The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 16 : ก่อนการแข่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 พ.ค. 59

ตอนที่ 16 ก่อนการแข่ง

 

        ต้องขอยอมรับเลยว่า  การท้าดวลแบบเล่นๆของจาเร็ตทำให้ชื่อเสียงของโลแลนโด่งดังไปทั่วศูนย์วิจัยในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการประลองจบลง

        โลแลนกลับขึ้นมาจากนครใต้พิภพหลังจากที่เหล่าผองเพื่อนแสนดีของโลแลนรุนประชาทัณฑ์จาเร็ตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โลแลนได้พบกับปัญหาอีกข้อหนึ่ง  ช่วงนี้ดูเหมือนเขาจะก่อปัญหาบ่อยเหลือเกิน  และดูเหมือนปัญหาจะยังตามหลอกหลอนเขาไม่เลิก  ปัญหาอีกอย่างที่ว่าคือคำถามสารพัดอย่างที่ผองเพื่อนทั้งจากหน่อยบัญชาการที่ 6 ด้วยกัน  และคนจากต่างหน่วยระดมถามเขาเหมือนคลื่นคำถามที่โถมใส่โลแลนเป็นสึนามิลูกใหญ่

        สิ่งหนึ่งที่ทำให้โลแลนจิตตกหนักกว่าเก่า  คือการได้รับการต้อนรับจากเพื่อนๆหน่วยบัญชาการที่ 1 ซึ่งพวกคุณคงรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของโลแลนกับคุณหัวหน้าหน่วยบัญชาการแห่งนั้นเป็นเช่นไร  และมันก็เป็นอย่างที่โลแลนจินตนาการเอาไว้ทุกประการ  เหล่าผองเพื่อนผู้ไม่เป็นมิตรจากหน่วยบัญชาการที่ 1 ต่างพากันออกมาส่งสายตาอันตรายครั้งมโหฬารใส่เขาตั้งแต่ทางเดินหน้าหน่วยไปจนสุดทางประตู  เห็นได้ชัดเลยว่าโลแลนทำตัวโดดเด่นเกินไป  โดดเด่นจนไปสะกิดต่อมไม่พอใจของใครบางคนในหน่วยบัญชาการที่ 1 เข้า

        รู้นะว่าใคร...

        โลแลนไม่เห็นมิลันดา  ศัตรูคู่อาฆาตของเขา  ซึ่งการที่เธอหายไปและไม่ออกมาร่วมวงส่งสายตาอาฆาตใส่โลแลนร่วมกับผองเพื่อนของเธอก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกอีกเรื่องหนึ่ง  แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้โลแลนรู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย...ถ้าคุณรู้จักกับหญิงสาวหัวรุนแรงคนนี้ดี  คุณก็จะรู้ว่าเธอไม่มีทางหย่าศึกกับคุณได้ด้วยการเดินไปกราบขอโทษเธอพันครั้ง  เธออาจจะหายโกรธคุณเมื่อคุณถูกอัดเป็นปลากระป๋องโดนเหยียบ  หรือถูกกระทืบจนเละเป็นเยลลี่โดนระเบิด  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอยอมหย่าศึกกับคุณง่ายๆ  เชื่อเถอะ...โลแลนเคยลองทำแบบนั้นมาแล้ว  และผลก็ไม่ได้ออกมาดีเสียเท่าไร  การที่มิลันดาเงียบหายไปนั่นดูเหมือนเป็นการลดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของน้ำทะเล  ซึ่งนั่นหมายความว่าอีกไม่นานคลื่นน้ำทะเลลูกใหญ่จะพัดเข้ากระหน่ำคุณจนไม่เหลือชิ้นดี

        ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร  โลแลนในตอนนี้ก็เพลียก็กว่าจะไปใส่ใจกับเรื่องเหล่านั้น  สิ่งที่เขาอยากจะทำมากที่สุดในตอนนี้  คือการบึ่งกลับไปที่ห้องพักหมายเลข 7 และทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่แสนอ่อนนุ่มของตนในทันที  ถ้าเป็นไปได้  เขาไม่อยากจะยืนโดดเด่นอยู่กับที่นานๆ  เพราะนั่นเป็นการยืนรอให้ใครสักคนในละแวกใกล้เคียงเริ่มซุบซิบเรื่องของเขา

        เพื่อนทั้งสองจากหน่วยบัญชาการที่ 5 ขอตัวแยกกลับหน่วยไปก่อน  ลินาดูไม่ชอบใจเสียเท่าไรที่ต้องแยกกับโลแลน  ซึ่งโลแลนก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเป็นเช่นนั้น  แต่ก็ต้องขอบคุณไรอันที่ช่วยกล่อมให้เด็กสาวเพื่อนสนิทของตนยอมถอยกลับหน่วยของตนแต่โดยดี

        “เสน่ห์แรงใหญ่แล้วนะนาย...”  จาเร็ตพูดลอยๆ  และก็หันหน้าไปทางอื่น  ท่าทางไม่รับผิดชอบในคำพูดของจาเร็ตทำให้โลแลนขมวดคิ้วงงๆ  แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น

        โลแลนเลี่ยงที่จะเดินผ่านห้องโถงของหน่วยบัญชาการนานๆ  เพราะนั่นอาจจะเป็นการแสดงตัวตนมากเกินไป  เขาจึงเดินผ่านห้องโถงด้วยความเร็วสูง  ถ้าเป็นไปได้โลแลนก็อยากให้อาเธอร์ใช้พลังของเขาพาโลแลนไปส่งถึงในห้องพักเลย  เขาจะได้ไม่ต้องผ่านห้องโถงซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คน  แต่สีหน้าของอาเธอร์ก็ไม่ได้ดูเป็นมิตรขึ้นเลยหลังจากที่พวกเขาขึ้นมาจากนครใต้พิภพ

        ใช่แล้ว  ตลอดเส้นทางขากลับจากวันพักผ่อนในวันนี้  เพื่อนร่วมห้องทั้งสามของโลแลนและจาเร็ตต่างพากันเดินคุมเชิงผู้กระทำการใหญ่ในวันนี้เอาไว้  และสีหน้าของทุกคนก็ไม่ได้แสดงถึงความมีไมตรีจิตเลยสักนิด

        อาเธอร์ที่แต่เดิมจะเป็นคนเงียบๆและคอยให้ความช่วยเหลือโลแลนอยู่บ่อยครั้ง  ในตอนนี้กลับตีหน้าเครียดร้ายแรงใส่โลแลน  นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง

        อดัม  เด็กหนุ่มเฮฮาที่เดิมจะเป็นคนชอบสร้างเสียงหัวเราะในทางที่ดีให้ผองเพื่อนได้คลายจากอารมณ์ตรึงเครียด  ในตอนนี้เขากลับเป็นผู้นำขบวนการมนุษย์หน้าเครียดเสียอย่างนั้น

        ท้ายที่สุด  ลูธ  บุคคลที่โลแลนเคยคิดว่าไม่มีทางที่คนๆนี้จะโกรธหรือหัวเสียกับเรื่องหน้าหงุดหงิดใดๆในโลกนี้ได้  ในตอนนี้ลูธกลับกำลังทำในสิ่งที่ขัดแย้งกลับความเชื่อถือของโลแลน

        ชิ่ง...

        จาเร็ตพยายามจะผิวปากกลบเกลื่อน  แต่เสียงของเขากลับผิดเพี้ยนไป  จนเสียงที่ออกมาฟังดูเหมือนเสียงนกหวีดที่ใกล้จะพังเต็มทน

        โลแลนเดินกระเถิบเข้าไปใกล้จาเร็ตที่กำลังทำทุกวิถีทางให้น้ำเสียงคงที่  โลแลนแทงศอกใส่เขา

        “นายช่วยทำอะไรสักอย่างกับบรรยากาศมาคุด้านหลังให้หน่อยได้หรือเปล่า...”

        จาเร็ตหยุดผิวปากและพูดเบาๆว่า  “ฉันทำอยู่...”  แล้วเขาก็กลับไปส่งเสียงเป็นนกหวีดต่อ

        “นั่นเหรอที่นายเรียกว่าทำอยู่”  โลแลนต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ถีบเพื่อนตัวสูงที่เดินผิวปากไม่รู้ไม่ชี้อยู่ด้านข้าง  เขาพยายามไม่เหลียวกลับไปมองด้านหลัง  เพราะแค่นี้เขาก็ได้รับความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกมามากพอแล้ว  “เอ่อ  ขอถามนะ..พวกเราจะเจออะไรต่อจากนี้”

        “ฉันไม่ใช่แอร์วี่นะ  อย่ามาถามเรื่องอนาคตกับคนที่ไม่มีความสามารถในการมองเห็นอนาคตอย่างฉันสิ”  จาเร็ตแย้ง

        “มันก็ใช่  แต่เราควรจะทำอะไรสักอย่างนะ”

        จาเร็ตยักไหล่  “นายก็มาช่วยฉันผิวปากสิ...”

        อารมณ์ที่เรียกว่าความโกรธ  ที่อยู่ในตัวของโลแลนตอนนี้กำลังประทุอย่างรุนแรง  บางทีเขาอาจจะดึงดาบที่อยู่ในมือออกมา  แล้วปลิดชีพคนที่เดินผิวปากข้างๆซะ  ถ้าไม่ติดว่าข้างหลังเขามีเพื่อนสามคนที่กำลังอารมณ์เสียเดินตามมาติดๆ

        “รู้อะไรไหม...”  จาเร็ตสะกิดแขนเขาเบาๆ  “งานนี้พวกเราโดนเล่นแน่”

        ...อนาคตเช่นนั้น  โลแลนคิดว่าเขารู้อยู่แล้ว

 

        ศูนย์บัญชาการใหญ่

        :  เคน  สตาฟเฟอร์

        หนึ่งอาทิตย์ในศูนย์วิจัยผ่านไปเร็วเสมือนเพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งวัน  ซึ่งความรวดเร็วของเวลาที่ไหวเวียนไปในแต่ละวันนั้นก็ยิ่งทำให้เคนยิ่งรู้สึกอยากหนีงานไปพบลูกชายมากขึ้นเท่านั้น

        เป็นเวลาหลายวันแล้วนับตั้งแต่วันที่โลแลนมาถึงศูนย์วิจัย  นับตั้งแต่ที่เคนได้พูดคุยกับลูกชายเป็นครั้งแรกและครั้งล่าสุด  ซึ่งบทสนทนาของพวกเขาในครั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่พ่อลูกสมควรจะพูดคุยกับแบบผ่อนคลายเสียเท่าไร  เคนอยากจะหนีงาน  แฝงตัวเป็นคนทั่วๆไปในศูนย์วิจัยและไปทักทายลูกชายที่หน่วยบัญชาการที่ 6 เหลือเกิน

        ...แต่เพราะเขามีตัวปัญหาใหญ่หลวงคอยขัดขวาง  ตัวการที่ทำให้เขาต้องแบกรับภาระเรื่องเอกสารไร้สาระจำนวนมากที่กองทับถมอยู่ตรงหน้า

        “ทำงาน  ทำงานไป  นายจะทำในสิ่งที่อยากทำได้ก็ต่อเมื่องานที่กองอยู่ตรงหน้าถูกสะสางจนหมดเท่านั้น!”  เสียงหนึ่งดังแล่นเข้ามาในประสาทการได้ยินของเคน  เสียงของตัวการที่ทำให้เขาต้องหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานทั้งวัน  และทั้งอาทิตย์

        เคนเงยหน้าจากเอกสารบนโต๊ะ  เขม่นสายตาใส่ตัวการที่กำลังโบกเอกสารอีกชุดหนึ่งไปมาอย่างสบายใจ

        “คุณก็ควรออกไปได้แล้ว  นี่ห้องทำงานของผม  และการที่คุณมานั่งคุมผมในห้องก็ไม่ใช่หน้าที่ของคุณด้วย  ดังนั้นถ้าคุณไม่คิดจะช่วยก็เชิญคุณกลับชั้นสภาของคุณไปเลย  เอียน  ไพรบ์!

        เอียนหัวเราะต่ำๆและโยนเอกสารลงตรงหน้าเคนหนักๆ  เป็นการตรอกย้ำว่าเขาจะต้องจัดการกับเอกสารเหล่านี้

        “ทำเป็นหัวเสียไปได้...ฉันมานี่ก็เป็นการช่วยแล้วรู้ไหม?

        “ช่วยให้ผมรำคาญมากกว่าเดิม  ช่วยให้ผมรู้สึกเบื่องานมากกว่าเดิม  หรือว่าช่วยให้ผมเกลียดหน้าที่ของตัวเองมากกว่าเดิมกันล่ะ...”  เคนถามประชด

        เอียนหมุนสร้อยคอประหลาดของเขาเล่นไปมา  “อย่ามากวนประสาทฉันเลยน่า  รู้ไว้นะ...ลูกชายของนายน่ะ  ทำให้ฉันเริ่มจะชินชากับการถูกก่อกวนไปมากแล้ว  ดังนั้นถึงนายจะอยากไล่ฉันให้กลับไปที่ชั้นสภามากเท่าไร  ฉันก็จะอยู่คุมตัวนายไม่ให้หนีงานไปไหนอยู่ตรงนี้...ตลอด!

        เคนถอนหายใจ  เขาต้องก้มหน้าลงไปอ่านรายง่านเอกสารซ้ำๆเพื่อไล่ความหงุดหงิดออกจากสมอง  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆเลย  เมื่อตรงหน้าเขามีบุคคลที่เขาเบื่อหน้ามากที่สุดกำลังนั่งฮัมเพลงสบายอารมณ์อยู่  โดยที่คนๆนั้นไม่มีทางที่จะให้ความสนใจกับการช่วยเหลืองานของเขาเลยแม้แต่น้อย

        ฝ่ามือบอบบางคู่หนึ่งวางลงที่หัวไหล่ของเคนอย่างเบามือ  แรงบีบเบาๆของฝ่ามือทำให้เคนต้องเงยหน้าจากเอกสารและหันไปสนใจคนสำคัญอีกหนึ่งของเขา

        “ไวล์...”

        ภรรยาผู้แสนดีส่งยิ้มให้เขา  เธอโอบแขนกอดเขาจากด้านหลัง  และโน้มตัวมากระซิบที่ช้างหู  “โลแลนยังรออยู่นะ  รีบทำงานเข้า...”

        ไวโอล่าไม่ได้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเลย  แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบปี  แต่เธอก็ยังคอยให้กำลังใจเขาอยู่เสมอไม่ว่าจะเวลาไหน  เคนจับมือเธอและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน  สิ่งนั้นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น  และมีกำลังใจในการจัดการกับงานร้อยแปดตรงหน้า

        เอียนกระแอมเสียงหนักๆขัดจังหวะ  ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเขาจงใจ

        เคนหันไปและพบว่าเอียนกำลังดึงกระดาษเอกสารขึ้นมาปิดหน้า  ส่วนหนึ่งเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะงี่เง่าของเขา  และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อทำให้เคนหน้าแตก

        “ตามสบายเลย  ถือซะว่าคนสูงอายุตรงนี้ไม่มีตัวตนก็แล้วกัน”  เอียนพูดในขณะที่กระดาษเอกสาร  ปิดหน้า

        เคนอยากจะจับคนสูงอายุคนนี้ไปโยนให้หมีขาวตบเล่นเสียจริง  ซึ่งเขาก็คงจะทำเช่นนั้นจริงๆไปแล้ว  ถ้าไวโอล่าไม่ปล่อยมือจากเขาและเดินไปหมุนเก้าอี้ของเอียนให้หันมาหาเคน

        “อย่าน้อยใจไปเลย  คุณยังเป็นคนสำคัญสำหรับพวกเราเสมอนะคะ...”  ไวโอล่าพูดและทุบกำปั้นน้อยๆไปมาบนหัวไหล่ของเอียน  “ต้องขอบคุณเรื่องที่คุณช่วยโลแลนด้วย  ถ้าไม่ได้คุณ  ลูกชายของพวกเราคงแย่แน่ๆ...”

        เอียนดึงเอกสารที่บังหน้าลงเผยให้เห็นรอยยิ้มเยอะเย้ยที่อยู่ภายใต้เอกสารเหล่านั้น  เคนพบว่าตัวเองกำลังถูกคนแก่แย่งความดีความชอบไป  เขาต้องนับหนึ่งถึงล้านเพื่อคุมตัวเองไม่ให้พุ่งไปดึงภรรยาสุดที่รักออกห่างจากตาแก่สติไม่ดีที่กำลังทำตัวออดอ้อนเธออยู่

        แอ๊ด...!

        บานระตูถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า  ทุกสายตาในห้องทำงานของเคนจับจ้องไปยังผู้มาใหม่

        แอวีแอสเน่เดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าเคร่ง  ซึ่งจะพบได้ก็ต่อเมื่อ  เธอมีเรื่องเดือดร้อนหรือไม่ก็ปัญหาน่าปวดหัวมาให้เคนเพิ่ม  เคนไม่เคยชอบเวลาที่เด็กสาวคนนี้เดินเข้ามาในห้องทำงานของเขา  เพราะเธอมักจะคอยบงการให้เขาทำงาน  งาน  งาน แล้วก็งาน  เธอเป็นเด็กสาวคนแรกที่พยายามทำตัวเป็นคุณป้าขี้บ่นอายุ 40 กว่าๆ  และที่ทำให้เคนไม่ชอบหน้าแอวีแอสเน่มากกว่าเดิมก็ตรงที่เธอไปทำให้ลูกชายเพียงคนเดียวของเคนต้องสับสนในหลายๆเรื่อง

        “กำลังยุ่งๆกันอยู่หรือเปล่าคะ?”  แอวีแอสเน่สงเสียงถามเมื่อเล็งเห็นถึงรังสีความไม่พอใจที่แผ่ออกมาจากตัวของเคน

        “ไม่เลย”  ไวโอล่าแย่งตอบ  เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เด็กสาวซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลย  “พวกเรากำลังว่างๆอยู่น่ะ  มีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่า...สีหน้าเธอดูไม่ค่อยดีเลยนะโชว์”

        แอวีแอสเน่เหลือบมองเคน  แล้วเด็กสาวก็ปั้นหน้ายิ้มแย้ม  “ธุระงานนิดหน่อยน่ะค่ะ  ไม่สำคัญหรอก...ฉันก็แค่อยากจะมาทักทายท่านหัวหน้าเสียหน่อย  ช่วงนี้งานที่หน่วยค่อนข้างวุ่นวายพอตัว  ก็เลยไม่ได้แวะมาเสียนาน...”

        “ไม่มาเลยฉันก็ไม่คิดถึงหรอกนะ...”  เคนประชดประชัน

        ไวโอล่าดุเขาด้วยสายตา  “ไม่เอาน่าเคน....”

        “ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา”  เคนบ่นอุบอิบ

        รอยยิ้มของเด็กสาวผู้พยากรณ์ยังไม่หายไป  เคนดูออกได้ในทันทีถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เธอต้องถ่อมาถึงห้องทำงานของเขา  อันที่จริงเขารู้มานานแล้ว  แอวีแอสเน่เคยมาปรึกษากับเขาเรื่องภาพในความฝันของเธอเมื่อหลายวันก่อน  เคนไม่ใช่ผู้หยั่งรู้  และยิ่งไม่ใช่นักทายฝันที่แม่นยำ  เขาไม่รู้เลยว่าความฝันของแอวีแอสเน่พยายามจะสื่ออะไร  แต่ถ้าสิ่งที่เธอเล่ามามีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริง  เคนก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือ  สิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดหลายสิบปี

        เรื่องความฝันของแอวีแอสเน่  นอกจากตัวเธอและเคนแล้ว   ก็ไม่มีใครในศูนย์วิจัยที่รู้เห็นหรือได้ยินเรื่องนี้  เคนสั่งห้ามไม่ให้แอวีแอสเน่นำเรื่องนี้ไปบอกใคร  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามในศูนย์วิจัย  แม้แต่ไวโอล่าเคนก็ยังปิดเรื่องนี้เป็นความลับ  แน่นอนว่าเหล่าสมาชิกสภาเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้  โดยปกติแอวีแอสเน่จะมาหาเขาก็เป็นตอนที่เธอรู้สึกหรือสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ  เคนเดาว่าครั้งนี้ก็คงจะมีปัญหาอีกเช่นเคย  แต่เขาไม่สามารถพูดคุยกับเด็กสาวในตอนนี้ได้  ไม่ใช่เมื่อภรรยาของเขาและสมาชิกสภาผู้รู้ดีไปเสียทุกเรื่องอย่างเอียน  ไพรบ์คนนี้อยู่ด้วย

        แอวีแอสเน่ที่แสร้งทำเป็นหัวเราะน้อยๆให้กับท่าทีกลบเกลื่อนของเคนคนจะรับรู้ได้แล้ว  ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะกับการขอคำปรึกษา  เด็กสาวจึงเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นพูดคุยแทน

        “จริงสิ!  เหมือนว่าวันนี้จะมีคู่ประลองที่นครหลวงใต้พิภพด้วนนะคะ  เป็นคู่ที่น่าสนใจมากเลยล่ะค่ะ”  แอวีแอสเน่ยิ้ม  และสิ่งที่เธอพูดก็ทำให้หนึ่งสภาและหนึ่งผู้นำชะงักด้วยความรู้สึกวูบวาบบางอย่าง

        เคนมีความรู้สึกว่า  สิ่งที่ผู้พยากรณ์สาวคนนี้จะพูดมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับเขา...

        ไวโอล่าเอียงคออย่างสนอกสนใจ  “หืม...คู่ประลองหรือ?  ฉันไม่ได้ดูมานานแล้วนะ  ว่าแต่มันมีอะไรพิเศษอย่างนั้นหรือ...มีคนเก่งๆขึ้นมาประลองหรือจ๊ะ!

        แอวีแอสเน่หัวเราะเล็กน้อย  อย่างผู้มีมารยาทที่กำลังขบขัน  “ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ  เพียงแต่หนึ่งในคู่ประลองเป็นลูกชายของพวกคุณก็เท่านั้นเองแหละค่ะ!

        ...

        “เอ๋!!!!...”  ไวโอล่าร้องลั่น  ด้วยสีหน้าตกตะลึง

        เคนแทบจะสำลัก  “เธอว่าไงนะ!

        “เอาแล้วไง...”  เอียนพึมพำพลางส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง  ชายชราค่อยๆยืนขึ้นจากเก้าอี้  “แล้ว...เจ้าหนูนั่นได้ไปก่อวีรกรรมัไรที่ชวนให้คนแก่หัวใจวายที่ไหนอีกหรือเปล่า?

        แอวีแอสเน่ฉีกยิ้ม  “ก็แค่ทำลายสนามประลองกลางเมืองไปครึ่งแถบเท่านั้นเองแหละค่ะ!  นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเสียหาย...”

        แล้วแอวีแอสเน่ก็เป็นเด็กสาวคนแรกที่กำลังจะทำให้สมาชิกสภาชรากับหัวหน้าหน่วยลมจับแบบไม่ได้เจตนา

        “ตายแล้ว!”  ไวโอล่าเข้ามาประคองเคนที่กำลังเดินซวนเซไปทางประตู  “นี่เป็นอะไรหรือเปล่าเคน  เดินเซแล้วนะคะ!

        แอวีแอสเน่เองก็พุ่งเข้ามายันตัวเอียนไว้ได้ทันก่อนที่ชายชราคนนี้จะหน้าโหม่งธรณีแล้วได้ไปเยี่ยมชมสวรรค์ของจริง

        “ไม่เป็นไรนะคะ”  แอวีแอสเน่ขมวดคิ้ว  “ทำไมทุกคนต้องแตกตื่นด้วยคะ  ฉันพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?

        “ผิดมากเลยด้วย!”  เคนโวยวาย  “เธอปล่อยให้โลแลน  ลูกชายของฉัน...”

        “โธ่! เคนไม่เอาน่า”  ไวโอล่าดุ  “มันไม่ใช่ความผิดของเธอเสียหน่อย  ที่จริงแล้ว  ลูกน่ะได้นิสัยดื้อดึงมาจากคุณเลยรู้ตัวหรือเปล่า!

        เคนเถียงไม่ออก  ได้แต่บ่นพึมพำเบาๆกับตัวเอง  “เรื่องนั้นน่ะ...”

        ไวโอล่ายิ้มอย่างพอใจเมื่อเธอสามารถสยบสามีตัวดีได้อยู่มัดหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่าสิบปี  ความสามารถในการข่มขู่ของเธอก็ยังไม่ลดระดับลงแม้แต่น้อย

        “แล้ว...ลูกชายของฉันเป็นยังไงบ้างล่ะ  เขาเป็นอะไรหรือเปล่า?”  ไวโอล่าเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

        แอวีแอสเน่ส่ายหน้าหลังจากที่ประคองสภาเอียน  ไพรบ์ไปพักผ่อนที่เก้าอี้เรียบร้อยแล้ว  “เขาไม่เป็นอะไรค่ะ  เห็นว่าเล่นแรงเกินไปหน่อยจนหมดแรง  ตอนนี้เลยไปพักที่หน่วยบัญชาการที่ 6 แล้วล่ะค่ะ”

        เอียนหันมามองเคนแล้วถอยหายใจเบื่อหน่าย  “ลูกชายของนายนี่มันเกินเยียวยาจริงๆ  ฉันคงต้องไปออกหน้าอธิบายกับพวกศาลอีกแล้วล่ะสิ  ให้ตายเถอะ!...เจอเมื่อไหร่ฉันจะคิดบัญชีทั้งต้นทั้งดอกเลยคอยดู”

        ไวโอล่าถอนหายใจ  “ยังไงก็ช่วยหน่อยแล้วกันนะคะ...”

        แอวีแอสเน่หัวเราะเบาๆ  “ยังไงก็อย่าไปรุนแรงใส่เขามาเลยค่ะ  ฉันคิดว่าคืนนี้เขาคง...”

        “คืนนี้ทำไม...?”  เคนถามอย่างอ่อนแรง

        “เขาคงจะต้องรับศึกหนักกับเพื่อนร่วมห้องแล้วก็งานของหน่วยมากพอที่จะเป็นการลงโทษในสิ่งที่ทำเลยล่ะค่ะ...”

 

        ห้องพักชาย  หน่วยบัญชาการที่ 6

        : โลแลน  สตาฟเฟอร์

        บางครั้ง  สิ่งที่ผู้กระทำผิดต้องการมากที่สุด...ก็คือการให้อภัย

        แต่ในกรณีของโลแลน  เขากลับค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองและผู้ร่วมกระทำผิดอย่างจาเร็ต  จะไม่มีทางได้รับการให้อภัยจากผองเพื่อนร่วมห้อง  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลข้ออ้างใดๆก็ตามแต่

        การประลองที่แสนอันตรายทำให้ร่างกายของโลแลนแทบจะทรุดลงทันทีที่กลับถึงห้องพัก  ทว่ากลุ่มเพื่อนของเขาก็หาได้ยอมได้เขาทำเช่นนั้น  กิจกรรมยามหัวค่ำคืนนี้ของเขาคือการนั่งตอบคำถามร้อยแปดข้อของผองเพื่อน  และเชื่อเถอะว่าพวกเขาระดมคำถามไม่หยุดจริงๆ  บางที่พวกเขาอาจจะกำลังทำสถิติการสาดคำถามใส่ผู้ต้องหาทั้งคืนก็เป็นได้

        โลแลนและจาเร็ตต้องนั่งฟังคำบ่น  คำดุ  คำต่อว่า  คำตักเตือนจากผองเพื่อนตลอดทั้งคืน  เขาทั้งเหนื่อยและอ่อนล้า  ในที่สุดเขาและจาเร็ตก็สลบไปหลังจากที่ฟังคำบ่นและตอบคำถามได้ไม่นาน

        นี่เป็นค่ำคืนที่ยุ่งวุ่นวายที่สุดเท่าที่โลแลนเคยพบเห็นมาทั้งชีวิต...

        เขาปล่อยให้ช่วงเวลาเลยผ่านไปจากวันหนึ่งไปอีกวันหนึ่ง...

       

        เช้าที่สดใสคือสิ่งที่โลแลนต้องการจะเห็นมากที่สุดหลังจากที่ต้องทนทรมานกับการฝึกฝนร่างกาย  แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น  วันนี้เป็นวันที่อากาศภายในศูนย์วิจัยผิดปกติมากที่สุด...คือ  จริงๆแล้วโลแลนไม่เคยมองอะไรในศูนย์วิจัยของของธรรมดาอยู่แล้ว  แต่สภาพอากาศในวันนี้มันค่อนข้างจะอธิบายได้ยาก  ท้องฟ้ามืดบอด  เมื่อมองออกไปไกลๆแล้วก็รู้สึกว่าภายนอกศูนย์วิจัยกำลังเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติยังไงยังงั้น

        “พายุหิมะน่ะ”  เซลีนบอก  ในมือของเธอมีแผ่นกระดาษหลายแผ่นที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขยุกขยิก  เธอกัดขนมปังคำหนึ่ง  “อากาศก็เป็นแบบนี้แหละ...อย่าใส่ใจเลย”

        “ไม่ต้องห่วง”  อาเธอร์พูดเสริม  แล้วยกแก้วนมร้อนขึ้นมาดื่ม  “มันเป็นการแปรปรวนทางธรรมชาติ  ไม่ได้มีผลกระทบกับทางศูนย์วิจัยมากนักหรอก  ก็แค่ว่าท้องฟ้าวันนี้จะดูไม่น่ามองแบบนี้ไปทั้งวันก็เท่านั้นเอง...โห!  นมร้อนนี่อร่อยกว่านมแพะแย่ๆที่จาเร็ตให้ดื่มเสียอีก  ฉันน่าจะเอาไปบอกต่อนะ  นายว่าไง?”  เขาหันมาถามโลแลน  ริมฝีปากบนของเขาเปื้อนคราบนมร้อนเป็นแถบยาว  ทำให้ดูเหมือนว่าเขามีหนวดสีขาวบนใบหน้า

        โลแลนไม่ตอบคำถาม  แต่หันไปเบ้หน้าใส่มนุษย์นมลายหนวดข้างๆ  “แล้วทำไมนายต้องมาขลุกอยู่กับฉันด้วยไม่ทราบ...ว่างเรอะ!

        อาเธอร์เลิกคิ้ว  “นายโดนข้อหาอยู่นะ  ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อตัวนายเอง”

        “พูดถูกนี่อาเธอร์...”  เซลีนวางกระดาษเอกสารในมือและหันมาสนใจพวกเขาสองคน

        อาเธอร์ชะงักไป  เซลีนไม่ใช่คนที่จะพูดคุยกับใครได้ง่ายๆ  เรื่องนี้ใครก็รู้ดี...(ในกรณีของโลแลนถือว่าพิเศษนิดหน่อย)...การที่เธอเอ่ยปากพูดกับใครทั้งที  นั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่

        “ฉะ  ฉันพูดอะไรถูกหรือ?”  อาเธอร์ถามอย่างระมัดระวัง

        เซลีนเหลือบมองโลแลน  “ก็ความจริงที่ตอนนี้โลแลนกำลังโดนข้อหายังไงล่ะ  นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องคอยระวังเรื่องความประพฤติของเขาไม่ใช่หรือ  แล้วยังมีเรื่องการประลองอีก  พรุ่งนี้แล้วสินะ...”

        โลแลนถอนหายใจ  รู้สึกกดดันในทุกๆครั้งที่มีคนพูดถึงเรื่องการแข่งขันระหว่างหน่วย  “คือว่า...  ฉันไม่ได้อยากจะทำให้หมดกำลังใจหรอกนะ  แต่ว่าเธอมั่นใจแล้วหรือว่าเราจะชนะ  ฉันหมายถึงที่ผ่านมามันไม่เคยเกินขึ้น”

        ปึ้ง!  เซลีนทุบโต๊ะอย่างแรงด้วยฝ่ามือ  ทำเอาจานอาหารรอยขึ้นจามโต๊ะเล็กน้อย  ผู้คนในหน่วยต่างหันมามองอย่างหวาดหวั่น

        “ต้องชนะอย่างเดียวเลยต่างหาก!”  เธอตวาดและเอนตัวมาข้างหน้า “ตอนนี้ชีวิตของฉันขึ้นอยู่กับนายแล้ว  เข้าใจมั้ย!  ถ้าแพ้ขึ้นมานายโดนดีแน่!

        “แล้วไหงฉันโดนคนเดียวอ่ะ!”  โลแลนแว้ง

        “ก็เพราะนายเป็นต้นเหตุไม่ใช่หรือไง  ทำอะไรไว้ก็รับผิดชอบหน่อยสิ!

        “ฉันไม่ได้...!”  โลแลนเกร็งขมับ  เพราะรู้ว่าเถียงไปยังไงตนก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  เขาสะบัดหน้าหนีและบ่นพึมพำ  “ไม่น่ารักเลย...”

        ในตอนนั้นเอง  เสียงสดใสของใครบางคนที่โลแลนไม่อาจลืม (ลืมไม่ลงจริงๆ) ก็ดังแว่วขึ้นจากด้านหลัง  ตามด้วยอ้อมกอดของลินา ดิเอมิล่า  ที่ทำเอาคนในหน่วยร้องเฮือกขึ้นมาพร้อมๆกัน

        “สวัสดีตอนเช้าสหายหน่วยบัญชาการที่ 6 ทุกท่าน!”  เด็กสาวกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง  ทำเอาทุกคนในหน่วยต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง  แต่ก็กล่าวทักทายตอบกลับอย่างเป็นกันเองให้เด็กสาว  แล้วก็พากันแยกย้ายออกไป  เมื่อเด็กสาวส่งแววตาขอพื้นที่ส่วนตัว

        ผมเหยียดยาวสีขาวผ่องที่ดูผิดธรรมชาติของเธอถูกเสยไปด้านหลัง  ชุดกระโปรงยาวสีขาวของเธอยังคงดูเข้ากันกับภาพลักษณ์ในแบบของลินาเช่นเคย  เด็กสาวไม่ได้ดูแตกต่างไปจากเดิม  ยังใจกล้าและไม่แคร์สายตาของใครๆเช่นเดิม  เธอถึงได้กล้าบุกมาถึงหน่วยบัญชาการที่ 6 เพื่อมารัดคอโลแลน

        โลแลนพยายามแกะมือลินาออก  “มะ  มีอะไรที่หน่วย 6 หรือลินา?

        ลินาจุ๊ปาก “ฉันมาที่นี่ต้องมีเหตุผลด้วยหรือไงกัน  ไม่จำเป็นเลย!...แต่ครั้งนี้ก็มีเหตุจำเป็นจริงๆแหละนะ”  เธอเหลือบมองเซลีนด้วยสายตาที่คู่แข่งใช้มองคู่แข่งด้วยกัน  “บังเอิญว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเตรียมตัวก่อนการแข่งขันจริง  พวกเราหน่วยบัญชาการที่ 5 ต้องการรับรู้ถึงแผลการของหน่วยบัญชาการที่ 6 เพื่อที่จะได้แชร์แผนการได้อย่างถูกต้อง  จัดระเบียบ  รูปแบบการวางคนแล้วก็อื่นๆบลาๆๆ...สรุปคือ  ฉันต้องการให้ผู้วางกลยุทธ์ของหน่วยที่ 6 ซึ่งก็คือเธอใช่ไหมล่ะ”  ลินาชี้นิ้วไปทางเซลีน  “...ไปอธิบายแผนการโดยละเอียดให้ผู้นำหน่วยของฉันรับฟัง”

        เซลีนดูไม่ชอบใจ  “ฉันไม่ต้องการปรึกษาหรือรวมแผนกับใคร...”

        “เธอเลือกไม่ได้นี่”  ลินาบอก  “นี่ไม่ใช่การลุยเดี่ยวเซลีน  ยังไงซะเธอก็ต้องทำใจและทำตามข้อตกลงของเรา”

        “มะ  มันก็ถูกอย่างที่ลินาพูดนะ”  อาเธอร์พูดเสริม

        เซลีนตวัดสายตาใส่เขา  ทำเอาเจ้าตัวปากดีเมื่อครู่หดหัวไปเลย  เซลีนถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้  “แล้ว...ยังไง  จะให้ฉันทำอะไรบ้าง?

        ลินาฉีกยิ้มยินดี  “ก็ไม่มีอะไรมาก  ไปที่หน่วยของฉัน...”

        “ตอนไหน?

        “ตอนนี้เลย!

        เซลีนทำท่าเหมือนอยากจะปฏิเสธ  แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องยอมจำนน  “ก็ได้...ไปก็ไป”

        โลแลนสังเกตเห็นแววตาสีซีดที่ดูคมกริบราวกับใบมีดของลินาที่จ้องมองไปยังเซลีน  เขาไม่เข้าใจความหมายที่สื่อสารผ่านทางสายตา  แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าสายตาที่ลินามองเซลีนนั้น...เป็นสายตาของผู้ที่ได้รับชัยชนะ

 

        ใครบางคนในหน่วยบัญชาการที่ 6 เคยบอกว่า  หน่วยบัญชาการที่ 5 คือหน่วยที่จืดชืด  และหลงใหลในทุกสิ่งอย่างที่เป็นความรู้  ความทรงจำ  โลแลนไม่เคยจิตนาการภาพโดยรวมของสถานที่แห่งนี้ออก  แต่ดูเหมือนว่าวันนี้  เขาคงไม่จำเป็นต้องจิตนาการภาพเหล่านั้นอีกต่อไป  เพราะเขาอยู่ที่นี่แล้ว  ในหน่วยบัญชาการที่ 5

        “ที่นี่คือหอสมุดขนาดใหญ่...ใช่หรือเปล่า”  โลแลนเปรยกับตัวเอง

        การตกแต่งที่ร่วมสมัยและเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการหาความรู้มีอย่างครบคัน  รอบๆผนังถูกแทนที่ด้วยชั้นหนังสือขนาดมหึมา  เป็นสถานที่ที่หนอนหนังสือจะต้องมองเห็นเป็นสรวงสวรรค์อย่างแน่นอน  แสงไฟในหน่วยบัญชาการที่ 5 สว่างอย่างเพียงพอ  เป็นแสงสีขาวใสที่ถนอมสายตา  ราวกับว่าแสงสว่างภายในหน่วยนี้  ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนรักการอ่าน  โลแลนเหลือบมองไปรอบๆอย่างสนอกสนใจ  เขาพบว่าพันธุกรรมของพวกอัจฉริยะคล้ายคลึงกัน  จนทำให้พวกเขามีลักษณ์ท่าทาง  สีผม  แววตา  และอีกหลายๆอย่างที่ดูเหมือนกัน  สมาชิกทุกคนในหน่วยบัญชาการที่ 5 ดูเหมือนวิญญาณจืดจางที่เดินวนไปมาอยู่ในหน่วย  ทุกคนมีสีผมสีขาวผ่องเหมือนลินา  แววตาสีอ่อนที่ดูจืดจาง  และสวมเสื้อสีจืดชืด  บางทีหน่วยนี้คงยังไม่นิยมเรื่องการแต่งตัวแบบร่วมสมัยสักเท่าไร...  ไกลออกไปมีกลุ่มเด็กๆกำลังเขียนตัวอักษรประหลาดลงบนกระดาษขนาดใหญ่  โลแลนไม่มั่นใจว่ามันเป็นตัวอักษร  เพราะมันดูเหมือนหนอนเมาชาเชียวเสียมากกว่า  เขาเลือกที่จะไม่สอบถาม  เพราะยังไม่อยากโดนพวกคนหัวสูงประณามว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน  และเดินตามแรงฉุดดึงของลินาไปตามทางเดินพรมแดง

        โลแลนหันหลังกลับไป  “ที่นี่ดูเหมาะกับคนชอบคิดแบบเธอนะเซลีน...!

        คำพูดเช่นนั้นของโลแลนสามารถทำให้เขานึกอยากกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าในอเมริกาได้เลย   แต่ทว่าในครั้งนี้เด็กสาวที่เขาพูดด้วยกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆโต้ตอบ  ที่จริงเซลีนดูเหมือนจะสงบลงไปเมื่อเข้ามาในหน่วยบัญชาการที่ 5 ราวกับว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของเธอ

        เซลีนไม่ตอบโต้อะไร  ได้แต่เดินตามพวกเขามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น

        “อย่าไปสนใจเลย”  ลินากระซิบ  และมันคงจะดีกว่าถ้าเธอไม่ได้กำลังเกาะแขนของเขาอยู่  “เธอก็เป็นแบบนี้แหละ  ป่วยโลกน่ะ...”

        “ฉันไม่เข้าใจนี่?”  โลแลนเกาหัว

        ลินาถอนหายใจให้กับความไม่ยอมแพ้ของโลแลน  “คือว่า...เมื่อก่อน  ก็หลายปีแล้วล่ะนะ  ได้ยินมาว่ายัยเด็กนี่น่ะเป็นคนที่มีระดับรอยหยักในสมองมากพอๆกับพวกเรา  หน่วยบัญชาการที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการยอมรับเรื่องความสามารถในการคิด  วิเคราะห์และคำนวณ  โดยปกติแล้วคนอย่างเซลีนก็ควรจะได้มาอยู่ที่หน่วยบัญชาการที่ 5 เป็นสมาชิกของหน่วยนี้  เขาว่ากันอย่างนั้นน่ะนะ”

        “ใคร...?”  โลแลนถาม

        ลินายักไหล่  “ไม่รู้สิ  แต่ไม่สำคัญหรอก  เพราะยังไงซะเธอก็ไม่ใช่สมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 5 อยู่ดี”

        โลแลนไม่ได้กำลังคิดไปเอง  เมื่อสังเกตดูดีๆแล้ว  เขาก็พบว่าสมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 5 เองก็ไม่ได้ให้การต้อนรับเซลีนเช่นเดียวกับที่เธอไม่มีความประสงค์ที่อยากจะมายังที่แห่งนี้  และนั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตของเซลีนที่ลินาเล่าถึง  ไม่ว่าจะยังไง  โลแลนต้องเตือนตัวเองเอาไว้ว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับปัญหาของคนอื่น  ...อย่างน้อยๆก็ต้องไม่ใช่ในตอนที่ตัวเขาเองก็มีปัญหาใหญ่หลวงให้ต้องปวดสมองไม่แพ้กัน...

        โครงสร้างภายในของหน่วยบัญชาการที่ 5 ไม่ได้แตกต่างไปจากหน่วยบัญชาการที่ 6 เสียเท่าไร  มีชั้นผักผ่อนที่ด้านล่าง  และชั้นรวมที่ด้านบน  ทางแยกสองฝั่งสำหรับหอพักชายหญิง  ผิดแค่ว่ามีห้องลับห้องหนึ่งซ่อนอยู่ในกำแพงของหน่วย

        ลินาเป็นคนเปิดห้องนั้น  ซึ่งถ้าไม่เพ่งสายตาดีๆ  คงไม่มีทางรู้ได้ตำแหน่งนี้ของกำแพงมีประตูลับซ่อนอยู่  แผ่นกำแผงหลอกๆเลื่อนออกเผยอให้เห็นทางเดินสั้นๆนำไปสู้ห้องมืดๆที่มีแสงสลัวๆอยู่ที่สุดของทางเดิน  พวกเขาเดินเข้าไปในนั้น

        โลแลนได้ยินเสียงแป้นพิมพ์รัวอยู่ใกล้ๆ  และเสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ดังอยู่ตลอดเวลา  ห้องนี้ดูเหมือนห้องวิจัยของพวกนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็เป็นสวรรค์ของพวกโปรแกรมเมอร์โรคจิต

        “เอ่อ...ทำไมฉันต้องมาที่นี่ด้วยล่ะ”  โลแลนกระซิบถามลินา  “คือ...เธอต้องการตัวเซลีนคนเดียวไม่ใช่หรือ  ฉันไม่คิดว่าจะช่วยอะไรได้เรื่องการวางแผนการหรอกนะ”

        ลินาฉีกยิ้ม  “มันเป็นทำเนียมที่ผู้นำของหน่วยจะต้องมาร่วมรับฟังแผนการการต่อสู้ไม่ใช่หรือ  และก็อีกอย่าง  ฉันไม่ได้หวังให้เธอมาช่วยคิดเรื่องวุ่นวายพวกนี้หรอก  งานแบบนี้น่ะเหมาะกับคนพวกนั้นมากกว่า”

        โลแลนจำไม่ได้ว่าเขาไปลงสมัครเป็นผู้นำของหน่วยตั้งแต่เมื่อไร  แต่ทุกคนก็เหมือนจะยกย่องให้เป็น...โดยไม่ถามความเห็นของเขาเลย

        เธอผายมือไปทางกลุ่มคนชายหญิงที่กำลังนั่งรัวแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ที่สุดขอบของห้อง  ห้องนี้เป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมที่มีขนาดเล็กพอๆกับรังหนู  ตรงกลางที่ตั้งตัวยาวตั้งอยู่สมาชิก 5-6 คนนั่งเรียงรายอยู่ที่โต๊ะ

        ชายคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกล่าวทักทายพวกเขา  โลแลนรู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นผู้นำของหน่วย  เขามีสีผมซีดจืดจางเหมือนสมาชิกคนอื่นๆ  เพียงแต่รสนิยมการแต่งตัวไม่ได้ด้อยสมัย  เขาสวมเสื้อยืดลายพรางและกางเกงขายาวทับด้วยเสื้อคลุมของศูนย์วิจัย  ชายคนนี้คงจะอายุมากกว่าโลแลนไม่กี่ปี  เขาดูขี้เล่นและฉลาดไปพร้อมกัน  ต่างกับสมาชิกที่เหลือที่นั่งทำหน้าบึ้งตึงอยู่ที่ขอบโต๊ะ

        “ตามสบายเลยนะผู้รวมพันธมิตรหน่วยที่ 6 “  เขาส่งยิ้มขี้เล่นให้โลแลน  และเอนตัวไปมองเซลีนที่อยู่ด้านหลัง  “อยู่นั่นเองคนเก่งของเรา  เซลีน  ทาร์เซีย  ฉันอยากคุยด้วยมานานแล้วล่ะนะ  วันนี้ถือเป็นวันก่อนศึกที่ดี  นั่งสิสหาย  นั่งเลย...”

        “รีเนียส  นี่โลแลน  ผู้นำของหน่วยบัญชาการที่ 6”  ลินากล่าวแนะนำโลแลน

        รีเนียสพยักหน้า  “รู้แล้วล่ะ  ลูกชายของท่านผู้นำ  ไม่แปลกใจหรอกนะ  และก็ยินดีที่รู้จัก  ฉันรีเนียส  ผู้นำของหน่วยบัญชาการที่ 5 หวังว่าจะคุยกันได้นะ  ไหนๆเราก็ผู้นำเหมือนกัน”  เขาถอนหายใจและพึมพำเบาๆว่า  “ในที่สุกหน่วยบัญชาการที่ 6 ก็ตั้งหัวหน้าหน่วยเสียที”

        โลแลนนั่งลงบนเก้าอี้  “อะ  เอ่อ  เช่นกัน”

        รีเนียสหันไปทางเซลีน  เขาคงคิดว่ารายต่อไปที่จะกล่าวทักทายเขาคงจะเป็นเด็กสาวคนนี้  แต่เขาก็คิดผิด  ลินาไม่ได้กล่าวแนะนำเธออย่างเป็นทางการ  ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะพวกเขารู้จักกันดีอยู่แล้ว  และเซลีนก็ไม่ได้พูดอะไร  เธอเดินมานั่งลงข้างโลแลน  กอดอกก้มหน้า  หลังจากนั้นก็เอาแต่นั่งเงียบ

        รีเนียสยิ้มน้อยๆกับท่าทางของเซลีนที่ดูเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าเธอจะเป็นเช่นนี้

        “เอาเถอะ!  ยังไงซะจุดประสงค์ที่หน่วยเรานัดพวกนายมาก็มีความหมายมากกว่าที่คิด  ฉันเป็นคนยื่นข้อเสนอการรวมกลุ่มเองล่ะนะ  เพราะคิดว่าความเห็นของลินาฟังดูเข้าท่า  อีกอย่างทางหน่วยเราก็มีแต่คนที่เก่งด้านการสนับสนุนและวางแผนการแบบแยบยลมากกว่าพวกลุยไปตายเอาดาบหน้า  ไม่ได้ว่านะ...”

        โลแลนส่ายหน้า  “ไม่เป็นไร...มันก็จริงของนาย”

        “ฉันเลยคิดว่าการรวมกลุ่มในครั้งนี้คงไม่ได้ทำให้เราเสียหายอะไร  และฉันก็ค่อนข้างจะมั่นใจด้วยว่าการแข่งนั้นระหว่างหน่วยในครั้งนี้ฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ”  รีเนียสมองไปรอบโต๊ะเหมือนจะของความเห็น  ซึ่งสมาชิกของเขาก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆเออออตามผู้นำของหน่วย

        “อะไรทำให้นายมั่นใจแบบนั้นล่ะ”  โลแลนเอ่ยถาม

        รีเนียสชี้นิ้ว  “เพราะมีเธอคนนั้นไง...”

        ทุกสายตาจ้องมองไปที่เซลีน  ผู้ถูกกล่าวถึง  เด็กสาวสะดุ้งหน่อยๆ  เธอขมวดคิ้ว  “มีฉันแล้วไง  พูดเหมือนปกติฉันไม่ใช่คนของศูนย์วิจัยอย่างนั้นล่ะ”

        “เปล่าเลย”  รีเนียสแก้คำ  “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น  แต่เป็นเพราะความสามารถของเธอ  ฉันเรียกพวกนายมาก็เพื่อที่จะตกลงกันถึงแผนการในวันพรุ่งนี้”  เขามองโลแลน  “นายเป็นเด็กใหม่  เอาเป็นว่าฉันจะอธิบายกฎกติกาโดยรวมให้ฟังก็แล้วกันนะ”

        รีเนียสกวาดมือไปบนโต๊ะ  และแสงวูบวาบก็ส่องประกาย  ก่อตัวและเริ่มปรากฏเป็นรูปร่าง  ภาพโฮโรแกรมแสดงแผนผังของสถานที่ที่ไหนสักแห่งซึ่งโลแลนมั่นใจว่าเขาไม่เข้าใจการอธิบายแบบระเอียดของภาพล้ำสมัยพวกนี้

        “พื้นที่เขตถูกบ่งออกเป็นสองฝั่ง  ทิศเหนือและใต้ของสนามแข่งขัน  โดยปกติมันก็ไม่ได้ถูกแบ่งอย่างเป็นทางการเช่นนี้หรอกนะ  แต่เพราะการแข่งขันในครั้งนี้เป็นอะไรที่พิเศษและแตกต่างไปจากเดิม  รูปแบบจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพที่เหมาะสม  ฝั่งเหนือมีกลุ่มของหน่วยบัญชาการที่ 1 2 3และ4 ตามที่มีการรวมกลุ่ม  และฝังทิศใต้เขตแดนเป็นของพวกเรา”

        “แค่สองหน่วยเท่านั้นหรือ?”  โลแลนเอ่ยถามขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับภาพสามมิติที่แสนจะซับซ้อน  แผนผังเป็นกรอบเมืองที่คับแคบและนั่นก็ทำให้ สองสมรภูมิที่ต้องแข่งกันอยู่ใกล้กันมากจนน่าใจหาย  โลแลนไม่ใช่นักวางกลยุทธ์ที่ดี  และไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับการทำการสงคราม  แต่เขาก็พอจะรู้ได้ว่าหากการแข่งขันในครั้งนี้ไม่มีการเตรียมการอย่างดี...พวกเขาก็จะไม่มีทางมองเห็นแสงสว่างแห่งชัยชนะเลย  โลแลนชี้นิ้วไปที่จุดเล็กเรืองแสงในภาพสามมิติ  เป็นจุดที่อยู่ระหว่างสองฐานทัพ  และเป็นจุดที่อยู่หลบมุมมากที่สุดในแผนผัง  “ตรงนี้มันคืออะไรหรือ...?

        “จุดพักรบ”  หญิงคนหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ถัดออกไปกล่าวเสียงเรียบ  “ไม่ใช่จุดสำคัญในการวางตำแหน่งกำลังพล  เป็นแค่ป้อมเก่าๆที่ไม่จำเป็นสำหรับการสงคราม...”

        โลแลนขมวดคิ้ว  “ถ้าไม่จำเป็นแล้วเขาจะสร้างมันขึ้นมาเพื่ออะไรล่ะ  แบบว่ามันน่าจะมีอะไรที่ใช้การได้บ้างไม่ใช่หรือ?

        หญิงสาวคนนั้นส่ายหน้าให้กับความคิดโง่ๆของโลแลน  นั่นเขากำลังโดนดูถูกอย่างรุนแรงเลยก็ว่าได้  คนในหน่วยนี้ช่างหยิ่งยโสและมั่นใจในตัวเองจนไม่ใส่ใจความคิดเห็นของคนอื่น  โลแลนรู้สึกเหมือนโดนเมินจากพวกคนฉลาดที่ถือดี  และนั่นทำให้เขาหงุดหงิด

        ลินาแตะมือเขา  “เธอหมายถึงมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในการต่อสู้น่ะ  พื้นที่ในส่วนนั้นเป็นเหมือนทิวทัศน์ของโซนน่ะ  เป็นแค่ของประดับ  ก็เลยไม่มีใครนิยมใช้กัน  อีกทั้งมันยังไกลจากฐานทัพจริงของแต่ละฝ่ายอยู่พอสมควรเลยล่ะ  จะให้ไปวางกองกำลังที่นั่นคงเป็นเรื่องลำบากไม่น้อย”

        “โซนที่ว่านี่คืออะไรเหรอ...ใช่รูปแบบแผนที่  คล้ายในเกมคอมพิวเตอร์แบบนั้นหรือเปล่า?”  โลแลนจินตนาการถึงแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยโปรแกรม

        “ก็คล้ายๆกันแหละนะ”  รีเนียสว่า  “แต่ก็ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว  การเลือกซุ่มโซนที่ใช้ในการประลองถูกกำหนดโดยเหล่าผู้นำของศูนย์วิจัย...คนๆนั้นก็คือพ่อของนายไงล่ะ”

        “เชือดพ่อนายทิ้งเลยง่ายกว่ามั้ย...?”  เซลีนดึงมีดสั้นขึ้นมาควงเล่น  ทำเอาสมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 5 พากันกระเถิบตัวออกห่าง

        “ทำได้ซะที่ไหน...!”  โลแลนส่ายหน้ารัวๆ  โดยหวังว่าเซลีนจะไม่ได้จริงจังกับสิ่งที่พูดมากไปกว่าการที่เธอนั่งควงมีดสั้นแสนอันตรายอยู่ในตอนนี้  “แล้วแบบนั้นเราจะรู้แผนผังจริงๆเมื่อไหร่กันล่ะ  หรือว่าต้องเป็นตอนลงสนามจริงๆเลย...”

        รีเนียสเกาคาง  “อืม...ที่จริงแล้ว  ก่อนการแข่งขัน 1ชั่วโมง  จะเป็นชั่วเตรียมตัวที่ทางศูนย์วิจัยจะอนุญาตให้พวกเราดูแผนผังที่แท้จริงของสนามแข่งขันได้  แต่ถ้าไปมัวแต่วิตกเรื่องพื้นที่มากเกินไป  กำลังรบเราก็จะยิ่งเหลวนะ...”

        “ก็เหลวจริงๆนั่นแหละ...”  เซลีนตอกย้ำโดยการฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วก็เงียบไป

        “เฮ้!  นี่เธอจะหลับจริงๆหรือ?  ตรงนี้เนี่ยนะ!”  โลแลนพยายามเขย่าตัวเซลีน  แต่เด็กสาวก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆกลับมาเลย

        ลินาถอนหายใจราวกับว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น  สมาชิกร่วมโต๊ะคนอื่นๆได้แต่บ่นพึมพำถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเด็กสาว  รีเนียสเองก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อนโดยไม่พูดอะไร

        โลแลนก็พอจะเข้าใจหรอกนะว่าเซลีนรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบใจที่ต้องมานั่งรวมกลุ่มปรึกษาเรื่องที่ผู้มีสมองเป็นเลิศพูดคุยกัน  เมื่อเทียบกันแล้วเซลีนถือว่าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในวงสนทนาครั้งนี้เลยก็ว่าได้  แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมาทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าอื่นๆเช่นนี้  ต้องมีใครสักคนสั่งสอนเธอเสียบ้าง...

        “ไม่เป็นไรหรอก”  รีเนียสพูดขึ้น  “ทางนี้เองก็พูดแต่เรื่องน่าเบื่อเสียด้วยสิ  แต่มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...”

        โลแลนส่ายหน้า  “เปล่าหรอก  ก็แค่ใครบางคนกำลังทำตัวเป็นเด็กไปเอาไหน  ก็แบบนี้แหละ...ดูจากขนาดตัวก็รู้แล้ว  เด็กยังไงก็เด็กอย่างนั้น  พอเห็นของเล่นที่ไม่สนใจก็ทำเมิน  เพราะแบบนี้แหละถึงไม่รู้จักโตเสียที”

        เซลีนเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย  และเขม่นสายตาใส่เขา  “ใครเป็นเด็กไม่ทราบ...!

        โลแลนยักไหล่  “ก็ไม่รู้สินะ!  ก็คงเป็นใครบางคนที่คิดจะหนีงานไปนอนหน้าตาเฉยๆล่ะมั้ง!

        “ฉันไม่ใช่เด็กนะ!”  เซลีนตวาดขึ้นและดีดตัวลุกขึ้นนั่ง  ในที่สุดเธอก็กลับมาเป็นคู่ต่อปากต่อคำกับโลแลนอีกครั้ง  เซลีนทำหน้ายักษ์ใส่เขา  “ถอนคำพูดเลย...!

        “ไม่ล่ะ...!”  โลแลนปฏิเสธทันที  พร้อมหันหน้าหนีอย่างเย่อหยิ่ง  “เพราะฉันไม่ได้เอ่ยชื่อเธอเสียหน่อย  ฉันแค่ต่อว่าคนไม่เอาไหนที่พยายามหนีงานก็เท่านั้นเอง...หรือว่าเธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหนคนนั้นจริง หืม...”

        เซลีนทำท่าจะเถียง  ท่ามกลางความงุนงงของเหล่าสมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 5 ที่ซึ่งพากันมองสมาชิกต่างหน่วยถกเถียงกันไปมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

        “กะ...ก็  คนพวกนี้พูดแต่เรื่องเดิมที่ใครๆก็รู้อยู่แล้ว  และยังมีกลยุทธ์เก่าที่ไม่มีทางชนะอีก  แบบนี้มันน่าเบื่อจะตายไป!”  เซลีนพูดอย่างไม่แคร์สายตาไม่สบอารมณ์ของสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 5 คนอื่นๆ  เธอกระแทกเท้าไปมาอย่างเด็กน้อยที่ไม่ได้ของเล่นที่ต้องการ  “ถ้าเรียกพวกเรามาพูดเรื่องไรสาระพวกนี้ล่ะก็  สู้นอนไปเลยไม่มีประโยชน์กว่าหรือไง...”

        สมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 5 พากันเขม่นสายใส่เด็กสาว  จนกระทั่งรีเนียสหัวเราะออกมา  ซึ่งท่าทีเช่นนั้นก็ทำให้สมาชิกของเขาและโลแลนพากันแปลกใจ

        “ก็เพราะแบบนั้น  ก็เพราะพวกเราพูดเป็นแต่เรื่องแบบนั้นนั่นแหละเลยทำให้พวกเราดูไม่เป็นมิตร”  รีเนียสยังคงต่อสู้อยู่กับอาการขบขันของตนเองในระหว่างที่ใช้ปากพูด  “เข้าใจทีเถอะว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเราไม่ถนัด  ดังนั้นนะเซลีน  ทาร์เซีย  เธอจะช่วยทำให้เรื่องพวกนี้มันง่ายขึ้นสักหน่อยจะได้หรือเปล่า...”

        ในช่วงเวลาหนึ่งที่โลแลนเห็นว่าเซลีนยอมหยุดความคิดเพื่อรับฟังและพิจารณาสิ่งที่รีเนียสพูด  เธอไม่ได้แสดงท่าทางความคิดออกมาทางสายตาหรือสิ่งที่กระทำ  และนั่นก็ยิ่งทำให้สมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 5 และโลแลนเดาใจเด็กสาวคนนี้ไม่ออกยิ่งขึ้นไปอีก

        ...เซลีนลุกขึ้นยืนและกระตุกเสื้อคลุมโลแลนเบาๆ  “กลับกันเถอะ...”

        โลแลนคิดว่าสมองของเขากำลังทำงานผิดปกติ  หรือไม่เซลีนก็กำลังทำให้สมองของเขาเป็นเช่นนั้น  โลแลนเชื่อว่าสมาชิกของหน่วยบัญชาการที่ 5 ก็คงงุนงงไม่ต่างไปจากโลแลน

        “ไม่ได้ยินที่พูดหรือไง...”  เซลีนหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ  ก่อนจะกระตุกคอเสื้อโลแลนให้ลุกขึ้นโดยไม่รอให้เขาตัดสินใจ

        เสียงร้องเรียกของลินาดังเข้ามาในโซนประสาทการได้ยินของโลแลน  สมาชิกหายคนของหน่วยบัญชาการที่ 5 พยายามเรียกเซลีน  ทว่าเธอก็ไม่ได้สนใจพวกเขาเลย  โลแลนเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมเธอถึงทำเช่นนั้น  จนกระทั่งรีเนียสที่นั่งมองเหตุการณ์ทุกอย่างมาโดยตลอดลุกขึ้นและเอ่ยถาม

        “ไหนล่ะแผนการของเธอ...?

        เซลีนตอบทั้งที่ไม่หันกลับมา  “ฉันดูออกหรอกน่าว่าพวกนายเรียกฉันมาทำไม  แต่ฉันไม่อยากเล่นสกปรกโดยไม่จำเป็น...”

        “ถึงจะเป็นอัจฉริยะ  แต่ถ้าไม่มีการวางแผนการที่ดีหรือเตรียมพร้อมก่อนหน้า  ก็ไม่มีทางที่จะเป็นผู้ชนะได้หรอกนะ...บางครั้งพวกเราก็ต้องทำในสิ่งที่ไม่ควรเสียบ้าง”  รีเนียสบอก  น้ำเสียงของเขาเบาลงและแฝงแววไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆที่โลแลนยังคงไม่เข้าใจอยู่เหมือนเคย

        เซลีนเริ่มออกเดินอีกครั้ง  มือของเธอยังคงดึงคอเสื้อของโลแลนอยู่  และนั่นก็ทำให้เขาเริ่มจะขาดหายใจขึ้นมาจริงๆแล้ว

        “นี่!...ปล่อยก่อนสิ!”  โลแลนพยายามกระชากคอเสื้อกลับ  แต่แรงของเด็กสาวก็ดูเหมือนจะมีมากกว่าเขาเสียอย่านั้น  โลแลนได้แต่เดินตามแรงลากของเธอไปอย่างเลี่ยงไม่ได้  ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ของสมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 5

 

        เมื่อพ้นอาณาเขตของหน่วยบัญชาการที่ 5 ไปแล้ว  เซลีนก็ยอมปล่อยคอเสื้อของเขาให้เป็นอิสระ  เธอไม่พูดอะไรกับโลแลนและเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดมุ่งหมายท่ามกลางสายลมหนาวและท้องฟ้าที่มืดมนราวกับพายุโหม

        โลแลนไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องตามเธอไป  แต่ขาของเขากับทำเช่นนั้น  ซึ่งโลแลนไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมขาของเขาถึงทรยศความคิดของเขาอย่างในตอนนี้

        “เดี๋ยวก่อนสิ!”  โลแลนดึงข้อมือเล็กของเธอเอาไว้  ร่างเล็กของเซลีนหยุดเคลื่อนที  เด็กสาวหันมามองเขาด้วยสายตาของคนที่กำลังหงุดหงิด...ที่จริงแล้ว  เธอก็มักจะมองเขาแบบนั้นตลอด

        “มีอะไรอีกล่ะ...”  เซลีนเอ่ยถาม  “หรือว่านายเองก็อยากจะมีปัญหากับฉันอีกคนหรือไง?

        “เปล่าเสียหน่อย  ฉันแค่ไม่เข้าใจ...ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น”

        “ทำอะไร...?

        “ก็ที่ไม่ให้ความร่วมมือ  ทั้งๆที่คนพวกนั้นน่าจะช่วยพวกเราได้  อย่างที่คนชื่อรีเนียสพูดไง  เธอก็รู้ดีว่าเราไม่มีทางชนะหรอกหากเธอยังทำอะไรๆด้วยตัวคนเดียว...”

        เซลีนหลบสายตาเขา  ซึ่งเธอไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อน  “โง่จริงๆ  คนพวกนั้นก็แค่ต้องการใช้สิ่งที่ฉันสร้างเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง...ความต้องการที่จะชนะ  นายไม่สังเกตหรือไง  ยิ่งใกล้การแข่งขัน  ทุกคนก็ยิ่งฮึกเหิมและบ้ากระหายการต่อสู้  ถึงขั้นยอมทำเรื่องแย่ๆเพื่อที่ฝ่ายของตนจะได้เป็นผู้ชนะ  แบบนั้นมันผิดต่อความต้องการจริงๆของผู้จัดการแข่งขันไปแล้ว  การแข่งขันมีเพื่ออะไรนายรู้ไหม...?

        โลแลนเกาคาง  “ที่จริงแถวๆบ้านเดิมของฉันเขาเรียกว่ากีฬามากกว่าน่ะนะ  แต่มันก็เป็นการจัดการแข่งขันเพื่อให้นักกีฬาหรือผู้ร่วมแข่งขันสนุกสนานและรู้จักการให้อภัย  การร่วมมือกันของทีม  ประมาณนี้ล่ะมั้ง”

        “ก็เพราะแบบนั้นแหละ!”  เซลีนกอดอก  และตวัดสายตามองที่ตั้งของหน่วยบัญชาการหลังอื่นๆด้วยความไม่พอใจ  “ถึงแม้ว่าการฝึกของที่นี่จะดูโหดร้ายไปเสียหน่อย  แต่การแข่งขันที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ก็มีวัตถุประสงค์ถูกต้องตามที่นายพูด  แล้วนายลองมองดูสิ...ผู้คนที่รวมกลุ่มกัน  พากันใช้ความสามารถของอีกฝ่ายในการคว้าชัยชนะในแบบที่ไม่ถูกต้อง”

        โลแลนนิ่วหน้า  “มันไม่ถูกต้องตรงไหนกัน  การรวมกลุ่มก็มีไว้เพื่อให้ทุกคนช่วยเหลือกันไม่ใช่หรือไง?

        “ลีซิทเตอร์...”  เซลีนพูดอย่างเรียบง่าย  โลแลนจำชื่นนั้นได้ในทันที  มันคือระบบบางอย่างที่เซลีนเป็นคนสร้างขึ้นมา  เป็นเหมือน AIมีชีวิตที่ไม่มีร่างเนื้อซึ่งมีความสามารถในการคำนวณและเจาะระบบต่างๆได้อย่างไม่มีข้อจำกัด    แต่ถึงมันจะเป็นอะไรที่ล้ำสมัยขนาดนั้น  โลแลนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเจ้าระบบปฏิบัติการสุดแจ่มนี่มามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่ในตอนนี้ด้วย

        ดวงตาสีเข้มของเซลีนจับจ้องไปที่คฤหาสน์ของหน่วยบัญชาการหลังอื่นๆด้วยความไม่ไว้วางใจ  ราวกับว่าผู้คนในหน่วยอื่นๆจะมาขโมยสิ่งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว  แล้วในที่สุดโลแลนก็เข้าใจความหมายของเซลีน

        “พวกเขาต้องการใช้มัน...”  เขาพูดเสียงเบา  ซึ่งการพยักหน้าของเซลีนก็เป็นการยืนยันความจริงของสิ่งที่เขาพูดออกไป  โลแลนส่ายหน้าไปมา  “เพื่ออะไรล่ะ  ไม่ใช่ว่าโปรแกรมที่เธอสร้างไม่เป็นที่รู้จักในศูนย์วิจัยหรอกหรือ...หรือว่าตอนนี้มันโด่งดังไปแล้ว”

        “หน่วยบัญชาการที่ 5 ถือเป็นข้อยกเว้น”  เซลีนบอก  “พวกนั้นเป็นมนุษย์นักดูดข้อมูล  ถึงฉันไม่ทำอะไร  พวกนั้นก็ต้องเจอระบบของฉันอยู่ดี...แล้วตอนนี้ก็เจอแล้ว”

        แต่ถึงจะรู้  หน่วยบัญชาการที่ 5 ก็ยังไม่สามารถนำระบบลีซิทเตอร์ของเซลีนไปใช้ได้ตามใจชอบอยู่ดี

        “นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาเรียกเรามางั้นสิ...”  โลแลนหัวเราะแหะๆให้กับความหัวช้าของตัวเอง  “ให้ตายสิ...คนที่นี่น่ากลัวจริงๆ”

        “ท่าเทียบกันระหว่างคนที่ใช้กลโกงกับคนที่ทำลายสัตว์ทดลองด้วยพลังอันตรายงี่เง่าแล้ว  นายยังคิดว่าตัวเองมีสิทธิที่จะพูดแบบนั้นอยู่อีกหรือ”  เซลีนตอกกลับ  “เลิกพูดเรื่องนี้ซะ  วันนี้พวกเราก็แค่ทำตัวชิวๆไปเหมือนทุกๆวัน  ถึงเวลาแข่งเมื่อไหร่แล้วค่อยว่ากัน”

        เซลีนบอกปัดและเดินจากไปตามทางเดิน  โลแลนถอนหายใจเหนื่อยๆ  เขาเลือกที่จะทำตามที่เซลีนบอก  คือใช้ชีวิตไปกับความชิวๆ...ไม่มีการฝึก  และไม่ต้องโดนเพื่อนร่วมห้องซักถามข้อสงใสเก่าที่ยังตอบไม่หมด  ช่วงเวลาที่เหลือของวันนี้คือความเรียบง่ายที่โลแลนแทบจะลืมไปแล้วว่าเขาเคยทำให้ทุกๆวันเป็นเช่นนั้นมาก่อน

        แล้วหนึ่งวันก็ดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว...

 

        ในเช้าของวันต่อมา  วันสำคัญที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ  อีกทั้งมันยังเป็นวันที่ตัดสินด้วยว่าชีวิตของโลแลนต่อจากนี้จะจบลงอย่างไร  ถึงจะเป็นวันที่สำคัญขนาดนั้น  แต่ท้องฟ้าก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้กำลังใจโลแลนเลยสักนิดเดียว

        โลแลนยืนมองเมฆหนาที่แผ่ปรกคลุมท้องฟ้าในยามเช้าด้วยความกังวล  ราวกับว่ามันเป็นรางร้ายที่เหมือนจะตัดสินอนาคตของโลแลนในวันนี้ยังไงยังงั้น

        “นายกำลังกังวลอยู่อย่างนั้นหรือ?”  เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง  ลูธยืนอยู่หน้าประตูของหน่วยบัญชาการที่ 6 เขาสวมเสื้อผ้าที่กระชับเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก  แต่ก็ยังคงใส่เสื้อคลุมของหน่วยอยู่เหมือนเคย  เขาเก็บบางสิ่งที่เงาและดูเหมือนกระบอกน้ำเล็กๆเข้าไปใต้เสื้อคลุมก่อนจะหันมาส่งยิ้มใส่ๆให้โลแลน

        เมื่อลูธเดินมายืนคู่โลแลน  มันก็ไม่ต่างกับหนุ่มหุ่นดีกับเจ้าคนแคระยืนคู่กัน  โลแลนหัวเราะในใจให้กับความด้อยของสภาพร่างกายและความธรรมของตนเองเมื่อยืนเทียบกับลูธ  เพื่อนร่วมห้องคนนี้ดูเหมือนจะพร้อมสำหรับการทะเลาะวิวาทที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า  ต่างกับโลแลนที่ไม่พร้อมจะทำอะไรเลยสักอย่าง

        การแข่งขันในวันนี้มันค่อนข้างจะแตกต่างกับการแข่งขันกีฬาที่โลแลนมักจะโดนพวกเด็กนิสัยเสียท้าทายอยู่บ่อยครั้งที่โรงเรียน  และนั่นก็ยิ่งทำให้ความมั่นใจของโลแลนหดหายไปมากกว่าเดิม

        ลูบวางมือลงบนบ่าของโลแลน  “ไปเถอะ  ทุกคนรออยู่ที่สนามกันแล้ว  ยังไงพวกเราก็ต้องชนะ”

        ความมั่นใจของลูธทำให้โลแลนถึงกับเลิกคิ้ว  “แต่หน่วยของเราไม่เคยชนะเลยไม่ใช่หรือ...?

        “ก็นั่นแหละที่ทำให้มันน่าสนใจ  ไปกันเถอะเด็กใหม่ก่อนที่เซลีนจะหัวเสีย...เธอไม่ชอบรอคอยอะไรนานๆเสียด้วย”

        โลแลนเห็นด้วยกับลูธเขาจึงออกเดินมุ่งหน้าไปสู่สนานแข่ง 

        ระหว่างทางโลแลนมองเห็นสมาชิกของหน่วยหลายคนวิ่งวุ่นวกวนกันไปมา  ทุกคนดูแตกตื่นและดูตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน  โลแลนนิ่วหน้า...ยังไงเขาก็ยังทำใจไม่ได้ที่จะเห็นการต่อสู้เป็นเรื่องสนุกสนาน

        ใจกลางของศูนย์วิจัยยิ่งครึกครื้นเข้าไปใหญ่  โลแลนและลูธต้องเดินเบียดเสียดกับฝูงชนจำนวนมากเพื่อไปให้ถึงสนามแข่งก่อนที่เซลีนจะสติแตกเพราะความล่าช้าของพวกเขา

        ปึก!...

        โลแลนเพิ่งจะเดินชนใครบางคนเซถอยไปข้างหลัง  เขาหยุดเท้าและหันกลับไปดูผู้เสียหาย

        “ขอโทษครับ...!”  โลแลนเอ่ยตามมารยาท  ทว่าผู้เสียหายคนนั้นกลับเป็นคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี  “อะ  แอร์วี่...”

        แอวีแอสเน่ยืนเซๆอยู่ข้างเขา  ถึงเธอจะถูกชนจนตัวเซแต่รอยยิ้มเล็กๆของเธอก็ไม่ได้จางหายไปแต่อย่างใด  เด็กสาวจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่และหัวเราะเบาๆ  “ฉันเหม่อลอยไปหน่อย...ขอโทษนะคะ  วันนี้วันสำคัญเสียด้วยสินะ...”

        โลแลนเกาแก้มเขินๆ  “เอ่อ  ก็ประมาณนั้นมั้ง  ถึงฉันจะยังไม่ค่อนคุ้นชินกับที่นี่เสียเท่าไรก็เถอะ”

        แอวีแอสส่ายหน้า  “ไม่จริงหรอก...”

        “แอร์วี่เหรอ?”  ลูธโผล่มาข้างๆโลแลน  เขามองเด็กสาวผู้พยากรณ์ด้วยสายตากึ่งแปลกใจเล็กน้อย  แต่นั่นไม่สำคัญ  เพราะโลแลนรู้สึกว่าทันทีที่เพื่อนร่วมห้องคนนี้ของเขาโผล่มา  แอวีแอสเน่ก็ทำตัวแปลกๆไปอย่างเห็นได้ชัดแทบจะในทันที

        เด็กสาวดูกระสับกระส่าย  เธอยืนบิดไปมาและพูดตะกุกตะกัก  ซึ่งไม่ใช่ท่าทีโดยปกติของคนที่เป็นผู้พยากรณ์อย่างเธอเลย  “อะ  อะ  เออ...เธอก็มาด้วยหรือ  ขะ  ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้สังเกต”

        โลแลนเคยเห็นลูธอยู่กับแอวีแอสเน่แล้ว  ซึ่งเป็นตอนที่ทุกคนอยู่รวมตัวที่ห้องโถงใหญ่ของหน่วยบัญชาการ  แต่ตอนนี้ลูธอยู่ใกล้เธอมากกว่าทุกที  และการที่แอวีแอสเน่มีท่าทางแบบนั้นก็ให้ระบบสงใสในสมองของเขาเริ่มทำงาน

        ลูธโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ  “ไม่เป็นไรหรอกน่า  ฉันเข้าใจ...”  เขามองไปรอบๆก่อนจะหันมาขมวดคิ้วให้เด็กสาว  “อืม...วันนี้แอร์วี่ก็ถูกแยกตัวไปอีกแล้วสินะ”

        “คะ  ค่ะ!  ผู้พยากรณ์ก็ต้องไม่มายุ่งวุ่นวายกับเรื่องแบบนี้  มันเป็นกฎนี่คะ!

        “เอ๋!  แอร์วี่ไม่ได้อยู่ฝั่งเราหรอกหรือ?”  โลแลนพูดเสียงอ่อยอย่างผิดหวัง  “ทั้งๆที่อยู่หน่วยเดียวกันเนี่ยนะ...”

        “มันเป็นกฎ  ที่ไม่ให้ผู้พยากรณ์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเล่นสกปรกยังไงล่ะ”  ลูธอธิบายขณะเดียวกันแอวีแอสเน่ก็พยักหน้าเออออไปกับคำพูดของเขาด้วยเช่นกัน

        สองคนนั้นพูดคุยกันอย่างสนิทสนม  จนโลแลนรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินระหว่างพวกเขา  ไม่นานหลังจากนั้นแอวีแอสเน่ก็ขอแยกตัวไป  แล้วลูธกับโลแลนก็กลับเข้าโหมดแตกตื่นอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาเสียเวลาไปมากแล้ว  และคนที่เป็นต้นเหตุให้เด็กหนุ่มทั้งสองต้องวิ่งบากบั่นไปจนถึงสนามแข่งในเวลาเสี้ยววินาทีอย่างเซลีนต้องกำลังหัวเสียอย่างไม่ต้องสงใส

 

        “เหลวไหลใหญ่แล้วนะ  พวกนายทั้งสองคน!

        ทันทีที่โลแลนและลูธถ่อสังขารมาจนถึงสนามแข่งที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมากพวกเขาก็ต้องโดนจับเข้าวงเทศนาของเซลีน  ทาร์เซียอย่างที่คาดการณ์เอาไว้  ลูธได้แต่ขอโทษขอโพยเด็กสาวที่กำลังหัวเสีย  โลแลนที่ยืนอยู่ข้างเลือกที่จะมองไปรอบๆแทนที่จะรับฟังเสียงบ่นฉอดๆของเซลีน

         ผู้คนที่สนามมีจำนวนมาก  จนโลแลนเริ่มจะเห็นผู้คนเหล่านั้นเป็นฝูงมดตัวเล็กๆที่ส่งเสียงเจาะแจะอยู่ทั่วสนาม  บ้างก็มาจากหน่วยงานต่างๆของศูนย์วิจัย  บ้างก็มาจากนครใต้พิภพ  โลแลนเชื่อว่าส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ขนเหล่านั้น  ต้องมีบุคคลหลายสิบคนที่ได้เห็นวีระกำน่าหดหู่ใจของโลแลนที่สนามประลองรวมอยู่อย่างแน่นอน

        พวกโลแลนไปรวมตัวกันที่โดมทึบเล็กที่กึ่งกลางขอบสนาม  ที่อีกฟากหนึ่ง  ไกลออกไปหลายสิบเมตร  โลแลนมองเห็นโดมสีทึบแบบเดียวกันอยู่ที่มุมขอบสนามอีกฝั่ง  แต่โดมฝั่งนั้นใหญ่กว่า  และดูแข็งแรงกว่า

        "ไม่สำคัญหรอก  สุดท้ายที่นี่ก็ต้องถูกเปลี่ยนไปตามกรรมการภาคสนามอยู่แล้ว"  สมาชิกหน่วยเดียวกันเป็นเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งบอก

        "เปลี่ยนอะไรหรือ?" โลแลยถาม

        เด็กชายขยิบตา  "เดี๋ยวก็รู้เองแหละพี่ชาย"  เด็กชายว่าและวิ่งไปหาเด็กชายอีกคนที่มีหน้าตาเหมือนกันเป๊ะๆ...ฝาแฝด...?

        เวลาเดียวกันนั้น  เซลีนกำลังเรียกประชุมสมาชิกทั้งสองหน่วย  โลแลนรู้สึกแปลกใจเมื่อเธอกรีดกันเขาและผองเพื่อนร่วมห้องไม่ให้รับฟังแผนการ  เธอบอกว่ามีหน้าที่พิเศษให้พวกเขา  นั่นไม่ยุติธรรมเลย  อย่างน้อยๆโลแลนก็อยากจะมีส่วนร่วมในงานกีฬาของที่แห่งนี้ให้มากกว่านี้  แต่เดิมเขาก็ไม่ใช่นักเรียนดีเด่นของโลกเรียนอยู่แล้ว  ไม่ต้องพูดถึงการเข้าสังคมของเขาเลย  โลแลนน่าจะสอบตกวิชาเข้าสังคม  และตอนนี้เซลีนก็กำลังทำให้เขานึกถึงการเป็นตัวถ่วงของคณะ...ทำให้เขารู้สึกแย่ยิ่งกว่าการถูกบังคับให้ดื่มนมแพะเสียอีก

        ใช้เวลากว่าสามสิบนาทีในการบอกเล่าแผนการที่ตักเตรียมมาให้สมาชิกหน่วยบัญชาการที่ 5 และหน่วยบัญชาการที่ 6 ฟัง  ซึ่งระหว่างนั้นโลแลนและผองเพื่อนร่วมห้องก็ต้องออกมายืนกอดอกเรียงแถวกันอยู่หน้าโดม  ไม่ต่างจากรูปปั้นเทพเจ้าทำหน้าบิดเบี้ยว

        กระทั่งสมาชิกของทั้งสองหน่วยเริ่มทยอยเดินออกมาเตรียมพร้อมติดอาวุธ  เซลีนถึงเรียกให้พวกเขาเข้าไปเพื่อซักซ้อมแผนการบางอย่าง

        ทันทีที่เข้ามาในโดม  ผู้บัญชาการจำเป็นก็โยนสาดคาดบางอย่างให้พวกเขา

        "นี่อะไรน่ะ  รูปร่างมันดูเหมือน..."  โลแลนดึงสาดคาดข้อมือที่ได้มาและพิจารณารูปลักษณ์ที่ไม่ค่อยจะเหมาะกับผู้เป็นเจ้าของสักเท่าไร

        "แมว...?"  ผองเพื่อนที่เหลือพูดขึ้นพร้อมกัน  พวกเขาก็กำลังจดจ้องวัตถุในมือไม่วางตา

        แน่ล่ะ  เป็นใครก็อึ้ง...ใครจะไปคาดคิดว่าผู้หญิงหน้าโหด  เถื่อน  นิสัยแย่ติดลบอย่างเซลีนจะนิยมใช้ของพวกนี้กัน  สายคาดที่เธอให้มานั้น  เป็นสายคาดข้อมือขนาดเล็ก  ที่มีลายลูกแมวสีดำผูกริบบิ้นเป็นลายโดดเด่น   หากไม่สังเกตดีๆจะดูเหมือนสายข้อมือตามแฟชั่นธรรมดาๆ  แต่สิ่งที่โลแลนเรียนรู้มาในระหว่างที่อยู่ในหน่วยบัญชาการที่ 6...คือไม่ควรสบประมาทคนอย่างเซลีน  ทาร์เซีย

        "ไอนี่มีไว้ทำไม..."  โลแลนถามใหม่

        "เชื่อมโยงจิตใจน่ะ  ถ้าใส่แล้วจะสามารถติดต่อกับฉันและคนอื่นๆที่มีสายคาดได้  ผ่านทางความคิด"  เซลีนอธิบาย

        "หมายถึงแค่คิดน่ะหรือ?"  ลูธถามและสวมสายคาดที่ดูไม่เข้ากับข้อมือของเขาอย่างแรง  ลูธยืนนิ่งเหมือนจะตั้งสมาธิและจ้องไปที่เซลีน  เด็กสาวมองตอบ  ทั้งสองจ้องมองกันราวกับกำลังสื่อสารกันจริงๆ

        ในที่สุดลูธก็กระพริบตา  ละสายตาจากเซลีน  เขาถอนหายใจและฉีกยิ้ม

        "มันใช้ได้จริงด้วยล่ะ...พวกนายลองสวมดูสิ"  ลูธบอก

        สายตามั่นอกมั่นใจคู่นั้นทำให้โลแลนไม่สามารถปฏิเสธได้

        พวกเขาทั้งหมดสวมสายคาด

        'ทีนี้ก็มองมาที่ฉัน'  เสียงของเซลีนดังแว่วเข้ามาในสมอง  พวกเขาหัวไปหาเจ้าของเสียงอย่างพร้อมเพียง

        เซลีนกระตุกยิ้มอย่างพอใจ  "เท่านี้ก็โอเคแล้ว  ฉันจะติดต่อพวกนายผ่านสิ่งนี้  คอยฟังอยู่ตลอดด้วยล่ะ..."

        ลูธพยักหน้า  "พวกสมาชิกคนอื่นไม่ได้สวมมันตอนเดินออกมา  แปลว่ามีแค่พวกเราใช่ไหมที่ได้อุปกรณ์นี่"

        "ถูกต้อง..."  เซลีนตอบทันที

        "เห...แบบนั้นพวกเราก็โดดเด่นที่สุดในสนามน่ะสิ  มีของเจ๋งๆอยู่ในมือแบบนี้"  จาเร็จพูดโอ้อวด

        "ใช่ๆ  รับรองได้โดดเด่นแน่  ตามมาทางนี้"  เซลีนว่า  กวักมือเรียกให้พวกโลแลนเดินตามไปยังส่วนท้ายของโดมขนาดเล็ก

        โต๊ะวงกลมที่ทำจากโลหะแข็งแกร่งท่อประกายเมื่อแสงสาดกระทบ  เหนือโต๊ะเป็นจอภาพสามมิติที่ส่องแสงสีฟ้า  สะท้อนภาพแผนที่สนามประลองในครั้งนี้

        "ฉันจะวางตำแหน่งให้ทุกคน"  เซลีนบอก

        ตลอดการอธิบายนั้น  โลแลนได้แต่ยืนเป็นกังวลกับการแข่งขันที่จะมาถึงในอีกไม่กี่นาที  ถ้านี่เป็นการแข่งกีฬาธรรมดาๆเหมือนที่อเมริกา  โลแลนก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก  แต่การแข่งขันในครั้งนี้เดิมพันไว้กับอิสรภาพทั้งหมดที่เขามี  ปัญหาหนักอึ้งนี้ทำให้โลแลนตั้งสมาธิกับการรับฟังการอธิบายแผนการของเซลีนไม่ได้เลย

        "นี่นายตัวน่ารำคาญ...!  นายฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่า?!"  เซลีนแว้งใส่เขาในที่สุด

        โลแลนกระพริบตาปริบๆ  ไม่ต่างจากคนเพิ่งตื่นนอน 

        "อ่า..เอ่อ...โทษที  ฉันเหม่อไปหน่อย"

        สีหน้าของเซลีนตรึงเครียดขึ้นมา  "นายเข้าใจหรือเปล่าว่าเราจะแพ้ไม่ได้  นายไม่มีเวลามามัวเหม่อแบบนี้หรอกนะ!"

        "เอาน่าๆ!"  จาเร็ตตบบ่าโลแลนอย่างเข้าใจ  "...โลแลนคงกดดันมากพออยู่แล้ว  การแข่งในครั้งนี้เองก็มีความสำคัญกับเขาเช่นกัน  หมอนี้คงไม่ได้อยากจะแพ้หรอกนะเซลีน"

        เซลีนทำท่าจะไม่ยอมจบง่ายๆ  ครั้งนี้โลแลนยอมรับว่าเขาไม่มีสมาธิกับการเตรียมตัวเลย  จริงอย่างจาเร็ตว่า  ในหัวของเขามีแต่เรื่องให้ต้องเป็นกังวลเต็มไปหมด  จนไม่สามารถตั้งสมาธิได้เลย

        "ขอโทษที"  โลแลนกล่าวสำนึกผิดเล็กๆทำให้ผองเพื่อนที่รู้จักกันเกินกว่าอาทิตย์พากันสบตากันอย่างงงๆ  แน่ล่ะ  ตัวเขาไม่มีทางกล่าวคำขอโทษกับเด็กสาวปากมากคนนี้ได้หรอก  เพียงแต่วันนี้เขารู้ตัวว่าตนเป็นฝ่ายผิด  และการยอมรับมันก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น  "ฉันจะตั้งใจแล้วล่ะ"

        คำประกาศนั้นทำให้เซลีนมองเขาด้วยสายตาเรียบง่าย  ไม่มีรังสีแห่งความเดือดดาลส่งผ่านมา

        เด็กสาวหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ  เธอลืมตาขึ้นพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยแผนการ

        "ถ้าอย่างนั้นจะเข้าสู่การกระจ่ายตำแหน่งแล้วนะ"  เซลีนบอก

        สมาชิกทุกคนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ  ภาพโฮโรแกรมขยายตัวไปยังป้อมปราการสามจุดบนแผนที่  เป็นป้อมเล็กที่แทรกตัวอยู่ระหว่างปราการใหญ่ทั้งสองจุด

        "ฉันจะใช้ระบบรีดเดอร์หรือก็คือระบบผู้นำ"  เซลีนอธิบายและชี้นิ้วไปตามปราการทั้งสามจุด  "พวกนายทุกคนคือรีดเดอร์ของเกมนี้  ฉันจึงจะแบ่งพวกนายไปทั้งสามจุดนี้เพื่อคอยสั่งการและติดต่อกับการสั่งการของฉันผ่านอุปกรณ์"

        อดัมยกมือขึ้นกลางคัน  "โทษนะ  ไม่ใช่ว่าผู้นำมีคนเดียวเหรอ...และคนนั้นก็คือ"

        ทุกคนหันมาที่โลแลนอย่างพร้อมเพียง

        "ฉันเหรอ?"  โลแลนถามพลางชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างไม่แน่ใจนัก

        ทุกคนพยักอย่างพร้อมเพียง

        โลแลนหัวเราะ  ส่งสายตาขอความคิดเห็นจากเซลีน  "พวกเขาต้องล้อฉันเล่นอยู่แน่..."

        ทว่าเมื่อหันไป  เขาก็พบว่าเด็กสาวเองก็กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาคาดหวังไม่ต่างไปจากผองเพื่อนสักเท่าไร

        "พวกนายอยากให้เกมนี้มันจบลงอย่างห่วยแตกที่สุดอย่างนั้นสินะ  ถึงได้เลือก...ฉัน"  โลแลนเปรย  โดยหวังว่าผองเพื่อนจะคิดเรื่องที่จะยกตำแหน่งหัวหน้าทีมให้เขาใหม่  แต่สายตาของพวกเขาก็ยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ลดหย่อน  "โหย...ขอเถอะ  ฉันทำอะไรก็พังไปหมด  นี่พูดจริงนะ  เพื่อนๆแทบไม่มีใครอยากให้ฉันอยู่ทีมฟุตบอลด้วยเลย  แล้วทำไมพวกนายจะต้อง..."

        "เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ๆนายจากมายังไงล่ะ"  เซลีนตอบสั้นๆ  "มีคำถามเดียวนะ  โลแลน  สตาฟเฟอร์...นายจะร่วมมือกับพวกเราหรือเปล่า"

        สายตาของเพื่อนจับจ้องมาที่โลแลน  ทุกคนต้องการคำตอบแน่ชัด

        โลแลนถอนหายใจอย่างไม่อาจเลี่ยง  "ครับๆ  ผมเข้าร่วมด้วย"

        รอยยิ้มของมิตรภาพกลับมาให้ได้เห็นอีกครั้ง  โลแลนชอบบรรยากาศแบบนี้มากกว่าอะไร  ในช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา  เขาค้นพบว่า  การที่ทุกอย่างในชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป  การที่เขาต้องพบเจอกับเหตุการณ์อันตรายมันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาจินตนาการเอาไว้ในตอนแรก

        เซลีนกระตุกยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย  "มันก็แค่นั้นแหละ..."  

1 ความคิดเห็น