The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 2 : ผู้มาเยือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ส.ค. 57

 

ตอนที่ ผู้มาเยือน

 

        “สุขสันต์วันเกิด!!!”  แม่ตะโกนเสียงแหลงสูงขึ้น  ซึ่งก็แทบจะในทันทีที่บานประตูถูกเปิดออก  มันเหมือนแม่พยายามกลบกลื่นความผิดที่ตนเองกลับบ้านช้ายังไงยังงั้น  โลแลนควรจะมีความรู้สึกโกรธนิดๆนะที่แม่กลับบ้านช้า  ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันเกิดของลูกชายเพียงคนเดียวแท้ๆ  แต่สุดท้ายพอเขาได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของแม่  โลกทั้งใบของโลแลนก็ถูกโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบเสียแล้ว  ทั้งความโกรธและความเครียดทั้งหลายที่เคยก่อตัวอยู่ในสมองก็บินออกไปจากหัวของเขาหมดเลย

        “สวัสดีตอนเย็นครับแม่...”  โลแลนกล่าวต้อนรับ

        เขายืนมองแม่ที่กำลังถอดรองเท้าส้นสูงออกทีละข้างอย่างสบายใจ  แม่มีผมสีแสดที่ยาวไปจนถึงช่วงหลัง และมีตาสีน้ำตาลเข้มเหมือนกันกับโลแลน  จะต่างก็ตรงที่แม่ของเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์อย่างล้นหลาม ส่วนโลแลนที่เป็นลูกชายแท้ๆกลับ  ไม่มีอะไรเป็นที่น่าสนใจสักอย่าง ในบางครั้งเขายังเคยแอบคิดอยู่เลย   ว่าเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้  ใช่ลูกชายของ  ไวโอล่า สตาฟเฟอร์  ผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นแม่ของเขาจริงๆหรือเปล่า     โลแลนอยากให้ตัวเองเป็นคนที่ใจกล้าหน้าหนากว่านี้อีกเสียหน่อย  เขาจะได้เดินเข้าไปถามแม่เรื่องนี้ตรงๆเสียเลยถ้ามีโอกาส  แต่จะว่าไปมันก็เหมือนเขาพยายามหาเรื่องให้ตัวเองหายเครียดเสียมากกว่า  ไอคำถามหลุดโลกแบบนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีใครมาตอบคำถามก็น่าจะรู้ดีกันอยู่แล้ว  อีกอย่างไอคำว่าโอกาสที่ว่ามานั้นมันคงจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่ชื่อ โลแลน สตาฟเฟอร์ คนนี้หรอก  ถ้าสมมติว่าคำที่เรียกว่าโอกาสเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถจับต้องได้ขึ้นมา  แล้ววันหนึ่งมันเกิดมาเจอเข้ากับโลแลน  มันคนอยากจะกลับไปเป็นเพียงคำคำหนึ่งที่ใช้ในการออกเสียเสียมากกว่า  ที่จะวิ่งกระโจนเข้ามาหาคนโชคร้ายอย่างเขา

        โลแลนยังคงยืนนิ่งและจ้องมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอย่างใจลอย  วันนี้แม่ใส่ชุดกระโปรงยาวมีแขนสีม่วงที่ทีประกายระยิบระยับ  และสะพายกระเป๋าผ้าสีดำไว้ที่ไหล และถ้าสายตาของโลแลนดีพอเขาคิดว่าวันนี้แม่น่าจะแต่งหน้ามาอ่อนๆด้วย  ผมสีแสดของแม่ถูกถักเป็นเปียยาวอย่างสวยงาม  แม่ดูเหมือนผู้หญิงตอนอายุ 20  ต้นๆ ทั้งที่จริงๆแล้ว แม่ของเขาอายุเกือบจะขึ้นเลขสี่อยู่แล้ว  ของเตือนใครก็ตามว่า  ห้ามเอาเรื่องอายุที่แท้จริงของแม่ไปประกาศเด็ดขาดถ้ายังไม่อยากโดนเค้กยัดปาก

        “เหลือเชื่อเลยที่แม่ยังจำวันเกิดของผมได้...ผมคิดว่าแม่จะจำวันผิดหรือลืมมันไปแล้วเสียอีก!”โลแลนพูดอย่างกระตือรือร้น

        แม่ขมวดคิ้วแบบกวนๆแล้วหันมาหาโลแลน “ลูกพูดอะไรกันหา!!...มีแม่ที่ไหนจะลืมวันเกิดของลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียวคนนี้ได้กัน!!

        แต่ก็ยังมีพ่องี่เง่าที่ลืมมันอยู่ดีนั้นแหละนะ  โลแลนคิดในใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกไปกับท่าทีของแม่

        “หมายความว่า...ถ้าแม่มีลูกสองคน  แม่ก็คงจะลืมวันเกิดของใครคนใดคนหนึ่งไป  สินะครับ”

        แม่ไม่ได้ตอบอะไร  เพียงแค่ยิ้มและเดินมากอดคอโลแลนแน่น  แม่มีกลิ่นตัวที่หอมเหมือนทุ่งองุ่น  โลแลนรู้สึกผ่อนคลายลง  จนอยากจะหลับไปบนไหลของแม่แบบนี้  แต่แล้วแม่ก็พูดขึ้นมาที่ข้างหูของเขาว่า

        “เดี๋ยวนี้ริบังอาจมาตบมุขแม่นะ...โลแลน สตาฟเฟอร์” แม่ใช้นิ้วมือทั้งสองข้างจักจี้จุดอ่อนร้ายแรงของเขา  ที่มีแต่แม่คนเดียวที่รู้  บริเวณต้นคอของเขานั่นเอง “นี่แน่นๆ!!

        โลแลนอยากจะกรีดร้องออกมาแต่ก็ทำไม่ได้  ส่วนหนึ่งเพราะเขาร้องไม่ออกและ  นั่นมันน่าเกียจเกินไปสำหรับลูกผู้ชายอย่างเขา  สาบานเลยว่าบนโลกนี้จะไม่มีใครได้รู้จุดอ่อน  แสนปัญญาอ่อนจุดนี้ของเขาอีกต่อไปแล้ว  มันไม่ตลกเลยสักนิดที่จะมีใครมาจี้จุดอ่อนของเขาอย่างนี้

        “แม่ครับ!!!...” โลแลนกระโดดหนีออกทางด้านหลัง “อย่างทำเหมือนผมเป็นเด็กได้มั้ยไหมเนี่ย”

        แม่ยืนกอดอก  หัวเราะชอบใจในท่าทางของโลแลน  มันน่าหงุดหงิดเชียวแหละ

        “จ้าๆๆ...แม่รู้ว่าลูกชายของแม่ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว” แม่เดินมาลูบผมของโลแลนอย่างเอ็นดู มันก็ดีกว่าเดินมาหาเรื่องทำร้ายต้นคอของเขาอีกแหละน่า “ก็วันนี้ลูกอายุครบ 15 ปีแล้วนี่นา...จริยมั้ยจ้ะ”

        โลแลนนิ่วหน้า “ 14 ต่างหาก ”

        แม่เอามือปิดปากแล้วทำเสียง “อุ๊บ!” และเดินผ่านโลแลนไปเหมือนว่าแม่ไม่เคยทำอะไรผิดมาก่อน ท่าทางนิสัยจอมเนียนของแม่จะกำลังกำเริบ

        โลแลนรู้ดีว่าแม่ไม่มีทางลืมอายุของเขาหรอก  ขนาดวันเกิดของเขาแม่ยังไม่ลืมเลย  อีกอย่างไอคำว่าลืมเนี่ยเหมือนจะเป็นเพียงคำออกเสียงธรรมดาๆสำหรับ ไวโอล่า สตาฟเฟอร์  ไปเลย  แม่ไม่มีทางลืมเรื่องของโลแลนหรอก  ทุกๆเรื่องเลย ต่อให้ในบางเรื่องเขายากจะให้แม่ลืมมันไปก็เถอะ  อย่างเช่นเรื่องจุดอ่อนที่คอของเขานี่ไง

        แม่เดินไปวางกระเป๋าสะพายพาดไว้ที่เก้าอี้ไม้ในครัว  โดยปกติแล้วแม่จะตรงดิ่งไปทำอาหารเย็นที่ห้องครัวทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน  แต่วันนี้มันแปลกไป  จริงอยู่ที่วันนี้เป็นวันเกิดของเขา  แต่แม่คงจะไม่ได้มีความคิดอันแสนประเสริดที่จะอดอาหารในวันเกิดของลูกชายตัวเองหรอกใช่มั้ย  ถ้าใช่  นั่นไม่มันไม่ตลกเลยแม้แต่น้อย  เพราะท้องของโลแลนกำลังจะว่างเปล่าในอีกไม่ช้า  อาหารที่ทานไปเมื่อสักครู่กำลังจะย่อย  และเมื่อกระบวนการย่อยจบลง  มันเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่โลแลนจะต้องหาอาหารอะไรสักอย่างมาอัดตุนไว้ในกระเพาะ  คือ...มันเป็นการกินเพื่ออยู่รอด  นั่นย่อมไม่ผิด  ต่อให้แม่ของเขาจะเคยบอกว่ามันคือการกินล้างผลาญก็ตามที

        โลแลนรู้ว่ามันอาจดูเป็นการเสียมารยาท  ที่จะต้องรออาหารจากผู้หญิง  เขาไม่ขอใช้คำว่า ขอแล้วกันนะ  แค่นี้ศักดิ์ศรีของเขาทั้งหมดก็แทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว  แต่มันช่วยไม่ได้เลยที่โลแลนเป็นคนที่เห็นกระเพาะอาหารสำคัญกว่าศักดิ์ศรี  เขาก้าวเท้าเดินตามแม่เข้าไปในห้องครัว  ยิ่งเขาเห็นแม่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับตู้เย็น เตาแก๊ส หรืออุปกรณ์ใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหาร  โลแลนก็ยิ่งมั่นใจว่า  วันนี้แม่ของเขาคงจะเริ่มเล่นตลกกับกระเพาะอาหารของเขาเสียแล้ว...โอ้! นั่นเลวร้ายมาก!

        “เอ่อคือ...นี่เราจะไม่หาอะไรทานกันหน่อยหรือครับ แม่?” โลแลนเอ่ยถาม

        แม่แค่หยุดและยืนอยู่กับที่นิ่งๆ  ผมสีแสดของแม่  เมื่อมันส่องกระทบกับแสงไฟสีทองก็ดูเหมือนกับว่ามันกำลังทอประกายในความมืด  ต่อให้สิ่งนั้นจะสวยงามเพียงใด  แต่มันก็เหมือนดอกกุหลาบที่มีหนาม         โลแลนรู้จักกับแม่มา14ปีเต็ม (อันที่จริงก็เพิ่งจะ14วันนี้แหละ)  แม่ที่ยืนหันหลังให้เขานั้นเป็นเรื่องผิดปกติ  เขาไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของแม่มาก่อน  เขามีความรู้สึกว่าถ้าแม่คิดจะพูดอะไรสักอย่างออกมาในต้อนนี้  มันจะต้องเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก  มากจนถึงมากที่สุด  มากเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะรับได้  โลแลนแค่คาดหวังให้เขาอย่าได้เป็นคนคนนั้นเลย  ต่อให้เขาจะเป็นคนคนนั้นมาตลอดก็ตามที  และถ้าสิ่งที่แม่พูดออกมานั้นมันเกิดเป็นเรื่องดีขึ้นมา (นั่นไม่มีทางเป็นไปได้) ทันก็คงเป็นเรื่องที่ดีเกินกว่าที่คนโชคร้ายตลอกกาลอย่างโลแลนจะคาดหวังเลยทีเดียว  ถ้าจะให้ลองมาเทียบกันแล้วล่ะก็เขาว่าความน่าจะเป็นที่ว่าเรื่องที่แม่จะพูดในอีกไม่ช้าเป็นเรื่องร้ายจะมากกว่า  โลแลนไม่ได้เทียบความน่าจะเป็นด้วยเหตุและผล  การคาดคะเนหรือการคาดเดา  แต่ความมั่นใจทั้งหมดที่มี  มันมาจากประสบการณ์อันเลยร้ายของเขาทั้งสิ้น

        แม่หมุนตัวกลับมาสบตากับโลแลน

        “โลแลน...ไปอาบน้ำ”  แม่สั่งเสียงเรียบ

        โลแลนเพิ่งจะประมวลผลและทำความเข้าใจจากคลื่นเสียงที่แม่ส่งมา  เหมือนจะฟังช้าไปนิด  แต่ตอนนี้เขาชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่า  ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของแม่เมื่อสักครู่  มันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย 

โลแลนถลกแขนเสื้อแจ็คเก็ตข้างซ้ายขึ้น  ที่ข้อแขนของเขามีนาฬิกาข้อมือที่ทำจากหนังสีเทารัดอยู่ หน้าปัดทรงเหลี่ยมของนาฬิกามีเข็มชี้บอกเวลา  ตอนนี้เพิ่งจะเอ่อ...2ทุ่ม45นาที  แย่นิดนะที่ตัวเลขบนหน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้ค่อนข้างเล็ก  แถมมันยังเก่าแล้วอีกด้วย มันจึงไม่มีประโยชน์อะไรมากถ้าจะใช้เพื่อดูเวลา  แต่ที่     โลแลนใส่  เขาใส่เพื่อให้มันเป็นเครื่องประดับข้อมือไม่ให้มันว่างก็เท่านั้น  แต่ช่างมันเถอะ...กลับเข้าปัญหาเดิม  สรุปคือตอนนี้เพิ่งจะสอทุ่มกว่าๆ  แม่บอกให้เขาไปอาบน้ำตอนสองทุ่มกว่าๆเนี่ยนะ  มันยังไม่ถึงเวลานอนเลย  แถมข้าวก็ยังไม่ได้ทานด้วย  นี่แม่จะเล่นตลกกับกระเพาะของเขาจริงๆหรือนี่

        “เพื่ออะไรกันครับ?...นี่เพิ่งจะสองทุ่มกว่าเองนะ  คือ...ผมคิดว่าเราไม่เห็นจะต้องรีบร้อนอะไรกับเรื่องนี้เลยนี่ครับ”  โลแลนพูด

        แม่ยิ้มในแบบที่ว่า โลแลนอยากจะกลับไปถอนคำพูดเมื่อครู่นี้คืนเลยที่เดียว

        “เราจะไปปาร์ตี้” แม่บอก “เพื่อฉลองวันเกิดของโลแลน สตาฟเฟอร์  ลูกชายของแม่ที่อายุครบสิบสี่ปีเต็ม  และแม่ก็คิดว่าคนที่เป็นเจ้าของงานวันเกิดอย่างลูก  ก็ควรจะดูดีซักหน่อย...จริงมั้ย”

        สิ้นสุดคำพูดของแม่  หัวใจของโลแลนก็แทบจะทำท่าสะพานโค้งเลยทีเดียว  ไม่กี่วินาทีที่ผ่านมานี้ทำให้เขาได้รู้ว่า  ตัวเองนั้นเป็นคนที่เดาอนาคตไม่เก่งเสียเลย  เขาเดาผิด  ผิดทั้งหมด  แม่ของเขาไม่ได้พูดเรื่องที่เลวร้ายสุดๆออกมา  กลับกันแม่ของเขาดันพูดเรื่องที่ดีจนเกิดคาดเดาออกมาแทน  มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่       โลแลนจะยืนยิ้มน่าเกียจโดยไม่รู้ตัวอยู่แบบนี้

        “ปาร์ตี้เหรอ...”  โลแลนพึมพำ

        “ใช่!!” แม่ตะโกนเสียงดังเพื่อเรียกสติที่บินออกนอกสมองไปไกลของโลแลนกลับมา  และมันก็ได้ผล  โลแลนสะดุ้งนิดหน่อยตอนได้ยินเสียงตะโกนของแม่ “และถ้าลูกคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องรีบร้อนอะไรล่ะก็...ซักสามทุ่ม”

        แม่เคาะนาฬิกาเรือนเล็กสีเงินที่ห้อยอยู่ที่ข้อมือ  โลแลนเพ่งสายตาเล็กน้อย  ตอนนี้คือเวลา 20 นาฬิกา 50 นาที  นั่นหมายความว่า  ถ้าเขาไม่รีบไปอาบน้ำและทำให้ตัวเองดูดีขึ้นในอีก 10นาที  เขาจะไปปาร์ตี้ของตัวเองสาย  และนั่นคงดูไม่ดีแน่สำหรับคนที่เป็นเจ้าภาพอย่างโลแลนแล้วด้วย 

        “ขอห้านาทีครับแม่” โลแลนพูดทิ้งท้าย  ก่อนจะวิ่งปราดขึ้นบันไดไปชั้นสองของตัวบ้านด้วยความรวดเร็ว  อย่างน้อยก็เร็วพอให้นักวิ่งทีมชาติต้องยอมแพ้   และเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้ไปตลอดชีวิตก็เท่านั้นเอง  สุดบันไดเป็นทางเดินสั้นที่สองข้างทางมีประตูไม้สองบานตั้งอยู่  ข้างซ้ายที่ประตูมีโมบายลูกปัดห้อยอยู่เต็มไปหมด  นี่คือห้องนอนของแม่  และประตูที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกันนั้น  เป็นประตูที่จะเปิดเข้าไปสู่ห้องนอนของโลแลน  เขาเปิดประตูวิ่งพรวดเข้ามาและปิดมันอย่างรวดเร็ว 

        โลแลนยืนเอาหลังพิงบานประตู  ไม่ใช่เพราะเขาเหนื่อยจากการวิ่งเมื่อสักครู่หรอกนะ  เขาแค่กำลังใช้สมอง (ต่อให้มันจะมีอยู่น้อยนิดก็เถอะ) คิดและไตร่ตรองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างล่างนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเขาแค่ฝันไป  แต่ถ้ามันเกิดเป็นเพียงแค่ความฝันขึ้นมาแล้วล่ะก็  โลแลนก็ขอเลือกที่จะอยู่ในความฝันนี้ไปตลอดกาลเลยเสียดีกว่า  เพราะนี่คือความฝันที่วิเศษที่สุดที่เขาเคยเจอมาเลยทีเดียว

 

        โลแลนใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า  จัดแต่งทรงผมและทำอะไรอีกหลายๆอย่างที่จะทำให้เขาดูดีขึ้นจากปกติ  เพื่อที่เขาจะได้พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพในงานวันเกิด  แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับโลแลน  การที่จะต้องเนรมิตตัวเองให้ดูดีขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการทำข้อสอบวิชาชีวะเสียอีก  เพราะไม่ว่าเขาจะเลือกใส่เสื้อตัวใดก็ตามที่คิดว่าใส่แล้วดูดี  แต่พอลองส่องกระจกเขาก็จะยังคงเห็นภาพของเด็กขอทานสะท้อนอยู่ข้างในกระจกอยู่ดี  นี่อาจเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้เขาเกียจการส่องกระจก

        แต่โลแลนในชุดใหม่ก็ไม่ได้ดูแย่จนเกินไปนัก  อย่างน้อยในสายตาของตัวเองเขาว่าอย่างน้อยๆก็น่าจะดูดีขึ้นสัก 10หรือ20เปอร์เซ็นต์  โลแลนเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดมีแขนสีดำและยีนขายาวตัวใหม่  เขาหวีเปิดปอยผมรุงรังด้านหน้าขึ้น  และมันก็ช่วยได้มากทีเดียว  เขาดูเป็นเพียงเด็กผู้ชายวัยรุ่นธรรมดาๆคนหนึ่งแล้ว       โลแลนเดินไปหยิบแจ็กเก็ตตัวเก่าออกจากตะกร้า  เขามีเสื้อกันหนาวเพียงตัวเดียวนั่นคือตัวที่เขากำลังถืออยู่นี้  และถ้าจะออกจากบ้านไปไหนมาไหนในตอนกลางคืน  มันคงจะเป็นการดีกว่าถ้าจะใส่มันออกไปด้วยถ้าไม่อยากกลายเป็นมนุษย์น้ำแข็ง

        สายตาของโลแลนไปหยุดอยู่ที่กางเกงยีนตัวเกาที่ใส่ไปโรงเรียน  มันไม่ใช่กางเกงที่สำคัญขนาดที่เขาต้องใส่ไปไหนมาไหนตลอดหรอกนะ  เพียงแต่ว่า  ในกระเป๋ากางเกงยีนตัวนี้มันมีของบางอย่างที่เขาอยากจะลืมมันไปซะ  แต่ก็ทำไม่ได้อยู่  โลแลนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยืนตัวนั้นและเริ่มควานหาวัตถุต้องสงใสที่ซ้อนตัวอยู่   และในที่สุดเขาก็เจอมัน  โลแลนกำก้อนกระดาษเล็กๆออกมา  มันยับยู่ยี่จาการถูกขย้ำในตอนที่เขากำลังโมโห  โลแลนวางกางเกงยีนลงในตะกร้าดังเดิม  เขาหันหลังและเดินไปทางเตียงนอน

        ห้องของโลแลนเป็นห้องเล็กๆแคบ  เหมือนบ้านนิรภัยฉุกเฉินขนาดเล็กที่พร้อมเคลื่อนย้ายตัวหนีทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ...แต่ไม่  นั่นมันไม่จริง  มันเป็นเพียงคำพูดสวยหรูที่จะทำให้ห้องนอนของเขาดู เอ่อ...ดูน่าอยู่ขึ้นอีกนิด  ใช่นั่นล่ะ  แต่ความเป็นจริงคือ  สถานที่ที่โลแลนกำลังยืนอยู่นี้ไม่ควรถูกเรียกว่าห้อง  ไม่ควรเลยสักนิด  เพราะมันมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากช่องแคบที่เกิดแถวขอบผาตามธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย  หรือบางทีอาจจะแย่กว่าช่องแคบ  เป็นที่กบดานของสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจ อะไรประมาณนั้น  และแน่นอนว่ามันไม่ใช่หนึ่งในสถานที่โปรดของโลแลน  ต่อให้เขาจะนอนในห้องนี้มานานถึง 14 ปีแล้วก็ตามที  ในห้องมีเพียงเตียงนอนที่อยู่ติดกีบหน้าต่าง  และถัดจากเตียงนอนก็เป็นตู้เสื้อผ้าซึ่งอยู่ติดกับประตูทางออกพอดี  ปลายเตียงเป็นประตูห้องน้ำขนาดเล็กและสิ้นสุดห้องของโลแลน  ผนังห้องนอนของเขาถูกฉาบ

วอเปเปอร์สีขาวหิมะทั้งห้อง  พื้นยังคงเป็นพื้นไม้แบบเดียวกันกันชั้นล่าง  ด้านบนมีหลอดไฟที่ให้แสงสว่างอ่อนๆติดอยู่  ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่ว่าสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้หรอกนะ

        โลแลนทิ้งตัวนั่งลงที่ขอบเตียงโดยที่มือยังคงกำกระดาษจดหมายที่พ่อของเขาส่งมาอยู่  ในช่วงเวลาหนึ่งแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้นที่แม่ทำให้เขาสามารถที่จะลืมเรื่องราวของพ่อไปได้  แต่เมื่อโลแลนต้องอยู่คนเดียว  ความโกรธที่มีต่อพ่อก็จะหวนกลับเข้ามาในสมองของเขาอีกรอบ  เหมือนเช่นตอนนี้  โลแลนจำหน้าตาของพ่อไม่ได้  เพราะพ่อจากไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก  ตอนที่ยังจำความไม่ได้  เขาได้ยินแต่เสียงของพ่อที่เรียกหา  เสียงนั้นเขาไม่เคยลืม  แต่เขากลับนึกภาพหน้าตาของคนที่เป็นพ่อแท้ๆของตนเองไม่ออก...มันช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย  หลังจากที่พ่อจากไป  แม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อโลแลน  ในบางครั้งหารที่เขาได้เห็นเหงื่อที่พุดขึ้นมาที่ข้างแก้มของแม่มันก็ทำให้เขารู้สึกผิด  เหมือนเขาเป็นภาระที่ติดพันแม่อยู่  แต่ไม่ว่าแม่จะเหนื่อยขนาดไหน  แม่ก็จะยิ้มสู้ปัญหาตลอด  โลแลนอยากให้ตัวเองเป็นคนที่เข้มแข็งแบบแม่บ้าง  เขาจะได้รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองเวลาโมโห  อย่างเช่นเวลาที่นึกถึงพ่อของเขานี่ไง  11 ปีพ่อจากไปเหมือนเป็นเวลาสั้นๆของชีวิตโลแลน  เพราะหลังจากที่พ่อจากไปแม่ของเขาก็ไม่เคยพูดถึงพ่ออีกเลย  แม่ทำเหมือนว่าพ่อไม่มีตัวตน  เป็นคำที่ใช้เรียกคำหนึ่งเท่านั้น  โลแลนไม่รู้ว่าที่แม่ทำแบบนั้นไปเพื่อปลอบใจเขาหรืออย่างไร  แต่เขาก็ตองขอบคุณในการกระทำแบบนั้นของแม่เลย  มันทำให้โลแลนรู้สึกดีขึ้นได้มาโดยตลอด  อย่างน้อยก็ตั้ง 11 ปี

        สายตาของโลแลนยังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษจดหมายในมือ  ตัวอักษรที่เขียนว่า มาหาพ่อดูบิดเบี้ยวไปมาหลังจากถูกขย้ำ  เขาจะทำอย่างไรกับกระดาษจดหมายนี้ดี  เอาไปให้แม่ดูเหรอ...นั่นคงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไร โลแลนกลัวว่าแม่จะบ่อน้ำตาแตกเมื่อได้อ่านมัน  หรือจะทิ้งมันไปเลยดี  ใจหนึ่งโลแลนอยากทำเช่นนั้น  แต่มันเหมือนมีอะไรบายอย่างคอยกันไม่ให้เขาทำ  คอยทำให้เขาลังเลที่จะทิ้งมัน

        โลแลนตั้งสติ  เขาสะบัดศรีษะไปมาเพื่อให้ความลังเลที่มีออกไปจากจะสมอง  เขาควรจะทิ้งมันไปซะนั่นดีที่สุดแล้ว  โลแลนลุกขึ้นแล้วเดินไปทางบานประตูห้องน้ำ  ซึ่งด้านข้างมีถังขยะรูปโดเรม่อนสีฟ้าตั้งอยู่  เขาเปิดฝาถังขยะออก  ทำให้ดูเหมือนว่าโดเรม่อนตัวนี้ไม่มีใบหน้า  เพราะหน้าของมันเป็นฝาปิดถังขยะ     โลแลนกำกระดาษจดหมายที่จะทิ้งอยู่ในมือ  แล้วความลังเลที่กระจายออกไปเมื่อสักครู่ก็กลับเข้ามาก่อตัวในสมองของเขาอีกรอบ 

        ข้อความในจดหมายเหมือนมันเป็นเรื่องสำคัญอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเขาเอง 

        และการตัดสิ้นใจที่ยาวนานของโลแลนก็จบลงทันทีที่เสียงของแม่ดังขึ้น

        “โลแลน!...เราจะสายแล้วนะ” แม่ตะโกน “ลูกไม่ต้องแต่งหล่อมากก็ได้”

        โลแลนสูดหายใจเฮือกใหญ่  สติของเขากลับมาแล้ว  และพร้อมๆกันนั้นโลแลนก็ได้รู้ว่าตนเองนั้นงี่เง่าแค่ไหน  ที่มายืนวิตกกังวลเหมือนมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไรกับจดหมายจากพ่อของตัวเอง  มันจะเป็นเรื่องเร่งรีบอะไรก็ช่าง  ตอนนี้เขาไม่สนแล้ว  วันนี้คือวันเกิดของเขา  ดังนั้นเขาควรจะมีความสุขกับมันไม่ใช่มายืดจิกกัดกับจดหมายงี่เง่าของพ่อ  และนั่นล่ะคือคำตอบ

        “งี่เง่าที่สุด” โลแลนกำกระดาษจดหมายในมือและปามันลงไปในถังขยะ  เขาไม่มั่นใจว่าที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้  เขาด่าตัวเองหรือพ่อของเขากันแน่

        “โลแลนแม่พูดจริงๆเลยนะ!...ถ้าลูกไม่ลงมาในอีกสิบวินาทีล่ะก็  เราสายแน่!!

        เสียงของแม่ดังมาจากข้างล่าง  โลแลนรีบปิดฝาถังขยะเพื่อที่โดเรม่อนจะได้มีหน้าเหมือนเดิม  เขาดึงแจ็คเก็ตขึ้นมาสวมและตรวจเช็คว่าเขาไม่ลืมอะไรที่จำเป็นต่อการเป็นเจ้าภาพในงานวันเกิดแล้ว  เขาเปิดประตูห้องนอนออก  และวิ่งลงบันไดไปหาแม่ที่รออยู่ข้างล่างในทันที  เข้าไม่ควรไปงานวันเกิดของตัวเองสาย

 

        แม่ยืนพิงรถกระบะสีเงินอยู่หน้ารั้วบ้านพร้อมทั้งควงพวงกุญแจรถไปมาอย่างสบายใจ  แม่ใส่ชุดตัวเดิม  รถกระบะสีเงินคันนี้อยู่คู่กับครอบครัวของโลแลนมานาน  ดูจากรอยถลอก  และรอยบุบด้านท้ายรถที่เกิดจากอุบัติเหตุเล็กน้อย  ตั้งแต่เขาจำความได้รถคันนี้ก็มาวนเวียนอยู่รอบตัวแล้ว  แม่มักจะใช่มันขับไปไหมมาไหนบ่อยๆเหมือนมันเป็นเพื่อนของแม่ไปแล้ว 

        โลแลนล็อคประตูบ้านและเดินไปหาแม่ที่กำลังยืนฮัมเพลงอยู่ข้างๆรถกระบะเพื่อนยาก

        “ช้าจังโลแลน...ลูกผู้ชายควรจะตรงต่อเวลานะ!” แม่บอก

        “ขอโทษครับแม่” โลแลนพูดพร้อมลูบผม “พอดี...ผมคิดอะไรนานไปหน่อย”

        แม่ขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ  เหมือนกับว่าการที่โลแลนมีเรื่องต้องคิดเนี่ย  มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์สำหรับแม่ยังไงยังงั้น

        “คิดเหรอ?...ลูกมีอะไรให้ต้องคิดด้วยเหรอ?” แม่ถาม

        โลแลนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป  ได้รู้สึกได้ถึงคำพูดดูถูกขั้นรุนแรงของแม่ที่รอยเข้ามาในหูของเขา  อะไร?...เขามีเรื่องให้คิดนิดหน่อยแล้วมันแปลกตรงไหนกัน  แม่พูดเหมือนกับว่าเขาไม่ได้มีสมองไว้คิดอะไรทำนองนั้น 

        “เอาเถอะ!” แม่พยายามเบนเรื่องหนีเพราะเห็นสีหน้าไม่พอใจของโลแลน “ว่าแต่เรื่องอะไรล่ะ”

        โลแลนสะดุ้งเล็กน้อย “อะไรนะครับ?

        “ก็เรื่องที่ทำให้ลูกชายของแม่ต้องเก็บเอาไปคิดนี่ไง” แม่พูด “มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหนกันนะ  ทำไมโลแลนที่ไม่เคยคิดมากของแม่ถึงต้องเก็บมันไว้ในสมองด้วย” แม่ขมวดคิ้วอย่างมาพอใจ “นี่คงไม่ใช่เรื่องผู้หญิงหรอกใช่มั้ย โลแลน สตาฟเฟอร์!!

        “อย่าเปลี่ยนเรื่องสิครับแม่”  โลแลนพูดด้วยน้ำเสียงติดขัด  เขาอยากจะกระชากคอตัวเองทิ้งจริงๆ  นี่แม่ของเขามีความคิดที่ก้าวไกลไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย  เรื่องผู้หญิง  โลแลนไล้นิ้วไปที่กระเป๋ากางเกง  เขามีความรู้สึกว่ามันหนักขึ้น  เหมือนข้างในมีก้อนหินก้อนยักษ์อัดตัวอยู่  และในเสี้ยววินาทีนั้นที่โลแลนเกิดนึกถึงกระดาษจดหมายที่พ่อส่งมา  เหมือนมันอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขา  แต่โลแลนก็ต้องสลัดความคิดนั้นออกไป  นั่นไม่มีทางเป็นไปได้  ก็เขาทิ้งมันไปในถังขยะแล้ว  ไม่มีทางที่มันจะมาอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขา 

        “โลแลน!!...นี่ลูกยังไม่ตอบคำถามของแม่เลยนะ” แม่กอดอก

        เสียงเรียกของแม่ดังแว่วของมาในหูของโลแลน  แล้วความรู้สึกหนักที่กระเป๋ากางเกงก็คลายหายไป  แต่เขากลับรู้สึกปวดที่ศรีษะแทน

        “ผมว่า...ถ้าเรามัวแต่ยืนพูดกันอยู่แบบนี้  เราจะสายเอาได้นะครับ” โลแลนพยายามพูด “ลูกผู้ชายควรจะตรงต่อเวลา  ใช้หรือเปล่าครับ”

        สีหน้าท่าทางของแม่บงบอกให้เห็นได้ชัดว่าแม่ไม่พึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ  แต่แม่ก็แค่ถอนหายใจยาวๆ  แล้วก็กลับมาปั้นหน้ายิ้มเหมือนเดิม  โลแลนรู้สึกขอบคุณแม่อย่างสุดซึ้งเลย  ที่แม่เข้าใจเขา

        “ก็ได้ๆ...ลูกมีวิธีเอาตัวรอดของลูก” แม่พูดแบบยอมแพ้ “แต่ไม่ว่ายังไง  ถ้าลูกมีเรื่องไม่สบายใจล่ะก็...” แม่เดินมาลูบหัวโลแลนอย่างเอ็นดู “ปรึกษาแม่ได้เสมอนะ...”

        โลแลนอยากจะปรึกษาแม่เดี๋ยวนี้เลย  ทุกๆเรื่องที่ค้างคาใจ  ทั้งความรู้สึกแปลกที่ติดอยู่ในสมอง  และจดหมายจากพ่อ  แต่ถ้าเขาบอกแม่ไปตรงๆเรื่องจดหมายมันก็อาจจะเป็นการทำร้ายจิตใจของแม่มากเกินไป  ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ  เขาจะบอกแม่ได้อย่างไรกัน

        แม่เดินอ้อมด้านหลังของโลแลนไปฝั่งคนขับ  แล้วเปิดประตูรถ

        “เอ้า!!!...ไปกันเถอะ” แม่เรียก “ เดี๋ยวจะสายเอานะ”

        โลแลนไม่ปฏิเสธที่จะทำตามทีแม่บอก  เขาเดินไปเปิดประตูรถฝั่งตรงกันข้ามกับคนขับ  เบาะในรถเป็นสีครีมที่มีรอยขาดเป็นหย่อมๆ  ก็อย่างที่บอกว่ามันเก่าแล้ว  มันเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นกับรถที่มีอายุไม่ต่ำกว่า14ปี  ต่อให้สภาพมันจะไม่น่าดูชมสักเท่าไร  แต่โลแลนรับประกันได้ว่ามันสามารถวิ่งได้ไกลกว่ารถที่เพิ่งถอยมาใหม่เสียอีก  เขาค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาในรถและปิดประตู   แม่เบาแอร์ลงเล็กน้อยก่อนที่จะเข้าเกียร์และเหยียบขันเร่ง 

        “ไปล่ะนะ!!”แม่ร้องขึ้น

        แล้วรถโดยสารที่จะพาโลแลนไปงานวันเกิดก็เคลื่อนตัว  มุมหน้าสู่งานปาร์ตี้

        เราขับรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองแมนฮัตตัน  ซึ่งอาจจะกินเวลาซัก 15-20 นาที  พื้นที่ของตามแนวชายฝั่ง ลองไอแลนด์ยังคงเป็นป่าไม้  สองข้างทางของถนนมีแต่วิวธรรมชาติที่หาไม่ได้ในตัวเมือง  โลแลนมองวิวที่สวยงามเหล่านั้นเพื่อให้สมองโล่งตลอดเส้นทาง

        สักพักหนึ่งรถของเราก็เข้ามาในตัวเมือง  แมนฮัตตันในยามค่ำคืนต่างจากลาสเวกัส  ลาสเวกัสในยามค่ำคืน  นั่นคงเป็นภาพที่หาดูได้ยาก  เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นั่นจะเป็นสถานบันเทิงที่ประดับประดาไปด้วยแสง สี เสียง  จนทำให้เมืองดูสว่างไสวแม้จะเป็นตอนกลางคืนก็ตาม  แต่แมนฮัตตันเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบ  ในตอนกลางคืน  ผู้คนจะไม่นิยมออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น  ร้านค้าก็มีเพียงบางร้านที่ยังเปิดทำการอยู่  รถที่ถนนก็ดูบางตาลงจากตอนกลางวัน  มีเพียงไฟตามข้างถนนที่ให้แสงสีทองอ่อนๆทำให้เมืองสว่างขึ้น

        แม่หักพวงมะลัยรถเลี้ยวเมื่อถึงไฟแดง  เรามุ่งหน้าเข้าไปในย่านการค้า  โลแลนนึกสงใสว่าทำไมสถานที่จัดงานปาร์ตี้วันเกิดของเขาถึงมาอยู่ในแถบย่านการค้าแบบนี้  จะว่าไปแล้ว  โลแลนเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน  เขาหันไปมองแม่ที่ขับรถพร้อมฮัมเพลงไปด้วยอย่างสบายใจ

        “สถานที่จัดงานปาร์ตี้คือที่ไหนหรือครับ” โลแลนถามขึ้น

        แม่ยิ้ม “พอถึงแล้วลูกก็จะรู้เองแหละจ้ะ”

        โลแลนปิดปากเงียบ  และไม่ถามหรือพูดอะไรต่อจากนั้น  ใช่แล้ว! ถ้าแม่บอกสถานที่ที่เราจะไปก่อนมันก็หมดตื่นเต้นกันพอดีน่ะสิ  เขานี่มันโง่จริงๆเลยที่ถามคำถามแบบนั้นออกไป

        แม่ขับรถไปทางส่วนที่มีร้ายค้าอยู่เป็นจำนวนมาก  พวกเขาผ่านร้านเสื้อผ้าที่มีแต่พนักงานที่เตรียมตัวจะปิดร้าน  ร้านตัดผม  และอีกมากมายก็เตรียมจะปิดร้ายด้วยเช่นกัน  ครั้งหนึ่งที่รถของพวกเขาขับผ่านร้านอาหารที่ยังเปิดทำการอยู่  โลแลนได้แต่มองตามมันจนสุดสายตา  เพราะขาของเขาไม่สามารถวิ่งเข้าไปในร้านได้  และรถก็ขับผ่านมันไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะจอด...โลแลนก็ได้แค่กลืนน้ำลายเท่านั้นแหละ

        แล้วในที่สุดรถก็ชะลอความเร็วลง  และจอดที่หน้าร้านค้าร้านหนึ่งที่ยังคงเปิดไฟเอาไว้  ร้านค้าที่ประกบติดทางด้านซ้ายและขวาต่างก็ปิดไฟจนมืดไปหมดแล้ว  มีแต่ร้านนี้เท่านั้นที่ยังคงเปิดไฟเอาไว้อยู่    โลแลนพยายามเพ่งสายตาเพื่ออ่านชื่อป้ายร้าน  R  ป้าเรน่า ร้าน ขนมหวาน  ชื่อร้านแปลกๆนี้ดูคุ้นหูคุ้นตาโลแลนอย่างบอกไม่ถูก  ใช้เวลาสักพักแล้วเขาก็พอจะนึกออกว่าที่แห่งนี้คือที่ไหน

        “นี่เรามาปาร์ตี้ที่ร้านที่ทำงานของแม่” โลแลนพูด “เอาจริงหรือเนี่ย”

        แม่ไม่ตอบอะไรไปมากกว่าคำว่า “ใช้แล้ว”

        โลแลนเปิดประตูรถและออกมายืนหน้าร้านค้าในขณะที่แม่ยังดับเครื่องรถยนต์และควานหากระเป๋าอยู่  โลแลนยืนมองหน้าร้านของหวานที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานวันเกิดของเขา  หน้าร้านมีตูกระจกที่เอาไว้โชว์เค้กหรือของหวานต่างๆเพื่อเรียกลูกค้า  ด้านบนมีเบอร์โทรของร้านติดอยู่  สีของกำแพงร้านนี้ถูกฉาบด้วยสีชมพูสดใส  สมแล้วที่เป็นร้านขายของหวาน  หลังคาเป็นทรงสามเหลี่ยมที่ถูกทาด้วยสีครีม  ในร้านเปิดไฟสว่างจ้า  ส่วนบานประตูที่ทำจากไม้มีป้ายแควนคำว่าปิดเอาไว้  โลแลนสังเกตเห็นว่าบานประตูถูกแง้มเปิดไว้หน่อยๆ  นี่แม่ชวนคนอื่นมางานของเขาด้วนหรือนี่

        “นี่แม่ชวนคนอื่นมางานด้วยหรือครับ” โลแลนหันไปถามแม่ที่กำลังปิดประตูรถ

        “ตลกนี่โลแลน” แม่พูดทั้งที่ยังควานหาของอะไรสักอย่างในกระเป๋าสะพายอยู่ “แม่จะชวนคนอื่นมาทำไมกัน  ก็วันนี้มันเป็นงานวันเกิดของ...”

        แม่สะดุ้งเฮือกทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นบานประตูที่เปิดอยู่

        “โลแลนถอยออกมา!!” แม่สั่ง

        โลแลนแบนตัวออกจากหน้าร้าน  แม่เดินมาข้างหน้าและปล่อยให้โลแลนยืนอยู่ข้างหลัง  น้ำเสียงจริงจังแบบเมื่อสักครู่ของแม่  เขาเพิ่งจะเคยเห็น  อีกทั้งแม่ยังตื่นตัวแบบแปลกๆ  แม่ซุกมือไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาเหมือนกับว่าข้างในมีของอันตรายอยู่

        “มีอะไรหรือครับแม่” โลแลนถามอย่างเป็นห่วงในท่าทีของแม่

        แล้วในตอนนั้นเองที่บานประตูถูกเปิดออกกว้าง  เด็กผู้ชายคนหนึ่งก็โพล่ออกมา

        เขาน่าจะอายุพอๆกับโลแลนแต่การแต่ตัวของเขาเหมือนกับคนที่เพิ่งกระโดดออกมาจากหนัง แฟนตาซี ยังไงยังงั้น  เด็กผู้ชายคนนี้มีผมสีทองตัดสั้น  และตาสีน้ำตาลอ่อน  เขาใส่เสื้อคลุมสีดำตัวยาวลากพื้นทับเสื้อยืดสีดำที่มีตัวอักษร ‘N’ ตัวใหญ่อยู่ตรงกลาง และกางเกงยีนขายาวพร้อมทั้งรองเท้าผ้าใบแบบนักกีฬา  เป็นการแต่งตัวที่...เอ่อ บ้าในหลายๆความหมายเลยล่ะ

        เด็กผู้ชายคนนั้นมองมาที่โลแลน และฉีกยิ้มกว้าง

        “สวัสดีโลแลน” เด็กชายว่า “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ  ผมอาเธอร์  มีแกรน  ยินดีที่ได้รู้จัก”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น