The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 15 : ฝึกพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 พ.ค. 59

ตอนที่ 15 ฝึกพิเศษ

 

        “เฮ้จาเร็ต!  แบบนี้มันดีแล้วแน่นะ”  โลแลนเอ่ยถามเพื่อความมั่นใจ

        หนุ่มผมแสดพยักหน้า  “ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วพวก!  ถ้าจะพูดถึงการทดสอบประสิทธิภาพของดาบใหม่แล้วล่ะก็  มันก็ต้องฝึกภาคปฏิบัติของจริง  แบบนี้แหละดีแล้ว  ฉันได้ดาบใหม่  นายก็ได้ดาบใหม่  ถือเป็นโอกาสดี  ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวไงล่ะ!

        โลแลนหัวเราะแหะๆประชด  หลังจากที่เขาได้รับอาวุธชิ้นใหม่  และเป็นอาวุธชิ้นแรกจากชายชราเจ้าของร้านค้าอาวุธ  ในระหว่างที่เขากำลังพินิจพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกของดาบเล่มใหม่ในมือ  จาเร็ตก็โพล่งข้อเสนอ  ที่ดูเหมือนเป็นการหาที่ตายดีๆให้โลแลนได้รับรู้  ข้อเสนอในการทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธใหม่  ซึ่งหมายถึงการดวลดาบกันตัวต่อตัวบนเวทีประลองที่ยังคงเปิดทำการตลอดวัน  ใช่แล้ว...ยิงปืนนักเดียวได้นกสามตัว  ประโยชน์ข้อแรก  โลแลนได้ทดสองดาบใหม่ของตัวเอง  ว่ามีประสิทธิภาพในการต่อสู้มากแค่ไหน  ข้อสอง  จาเร็ตเองก็ได้ทดสอบดาบใหม่ของเขาเช่นกัน  และข้อสาม  พวกเขาทั้งสองจะได้แสดงฝีมือการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมให้สมาชิกมากหน้าหลายตาของศูนย์วิจัยได้ประจักษ์แก่สายตา

        ต่อให้โลแลนจะไม่คิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับก็ตาม

        และที่สำคัญ  มันคงช้าเกินไปแล้วสำหรับคำปฏิเสธ  เพราะทั้งโลแลนและจาเร็ตต่างก็ขึ้นมายืนสง่าอยู่บนเวทีประลองกลางเมืองเสียแล้ว

        รอบข้างเวทีมีแต่ผู้คนที่เป็นสมาชิกของศูนย์วิจัยมายืนส่งเสียงโห่ร้องเชียร์เด็กหนุ่มสองคนบนเวที  คนพวกนั้นดูตื่นเต้นกับการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นบ่นเวทีแห่งนี้เอามากๆ  และยิ่งส่งเสียงโห่ร้องมากขึ้น  เมื่อพวกเขาได้รู้ว่าโลแลนเป็นลูกชายของใคร  ใครบางคนที่พวกเขายกย่องให้เป็นเจ้าเมืองและผู้นำ...ต้องขอบคุณผู้ประกาศหนุ่มที่ยืนประกาศกติกาอยู่กลางเวทีจริงๆ

        “การประลองในครั้งนี้ถือเป็นอีกคู่น่าสนใจในรอบสัปดาห์!  และนี่ยังเป็นการดวลดาบเปิดตัวของลูกชายท่านผู้นำคนสำคัญของเราเสียด้วย  งานนี้พลาดไม่ได้จริงๆ!”  ชายหนุ่มผู้ประกาศตะโกนใส่ไมล์  ทำให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงร้องหนักกว่าเดิม  “เอ้าๆ!  เชิญวางเดิมพันกันให้เต็มที่  หลังจากนี้สิ่งที่สนุกที่สุดจะเริ่มขึ้นแล้ว!

        จาเร็ตเกาคางและแสยะยิ้มให้โลแลน  “อะไรกัน  มีเดิมพันด้วยนี่!...แบบนี้คงแพ้ไม่ได้แล้วสินะโลแลน”

        “เฮ้  พูดแบบนี้ก็สวยสิ...นายเป็นลากฉันขึ้นมาเองนะ”  โลแลนตอกกลับ  และพยายามปั้นหน้าให้มั่นคงมากที่สุด  พูดกันจริงๆแล้ว  โลแลนไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะชนะ  เขาไม่เก่งเรื่องการทะเลาะวิวาท  และไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้อย่างเป็นทางการเลย...ฝีมือการมีเรื่องกับคนอื่นของเขาจัดได้ว่าอยู่ในขั้นห่วยแตก  ชนิดที่ว่าเด็กอนุบาลเอาขวดนมฟาดหัวเขาก็จบแล้ว

        “สู้ๆนะโลแลน!  ฉันเชียร์เธอเต็มที่เลย  ห้ามแพ้คนบ้าอย่างจาเร็ตเด็ดขาดนะ!”  ลินาที่ยืนเกาะขอบเวทีอยู่นั้นคอยส่งเสียงเชียร์เขาเป็นระยะๆ  ท่าทางเธอคงอยากจะขึ้นมาเชียร์เขาถึงบนเวทีประลองเลยด้วยซ้ำ

        โลแลนได้แต่หัวเราะแก้ต่างออกไป  ในขณะที่จาเร็ตเบ้หน้ากอดอกมองเด็กสาวอย่างไม่พอใจ  “เชอะ!...พูดแบบนั้นหวังให้ฉันแพ้เต็มที่เลยล่ะสิ”

        “ก็ประมาณนั้นแหละ!”  ลินาตอบกลับเย้ยหยันทำเอาจาเร็ตฉุนขาด  เด็กสาวหันไปหาเพื่อนร่วมหน่วยและยิ้มเจ้าเล่ห์  “ยังไงโลแลนของฉันก็ชนะอยู่แล้ว  นายน่ะรีบๆถอนตัวแล้วกลับไปหรี่หญิงต่อเหอะ...คิดเหมือนกันไหมไรอัน”

        “แล้วแต่เธอเลยลินา”  ไรอันตอบเรียบๆสายตาคงทีของเด็กหนุ่มยังคงจับจ้องไปที่ผู้ท้าดวลทั้งสองอย่างไม่วางตา

        “เอาล่ะทุกคน!  การประลองคู่สำคัญจะเริ่มขึ้นแล้ว  ขอให้นักสู้ทั้งสองเตรียมพร้อม!”  ชายหนุ่มผู้ประกาศ

        จาเร็ตชักดาบญี่ปุ่นออกจากฝัก  เผยให้เห็นคมดาบเรียวแหลมที่สามารถทะลวงคู่ต่อสู้ได้ไม่เลือกหน้า  จาเร็ตจับดาบในท่าเตรียมพร้อม  รอยยิ้มหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม  โลแลนรู้สึกหวั่นเกรงสายตาคู่นั้นของเพื่อนผู้ท้าดวล  ความมั่นใจของเขาตกต่ำลงไปมากกว่าเดิม  โลแลนค่อยๆชักดาบเล่มใหม่ของตนออกมาบ้าง  ปลายดาบแหลมคมสองด้านแบบดาบของนักรบยังคงส่องประกายแวววาวเมื่อแสงตกกระทบ  โลแลนจับดาบด้วยสองมือผอมแห้ง  โดยหวังว่ามันจะช่วยให้เขาไม่ถูกจาเร็ตขยี้จนไม่เหลือเคล้าโคลงของมนุษย์

        เสียงโห่ร้องดังมากกว่าเดิมเมื่อนักสู้ทั้งสองอยู่ในท่าเตรียงพร้อม

        ชายหนุ่มผู้ประกาศวาดแขนขึ้นกลางอากาศ  “ถ้าอย่างนั้นก็!...ระ”

        “เดี๋ยวก่อน!”  เสียงหนึ่งดังขึ้น  ทำให้ชายหนุ่มผู้ประกาศชะงักไป  ผู้คนรอบเวทีหันไปมองต้นเสียง  สำหรับโลแลนแล้วเขาคิดว่าเขาจำเจ้าของเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี

        ตามสายตาของผู้คน  เห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนงอตัวหอบหายใจหนัก  ราวกับว่าเธอรีบวิ่งบึ่งมาที่นี่อย่างไม่คิดชีวิต  ผมสีเข้มของเด็กสาวร่วงลงมาปิดหน้าปิดตา  ผู้คนแหวกทางให้เด็กสาวที่ยืนหอบหายใจ  ทันทีที่เด็กสาวเงยหน้าขึ้นโลแลนก็ต้องกลืนน้ำลายดังเอื้อก!...และเริ่มหันหน้าหนีเธอทันที

        “ฉันไม่อนุญาตให้นายแข่ง!”  เซลีนตวาดและเดินฮึดฮัดมากระชากคอเสื้อโลแลน  ก่อจะหันไปถลึงตาใส่จาเร็ต  ทำเอาคนถูกมองเหงื่อตก  “ไหนนายบอกว่าจะช่วยดูแลหมอนี่ไง!  แล้วนี่มันอะไรกับ...จาเร็ต!

        จาเร็ตยกมือยอมแพ้  “จะ  ใจเย็นก่อนเซลีน  ฉันก็แค่จะฝึกการต่อสู้ให้โลแลนก็เท่านั้นเอง  มันไม่ได้มีอะไรเสียหายเสียหน่อย”

        “ตอนมันยังไม่เสียหายนายก็พูดได้น่ะสิ  ต้องรอให้เจ้าตัวน่ารำคาญนี่ก่อเรื่องก่อนใช่ไหมนายถึงจะพอใจ!”  เซลีนตวาดจาเร็ตกลางเวที  ผู้คนที่อยู่ด้านล่างก็ได้แต่มองทั้งคู่เถียงกันไปเถียงกันมาอย่างงงๆ

        “เอ่อ...คือ...”  ชายหนุ่มผู้ประกาศพยายามจะพูดขัด  แต่เขาก็ต้องพบกับจิตสังหารร้ายแรงของเด็กสาว  ชายหนุ่มถึงกับเงียบและทำเป็นยืนผิวปากไม่รู้เรื่องไปเลย

        จาเร็ตเดินมาตบไหล่เซลีนเบาๆเหมือนจะบอกให้เธอใจเย็นลงหน่อย  “เอาน่า!  มันเป็นแค่การประลอง  ไม่อันตรายถึงขั้นมีอะไรเสียหายหรอกน่า  แล้วอีกอย่างเธอก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว  ถ้าโลแลนทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรลงไป  เธอก็เล่นงานเขาเลย...ใกล้ไม้ใกล้มือขึ้นเยอะเลยใช่ไหมล่ะ!

        “เฮ้ย!  ทรยศนี่!”  โลแลนแว้งใส่  แต่จาเร็ตก็แค่หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ  ในขณะที่เซลีนยืนพิจารณาสิ่งที่เขาพูดท่าทางเคร่งเครียดท่ามกลางสายตาหลายคู่ของเหล่าคนดู

        “ถ้าเราไม่ฝึกให้เขาบ้าง  อีกไม่กี่วันจะถึงวันแข่งจริง  และเมื่อถึงตอนนั้นโลแลนอาจจะสู้อะไรใครไม่ได้เลยก็ได้  และก็เป็นตัวสั่นคลอนชัยชนะของเราจริงไหม...อีกอย่างเธอก็มาแล้ว  ถือโอกาสดูการฝึกร่างกายของเขาไปในตัวเลย  งานนี้ฉันลงแรง  เธอยืนดูสบายๆ  มีอะไรผิดพลาดเธอก็แค่ซัดเขาซะ  ผลรับก็เป็นสมาชิกยอดฝีมืออีกคนที่เราจะได้รับ...ว่าไง”  จาเร็ตกระซิบที่ข้างหูเซลีนที่กำลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

        ในที่สุดเด็กสาวก็ถอนหายใจยอมแพ้  “แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ!

        “ครับผม!”  จาเร็ตรับคำและฉีกยิ้มให้ทุกคนเป็นสัญญาณบอกว่า  กรรมการพิเศษของเราอนุญาตการแข่งแล้ว  ทำให้เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นอีกครั้ง

        เด็กสาวปล่อยมือจากคอเสื้อของโลแลน  ก่อนที่เธอจะเดินลงจากเวทีไป  เธอก็หันมาย้ำโลแลนเสียงแข็ง  “ห้ามนายทำอะไรวุ่นวายเด็ดขาดเข้าใจไหม!

        โลแลนไม่ตอบ  เขาแค่หันหน้าหนีและแอบคิดขอบคุณพระเจ้าในใจ  ที่เซลีนไม่ชกหน้าเขาตั้งแต่ตอนแรกที่เดินทำท่าไม่พอใจขึ้นมาบนเวที

        เซลีนเดินลงไปยืนกอดอกมองคู่ประลองทั้งสองข้างๆเพื่อนๆจากหน่วยบัญชาการที่ 5 สีหน้าไม่พอใจของเธอทำให้ผู้คนในนละแวกนั้นถอยห่าง  เป็นเด็กผู้หญิงที่มีจิตสังหารร้ายแรงเสียจริง!

        ผู้ประกาศหนุ่มเดินขึ้นมาบนเวทีอีกครั้งด้วยท่าทีระมัดระวัง  “...อะ  เอ่อ  ถ้าเช่นนั้น  การประลองในครั้งนี้...เริ่มได้!

        เสียงระฆังเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นการประลอง  ผู้ชมข้างเวทีพากันส่งเสียงโห่ร้อง  ปรบมือ  และส่งเสียงเชียร์  ซึ่งการกระทำเหล่านั้นกำลังทำให้ใครบางคนบนเวทีเหลิงในเสียงเชียร์

        จาเร็ตกระชับดาบในมือ  ตั้งท่าเตรียมจู่โจมอีกครั้ง  รอยยิ้มก่อกวนของเขาหายไป  กลายเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกให้รู้ว่า  เจ้าตัวกำลังสนุกกับสิ่งที่ทำอย่างถึงที่สุด

        “เอาล่ะเด็กใหม่  นี่คือ...บทเรียนที่ฉันจะมอบให้นายล่ะ!

        สิ้นเสียง  จาเร็ตดีดตัวพุ่งเข้าหาโลแลนพร้อมด้วยปลายดาบแหลมคมจอเข้าที่กลางลำตัวของโลแลนทันที

 

        เวทีประลองกลางเมือง

        :  จาเร็ต  ร็อบเบียร์

        ตั้งแต่ได้เรียนรู้การต่อสู้และเข้ามาอยู่ในศูนย์วิจัย  จาเร็ตก็ไม่เคยรู้สึกสนุกกับการต่อสู้ในครั้งไหนๆเท่ากับการประลองในครั้งนี้เลย

        การอบรมแนวทาง  การฝึกการต่อสู้ให้เด็กใหม่  ของพวกนั้นมันเป็นเพียงข้องอ้างธรรมดาๆที่จาเร็ตใช้แก้ต่างเพื่อความสวยหรูไปก็เท่านั้นเอง  ใจจริงแล้ว  เขาไม่ได้อยากจะทดลองประสิทธิภาของดาบใหม่  หรือคิดจะฝึกการต่อสู้ให้เด็กใหม่อย่างโลแลนแต่อย่างใด  หากแต่เขาแค่ต้องการพิสูจน์ว่าลูกชายของอัจฉริยะบุคคลผู้มากความสามารถ  จะมีดีสักแค่ไหน...

        จาเร็ตกำด้ามดาบในมือแน่นขึ้น  และทันทีที่การแข่งขันเริ่มขึ้น  เขาก็เพ่งสายตาพิเศษของตนมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มของโลแลน

        สิ่งที่เขาพบคือความว่างเปล่าในช่องว่างความคิด  และความว่างเปล่านั้นทำให้จาเร็ตรู้สึกมึนงง  เขามั่นใจว่าพลังในการแทรกแซงความคิดของบุคคลของเขายังใช้งานได้ดีทุกประการ  ในความเป็นจริง  เขาควรจะได้ยินเสียงความคิดของโลแลน  ความคิดในการเคลื่อนไหวร่างกาย  แต่เพราะความว่างเปล่าที่พบทำให้จาเร็ตรู้สึกแปลกใจในตอนแรก  แต่แล้วไม่นาน  เขาก็ต้องยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้  และแอบถอนหายใจเบาๆ

        มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเขาจะอ่านความคิดของโลแลนไม่ได้  ถ้าในความเป็นจริงแล้ว  ในสมองของโลแลนไม่ได้กำลังคิดแผนการเอาชนะเขาอยู่

        จาเร็ตอยากจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมากลางเวที  แต่เขาก็รู้ดีว่าเวลานี่ไม่เหมาะไม่ควร...ต่อให้เขาจะรู้สึกทึ่งกับความว่างเปล่าในสมองของโลแลนก็ตามที  จาเร็ตตั้งท่าเตรียมพร้อมจู่โจม  เขาสังเกตเห็นว่าโลแลนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามดูสับสน  บางทีเด็กใหม่คนนั้นอาจจะตื่นเวที  หรือไม่ก็ทำอะไรไม่ถูก  จาเร็ตไม่มั่นใจว่าโลกมนุษย์ปกติเขามีการท้าประลองกันแบบนี้หรือเปล่า  แต่ดูจากอาการตื่นๆของโลแลนก็คงพอจะเดาได้...ว่ามันไม่มี

        จาเร็ตย่อตัวลงเพื่อเร่งกำลังขา  การเคลื่อนไหวของเขาอยู่ในการคำนวณความเป็นไปได้  แผนการต่อสู้ผุดขึ้นมาในสมองเป็นที่เรียบร้อย  เขาค่อนข้างมั่นใจว่าตนจะเป็นฝ่ายชนะ  แน่นอนว่าถ้าโลแลนยังมีท่าทีตื่นตระหนกอยู่แบบนี้  ชัยชนะจะเป็นของจาเร็ตในทันที  แต่ความรู้สึกบางอย่างย้ำเตือนไมม่ให้เขาประมาท  จาเร็ตยังจำตอนที่พลังอันตรายของโลแลนสร้างความเสียหายให้แก่ห้องพักของพวกเขาได้ดี  บนเวทีประลองไม่มีกฎห้ามใช้พลังจิต  ซึ่งนั่นหมายความว่าพลังในตัวของโลแลนอาจจะออกมาเล่นงานเขาเมื่อไรก็ได้

        รอยยิ้มหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจาเร็ต  “เอาล่ะเด็กใหม่  นี่คือ...บทเรียนที่ฉันจะมอบให้นายล่ะ!

        จาเร็ตถีบเท้ากับพื้นเวที  ทำให้ตัวของเขาพุ่งตรงไปหาโลแลน  เขาหันปลายดาบจอเข้าใส่กลางลำตัวของโลแลน  หมายจะทดสอบปฏิกิริยาโต้ตอบของเด็กใหม่

        เสียงปลายดาบตัดห้วงอากาศดังขึ้นเรียกเสียงโห่ร้องจากผู้ชมข้างเวทีได้เป็นอย่างดี  ก่อนที่ปลายดาบของจาเร็ตจะทันได้แทงทะลุกลางลำตัวของโลแลน  เจ้าเด็กใหม่ก็ร้องเหวอก่อนจะเอียงตัวหลบคมดาบของจาเร็ตไปได้อย่างหวุดหวิด  จาเร็ตควบคุมร่างกายได้ดีกว่า  เมื่อรู้ว่าคมดาบพลาดเป้าเขาจึงหยุดเท้าและหมุนตัวปล่อยลูกเตะเข้าใส่สีข้างของเด็กใหม่แทน

        แรงกระแทกจากลูกเตะทำให้โลแลนลอยกระเด็นไปนั่งกองอยู่กับพื้น  เด็กหนุ่มลุกพรวดขึ้นมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง  มือหนึ่งก็กำสีข้างบริเวณที่โดนลูกเตะของจาเร็ตไป

        “เฮ้ยจาเร็ต!  ไหนนายบอกว่าแค่ฝึกไงล่ะ!”  โลแลนโวยพลางแกว่งดาบไปมาอย่างหัวเสีย

        จาเร็ตยักไหล่  “ก็ฝึกไง!  แต่ฉันไม่ได้รับประกันเรื่องชีวิตของนาย  การฝึกของฉันน่ะ  หมายถึงการเอาตัวรอดและการรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า...หวังว่านายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ”

        ไม่รอช้า  จาเร็ตเคลื่อนตัวเข้าหาโลแลนในทันที  สายตาของเขาจับจ้องเข้าไปในดวงตาของฝ่ายตรงข้าม  และดูเหมือนการโจมตีในครั้งแรกของจาเร็ตจะได้ผล  โลแลนเริ่มมีแผนการเคลื่อนไหวร่างกายในสมอง  ถึงแม้ความคิดเหล่านั้นจะยังสันสนและวนเวียนไปมาจนจับรูปฐานไม่ได้  แต่จาเร็ตก็พึงพอใจกับการโต้ตอบทางความคิดของโลแลน

        โลแลนจับดาบด้วยสองมือ  แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคง  ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาเพิ่มจะเคยจับดาบครั้งแรก  แต่ความไม่มั่นคงนั้นไม่เป็นผลดีต่อคนที่จะเป็นผู้นำในอนาคต  จาเร็ตจำเป็นต้องทำลายความไม่มั่นใจของโลแลนลงซะตั้งแต่ตอนนี้

        จาเร็ตเคลื่อนตัวเข้าใกล้โลแลนด้วยความเร็วที่สายตาของคนธรรมดาไม่สามารถมองเห็น  เขาฟาดสันดาบใส่โลแลน  ปฏิกิริยาโต้ตอบของโลแลนเริ่มดีขึ้น  เด็กหนุ่มยกดาบสองคมของตนขึ้นป้องกัน  ก่อให้เกิดเสียงโลหะปะทะกับดังทั่วบริเวณ  ผู้คนเริ่มหลังไหลเข้ามาให้ความสนใจมากขึ้น  เสียงร้องเชียร์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง  จาเร็ตเพ่งสมาธิกับการต่อสู้ตรงหน้า  โลแลนป้องกันการโจมตีของเขาได้อย่างเฉียดฉิว  แต่ไม่เฉียบขาด  โลแลนไม่ได้โจมตีกลับ  เอาแต่ป้องกัน  ซึ่งนั่นเป็นช่องโหว่ที่อันตรายถึงชีวิต

        “บุกเข้าหาฉันมั่งสิโลแลน!”  จาเร็ตบอก  เขาตวัดดาบขึ้นส่งผลให้โลแลนเซถอยหลังเล็กน้อย

        โลแลนหอยหายใจเบาๆ  ลมหายใจของเขาไม่คงที่เพราะความตื่นตัว  เขาได้แต่หลบการโจมตีของจาเร็ตและเอาแต่ป้องกันโดยไม่คิดจะโจมตี  ทุกครั้งที่จาเร็ตพุ่งตัวเข้าหา  โลแลนมักจะเลือกที่จะถอยและหลีกเลี่ยงการปะทะดาบ

        จาเร็ตสังเกตการถอยหลบของโลแลนแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด  ในสมองของโลแลนไม่มีคำว่าโจมตีอยู่ในนั้นเลย  สิ่งที่จาเร็ตเห็นในห้วงความคิดของโลแลนมีเพียงการเคลื่อนไหวหยาบๆ  การถอยหลบและป้องกัน  ภาพการโจมตีไม่ได้ปรากฏในสมองของโลแลนเลยแม้แต่น้อย...ซึ่งนั่นทำให้จาเร็ตตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า  ทำไม...?

        สันดาบของจาเร็ตปัดดาบสองคมของโลแลนทิ้งและถีบส้นเท้าเข้าที่กลางลำตัวของโลแลน  ทำให้เด็กใหม่ร้องกระอักอยู่พักหนึ่ง

        จาเร็ตชักสีหน้าและจอปลายดาบใส่โลแลน  “ทำไมไม่บุกเข้ามา!  นายต้องมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้น่ะ  ถ้าโจมตีฉันสักครั้งยังไม่ได้  แล้วที่นายบอกว่าจะเอาชัยชนะมาให้หน่วยของเราน่ะมันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!

        โลแลนไอเบาๆและไม่ตอบจาเร็ต  ทำเสมือนว่าเขาไม่ได้ยินสิ่งที่จาเร็ตพูด  และนั่นทำให้จาเร็ตฉุน  เขากระชากคอเสื้อของเด็กใหม่เขาหาตัว  การกระทำของเขาทำให้ผู้คนที่ยืนดูอยู่นั้นมึนงง

        “ฉันกำลังพยายามฝึกให้นาย  นายก็ช่วยทำเป็นอยากจะฝึกหน่อยไม่ได้หรือไง!”  จาเร็ตว่า  แรงที่กำคอเสื้อของโลแลนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว  “ฉันเชื่อว่านายมีดีมากกว่านี้!  แสดงให้เห็นหน่อย...โจมตีฉันซักทีสิ!

        ในตอนนั้นเองโลแลนพลันแสยะยิ้มมุมปาก  ก่อนจะเอ่ยเบาๆ  “จัดให้เลย...”

        สิ้นเสียงของโลแลน  จาเร็ตก็ต้องเบิกตากว้างเพราะไม่ทันตั้งตัว  โลแลนดึงแขนของจาเร็ตไม่ให้หนี  และใช้โอกาสที่จาเร็ตกำลังกำคอเสื้อของเขาอยู่เป็นช่องทางการโจมตีครั้งแรก  โลแลนเงยหน้าขึ้นก่อนจะฟาดหน้าผากของตัวเองใส่หน้าผากของจาเร็ต

        โป๊ก!!...

        การโจมตีครั้งแรกของโลแลนได้ผลเกินคาด  ทั้งจาเร็ตและโลแลนต่างเซถอยออกจากกัน  ทั้งสองยกมือขึ้นกุมหน้าผากขอตัวเอง  ต่างฝ่ายต่างร้องโอดโอยเบาๆให้กับการกระทำบ้าระห่ำของโลแลน  จาเร็ตรู้สึกเจ็บแสบไปถึงแก่นสมอง  นึกเสียใจที่ท้าโลแลนออกไปแบบนั้น  เจ้าเด็กใหม่ถึงได้จัดการโจมตีพิเศษให้เขาเสียเลย  แถมเป็นการโจมตีธรรมดาๆแต่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกค้อนหนัก 10 ตันทุบลงตรงกลางหัว  แบบนั้นเลย...

        ผู้ชมขอบเวทีมองคู่ต่อสู้ทั้งสองอย่างมึนงง  ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบาๆดังออกมาจากกลุ่มผู้ชม

        โลแลนหัวเราะทั้งๆที่หน้าผากยังเป็นสีแดงแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดไม่ต่างไปจากจาเร็ต  “ปะ  เป็นไงล่ะ...โดนทีนึงแล้วไง”

        จาเร็ตที่กำลังกุมหน้าผากอยู่นั้นมองเด็กใหม่ที่ทำท่าทางสบายๆและพยายามพูดเย้าแหย่  “ขี้โกงนี่...หัวนายมันแข็งชะมัด  ให้ตายสิ!

        ถึงจะบ่นและแสดงท่าทีอารมณ์เสียออกไป  แต่ในใจจาเร็ตกำลังเผยอยิ้มให้กับการกระทำของโลแลน  จาเร็ตเข้าใจดีแล้วว่าโลแลนไม่ใช่คนธรรมดา  อย่างน้อยๆเขาก็ไม่ควรประมาทกับการโจมตีธรรมดาของโลแลน

        เสียงเชียร์ดังอย่างไม่ขาดสาย  จาเร็ตรู้สึกได้ว่าผู้ชมขอบเวทีกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  เห็นทีการประลองนี้คงจะได้ดังหนาหูพวกคนข้างบนไปอีกนาน

        “ไหนๆก็ไหนๆแล้ว  มาลองดาบจริงๆดูสักครั้งเป็นไง”  จาเร็ตพูดเสียงเบา  หวังไม่ให้เซลีนได้ยิน  การสนทนานี้ถือเป็นความลับระหว่างเขากับโลแลน  “ใส่พลังเต็มที่ทั้งสองฝ่าย  ฉันอ่านความคิดนายอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้มันดูไม่ค่อยแฟร์”

        โลแลนหน้าซีดทันที  “นะ  นะ  นะ  นี่นาย...ใช้ไอนั่นกับฉันอีกแล้วหรือ!  ขี้โกงนี่  ขี้โกง!...”

        ท่าทีสติแตกของโลแลนทำให้คิ้วของจาเร็ตขมวดมุ่น  “เปล่านะ  ก็เวทีประลองเขาไม่มีกฎห้ามใช้พลังพิเศษอยู่แล้ว  ถึงฉันจะอ่านทางนายได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...เพราะแบบนั้นไง  ถึงบอกว่ามันไม่แฟร์  ฉันใช้พลังอยู่คนเดียว  นายก็ปล่อยของดีออกมาบ้างดิ!

        “หมายถึง  นายจะให้ฉันถอดแหวนงั้นสิ”  โลแลนชูมือขึ้น  แสดงแหวนหลายวงที่สวมอยู่ในข้อนิ้วให้เห็น

        จาเร็ตรู้สึกไม่ปลอดภัยก็จริงถ้าจะให้โลแลนถอดแหวนออก  เพราะเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพลังอันตรายของโลแลนจะระเบิดออกมาอีกเมื่อไร  แต่บางทีความคิดอยากเสี่ยงดวงดูสักครั้งของจาเร็ตก็อยู่เหนือเหตุและผล

        “สองสามวงคงไม่ถึงกับเป็นปัญหาหรอกน่า...”  จาเร็ตกระซิบ

        สีหน้าของโลแลนดูหงอยลงไป  อาจเป็นเพราะเด็กหนุ่มอยากจะถอดแหวนที่รัดข้อนิ้วออกใจจะขาด  แต่สุดท้ายก็ถอดออกได้แค่ส่วนน้อยเท่านั้น...โลแลนดูแหวนควบคุมพลังออกสามวง  เขาเก็บแหวนใส่กระเป๋ากางเกงและดึงดาบขึ้นมาอยู่ในท่าเตรียงจู่โจม  ซึ่งการตั้งท่าเป็นฝ่ายบุกของโลแลนทำให้จาเร็ตแสยะยิ้มพอใจ  ที่ได้รู้ว่าอย่างน้อยๆ  โลแลนก็น้อมรับการฝึกของเขาแล้ว  จาเร็ตเสยผมที่ปิดหน้าผากขึ้น  และตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีที่กำลังรอคอย...

 

        เมือง S.F จัตุรัสกลางเมือง

        :  อาเธอร์  มีแกรน

        อาเธอร์ได้ข่าวมาว่า  วันนี้เพื่อนใหม่ของเขาโลแลน  ไม่มีการฝึกพิเศษช่วงบ่าย  ซึ่งนั่นทำให้อาเธอร์รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ  เขาไม่เคยอยู่เป็นสุขเมื่อรู้ว่าโลแลนต้องไปรับการฝึกทรมานของเซลีน  ไม่เคยเลย  เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะ  เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้รับหน้าที่ให้ดูแลโลแลน  สตาฟเฟอร์  ทั้งที่จริงๆแล้ว  ก็ไม่ได้มีคนเบื้องบนคนใดออกคำสั่งแต่อย่างใด...เพราะอาเธอร์เป็นคนขี้อาย  และเข้ากับผู้คนได้ยาก  เขาจึงมักรู้สึกประหม่าเวลาอยู่กับคนอื่นๆ  แต่ไม่ใช่กับโลแลน  นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อาเธอร์รู้สึกผูกผันกับเพื่อนคนนี้เป็นพิเศษ  ทำให้เขานึกเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลาว่าโลแลนจะเป็นอย่างไรในการฝึกของเซลีน

        แต่วันนี้เป็นวันดี  วันที่โลแลนได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ  อาเธอร์รู้สึกดีใจไปกับเพื่อนใหม่  และรู้สึกโล่งใจไปในตัว  อย่างน้อยๆวันนี้เพื่อนคนที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดก็พ้นจากบุคคลอันตรายแล้ว

        ใช่...เสียดายที่มันเป็นได้แค่เกือบเท่านั้น

        ในระหว่างที่อาเธอร์กำลังร่วมกลุ่มอยู่กับเพื่อนร่วมห้องที่เหลืออีกสองคนคืออดัมและลูธ  พวกเขากำลังตั้งตารางฝึกในแบบของตัวเอง  และในตอนนั้นเองที่อาเธอร์แอบไปได้ยินคนในหน่วยซุบซิบกับเรื่องคู่ประลองในจัตุรัสกลางเมืองS.F  ข้อมูลที่ได้ยินจากการซุบซิบนินทาของคนในหน่วยทำให้อาเธอร์แทบจะเคลื่อนย้ายตัวเองลงไปที่จุดเกิดเหตุ  ติดที่ว่าเขาจะใช้พลังส่งเดชไม่ได้  สิ่งที่ทำได้คือการวิ่งบึ่งรีบลงไปที่เวทีประลองกลางเมืองพร้อมเพื่อนๆอีกสองคนทันที

        ตึก!  ตึก!  ตึก!

        เสียงฝีเท้าหนักๆของอาเธอร์และผองเพื่อนดังขึ้นตลอดเส้นทางที่มุ่งตรงไปยังจัตุรัสใจกลางเมือง  อาเธอร์วิ่งนำเพื่อนคนอื่นๆไปไกล  ในใจก็นึกภาวนาอย่าให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในวันที่ควรจะมีแต่ความสงบสุขแบบนี้เลย

        ไม่นานเขาก็มองเห็นกลุ่มคนมากมายกำลังยืนมุงดูการประลองของเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนคนที่อาเธอร์เป็นห่วงมากที่สุด  เสียงเชียร์โห่ร้องดังขึ้นเมื่ออาเธอร์วิ่งเข้าไปใกล้  เขาแหวกทางฝ่าฝูงชนจำนวนมากอย่างยากรลำบาก  ในที่สุดเขาก็มาถึงขอบเวที  เขาเห็นเซลีนและพวกสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ห้ากำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ

        “นี่มันเกิดอะไรขึ้น...!”  อาเธอร์รีบระดมคำถามใส่เซลีนทันที  แต่เด็กสาวดูจะไม่สนใจคำถามของเขาเลย  เธอเอาแต่กอดอกและมองการต่อสู้ของเด็กหนุ่มทั้งสองไม่วางตา

        อาเธอร์รู้สึกหงุดหงิดที่ถูกเมิน  เขาแทบจะลืมไปเลยว่าคนที่เขากำลังพูดด้วยอยู่นั่นคือเซลีน  ทาร์เซีย  บุคคลที่เขาหวั่นเกรงมากที่สุด  อาเธอร์เกือบจะหมดความอดทนกับท่าทีเย็นชาของเด็กสาว  แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรที่เป็นการฆ่าตัวตายลงไป  ฝ่ามือของลูธก็ดึงไหล่เขาเอาไว้  อาเธอร์หันกลับไปและพบเพื่อนร่วมห้องทั้งสอง  อดัมและลูธต่างส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้อาเธอร์ใจเย็นลงหน่อย

        เซลีนไม่ตอบคำถามอาเธอร์  และนอกจากนั้นเธอยังไม่มีท่าทีสนใจการมาถึงของเพื่อนร่วมหน่วยคนอื่นๆเลยแม้แต่น้อย  สายตาแหลมคมของเธอกำลังเพ่งมองการต่อสู้บนเวที

        “ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”  ลูธหันไปถามสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 5 ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆเซลีน  พวกสมาชิกหน่วยที่ 5 นั้นมีสีผมที่ซีดเซียวเป็นเอกลักษณ์ที่ทุก  เมื่อคุณมองเห็นคนผมขาวเดินไปเดินมา  คุณก็สามารถรู้ได้ในทันที่ว่าคนคนนั้นเป็นหนึ่งในสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 5

        ไรอันไม่ตอบอะไร  เขามีท่าทีเย็นชาไม่ต่างไปจากเซลีนสักเท่าไร  ลินาถอนหายใจให้กับความเคร่งขรึมของเพื่อนร่วมหน่วย  และเป็นฝ่ายตอบคำถามให้ผู้สงใส

        “ก็จาเร็ตน่ะสิ  บอกว่าจะทดสอบประสิทธิภาพของดาบใหม่และฝึกการต่อสู้ให้โลแลน”  ลินาทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ  “แล้วมันก็กลายเป็นแบบนี้!...จาเร็ตอยากจะโชว์ฝีมือมากกว่า  ก็เลยลากโลแลนไปเป็นคู่ประลอง  เป็นความผิดของตาบ้านั่นคนเดียวเลย!

        ลูธและอดัมมองหน้ากัน  สีหน้าของทั้งคู่ไม่ได้ดูดีไปกว่าอาเธอร์เลย

        พวกเขาต่างรู้ดี  ว่าโลแลนยังคงติดโทษอยู่กับคดีส่วนตัว  ซึ่งพวกสมาชิกสภาหลายคนต่างจับตาดูพฤติกรรมความประพฤติของเขาอยู่  ถ้าหากในครั้งนี้โลแลนก่อความวุ่นวายขึ้นมาอีก  พวกสมาชิกสภาคงจะไม่เอาโลแลนไว้แน่  เรื่องพวกนี้อาเธอร์และเพื่อนๆของเขาต่างรู้ดี  เพราะอย่างนั้นตลอดมา  พวกเขาถึงได้คอยจับตาดู  ไม่ให้โลแลนไปก่อสงครามกับเพื่อนข้างบ้านอย่างพวกสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 1

        แต่ปัญหามันจะยังเกิดขึ้น  ถ้าคนที่ควรจะให้ความช่วยเหลือช่วยดูแลโลแลนอย่างจาเร็ตเป็นฝ่ายไปก่อเรื่องเสียเอง

        อาเธอร์ให้คำมั่นกับตัวเอง  เมื่อการประลองไร้สารี่จบลงเมื่อไร  คนแรกที่จะต้องโดนกระทืบจนหมดสภาพ...คนคนนั้นต้องเป็นเพื่อนร่วมห้องตัวดีของเขา  จาเร็ต  ร็อบเบียร์!

        เสียงการเข้าปะทะกันของสองคู่ต่อสู้บ่นเวทีประลองยังคงดังขึ้นเรียกเสียงโห่ร้องชอบใจจากผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดี  อาเธอร์มองดูสองเพื่อนสนิทหันคมดาบอันตรายใส่กันเอง  ซึ่งมันคงจะดีกว่าถ้าผู้ประลองคนหนึ่งไม่ใช่เพื่อนคนที่เข้าเป็นห่วงมากที่สุด  และอีกคนเป็นเพื่อนคนที่เขาอยากจะบีบคอส่งไปยมโลกมากที่สุด...เพื่อนทั้งสองของเขาลงดาบใส่กัน  แบบ...ใส่แรงเต็มที่เลยน่ะ  หากคนใดคนหนึ่งตั้งรับไม่ทัน  คมดาบแหลมของอีกฝ่ายก็จะตวัดใส่ร่างกายของอีกฝ่ายทันที  ใครเสียท่าก่อนก็อาจจะโดนโจมตีจนร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส

        อาเธอร์ไม่เชียร์ให้ใครชนะทั้งนั้น  ในใจของเขาตอนนี้กระวนกระวายจนแทบจะอยู่ไม่สุขอยู่แล้ว  ถ้าเป็นไปได้อาเธอร์ก็อยากจะกระโดดขึ้นไปบนเวทีแล้วประกาศยุติการประลองเสียตอนนี้เลย  แต่เพราะเขาไม่มีอำนาจนั้น  และถ้าเขาทำแบบนั้นมีหวังเขาคงได้เป็นคนสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่องในสายตาของสมาชิกศูนย์วิจัยคนอื่นๆในที่นี้แหงๆ  เขาอาจจะถูกรุมกระทืบต่อจากนั้น  ต่อให้รู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาเป็นยังไง  อาเธอร์ก็ยังอยากที่จะยุติการต่อสู้นี้อยู่ดี  เขาทนมองเพื่อนฟาดดาบใส่กันไม่ได้   และถ้ายิ่งคนที่เสียเปรียบเป็นโลแลนที่ไม่รู้เพลงดาบด้วยแล้ว  อาเธอร์ยิ่งอยากจะยุติการต่อสู้ในทันที

        พลั่ก!

        จาเร็ตใช้ปลายเท้าเตะตวัดเข้าที่สีข้างของโลแลน  อาเธอร์มองดูเพื่อนของเขาถูกลูกเตะของเพื่อนอีกคนลอยไถลไปกับพื้นเวที  สีหน้าเจ็บปวดของโลแลนทำให้อาเธอร์สติแตก  พอที...เขาไม่ทนอีกต่อไปแล้ว

        อาเธอร์ก้าวขาไปข้างหน้าได้ไม่กี่ก้าว  เพื่อนๆร่วมห้องที่ยืนอยู่ข้างๆก็พุ่งมารวบตัวเขาเอาไว้  อาเธอร์ดิ้นไปมาอย่างเหลืออด

        “ปล่อยฉันนะ!  ฉันจะไปพาโลแลนกลับหน่วย  พอที!...ฉันไม่ทนอีกแล้ว!

        ลูธดึงแขนข้างหนึ่งของอาเธอร์เอาไว้  แรงของเพื่อนคนนี้มีมากล้นจริงๆ  แรงบีบที่แขนของเขาอาจจะทำให้กระดูกแขนของอาเธอร์แตกเป็นเสี่ยงๆได้

        “ใจเย็นๆก่อนอาเธอร์!  ตอนนี้นายทำอะไรไม่ได้หรอกน่า  อย่าเพิ่งหัวเสียสิ  มันก็เป็นแค่การประลองฝีมือเท่านั้นเอง!”  ลูธพยายามพูดห้ามปรามแต่อาเธอร์ก็ไม่ยอมหยุดดิ้น

        อดัมดึงแขนอีกข้างของอาเธอร์เอาไว้  “ใช่แล้ว  นายต้องใจเย็นลงหน่อยนะพวก!...อย่างที่ลูธบอก  มันเป็นแค่การประลอง  ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกน่า...”

        เปรี้ยง!!

        “โอเค มันร้ายแรงแล้วตอนนี้...”  อดัมว่าพลางมองไปยังต้นเสียงซึ่งดังมาจากบนเวที!

        ไม่มีใครนึกอยากให้การประลองเล็กๆน้อยกลายเป็นการนองเลือด...แน่นอนว่าตัวอาเธอร์เองก็ด้วย  ทุกสายตาในที่นั้นจับจ้องไปที่คู่ต่อสู้บนเวที  หลายคนถึงกับอึ้งค้างไปเมื่อเห็นสภาพของเวทีและคู่ประลองทั้งสอง  สำหรับอาเธอร์และเพื่อนๆของเขานั้น  มันไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่มันเป็นความหายนะ!  หายนะจริงๆเลย...ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรกับภาพที่เห็นตรงหน้า    พวกเขาต่างเข้าใจกันในทันที

        ...ว่างานนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียแล้ว...

       

        การประลองทางด้านบนของเวที

        :  โลแลน  สตาฟเฟอร์

        การถูกเพื่อนร่วมห้องถีบกระเด็นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดที่โลแลนเคยประสบพบเจอมา  หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าโลแลนเคยทำให้สัตว์ทดลองลิงบ้าหมายเลข 1 หายไปต่อหน้าต่อตามาแล้ว  หายไปแบบ...หายไปทั้งตัวเลยน่ะ  แต่ประสบการณ์การต่อสู้ในครั้งนั้นก็ไม่ได้ขัดเกลาให้โลแลนการกลายเป็นนักรบ  ที่ยิ่งไม่ใช่ก็คือผู้นำ  ไม่เลย...ยิ่งถ้าคนที่เคยเชื่อว่าโลแลนจะเป็นคนยิ่งใหญ่แบบนั้นได้มาเห็นสภาพของโลแลนในตอนนี้  เชื่อเลยว่าคนเหล่านั้นต้องผิดหวังอย่างแรง  และคนเหล่านั้นอาจจะบอกลาการติดตามโลแลนไปเลย  เขาแค่หวังว่าพวกคุณจะไม่เป็นแบบนั้นไปด้วย

        ในเวลาเดียวกันโลแลนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถูกส่งมาจากสามจุดพร้อมกัน  หนึ่งคือจากคู่ต่อสู้ของเขาจาเร็ต  สองคือจากผู้ชมขอบเวที  และสาม  ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้โลแลนเสียสมาธิมากที่สุด  สายตาไม่ปรารถนาดีของเซลีน  เธอมองเขาตาไม่กระพริบ  คำๆนี้เมื่อนำมาใช้กับเซลีนมันจะกลายเป็นจับตามองแบบเอาถึงตาย

        ถ้าโลแลนทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรลงไป  เธอก็เล่นงานเขาเลย...  จาเร็ตพูดแบบนั้นกับเซลีน

        คำพูดนั้นทำให้โลแลนวิตกมากกว่าเก่า  กลัวว่าตัวเองจะทำอะไรที่เกินกว่าเหตุในสายตาของเซลีน  ทำไมเขาต้องประสาทหลอนกับคำพูดนั้นขนาดนี้น่ะหรือ...เพราะเซลีนสามารถกระชากวิญญาณของโลแลนไปยัดใส่ขุมนรกได้ในทันทีหากเขาทำให้เธอไม่พึงพอใจ  และเชื่อเถอะ  โลแลนหมายความตามที่พูดทุกประการเลย

        การประลองกินเวลานานขึ้นเรื่อยๆ  จากวินาทีเป็นนาที  จากหนึ่งนาทีเป็นสองนาที  และก็เพิ่งขึ้นเรื่อยๆ  การประลองดาบดูเหมือนไม่มีเวลาสิ้นสุด  ทั้งที่โลแลนอยากจะให้มันจบลงเร็วๆแท้  เขาน่าจะยอมแพ้แล้วยุติเรื่องวุ่นวายนี้ซะ  แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น  ด้วยเหตุผลไร้สาระบ้างอย่าง  มันบอกโลแลนว่าถ้าหากเขายอมแพ้ทั้งๆที่ยังไม่หมดแรงนั่นจะเป็นการหยามเกียรติคู่ประลองที่กำลังสนุกกับการได้ไล่กระทืบโลแลน

        เสียงคมดาบแหลมปะทะกันดังสนั่น  ผู้คนในรัศมี 50 เมตรแถวนั้นต่างให้ความสนใจกับคู่ประลองบนเวทีจนโลแลนเริ่มรู้สึกอึดอัด (ที่จริงก็อึดอัดตลอดแหละ)

        จาเร็ตฟาดดาบอันตรายใส่โลแลนไม่ยั้ง  ทั้งท่วงท่าการเคลื่อนไหว  การโจมตี  กริยาเหล่านั้นทำให้โลแลนเริ่มไม่มั่นใจว่าจาเร็ตแค่อยากจะฝึกการต่อสู้ให้เขาหรืออยากจะฆ่าเขาจริงๆกันแน่  แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน  โลแลนก็กำลังลำบาก  อย่างที่รู้ๆกันว่าโลแลนไม่ใช่นักสู้  และคงจะไม่มีทางเป็นได้  โลแลนนึกชื่นชมพวกนักรบโบราณที่ต้องฝืนทนการฝึกและการต่อสู้เพื่อบ้านเมืองของตน  คนพวกนั้นฝีมือ และชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะความแข็งแรงและพลัง  ซึ่งของเหล่านั้นแทบจะหาในตัวโลแลนไม่ได้เลย

        หลายครั้งที่โลแลนเสียท่าให้จาเร็ต  เขาได้แต่ถอยหลับตั้งดาบรับ  และทำแบบนั้นสลับกันไปเรื่อยตามสถานการณ์  ทุกครั้งที่จาเร็ตเปิดโอกาสให้เขา  โลแลนก็ลังเลเกินกว่าจะบุกเข้าโจมตีคู่ต่อสู้ตรงๆ

        มือทั้งสองข้างของโลแลนยังคงกำด้ามดาบแน่น  ตั้งแต่ได้ปะทะคมดาบกับจาเร็ตครั้งแรก  โลแลนก็รับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพเหนือชั้นของดาบเล่มใหม่นี้ได้เลย  ถ้ามันไม่มีประสิทธิภาพจริงๆ  ป่านๆโลแลนคงถูกดาบของจาเร็ตกะซวกไปนานแล้ว

        ตอนนี้ทั้งสองกำลังยืนห่างจากกัน  เรียกได้ว่าเป็นระยะพักศึก  ซึ่งก็คงใช้เวลาไม่นาน  เพราะการต่อสู้กินเวลานานพอสมควร  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ร่างกายจะร้องขอเวลาพักหอบหายใจ  จาเร็นยืนตัวตรงแต่ก็ยังหอบหายใจหนักๆอยู่ดี  โลแลนมีสภาพไม่ได้ดีไปกว่ากัน  เขายันปลายดาบกับพื้นเวทีเพื่อนช่วยในการทรงตัว  เข้าใจความหมายไหม...นั่นหมายถึงโลแลนหมดกำลังมากเกินไปแล้ว  เห็นทีการฝึกนี้จะยุ่งยากและกินแรงมากกว่าการฝึกทรมานตนของเซลีนเสียอีก

        “นี่จาเร็ต”  โลแลนเรียกคู่ต่อสู้เสียงเบา  แต่ก็ดังพอให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยิน  “ฉะ  ฉันว่า  พอแค่นี้เถอะ...ฉันได้รับความรู้เต็มเปรี่ยมเลยวันนี้”

        จาเร็ตเบ้หน้า  “ยุติน่ะง่ายนิดเดียว  แต่ฉันยังไม่พอใจ...หมายถึงนายยังได้รับความรู้จากฉันไม่เพียงพอ  เท่าที่สังเกต  นายยังลังเลที่จะโจมตีฉันอยู่เลย...แบบนั้นอาจารย์หน้าเด็กคนนี้รับไม่ได้!

        โลแลนถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย  เขาสามารถล้มลงและนอนแผ่อยู่กับพื้นเวทีต่อหน้าผู้คนหลายสิบคนตรงนี้ได้เลย  แต่เพราะจาเร็ตไม่ยอมหยุด  ซึ่งนั่นหมายความว่า  เขาจะไม่หยุดจนกว่าโลแลนจะทำตามที่เขาต้องการ  ซึ่งก็คือการโจมตีเขาตรงๆ

        ยากแฮะ...  โลแลนคิดในใจ  ชีวิตปกติทุกวันโลแลนก็ไม่ใช่คนที่ชอบความรุนแรงเสียด้วยสิ

        จาเร็ตพุ่งเข้าใส่โลแลนอีกครั้ง  ในครั้งนี้โลแลนตั้งรับอย่างเหนียวแน่น   คมดาบทั้งสองเข้าปะทะกันส่งเสียงดัง  จาเร็ตกดปลายดาบลงด้วยแรงที่มากขึ้น  แล้วเขาก็กระซิบบางอย่างที่ข้างหูของโลแลน  เป็นคำขู่น้อยๆที่ทำให้โลแลนกลายเป็นปลาอ้าปากพะงาบๆหายใจ

        “ถ้านายปอดมาก  เรามาเล่นข้อตกลงแรงๆหน่อยเป็นไง”  จาเร็ตพูดแบบนั้นในตอนแรกพร้อมแสยะยิ้มชั่วร้ายในสายตาโลแลน  “...เช่นว่า  ถ้านายไม่เอาจริงซะที  ฉันจะเอาความคิดแย่ๆของนายไปบอกเซลีนและคนอื่นๆให้หมด  ทั้งเรื่องที่นายมองแอร์วี่ยังไง  และเรื่องที่นายมักจะแอบด่าเซลีนในใจทุกๆเย็น  อะไรแบบนี้น่ะ...”

        ม่ายยยยยยยยย...!!

        สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่โลแลนอยากจะทำก่อนตายคือการเอาความลับทั้งหมดทั้งมวลของตนเองไปเปิดเผยให้สาธารณะชนชาวโลกรับรู้  ไม่มีทาง  เซลีนจะต้องไม่มีวันรู้ว่าโลแลนแอบนึกสบถด่าเธออยู่ตลอดเวลา และใครอีกหลายๆคนจะต้องไม่รู้ถึงความลับน่าอับอายมากมายของโลแลน  เพียงเพราะจาเร็ตเป็นคนเอาเรื่องทั้งหมดนั้นไปประกาศ

        “ว่าไง...ข้อเสนอน่าสนใจเนอะ”  จาเร็ตพูด  เขากดดาบลงมาที่คอหอยของโลแลนแรงขึ้น  ปลายดาบแหลมคมนั้นแทบจะเฉือนเนื้อของโลแลนไปแล้ว  แต่เขาก็ออกแรงเสยดาบขึ้น  ปัดคมดาบของจาเร็ตออกจากวิถีอันตราย  ข้อเข่าของโลแลนพับเข้าหากัน  พร้อมกันนั้น  เขาก็ถีบส้นเท้าเข้าใส่ที่ท้องของจาเร็ตอย่างจัง  แรงนั้นทำให้จาเร็ตไถลออกไปไกลพอสมควร  เสียงเชียร์ดังขึ้นอีกครั้ง  ทุกคนดูตื่นตากับการตอบกลับของโลแลน  จาเร็ตที่เป็นฝ่ายถูกกกระทำเองก็ยังยิ้มออกมาอย่างพอใจ...รู้ไหม  ตอนนี้จาเร็ตดูเหมือนพวกกระหายความตายเลย  เขาควรจะไปเข้าร่วมในเทศการโดนกระทืบประจำปีที่โรงเรียนประจำของโลแลนนะ  รับรองว่าจาเร็ตต้องเป็นผู้ชนะแน่นอน

        “ดีมากน้องชาย  ต้องหนักแน่นและไม่ลังเลแบบนี้”  จาเร็ตพูดทั้งรอยยิ้ม  มือข้างหนึ่งของเขากุมไว้ที่ท้องบริเวณที่ถูกโลแลนถีบกระเด็น  “รู้สึกว่า  ถ้าฉันทำตามที่พูดจริงๆ  นายคงจะเอาจริงมากกว่านี้สินะ...”

        โลแลนไม่พูดอะไร  เพราะร่างกายของเขากำลังเกร็งกระตุก  ไม่ใช่เพราะความโกรธหรือความกลัว  แต่เป็นเพราะอะไรบางอย่างที่ไหลวนเวียนอยู่ในร่างของเขากำลังเป็นเดือดเป็นแคลนแทนเขาอยู่  โลแลนมั่นใจว่ามันคือพลังเฮ็งซวยที่ชอบทรยศผู้ใช้อย่างเขาอยู่เรื่อยๆ  ต้องเป็นสิ่งนั้นแน่นอน...นั่นไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลย  ครั้งสุดท้ายที่พลังของเขาระเบิดออกมาโดยที่เขาไม่สามารถควบคุมได้  คือตอนที่เขาอยู่รวมกับกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ  ซึ่งผลที่ได้ก็ทำให้พวกเขาทั้งหมดต้องบูรณะห้องกันยกใหญ่

        พ่อของเขาเคยบอกว่า  พลังจิตจะขึ้นตรงกับจิตใจของผู้ใช้  พูดง่ายๆก็คือ  พลังนั้นจะถูกควบคุมโดยจิตใต้สำนึกดีชอบของผู้ใช้  เช่นว่า  ถ้าโลแลนเกิดอามรณ์เสียหรือไม่ก็โกรธจัด  พลังนั้นอาจจะทำงานขึ้นมาเอง  เรียกได้ว่าเป็นพลังที่สามารถทำงานด้วยตัวเองในช่วงที่ผู้ใช้กำลังจิตตก...แต่นั่นเป็นแค่การทำงานพื้นฐานของพลังเท่านั้น  ยังไงซะพลังก็ต้องถูกควบคุม  และผู้ที่จะควบคุมมันได้ก็มีแต่ผู้ใช้อย่างโลแลน  แน่นอนว่าถึงเขายะโกรธจัดหรือกำลังอารมณ์เสียรุนแรง  แต่ถ้าเขามีสติมากพอพลังเหล่านั้นก็จะมี่สิทธิออกมาระเบิดห้องพักในละแวกนั้นเล่น

        แต่ที่ตลกที่สุดก็คือ  ไอพลังอันตรายของโลแลนนี้เป็นเหมือนเด็กดื้อที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของผู้ใช้อย่างโลแลน  ประมาณว่ามันนึกอยากจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่มันต้องการ  เพียงแค่สภาพจิตใจของโลแลนย่ำแย่ลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

        และการที่จาเร็ตพยายามพูดข่มเขาด้วยคำขู่ที่ทำให้โลแลนสติหลุดออกจากร่าง  นั่นก็ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นการระเบิดของพลังเฮ็งซวยในร่างของโลแลนได้เป็นอย่างดี

        เยี่ยม!  ทีนี้ไม่ใครอยากกินระเบิดเล่นเป็นมื้อเย็นบ้าง...โลแลนอยากจะถามแบบนั้นกับผู้ชมรอบเวที  แต่เขาก็กำลังจิตตกเกินกว่าจะทำเช่นนั้น

        “เอาเลย  ฉันเชื่อว่านายมีดีกว่านี้”  จาเร็ตพูดยุยง  “แสดงให้ผู้คนได้เห็นหน่อย...”

        โลแลนอยากจะบอกปฏิกิริยาผิดปกติของพลังในร่างกายให้จาเร็ตได้รับฟัง  เผื่อว่าบางทีจาเร็ตอาจจะยุติการประลองและป่าวประกาศให้ผู้คนรอบเวทีรีบหนีเอาตัวรอดก่อนที่พลังอันตรายของโลแลนจะทันได้ทำให้อะไรแถวๆนี้ระเบิดตูมตาม  เป็นเทศการบูรณะเมื่อครั้งมโหฬาร

        ทว่าก่อนที่โลแลนจะทันได้ปริปากบอกจาเร็ตถึงความผิดปกติในร่างกาย  จู่ๆความรู้สึกหนักหน่วงทั่วร่างก็มลายหายไป  ราวกับสายลมที่ถูกพัดผ่านแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว  โลแลนไม่รู้สึกถึงแรงกดดันและพลังอันตรายที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายอีกต่อไปแล้ว  มันหายไปแล้ว  แบบหายไปจนหมดเลยน่ะ  โลแลนชะงักไป  เขาควรจะดีใจที่วันนี้จะไม่มีอะไรระเบิดตูมตาม  แต่เขากลับไม่รู้สึกอย่างนั้น  มันให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ  คล้ายๆว่ามันอาจจะเป็นพายุหลังฝนตก  ที่สามารถระเบิดบึ้มขึ้นมาเมื่อไรก็ได้   ยิ่งในตอนนี้ที่โลแลนถอดแหวนสะกดพลังออกไปถึงสามวง  (แต่ก็ยังเหลือแหวนอีกบานบนข้อนิ้วมือที่เหลือของเขา)  นั่นยิ่งทำให้โลแลนไม่สบายใจ  และเริ่มกลัวตัวเองขึ้นทุกที  แหวนที่เหลือที่สิบกว่าวงจะไม่ช่วยควบคุมพลังอันตรายของเขาเลยหรือไง  สรุปแล้วเขายังเป็นมนุษย์อยู่ไหม...หรือว่าไม่!

        “เอ้า!  บุกเข้ามา!”  ถึงจะพูดแบบนั้น  แต่ฝ่ายที่บุกเข้ามาคือจาเร็ตเองต่างหาก  โลแลนตวัดดาบเข้าใส่จาเร็ตที่พุ่งมาด้วยความเร็วหมายจะสนองคุณคำท้าให้โจมตี  แต่จาเร็ตก็ว่องไวเอามากๆ  เขาก้มตัวหลบและอัดสันดาบใส่โลแลนกลับทันที  ซึ่งโลแลนก็อาจจะกลายเป็นเนื้อบดไปจริงๆแล้วถ้ามือของเขาไม่ไวพอที่จะ ยกดาบในมือขึ้นมาป้องกัน

        เสียงประดาบของทั้งสองดังสนั่น  ทำเอาผู้คนในละแวกนั้นหยุดชะงักไปหลายนาที

        “เยี่ยมเลย  เยี่ยมมาก...การโจมตีหนักแน่นแบบนี้แหละที่ฉันต้องการ”  จาเร็ตบอก  “เล่นอีกสิ  ถ้านายไม่เล่นพลังที่มีคงจะแพ้ฉันยับเยินแน่เลยล่ะ”

        คำพูดของจาเร็ตจี้ใจดำโลแลนเข้าอย่างจัง  อีกสิ่งหนึ่งที่โลแลนเกลียดนอกจากการถูกมองเป็นตัวประหลาดแล้วก็คือการพ่ายแพ้  และที่เกลียดยิ่งกว่าก็คือการโดนดูถูกก่อนที่เขาจะพ่ายแพ้

        โลแลนเกร็งกำลังแขนเพื่อนยันดาบของจาเร็ตออกไป  รอยยิ้มหนึ่งค่อยๆปรากฏบ่นใบหน้าของเขา  เป็นรอยยิ้มที่ดูกระหายสงครามและบ้าเลือด  “ดูถูกกันนี่จาเร็ต...”

        จาเร็ตยักไหล่  ดูท่าทางเขาจะยังไมสังเกตเห็นท่าทีผิดแปลกของโลแลน  “ฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองดูผิดหรอกนะ  แค่เพราะนายมาใหม่ไม่ได้หมายความว่านายจะสู้ไม่เป็น  มันขึ้นอยู่กับว่านายจะปอดแหกมากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง  ถ้าไม่ฉันก็เชื่อว่านายสามารถเอาชนะฉันได้  แต่เดิมพลังของนายก็เป็นที่น่าตกใจอยู่แล้ว  ทว่าพวกที่มีพลังดีๆแต่กลับไม่สามารถใช้มันได้  ก็คงไม่ต่างจากพวกพิการไร้แขนขานั่นแหละ!

        “ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น!”  โลแลนโวยกลับ  แต่แทนที่จาเร็ตจะเงียบปาก  เขากลับยิ่งตอกย้ำโลแลนเข้าไปอีก  นั่นเขากำลังยั่วโมโหโลแลน!

        “ไม่แน่นอน!  ถ้านายแสดงให้ฉันเห็นน่ะนะ”

        โลแลนกำดาบแน่นเพราะโทสะ  เขาพยายามตั้งสติและระบายลมหายใจออกช้าๆเพื่อที่จะได้ใจเย็นลงหน่อย  เขาคิดว่าเขาเข้าใจสิ่งที่จาเร็ตพยายามทำ  จาเร็ตก็แค่พยายามยั่วโมโหโลแลน  ทำให้โลแลนสติแตก  เมื่อเป็นแบบนั้นโลแลนก็อาจจะลงมือซัดกับเพื่อนร่วมห้องคนนี้แบบจริงๆจังๆเสียที...ไม่มีทาง  โลแลนไม่มีทางหลงไปกับคำยั่วยุหรอก  เสียใจจาเร็ต...เขาต้องไม่ทำตามแผนการเล่นสนุกของจาเร็ต  ดังนั้นเขาต้องใจเย็นเข้าไว้  อดทน  ต่อให้จาเร็ตจะระดมคำดูถูกร้อยแปดใส่เขาก็ตาม  ใช่เลย...แต่ว่าบางทีมันก็เกินไป

        “ไม่นายทำไม่ได้หรอก  นายน่ะอ่อนแอเกินไป  ใช่!  เป็นแบบนั้นเลย  แค่ดูจากภายนอกฉันก็รับรู้ได้แล้ว!”  จาเร็ตพูดยั่วยุโลแลนมากกว่าเดิม  “นายมันไม่มีความกล้า  นายน่ะเป็นแค่เจ้าหนูปอดแหกตัวหนึ่งเท่านั้นเอง!...”

        พอที!  โลแลนไม่ทนแล้ว...!

        “ได้เลย!  ถ้านายพูดถึงขนาดนั้น  พวกเราก็ลืมเรื่องทดสอบบ้าบออะไรนั่นไปซะ  แล้วมาซัดกันแบบจริงๆจังๆดีกว่า!”  โลแลนพูดอย่างเหลืออด

        จาเร็ตฉีกยิ้มกว้าง  แสดงให้เห็นว่าเขาพอใจกับคำพูดของโลแลนเป็นที่สุด  จาเร็ตพุ่งตัวเข้าหาโลแลนอย่างรวดเร็ว  และในครั้งนี้โลแลนก็ไม่คิดจะหลบการโจมตีแต่อย่างใด  กลับกัน  เขายกดาบขึ้นและเตรียมจะฟาดดามของตนใส่จาเร็ตที่พุ่งเข้ามาบ้าง

        แต่แล้ว  ก่อนที่ดาบของทั้งคู่จะเข้าปะทะกับ  จาเร็ตก็พลันเบิกตากว้าง  สีหน้าของเขาแตกตื่นอย่างรวดเร็ว  เขากลิ้งตัวหลบออกจากวิธีดาบของโลแลนได้ทันก่อนที่ดาบของโลแลนจะเฉือนเนื้อแขนของเขาไป

        เปรี้ยง!...

        เสียงหนึ่งดังขึ้น  ราวกับเสียงฟ้าผ่า  ผู้คนในละแวกนั้นถึงกับยืนตัวแข็งเป็นรูปปั้นไปเลย

        โลแลนมองดูเหตุการณ์อยู่ตลอด  ในตอนแรกสุด  เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น  และใครเป็นต้นเหตุของเสียงปริศนา...แต่แล้วไม่นาน  เขาก็ได้รู้ว่า  บุคคลที่ก่อเรื่องทั้งหมดคือตัวเขาเอง  (ตลอดแหละ...)  โลแลนมองตรงไปข้างหน้า  สิ่งที่เห็นคือพื้นเวทีที่แตกระเบิดออกเป็นเส้นตรงราวกับว่ามันถูกวัตถุหนักและมีคมตัดผ่าจนมีสภาพยับเยิน  รอยแตกนั้นเฉียดร่างของจาเร็ตไปเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น  ถ้าจาเร็ตไม่เอียงตัวหลบไปก่อน  ป่านนี้เราคงไม่ได้เห็นแม้แต่ศพจาเร็ต  ร็อบเบียร์

        จาเร็ตดูหวาดผวามากขึ้น  สีหน้าแบบนั้นทำให้โลแลนนึกถึงเรื่องในตอนที่เขาระเบิดห้องพักหมายเลข 7 ในตอนนั้นจาเร็ตก็มีท่าทีแตกตื่นเหมือนในตอนนี้ทุกประการ

        เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นบนในหน้าของจาเร็ต  เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากและชี้นิ้วมาที่ดาบของโลแลน  “พะ  พวก  ดาบของนาย  มัน...มันแบบว่า”

        โลแลนขมวดคิ้วงงๆและก้มลงไปมอง  เขาพบว่าตัวเองได้ก่อเรื่องครั้งมโหฬารอีกแล้ว  ที่ตัวดาบของโลแลนปรากฏกระแสพลังสีเทาซึ่งเข้มขึ้นกว่าการระเบิดของพลังครั้งที่แล้ว  พลังนั่นแล่นไปในรูปของเส้นใย  และส่งเสียงเปรี๊ยะๆเหมือนม่านกระแสไฟฟ้าสีเทาที่ห่อหุ้มดาบของโลแลนเอาไว้  เขารู้ได้ในทันทีว่ารอยแตกบนพื้นเวทีเป็นความผิดของเขา...พูดให้ถูก  มันเป็นเพราะพลังเฮ็งซวยของเขาต่างหาก  ดูเหมือนมันจะทรยศเขาที่เป็นผู้ใช้อีกครั้งแล้ว  โลแลนไม่รู้ว่าผู้ใช้พลังพิเศษสามารถลงโทษพลังของตัวเองได้หรือเปล่า  และถ้าทำได้  โลแลนก็จะทำมันเดี๋ยวนี้เลย

        เปรี๊ยะ!  เปรี๊ยะ!

        กระแสพลังตัวดีของโลแลนเกาะอยู่ดาบคมดาบของเขาและส่งเสียงปริแตก  ทว่าตัวดาบกลับไม่มีท่าทีว่าจะเสื่อมสภาพหรือสลายไปอย่างที่ควรจะเป็น  อย่างที่รู้ๆกันว่าพลังของโลแลนสามารถทำให้สิ่งของและสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่สัมผัสตัวเขาในตอนที่ควบคุมพลังไม่ได้  (เหมือนตอนนี้)  สิ่งของเหล่านั้นจะถูกบิดผันให้มีสภาพยับเยินและสลายหายไปแบบไม่เหลือเศษซาก  แต่ไม่ใช่กับดาบเล่มใหม่ของโลแลน  เพราะนอกจากตัวดาบจะไม่ได้รับความเสียหายใดๆแล้ว  โลแลนยังรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ดีกับพลังที่กำลังจะระเบิดออกมา...ดีเลย  ทีนี้ทั้งดาบและพลังของเขาก็พร้อมใจกันทรยศอย่างเต็มรูปแบบแล้ว  งานนี้จบไม่สวยแหง...

        “อะ  อะ..เอ่อ”  ผู้ประกาศหนุ่มยืนถือไมล์ค้าง  จากภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  โลแลนก็คิดว่ามันเป็นกิริยาท่าทางที่เหมาะสมแล้วสำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นพลังของเขามาก่อน

        โลแลนหันไปรอบๆ  และพบว่าเขากำลังตกเป็นเป้าสายตาของผู้ชมข้างเวที

        ดาบในมือโลแลนยังคงส่งเสียงร้องเพราะกระแสพลังที่ไหลวนอยู่รอบๆ  โลแลนไม่รู้ว่าจะหยุดมันได้ยังไง  เขาทิ้งดาบลงกับพื้นเวที  ซึ่งทันทีที่ดาบหลุดจากมือของเขา  ทั่วทั้งด้ามดาบก็ไร้ซึ่งกระแสพลังที่เคยหมุนวนอยู่รอบๆ  โลแลนตั้งสมาธิสุดตัวและพยายามสูดหายใจเข้าออก  ทำทุกวิธีทางเพื่อให้ได้สติและสงบความวุ่นวายเอาไว้ไม่ให้พลังอันตรายของเขาระเบิดออกมากลางเวทีและทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์หลายร้อยคนที่อาศัยอยู่ใต้พื้นโลกแหลกสลายหายไปเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสกปรก

        “โห  แบบนี้ฉันขอยอมแพ้เลยเพื่อน  ไม่คิดว่านายจะเล่นไม้นี้”  จาเร็ตพูดพลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

        โลแลนหันไปถลึงตาใส่เพื่อนปากดี  และก็ต้องฝืนกลั้นไม่ให้ตัวเองโมโหจนเกินตัวและเผลอจัดปาร์ตี้ระเบิดตูมตามขึ้นกลางเมืองใต้พิภพ

        กระแสพลังหายไปจากดาบ  ที่จริงมันไม่มีรูปร่างแสดงออกมาให้เห็นอีกแล้ว  แต่ถึงอย่างนั้นโลแลนก็ยังรู้สึกได้ถึงชนวนร้ายแรงที่กำลังวิ่งวนเวียนไปมาอยู่ในร้างกายของเขา  ประมาณว่าพลังของเขายังไม่สงบลง  หมายถึงยังไม่สงบดี...และนั่นแหละที่เป็นปัญหา

        พ่อของโลแลนเคยบอกว่า  พลังจิตเป็นพลังที่จะทำงานโดยผ่านความคิกและความรู้สึกลึกๆของผู้ใช้  เมื่อนำมาตีความหมายและทำความเข้าใจด้วยเวลาอันสั้นแล้ว  โลแลนก็รู้ว่าสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้หลังจากที่ทำลายเวทีประลองไปครึ่งแถบ  คือการควบคุมอารมณ์  สมาธิ  และสติ  ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้  การหายใจเข้าออกและนับหนึ่งถึงล้านไม่ได้ช่วยอะไรมาก  แต่โลแลนก็กำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะลืมการมีอยู่ของพลังอันตรายในร่างกายของเขาที่กำลังจะระเบิดออกมา

        เป็นโชคดีปนความโชคร้ายที่เขาหาผู้ช่วยที่ทำให้เขาลืมเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้ว...แต่โชคร้ายที่วิธีการที่ผู้ช่วยของโลแลนใช้ไม่ได้เป็นผลดีกับเขาสักเท่าไร

        ผลัก!

        โลแลนเคยดูหนังจำพวกแฟนตาซี  ติดแนวต่อสู้หน่อยๆมามากแล้ว  ที่จริงเขาเป็นเจ้าพ่อหนังไร้สาระเลยก็ว่าได้  แน่นอนว่าเขาย่อมได้ความรู้จากการเคลื่อนไหวร่างกายในการต่อสู้ของนักแสดงในภาพยนตร์มามากพอสมควร  ทั้งท่าเตะ  ตั้งรับ  และป้องกัน...การกระโดดถีบด้วยขาคู่ก็น่าสนใจ  โลแลนเคยจินตนาการว่าตัวเองเป็นบุคคลในภาพยนตร์และกำลังทำท่าต่อสู้ต่างๆอยู่  มันต้องเป็นอะไรที่ยอมเยี่ยมมากแน่ๆ

        ...แต่โลแลนไม่เคยจินตนาการตอนที่ตัวเองถูกท่าต่อสู้พวกนั้นสวนกลับมาหาตัวเองเลยสักครั้ง  ต้องขอบคุณเซลีน  ที่ช่วยสอนให้โลแลนรู้ซึ้งถึงความรู้สึกในตอนที่ถูกลูกถีบคู่ของเธออัดกระแทกเข้ากลางหลัง

        อย่าถามถึงรายละเอียดในตอนที่เขาถูกเด็กผู้หญิงทำร้ายร่างกายนะ...คำถามนี้จะไม่มีคำตอบอีกต่อไป

        สิ่งที่โลแลนจำได้หลังจากที่โดนลูกถีบคู่งามๆของเซลีน  และลอยไถลไปอัดแน่นอยู่กับจาเร็ตที่นั่งอยู่กับพื้นคือ  ก่อนหน้านั้น  ในตอนที่โลแลนพอจะควบคุมสถานการณ์เลวร้ายเรื่องพลังแย่ๆของเขาได้แล้ว  เขาก็พบว่าแผ่นหลังของเขาถูกบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่ารองเท้าประทับเข้าอัดกระแทงอย่างจัง  และความรุนแรงของฝ่าเท้านั้นก็ส่งผลให้สติของโลแลนหายไปจนหมด  เรียกได้ว่าเขาลืมทุกสิ่งอย่างไปชั่วขณะหนึ่งเลยก็ว่าได้  มารู้ตัวอีกทีก็  ปุ้ง!  นอนทับจาเร็ต...เยี่ยม! งานนี้เขาคงได้ดังเพราะคดีอนาจารเพื่อนร่วมห้องบนเวทีประลองเป็นแน่

        ผู้คนร้องเฮือกเมื่อได้เห็นภาพเด็กชายสองคนล้มลงไปนอนทับกัน  ในสภาพที่ชวนให้สมาพันธ์ผู้จงรักภักดีต่อความรักของผู้ชายให้ความสนใจ

        “โอ๊ย!  ออกไปเลยนะเพื่อน  นายกำลังทำฉันขนลุก!”  จาเร็ตก้มลงมองแขนตัวเอง  “ให้ตาย!  ขนแขนฉันลุกแล้วจริงๆ...นายต้องลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยสตาฟเฟอร์  ไม่อย่างนั้นนายกับฉันได้มองหน้ากันไม่ติดไปอีกนานแน่น!

        ความคิดดี...รู้อะไรไหม  ตอนนี้โลแลนก็อยากจะทำอย่างที่จาเร็ตบอก  คือลุกขึ้นและอธิบายความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น  แต่เพราะเขาทำไม่ได้  และคำว่าทำไม่ได้ก็ต่างกับคำว่าไม่ได้ทำอย่างสิ้นเชิง

        โลแลนพยายามทำทุกวิถีทางให้ร่างกายขยับ  แต่เพราะกระดูกสันหลังของเขาไม่เอื้ออำนวย  มันส่งเสียงร้องโอดโอยทุกครั้งที่เขาพยายามจะขยับตัวอย่างรวดเร็ว  และนั่นแหละที่เป็นปัญหา...เพราะผู้ชมแถวๆนี้คงไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจไปมากกว่านี้แล้ว

        ในที่สุดโลแลนก็ต้องฝืนสังขารที่มีอยู่น้อยนิดของตนเองลุกขึ้นนั่ง  และเขาก็ทำสำเร็จในที่สุด  ถึงแม้ในตอนนี้กระดูกสันหลังของเขาจะยังร้องประท้วงอยู่ก็ตามที

        จาเร็ตรีบกระเถิบถอยหลังไปจนสุดขอบเวที  เขาถูแขนไปมาและมองโลแลนขึ้นลองด้วยสายตากึ่งรังเกียจปนกวนประสานตามแบบฉบับจาเร็ต  ร็อบเบียร์   “นะ  นายคงไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับฉันหรอกนะ”

        ถ้าร่างกายของโลแลนขยับได้ดีกว่านี้  เขาคิดว่ากำปั้นของเขาคงจะพุ่งเข้าไปหาจาเร็ตโดยอัตโนมัติไปแล้ว  แต่เพราะไม่...ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ส่ายหน้าบอกปัด  และพยายามไม่นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ล้มทับจาเร็ต (โดยไม่ได้ตั้งใจ)

        “โอ๊ย!”  โลแลนร้องเมื่อพยายามจะลุกขึ้นยืน  กระดูกสันหลังของเขาส่งเสียงดัง  คิดว่าบางทีอาจจะมีบางส่วนที่แผ่นหลังของเขาได้รับความเสียหายบอบช้ำ

        “นั่นเป็นบทลงโทษที่นายทำเกินกว่าเหตุ  ด้วยการทำลายเวทีประลองไปกว่าครึ่ง  เพราะความสนุกกับการต่อสู้มากเกินไป!”  เสียงหนึ่งที่แสนคุ้นเคยตวาดดังมาจากด้านหลัง

        โลแลนหันกลับไปและพบเซลีนยืนกอดอกอยู่เหนือร่างของเขา  เด็กสาวแผ่รังสีอัมหิตอาฆาตแรงเต็มกำลัง  สายตาที่จ้องมองโลแลนก็เหมือนกับหมาป่าที่กำลังอยากจะฟัดของเล่นชิ้นน้อยของมัน...และก็เป็นความบังเอิญอีกนั่นแหละที่โลแลนกลายเป็นของเล่นชิ้นนั่นในสายตาของเซลีน

        “ฉันจะจับตาดูนายทุกฝีก้าวจนกว่าจะจบวันแข็งขันไปโดยที่หน่วยบัญชาการณ์ที่หกเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ”  เซลีนชี้นิ้วออกคำสั่งใส่เขา  “และจนกว่าจะถึงวันนั้น  ฉันไม่อนุญาตให้นายไปขึ้นประลองตามเวทีหากินที่อื่นเป็นอันขาด  และห้ามนายเออออตามความคิดบ้าบอของเพื่อนนายด้วย!

        “ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกฉันกับโลแลนจะเป็นมากกว่าเพื่อนไปแล้วล่ะเซลีน”  จาเร็ตพูดทั้งน้ำตา  น้ำเสียงก่อกวนของเขายิ่งทำให้โลแลนรู้สึกหงุดหงิดเพราะเป็นฝ่ายถูกแกล้งอย่างเดียว  จาเร็ตทำท่าสะอื้นและกอดแขน  ราวกับเด็กสาวที่เพิ่งเสียพรหมจรรย์  “เธอก็เห็นนี่...”

        เซลีนมองโลแลนสลับกับจาเร็ต  แล้วเธอก็ทำตาตื่นหน่อยๆเมื่อจาเร็ตทำท่าทำทางเจ็บปวดหนักกว่าเก่า  ใบหน้าของเซลีนกลายเป็นสีชมพู  เธอกระแอมกลบเกลื่อนเหมือนไม่รู้ไม่เห็นและมองโลแลนเหมือนเป็นการตำหนิ...ซึ่งโลแลนเข้าใจสายตานั้นดี  เซลีนกำลังเข้าใจผิด  เข้าใจผิดครั้งมโหฬาร!

        “ฉะ  ฉันไม่ได้เป็น...”  โลแลนพยายามอธิบายแต่เซลีนก็ยกมือขึ้นเป็นการห้าม

        เธอพยักหน้า  “มะ  ไม่ต้องห่วง  ฉันไม่ตอกย้ำรสนิยมของคนอื่นหรอกนะ  นั่นเป็นปัญหาส่วนตัวของนาย  เพราะฉะนั้นสบายใจได้...แต่นายก็ต้องจำเอาไว้ด้วยว่า  อย่าได้สร้างปัญหาให้ฉันอีกเข้าใจไหม  ฉะ  ฉันกลับล่ะ  เสียเวลามาคุมนายจริงๆ”

        แล้วเซลีนก็เดินกระฟัดกระเฟียดลงจาเวที  เธอหายไปในฝูงชนหลายร้อยคนที่กำลังให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีประลองมากกว่าสิ่งอื่นใด

        “อะ  เอ่อ”  ชายหนุ่มผู้ประกาศเดินขึ้นมาวนเวทีอย่างกล้าๆกลัวๆ  เขามองโลแลนด้วยสายตาระมัดระวัง  ราวกับว่าเขากลัวจะถูกโลแลนทำให้หายไปหรือมีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างจากพื้นเวทีที่ได้รับความเสียหายยับเยิน  ชายหนุ่มกระแอมเบาๆ  เขาชูมือขึ้น  “กะ  การประลองยุติลงด้วยวิธีการที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ทางเราเคยบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การประลอง  ด้วยเหตุนี้  จาเร็ตพ่ายแพ้ให้กับพลังของโลแลน  และโลแลนก็พ่ายแพ้ให้กับท่าถีบของผู้ชมนอกสนาม  ดังนั้นการประลองในครั้งนี้...จึงถือว่าเสมอกันทั้งคู่!

        ผู้ชมดูจะมึนงงไปกับคำพูดอธิบาย  และการพยายามจินตนาการภาพไปตามที่ผู้ประกาศอธิบาย  แต่ไม่นานผู้คนก็เริ่มกลับมาส่งเสียงโห่ร้องยินดี  ผู้วางพนันหลายคนเบ้หน้าเพราะผลการตัดสิน  ทำให้ผู้วางเงินทั้งหมดต้องยุติการวางเดิมพันไปตามๆกัน

        โลแลนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า  แขนขาของเขาด้านชาไปหมด  แถมหลังก็ปวดระบม  ถ้าโลแลนเป็นคนเสียสติ  เขาคงจะทิ้งตัวลงนอนแหมะลงไปตรงนี้  และเดี๋ยวนี้เลย

        “โลแลน!”  เสียงหนึ่งดังขึ้น  ทำให้ความคิดของโลแลนแตกกระเจิงออกไป  เปลือกตาของโลแลนเปิดขึ้น  เขาเริ่มองหาต้นเสียง

        แล้วในตอนนั้นเองที่อาเธอร์  มีแกรนกระโดดเข้ามากอดเขา  ทำให้ผู้คนเริ่มหน้าเสียกันอีกครั้ง

        อาเธอร์กอดโลแลนแน่น  เขาพึมพำเสียงดัง  “ทำไมนะ  ทำไมๆๆๆ  ทำไมนายต้องทำให้ตัวเองเจ็บตัวด้วย”

        “หะ  หะ  หาย ใจ  ไม่  อะ  ออก...”  โลแลนตบหลังอาเธอร์และพูดไม่ได้ศัพท์เพราะอาเธอร์รัดตัวเขาแน่นเกินไป

        “ขอโทษ”  อาเธอร์ผละออก  ปล่อยช่องว่างให้โลแลนได้สูดหายใจเข้าได้เต็มปอด  “แต่นายไม่ควรทำแบบนี้เลย...!

        “ฉันไม่เข้าใจที่นายพยายามจะบอก...”  โลแลนพูดเสียงเบา  เพราะแรงที่ใช้ในการเปล่งเสียงของเขาหายไปพร้อมกับท่าถีบคู่ของเซลีนแล้ว  โลแลนหันไปรอบๆ  เขาพบว่าไม่ได้มีแค่อาเธอร์เท่านั้นที่วิ่งเข้ามาดูอาการเขาในทันทีที่การประลองจบลง  รอบตัวเขามีผองเพื่อนมากมาย  ซึ่งคุ้นหน้ากันดี  เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนกำลังยืนมองโลแลนด้วยความห่วงใย  ส่วนอีกสองคนที่มาจากหน่วยบัญชาการที่ 5 ก็ยืนอยู่ใกล้ๆ

        ลินา  ดิเอมีลาบึ่งเข้ามาดูอาการของโลแลนต่อจากอาเธอร์  เธอสำรวจร่างกายเขาอย่างกับคุณหมอที่กำลังตรวจเช็คสภาพร่างกายคนไข้พิเศษ  ซึ่งโลแลนก็ไม่ได้คัดค้านการกระทำของเธอ...ที่จริง  ถึงเขาจะอยากคัดค้าน  แต่แรงปากของเขาก็ไม่มีมากพอให้ประท้วงใดๆ

        ทุกคนให้ความสนใจกับสภาพร่างกายของโลแลนมากเสียจนน่าตื้นตัน  ต่างกับใครบางคนในที่นี้ที่กำลังรอคอยให้ใครสักคนเข้าไปตรวจเช็คความมีตัวตนบนโลกของเขา

        “โอ้โหดูเหมือนพวกนายจะรักฉันสุดๆเลยเนอะ  ดูสิ  ยืนไกลจนอยากร้องไห้เลยล่ะ”  จาเร็ตผู้ซึ้งไร้คนดูแล  ต่างกับโลแลน  เขากำลังนั่งชันเข่ามองมาทางผองเพื่อนที่กำลังให้ความสนใจกับอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของโลแลน  “จะไม่มีใครถามฉันบ้างหรือ  ประมาณว่า  ฉันเป็นอะไรไหม  เจ็บบ้างหรือเปล่า  อะไรแบบนี้น่ะ...”

        ...

        “ไม่หรือ?”  จาเร็ตถามเมื่อได้รับความเงียบของผองเพื่อนเป็นการตอบกลับ  เขาพยักหน้าเอือมระอา  “ก็ได้  ก็ได้...”

        อาเธอร์กอดอกและชักสีหน้าอันตรายใส่จาเร็ต  “ไม่ต้องห่วงหรอกจาเร็ต  เมื่อเรากลับไปที่ห้องพักแล้ว  นายจะเป็นคนเดียวที่ได้รับการดูแลระดับ VIP จากพวกเรา  แค่นายคนเดียวเลย...”

        จาเร็ตหัวเราะต่ำลงในชะตากำของตน  “ดูเหมือนฉันจะโดนหนักนะงานนี้...”

        ซึ่งในจุดนี้  จาเร็ตก็ไม่ได้เดาอนาคตของตนผิดเพี้ยนไปแต่อย่างใด...

1 ความคิดเห็น