The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 4 : ก่อนออกเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ส.ค. 57

 

ตอนที่ 4 ก่อนออกเดินทาง...

 

        โลแลนนึกอยากให้อุกกาบาตขนาดใหญ่จากต่างดาวพุ่งเข้าชนโลกที่เขาอาศัยอยู่ให้แตกเป็นเสี่ยงๆไปเสียตอนนี้เลย  นั่นคงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่ต้องมาฟังในสิ่งที่อาเธอร์เพิ่งจะพูดออกไป  ถ้าจะให้เลือกระหว่างการถูกเท้าของอาเธอร์ประทับลงบนหน้า  กับการทำใจให้ยอกเชื่อในสิ่งที่อาเธอร์พูด  โลแลนขอเลือกที่จะยอมให้อาเธอร์กระหน่ำประทับรอยเท้าที่หน้าของเขาเลยเสียยังจะดีซะกว่า

        อาเธอร์เพิ่งจะบอกเขาว่า เคน สตาฟเฟอร์ ชายคนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ต้องเปิดวงสนทนาอันยาวนานและแสนจะสับสนคนนี้  เขาเป็น...เป็นพ่อแท้ๆของโลแลน

        โอเค...ตอนนี้โลแลนเริ่มรู้สึกอยากจะมีญาติห่างๆที่เป็นด็อกเตอร์ขึ้นมาแล้วล่ะสิ

        “เหมือนนี่จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรสักอย่างนะ”  โลแลนแค่นหัวเราะ  “อาเธอร์...นายเข้าใจผิกแล้ว เคน สตาฟเฟอร์ คนคนนั้นเขาไม่ใช่พ่อของฉันหรอก  นั่นก็เพราะว่า...”  โลแลนรู้สึกเหมือนเพิ่งจะกลืนก่อนหินยักษ์ลงไปในลำคอ  ทำให้เขาพูดออกเสียงได้อย่างยากลำบาก  “เพราะว่า...พ่อของฉัน  เขาหายตัวไปตั้งนานแล้ว  ตั้งสิบกว่าปีได้แล้วมั้ง  ดังนั้นคนที่ชื่อเคนอะไรนั่นไม่มีทางเป็นพ่อของฉัน...”

        “นายต่างหากล่ะที่เป็นคนเข้าใจผิด...โลแลน”  อาเธอร์พูดแทรก  มือทั้งสองข้างของเขากำหัวไหลของโลแลนแน่นกว่าเดิม  “มันก็เป็นอย่างที่นายบอกไง...นายบอกว่าพ่อของนายหายตัวไปใช่มั้ยล่ะ...”

        โลแลนรู้สึกไม่สบอารมณ์กับคำพูดของอาเธอร์

        เขาขมวดคิ้ว  “ก็ใช่น่ะสิ...เขาหายตัวไป  หายไปจากโลกนี้เลยด้วย!!

        แต่แล้วโลแลนก็อยากจะถอนหรือลบคำพูดเมื่อครู่นี้ออกไปจากการสนทนาทันทีเมื่อเขาได้ยินเสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่และตามด้วยเสียงสะอื้นของแม่  โลแลนพยายามที่จะไม่หันไปมอง  เพราะถ้าเขาเกิดหันไปแล้วเห็นหยาดน้ำตาของแม่เข้าล่ะก็  เขาต้องเกิดความรู้สึกอยากชกตัวเองขึ้นมาเป็นแน่  มันต้องเป็นอะไรที่เจ็บแบบสุดๆไปเลย  แค่นี้โลแลนก็รู้สึกผิดมากพอแล้วที่พูดอะไรแบบนั้นออกไปโดยไม่สนใจว่าแม่ของเขากำลังนั่งอยู่ข้างๆ

        โลแลนมั่นใจแล้วว่าปีนี้เขาคงไม่ได้รับรางวัลลูกชายดีเด่นแห่งปี  แต่เขาคงจะได้รางวัลลูกเลวแห่งปีมากกว่า

        “โลแลน..นั่นแหละคือสิ่งที่นายกำลังเข้าใจผิด”  อาเธอร์บอก  “พ่อของนายแค่หายตัวไปเท่านั้น  และการหายตัวไปนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อของนายจะตายไปแล้วเสียหน่อย...”

        โลแลนพยายามกล้ำกลืนโทสะที่กำลังก่อตัวและขยายใหญ่ขึ้นในสมองของเขาเหมือนเนื้องอกอันตราย  โลแลนไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังโกรธใครหรืออะไรอยู่กันแน่  โกรธอาเธอร์ที่เขาพูดมากในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง  หรือว่าเขากำลังโกรธแค้นโชคชะตาแสนห่วยแตกของตัวเองกันแน่  อะไรคือความจริงสำหรับตอนนี้กัน

        โลแลนปัดมือทั้งสองข้างของอาเธอร์ออกไปจากหัวไหลอย่างหัวเสีย

        “แล้วที่พูดมาทั้งหมดมันต่างกันตรงไหน!”  โลแลนตะเบ็งเสียง  แต่มันกลับฟังดูเหมือนเสียงเป็ดร้อง แคว้ก!! มากกว่า  “ฉันขอล่ะ...นายอย่ามาหาเรื่องชวนทะเลาะกับฉันโดนใช้เรื่องของคนคนนั้นมาอ้างเลย  ฉันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีก”  โลแลนลุกขึ้นจะเดินออกไปนอกร้าน  อาเธอร์พยายามจะดึงตัวเขาเอาไว้  แต่โลแลนยกมือขึ้นห้ามก่อนที่อาเธอร์จะถึงตัว  “นายอย่าพยายามเลย  เพราะมันเปล่าประโยชน์  ฉันไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่นายพูดแน่...ฉันจะฟังแต่คำพูดของคนที่ฉันเชื่อใจเท่านั้น...”  โลแลนเหลียวมองแม่

        เป็นไปตามที่เขาคาดไว้  แม่ไม่เงยหน้าและไม่สบตากับเขา  ซึ่งนั่นก็เป็นที่แน่ชัดแล้ววาแม่รู้เรื่องนี้มาโดยตลอด  นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงไม่มีอาการเสียใจเลยเมื่อต้องเสียสามีอันเป็นที่รักไป  เหตุผลมันง่ายนิดเดียว  นั่นก็เพราะว่าคนคนนั้น  คนที่แม่รักหรือก็คือพ่องี่เง่าของโลแลนคนนั้นยังไม่ได้นั่งรถไฟสายด่วนดิ่งไปลงนรกน่ะสิ  เขาอาจจะพลาดขบวน  หรือไม่บางทีเขาอาจไม่คิดจะนั่งขบวนรนไฟคันนั้นตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

        โลแลนไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่อาเธอร์พูดนั้นเป็นเรื่องจริง  เขารู้สึกโง่ขึ้นไปอีกร้อยเท่าจากที่เป็นอยู่  สิบกว่าปีที่ผ่านมาโลแลนเป็นเพียงคนเดียว  แค่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้ความจริงทั้งหมดของเรื่องนี้

        ก่อนที่โลแลนจะพุ่งออกไปนอกร้าน  อาเธอร์ก็พูดขึ้นว่า

        “นายไม่ได้โกรธเขาหรอก...ใช่มั้ยล่ะ”  อาเธอร์สบตาโลแลนทันทีที่หันมา

        “พูดอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่อง!”  โลแลนหัวเสีย  พยายามจะไม่สนใจในสิ่งที่อาเธอร์พูด  แต่ตราบใดที่โลแลนยังคงมีหูครบทั้งสองข้างแบบนี้  มันก็เป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่อาเธอร์พูด

        “นายไม่ได้โกรธเขา”  อาเธอร์พูดซ้ำ

        โลแลนทำเป็นไม่ได้ยินและหมุนลูกบิดประตูร้านเตรียมเปิดประตูออกไปนอกร้าน  แต่ก่อนที่โลแลนจะได้ทำอย่างที่คิดเอาไว้นั้น  อาเธอร์ก็พูดขึ้นมาอีกว่า

        “นายไม่ได้โกรธเขาหรอก...พ่อของนายน่ะ”

        มือที่จับลูกบิดประตูอยู่ของโลแลนสั่นขึ้นในทันใด  เขากำลูกบิดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาตามข้อมือ  โลแลนก็แค่กำลัง  ปรี๊ดแตก!!

        “โธ่โว้ย!...พ่อ  พ่อ  พ่อ  แล้วก็พ่อ  อะไรก็พ่อไปหมด  มันนี้มันวันพ่อครองโลกหรือไง  พูดเรื่องพ่ออยู่ได้น่ารำคาญ!!”  โลแลนโวยวายใส่อาเธอร์  ซึ่งนั่นก็ทำให้อาเธอร์กลืนน้ำลายดัง  เอือก!  เลยทีเดียว  แต่สายตาของอาเธอร์ดูจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆเหมือนกัน

        “นายไม่ควรโกรธพ่อของตัวเองแบบนั้นนะ”  อาเธอร์บอก

        โลแลนควันออกหู

        “ทำไมฉันจะโกรธไม่ได้!...พ่อน่ะจากไปตั้งสิบกว่าปี  หายเงียบไปเลย  เหมือนคนที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลก  เป็นเพราะพ่อจากไปแม่ของฉันถึงต้องเหนือยอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้!...”

        แม่เงยหน้าขึ้น  ขอบตาของแม่เป็นสีแดงกล่ำ

        “ผิดแล้ว!...นายต่างหากล่ะที่เป็นตัวถ่วง  ถ้าไม่มีนายแม่ของนายก็จะสามารถสร้างชีวิตใหม่ของตัวเองได้  นายต่างหากที่เป็นคนทำให้คุณนายสตาฟเฟอร์แม่ของนายต้องเหนื่อย!”  อาเธอร์ตวาด

        นี่อาจเป็นเหตุการณ์หายากในรอบปีเลยนะเนี่ย  น่าเสียดายที่คนที่อาเธอร์กำลังตวาดอยู่นั้นคือโลแลนที่กำลังยืนบื้อเหมือนร่างไร้วิญญาณ

        แม่ลุกขึ้นยืน  “อาเธอร์!...พอได้แล้ว”

        แม่จะวิ่งมาหาโลแลนแต่อาเธอร์ก็กางแขนห้ามเอาไว้

        “ไม่ต้องครับ...ลูกชายของคุณแค่ไม่มีสติเพราะความโกรธเท่านั้นเอง”

        และมันก็เป็นไปตามที่อาเธอร์พูดมาจริงๆ  โลแลนโมโหมากเกินไปจนขาดสติ  เขาเพิ่งจะนึกได้ว่าตนเอวพูดอะไรออกไปบ้างเมื่อสักครู่นี้  โลแลนรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนบ้าที่ชอบอาละวาดทำลายข้างของ  อาเธอร์พูดถูก  ถ้าแม่ไม่มีโลแลนที่เป็นบ่วงโซ่ติดพันธนาการ  แม่ก็คงได้ใช้ชีวิตใหม่  กับคนใหม่และครอบครัวใหม่อย่างมีความสุข  ถ้าไม่มีโลแลนแม่ก็คงไม่ต้องดิ้นรนหาเงินค้าเล่าเรียนให้เขาอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างที่ทำมาตลอด 14 ปี

        บางทีโลแลนอาจจะเป็นคนผิดของเรื่องทั้งหมดนี้ก็ได้...แต่ว่า!

        “ที่นายพูดมากมันก็ฟังดูมีเหตุมีผลนะอาเธอร์”  โลแลนตอบอย่างมีสติ  “แต่ว่านะ...นายไม่คิดหรือไงพ่อตัวแสบของฉันคนนั้นเองก็มีส่วนผิดเหมือนกันน่ะ  เพราะถ้าไม่มีพ่อก็คงไม่มีฉันที่นายบอกว่าเป็นตัวถ่วง  ที่ทำให้แม่ต้องเหนื่อยใช่มั้ยล่ะ  สรุปสั้นๆเลยแล้วกัน  ฉันไม่ใช่คนเดียวที่เป็นตัวปัญหาดังนั้นอย่างมากล่าวหากันง่ายๆแบบนี้!!...หรือนายจะว่ายังไง!

        บางที่โลแลนอาจจะคิดไปเองก็ได้  แต่เขามีความรู้สึกว่าบรรยากาศโดยรอบดูจะเงียบแบบผิดปกติไปพักหนึ่งเลยหลังจากที่โลแลน...เอ่อ  มันคงจะเป็นความคิดที่ดีกว่าถ้าเราจะไม่ไปคิดถึงมัน

        โลแลนเห็นแม่กับอาเธอร์มองหน้ากัน  ใบหน้าของทั้งคู่ดูงุนงง  และในที่สุดอาเธอร์ก็ฉีกยิ้มออกมาเป็นครั้งที่...เท่าไรของวันก็ช่างมันเถอะ

        แม่หัวเราะเบาๆพลางใช้มือปราดน้ำตาออกจากแก้ม

        “โลแลน..ลูกนี่มัน”  แม่พึมพำ

        “เป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองจนถึงที่สุดได้ดีทีเดียว”  อาเธอร์เสริม  “นี่  ฉันขอแนะนำอะไรอย่างนะโลแลน...ถ้านายจะหางานทำล่ะก็  นายห้ามเลือกที่จะเป็นทนายเด็ดขาดนะ”

        โลแลนไม่เข้าใจในสิ่งที่อาเธอร์พูด  แต่เขาก็ถามกลับไปว่า

        “ทำไมล่ะนั่น...?

        อาเธอร์หัวเราะลั่น

        “ก็เพราะถ้านายเป็นทนายขึ้นมาจริงๆ..นายคงจะทำอัยการและผู้พิพากษาในศาลสติแตกเอาน่ะสิ  ฮ่า  ฮ่า ฮ่า!

        ในระหว่างที่อาเธอร์กำลังวุ้นวายอยู่กับการชิงแช่มแข่งหัวเราะกับตัวเองอยู่นั้นเองแม่ก็เดินผ่านอาเธอร์มายืนข้างหน้าโลแลน  ผมสีแสดแดงของแม่ดูเหมือนจะเปล่งประกายราวกับเปลวเพลิงในความมืดมิด  ทำให้โลแลนเผลอรู้สึกสบายใจมากเกินไปจนลืมสิ่งสำคัญที่เขาควรทำก่อนเป็นสิ่งแรกไปเลย

        “เมื่อครู่นี้ผมขอโทษนะครับแม่”  โลแลนพูดเสียงเบา ด้วยความรู้สึกผิด

        แม่ยิ้มและเอื้อมมือออกมาลูบผมของโลแลนเบาๆและมันก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนกลายเป็นการยีหัวอย่างหมั่นไส้มากกว่าการลูบหัวอย่างอ่อนโยน

        “โอ๊ย!แม่...ผมเสียทรงหมดแล้วเนี่ย”  โลแลนก้าวเท้าถอยหลังพลางจัดทรงผมยุ่งเหยิงของตัวเองให้เข้าที่

  เฮ้!  นี่เรื่องใหญ่นะเนี่ย  ก็อย่างที่รู้กันโลแลนเป็นคนที่มีหน้าตาแสนจะธรรมดา  ไม่ต่างอะไรไปจากคนขอทานข้างถนน...แต่พวกคุณไม่ควรที่จะไปพูดแบบนั้นกับคนเหล่านั้นหรอกนะ  เพราะในบางทีโลแลนก็คิดว่าคนเหล่านั้นดูดีกว่าตัวเขาเองเสียอีกในหลายๆแง่มุมเลยด้วย  สิ่งที่สำคัญหรือตัวช่วยที่สำคัญที่จะทำให้เขาดูดี...ที่จริงต้องใช้คำว่า  ดูเหมือนมนุษย์  มากขึ้นต่างหาก  สิ่งเดียวที่ทำให้เขาดูเหมือนคนจริงๆได้นั้นคือปอยผมยุ่งเหยิงที่ย้อยอยู่ที่หน้าผากของเขานี่แหละ  ถ้าจะต้องสูญเสียมันไปโลแลนขอยอมตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นหนูตะเภาซะยังจะดีกว่า

        มันเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆจากสิ่งที่โลแลนได้ทำผิดไว้กับแม่  นั่นคือการที่เขาพูดมากเกินไป  สติแตกมากเกินไป  และเป็นลูกที่เลวมากเกินไป  ถ้าแม่จะลงโทษเขาด้วยการทำให้เขามีสภาพเหมือนเยลลี่ที่ถูกทุบจนชิ้นส่วนแตกกระจายนั่นก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว  ถือว่าการที่แม่ขยี้ผมโลแลนจนหมดสภาพเป็นการลงโทษที่แม่มอบให้จากการกระทำแย่ๆของเขา...แค่นี้โลแลนก็ซาบซึ้งจับใจจนแทบจะบ่อน้ำตาแตกต่อหน้าทุกคนเลยทีเดียว  โชคดีที่เขาสามารถควบคุมตัวเองได้ทันก่อนที่น้ำใสๆจะไหลออกมา  อาเธอร์และแม่เลยไม่ต้องเห็นหนูตะเภาหัวฟูร้องไห้โฮ  โลแลนคิดว่าอาเธอร์คงจะต้องใบ้กินแน่เมื่อเห็นเขาในสภาพนั้น  แต่มันต้องเป็นหลังจากที่อาเธอร์หยุดหัวเราะเหมือนตนบ้าแบบนั้นก่อนน่ะนะ

        “ผมของผมเป็นสมบัติชิ้นสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ผมมีอยู่เลยนะครับ”  โลแลนยังคงหมกมุ่นอยู่กับการจักทรงผมของตัวเองให้เข้าที่  ซึ่งสำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

        แม่เชิดริมฝีปากขึ้นและมองโลแลนขึ้นลงเพื่อพิจารณา  “หือ...แม่ล่ะอย่างจะตัดมันทิ้งซะจริงๆเลย  แบบนั้นแม่ว่าลูกชายของแม่จะต้องดูดีขึ้นอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ...เชื่อแม่สิ”

        จะอีกห้าสิบหือแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ  นอกเสียจากว่าความเป็นไปได้ของแม่จะมีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  อืม...นั่นสิถึงจะน่าสนใจ

        จนถึงตอนนี้  ดูเหมือนวีรกรรมงี่เง่าเที่โลแลนก่อเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ  อา...ก็ได้  บางทีอาจจะตั้งใจนิดๆ  ดูเหมือนเรื่องแบบนั้นจะถูกลบออกไปจากสมองของแม่เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีที่สุดในรอบปี  อาเธอร์เองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องเมื่อครู่นี้แล้ว  อันที่จริงต่อให้อาเธอร์จะโกรธโลแลนขึ้นมาจริงๆ  นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่โลแลนจะต้องเก็บมาใส่ใจให้หนักอกเล่น  มันคงไม่ต่างอะไรไปจากการงอนกันของเด็กอนุบาลที่แย่งของเล่นกันหรอก  แต่จะว่าไปอาเอร์เองก็ดูไม่ต่างไปจากเด็กๆพวกนั้นสักเท่าไร  ถ้าจะให้เปรียบเทียบเรื่องนิสัยและท่าทางของเขาน่ะนะ

        ในตอนนั้นเองที่โลแลนรู้สึกถึงความผิดปกติที่คุ้นเคยที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขา  ความรูสึกปวดศรีษะรุนแรงที่เขาไม่ทราบสาเหตุ  ตั้งแต่ตอนก่อนออกจากบ้านและก็ตอนที่อยู่หน้าร้าน  มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกันกับในตอนนี้  เพียงแต่ว่าความเจ็บปวดมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ  มันให้ความรู้สึกเหมือนคนที่โดนกก้อนหินทุบท้ายทอย  มันเจ็บและปวดแบบเดียวกันเลย  จะพิเศษกว่าตรงที่ก่อนหินที่ใช้ทุบท้ายทอยของเขามีขนาดใหญ่และน้ำหนักที่เท่ากับลูกโบว์ลิงของจริง 

        โลแลนรู้สึกอยากจะเป็นลม  เขาพยายามจะเดินไปข้างหน้าแต่ขาของเขาก็เหมือนจะกลายเป็นเยลลี่ขึ้นมาซะเฉยๆ  โลแลนเซมาด้านหน้าและเกือบจะล้มเอาใบหน้าโหม่งธรณี  โชคดีที่แม่ของเขาสังเกตเห็นการเดินที่ซวนเซของเขาและก้าวเข้ามารับตัวเขาเอาไว้  แบบว่า...นี่มันเป็นโชคดีในความโชคดีเลยนะเนี่ย!

        แม่กอดโลแลนเอาไว้แน่น  “โลแลนเป็นอะไรไป...หน้ามืดเหรอลูก?”  น้ำเสียงของแม่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง

        โลแลนพยายามฉีกยิ้มแบบกวนๆ  “เปล่าครับ...ผมก็แค่รู้สึกอยากกอดแม่ขึ้นมาเท่านั้นเอง”

        แม่ผละออกและส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างหงุดหงิด

        อาเธอร์หยุดหัวเราะกับตัวเองแล้ว  เขากำลังมองโลแลนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนจะถามเป็นนัยๆว่า  พวกนายเล่นอะไรกันอยู่...น่าสนุกดี

        แม่กอดอกและกัดฟันกรอดเพ่งมองโลแลน

        “โลแลน สตาฟเฟอร์!...นี่แม่ไม่ตลกนะ!”  แม่ตวาด

        “แปลกนะ...ผมว่ามันฮาดีออก”  โลแลนพูดเสียงเบา

        โชคดีที่แม่ไม่ได้เปิดสำนักเทศนาโลแลน  แต่แม่เหมือนกำลังอยากจะทำแบบนั้นอยู่...เลวร้ายมาก  สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ทำอะไรที่โหดร้ายกับลูกชายคนเดียวของตัวเองแบบที่คิดเอาไว้  แต่โลแลนคิดว่ามันคงเป็นความบังเอิญที่ทำให้แม่เกิดเมื่อยปากขึ้นมากะทันหันมากกว่า

        แล้วในเวลาต่อมาโลแลนก็เหมือนจะรู้สึกดีขึ้นหลังจากได้กอดแม่  ความเจ็บปวดบริเวณท้ายทอยค่อยๆทุเลาลงทีละน้อยๆจนเขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นแล้ว  เยี่ยมยอด!...ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายเป็นปกติแล้ว  หรือย่างน้อยๆก็ดีกว่าเมื่อสักครู่นี้   โลแลนไม่เคยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของอ้อมกอดจากแม่  ถ้าเขารู้ก่อนว่าอ้อมกอดของแม่สามารถทำเรื่องขั้นเทพแบบนี้ได้  เขาคงจะกระโดดกอดแม่ทุกวันก่อนไปโรงเรียนกันความซวยในชีวิตแล้วล่ะ  แต่นั่นต้องเป็นหลังจากที่โลแลนคำนวณและคาดการให้แน่ชัดจนมั่นใจได้ว่าหลังจากที่เขากระโดดกอดแม่  เขาจะไม่โดนกำปั้นของแม่เหวี่ยงกลับมา

        โลแลนควรจะรู้สึกดีที่อาการปวดศรีษะหายไปแล้ว  แต่ทว่าสิ่งผิดปกติยังไม่ได้หมดลงเพียงเท่านี้  อาการแปลกประหลาดอย่างที่สองที่เกิดขึ้นกับกระเป๋ากางเกงของเขา  ตั้งแต่ตอนที่อยู่หน้าร้านเหมือนมันจะหนักขึ้นเรื่อยตอนที่อาเธอร์พูดอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับข้อความ  และก็ตอนที่เขารู้เรื่องของพ่อมันก็หนักขึ้นอีก  เขาไม่ได้จินตนาการสิ่งผิดปกติพวกนี้ขึ้นมาเอง  มีบางอย่าง...เป็นบางสิ่งบางอย่างที่มีความสำคัญ  แต่โลแลนก็นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร

        โลแลนอยากจะล่วงมือลงไปในกระเปากางเกง  เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าอะไรที่อยู่ข้างใน  อะไรที่เขาลืมมันไป  แต่เสียงของอาเธอร์ก็ทำให้เขาชะงักไป

        “เออนี่...ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากจะถามนายหน่อยน่ะโลแลน”  อาเธอร์ที่กลับมามีสภาพปรกติถาม

        โลแลนไม่รู้ว่าอาเธอร์จะถามอะไรเขา  แต่ดูจากแววตาใสซื่อของอาเธอร์แล้วเขาก็คิดว่าเรื่องที่อาเธอร์จะถามมันคงไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรือเป็นเรื่องเลวร้ายอะไรหรอก  ดังนั้นเขาจึงตอบอาเธอร์กลับไปว่า

        “เรื่องอะไรล่ะ...ว่ามาสิ  ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันรู้ฉันก็จะตอบ”  โลแลนครุ่นคิดถึงข้อจำกัดเรื่องคำตอบที่เขาพอจะรู้  “แต่ถ้านายจะถามเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียนล่ะก็...ฉันคงจะตอบนายไม่ได้  แล้วก็ถ้านายจะถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันของฉันว่ามันมีความสุขแค่ไหน  ข้อนั้นฉันขอผ่านนะ  ฉันไม่ชอบจดบันทึกประจำวันก่อนเข้านอนเพื่อที่จะได้หวนนึกถึงวันคืนอันแสนสุขในชีวิตหรอก  และถ้านายจะถามเรื่อง...”

        “เดี๋ยวก่อนสิ...”  อาเธอร์ยกมือขึ้นขัดจังหวะ “ฉันไม่ได้จะถามเรื่องการเรียนของนายซะหน่อย  แล้วฉันก็ไม่ได้จะถามเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันของนายด้วย”

        สิ้นสุดคำของอาเธอร์  มันเหมือนจะมีใครบางคนปาถาดคุกกี้ใบใหญ่มาปะทะ เข้าที่หน้าของโลแลนอย่างจัง

        “งะ...งั้นหรือ...”  โลแลนพูดเสียงเบา  เขาได้ยินเสียงแม่หัวเราะเบาๆจากด้านหลัง  “ถ้าอย่างนั้นนายช่วยลืมสิ่งที่ฉันพูดเมื่อกี้นี้ไปได้หรือเปล่า”

        สายตาของอาเธอร์ดูไม่อยากทำตามที่โลแลนพูด  แต่เขาก็แค่พยักหน้าหงึกๆอย่างเลี่ยงไม่ได้และตอบว่า  “ได้สิ...แน่นอน”

        แม้จะไม่อยากแต่อาเธอร์ก็ยอมที่จะไม่พูดเรื่องนี้  เรื่องที่โลแลนหน้าแตกไม่เป็นท่า  โชคยังดีที่โลแลนพูดแค่เรื่องเรียน กับเรื่องชีวิตประจำวันออกไป  ถ้าเขาเกิดหลุดปากพูดเรื่อง...เรื่องที่ไม่เป็นผลดีกับตัวเองออกไปต่อหน้าอาเธอร์  เรื่องทั้งหมดมันคงไม่จบลงตรงที่อาเธอร์ยอมลืมเรื่องทั้งหมดที่โลแลนพูดหรอก  ที่แย่ยิ่งกว่าคือถ้าสิ่งที่โลแลนพูดเกิดแว่วไปเข้าโซนประสาทการได้ยินของแม่ที่ยืนอยู่ข้างหลังเข้า  เขาคงจะได้รับของขวัญจากแม่เป็นการเปิดรายการทีวีเจาะลึกเรื่องส่วนตัวของโลแลน สตาฟเฟอร์  เป็นแน่

        “ฉันขอถามนะ...”  อาเธอร์ขออนุญาต  โลแลนแค่พยักหน้าตอบ “อืม...อันที่จริงฉันแค่ติดใจเท่านั้นแหละว่าทำไมนายถึงต้อง  แบบว่า  ไม่ชอบด็อกเตอร์เคน...เอ่อ  ฉันหมายถึงพ่อของนายแบบนั้นด้วย  ถ้าเขารู้เขาคงจะเสียเอามากๆแน่เลย”

        โลแลนยักไหล่  “ก็ไม่รู้สินะ...”

        อาเธอร์ย่นจมูกและทำหน้ามุ่ย  เขาเงียบรอให้โลแลนพูดต่อ

        “ก็ถ้าเป็นนาย  นายจะคิดยังไงล่ะ  พ่อที่หายตัวไปสิบกว่าปี  ไม่เคยส่งข่าวคราวให้ครอบครัวได้รับรู้  ไม่เคยกลับมาบ้าน  เขาคงจะลืมไปแล้วล่ะว่าตัวเองมีภาระให้ต้องคอยดูแล”  โลแลนเริ่มจะหัวเสียขึ้นมาอีกรอบ  เขาพยายามควบคุมสติอารมณ์เอาไว้  หรืออย่างน้อยๆเขาก็ไม่คิดว่าภาพของตัวเองตอนที่สติแตกเป็นภาพที่ชวนให้เจริญตาเจริญใจสักเท่าไร  “นี่ฉันไม่ได้โกรธเขานะ...พ่อน่ะ  อย่างที่หลายๆคนชอบพูดกันไง  ที่ว่า  เวลาจะสอนให้เราเรียนรู้และทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น  ฉันไม่โกรธเขา...แต่ที่ฉันไม่โกรธเขาก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องชอบเขาหรอกนะจะบอกให้...”

        อาเธอร์พยักหน้าแบบประชดประชัน

        “อาฮะ...ฉันเห็นแล้วว่านายไม่ได้โกรธอะไรด็อกเตอร์เคนเลย...สักนิด”  อาเธอร์บอก  “แล้วไง  ทำไมนายถึงไม่ชอบเขา”

        “ก็ไม่รู้สินะ...”

        อาเธอร์ทำหน้ามุ่ยหนักกว่าเดิม  แก้มของเขาดูเหมือนขนมปังที่ถูกชกจนบุ๋มเป็นรอยกำปั้น  เขาคงจะไม่ชอบประโยคคำตอบของโลแลนประโยคนี้สักเท่าไร

        โลแลนพยายามคิดหาเหตุผลที่ฟังขึ้นที่สุด  “คงเป็นเพราะ...พ่อทิ้งพวกเราแม่ลูกไปโดย...”

        “โลแลน  พ่อไม่ได้ทิ้งลูกไปนะ..”  แม่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอยู่ด้านหลังโลแลน

        โลแลนเองก็ไม่ได้พอใจกับคำพูดของแม่ไปมากกว่ากันหรอก  เขาแค่พยักหน้ารับคำและทำให้สิ่งที่แม่พูดเป็นเพียงเรื่องตลกเล็กๆเท่านั้น

        “ใช่ครับ...พ่อแค่ไปเดินเล่นนอกบ้านนานสิบเอ็ดปี  ผมลืมไป”  โลแลนไม่หันกลับไปหาแม่  พนันได้เลยว่าแม่ต้องกำลังอยากจับเขาไปทำปลากระป๋องทรงเครื่องอยู่แน่  โลแลนไม่สนใจและทำเป็นพูดกับอาเธอร์ต่อ  “เอาล่ะ...ประเด็นที่ฉันจะพูดก็คือฉันจะไม่มีอคติกับพ่อเลยถ้าเขาจะจากเราไป  แต่แล้วพอฉันลืมเขาได้  เขาก็กลับติดต่อมา  นั่นแหละที่น่าหงุดหงิด  ที่จริงแล้วฉันก็โกรธเขาด้วยแหละนะแต่ฉันไม่อยากจะพูดว่าโกรธ  เพราะฉันโกรธมามากพอแล้วสำหรับเวลาสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา...”

        สิ้นคำโลแลนก็นึกอยากจะกระโดดน้ำตาย  เขาพอจะจำได้แล้ว  นี่คือสิ่งที่เขาถามตัวเองมาตลอดตั้งแต่ตอนที่ออกมาจากบ้าน  ความรู้สึกหนักที่กระเป๋ากางเกง  ตอนนี้มันยิ่งเพิ่มความหนักเข้าไปอีก  จนเขาแทบจะล้มลงไปนอนกับพื้นด้านข้าง

        เหตุผลที่มันหนักขึ้น  คงเป็นเพราะมันกำลังย้ำเตือนให้โลแลนรู้สึกถึงสิ่งสำคัญที่เขาลืมมันไป  จดหมายเมื่อตอนเย็นฉบับนั้น  ซึ่งผู้ส่งก็คือตัวการของความวุ้นวายทั้งหมด พระบิดาของเขา...ปริศนาของจดหมายคลี่คลายแล้ว  จดหมายฉบับนั้นสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ใจของอาเธอร์ได้  จดหมายฉบับนั้นสามารถยุติข้อข้องใจทั้งหมดของทุกคนได้ในที่นี้ได้...โลแลนไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าแม่กับอาเธอร์รู้เรื่องนี้เข้า  ตัวเขาจะยังคงโมเลกุลของแข็งอยู่ได้หรือเปล่า  อาเธอร์จะต้องเสียใจเมื่อรู้ว่าของสิ่งเดียงที่สามารถยืนยันคำพูดของเขาได้  ในตอนนี้มันได้ไปนอนแหมะด้วยสภาพยับยู่ยี่อยู่ในถังขยะโดเรมอนของโลแลนแล้ว  ไม่ต้องพูดถึงตอนที่แม่ของเขารู้เลย  ตอนนั้นแม่คงจะจับโลแลนอัดทำปลากระป๋องบดละเอียดจริงๆแน่

        ในตอนแรกที่โลแลนพูดจบ  ไม่มีใครปริปากพูดอะไรสักคำ  เขาเลยเผลอคิดว่าทุกคนไม่เข้าใจนสิ่งที่เขาพูดเสียอีก

        แต่เขาคิดผิด...ผิดอย่างแรง

        อาเธอร์เริมมีปฏิกิริยาตอบสนองว่าเขาเข้าใจคำพูดของโลแลนเป็นคนแรก  เขาขมวดคิ้วและเริ่มพูดอะไรประมาณว่า  “เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนนะ”

        อาเธอร์กำลังจะนึกได้

        ไม่มีทางเลือก  โลแลนควรจะออกไปจากที่แห่งนี้ก่อนที่ทุกคนจะรู้เรื่อง  เพราะถ้าเขารอจนถึงตอนนั้นมันอาจจะสายจนเกินไปแล้วก็ได้  เขาได้ยินเสียงอาเธอร์ดีดนิ้วดัง  แประ!!  เบาๆแล้วอาเธอร์ก็ยืนขึ้น  “เมื่อกี้นี้นายพูดว่า...!

        โลแลนหมุนตัวกลับหมายจะเดินออกไปนอกร้าน  แต่แม่ของเขาก็ถีบประตูเอาไว้  แม่หรี่ตา

        “ติดต่อ”  แม่พูด  “ลูกพูดว่าติดต่อ..หมายความว่าเคนมาหาลูกงั้นหรือ?

        เขากำลังจะตอบกลับไปว่า  พ่อก็แค่โทรมาเท่านั้นแหละครับ  แต่อาเธอร์ก็แว้งขึ้นมาก่อนว่า

        “ไม่มีทาง!”  สีหน้าและน้ำเสียงของอาเธอร์เต็มเปรี่ยมไปด้วยความมั่นใจ  “ด็อกเตอร์เคนสาบานเอาไว้แล้วว่าจะไม่ติดต่อมาหาใครก็ตามในทวีปนี้  เขาไม่มีทางติดต่อมาหานาย..เป็นไปไม่ได้  นอกจากว่า...”  ดวงตาของอาเธอร์เบิกกว้าง  “...น้อกจากว่า  การติดต่อของด็อกเตอร์หมายถึงจดหมายแจ้งเตือนที่ถูกส่งมา”

        ทุกสายตาจับจ้องมาที่โลแลน  จนถึงตอนนี้เขายากจะขอเปลี่ยนความคิดที่ว่าการตกเป็นเป่าสายตาของทุกคนเป็นเรื่องดีจริงๆ  ทั้งสองคนกำลังส่งสายตาจิกกัดใส่โลแลน  เขาควรจะออกไปข้างนอกแต่เรื่องนี้คงจะยังเป็นไปไม่ได้ถ้าแม่ของเขายังคงยืนขวางประตูอยู่  อาเธอร์เองก็เหมือนจะกดดันคนอื่นเก่งขึ้นมากที่เดียว  ต่อให้ท่าทางของอาเธอร์จะดูปลอดภัยกว่าท่าทางของแม่ก็ตามที  ถึงอย่างนั้นอาเธอร์ก็ยังเดินมาหาโลแลนช้าๆ  เหมือนทั้งสองกำลังดันโลแลนให้ตกจากหน้าผาที่สูงชัน

        “นายได้รับจดหมายจากด็อกเตอร์”  อาเธอร์เปรยเบาๆ

        “โลแลน...แม่รู้ว่าลูกมีมันอยู่”  แม่พูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยและค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาหาโลแลน  “เอาออกมาให้แม่...เดี๋ยวนี้เลย!

        สิ่งที่โลแลนกลัวที่สุดในโลกคือ  ผีดิบหรือเรียกอีกอย่างว่า  ซอมบี้  มันเป็นซากศพที่ไม่ยอมตายและมักจะลุกขึ้นมากัดต้นคอผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นงานอดิเรก  ที่น่ากลัวไม่ใช่เพราะมันเป็นผีที่อยู่ในภาพยนตร์ที่โลแลนเคยดูตอนเด็กๆ  แต่เพราะพวกมันชอบกัดตรงบริเวณต้นคอเป็นพิเศษนี่สิ  ต่อให้เขาจะรู้ว่ามันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในภาพยนตร์แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริง  แล้วถ้าบังเอิญต้นคอของโลแลนเกิดเป็นเป่าหมายที่ซอมบี้คิดจะกัด  ถึงตอนนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะร้อง  โอ๊ย!  หรือว่าหัวเราะลั่นแทนกันแน่  เพราะต้นคอเป็นจุดตายของเขา  ที่พูดไม่ได้หมายความว่าเขาเคยเจอซอมบี้ตัวเป็นๆมาก่อนหรอกนะ  แต่ในตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่มีท่าทางไม่ต่างอะไรไปจากซอมบี้อยู่

        แม่กับอาเธอร์เดินด้วยท่าซอมบี้  (อันนี้โลแลนเป็นคนตั้งให้เอง)  มาหาโลแลน  พวกเขาคงจะกระชากหัวของโลแลนออกจากลำตัวเพื่อหาจดหมายที่ต้องการ  แต่พวกเขาจะไม่พบสิ่งที่ต้องการ  เพราะโลแลนได้ทิ้งสิ่งที่พวกเขาต้องการเอาไว้ให้คุณโดเรมอนที่บ้านแล้ว  และทั้งสองคนนี้ก็จะได้กระชากหัวโลแลนแบบฟรีๆ  เขาอยากจะบอกแม่และอาเธอร์ว่า  คุณโดเรมอนกินไปแล้ว  แต่มันออกจะงี่เง่าเกินกว่าที่ทั้งสองคนจะยอมรับฟัง

        โลแลนถอยลนจนหลังไปชนเขากับผนังร้าน

        “โลแลน สตาฟเฟอร์”  แม่เรียก  น้ำเสียงที่ใช้ทำให้แม่ดูเหมือนซอมบี้เข้าไปอีก 80%  “บอกแม่มา...”

        คำตอบของเขามีเพียงคำว่า  “เอ่อ...คือว่า...มัน”

        ท้ายที่สุดแม่ก้าวเข้ามาและใช้นิ้วชี้จ่อต้นคอของโลแลนเอาไว้เหมือนเป็นปืน

        “แม่ต้องการรู้เรื่องทั้งหมด...โดยเร็ว”  แม่ออกคำสั่ง

        โลแลนหลับตาและคิดในใจว่า  หมดแล้วทางเลือกของเรา

        ไม่มีทางเลือกใดๆก็ตามสำหรับโลแลนในตอนนี้อีกแล้ว

        เขาลืมตาขึ้นในที่สุด  และตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่และอาเธอร์ที่ยืนคุมชนิดที่ว่าจะไม่มีทางปล่อยจนกว่าเขาจะพูดจนหมดเปลือกฟัง  ตั้งแต่ตอนที่เขาเดินกลับบ้านและได้รับจดหมายปริศนา  (แน่นอนว่าเขาจะต้องบอกว่าไม่รู้เรื่องที่ว่าผู้ส่งจดหมายเป็นคุณพระบิดาของเขาด้วย)  เขาบอกไปว่าในตอนแรกคิดว่ามันเป็นแค่จดหมายแกล้งกันของคนที่ไม่หวังดี  จึงไม่ได้บอกให้แม่รู้เพราะกลัวว่าแม่จะไม่สบายใจ  ข้อนี้เขาไม่ได้โกหกนะ  เขายังบอกอาเธอร์อีกว่าเสียใจที่เอาจดหมายไปให้คุณถังขยะโดเรมอนเก็บไว้เสียแล้ว  แต่อาเธอร์ดูจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย  กลับกัน  จู่ๆเขาก็หัวเราะขึ้นมา

        “ยังไม่ได้ทิ้งหรอก”  อาเธอร์บอกเบาๆและเอามือกุมท้องเพราะเหนื่อยจากการหัวเราะ

        โลแลนไม่เข้าใจ  “อะไรไม่ได้ทิ้ง...แล้วไม่ได้ทิ้งยังไง?

        อาเธอร์กระแอมและถอยออกห่างจากโลแลน  เพื่อที่โลแลนจะได้หายใจออกหลังจากที่เกือบจะหยุดหายใจ

        “มันจะอยู่กับนาย...จดหมายฉบับนั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่พิเศษ”  อาเธอร์อธิบาย  “มันจะกลับไปหาผู้ที่ได้อ่านเป็นคนแรกเสมอ  จนกว่าผู้อ่านครแรกจะได้ส่งต่อให้ผู้รับใช้คนต่อไป”

        “ช่วยพูดภาษาคนหน่อยได้มั้ย”  โลแลนบอก  “ฉันไม่เข้าใจ”

        อาเธอร์มองหน้าแม่  ซึ่งแม่ก็แค่หลับตาและส่ายศรีษะตอบ  เหมือนจะบอกว่า  ลูกชายของฉันก็อย่างนี้แหละ

        อาเธอร์ถอนหายใจและยืดตัวขึ้น

        “สรุปก็คือ...ตอนนี้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงของนายน่ะ  มีจดหมายแจ้งเตือนอยู่ข้างในยังไงล่ะ”  อาเธอร์บอก  “ลอง ค้นดูสิ...ถ้าไม่เชื่อ”

        แน่นอนว่าโลแลนไม่มีทางเชื่อ  จะเป็นไปได้อย่างไรกันในเมื่อเขาทิ้งจดหมายฉบับนั้นไว้ที่บ้าน มันไม่มีทางมาอยู่ใน...กระเป๋ากางเกง

        กระเป๋ากางเกงของโลแลนหนักอึ้งขึ้นมาในทันใด  ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วว่าทำไมกระเป๋ากางเกงของเขาถึงให้ความรู้สึกหนักขึ้นทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเรื่องจดหมายและการแจ้งเตือน  และเขายังรู้อีกด้วยว่าอะไรที่ทำให้มันหนักขึ้น

        โลแลนล้วงมือเขาไปในกระเป๋ากางเกงยีนของตัวเองช้าๆ  พร้อมทั้งภาวนาในใจขอให้เรื่องที่เขาคิดเป็นเพียงเรื่องโกหก

        ปรายนิ้วมือของเขาไปสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่ยับยู่ยี่  ผิวซากและก็มีขนาดที่เล็ก  มันให้ความรู้สึกเหมือนกับก่อนกระดาษที่โลแลนคุ้นเคย..เหมือนกับ  จดหมายฉบับนั้น

        ในตอนนั้นเองที่โลแลนได้รู้ว่าความคิดของเขาที่มีอยู่ในสมองทั้งหมดนั้น  มันเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น  เขาไม่มั่นใจว่าการที่เขาคิดถูกนั้นเป็นดวงดีที่ไม่ได้พบเห็นกันมานานหรือว่าเป็นความด้วงซวยครั้งมโหฬารที่เขามักจะเจออยู่บ่อยๆกันแน่  ไม่ว่าจะเป็นอย่างใดโลแลนก็ไม่ได้รู้สึกชื่นชอบหรือดีใจกับความถูกต้องในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

        “นี่มันบ้าไปแล้ว...แน่ๆ”  โลแลนพูดเสียงเบา  เขาเงยหน้าขึ้นหาอาเธอร์โดยที่มือยังคงซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงและกำกระดาษที่โลแลนคิดว่ามันต้องเป็นจดหมายที่เขาได้รับเมื่อตอนเย็นแน่ๆเอาไว้แน่น

        “มัน...อยู่ในนั้นสินะ”  อาเธอร์ถาม  เหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วว่าโลแลนจะเจอกับอะไรที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง

        โลแลนไม่ได้พูดหรือพยักหน้าตอบแต่อย่างใด  เขาเพียงแค่ค่อยๆดึงมือที่กำวัตถุที่เป็นก่อนกระดาษเอาไว้ออกมาอย่างช้าๆเหมือนดังตอนที่เขาล้วงมือเขาไป

        ไม่ใช่เถอะนะ!...  โลแลนภาวนาในใจ

        เขาถึงกับจะยอมไปโบสถ์ทุกๆวันอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ  ขอเพียงแค่สิ่งที่อยู่ในกำมือของเขานั้นเป็นเพียงแค่ห่อกระดาษที่เอาไว้ห่อลูกอมรสมิ้นหรืออะไรที่ใกล้เคียง  ขอแค่มันไม่ใช่จดหมายงี่เง่าที่พ่อของเขาส่งมา  นอกเหนือจากนั้นจะเป็นสิ่งของที่น่าขยะแขยงเพียงใดก็ได้  เขารับได้หมด

        โลแลนดึงมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง  เขารู้สึกได้จากปรายเล็บที่สัมผัสกับวัตถุประหลาดที่ยังคงอยู่ในกำลังมือของเขา  โลแลนสูดหายใจลึกจนตัวพองแล้วค่อยๆเปิดกำปั้นของตัวเองโดยเปิดที่ละนิ้ว  ตั้งแต่นิ้วก้อยไล่เปิดไปจนถึงนิ้วชี้  ในขณะที่เปิดโลแลนไม่ได้ก้มลงมองสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของตัวเอง  เพราะเขากลัวในสิ่งที่ตนเองจะได้เห็น  ถึงสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของเขาจะไม่ใช่กระดาษจดหมายอย่างที่คาดการเอาไว้  แต่เขาก็ไม่คิดว่าสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของเขามันจะเป็นของที่น่าดูชมสักเท่าไร...เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนกระดาษทิชชูเปียกน้ำที่ลอยอยู่ในชักโครก

        โลแลนแบมือและก้มลงมองสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือ  แม่และอาเธอร์ยื่นหน้าเข้ามาดูก้อนกระดาษกลมๆขนาดเล็กที่นอนอยู่บนมือของโลแลน  ทันทีที่โลแลนได้เห็นมันลมหายใจของเขาก็เหมือนจะขาดห่วงออกไปจากปอด...แม่หยิบกระดาษชิ้นนั้นขึ้นและหมุนไปมาเพื่อพิจารณา  โดยที่โลแลนยังคงแบมือค้างอยู่เช่นนั้นเหมือนเดิม

        “เจ้านี่น่ะหรือ...”  เมื่อสักครู่นี้แม่คงจะถามโลแลน  แต่เมื่อไม่ได้คำตอบเพราะโลแลนเอาแต่ยืนนิ่งไม่ตอบคำถามแม่จึงหันไปหาอาเธอร์แทน  อาจเป็นความเคยชินที่ทำให้อาเธอร์เริ่มที่จะไม่มีปฏิกิริยาสะดุ้งโหยงเวลาที่แม่จิกสายตาไปหา  หรือบางทีอาเธอร์อาจจะไม่ได้สนใจสายตาคู่นั้นของแม่แล้วก็ได้...แน่ล่ะก็ตอนนี้เขามีจดหมายสุดที่รักอยู่ในอ้อมใจแล้วนี่

        อาเธอร์พยักหน้า  “ถูกต้องเลยล่ะครับคุณนายสตาฟเฟอร์...นี่เป็นเนื้อกระดาษพิเศษเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของศูนย์วิจัย...”

        “มีกระดาษพิเศษที่มีลักษณะเหมือนทิชชูเปียกน้ำเนี่ยน่ะ...”  โลแลนพูดแทรกด้วยสายตาเลื่อนลอย  มือของเขายังคงแบค้างอยู่ที่เดิม

        อาเธอร์ทำหน้าไม่พอใจ

        “พูดแบบนั้นมันก็ออกจะเกินไปหน่อยนะ  แล้วที่จดหมายมีสภาพแบบนี้น่ะมันเป็นเพราะนายไม่ใช่หรือไง?

        “เรื่องนั้นมันก็ใช่อยู่หรอกนะ”

        “ก็ตามนั้นแหละ...แต่ยังไงซะตอนนี้ฉันก็มีจดหมายแจ้งเตือนมาช่วยยืนยันตัวตนแล้ว...ว่ายังไงครับคุณนายสตาฟเฟอร์”  อาเธอร์มองแม่เหมือนเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่

        แม่คลี่กระดาษออกและอ่านข้อความที่เขียนอยู่บนนั้น  แม่อมยิ้ม

        “อืม...”  แม่หยุดอ่านข้อความและหันไปตอบอาเธอร์  “เธอได้รับการยืนยันตัวตนของเธอแล้ว  อาเธอร์ มีแกรน”

        “เยส!!!”  อาเธอร์ร้องพร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นไปมาเหมือนกับคนบ้า

        โลแลนเลิกใจลอยแบบไร้สติ  เขาได้ยินที่แม่พูดยืนยันตัวตนอะไรนั่นของอาเธอร์  ก็นะ...สำหรับอาเธอร์มันก็คงจะเป็นข่าวดีอยู่หรอก  แต่โลแลนมีความรู้สึกว่าการยืนยันของแม่มันดูออกจะง่ายจนเกินไป  แค่แม่ได้เห็นคำว่า  มาหาพ่อ  แค่สามคำ  แม่ก็มั่นใจในตัวอาเธอร์ง่ายๆแบบนั้นเลยเนี่ยนะ  แล้วเวลาชั่วโมงกว่าๆที่พวกเขาเสียไปกับการสนทนาไร้สาระนี้เพื่ออะไรกัน

        “แม่มั่นใจได้ยังไงกันว่าลายมือในกระดาษนั่นเป็นของพ่อจริงๆ”  โลแลนถาม

        อาเธอร์หยุดกระโดดโลดเต้นไปมา  เขาเองก็ดูจะสงใสเหมือนๆกันกับโลแลน

        “ก็เพราะแม่เป็นภรรยาของพ่อน่ะสิ...กะอีแค่ลายมือของคุณสามี  ทำไมแม่จะจำไม่ได้”  แม่ตอบ

        อาเธอร์พยักหน้าแบบพิจารณา  แต่โลแลนกลับเป็นคนเดียวที่รู้สึกฉุน

        “ทีลายมือของผม  แม่ไม่เห็นจะจำได้เลย”  โลแลนพ่บ  “ทั้งๆที่เป็นลูกชายของตัวเองแท้ๆ...แม่นี่สองมาตรฐานจริงๆเลย...”

        “เปล่านะ...ก็เพราะลูกลายมือไก่เขี่ยเองนั้นแหละ  แม่ก็เลยจำได้ยาก  แต่แม่ไม่ใช่คนสองมาตรฐานอย่างที่ลูกพูดนะ  อย่างอนไปเลยน่าโลแลน...”  แม่พยายามปลอบโลแลนเหมือนตอนที่เขาเป็นเด็กทารก

        “ผมไม่ได้งอนสักหน่อย”

        แม้ปากจะทำพูดดีว่าไม่ได้งอนไปอย่างนั้น  แต่ในใจโลแลนแทบจะไม่เหลือความเป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว  โลแลนสามารถทะเลาะกับพ่อเรื่องความเท่าเทียมของแม่ได้เลย  เขาจะแก้พ่อโดยการเอารองเท้าของพ่อไปซ่อนเหมือนอย่างที่เด็กอนุบาลชอบทำก็ยังได้  ใครจะหาว่าเขาทำตัวเป็นเด็กก็ช่างประลัย  เพราะสิ่งที่พ่อของโลแลนควรที่จะได้รับจากแม่มันควรจะเป็นกำปั้นพิฆาตความแรงสูงไม่ใช่รอยยิ้มที่สดใสเหมือนนางฟ้าแบบนี้

        แม่มองโลแลนด้วยสายตาที่ใช้สำหรับมองเด็กอนุบาล

        “โลแลนตอนงอนเนี่ย...น่ารักจังเลย”  แม่เอามือทั้งสองข้างขึ้นมาประกลบแก้ม

        “เห็นด้วยเลยครับคุณนายสตาฟเฟอร์”  อาเธอร์แสดงความคิดเห็น

        โลแลนรู้สึกอับอาย  เขาจึงหลบสายตาลงต่ำ  อย่างน้อยๆ  การทำความรู้จักกับรองเท้าของตัวเองยังจะดีซะกว่าการที่ต้องสบตาแม่กับอาเธอร์แล้วแก้มทั้งสองข้างของเขาก็เกิดแดงขึ้นมา

        แม่และอาเธอร์ยืนหัวเราะใส่หน้าโลแลนอยู่พักหนึ่ง

        ปัญหาวุ้นวายที่เกี่ยวกับจดหมายจากพ่อได้คลี่คลายลงแล้ว  ความตึงเครียดต่างๆที่เคยลอยอยู่ทั่วห้องเหมือนเป็นแก็สออกซิเจนเองก็ได้สลายไปเช่นกัน  แม้ความงี่เง่าแบบเด็กๆที่เข้ามาแทนที่นั้นจะไม่ให้ผลกับตัวของโลแลนเลยก็ตาม  แต่เขากลับรู้สึกชอบการที่ได้อยู่แบบนี้จริงๆ  เขามีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...โลแลนไม่มีทางพูดคำนั้นได้อย่างเต็มปากตราบใดที่เขายังคงความซวยระดับจักรวาลเอาไว้อยู่  ทุกๆครั้งที่เขามีความสุข  เวลาแห่งความสุขของเขามันช่างสั้นเสียเหลือเกิน...

        และก็เป็นไปตามที่คิด   ความสุขของโลแลนแตกสลายไปด้วยคำพูดขัดจังหวะของอาเธอร์  โลแลนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอาเธอร์หยุดหัวเราะใส่หน้าเขาตั้งแต่เมื่อไหร่  เพราะสีหน้าของอาเธอร์ในตอนนี้ดูแตกตื่นแบบสุดๆ...มันเหมือนกับ  อาเธอร์เพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างที่มีความสำคัญมากๆได้...และโลแลนคิดว่ามันจะต้องมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขา แน่นอน

        “แย่แล้ว...ฉันลืมไปเลย”  อาเธอร์พูดเสียงเบาเหมือนเขากำลังพูดกีบตัวเอง  แต่เขากับหันมาหาโลแลนพร้อมด้วยใบหน้าของคนที่กำลังสติแตก  “นายได้รับจดหมายฉบับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?...”  อาเธอร์ถาม  โลแลนรู้สึกได้ว่าอาเธอร์กำลังตื่นตระหนก  เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆอาเธอร์ถึงได้มีอาการแบบนั้นขึ้นมาอีก   เท่าที่เขาจำได้อาเธอร์จะสติแตกก็ต่อเมื่อแม่ส่งสายตาที่จัดอยู่ในขั้นอันตรายไปให้  แต่แม่แค่เขาก็แค่กระพริบตาปริบๆ...เห็นได้ชัดว่าแม่เองก็ไม่รู้เหตุผลที่อาเธอร์เป็นแบบนี้เหมือนกัน

        ถึงอย่างนั้นแต่โลแลนก็เลือกที่จะตอบคำถามของอาเธอร์

        “วันนี้  ฉันได้รับจดหมายวันนี้  นายจะอยากรู้ไปทำไม”  โลแลนพยายามคลายความตึงเครียดโดยการปล่อยมุขสุดฝืดที่ทำให้หน้าเสียไปหลายครั้ง  หมายจะให้อาเธอร์รู้สึกผ่อนคลายขึ้น...อาเธอร์ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจขนาดไหน

        แต่อาเธอร์กลับส่งสายตาที่บอกให้รู้ว่าเรื่องที่เขากำลังพูดถึงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญแบบสุดๆกลับมาให้โลแลน...นี่คือการตอบแทนในแบบของอาเธอร์หรืออย่างไรกัน!!

        “ฉันไม่ได้หมายถึงวันไหน  แต่ฉันหมายถึงเวลาไหนต่างหาก!

        “ฉันรู้หรอกน่า...นี่นายจะจริงจังเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?

        อาเธอร์ส่ายศรีษะ  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาในตอนนี้ไม่อยากที่จะรับฟังมุขตลกต่างๆนานาที่โลแลนยังมีกักตุนเอาไว้อีกเยอะ

        “เถอะน่า...รีบบอกมาเร็ว!!”  อาเธอร์ขึ้นเสียง  ไม่ใช่ภาพที่หาดูได้ง่ายๆเลยสำหรับคนที่อย่าง  อาเธอร์  มีแกรน

        “นี่เด็กๆ!  มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?”  แม่พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง  “อาเธอร์อยู่ๆเป็นอะไรขึ้นมา  นึกอะไรดีๆได้อย่างนั้นหรือ?

        เป็นโชคดีของอาเธอร์ที่แม่ของโลแลนพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะเสียสติเพราะการกนะทำของอาเธอร์

        “เวลาครับ  หลังจากที่ได้รับจดหมายไงครับคุณนายสตาฟเฟอร์”

        อาเธอร์พยายามย้ำเตือนบางสิ่งบางอย่างที่แม่ของโลแลนได้ลืมมันไป  ซึ่งก็กินเวลาไปพักหนึ่งกว่าแม่จะนึกออกว่าสิ่งที่อาเธอร์พูดมันมีความหมายและความสำคัญมากขนาดไหน

        คราวนี้คนที่ตื่นตระหนกไม่ได้มีแต่อาเธอร์เพียงคนเดียว  แม่เองก็เริ่มมีปฏิกิริยาสติแตกเหมือนกับอาเธอร์ไปด้วยอีกคน...หวังว่าคนต่อไปที่จะสติแตกคงจะไม่ใช่โลแลนนะ  เพราะวันนี้เขาได้พบกับเหตูการณ์สติแตกมามากพอแล้ว

        “แย่แล้ว!!...ทำไมฉันถึงได้ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้นะ”  แม่สบถด่าตัวเองอยู่พักหนึ่ง  ก่อนที่จะหันมาตีหน้าเคร่งใส่โลแลน  “ลูกได้รับจดหมายมากี่ชั่วโมงแล้วโลแลน  ครั้งแรกที่ลูกอ่านจดหมายฉบับนี้มันตั้งแต่เมื่อไหร่!

        เออ...ตั้งแต่

        โลแลนลืมเรื่องนั้นไปแล้ว  จดหมายฉบับนี้ไม่ได้มีความสำคัญขนาดที่เขาจะต้องจดจำเอาไว้เพื่อเพิ่มพื้นที่รอยหยักในสมองที่มีอยู่น้อยนิดให้เสียเวลาหรอก  มันควรจะถูกเผาให้ไหม้หายไปก่อนที่โลแลนจะมาเห็นซะด้วยซ้ำไป...แต่เพราะสายตาที่จริงจังในแบบที่โลแลนไม่เคยเห็นมาก่อนของแม่  สิ่งนั้นทำให้โลแลนจำเป็นต้องคว้านเอาความทรงจำทุกส่วนเท่าที่มีออกมาเพื่อที่จะนึกให้ออกว่าเขาได้รับจดหมายฉบับนี้เมื่อไร

        “ผมคิดว่า...น่าจะเป็นตอนเย็นตอนที่ผมกลับมาถึงบ้าน  เมื่อประมาณเกือบสองทุ้ม  ประมาณนั้นแหละครับ...ตอนนี้ก็น่าจะผ่านมาสักชั่วโมงกว่าๆได้แล้วมั้ง”  โลแลนพยายามตอบให้แม่เห็นว่าเขาได้ใช้ความคิดในการนึกเรื่องเวลาจริงๆ  ทั้งที่ความเป็นจริงโลแลนแทบจะไม่ได้ใช้ส่วนที่เรียกว่าสมองในการคิดก่อนที่จะตอบออกไปเลย

        จะเรียกว่าเป็นวิธีการเอาตัวรอดแบบฉับพลันก็ยังได้...

        ทั้งแม่และอาเธอร์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เกิดอาการข้อบริเวณหัวเข่าอ่อนแรงขึ้นมากะทันหัน  อาเธอร์แทบจะตัวละลายกลายเป็นของเหลว  โลแลนไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป  หรือบางที่เขาควรจะตอบว่า  เขาได้รับจดหมายมาเมื่อตอนที่จะออกจากบ้านหรือไม่ก็เป็นตอนที่เขาล้วงเจอมันในกระเป๋ากางเกงของตัวเองจะดีกว่ากัน

        “แล้วยังไงครับ...มันสำคัญยังไงงั้นหรือ?”  โลแลนตั้งคำถาม

        ก่อนหน้านั้นที่แม่กับอาเธอร์มีท่าทางแปลกไปก็กลับมาเป็นปกติ  ต่อให้จะไม่ปกติครบร้อยเปอร์เซ็นต์ตามที  แม่ดูเหมือนคนที่ถูกจับกดน้ำบนใบหน้าของแม่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมด  อาเธอร์เองก็มีสภาพไม่แตกต่างกันกับแม่ไปสักเท่าไร  นอกจากสายตาของเขาที่บ่งบอกถึงความอันตรายแล้ว  ทั้งแขนและขาของอาเธอร์ก็ยังสั่นไปหมด

        แม่ไม่ได้คิดที่จะรับฟังคำพูดของโลแลน  แต่แม่แค่เดินกลับไปหยิบกระเป๋าสะพายที่พาดอยู่ที่เก้าอี้แล้วเดินมาลากแขนโลแลนที่ยืนเอ๋อไม่รู้เรื่องให้ตามออกไปข้างนอกร้าน  อาเอร์เองก็เดินด้วยความเร็งสูงชนิดที่โลแลนมองไม่ทันไปหยิบกระเป๋าสะพายบ่าแบบนักเดินทางสีเทามาจากหลังโต๊ะตัวหนึ่ง  ทั้งแม่และอาเธอร์กำลังเข้าสู่โหมดตื่นตัวเพื่อป้องกันอันตรายบางอย่าง  มีเพียงโลแลนคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงไม่เข้าใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

        อาเธอร์เดินด้วยความเร็วที่น่าตกใจ  เขาแซงหน้าโลแลนกับแม่ออกไปข้างนอกร้านก่อนใครเพื่อน  โลแลนรู้สึกแปลกใจกับการก้าวเท้าที่รวดเร็วของอาเธอร์และน่าอัศจรรย์ที่อาเธอร์สามารถเดินออกไปนอกร้านได้โดยไม่เอาหน้าทิ่มพื้นคอนกรีตเสียก่อน

        แม่เปิดประตูและดันโลแลนให้ออกไปนอกร้าน  ก่อนที่จะหันกลับไปปิดไฟในร้าน

        “นี่มันเรื่องอะไรกันครับเนี่ย!...แม่เป็นอะไรไป”  โลแลนร้องถาม

        โลแลยยืนนิ่งอยู่กับที่  เขาจ้องมองแสงไฟในร้านที่ค่อยดับลงที่ละดวง  มันเป็นการย้ำเตือนว่าวันเกิดของเขาได้จบสิ้นลงแล้ว...ทั้งที่เดิมที  มันยังไม่ได้เริ่มซะด้วยซ้ำ

        ร้านขนมหวานของป้าเร่น่าได้ปิดลงแล้ว...แม่เดินออกมาจากความมืดภายในร้าน  ล็อคประตูและก็ฉุดโลแลนให้ตรงไปทางรถกระบะสีขาวนวลของพวกเขาที่จอดรออยู่ที่ถนนหน้าร้าน

        “เดี๋ยวแม่จะอธิบายทุกอย่างให้ฟังบนรถนะ”  แม่บอกพลางเดินตรงไปเปิดประตูรถ  “แต่ตอนนี้...ลูกต้องไปขึ้นรถ  ขึ้นไปเดี๋ยวนี้เลย”

        โลแลนเห็นอาเธอร์โยนกระเป๋าเป้สีเทาแบบนักเดินทางของเขาลงที่กระบะหลังแล้วอาเธอร์ก็ค่อยๆปีนขึ้นกระบะหลังตาม

        เครื่องยนต์รถทำงานมีเสียง  บรื่นๆ ครืนๆ  ดังออกมาจากใต้ท้องรถ  แม่เริ่มเหยีอบคันเร่งเตรียมออกตัว  ตรงท่อรถด้านท้ายมีควันสีเทาที่เป็นมลพิษออกมาปริมาณมาก  โลแลนแทบจะสำลักควันที่ลอยออกมา  แม่ของโลแลนเพิ่งจะเปลี่ยนรถกระบะธรรมดาๆให้กลายเป็นรถแข่งชั้นยอดที่เตรียมจะออกสตาร์ท ไปเสียแล้ว

        “โลแลนรีบขึ้นมาเร็ว!”  อาเธอร์กวักมือเรียกให้โลแลนขึ้นไปบนกระบะหลัง

        โลแลนได้ยินในสิ่งที่อาเธอร์พูดนะ  แต่ร่างกายของเขาไม่ตอบรับคำเรียกของอาเธอร์  เขากำลังพิจารณา...พิจารณาถึงความเงียบสงัดที่ยังคงมีอยู่  เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรไปมากกว่าเสียงธรรมชาติ  เสียงลมที่พัดไปมาอยู่ข้างใบหูที่ฟังแล้วเหมือนกับเสียงกระซิบจากธรรมชาติ  เสียงต้นไม้ใบไม้ที่โบกสะบัดไปมาตามสายลม  และก็เสียง ตูม!!  เหมือนเสียงระเบิดที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ...

        เดี๋ยวนะ  ตูม!!...เหรอ

        ใช่แล้วมันคือเสียง  ตูม  โลแลนหันหน้าไปตามทิศทางของต้นเสียงซึ่งก็คือฝั่งหน้ารถบนถนนเรียบยาวที่ติดกับร้านขายของ  ไฟหน้าของรถกระบะทำให้โลแลนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนขนน  ห่างออกไปเกือบ 50 ฟุต  ด้านข้องเป็นร้านเครื่องประดับเพชรพลอยที่ยังคงมีสภาพเป็นปกติอยู่เช่นเดิม  แต่เมื่อลองมองเลยออกมาที่ถนนที่อยู่หน้าร้าน   บนพื้นคอนกรีตกลับมีรอยร้าวเหมือนพื้นปูนบริเวณนั้นมีอะไรบางอย่างที่หนักมากๆวางทับอยู่  มีอยู่จุดหนึ่งที่พื้นคอนกรีตบุบลงไปเป็นหลุมรูปวงกลมขนากใหญ่  มันเหมือนถูกลูกระเบิดปาหรือไม่ก็มีใครบางคนเอารถสิบล้อพันคันมามัดรวมกันแล้วทุ่มลงกับพื้นอย่างแรงจนเกิดรอยแยกเป็นทางขนาดใหญ่  แต่ที่น่าแปลกก็คือเหนือรอยแยกและรอยบุบของพื้นกลับไม่มีตัวต้นตอ...ตัวต้นตอของสิ่งที่ทำให้พื้นคอนกรัตแตกเป็นทางยาว  มันต้องมันน้ำหนักมากแน่ๆ  ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรหรือตัวอะไรก็ตาม  มันจะต้องไม่ใช่สิ่งที่น่าทำความรู้จักด้วยสักเท่าไร

        “นั่นมัน...อะไรล่ะเนี่ย!”  โลแลนพึมพำ  สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่รอยแยกบนพื้นที่อยู่ห่างออกไป

        แม่ชะโงกหน้าออกมาจากด้านข้างประตูรถ

        “โลแลน!...ลูกต้องขึ้นมาบนรถเดี๋ยวนี้เลย  นี่เป็นคำสั่ง!!”  แม่ขึ้นเสียงออกคำสั่ง

        โลแลนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่  รอยแยกที่พื้นถนนดึงดูดความสนใจของเขาได้ดีกว่าเสียงเรียงของแม่

        ในใจลึกๆแล้ว  โลแลนรู้สึกอยากจะเดินเข้าไปหารอยแยกนั้น  เพื่อดูให้รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พื้นคอนกรีตมีสภาพแตกแยกแบบนี้

        ตอนนั้นเองที่ทำให้โลแลนนึกอยากเปลี่ยนความคิดที่จะเดินเข้าไปหารอยแยกที่ถนน  ตอนนี้ความคิดนั้นมันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว  เพราะรอยแยกที่ถนนกำลังพุ่งเข้ามาหาเขาเองแล้ว

        โลแลนตกใจจนแทบจะกระโดดขึ้นไปบนรถกระบะ

        “นั่นมันบ้าอะไรเนี่ย!”  โลแลนโวยวายพลางชี้นิ้วไปที่รอยแยกที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาเรื่อยๆ  “ทำไมรอยแยกที่ถนนถึงแตกเป็นทางยาวมาทางรถของเราล่ะ...

        รอยแยกแตกเป็นแนวเส้นตรงเหมือนมีอะไรบางอย่างที่หนักมากๆถูกลากหรือเคลื่อนที่มาทางรถของโลแลนที่จอดอยู่  ปัญหามันอยู่ที่ว่าทำไมโลแลนถึงมองไม่เห็นถึงสิ่งที่กำลังมุ่งตรงมาหาด้วยความเร็วสูง

        โฮก!!!!

        มีเสียงคำรามดังมาจากทางรอยแยก  เสียงดังก้องกังวานคล้ายคลึงกับเสียงของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่โลแลนคิดว่ามันคงไม่ใช่เสือหรือสิ่งโต  แต่เป็นอะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่ากระหายเลือดยิ่งกว่าสัตว์ล่าเนื้อทั่วๆไป  พื้นดินสั่นสะเทือนด้วยคลื่นเสียงในระดับที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ประสาทการได้ยินของมนุษย์

        “โลแลนขึ้นมาเร็ว!!”  อาเธอร์ตะโกนสู้กับเสียงคำราม  เมื่อเทียบกันแล้ว  เสียงของอาเธอร์ก็ฟังดูเหมือนเสียงกระซิบไปเลย

        “โลแลน!!”  อาเธอร์เร่ง

        ไม่จำเป็นที่อาเธอร์จะต้องเรียกโลแลนอีกครั้ง  โลแลนรีบปีนขึ้นกระบะหลังอย่างรวดเร็ว  เขากอดเสื้อแจ็กเก็ตเอาไว้แน่เพื่อให้หัวใจหยุดเต้นแรง

        แม่หักพวงมาลัย  และขับหนีออกไปให้ห่างจากรอยแยกที่ยังคงตามติดรถของพวกเขาอยู่  รอยแยกนั้นเพิ่มความเร็วขึ้นอีก  มันพุ่งเข้ามาหาตัวรถและอยู่ห่างไปไม่เกิน  30  ฟุต

        “เร็วกว่านี้อีกครับคุณนายสตาฟเฟอร์!  เร็วกว่านี้อีก!”  อาเธอร์ตะโกนสู้ลม

        แต่รถกลับลดระดับความเร็วลงกว่าเดิม

        “ไม่ๆ  เราต้องเร็วขึ้นอีกครับไม่ใช่ช้าลง!!”  อาเธอร์ร้องบอก

        “เรื่องนั้นฉันรู้หรอกน่า!”  แม่ตวาดและก็หัวปั่นอยู่กับการควบคุมรถไปพร้อมๆกับหาต้นตอของอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับรถ

        แล้วในที่สุดพวกเขาก็รู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น...

        “บ้าจริง!  น้ำมันเราเหลือน้อยแล้ว!!”  แม่ทุบพวงมาลัยอย่างหัวเสีย

        “อะไรนะ!!!”  โลแลนกับอาเธอร์พูดขึ้นพร้อมกัน

        โลแลนไม่อย่างจะคิดถึงสิ่งที่เขาจะต้องเจอหลังจากนี้  มันอาจเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก  แต่ยังไงซะตอนนี้พวกเขาจะต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์สุดโกลาหลไปให้ได้เสียก่อน...ถึงตอนนั้นถ้าเขายังมีชีวิตอยู่  เขาก็คงจะหาคำตอบเรื่องที่สงใสทั้งหมดได้  ซึ่งนั่นหมายถึงตอนที่เขารอดจากจุดวิกฤตครั้งนี้ไปได้ก่อนน่ะนะ...และไม่มีอะไรที่จะช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้ว่าเขาจะรอด  ไม่มีเลย...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น