาเดินออกมาจากหลังร้าน  ในมือถือดาบเล่มยาวที่ลักษณะคมด้านเดียวเหมือนดาบญี่ปุ่น  ตัวดาบคมถูกเก็บเอาไว้ในฝักดาบ  ชายชราเจ้าของร้านยื่นมันให้จาเร็ตพร้อมสีหน้าบึ้งตึง  ซึ่งนั่นอาจเป็นผลมาจากสิ่งที่เขาได้ยินเมื่อครู่  “เอาไป...นี่ดาบของเธอ”

        จาเร็ตรับดาบมาและเบ้หน้าใส่ชายชรา  “เงินทอนก็ไม่มี...เป็นร้านที่ใจดำหน้าเลือดจริงๆเลย  ชิ  ถ้าไม่ติดที่ว่าของที่นี่ดีที่สุด  ฉันไม่ถ่อมาซื้อของร้านนี้แน่!

        ชายชราหัวเราะทรงอำนาจ  “หึ  บังเอิญจังนะที่ร้านของฉันของดีที่สุด  และคงจะเป็นร้านเดียวตลอดกาล  ถ้าเธออยากได้ของเก่า  มือสองก็ไปหาเอาร้านอื่นก็แล้วกัน  วันหลังน่ะ...”

        จาเร็ตกีดฟันกรอดเขากำดาบในมือแน่น  จนโลแลนเกือบจะคิดว่าจาเร็ตจะชักดาบในฝักออกมาสังหารเจ้าของร้านปากดีไปเสียแล้ว  แต่จาเร็ตก็ทำได้แค่ส่งเสียงพึมพำไม่พอใจเบาๆ  เพราะสิ่งที่ชายชราเจ้าของร้านพูดเป็นความจริงที่ไม่สามารถโต้เถียงได้

        สองสหายจากหน่วยบัญชาการที่ 5 เห็นท่าทีงอนเป็นเด็กๆของจาเร็ตแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว

        “คุณลุงขายอาวุธหรือครับ?  โลแลนเอ่ยถามขึ้น  เพื่อขัดจังหวะการเข่นเขี้ยวของเจ้าของร้านและลูกค้า  และดูเหมือนคำถามของโลแลนจะทำให้คุณลุงเจ้าของร้านหันมาสนใจ

        ชายชราเจ้าของร้าน  ฉีกยิ้มให้โลแลน  “เธอสนใจไหมล่ะพ่อหนุ่ม  ร้านฉันน่ะมีแต่ของดีๆทั้งนั้นเลยนะ”

        “เห...”  โลแลนลากเสียงยาว

        “จะว่าไปเธอยังไม่มีอาวุธคู่ใจเลยสินะ”  ลินาถาม  และโลแลนก็พยักหน้าตอบเรียบๆเพราะสิ่งที่เธอพูดมันเป็นความจริง  “ถ้าจะลงแข่งขันก็ต้องมีอาวุธป้องกันตัว  ไม่อย่างนั้นเธอได้กลายเป็นเนื้อบดแน่...”

        ดวงตาของโลแลนเบิกกว้าง  ไม่มั่นใจว่าเขาได้ยินถูกไหม  แต่รู้สึกว่าเมื่อกี้นี้ลินาจะพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเนื้อบด  ซึ่งโลแลนมั่นใจว่ามันไม่ได้ให้ความหมายในทางที่ดี...ทว่าลินาก็ไม่ฟังคำถามของเขา  เธอเดินไปวางมือลงบนกระจกร้านขายอาวุธสงครามและฉีกยิ้มให้ชายชราเจ้าของร้านอย่างเป็นมิตร  เธอซุบซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของชายชรา  โลแลนไม่ได้ยินว่าเธอบอกอะไรกับเจ้าของร้านไป  แต่หลังจากนั้นชายชราเจ้าของร้านก็พลันเบิกตากว้าง  เขามองโลแลนด้วยสายตาตื่นตระหนกเล็กน้อย  สายตาของเขาเลื่อนขึ้นลงราวกับจะพิจารณาโลแลน

        “ตัวจริงหรือนี่...”  ชายชราเจ้าของร้านพึมพำเบาๆ  เขาพยักหน้าสองสามทีแล้วก็เดินกลับเข้าไปในหลังร้านอีกครั้ง  ท่ามกลางสายตางุนงงของสมาชิกที่เหลือ

        ลินาหันมาส่งยิ้มให้เขา  “รอเดี๋ยวนะ...อาวุธที่ดีที่สุดกำลังจะถูกขนออกมาให้เลือกสรรแล้ว”

        แน่นอนว่าไม่มีใครในที่นี้เข้าใจความหมายของลินา  แต่ทุกคนก็เลือกที่จะรอดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปแต่โดยดี

        ไม่นานชายชราเจ้าของร้านก็เดินกลับออกมาจากหลังร้าน  วงแขนทั้งสองข้างของเขากำลังกอดกล่องเหล็กกล่องหนึ่ง  เขาวางกล่องนั้นลงบนตู้กระจก  ก่อนจะหยิบของที่อยู่ข้างในออกมาที่ละชิน  ซึ่งสิ่งที่เขาเอาออกมาก็เรียกความสนใจจากลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี

        “โอ้โห!  โลแลนถึงกับหลุดปากอุทานออกมาเมื่อได้เห็นสิ่งที่ชายชราเจ้าของร้านนำออกมาวางไว้บนตู้กระจก

        อาวุธชินดีหลากหลายอย่างถูกนำออกมาจากกล่องเหล็ก  และวางเรียบรายอยู่ตรงหน้า  มีแต่ของอันตรายทั้งนั้น  ทั้งมีดสั้นที่ปลายมีดเงินส่องประกายเมื่อแสงตกกระทบ  ปืนรูปร่างแปลกตาที่ดูจะอันตรายกว่าปืนตำรวจธรรมดาๆ  สนับมือที่เต็มไปด้วยเหล็กแหลม  มีกระทั่งอาวุธโบราณอย่างคันธนูรูปแบบเก่าที่ไม่เน้นรวดลาย  และคันธนูที่ถูกออกแบบให้ร่วมสมัย  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเกาหรือใหม่  โลแลนก็รู้สึกได้ว่าสิ่งของที่นอนเยงรายอยู่ตรงหน้ามันไม่ใช่ของเล่นเด็ก  แต่เป็นอาวุธอันตรายของจริงที่สามารถทำให้ใครก็ตามที่ใช้มันไม่ถูกวิธีไปเกิดใหม่โดยไม่รู้ตัวได้เลย

        “นี่น่ะของดีทั้งนั้นเลยนะพ่อหนุ่ม  อาวุธหลายแบบตรงหน้าเธอน่ะมีแต่ของชั้นยอดที่หาจากไหนๆไม่ได้อีกแล้ว”  ชายชราเจ้าของร้านกระซิบบอกโลแลน  “ว่าแต่  เธอชอบชิ้นไหนล่ะ...”

        โลแลนรีบผละออกห่างทันที  เขายกมือขึ้นโบกไปมา  “ผมไม่มีเงินหรอกนะลุง...ไม่ได้โกหกนะ  แต่ผมไม่มีจริงๆ”

        ชายชราเจ้าของร้านส่ายหน้า  “ใครจะไปกล้าคิดเงินกับลูกชายของด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์กัน...พ่อของเธอน่ะช่วยฉันเอาไว้มาก  ถือซะว่าเป็นของขวัญเล็กๆน้อยตอบแทนให้ลูกชายก็แล้วกัน”

        โลแลนตีหน้าเหวอไปนาน  เขาค่อยหันไปหาตัวต้นเหตุที่เอาเรื่องของเขาไปเปิดโปง  “ละ  ลินา...”

        แต่สิ่งที่เขาพบก็เป็นแค่เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความผิดของลินาเท่านั้นเอง

        “โห!  ฟรีเลยเหรอ...ลุงนี่ขี้ประจบจริงๆเลยนะ  ที่กับผมล่ะขึ้นราคาเป็นเท่าตัว  อะไรคือเส้นแบ่งแยกคำว่ามาตรฐานของลุงกันนะ”  จาเร็ตบ่นอุบอิบเมื่อเห็นว่าชายชราเจ้าของร้านให้การดูแลโลแลนดีกว่าตน

        สายตาของโลแลนกวาดไล่ไปตามอาวุธอันตรายที่นอนเรียงรายอยู่ตรงหน้า  เขารู้สึกไม่ดีที่ได้รับของฟรีจากคนอื่น  และยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าที่ตนเองมีสิทธิพิเศษกว่าคนอื่นเป็นเพราะเขามีสายเลือดของสตาฟเฟอร์ไหวเวียนอยู่  แบบนี้มันก็ไม่ต่างไปจากการใช้อำนาจทางสายเลือดกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการหรอก...ถึงโลแลนจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ

        “คือ  ผมคงไม่กล้ารับของจากลุงฟรีเพียงเพราะผมเป็นลูกของคนคนนั้นหรอกนะ  แบบนั้นผมคงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไร”  โลแลนพูด

        ทว่าในครั้งนี้จาเร็ตกลับชักสีหน้า  เขาตบไหล่โลแลน  “ถึงนายจะเป็นพวกลูกผู้ชายมาเกิด  แต่ยอมรับเถอะ...ถ้านายไม่มีอาวุธ  นายก็เหมือนเป็นคนพิการในการแข่งไปเลยนะ...ลุงเขาให้ก็รับๆไปเถอะน่า!

        ชายชราเจ้าของร้านพยักหน้าคะยั้นคะยอ

        ไม่มีทาง...โลแลนอยากจะส่านหน้าปฏิเสธ  และยืนยันความคิดเดิม  แต่สายตาที่เหมือนอยากให้โลแลนรับสิ่งมีค่าจากเขาไปของชายชราก็ทำให้โลแลนพุดไม่ออก  อีกทั้งเมื่อคิดดูดีๆแล้ว  สิ่งที่จาเร็ตพูดก็ฟังดูมีเหตุมีผล  เขาคงจะเป็นคนบ้าหรือไม่ก็คนโง่ที่คิดจะเดินเข้าสนามรบโดยไม่มีอาวุธป้องกันตัวสักอย่าง  นั่นไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายดีๆ...ความจำเป็นข้อนี่ทำให้โลแลนปฏิเสธข้อเสนอของชายชราเจ้าของร้านไม่ลง  ในที่สุดโลแลนก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างยอมแพ้  และยินยอมรับน้ำใจเล็กๆน้อยของชายชราเจ้าของร้าน

        “...ก็ได้  ตกลง  ผมจะรับไว้”  โลแลนพูดเสียงเบา  คำตอบรับของเขาทำให้ชายชราเจ้าของร้านตาลุกวาว  แต่ก่อนที่ชายชราเจ้าของร้านจะได้ดีใจออกนอกหน้าไปมากกว่านั้นโลแลนก็พูดแทรกขึ้นอีก  “แต่ผมไม่ขอรับไปฟรีๆ  เอาเป็นว่า  ผมมีเงินจ่างลุงเมื่อไหร่ผมจะจ่ายค่าของลุงแน่นอน  ตกลงนะ...!

        ชายชราเจ้าของร้านครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง  “ก็ได้!  เอาแบบนั้นก็ได้  แต่ถึงเธอไม่จ่ายฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ...เอ้า! เลือกอาวุธที่เธอถนัดและชอบเลยสิ  ของดีทั้งนั้นแหละ!

        โลแลนแอบถอนหายใจกับท่าทีดีใจยามได้แจกของให้ลุกค้าคนสำคัญของชายชราเจ้าของร้าน ก่อนจะหันไปหาจาเร็ต  “เฮ้! นายช่วยฉันเลือกอาวุธที่เหมาะสมหน่อยสิ  ฉันไม่ค่อยมีประการเรื่องนี้เสียเท่าไร”

        จาเร็ตทำตาโต  เขาชี้นิ้มใส่ตัวเอง  เหมือนจะถามว่าโลแลนพุดกับเขาหรือ  ก่อนที่เจ้าตัวจะยิ้มร่าและโอบแขนข้างหนึ่งรอบต้นคอโลแลนอย่างเพื่อนฝูง  เขาตอบว่า  “ด้วยความยินดีเลยพวก!”

        หลังจากนั้นจาเร็ตก็ระดมคำถามร้อนแปดเกี่ยวกับความถนัดและความสามารถในการใช้อาวุธใส่โลแลน

        “ปกตินายใช่อาวุธแบบไหน...”  จาเร็ตถาม

        โลแลนขมวดคิ้ว  “ไม่นะ  ปกติฉันไม่พกของแบบนั้น”

        “ถ้าอย่างนั้นนายถนัดการต่อสู้แบบไหนมากที่สุด”

        “ปกติฉันก็ไม่สู้ด้วยสิ...”

        “งั้นนายชอบอาวุธแบบไหน  อาวุธระยะไกลหรืออาวะระยะประชิด  รูปแบบน่ะรูปแบบ...ของแบบนั้นนายต้องรู้สิ!

        “ถ้ารู้แล้วฉันจะให้นายช่วยทำเผือกอะไร...!

        แล้วจาเร็ตก็เริ่มสติแตก  “เออน่า!  จะอะไรก็ได้  นายต้องมีระยะการโจมตีที่ถนัดบ้างแหนะน่า!

        “ไม่มี!  โลแลนตอกกลับเสียงแข็ง  การโต้ตอบกลับไปมาที่ดูเหมือนเป็นการกัดกันอย่างไม่มีเหตุผลของเด็กหนุ่มทั้งสอง  ทำให้ใครหลายๆคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องหันมามอง  แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่หยุด  “ของแบบนั้นจะมีไปเพื่ออะไร  อย่าลืมสิฉันมาจากโลนของมนุษย์ธรรมดานะ  จะให้ฉันมีความชื่นชอบเรื่องอันตรายแบบนั้นได้ยังไง  คิดสิฟระคิด!!

        “โว้ย!  แบบนี้ฉันจะไปช่วยอะไรได้”  จาเร็ตทำหน้าบึ้งตึง  “นายเล่นไม่รู้แม้แต่ระยะการโจมตีที่ตัวถนัดแบบนี้คนเลือกให้อย่างฉันก็แย่สิ!

        โลแลนกอดอกและเบนหน้าหนี  “ไม่รู้ก็คือไม่รู้!  แล้วนี่นายหงุดหงิดอะไรเนี่ย...”

        แล้วความวุ่นวายเล็กๆน้อยๆก็ตามมาในไม่ช้า  ทว่าก่อนที่เด็กหนุ่มทั้งสองจะทันได้พุ่งเข้าใส่กัน  ชายชราเจ้าของร้านก็ทุบกำปั้นใหญ่ลงกับตู้กระจกเสียงดังปึ้ง!...ทำเอาคนในละแวกนั้นรวมถึงเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังมีเรื่องกันหันไปมองเป็นตาเดียว  ชายชราเจ้าของร้านพูดขึ้นว่า  “จริงสิ!...”

        โลแลนและจาเร็ตมองหน้ากันอย่างงงๆ  พลางร้องถาม  “ครับลุง...?

        ทว่าชายชราเจ้าของร้านกลับไม่ตอบ  เขาวิ่งเข้าไปหลังร้านอีกครั้ง  แต่คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในมือ  อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนอาวุธอันตราย

        ทุกสายตาจับจ้องไปที่ของชิ้นใหม่ที่ชายชราเจ้าของร้านนำมา  มันเป็นดาบด้ามยาวที่ปลายดาบถูกเก็บเอาไว้ในฝักดาบอย่างดี  ตัวดาบสองคมส่องประกายเมื่อชายชราเจ้าของร้านชัดดาบออกมา  ความยาวของดายเล่มนี้น่าจะยาวประมาณ 3 ฟุตกว่าๆเห็นจะได้  ปลายแหลมคมของดาบแสดงให้เห็นถึงความคมที่สามารุตัดได้ทุกสิ่งอย่างของดาบ  ที่ด้ามจับถูกพันด้วยหนังสัตว์ที่ถุกวาดเป็นรวดลายสวยงาม  ถึงตัวดาบจะเก่าไปหน่อย  แต่ความคมของดาบยังคงคงรูปดังเดิม  มันดูเหมือนดาบนักรบแบบโบราณ  ซึ่งไม่น่าจะเอามาตีราคาได้

        ชายชรายื่นด้ามดาบให้โลแลนพลางพูดว่า  “อันนี้!  เป็นดาบเล่มนี้แหละที่เหมาะกับเธอ”

        โลแลนรับดาบมาอย่างเก้ๆกังๆ  เขาพบว่าตัวดาบมีน้ำหนักพอดีกับข้อมือของเขา  “มะ  มันจะดีหรือลุง  แล้วของที่ลุงขนมากองนี่ล่ะ”

        “ดีสิดี  ต้องดีแน่นอน!” ชายชราเจ้าของร้านว่า  แล้วเขาก็ใช้แขนกว้างกวาดเอาข้าวของมีค้าที่กองเรียบรายอยู่บนตู้กระจกออกไปให้พ้นทาง  ทำเหมือนว่ามันเป็นขยะที่ควรเขี่ยทิ้ง  “ฉันมั่นใจว่าดาบเล่มนี้น่ะมีประสิทธิภาพดีกว่าของพวกนี้”

        “อะไรทำให้ลุงคิดแบบนั้นล่ะ”  โลแลนถามกลับ  ท่ามกลางความงุนงงสงใสของผองเพื่อน

        “เพราะพ่อของเธอฝากดาบเล่มนี้เอาไว้กับฉัน  บอกให้เก็บดูแลให้ดี  และเขาก็บอกให้ฉันมอบดาบเล่มนี้ให้ลูกค้าที่เหมาะสมและคู่ควรกับมัน  และฉันคิดว่าคนคนนั้นก็คือเธอ...”

        โลแลนกระพริบตาถี่ๆมองดาบในมือ  “พ่อน่ะหรือ...ดาบนี่น่ะนะ  ลุงมั่นใจหรือว่ามันเหมาะกับผม  เอาจริงๆแล้วผมใช้ของแบบนี้ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ”

        ลินากระตุกแขนเสื้อโลแลนเบาๆ  “ฉันว่ามันก็เหมาะกับเธอดีนะ  แถมเท่ดีด้วย!...เอาอันนี้แหละ!

        “เดี๋ยวสิ!  โลแลนพยายามจะแย้งเด็กสาว  แต่ชายชราเจ้าของร้านก็พยักหน้าเป็นการบอกว่าเขาได้ยกของสิ่งนี้ให้โลแลนแล้ว

        “ใช้ไม่เป็นก็ฝึกเอาก็ได้นี่นา”  ลินาบอก

        ไม่ใช่แค่เหล่าผองเพื่อนที่คะยั้นคะยอให้เขารับดาบเล่มนี้  แต่พวกคนที่เดินผ่านไปผ่านมายังพากันพยักหน้าและส่งเสียงยุยงให้โลแลนรับดาบเล่มใหม่นี้ไปอีก  หมดทางเลือก  ท้านที่สุดโลแลนก็รัยดาบนี้มาไว้ในครอบครองจนได้

        “แล้วฉันจะรู้ประสิทธิภาพของมันได้ยังไงล่ะเนี่ย...”  โลแลนเปรยพลางแกว่งดาบใหม่ไปมาเหมือนมันเป็นของเล่นเด็ก

        ทว่าทันใดนั้น  จาเร็ตก็ใช้ด้ามดาบญี่ปุ่นของเขากระทุ้งหลังโลแลง  ก่อนจะยื่นข้อเสนอบางอย่างให้โลแลน  ข้อเสนอที่ทำเอาผู้คนรอบข้างส่งเสียงโห่ร้องยินดี

        “ทดสอบหรือ  แบบนั้นก็เยี่ยมเลย!  งั้นเราไปรองดาบใหม่กับบนเวทีประลองเป็นไงโลแลน!  นั่นคือข้อเสนอของจาเร็ต  ข้อเสนอที่เหมือนเป็นการยุยงให้โลแลนเจอปัญหาใหญ่
 

1 ความคิดเห็น