The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 3 : สนทนาโต้วาที

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ส.ค. 57

 

ตอนที่สนทนาโต้วาที

 

        โลแลนอยากจะขอเวลานอกซัก 10 นาทีในการตั้งสติ  และควบคุมตัวเองไม่ให้ร้องว้ากออกมาในที่สาธารณะ  แต่ถึงเขาจะร้องออกมาจริงๆก็คงไม่มีใครมาสนใจจะฟังอยู่แล้วล่ะ

        อาเธอร์เด็กผู้ชายที่โลแลนไม่เคยเห็นหน้า  ไม่รู้จักและไม่คิดอยากจะรู้จักมาก่อน  คนนี้นอกจากจะมีการแต่งตัวที่ไม่น่าไว้ใจแล้ว  ยังมีท่าทางที่ไม่น่าไว้ใจอีก  ตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 วินาทีที่แล้วอาเธอร์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการยิ้มเลย  และมันคงจะเป็นการดีกว่าถ้าเขาไม่ได้กำลังส่งยิ้มนั่นมาให้โลแลน

        “เธอเป็นคนของศูนย์วิจัยเหรอ?” แม่พูดขึ้น

        ท่าทางการตื่นตัวของแม่เมื่อสักครู่ดูเบาลงแล้ว  แม่เอามือออกจากกระเป๋าสะพายช้าๆอย่างระมัดระวัง

        อาเธอร์เบนสายตาจากโลแลนไปทางแม่  ซึ่งนั่นก็ทำให้โลแลนรู้ซึกปลอดภัยขึ้นเยอะ  อาเธอร์สูดหายใจเบาๆ

        “ใช่ครับคุณนายสตาฟเฟอร์” อาเธอร์ตอบ “ผมได้รับคำสั่งจากทางศูนย์วิจัยให้มารับตัวพวกคุณ”

        แม่ขมวดคิ้วเป็นปมอย่างไม่พอใจในคำตอบของอาเธอร์

        “รับตัว?...วันนี้เนี่ยนะ  ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย  เราตกลงกันแล้วนี่  ว่าถ้าเกิดจะมีการรับตัวหรือเหตุฉุกเฉินอะไรให้ต้องเดินทาง  จะต้องมีการแจ้งเตือนก่อนล่วงหน้าน่ะ” แม่กอดอก “นี่ฉันยังไม่ได้รับข้อความหรืออะไรที่แสดงถึงการแจ้งเตือนเลยซักอย่างนึง”

        และก็เป็นครั้งที่สองที่โลแลนรู้สักหนักขึ้นที่กระเป๋ากางเกง  แม่กับอาเธอร์สองคนนี้พูดอะไรที่โลแลนไม่เข้าใจ  อาเธอร์บอกว่าเขามาจากเอ่อ...ศูนย์วิจัยอะไรประมาณนี้แหละ ส่วนแม่ก็เอาแต่พูดถึงการแจ้งเตือนหรือข้อความ  แม้จะเป็นการสนทนาที่ดูขัดกัน  แต่ทำไมก็ไม่รู้โลแลนกลับรู้สึกว่าสองคนนี้กำลังคุยกันอย่างถูกคอเลยทีเดียว

        อาเธอร์หัวเราะ

        “ไม่ครับ...ผมมั่นใจว่าศูนย์วิจัยได้ทำการส่งจดหมายแจ้งเตือนมาแล้ว” อาเธอร์หันกลับหน้ามาสบตากับโลแลนอีกครั้ง  “และผมก็มั่นใจเป็นอย่างมากด้วยว่าพวกคุณได้รับมันไปแล้ว”

        ครั้งนี่โลแลนไม่ได้หลบสายตาของอาเธอร์ที่ส่งมากลับกันโลแลนกำลังมองตามสายตาของอาเธอร์เสียมากกว่า  อาเธอร์หยุดการสนทนากับแม่และเอาแต่จ้องโลแลน  ทำเหมือนกับว่าเขาคือผู้ที่ได้รับจดหมายแจ้งเตือนอย่างนั้นล่ะ  เอ...หรือเขารับมันไปแล้วกันนะ  โอ ช่างมันเถอะ  จะอย่างไรก็ตามโลแลนเริ่มจะรู้สึกว่าบรรยาการโดยรอบนี่มันกดดันเขาขึ้นเรื่อยๆจนน่าอึดอัดแล้วสิ

        “แต่ฉันยืนยันว่าพวกเรายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนใดๆจากทางศูนย์วิจัย” แม่ยืนยัน “แล้วอย่างนี้เราจะเชื่อใจเธอได้ยังไง”

        แม่ใช้คำพูดว่าเรา  ซึ่งนั่นก็แปลว่าแม่ได้ดึงโลแลนให้เข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวงสนทนาด้วยแล้ว  แต่มันไม่ใช้เรื่องน่ายินดีเลย  โลแลนอยากจะตะโกนดังๆให้สองคนนี้ (แม่กับอาเธอร์น่ะ)หยุดการสนทนาบ้าๆที่เขาฟังแล้วไม่เข้าใจเสียที  วันนี้คือวันเกิดของโลแลนและที่แห่งนี้ก็คือสถานที่จัดงานวันเกิดของเขา  จริงอยู่ที่การมีคนมางานปาร์ตี้วันเกิดเยอะๆ  จะทำให้งานสนุกยิ่งขึ้น  ในความคิดของโลแลนมันคงเป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆไปเลย  แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยากจะให้จำกัดความหมายของคำว่า คนที่มาร่วมงาน ด้วย  คนที่จะมางานปาร์ตี้วันเกิดของโลแลนควรจะเป็นคนที่เขารู้จักสิ อย่างเช่น พ่อ พี่ชายหรือไม่ก็แฟน อะไรประมาณนี้  แต่มันก็เป็นแค่จินตนาการของเด็กชายวัย 14 ปีเท่านั้นแหละ คนพวกนั่นไม่มีจริงหรอกสำหรับโลแลน (ยิ่งอย่างอย่างทุดท้ายยิ่งไม่มีทางมีจริง)  ถ้าจะพูดโดยสรุปก็คือคนที่มางานวันเกิดของโลแลน หรือของใครก็ตาม  ส่วนใหญ่  ไม่สิ  ทั้งหมดเลยแหละ  ทุกคนที่มางานจะต้องมีแต่บรรดาญาติพี่น้อง  หรือไม่ก็เพื่อนสนิทของเขา โลแลนต้องขอเน้นเลยว่าต้องเป็นเพื่อนที่สนิทมากด้วย  ไม่ใช้เพื่อนที่รู้จักกันเมื่อประมาณ 1 นาทีที่แล้วอย่างอาเธอร์

        ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกันยังไม่ถึง 1 นาทีแท้ๆ  แต่แม่ก็พูดคุยโต้ตอบกันกับอาเธอร์อย่างถูกคอ ราวกับว่าทั้งสองเคยพบเจอกันมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว  โลแลนมีความรู้สึกลึกๆในใจว่าวันเกิดของเขาได้เลยผ่านไปแล้ว และเขาก็ไม่รู้สึกการให้ความสำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว โลแลนรู้สึกหงุดหงิดนิดๆ...โอเค ก็ได้ๆเขาหงุดหงิดมากกับความรู้สึกนั้น  ซึ่งในบางทีอาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันเกิดครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากกลับไปตายใหม่ก็ได้

        อาเธอร์ยืนกระพริบตาปริบๆอยู่พักหนึ่ง โลแลนไม่แน่ใจว่านั่นคือท่าทางในการใช้ความคิดของอาเธอร์หรือเปล่า  และถ้าใช่  มันก็เป็นท่าที่น่ากลัวที่เดียวสำหรับผู้ชาย

        “เอ่อ...” โลแลนส่งเสียงในลำคอ

        “ ว่ายังไงล่ะ...? ”แม่ถามอาเธอร์ที่ยืนคิดอะไรอยู่นาน  โดยไม่สนใจสิ่งที่โลแลนกำลังจะพูดเลยแม้แต่น้อย “เราจะเชื่อใจเธอได้ยังไง”

        อาเธอร์ถอนหายใจอย่างจนปัญญา

        “โอเค!...คุณนายสตาฟเฟอร์ คุณนี่จะกดดันคนอื่นเก่งเกินไปหน่อยแล้ว” อาเธอร์บ่น ซึ่งแม่ก็รับฟังมันแบบผ่านๆเหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่ชอบทำเป็นประจำ “บอกตามตรงนะ...ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงให้คุณเชื่ออย่างขาดใจว่าผมเป็นพวกเดียวกับคุณ  ต่อให้ผมจะบอกว่าศูนย์วิจัยได้แจ้งเตือนมาแล้ว  แต่ถ้าคุณยังยืนยันคำขาดว่ายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนแบบนี้...ผมก็ไม่รู้จะตอบคุณยังไงเหมือนกัน  ว่ากันตามจริงแล้วผมเองก็ไม่มีหลักฐานสำคัญอะไรที่จะแสดงตัวว่าเป็นคนของศูนย์วิจัยเลยซักอย่าง” อาเธอร์ยักไหล่ “ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลย  เพราะผมเพิ่งจะเข้าร่วมด้วยกับทางศูนย์วิจัยเมื่อไม่นานมานี้เอง  มันยังไม่ครบหนึ่งปีด้วยซ้ำ  พวกเขาเลยยังไม่ได้ให้ตราของศูนย์วิจัยกับผม”

        สีหน้าของแม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแม่ไม่เชื่อในสิ่งที่อาเธอร์ได้กล่าวมา

        “ก็จริงอยู่ที่เด็กใหม่จะยังไม่ได้ตราของศูนย์วิจัย...แต่ว่า  ทำไมศูนย์วิจัยถึงได้ส่งเด็กใหม่อย่างเธอมาล่ะ  นี่เป็นงานสำคัญไม่ใช่เหรอ  แล้วทำไมเขาไม่ส่งคนระดับสูงมา”

        อาเธอร์ย่นจมูกและขมวดคิ้วเป็นปม  การถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนระดับสูงคงทำให้เขาไม่พอใจ

        ในช่วงเวลาหนึ่งที่โลแลนรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างกาย  ราวกับว่าอากาศโดยรอบมีหิมะปกคลุม  ท้องฟ้าในคืนนี้ไม่มีเมฆหรือดาวให้เห็น  มีแต่ความมืดมิดที่ดูน่ากลัว  เหมือนเขากำลังยืนในโดมท้องฟ้าจำลองที่ไม่มีทางออก  โลแลนไม่ชอบภาพและความรู้สึกแบบนี้  เขาอยากให้บทสนทนาของแม่กับอาเธอร์จบลงโดยเร็ว  ต่อให้เขาจะไม่เข้าใจในเนื้อหาการพูดคุยของสองคนนี้  แต่โลแลนก็ไม่คิดจะเข้าไปขัดขวาง  ตอนนี้เขาแค่ไม่อยากยืนอยู่กับที่นานๆ  หมายถึงไม่อยากยืนในที่โล่งกลางถนนแบบนี้  ต่อให้มันจะเป็นแค่ถนนเล็กๆแคบๆก็ตามที  แต่มันก็ร้างผู้คนอย่างน่ากลัว

        ดูเหมือนอาเธอร์ก็จะรู้สึกแบบเดียวกันกับโลแลน  เพราะอาเธอร์ไม่ตอบคำถามของแม่เมื่อครู่  เขาเอาแต่หันซ้ายหันขวาอย่างลนลาน  เหมือนเขากำลังระแวดระวังอะไรบางอย่าง

        โลแลนรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก  และด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างทำให้เขามีความรู้สึกว่าที่ที่ตนเองกำลังยืนอยู่นั่นไม่ปลอดภัย  เขาต้องเข้าไปข้างใน  ตอนนี้เลย  โลแลนต้องหยุดการสนทนาของแม่กับอาเธอร์  และลากทั้งสองคนให้เข้าไปในร้าน  แต่จะทำอย่างไรดี  โลแลนนึกออกแค่วิธีเดียว ซึ่งก็เป็นวิธีที่สุดแสนจะธรรมดา  ธรรมดาจนแทบไม่ต้องใช้ความคิดเลยด้วยซ้ำ  แต่ต่อให้มันจะเป็นแผนที่ธรรมดาก็ช่าง  ขอแค่ได้เข้าไปข้างในก็พอ

        “แม่ครับ...” โลแลนเรียก

        เหมือนจะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทั้งแม่และอาเธอร์หันมาสนใจคำพูดของเขา  บางทีการตกเป็นเป้าสายตาอาจไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดในรอบปีก็ได้

        “ว่าไงโลแลน...ลูกมีอะไรจะพูดงั้นหรือ” แม่ถาม

        “ผมว่าเราควรจะไปคุยกันในร้านดีกว่านะครับ  ด้านนอกมันหนาวจะตาย  เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้นะครับ” โลแลนแกล้งสูดหายใจติดขัดและดึงแจ็คเก็ตขึ้นมากอด แบบคนที่กำลังหนาวจัด “ ผมอยากจะดื่มอะไรอุ่นๆสักหน่อย” โลแลนหันไปทางอาเธอร์ที่กำลังยืนมองการแสดงเสแสร้งของเขา พร้อมฉีกยิ้มกว้าง “และผมก็คิดว่าอาเธอร์ต้องอยากชิมชาใบเตยของแม่แน่ๆ...” โลแลนเอียงคอเป็นเชิงถาม “ใช่หรือเปล่าอาเธอร์”

        แม่หันไปมองอาเธอร์  ที่กำลังตื่นตระหนก  เขาเบิกตากว้างและมีเหงื่อซึมออกมาบนใบหน้า  อาเธอร์พยายามเปล่งคำพูดออกมา  แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขา เพราะเขาพูดได้แค่ “ เอ่อ...คือ...เอ่อ...คือว่า...คือ” ช่างน่าเศร้าใจ อาเธอร์คงจะเล่นละครไม่เก่งอย่างที่โลแลนคิดคิด  เขารับบทที่โลแลนส่งไปให้ไม่ทันเอาเสียเลย  อาการลนลานของอาเธอร์ทำให้แม่ถึงกับต้องขมวดคิ้วอย่างสงใส  และมองโลแลนกับอาเธอร์สลับไปมาเหมือนจะถามว่า  นี่พวกลูกเล่นอะไรกันอยู่เนี่ย 

        โลแลนถลึงตาใส่อาเธอร์และถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง “ใช่หรือเปล่า...อาเธอร์”

        และก็เหมือนโชคช่วยนิดๆที่ครั้งนี้อาเธอร์ยังมีสติพอที่จะเล่นละครเสแสร้งด้วยกันกับโลแลน

        อาเธอร์พยักหน้าหงึกๆ “ชะ...ใช่  ใช่เลย  ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ข้างในดูอบอุ่นกว่าเยอะ” เขาส่งสายตาวิ้งๆให้โลแลนเหมือนจะถามว่า ฉันแสดงเนียนหรือเปล่า อะไรประมาณนี่  แต่โลแลนก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป  “เอ่อ...แล้วผมก็อยากชิมน้ำชาสูตรพิเศษของคุณนายสตาฟเฟอร์ด้วย  ต้องอร่อยแน่ๆ”

        โชคดีที่แม่ของโลแลนเป็นคนที่ชอบและปลื้มคำชมอย่างถึงที่สุด  ดูแม่จะพึงพอใจที่อาเธอร์ชมร่วงหน้าว่าน้ำชาของแม่อร่อยทั้งๆที่ยังไม่ได้ชิม  จากที่โลแลนสังเกตได้คือตอนนี้แม่แทบจะไม่ได้สนใจที่จะเค้นเอาคำตอบเรื่อง  ศูนย์วิจัยอะไรนั่นจากอาเธอร์อีกแล้ว  การสนทนาแบบจับคู่คุยข้ามปีของแม่กับอาเธอร์ได้จบลงแล้ว  โลแลนรู้สึกสะใจนิดๆที่ตัวเองได้เป็นคนหยุดวงสนทนานี้  เขายอมรับนะว่ามันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างบ้าที่เดียว  แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาคุยกับแม่นานๆ  ยิ่งถ้าพูดคุยกันอย่างถูกคอราวกับเพื่อนสนิทอย่างอาเธอร์  เขายิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่  ในบางครั้งโลแลนก็นึกสงใสตัวเอง  ว่าเขาเป็นเด็กที่  เอ่อ...แบบว่า  เป็นเด็กติดหรือหวงแม่ หรือเปล่านะ  โอ  ช่างเถอะ ลืมเรื่องนั้นไปซะ

        แม่สูดหายใจและยืดออกขึ้นอย่างภาคภูมิ   

        “เอาตามนั้นก็ได้” แม่ตอบตกลง “เราจะไปคุยและอธิบายเรื่องบ้าบอทั้งหมดกันข้างใน”

        แม่เดินตรงเข้าไปในร้าน  อาเธอร์หลีกทางให้แม่เดินผ่านอย่างสุภาพ  แม่หยุดอยู่ที่หน้าประตูร้านและหมุนตัวกลับมาหาอาเธอร์และโลแลนที่กำลังมองแม่ตาไม่กระพริบ  แม่ฉีกยิ้ม

        แม่ถูมือทั้งสองเข้าด้วยกัน “เด็กๆ...ได้เวลาน้ำชาแล้ว”

 

        โลแลนไม่มั่นใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกับการดื่มน้ำชาหรือเปล่า  ถ้าจะให้พูดกันตามตรงแล้วโลแลนต้องขอบอกเลยว่าบรรยากาศด้านในร้านก็ไม่ได้ต่างไปจากบรรยากาศนอกร้านสักเท่าไร  จะดีกว่าก็ตรงที่ในร้านมีความอบอุ่นมากกว่าด้านนอก  แต่ก็ยังคงมีแรงกดดันที่เหมือนกัน

        โลแลนรู้สึกของคุณ ป้าเรน่า  เจ้าของร้านขนมหวานที่มีงบประมาณมากพอที่จะติดตั้งเครื่องทำความร้อนไว้ภายในร้าน  ความอบอุ่นทำให้โลแลนรู้สึกดีขึ้น  ตัวของเขาอุ่นขึ้น  และมือก็เริ่มมีสีแดงของเลือดที่ส่งมาเลี้ยงมากขึ้น

        ร้านขายขนมหวายของป้าเรน่าต้องเป็นสถานที่จัดงานวันเกิดที่ดีแน่ๆ  ในร้านถูกจัดเป็นสองส่วนคือส่วนหน้าร้านและส่วนหลังร้าน  ส่วนหน้าร้านมีเอาไว้สำหรับแขกหรือลูกค้าที่เข้ามาทานของหวานที่ร้าน  และส่วนของเคาร์เตอร์ที่คิดเงิน  ส่วนหลังร้านมีไว้สำหรับทำขนมหวานหรือคิดค้นสูตรรับของป้าเรน่า  และห้องน้ำ  ถากผนังวอเปเปอร์ของร้านถูกฉาบด้วยพื้นสีชมพูอ่อนดูสบายตา  และมีภาพหน้าขนมหวามต่างๆ  มีตั้งแต่ภาพลูกกวาดสีสันสดใสไปจนถึงภาพเค้กสตรอเบอร์รี่ชิ้นใหญ่ที่ดูน่าทาน  แควนอยู่บนพนัง  โดยปกติจะมีโต๊ะและเก้าอี้เหล็กแบบพับได้หลายชุด  ตั้งอยู่บริเวณส่วนหน้าร้านเต็มไปหมด  แต่วันนี้มันถูกเก็บออกไปเกือบหมด  เหลือชุดโต๊ะสองเก้าอี้เพียงชุดเดียว  มันทำให้พื้นที่ส่วนหน้าร้านดูโล่งไปเลย  บนพนังเต็มไปด้วยของประดับตกแต่งในงานวันเกิดทุกชนิด  ทั้งโบว์  ริบบิ้น  ลูกโป่ง  และไฟตกแต่งหลากสีสัน  นี่ต้องเป็นงานวันเกิดที่ดีแน่ๆ...แต่แล้วโลแลนก็รู้สึกแย่ขึ้นมาในทันใดเมื่อนึกขึ้นได้ว่า  งานวันเกิดของเขามันพังไปแล้ว 

        ทันทีที่แม่เข้ามาในร้านขนมหวาน  แม่ก็ตรงดิ่งไปชงชาที่ส่วนหลังของร้านซึ่งมีห้องครัวให้ใช้งาน  สีหน้าของแม่ดูกระตือรือร้นกว่าปกติ  ไม่ต้องสงใสเลยแม่ของโลแลนในตอนนี้คงอยากจะแสดงฝีมือในการชงชาสุดอร่อย

        โลแลนเดินเข้ามาพร้อมกับอาเธอร์  หลังจากที่แม่เดินตรงไปที่ส่วนหลังร้านแล้ว

        “เฮ้!...ขอบใจนะที่ช่วย” อาเธอร์พูด  สีหน้าของเขาเหมือนคนที่เพิ่งยกภูเขาออกจากอกยังไงยังงั้น

        โลแลนหันหน้ารอบทิศทาง  แต่เขาก็ไม่พบใครคนอื่นเลยนอกจากอาเธอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ  โลแลนไม่มั่นใจว่าเมื่อสักครู่นี้อาเธอร์พูดอยู่กับใคร  เพราะเขาเอาแต่ก้มลงมองต่ำจนโลแลนเกือบจะคิดว่าเขาพูดอยู่กับรองเท้าของตัวเองเสียแล้ว

        “เมื่อครู่นายพูดกับฉันเหรอ?...” โลแลนชี้นิ้วใส่ตัวเอง

        อาเธอร์พยักหน้าหงึกๆ

        “ก็ใช่น่ะสิ...ถ้าไม่ใช่นายแล้วจะเป็นใครล่ะ”

        โลแลนไม่สนใจหรอกว่าอาเธอร์คิดจะพูดอะไรกับใคร  เพราะจากที่ดูอาเธอร์น่าจะเป็นคนที่ชอบพูดกับตัวเอวด้วยซ้ำไป

        “เอ่อ ก็...ไม่รู้สิ” โลแลนพูด “แล้วนายจะขอบใจฉันทำไมกัน  ฉันไม่ได้ทำอะไรให้จนนายต้องขอบใจซะหน่อย...หรือว่าฉันทำ?...”

        อาเธอร์ยิ้มเหมือนเขาไม่เชื่อในคำพูดของโลแลน  เขาหมุนตัวมายืนประจับหน้ากับโลแลน  เมื่ออาเธอร์มายื่นต่อหน้านั่นทำให้โลแลนได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่เขาไม่ทันสังเกตในตัวของอาเธอร์  โลแลนต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะกลั้นไม่ให้ตัวเองระเบิดเสียงหัวเราะออกไป  เมื่อไม่นานมานี้โลแลนได้พบกับอาเธอร์ที่หน้าร้านแห่งนี้  ในตอนนั้นเขาได้แต่ยืนมองแม่กับที่กำลังอาเธอร์สนทนากันอยู่ห่างๆ  และอาเธอร์ที่ดูจากมุมไกลนั้นดูเหมือนคนที่ตัวสูง  หรือไม่ก็คนที่มีหุ่นแบบนักกีฬาด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง  ไม่รู้สิ...โลแลนอาจจะจินตนาการไปเองก็ได้  แต่เขาได้จดจำภาพของอาเธอร์ที่มีหุ่นเหมือนนักกีฬาไปแล้ว  และจู่ๆอาเธอร์ที่มายืนอยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้กลับมีขนาดตัวเล็กลง  เอ่อ...หมายถึงส่วนสูงลดลงน่ะ  มันลดลงจนทำให้อาเธอร์ในตอนนี้ถึงกับต้องเงยหน้ามองโลแลนเลยด้วยซ้ำ

        โลแลนปั้นหน้าของตัวเองให้อยู่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่มันก็ดูเป็นเรื่องยากไปเลยเมื่อเห็นว่าอาเธอร์ยังคงยืนเงยหน้ามองโลแลนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

        “ทำสิ  นายต้องทำแน่นอน”  อาเธอร์บอก “ก็เมื่อครู่นี้นายเพิ่งจะช่วยฉันจากคุณนายสตาฟเฟอร์แม่ของนายไม่ใช่เหรอ...”

        ในตอนนี้โลแลนไม่ต้องพยายามที่จะกลั้นหัวเราะอีกต่อไปแล้ว  เพราะตอนนี้เขาต้องใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้พุ่งปราดเข้าไปบีบคออาเธอร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า  ถ้าโลแลนจะทำแบบนั้นจริงๆ  นั่นมันจะเป็นอะไรที่ง่ายมากเพราะตำแหน่งต้นคอของอาเธอร์มันพอดีกับมือของเขาพอดี  มันพอดีทั้งขนาดและตำแหน่ง โลแลนจะส่งอาเธอร์ไปลงนรกตอนนี้เลยก็ได้  โทษฐานที่บังอาจมาใส่ความแม่ของเขา  แต่อาเธอร์ดูจะไม่สังเกตเห็นปฏิกิริยาเดือดดาลของโลแลนเลยแม้แต่น้อย  และนั่นก็ทำให้โลแลนรู้ว่าเขานั้นข่มขู่คนด้วยสีหน้าไม่เก่งเอาเสียเลย

        “นั่นนาย...ใส่ความแม่ของฉันงั้นเหรอ”  โลแลนขบกราม

        อาเธอร์กลืนน้ำลายพลางถอยเท้าออกห่างจากโลแลน

        “ปะ...เปล่านะ” อาเธอร์ส่ายหน้า “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น  อย่างพึ่งเข้าใจผิดคิดว่าฉันใส่ความแม่นายแบบนั้นสิ  ฉันไม่กล้าทำเรื่องแบบนั้นหรอก  ถ้าฉันทำ...ไม่ล่ะ  คงไม่มีวันที่ฉันจะคิดสั้นทำเรื่องแบบนั้นหรอก  เชื่อเถอะ...”

        ใบหน้าของอาเธอร์มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาจนทั่ว  จริงอยู่ว่าในร้านมีความอบอุ่นซึ่งแผ่ออกมาจากเครื่องทำความร้อน  แต่โลแลนก็ไม่คิดว่ามันจะอุ่นเกินไปจนทำให้ใครสักคนเหงื่ออกได้หรอกนะ

        “แล้วไอคำพูดสบประมาทของนายที่หาว่าแม่ของฉันไปทำอะไรนายเนี่ย...มันหมายความว่าอะไร”

        อาเธอร์หมุนตังกลับหลัง  เขย่งปรายเท้าขึ้นเพื่อที่จะมองให้แน่ใจว่าแม่ของโลแลนยังคงหมกมุ่นอยู่กับการชงชาที่ครัวส่วนหลังร้าน

        อาเธอร์เดินเข้ามาใกล้โลแลน  อันที่จริงมันออกจะใกล้เกินไปนิดหน่อยสำหรับโลแลนช่วงตัวของอาเธอร์อยู่ห่างจากโลแลนไม่ถึง 10 เซนติเมตร  อาเธอร์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแขนขาของโลแลนกระตุกด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่บอกให้โลแลนได้เข้าใจว่าอาเธอร์ในตอนนี้ไม่ปลอดภัย  โลแลนเกือบจะถอยตัวหนีแล้วแต่อาเธอร์ก็หยุดเดินเอาเสียก่อน  เขาเอามือข้างหนึ่งขึ้นมาป้องปาก  เหมือนไม่อยากให้ใครมาได้ยินสิ่งที่กำลังจะพูดออกมา

        อาเธอรพูดด้วยเสียงที่เบาจนดูเหมือนการกระซิบ

        “นี่นะ...เพื่อนายจะยังไม่ทันได้สังเกต  แม่ของนายน่ะเป็นคนที่มีแรงกดดันมหาสารจริงๆ  นายอยู่กับแม่ของนายมาสิบสี่ปีเต็ม  นายไม่สังเกตบางเหรอ?

        โลแลนครุ่นคิด

        คำพูดของอาเธอร์เหมือนมันจะกล้ำกึ่งระหว่างความจริงและไม่จริง  มีความเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง  โลแลนอยู่กับแม่มาสิบสี่ปี  เขาย่อมรู้จักตัวตนของแม่ดีอยู่แล้ว  แม่เป็นคนอบอุ่นและมักจะมีรังสีของความอบอุ่นที่ทำให้ทุกคนรู้สึกดีแผ่ออกมาเสมอ  แม่จะทำลายความตึงเครียดทั้งหมดที่ก่อตัวอยู่ในบริเวณรอบๆออกไปด้วยรอยยิ้มที่สดใสของแม่  โลแลนจำภาพพวกนั้นได้ติดตา  แต่สิ่งที่อาเธอร์กล่าวมานั้นทำให้โลแลนเกิดไม่มั่นใจในความรักและความอบอุ่นที่แม่เคยเคยมีให้เขา  แม่ที่มีแรงกดดัน  แม่ที่ทำสถานการณ์และบรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด  มันเหมือนเรื่องโกหก  โลแลนไม่มีทางที่จะเชื่อในสิ่งที่อาเธอร์พูดออกมาจนกว่าเขาจะได้ไปประสบพบเจอสถานการณ์แบบเดียวกับอาเธอร์  ได้เห็นและได้ยินสิ่งนั้นด้วยตนเอง  และมันก็แค่เรื่องบังเอิญ...แค่ความความบังเอิญเท่านั้น  ที่โลแลนดันได้ไปเห็น...ไม่สิ  รู้สึกมากกว่า  มันเป็นความบังเอิญที่เขาดันได้ไปรู้สึกถึงแรงกดดันแบบเดียวกันกับอาเธอร์แล้วนี่สิ

        เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้  ที่โลแลนและแม่ได้พบกับอาเธอร์ที่หน้าร้านขนมหวานแห่งนี้  ในตอนนั้นแม่ก็มีปฏิกิริยาที่แปลกไป  เอามือซุกไว้ในกระเป๋าสะพาย  มีอาการตื่นตระหนก  และก็อย่างที่อาเธอร์พูดมา  แม่แผ่รังสีแรงกดดันมาหาสารจนโลแลนรู้สึกอึดอัดแทนอาเธอร์ที่ต้องคอยตอบคำถามแบบมืดแปดด้านพร้อมทั้งรับแรงกดดันมหาสารนั้นไปด้วย  นั่นไม่ใช่แม่ที่โลแลนรู้จักอย่างแน่นอน

        แต่แล้วใจด้านหนึ่งของเขาก็รู้สึกว่าแรงกดดันมหาสารที่เขารับรู้ได้นั้น  บางที  มันอาจจะไม่ใช่ของแม่ก็เป็นได้  ไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่มีแรงกดดันนะ  นั่นโลแลนรู้สึกได้  แต่แรงกดดันของแม่ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นทำให้คนอยากเป็นลมล้มพับไปได้หรอก

        “บางที” โลแลนใคร่ครวญคำพูด “มันอาจจะจริงอย่างที่นายว่ามาก็ได้...ฉันเองก็รู้สึกถึงแรงกดดันนั้นเหมือนกัน  แต่ว่า...”

        อาเธอร์พยักหน้าและพูดแทรกขึ้นมา  “ใช่มั้ยล่ะ...ฉันถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยล่ะเวลาแม่ของนายมองมาน่ะนะ  น่ากลัวสุดๆเลย  ฉันแทบจะเอาตัวไม่รอดเลยรู้มั้ย  โชคดีนะที่นายช่วยแสดงละครกลบกลื่นให้...ต่อให้มันจะงี่เง่าไปหน่อยก็เถอะ”

        “ใช่...และนายก็รับบทละครงี่เง่าที่ว่านั่นไม่ทัน  น่าชื่นชมจริงๆ”  โลแลนทำเสียงประชด

        อาเธอร์เกาหัวแบบเขินๆ

        “เอ่อขอโทษที...เพราะฉันเล่นละครไม่เก่งเท่านาย  มันก็เลย...”

        เกือบจะพังย่อยยับ  เข้าใจถูกต้องเลยล่ะอาเธอร์

        “อา...ขอบใจ  โตขึ้นฉันก็คิดๆอยู่ว่าจะไปสมัครเป็นนักแสดงละครงี่เง่าตบตาคนอื่น  คงจะสนุกน่าดูนะว่ามั้ย”

        อาเธอร์สะดุ้งนิดหน่อย  เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าทำผิด

        “ขอโทษนะ...คือ  ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น  มันก็แค่  นายช่วยฉันที่กำลังจนตรอก  ต่อให้แผนที่นายใช้มันจะดูพื้นๆ  แต่มันก็สำเร็จ  ฉันก็แค่รู้สึกทึ่งในตัวนายก็เท่านั้นเอง  หวังว่านายจะเข้าใจนะ...”

        โลแลนอยากจะตอบกลับไปว่า  ฉันไม่เข้าใจ  แต่จะตอบไปแบบนั้นมันก็ยังไงอยู่  ถึงอย่างไรอาเธอร์ก็พยายามแล้ว  ต่อให้เรื่องที่เขาต้องใช้ความพยายามที่ว่านั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายก็ตามที  การที่โลแลนได้มาพูดคุยกับอาเธอร์แบบนี้  ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะสนิทสนมกับผู้อื่นมากยิ่งขึ้น  ที่โรงเรียงโลแลนไม่เคยมีเพื่อนที่สนิทด้วยเลยสักคน  เขาไม่เคยพูดคุยกับใครได้นานเกิน 1 นาทีเลยสักครั้ง  ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะโลแลนไม่มีบนสนทนาเหมาะๆที่จะใช้ในการเข้าสังคม  พวกคนที่มาพูดคุยด้วยจึงเริ่มถอยห่างจากโลแลนเพราะความเบื่อ

        แต่สำหรับอาเธอร์  โลแลนรู้สึกว่ามันต่างออกไปทางด้านความรู้สึก  โลแลนไม่รู้สึกหวาดระแวงอย่างที่แม่รู้สึกกับอาเธอร์ในตอนแรก  จริงอยู่ว่าอาเธอร์อาจจะดูเหมือนคนบ้าชอบแต่ คอสเพลย์  แต่ลึกๆแล้วโลแลนก็รู้ว้าอาเธอร์เป็นคนดี  หวังว่าความคิดของเขาคงจะถูกนะ

        “ฉันเข้าใจ...”  โลแลนตอบในที่วุด

        อาเธอร์ยิ้มเล็กๆเป็นเชิงขอบคุณ

        โลแลนเดินผ่านอาเธอร์ไป  เขากางเก้าอี้เหล็กแบบพับออกตัวหนึ่งและนั่งลง  และอาเธอร์ดูท่าจะไม่มีปัญหาที่จะทำตาม  เขาเดินมากางเก้าอี้พับออกและนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับโลแลน

        “เออจริงสิ”  อาเธอร์เอนตัวมาด้านหน้า  ซึ่งนั่นก็ทำให้ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากโลแลนเพียงฟุตเดียว  สำหรับโลแลนแล้วมันคือระยะอันตราย  นี่เป็นหนึ่งในข้อเสียหลายๆข้อของอาเธอร์สำหรับโลแลนแล้ว  เขาจะรู้สึกอันตรายทุกทีที่อาเธอร์อยู่ใกล้  หมายถึงอันตรายจากผู้ชายถึงผู้ชายน่ะนะ  นั่นทุกคนน่าจะรู้ดีกันอยู่แล้ว  “ทำไมถึงเป็นน้ำชาล่ะ”  อาเธอร์ถามจบประโยค

        โลแลนเอียงคอ  “น้ำชาอะไร”

        อาเธอร์เอนตัวกลับพลางขมวดคิ้ว  “ก็น้ำชาของแม่นายน่ะสิ  ทำไมนายถึงเลือกให้แม่ของนายไปชงชาแทนที่จะเป็นกาแฟหรืออะไรที่มันเข้ากับบรรยากาศมากกว่านี้ล่ะ”

        โลแลนคิ้วกระตุก  นี่คือหัวข้อบทสนทนาใหม่ของอาเธอร์อย่างนั้นหรือ  โลแลนเริ่มจะรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่ชอบเอาหัวข้อไร้สาระ น่าเบื่อมาเปิดวงสนทนา

        “เฮ้!...เรื่องนั้นจะมาโทษฉันไม่ได้นะ  สถานการณ์มันบีบบังคับ  ฉันนึกอะไรไม่ออกนอกจากน้ำชา  เพราะจำได้ว่าตอนเด็กๆแม่ชอบชงให้ดื่มบ่อยๆมันก็เลยติดอยู่ในสมอง  ฉันคิดอะไรไม่ออกก็เลยพูดๆเอาตัวรอดไปก่อน...แต่จะว่าไป  คนที่รอดน่ะน่าจะเป็นนายมากกว่านะ”

        อาเธอร์ผิวปาก

        “งั้นไอเรื่องที่นายพูดออกมาทั้งหมดก็เป็นแค่การแถไปเรื่อยเปื่อยสินะ...นายนี่ยอดเลยแฮะ!!

        โลแลนไม่ได้รู้สึกดีกับคำชมของอาเธอร์  จะพูดให้ถูกคือ  อาเธอร์ยังไม่ได้เอ่ยปากชมเขาเลยต่างหาก

        อาเธอร์เริ่มเปิดวงสนทนาไร้สาระอีกครั้ง  แต่โลแลนก็ไม่ได้ใส่ใจจะฟังในสิ่งที่อาเธอร์พูดออกมาสักเท่าไร

        โลแลนเบื่อที่จะต้องนั่งรอน้ำชาจากแม่และฟังอาเธอร์คุยโมไม่ยอมหยุด  โลแลนเหลียวมองออกไปนอกกระจกร้าน  ถนนด้านนอกดูโล่งอย่างผิดตา  จริงอยู่ว่านิวยอร์กไม่เหมือนลาสเวกัส  แต่มันก็ไม่ได้เงียบสงัดขนาดนี้  ไม่มีผู้คนเดินผ่าน  ยานพาหนะก็ไม่มีผ่านมาสักคัน  โลแลนเกิดที่เมืองนี้  เขาอาศัยอยู่ที่นี่มา 14 ปี  แต่เขายังไม่เคยเห็นเมืองบ้านเกิดของตัวเองงียบสงัดขนาดนี้มาก่อน

        บรรยากาศแบบนี้มันผิดปกติ

        โลแลนลองนับเลขจับเวลาภายในใจ  ถนนหน้าร้านเป็นถนนสายที่เชื่อมกับถนนสายหลัก  โดยปกติจะเป็นทางรถผ่าน  บริเวณถนนจึงจะมีเสียงเครื่องยนต์ของรถดังอยู่ตลอดเวลา  แต่ตอนนี้มันกลับเงียบกริบ  ไม่มีเสียงเครื่องยนต์แว่วเข้ามาในโซนประสาทการได้ยินของโลแลนเลย

        ผ่านไป 10 นาที

        โลแลนไม่ชอบการนั่งจดจ่ออยู่กับอะไรนานๆ  10 นาทีผ่านไปแล้วแต่เขาก็ยังไม่เห็นใครหรือรถคันใดผ่านมาเลย  เหมือนท้องถนนที่ว่าวเปล่าไม่มีอะไรเลยนอกจากพื้นถนนโล่งๆที่ไม่มีคนเดิน  เมื่อต้องมานับเวลาถอยหลังดูแบบนี้  โลแลนก็ได้เรียนรู้ว่าเวลา 1 นาทีนี้มันยาวนานขนาดไหน  มันเป็นเรื่องยากที่จะคอยจับเวลาและเพ่งสายตาออกไปด้านนอกพร้อมๆกัน  โดยที่มีอาเธอร์คอยพูดกรอกหูอยู่แบบนี้

        มีบางอย่างผิดปกติ  โลแลนคิด

        โลแลนเบนสายตากลับมาทางอาเธอร์  ข่าวดีคืออาเธอร์หยุดพูดเรื่องบ้าบอคอแตกทั้งหลายแหล่แล้ว  ข้าวร้ายคือเขากำลังส่งสายตาในระดับที่เป็นอันตรายต่อผู้ชายมาทางโลแลน

        “นี่นายปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวมาตั้งนานแล้วนะ...” อาเธอร์พูด “เป็นอะไรหรือเปล่า...?

        “มันแปลกน่ะ...” โลแลนตอบ

        อาเธอร์เอียงคอ  อย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่โลแลนเพิ่งจะพูดออกมา

        “แปลก...อะไรแปลกงั้นเหรอ?

        อาเธอร์คงจะไม่ทันได้สังเกตว่าบรรยากาศที่หน้าร้านมันผิดปกติไป

        โลแลนมองออกไปที่ถนนหน้าร้านและคาดหวังว่าอาเธอร์จะมองตามเขาด้วย

        “ถนนน่ะสิ...ฉันว่ามันแปลกไป”

        อาเธอร์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปที่ตู้กระจกที่ใช้ไว้โชว์ขนมหวาน  อาเธอร์เอาหน้าแนบกับกระจกและกวาดสายตามองไปทั่วพื้นถนน  เหมือนเขาพยายามจะหาอะไรบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นถนนนั้น

        ในที่สุดอาเธอร์ก็ถอนหายใจ  เขาหันหลังกลับมาขมวดคิ้วให้โลแลน

        “ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะผิดปกติตรงไหนเลย...ถนนก็ยังเป็นถนนเหมือนเดิมนี่นา”  อาเธอร์เกาหัวแบบงงๆ  “นายคงไม่ได้จะบอกว่านายเห็นพื้นถนนด้านนอกนั่นกลายเป็นทะเลไปหรอกใช่มั้ย...”

        โลแลนไม่ได้ตอบอาเธอร์กลับไป  เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอาเธอร์จะไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับท้องถนนด้านอก  โลแลนที่เป็นเด็กที่อยู่นอกตัวเมืองยังรู้สึกถึงความผิดปกติของบรรยากาศในตัวเมืองได้เลย  แล้วทำไมอาเธอร์ที่ดูน่าจะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองแบบนี้ถึงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในตัวเมืองนี้ล่ะ  หรือโลแลนเข้าใจผิดกัน...คำถามที่ถูกต้อง  และเป็นคำถามสำคัญที่โลแลนควรจะถามอาเธอร์ตั้งแต่แรกเจอกันแล้วคือ  อาเธอร์เป็รใครมาจากไหน...

        “ถามจริงอาเธอร์”  โลแลนพูด

        “ตอบจริงโลแลน” อาเธอร์ยิ้มอย่างพอใจ

        โลแลนเห็นอาเธอร์แอบขำเบาๆ  แต่โลแลนก็ตัดสินใจปล่อยมันให้ผ่านตาไป

        “นายใช่คนอเมริกันหรือเปล่า...ดูจากสำเนียงในการพูดของนายก็ดูเหมือนเหมือนเป็นคนที่นี่  แต่ว่านายกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติที่ถนนนี่สิ  ฉันก็เลยเริ่มจะไม่มั่นใจเรื่องนาย  ถามจริงๆเถอะ..ไม่ต้องตอบจริงนะ  ไม่  ฉันหมายถึงให้นายตอบความจริง  แต่ไม่ต้องพูดคำว่าตอบจริง...เข้าใจนะ”  อาเธอร์หน้าเบ้  รู้สึกเสียใจที่โลแลนกล่าวห้ามไม่ให้เขาเล่นมุขฝืดๆนั่นอีกรอบ  “นายไม่สังเกตหรือไงว่าบรรยากาศมันเงียบผิดปกติน่ะ  ไม่มีรถหรือใครผ่านมาซักคน...”

        อาเธอร์นิ่วหน้า  เขาหมุนตัวหันไปมองนอกกระจก  เวลาผ่านไปครู่หนึ่งไม่นานมาก  แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ถนนที่โล่งและว่าวเปล่าไม่มีใครหรืออะไรผ่านมา  นอกจากสายลมที่ผัดเอาเศษใบไม้ที่กองอยู่ที่พื้นถนนปลิวขึ้นไปหมุนตัวในอากาศ  และร่อนหล่นลงมากองอยู่ที่พื้นดังเดิม

        อาเธอร์หันกลับมาหาโลแลน  เขาพยักหน้าหงึกๆเหมือนเขาจะรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว  แต่เท่าที่ดู  เหมือนมันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับอาเธอร์เลย

        “ก็จริงอย่างที่นายว่ามานะ...มับเงียบจริงๆ”  อาเธอร์เกาหัวกึกๆ  “แต่ไม่ใช่ว่าเมืองนี้มันเงียบอย่างนี้เป็นปกติหรอกเหรอ...ฉันคิดว่าบรรยากาศแบบนี้จะเป็นบรรยากาศปกติของเมืองนี้ซะอีก  สรุปไม่ใช่งั้นเหรอ?

        “เฮ้!!...นายไม่ใช่คนอเมริกันเหรอ”  โลแลนลุกพรวดขึ้นจาเก้าอี้เร็วจนอาเธอร์สะดุ้งเพราะความตกใจ  “ฉันหมายถึงนายไม่ใช่คนที่นี่หรอกเหรอ...?

        “ไม่!”  อาเธอร์ตอบ “ไม่ ฉันหมายถึงใช่!  ฉันไม่ใช่คน เอ่อ...คนที่นี่หรอก  นั่นแหละที่ฉันจะพูด  ฉันไม่ใช่คนที่นี่”

        และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมอาเธอร์ถึงไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น  ไม่สิ  ไม่ใช่เขาไม่ทันได้สังเกต  แต่เขาคิดว่าบรรยากาศแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปเลยต่างหาก  เพราะอย่างนั่นจึงไม่จำเป็นต้องสังเกตอะไรทั้งสิ้น  เพียงแค่เวลาสั้นๆที่โลแลนรู้สึกว่าตัวเองมีเขางอกออกมาบนหัว  เขาน่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าอาเธอร์ไม่ใช่คนที่นี่  แค่ดูจากการแต่ตัวก็น่าจะรู้ได้แล้ว  คงไม่มีคนในเมืองตนใดไม่รู้จักอาเธอร์ถ้าเขาใส่เสื้อผ้าแบบนี้ออกไปเดินเล่นด้านนอก

        โลแลนรู้สึกเหมือนเพิ่งจะโดนอาเธอร์ชกเข้าอย่างจังที่ท้อง

        “แล้วตกลง...นายเป็นใครมาจากไหนกันแน่เนี่ย!”  โลแลนถาม

        อาเธอร์ขมวดคิ้วเหมือนเขาเบื่อที่จะต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง

        “ผม...อาเธอร์ มีแกรน  มาจากศูนย์วิจัย...ครับ!!”  อาเธอร์ตอบเป็นแนวติดตลก  แต่โลแลนไม่คิดว่ามันตลกสักนิด  มันดูเหมือนเป็นการพูดประชดเสียมากกว่า

        “โอ...ให้ตายเถอะ”  โลแลนโอดครวญ

        อาเธอร์เอียงคออย่างสงใส  “ทำไมนายต้อง  โอ...ให้ตายเถอะ  แบบนั้นด้วยล่ะ”  อาเธอร์พูดซ้ำโดยเลียนเสียงของโลแลน

        “ถ้างั้นทำไมนายต้องพูดว่า  โอ...หายตายเถอะ  ตามฉันด้วยล่ะ”  โลแลนถาม

        อาเธอร์สูดหายใจ  “นั่นฉันถามนายต่างหางล่ะ  ว่าทำไมนายต้องพูดว่า...”

        “ใช่  อย่างที่ว่านั่นแหละ...เมื่อครู่นี้ฉันก็แค่ตอบนายเท่านั้นเอง”  โลแลนพูกลอยๆพลางเอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้

        อาเธอร์ฉีกยิ้มอย่างพอใจ  “เป็นการตอบที่แปลกดีนะ  แต่ก็ยอดไปเลย!”  เขาเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับโลแลนอีกครั้ง  และพูดว่า  “นายเนี่ย...เป็นพวกเดียวกับฉันได้เลยนะ!!

        โลแลนรู้สึกอยากจะอาเจียน

        แค่ให้เขาคิดถึงการเป็นพวกเดียวกับอาเธอร์  โลแลนก็รู้สึกอยากจะวิ่งออกไปข้างนอกให้รถชนตายในวันเกิดแล้ว  แต่ถึงเขาจะวิ่งออกไปข้างนอกตอนนี้จริงๆเขาก็คงจะไม่ตายอยู่ดี  เพราะด้านนอกไม่มีรถอะไรผ่านมาสักคัน  โลแลนไม่ลืมบรรยากาศผิดปกตินี้หรอกน่า  แต่ตอนนี้เขาแค่ไม่อยากที่จะคิดถึงมันให้ปวดสมองก็เท่านั้นเอง

        “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนแล้วกันนะ”  โลแลนพูด  “...ถ้างั้นนายบอกฉันได้หรือเปล่าว่าใครเป็นคนส่งนายมา...”

        อาเธอร์ยิ้ม  “ก็พ่อ...”

        เสียงของอาเธอร์ขาดหายไปจากการได้ยินของโลแลน  เพราะในตอนนั้นเองมีเสียงของผู้หญิงใส่แจ่วคนหนึ่งดังออกมาจากหลังร้าน

        “เด็กๆ!!...น้ำชามาแล้วจ้า”  แม่ตะโกนและเดินออกมาพร้อมกับถาดน้ำชากลิ่นใบเตยและคุ้กกี้อบจานใหญ่

 

        โลแลนไม่ปฏิเสธข้อเสนอใดๆที่เกี่ยวกับการกักตุนพลังงานจากอาหารเอามาไว้ในร่างกาย  ความหิวครอบงำเขาให้ลืมตัวได้เสมอ  ท้องของโลแลนว่างเปล่ามาได้เกือบชั่วโมงนึงแล้ว  ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรถ้าเขาจะตุนอาหารชุดใหม่เข้าไปเพิ่ม  และมันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับอาเธอร์ด้วยเช่นกัน  คำว่าเกรงใจในสมองของอาเธอร์คงจะถูกกำจัดออกไปตั่งแต่ตอนที่เขาเห็นแม่ยกถาดน้ำชาออกมาแล้ว  สภาพของอาเธอร์ดูเหมือนคนที่ไม่ได้กินอะไรมานานถึง 3 เดือนเต็ม  เมื่อเห็นอาหารจึงกระโจนเข้าหาจนไม่ต้องสนใจคำพูดงี่เง่าเรื่อง  มารยาทบนโต๊ะอาหารเลย

        แม่เดินไปลากเก้าอี้ไม้สามขาที่ตั้งอยู่ด้านหลังร้านออกมานั่งตรงของโต๊ะกึ่งกลางระหว่างอาเธอร์กับโลแลน  และดูพวกเขาทั้งสองที่กำลังร่วมมือกัน(ก็ไม่ได้จงใจให้มันเป็นแบบนั้นหรอกนะ)จัดการคุ้กกี้อบที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว  มันควรจะเป็นภาพที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับโลแลน  แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังหัวเราะออกมา  ราวกับว่ามันเป็นภาพที่น่ารักที่สุดที่แม่เคยเห็นมา  และสิ่งนั้นก็เป็นหนึ่งในข้อดีหลายๆข้อในตัวของแม่ที่โลแลนชื่นชอบ

        คุ้กกี้อบที่แม่ยกมาถูจัดการเรียบในเวลาไม่ถึง 10 นาที  โลแลนคิดว่ามันเป็นสถิติที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไร  อาเธอร์กลืนคุ้กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วเขาก็กระดกน้ำชาเข้าปากดื่มทั้งแก้วหมดในรวดเดียวโดยไม่มีอาการร้อนในปากเลย  โลแลนมองอาเธอร์แบบทึ่งๆและหันไปเห็นแม่ที่กำลังหัวเราะเบาๆกับท่าทีติงต๊องของอาเธอร์  ดูเหมือนว่าเขาจะมีปัญหาเรื่องวิธีในการดื่มชาให้ได้รสชาติอย่างแม้จริง  แต่เขาไม่มีปัญหาเรื่องการดื่มน้ำที่ร้อนจัดจนสามารถทำให้ไก่ทั้งตัวสุกได้ภายใน 5 นาทีรวดเดียวหมด  โดยไม่มีปฏิกิริยาที่แสดงให้เห็นว่าร้อนในปากเลย

        อาเธอร์วางแก้วใส่น้ำชาลง  ซึ่งตอนนี้มันว่างเปล่า

        “โฮ่!...ผมพึ่งจะเคยดื่มน้ำชาเป็นครั้งแรก  รสชาติมันเป็นอย่างนี้นี่เอง”  อาเธอร์หันไปหาแม่  “รสชาติดีมากเลยครับ  คุนนายสตาฟเฟอร์!

        แม่เชิดหน้าขึ้น  “ก็นะ...เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก  ถ้าให้ไวโอล่าลงมือเองล่ะก็ต้องออกมาดีทุกอย่างอยู่แล้ว  แค่เรื่องชงชาเด็กๆ..แต่รสชาติของน้ำชาที่ฉันชงไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว”

        สิ่งที่แม่พูดออกมาอาจดูเหมือนเป็นการชื่นชมในความสามารถของตนเองในแบบที่เกินความจริงไปเสียหน่อย  แต่โลแลนก็ขอค้านความเห็นข้อนั้นออกไปในทันทีที่ได้ลิ้มลองรสชาติน้ำชาของแม่  คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่การพูดยกยอตัวเองของแม่  เพราะน้ำชาของแม่รสชาติดีจริงๆ  ดีจนกระเพาะอาหารของโลแลนแทบจะละลายในทันทีที่น้ำชาแตะริมฝีปากของเขาเลย  มันไม่ใช่คำพูดเกินจริง  แต่มันเป็นความจริงที่สามารถจับต้องได้ต่างหาก

        โลแลนพยายามที่จะยืดเวลาน้ำออกไปโดยการค่อยๆจิบน้ำชาที่หอมกลิ่นใบเตยอ่อนๆนี้ให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะเวลาน้ำชานี้อาจเป็นความสุขเพียงอย่างเดียวที่เขาจะได้รับในวันเกิดของเขา  ต่อให้มันจะไม่ใช่ของขวัญที่ปรารถนา  ไม่ใช่ของขวัญที่คาดหวังจะได้รับจากคนสำคัญ  แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เขาจะได้รับในปีนี้แล้ว  ช่างเป็นงานวันเกิดที่สุดแสนจะธรรมดา  แต่โลแลนก็เคยชินกับความธรรมดาเหล่านั้นไปเสียวแล้ว

        หลังจากนั้นไม่นาน  เวลาน้ำชาก็หมดลง

        และแม่ก็เริ่มที่จะเปิดวงสนทนาเพื่อสอบสวน อาเธอร์ มีแกรน ต่อ  แม่นั่งหลังตรงและวางมือไว้บนหน้าตักด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมที่ดูเหมือนผู้พิพากษาในศาลตัดสินคดีความ  และมันก็ดูเป็นเรื่องตลกขึ้นมาในทันใดเมื่ออาเธอร์เองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างอะไรไปจากผู้ถูกสอบสวนในศาลคดีความ  เขาไม่สบตาแม่  และดูท่าทางกระสับกระส่ายกว่าปกติ  อาเธอร์หมุนบิดตัวไปมาบนเก้าอี้เหล็ก  ซึ่งทุกครั้งที่เขาบิดตัวเก้าอี้ก็จะส่งเสียง แกร๊กๆ ออกมา  แย่นิดหน่อยที่อาเธอร์ดูจะไม่ใช่คนหูดีสักเท่าไร  เขายังคงบิดตัวอย่างต่อเนื่องเหมือนเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น  อยู่ไม่เป็นสุข(เรื่องนี้โลแลนก็คงไปว่าใครไม่ได้เหมือนกัน...เชื่อเถอะว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของอาเธอร์ดี)  และไอการกระทำแบบนั้นของอาเธอร์มันก็ทำให้เก้าอี้กระตุกไปมาและส่งเสียง แกร๊กๆ อย่างต่อเนื่องเหมือนน็อตในตัวจะหลุด...โลแลนเริ่มจะรู้สึกรำคาญเก้าอี้ตัวนี้แล้วสิ

        แม่ส่งเสียงกระแอ่ม

        อาเธอร์ดูเหมือนกระต่ายตื่นตูมมากกว่าเดิม  ทันทีที่แม่ส่งเสียงกระแอ่มเขาก็สะดุ้งโหยงเหมือนคนเพิ่งโดนไฟช็อต  ขาของเขากระเด้งขึ้นไปกระแทกกับโต๊ะที่วางน้ำชาจนถาดน้ำชาที่มีจานคุ้กกี้ที่ว่างเปล่าและแก้วน้ำชาสามใบวางอยู่ก็กระเด้งขึ้นเล็กน้อย  มีเสียงแก้วกระทบกันและเสียงถาดน้ำชาตกลงมาบนโต๊ะดังเพล่ง! เบาๆ แล้วมันก็เงียบไป

        “เอ่อ...พอดีขาของผมมันชอบกระตุกเองแบบนี้อยู่บ่อยๆน่ะครับ...แฮะๆ”  อาเธอร์แก้ตัว  เขาใช้แขนเสื่อปราดเม็ดเหงื่อออกจากใบหน้า

        แม่เหลือบมองอาเธอร์

        “แน่นอน...ถ้ามันไม่ใช่อาการร้อนรน  จากคนที่รู้ตัวว่าทำผิด  บ้านเราเรียกว่าอะไรนะลูกรัก...”  แม่หันมาถามโลแลน

        “คนตัวร้อน...ใช่มั้ยนะ?” โลแลนตอบพลางครุ่นคิด

        แม่คอตก  โลแลนไม่มั่นใจว่าเมื่อครู่นี้เขาพูดอะไรผิดไป  แต่เขาก็หันไปทันเห็นอาเธอร์เอาฝ่ามือของตัวเองทาบลงบนหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อ  แล้วอาเธอร์ก็ฉีกยิ้มเหมือนนักโทษที่ถูกปล่อยออกจากห้องขังหลังจากที่ถูกกักขังมาเป็นเวลานาน

        “อาฮ่า!...”  อาเธอร์ร้อง  “นี่แน่ะคุณนายสตาฟเฟอร์  ตัวของผมไม่ร้อนล่ะ  นั่นหมายความว่าคุณจะยอมเชื่อแล้วสินะว่าผมเป็นพวกเดียวกับคุณ  นี่โลแลนตัวฉันไม่ร้อนจริงๆนะไม่เชื่อนายลองเอามือแตะหน้าของฉันดูสิ...”

        อาเธอร์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้โลแลน  ซึ่งการกระทำเช่นนั้นของอาเธอร์ก็ทำให้โลแลนรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาอีกครั้ง  โลแลนยกมือขึ้นมาดันหน้าอาเธอร์ให้กลับไปและตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของอาเธอร์  มันไม่ร้อน  ที่อาเธอร์พูดมาเป็นความจริง  โลแลนส่ายหน้าไปมา  และในที่สุดเขาก็รู้ว่าตัวเองงี่เง่าขนาดไหน

        “เอาไว้ก่อนเพื่อน!”  โลแลนพูด  “แล้วก็เมื่อกี้นี้ฉันพูดผิด...มันต้องเป็นคนร้อนตัวไม่ใช่คนตัวร้อน...”

        โลแลนหน้าแดงเล็กน้อยตอนที่พูดประโยคสุดท้าย  คนตัวร้อน  โลแลนเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ของเขาถึงทำหน้าเหนื่อยใจในตอนที่เขาตอบกลับไป  นั่นก็เพราะว่าคำตอบที่โลแลนตอบกลับไปมันเป็นคำตอบที่งี่เง่าที่สุดในโลกยังไงล่ะ

        “อ้าว...เหรอ”  สีหน้าของอาเธอร์ดูผิดหวัง  “แต่ว่านะ...มันต่างกันตรงไหนอ่ะ  ตัวร้อนกับร้อนตัว  มันก็แค่คำพูดสลับกันแต่สุดท้ายแล้วมันก็ให้ความหมายว่าร้อนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ...”

        “ก็ฉันต้องการให้มันต่างกัน”  แม่ถลึงตาใส่อาเธอร์  “ไม่พอใจหรือไง!

        อาเธอร์ส่ายหน้า  “ไม่ครับ...ผมพอใจสุดๆ”

        “โฮ่!...นายเล่นละครได้เก่งขึ้นนี่อาเธอร์”  โลแลนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ  บอกตามตรงการได้กลั่นแกล้งคนน่าหมั่นไส้อย่างอาเธอร์นี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สนุกที่สุดเท่าที่โลแลนเคยทำมาเลย  “นายมีการเรียนรู้ที่รวดเร็วมากนะ  เยี่ยมมากๆ”  โลแลนพยักหน้าพอใจ

        อาเธอร์หันมายิ้มแห้งๆให้โลแลน  เขาส่งสายตาที่เหมือนจะบอกว่า  ตอนนี้ช่วยกันก่อนได้หรือเปล่า  มาทางโลแลน  ซึ่งโลแลนก็ยิ้มกลับไป  หวังว่าจะนึกภาพออกกันนะ  เพราะปกติโลแลนเป็นคนไม่ชอบยิ้ม  โลแลนส่งสายตาตอบกลับอาเธอร์ไปประมาณว่า  ด้วยความยินดี  และหวังอีกว่าอาเธอร์จะเข้าใจภาษาสายตาของโลแลนที่ส่งไป

        แม่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นการห้าม

        “โอเค...เราจะเก็บเรื่องร้อนๆเอาไว้ก่อน...ทางที่ดีทิ้งมันไปเลยดีกว่า”  แม่พูด  “เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องเคลียกันให้จบก่อน”

        แม่หรี่ตามองอาเธอร์  และเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกมองอาเธอร์ก็ดูกระสับกระส่ายหนักกว่าเก่า

        “ว่ายังไงล่ะอาเธอร์...ฉันต้องการคำตอบ”  แม่พูดเสียงแข็ง  “คงจะรู้นะว่าคำตอบอะไร”

        อาเธอร์ทำหน้าเหมือนคนอยากตาย  โลแลนไม่เข้าใจว่าทำไมอาเธอร์ต้องรู้สึกกดดันขนาดนั้นด้วย  มันคงจะเป็นคำตอบเรื่องที่แม่ถามอาเธอร์ด้านอกที่ว่า  พวกเราจะเชื่อใจอาเธอร์ได้อย่างไร  เป็นคำถามแปลกๆ  ถ้าจะให้โลแลนพูดล่ะก็  ตอนนี้ตัวเขาไม่มีอะไรให้ไม่เชื่อใจอาเธอร์แล้ว  หลังจากที่ได้พูดคุยกันโลแลนก็รู้สึกคุ้นเคยกับอาเธอร์มากยิ่งขึ้น  อาจจะมากไม่มากพอที่จะเป็นคนสนิท  แต่ก็มากพอที่จะให้เป็นเพื่อนกันได้

        อาเธอร์ถอนหายใจยาว  เขาเงยหน้าขึ้น  เป็นครั้งแรกที่เขากล้าสบตาของแม่ตอบโดยไม่มีท่าทางกระสับกระส่ายใดๆ  อาเธอร์เกร็งตัว

        “ผมก็ตอบคุณไปแล้วนี่ครับ  ตั้งแต่ตอนที่อยู่ข้างนอกแล้ว  คุณนายสตาฟเฟอร์ได้โปรดเถอะ  ผมรู้ว่าคุณจะไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่ผมพูดจนกว่าผมจะหาหลักฐานที่ดีพอมาให้  แต่ถึงยังไงต่อให้คุณเอาผมไปโยนลงจากยอดตึกสูง  ผมก็หาหลักฐานให้คุณไม่ได้  จนกว่าคุณจะยอมไปที่ศูนย์วิจัยแล้วหาคำตอบด้วยตัวเอง”

        “ซึ่งถ้าทั้งหมดที่เธอว่ามาเป็นกับดักงี่เง่าของใครบางคนขึ้นมาจริงๆ  ฉันก็คงไม่มีโอกาสที่จะพิสูจน์เรื่องนั้นด้วยตัวเองอย่างที่ว่ามาหรอกจริงมั้ย...”  แม่ถาม

        อาเธอร์หันหน้าหนีจากแม่  โลแลนเห็นอาเธอร์อ้าปากเหมือนเขาพยายามจะร้องคำว่า  ว้าก!!!  แบบไร้เสียงอยู่  หลังจากที่ได้ระบายความเครียดออกไปหมดแล้วอาเธอร์ก็หันกลับมาหาแม่พร้อมรอยยิ้มที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เต็มใจจะยิ้มจริงๆ

        “คุณไม่เชื่อผมสินะ...”  อาเธอร์ถามแม่

        “ใช่...ไม่เชื่อ”  แม่ตอบในทันที

        อาเธอร์ยิ้มแห้งๆเหมือนเขารู้คำตอบที่จะออกจากปากของแม่อยู่ก่อนแล้ว

        “นายก็คงไม่เชื่อสินะ”  อาเธอร์หันมาถามโลแลน

        “ไม่นะ...ฉันเชื่อ”  โลแลนตอบเสียงเรียบ

        “ว่าไงนะ/ว่าไงนะ”  แม่และอาเธอร์ร้องขึ้นพร้อมกัน

        แม่ยืดหลังขึ้น  หรี่ตามองอาเธอร์  “โลแลนนี่ลูกเชื่อใจคนง่ายเกินไปเหลือเปล่า...นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ  สำคัญมากด้วย  การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวสามารถพาลูกไปทัวร์นรกได้เลยนะ  แม่ว่าเราไม่ควร...”

        นั่นไม่เห็นเข้าท่าเลย  การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวที่สามารถพาโลแลนไปในที่ที่ไม่ควรไปได้เนี่ยนะ  เขาแค่เลือกที่จะเชื่อใจอาเธอร์ก็เท่านั้นเอง  แต่แล้วแม่กลับมาพูดให้มันดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตายไปเสียได้  โลแลนไม่เข้าใจว่าแม่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่  แล้วไอเรื่องคอขาดบาดตายมาเกี่ยวอะไรด้วย  อาเธอร์เป็นนักโทษแห่คุกหรืออย่างไรกัน  (บางทีเรื่องนี้อาจเป็นไปได้)  ทำไมโลแลนจะเชื่อใจอาเธอร์ไม่ได้  สิ่งที่โลแลนสามารถพูดได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือ  เขาไม่เข้าใจ

        โลแลนขมวดคิ้วเป็นปม

        “ผมไม่เข้าใจ...ทำไมเราถึงเชื่อใจอาเธอร์ไม่ได้  ผมว่าเขาดูเป็นคนที่ใสซื่อจะตายไป  ใสซื่อซะจนไม่น่าจะโกหกคนเป็นด้วยซ้ำ”

        แต่เดี๋ยว...นั่นมันไม่จริงเลยสักนิด  อาเธอร์อาจจะดูใสซื่ออย่างที่ว่า  แต่ภาพตอนที่อาเธอร์ร่วมมือแสดงละครตบตาแม่พร้อมกับโลแลนก็ผลุดขึ้นมาในหัวสมองของโลแลน  อาเธอร์ไม่ใช่เด็กใสซื่อ  ตรงกันข้ามเลย  อาเธอร์เป็นเด็กหนุ่มจอมเสแสร้งที่มีฝีมือในการเล่นละครตบตาคนอื่นที่จัดอยู่ในระดับมืออาชีพ  ต่อให้เขาจะรับบทจากโลแลนช้าไปหน่อย  แต่เขาก็รับบทได้อย่างแนบเนียนสมกับมืออาชีพจริงๆ

        แต่ที่โลแลนพูดออกไปว่าเชื่อในตัวอาเธอร์นั้น...มันเป็นเรื่องจริง  โลแลนไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม  เพราะจากที่ดูอาเธอร์ก็คงไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอก  โลแลนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ของเขาจะต้องหวาดระแวงในตัวเด็กหนุ่มที่ชื่ออาเธอร์คนนั้นด้วย

        “ลูกไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่พูดหรอกโลแลน”  แม่บอก  “ลูกยังไม่รู้จักโลกใบนี้ดีพอ...”

        โลแลนรู้สึกหายใจติดขัด  “ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ...แต่ผมก็อยู่บนโลกมาสิบสี่ปีแล้วนะครับ...แม่พูดเหมือนกับว่าผมเป็นมนุษย์ต่างดาวยังไงยังงั้นล่ะ”

        แม่ส่ายหน้า  “ลูกไม่เคยเห็นโลกทั้งใบ  ลูกไม่รู้หรอกว่าโลกของเรามีความหลากหลายทางชีวภาพมากมายขนาดไหน”

        สิ่งที่แม่พูดฟังดูมีเหตุมีผล  แน่ล่ะสิ  โลแลนไม่เคยขับยานอวกาศออกไปนอกโลกเพื่อสำรวจพื้นผิวดวงดาวเสียหน่อย  เพราะอย่างนั้นมันคงไม่แปลกอะไรถ้าโลแลนจะไม่เคยเห็นโลกทั้งใบ

        “ถ้าอย่างนั้นแม่ก็บอกผมมาสิครับว่าไอสิ่งที่แม่พูดถึงมันมีความหลากหลายมากมายขนาดไหน”  โลแลนถาม

        เขาไม่อยากจะเถียงต่อปากต่อคำกับแม่  นั่นไม่ใช่กิจกรรมที่โลแลนโปรดปราน  และมันก็ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำกันบ่อยๆด้วย  ทุกครั้ง (ก็ไม่บ่อยหรอกนะ) ที่โลแลนพยายามจะเถียงโต้ตอบกับแม่  เขามักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตลอด  แม่มักจะมีเหตุผลเด็ดๆมาแบบฟังแล้วน้ำตาไหลมาใช้หยุดเด็กบ้าไม่มีสติเวลาโมโหอย่างโลแลนเสมอ  ซึ่งสิ่งนั้นก็เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร  ด้วยเหตุนี้โลแลนจึงพยายามกรีดกันกิจกรรมการโต้เถียงกับแม่ให้ออกห่างจากการใช้ชีวิตประจำวันของเขาตลอดเวลา

        แต่ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย  เพราะปกติไม่ว่าแม่จะพูดอะไรออกมา  สิ่งที่ออกจากปากของแม่ทุกเรื่องจะต้องเป็นสิ่งที่มีคำว่าเหตุและผลเป็นหลัก  แต้แล้ววันนี้  เมื่อสักครู่นี้แม่ของเขากลับพูดอะไรที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย  ซ้ำแม่ยังทำหน้าเหมือนสิ่งที่แม่เพิ่งจะพูดออกไปนั้นคือหลักของเหตุและผลอย่างแท้จริงอีกด้วย

        แม่หลับตาเหมือนแม่รอเวลานี้มานานแสนนาน  เวลาที่มีความสำคัญบางอย่าง...ซึ่งแน่นอนว่าโลแลนไม่เข้าใจความหมายของมัน

        แม่ลืมตา  “โลแลน...แม่จะบอกลูกแน่”  แม่หันไปทางอาเธอร์ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาขากระตุกอีกรอบ  “แต่ต้องเป็นหลังจากที่แม่คว้านทองเอาความจริงทั้งหมดจากอาเธอร์ออกมาได้ก่อนน่ะนะ...”

        อาเธอร์หัวเราะแฮะๆ  ใบหน้าของเขาชื้นเหงื่อ

        “หวังว่าเมื่อกี๊นี้คุณจะพูดเล่นนะครับ”  อาเธอร์พูดเสียงเบา

        “พูดเล่นเหรอ...เรื่องอะไรกัน?”  แม่ถาม

        อาเธอร์ก้มตัว  “ก็ที่คุณบอกว่า...จะคว้านท้องของผมน่ะ...”

        “เสียใจนะอาเธอร์  ฉันก็ไม่ได้อยากจะทำอะไรแบบนั้นหรอก”  สีหน้าของแม่เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี  โลแลนรู้สึกดีใจที่เมื่อสักครู่นี้แม่ไม่ได้พูดกับเขา  “แต่ถ้าฉันหาคำตอบที่แท้จริงจากเรื่องนี้ไม่ได้โดยเร็วล่ะก็...มันคงจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าฉันจะต้องทำเรื่องโหดร้ายอย่างที่ว่ากับเด็กน้องอย่างเธอจริงๆ”

        “แม่คงไม่ได้อยากคว้านท้องของอาเธอร์จริงๆหรอกใช่มั้ยครับ”  โลแลนพูดแทรก

        อาเธอร์ทำหน้าเหมือนคนอยากจะร้องไห้  เขากระพริบตาปริบๆซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้เขาดูเป็นคนที่ปลอดภัยขึ้นเลยสำหรับโลแลน  แม่กอดอกและเพ่งมองโลแลน  เหมือนแม่เห็นโลแลนเพิ่มจะบินดิ่งลงมาจากดวงจันทร์พร้อมกับกระต่ายน้อยน่ารักสองตัว

        แม่หลี่ตา  “ดูเหมือนลูกจะปกป้องอาเธอร์จังนะ...นี่มีอะไรปกปิดแม่อยู่หรือเปล่าเนี่ย”

        โลแลนยักไหล่  “ก็เปล่าหนิครับ...ผมก็แค่ไม่อยากให้มือสวยๆของแม่ต้องเปื้อนเลือด”

        แม่สะดุ้งเฮือกและดึงมือของตัวเองขึ้นมาลูบ

        “และอีกอย่างผมไม่อยากจะเห็นลำไส้ยืดยาวของอาเธอร์ที่จะไหลทะลักออกมาด้วย  แม่ก็คงไม่อยากเห็นเหมือนกันใช่มั้ยครับ”  โลแลนส่ายหน้า  “แม่ลองคิดดูสิครับ  เลือดสีแดงสดเยิ้มๆกับตับไตไส้พุงที่พันกันมั่วไปหมด  เหมือนกับ เอ่อ...ไส้เดือนหรือไม่ก็หนอน...”

        แม่กลืนน้ำลายและหันหน้าหนี

        ไม่ต้องแปลกใจ...นี่แหละไวโอล่า สตาฟเฟอร์  จริงอยู่ว่าแม่อาจจะเป็นนักเหตุผลตัวยง  เป็นคนที่มีแรงกดดันมหาสาร  เป็นคนที่เก่งในหลายๆด้าน  แต่ถึงอย่างไร  แม่ของเขาก็เป็นผู้หญิง  และนั่นคือประเด็นหลัก  สิ่งที่โลแลนได้เรียนรู้มาตลอด14ปีเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า  ผู้หญิง  นั้นเป็นสิ่งที่เปราะบาง  และที่สำคัญที่สุดคือผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีปัญหากับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยจำพวกแมลง  และแม่ของโลแลนก็คือหนึ่งในผู้หญิงส่วนใหญ่ที่กลัวแมลง

        เพียงแค่แม่เห็นหนอนผีเสื้อกระดึ๊บอยู่บนกิ่งไม้หน้าบ้าน  แม่ก็กรี๊ดลั่นบ้านแล้ว...เชื่อเถอะ  โลแลนเคยเห็นแม่สติแตกแบบนั้นมาแล้ว

        “ถ้าแม่คว้านเอาไอของหนืดๆที่อยู่ในท้องของอา...”โลแลนพูด

        “พอแล้ว!!”  แม่ยกมือขึ้นห้าม  สีหน้าเหมือนคนอยากจะอาเจียน  “ก็ได้ๆ  แม่ไม่ทำแบบนั้นก็ได้!

        “เห็นมั้ยอาเธอร์”  โลแลนหันไปทางอาเธอร์ที่กำลังลูบหน้าอกอย่างโล่งใจ  “แม่ของฉันใจดีจะตายไป”

        อาเธอร์ยิ้ม  “อืม...ขอบคุณนะครับคุณนายสตาฟเฟอร์”

        แม่ถลึงตาใส่อาเธอร์และเอามือปิดปาก

        “แต่ถึงอย่างไรเธอรก็ต้องตอบคำถามของฉันมาก่อน...เข้าใจนะ!”  แม่ตวาด

        อาเธอร์เบ้หน้า  “อ่า...โอเค  ผมขอถอนคำขอบคุณเมื่อกี๊นี้ได้หรือเปล่าครับ”

        แม่สูดหายใจและยืดตัวขึ้นอีกครั้ง  โลแลนรู้ดีแม่คงจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะลบภาพแมลงงี่เง่าออกไปจากสมอง  และดูเหมือนมันจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแม่เลย  แม่หายใจร็วและสูดหายใจบ่อย  โลแลนรู้สึกผิดนิดๆที่หัดหลังแม่ไปเข้ากับฝั่งของคนที่คุณรู้ว่าใคร (อาเธอร์นั่นแหละ)  แต่แม่ของโลแลนไม่ใช่ผู้หญิงบ้านๆธรรมดาๆอย่างที่ใครๆเห็นจากภายนอก  แม่เข็มแข็งมาก  บางทีอาจจะมากกว่าโลแลนที่เป็นผู้ชายเสียอีก  เพราะอย่างนั้นเลยไม่มีปัญหาใดที่แม่แก้ไม่ได้  รวมถึงปัญหาเรื่องความกลัวของตัวเองด้วย

        สีหน้าของแม่ดูดีขึ้นมาก  ต่างจากอาเธอร์ที่กำลังนั่งคอตกเพราะความผิดหวัง

        “เอาล่ะ!...ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ใหญ่”  แม่กระแอม  “เป็นคนที่อายุมากกว่าเธอ  อาเธอร์  ฉันจะไม่กดดันเธอมากจนเกินไป...”

        “ก็กดดันไปมากแล้วนี่ครับ”  อาเธอร์พึมพำ

        “เธอว่าไงนะ?...”  แม่ถาม

        “เปล่า  ไม่อะไรครับ”

        แม่พยักหน้า  “ดี...และก็อย่างที่บอกไปฉันจะไม่กดดันเธอในการตอบคำถาม  แต่ยังไงซะฉันก็ต้องการสิ่งที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอ”  แม่ครุ่นคิด  “อืม...เอาเป็นว่า  ถ้าเธอสามารถตอบฉันได้ว่าจดหมายแจ้งเตือนที่ถูกส่งมามีเนื้อหาใจความว่าอะไร  และใครเป็นคนเขียน...ว่าไง  เธอคงจะรู้ใช่หรือเปล่า”

        อาเธอร์ยิ้มอย่างมีหวัง  ราวกับวาเขาได้คนพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะช่วยยืนยันในความบริสุทธิ์ใจของเขาแล้ว

        “แน่นอนครับ”  อาเธอร์รับคำ  “เรื่องนั้นผมรู้...”

        แม่พยักหน้า  “เยี่ยมมาก!...ไหนว่ามาสิ  ถ้าคำตอบของเธอฟังดูเข้าท่าฉันจะ  เอ่อ...จะ”

        “จะ...”  อาเธอร์ทวนคำ

        “จะพิจารณาเรื่องที่เธอพูดใหม่”  แม่ตอบ

        อาเธอร์ฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม  เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความมั่นใจที่มีอยู่เต็มร้อย  ซึ่งโลแลนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอาเธอร์ไปเอาความมั่นใจมากมายขนาดนั้นมาจากไหน  หรืออย่างน้อยๆโลแลนก็อยากให้อาเธอร์มีน้ำใจและแบ่งเอาความมั่นใจอย่างนั้นมาให้โลแลนบ้าง...สักนิดเดียวก็ยังดี  และก็เป็นโชคร้าย (เรื่องปกติ)  ของโลแลนที่มองคนงายจนเกินไป  อาเธอร์ไม่ใช่คนมีน้ำใจมากมายขนาดนั้น  รังสีความมั่นใจแผ่ขยายออกมาจากตัวของอาเธอร์มากกว่าเดิม  และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนยากที่จะหยุด

        นั่นมันช่าง...น่าหงุดหงิดซะจริง

        อาเธอร์เริ่มเดินวนรอบโต๊ะ  และวางท่าทางแบบนักวิชาการที่กำลังรายงานผลการสำรวจตรวจสอบอะไรสักอย่าง

        “คือว่านะครับคุณนายสตาฟเฟอร์  ผมคงจะบอกคุณเรื่องข้อความในจดหมายแจ้งเตือนไม่ได้  เอ่อ...ผมหมายถึงสิ่งที่ผมบอกอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ นั่นก็เพราะผมไม่ได้เป็นคนเขียนจดหมาย  ผมแค่มีหน้าที่มารับตัวพวกคุณ  แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ว่าใครเป็นคนเขียน  และพอจะเดาได้ว่าคนเขียนเขียนมาประมาณไหน  แล้วก็ยังมี...”

        “เอาล่ะพอก่อน”  แม่พูดตัดบท  “เธอช่วยบอกฉันก่อนได้หรือเปล่าว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายแจ้งเตือนที่ว่า”

        อาเธอร์เดินวนรอบโต๊ะและก็บังเอิญที่อาเธอร์เดินมาหยุดอยู่ข้างหลังโลแลนพอดีเมื่อแม่พูดจบประโยค  อาเธอร์ย่อตัวลงมาเท้าคางกับพนักเก้าอี้ของโลแลนพลางฉีกยิ้มดีใจ  โดยไม่สังเกตเห็นโลแลนที่กำลังแสดงท่าทางขยะแขยงกับพฤติกรรมแบบนั้นของอาเธอร์

        “ฟังแล้วดีใจเถอะครับ”  อาเธอร์บอก

        โลแลนพยักหน้ารับ  แต่เขาไม่ได้หวังให้สิ่งที่อาเธอร์จะพูดกลายเป็นความจริงขึ้นมาหรอกนะ

        “อาฮะ...ขอบใจ” โลแลนตอบ

        “บอกมาเร็วสิ...ฉันไม่ชอบการรอคอยนะ!”  แม่ตวาด

        ได้ยินแม่พูเช่นนั้น  โลแลนก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกมากขึ้นเท่านั้น  แม่ไม่ชอบการรอคอย  โลแลนอยู่กับแม่มานาน  เขาได้เห็นแม่ของตัวเองต้องรอคอยใครบางคนที่โลแลนคิดว่าคนคนนั้นคงไม่มีทางกลับมา  แม่รอคอยพ่อมานาน  แต่แม่ก็ไม่เคยที่จะปริปากต่อว่าพ่อที่ไม่เอาไหนคนนั้นเลยสักครั้ง  แม่รอคอยมาตลอดไม่ใช่แค่เรื่องพ่อของโลแลน  ยังมีปัญหามากมายให้แม่ต้องเก็บมาคิด  ต่อให้แม่จะไม่เคยคิดที่จะบอกเรื่องวุ้นวายเหล่านั้นให้โลแลนได้รับรู้ก็ตาม  เขาสังเกตเห็นแม่ที่เป็นคนชอบเก็บอารมณ์คนนั้นเป็นประจำ  เพราะอย่างนี้โลแลนถึงได้อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ  แม่ที่รอคอยมาตลอดโดยไม่คิดที่จะพูดหรือบ่นอะไรสักคำ  แต่แม่กลับพูดว่าไม่ชอบการรอคอบกับอาเธอร์  โลแลนไม่มั่นใจว่าที่แม่พูดออกไปแบบนั้นเพราะมันเป็นความรู้สึกลึกๆภายในใจของแม่  หรือเป็นเพราะแม่รำคาญอาเธอร์กันแน่ 

        แต่เรื่องที่ตลกยิ่งกว่าเรื่องการพูดของแม่ก็คือปฏิกิริยาโต้ตอบของอาเธอร์เมื่อแม่ตวาดเขา  อาเธอร์เหมือนกระต่ายตัวน้อยๆที่พร้อมจะกระโดดทันทีที่มีคนปามะพร้าวเข้าใส่  ไม่ต่างกันอาเธอร์แทบจะกระโดดเด้งขึ้นไปชนหลังคาร้านขนมหวานของป้าเรน่า  โชคดีที่อาเธอร์ไม่ใช่คนตัวสูง (อย่างที่เคยเห็น) ต่อให้เขาขึ้นไปกระโดดบนเก้าอี้พับก็คงเด้งไปไม่ถึงหลังคาร้านอยู่ดี  โลแลนไม่คิดว่าป้าเรน่าเจ้าของร้านจะดีใจเมื่อเห็นว่าหลังคาร้านมีรูโป๋ขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลังจากจบงานวันเกิดของโลแลน

        อาเธอร์ใช้หลังของโลแลนเป็นที่กำบังสายตาเลเซอร์ของแม่ตามอำเภอใจ  โลแลนรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเอาหนอนมาไต่บริเวณต้นคอที่เป็นจุดตายของเขา  ในที่สุดโลแลนก็หมดความอดทนกับอาเธอร์ที่เอาแต่บ่นพึมพำว่า “อันตราย...อันตรายอีกแล้ว” อยู่ข้างหลังโลแลน  เขาจึงหันหลังกลับไปและดึงคอเสื้อยืดของอาเธอร์ขึ้นมา  และลากอาเธอร์ให้กลับไปนั่งแหมะอยู่ที่เดิมของตัวเอง  อาเธอร์ดูงุนงงมากกว่าหวาดกลัว  แต่โลแลนปล่อยให้อาเธอร์ทำหน้าตางุนงงต่อไปในขณะที่เขาเดินกลับไปนั่นที่เดิม

        โลแลนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้พับและกอดอก

        “ว่าต่อไปสิ”  โลแลนสั่งเสียงแข็ง  “แม่ของฉันรอฟังอยู่...”

        น่าแปลกที่ในครั้งนี้อาเธอร์เข้าใจอะไรง่ายยิ่งขึ้น

        อาเธอร์พยักหน้ารับ

        “อ๋อใช่...หมายถึงได้ฉันจะบอกเดี๋ยวนี้”  อาเธอร์ตอบ

        โลแลนไม่คิดว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อาเธอร์กับแม่พูดกันอยู่เลย  และนั่นยิ่งทำให้เขาไม่เข้าใจเข้าไปอีกว่าเมื่อครู่นี้เขาจะไปบังคับอาคำตอบจากเรื่องที่ตังเองไม่รู้และไม่อยากรู้จากอาเธอร์ทำไม  หรือบางทีมันอาจไม่เป็นจริง  โลแลนอาจจะนึกอยากให้ตัวเองเป็นหนึ่งในบทสนทนาครั้งนี้ด้วย  เขาสับสน  แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องประหลาดอย่างน่าแปลก

        ก่อนที่สมองอันน้อยนิดของโลแลนจะไหลออกมาทางจมูก อาเธอร์ก็พูดขึ้นมาก่อนว่า

        “ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์เป็นคนเขียนครับ!

        “ใครนะ?...”  โลแลนถาม

        โลแลนไม่มั่นใจว่าเขามีญาติห่างๆคนใดที่มีความสามารถมากพอที่จะเป็นด็อกเตอร์ได้หรือเปล่า  แต่เท่าที่รู้  เขาไม่มีใครนอกจากแม่  และอาเธอร์ก็ไม่ได้เรียกแม่ของโลแลนว่า ด็อกเตอร์ ด้วยหรือจะเป็นญาติห่างๆที่โลแลนไม่เคยเจอกันนะ

        อาเธอร์ขมวดคิ้ว  สีหน้าของเขาดูปะปนกันไปหมด  ทั้งไม่เชื่อ  ไม่เข้าใจ  และงุนงงกับคำถามสุดคลาสสิกของโลแลน  แต่ก่อนที่อาเธอร์จะทันได้ปริปากพูดอะไรต่อ  จู่ๆแม่ก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งนั่นก็สร้างความแตกตื่นให้อาเธอร์ได้ไม่น้อย

        “เรื่องจริงงั้นเหรอ!!”  แม่ร้องอย่างแตกตื่น  ซึ่งนั่นช่วยเบนความสนใจของอาเธอร์ออกจากโลแลนได้

        “ครับ?”  อาเธอดูงุนงง

        “เคน  เป็นคนเรียกตัวพวกเราอย่างนั้นหรือ...”

        อาเธอร์เกาหัว  “เอ่อ...มันก็ใช่ครับ  ด็อกเตอร์เคน สตาฟเฟอร์ เป็นคนเขียนจดหมายถึงพวกคุณ  แต่ก็อย่างที่บอกไป  ผมไม่รู่เนื้อหาข้างในจดหมายหรอกนะครับ  เพราะผมไม่ได้...”

        “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ!”  แม่พูดแทรก  “ว่าแต่เคนน่ะเป็นยังไงบ้างเขาสบาย ดีหรือเปล่า   ฉันไม่ได้เจอเขามาเกือบจะสิบเอ็ดปี  ตอนนี้เขายังดูดีอยู่หรือเปล่า...”

        แม่ระดมคำถามที่พอจะนึกได้สาดใส่อาเธอร์ไม่ยอมหยุด  อาเธอร์คงจะเจอปัญหาใหม่ของเขาแล้ว  และดูเหมือนปัญหานั้นจะใหญ่กว่าเดิมด้วยสิ

        แน่นอนว่าอาเธอร์กำลังเจอปัญหาใหญ่คือการหาวิธีหยุดแม่ไม่ให้สาดคำถามออกมาอย่างต่อเนื่อง  อาเธอร์ดูจนปัญญา  ทำอะไรไม่ถูก  ทางเลือกสุดท้ายที่สุดแสนจะไม่ยุติธรรมของอาเธอร์คือโลแลน  เขาส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทางโลแลน  ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดของอาเธอร์  โลแลนในตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะไปเล่นละครตบตาให้อาเธอร์  โลแลนมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องให้คิด

        “ใครหรือครับ...คนที่พูดถึงน่ะ”  โลแลนเอยถามและเพ่งมองแม่ที่ดูเหมือนจะชะงักไปกับคำถามเมื่อสักครู่ของโลแลน  “...เขาเป็น  ญาติห่างๆของเราหรือครับแม่  เขาชื่ออะไรนะครับ...เมื่อครู่ผมไม่ทันฟัง”

        เขาโกหก  ความจริงคือโลแลนได้ยินทุกอย่างชัดเจน  เคน สตาฟเฟอร์ นั่นคือชื่อของคนที่แม่และอาเธอร์พูดถึงและยังเป็นคนที่เขียนจดหมายแจ้งเตือนอย่างที่อาเธอร์บอก  แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น  มันเป็นเรื่องแปลกที่โลแลนรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้  เหมือนเขาเคยพอหรือไม่ก็เคยรู้จักกับคนคนนี้  และนั่นคือปัญหาสำหรับโลแลนในตอนนี้  คนที่ชื่อเคนนั่น  มีความเกี่ยวข้องอะไรกับแม่และโลแลนและเกี่ยวข้องอย่างไร

        “แม่ครับ”  โลแลนเรียก  “ทำไมไม่ตอบคำถามของผม...”

        สีหน้าของแม่ดูกระวนกระวาย  ร้อนรน  แฝงไปด้วยความรู้สึกผิด  แม่ไม่ตอบอะไรโลแลนไปมากกว่าคำว่า  “เอ่อ...คือ  เรื่องนั้นมัน”  อาเธอร์มองแม่สลับกับโลแลน  สุดท้ายสายตาของอาเธอร์ก็ไปหยุดลงที่แม่  อาเธอร์ดูเหมือนจะไม่เข้าใจพอๆกับโลแลน  เขายืนขึ้นและส่ายหน้าเบาๆเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง

        “นี่มันเรื่องอะไรกันครับ...”  อาเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงุนงงและชี้นิ้วมาทางโลแลน  “เขาไม่รู้เรื่องทั้งหมดอย่างนั้นหรือครับ...เรื่องจรองหรือเนี่ย!!?

        แม่พยักหน้าเป็นการตอบโดยไม่ปริปากพูดอะไร

        บรรยากาศโดยรอบดูตึงเครียดขึ้นในทันใด  อาเธอร์นั่งลงอย่างเชื่องช้า  แล้วเขาก็ยกมือขึ้นมากุมขมับ

        อาเธอร์หัวเราะแฮะๆเป็นการประชด  เขาหันมามองโลแลนด้วยสายตาที่ดูเหมือนคนที่กำลังทุกข์ใจ  หรือไม่ก็รู้สึกผิดแบบเดียวกับแม่

        โลแลนเงียบและรอให้ใครสักคนในที่นี้ซึ่งก็หมายถึงแม่และอาเอร์เป็นคนพูดอะไรสักอย่างออกมา  แต่แล้วโลแลนกลับรู้สึกไม่อยากได้ยินอะไรขึ้นมาซะเฉยๆ

        “นาย...ไม่รู้จักเขาจริงๆหรือ”  อาเธอร์ถาม

        โลแลนรู้สึกหายใจไม่ออก  เขาไม่รู้จักคนคนนั้น  สมองของเขาตอบกลับมาแบบนั้น  แต่ทว่าหัวใจของเขากลับรู้สึกผูกพันกับคนที่ชื่อ เคน สตาฟเฟอร์ อย่างน่าแปลกคนคนนี้ไม่ใช่ญาติห่างๆของโลแลน  เขาเป็นคนสำคัญ  สำคัญเกินกว่าที่จะใช้คำว่าญาติห่างๆในการเรียก  แต่จนถึงที่สุดโลแลนก็นึกไม่ออกว่าเขาคนนั้นคือใคร

        “ไม่”  โลแลนตอบอย่างลังเล  “ฉันคิดว่าฉันไม่รู้จักเขา...มั้งนะ  ไม่รู้สิ  มันเหมือนกับว่า  ฉันเคยรู้จักกับคนคนนั้นมาก่อน...หมายถึงเมื่อนานมาแล้วน่ะนะ  ฉัน...ฉันนึกหน้าตาของเขาไม่ออก  แต่ฉันคิดว่าเขาต้องมีความสำคัญบางอย่างกับตัวฉัน  จะว่าไปนายรู้จักใช่มั้ย  คนที่ชื่อเคนนั่นน่ะ  บิกหน่อยสิว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกับฉัน...”

        “โลแลนแม่คิดว่า...”แม่ทักท้วง  แต่โลแลนไม่ฟัง

        “เขาเป็นใคร...อาเธอร์”  โลแลยังคงรุกเข้าหาอาเธอร์อยู่

        อาเธอร์ถอนหายใจลากยาวและลุกขึ้นเดินไปหาโลแลนตรงหน้า  เขาวางมือลงบนหัวไหลของโลแลน  สีหน้าของเขาเหมือนจะบอกว่า  ฉันเสียใจด้วยที่ญาติคนนั้นของนายตายแล้ว  แต่เขากลับพูดว่า

        “โลแลฟังนะ”  น้ำเสียงของอาเธอร์แฝงไปด้วยความหนักแน่น  เขาบีบหัวไหลของโลแลนแน่นจนโลแลนรู้สึกเจ็บ  “ผู้ชายคนนั้น  เคน สตาฟเฟอร์คนนั้นน่ะ...คือว่าเขา  เขาเป็น...”  อาเธอร์ก้มหน้าลง

        “เขาคือใครอาเธอร์” 

        อาเธอร์เงยหน้า  “เขาเป็นพ่อของนาย..โลแลน”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น