The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 5 : สัตว์ทดลองไล่ล่า การเดินทางสุดอันตรายสู่ขั้วโลกเหนือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ส.ค. 57

ตอนที่ 5 สัตว์ทดลองไล่ล่า  การเดินทางสุดอันตรายสู่ขั้วโลกเหนือ 

 

        โลแลนไม่รู้สึกถึงความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย

        แม่ของเขาขับรถแบบบุกทะลวงทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า  โดยไม่สนใจสภาพของสิ่งที่แม่เพิ่งชนไปเลย  รถกระบะกระเด้งขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา  อาจเป็นเพราะแม่ที่พยายามฝืนเหยียบคันเร่งเต็มที่บวกกับน้ำมันที่มีอยู่น้อยเต็มที  ด้วยเหตุนี่จึงทำให้รถของพวกเขาเกิดการกระตุกชนิดรุนแรง  และโชคร้านที่พื้นของกระบะไม่ใช่พื้นแบบแบนเรียบที่ถนอมก้นที่ถูกกระแทก  มันมีลูกระนาดเล็กๆเหมือนเป็นคลื่นอยู่เป็นจำนวนมาก  ทุกครั้งที่ก้นของโลแลนและอาเธอร์กระแทกพวกเขาก็จะผลัดกันแหกปากร้องเป็นภาษาน่ารำคาญประมาณว่า  “โอ๊ย! จ๊าก! ว้าก! แว้ก!

        แม่ยื่นหน้าออกมาทางกระจกหลังคนขับที่อยู่ติดกับกระบะหลัง  พร้อมด้วยสีหน้ากึ่งรำคาญ

        “นี่พวกลูกช่วยหยุดร้องแบบนั้นซักทีได้มั้ย!”  แม่ดุ  “แม่ต้องใช้สมาธินะ!

        “จะพยายามครับคุณนายสตาฟเฟอร์  แต่ว่า...จ๊าก!”  อาเธอร์แหกปากร้องขึ้นอีกครั้ง  เขาพยายามจะลุกขึ้นนั่งยองๆ  แต่นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย  เมื่อรถกระตุกขึ้นมาอีกครั้งก้นของอาเธอร์ก็กระแทกเข้ากับพื้นกระบะอีกรอบ

        แม่กรอกตาและหันกลับไปสนใจกับควบคุมรถต่อ

        โลแลนเกาะของกระบะเอาไว้แน่  เขาค่อยๆยันตัวให้ลุกขึ้นและนั่งชันเข่าเป็นหลักได้สำเร็จในที่สุด  เมื่ออาเธอร์เห็นว่าโลแลนตั้งหลักได้อย่างไร  อาเธอร์ก็พยายามที่จะทำตามอย่างโลแลนแต่เขาก็ต้องก้นกระแทกไปอีกหลายครั้งกว่าจะนั่งชันเข่าแบบโลแลนได้

        “รอดไปที...”  อาเธอร์ใช้แขนเสื้อปราดเหงื่อที่อยู่บนใบหน้า

        แม่เหยียบคันเร่วของรถจนมิด  แต่รถกระบะของพวกเขาก็ยังคงความเร็วเท่าเดิม

        “น้ำมันแทบจะไม่เหลือแล้ว  เราหนีต่อไปได้อีกไม่นานแน่  อาเธอร์พอจะมีทางหนีดีๆอยู่แถวนี้บ้างหรือเปล่า!”  แม่ถาม

        อาเธอร์ก้มตัวหลบก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นคิงคองที่ลอยมา  เขาหลับตาลงและคว้านเอาความคิดดีๆหรับทางหลบหนีที่ดีที่ในตอนนี้ออกมา

        ในที่สุดอาเธอร์ก็ลืมตา  “ผมคิดว่าแถวชายฝั่งลองไอส์แลนด์น่าจะมีประตูหมายเลขสิบสามอยู่นะครับ  แต่มันไม่ได้ถูกใช้งานมานานมากแล้ว  ผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่ามันยังคงใช้งานได้อยู่หรือเปล่า  แต่ถ้าใช้ได้ล่ะก็  มันจะส่งพวกเราตรงไปที่หน้าศูนย์วิจัยโดยตรงเลย  ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจะเสี่ยงดูสักครั้งดีมั้ยน่ะครับ”  อาเธอร์เสนอความคิด  เมื่อฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้วดูเหมือนว่าวิธีที่เขาเสนออาจเป็นทางเลือกเดียวสำหรับตอนนี้  “ช่วยตัดสินใจด้วยครับ”

        “ไม่มีเวลาสำหรับการตัดสินใจไร้สาระแล้ว...เอาตามนั้นเลย!”  แม่ตอบแทบจะในทันที

        โลแลนจำไม่ได้ว่ารถของพวกเขาออกนอกตัวเมืองตั้งแต่เมื่อไร  อาจเพราะโลแลนเอาแต่หลับตาไม่มองอะไรอยู่ตลอดเส้นทางบวกกับลงแรงที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆจนดูเหมือนพายุเฮอร์ริเคน  มันทำให้หูของโลแลนไม่ได้ยินเสียงใดๆเลย  โลแลนอยากจะสวดภาวนาขอให้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงความฝัน  แต่เสียงคำรามของรอยแยกก็ดังขึ้นอีกครั้ง  ทำให้โลแลนตระหนักได้ว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นความจริง  เขาค่อยเปิดเปลือกตาทีละน้อย  สิ่งแรกที่โลแลนเห็น...รอยแยกปริศนายังคงตามล่าพวกเขาอยู่  เอาล่ะ...จนถึงวินาทีที่คุณคิดวาตนเองอาจจะจบสิ้นชีวิตอยู่  ณ  จุดๆนี้  สายตาของคุณอาจจะมีอาการของการมองเห็นที่ผิดเพี้ยน  เช่นว่า  คุณอาจมองเห็นรอยแยกที่พื้นถนนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่มีขนาดลำตัวใหญ่ยักษ์เท่ากับกอริลลาสองตัวมัดรวมกัน  อืม...เป็นการมองที่ออกจะสมจริงเกินไปนิด  นอกเหนือจากนั้นเจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดนั้นยังมีดวงตาสีเหลืองแบบสัตว์เลื้อยคลานและผิวหนังที่เป็นเกร็ดแหลมคมสียางมะตอย  มันมีเขี้ยวยาวที่ยื่นออกมาจากปากใหญ่ที่น่ารังเกียจเหมือนเสือเขี้ยวดาบที่สูญพันธุ์ไปแล้ว  หางของมันยาว 2 เมตรที่ปรายหางมีลูกตุ้มขนาดใหญ่ติดอยู่ราวกับว่าเป็นเนื้องอกขนาดใหญ่ที่ติดอยู่กับหาง  และมันยังวิ่งด้วยขาหน้าและขาหลังที่เหมือนแขนขาของกอริลลา  ทุกย่างก้าวของมันทำให้เกิดรอยร้าวหางที่เป็นลูกตุ้มทำให้พื้นบุบและแตกไปตามทางที่สิ่งมีชีวิตประหลาดลากผ่าน

        โลแลนไม่คิดว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนี้จะติดอันดับสัตว์เลี้ยงน่ารักของโลกเมื่อเอาไปเทียบกับเจ้าตูบที่นอนอยู่ที่บ้านของใครสักคน  เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน  ตราบใดที่เจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนี้ยังคงส่งเสียงคำรามพร้อมกวาดกงเล็บแหลมคมของมันไปทั่วทุกทิศทางแบบนี้  โลแลนจะไม่มีทางเรียกมันว่าเจ้าหนูน้อยแล้วเดินไปลูบหัวมันอย่างแน่นอน  เขาไม่ได้ไร้สมองขนาดที่จะกล้าเดินเข้าไปให้ลิงบ้าตบเอาหรอกนะ...นั่นมันงี่เง่าเกินไปแล้ว

        “ใครก็ได้ช่วยบอกที  ว่าไอตัวที่ดูเหมือนลิงบ้าตัวนั้นมันตัวอะไร...มันคงไม่ใช่สัตว์ประหลาดแบบในหนังสือการ์ตูนหรอกใช่มั้ย!!...”  โลแลนถามโดยที่มือทั้งสองข้างยังคงกำขอบกระบะเอาไว้แน่

        “ช่างสังเกตจริงๆนะ...สมแล้วล่ะที่นายเป็นลูกของด็อกเตอร์เคน”อาเธอร์ตอบพร้อมกับเคลื่อนตัวเข้า ไปหาเจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาด...โลแลนของตั้งชื่อให้มันว่า ลิงบ้าหมายเลข1’ “ถูกต้องแล้ว  สิ่งที่นายเห็นอยู่น่ะไม่ใช่ทั้งสัตว์ประหลาดแล้วก็ไม่ใช่สัตว์โลกทั่วไปด้วย  ไม่ใช่ทั้งหมด  พวกมันเกิดขึ้นจากการผสมผสานDNAที่ผิดพลาด  อย่างที่รู้ๆกันว่ารหัสDNAของสิ่งมีชีวิตน่ะมีไม่เหมือนกัน...”

        โลแลนส่ายหน้า  “ไม่...เรื่องนั้นฉันไม่รู้”

        “...”

        อาเธอร์ดูเหมือนจะหน้าแตกไปชั่วขณะ  เขากระแอมครั้งหนึ่งก่อนจะอธิบายต่อ

        “เอาเป็นว่า  DNAของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ต่างก็มีไม่เหมือนกัน  เมื่อมีการดึงเอาDNAที่ไม่สามารถเข้ากันได้มาไว้ในที่เดียวกันมันจึงทำให้เกิดการต่อต้านภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ  ซึ่งนั่นก็คือการทดลองที่ผิดพลาด  เดิมทีพวกมันก็เคยเป็นสัตว์โลกธรรมดาๆนี่แหละนะ  แต่เพราะผลข้างเคียงของปฏิกิริยาต่อต้านทำให้พวกมันมีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละ...ไม่น่าดูเลยใช่มั้ยล่ะ”  อาเธอร์ยิ้มแบบเศร้าสร้อย  เขาจ้องมองเจ้าลิงบ้าหมายเลข1นั่นด้วยสายตาที่ใช้สำหรับมองญาติสนิทของเขา

        โลแลนขมวดคิ้ว

        “มันไม่น่าดูก็จริงอยู่หรอกนะ  แต่ไอที่นายบอกว่าการทดลองเนี่ย  หมายความว่าพวกมันเป็นสัตว์ทดลองในแล็บอะไรประมาณนั้นใช้หรือเปล่า”

        อาเธอร์พยักหน้า  “ใช้แล้ว...นั่นล่ะคือชื่อที่พวกเราเรียกมัน  สัตว์ทดลอง”

        แม่พูดต่อว่า  “ทำไมสัตว์ทดลองถึงหลุดออกมาจากศูนย์วิจัยแล้วมาอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือแบบนี้ล่ะ  ศูนย์วิจัยไม่เคยทำพลาดขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ...เกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่”

        อาเธอร์ไม่ได้ตอบคำถามของแม่  เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตามองรองเท้าของตัวเอง

        โลแลนรู้ดีว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่มีทางที่จะเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของอาเธอร์ได้  ถึงโลแลนจะไม่ค่อยถูกกับอาเธอร์สักเท่าไร  แต่เมื่อเห็นอาเธอร์ทำหน้าหงอยแบบนี้แล้วโลแลนเองก็รู้สึกไม่ดีไปด้วยเหมือนกัน  ใบหน้าของอาเธอร์ดูแปรปรวน และเปลี่ยนไปในหลายๆอารมณ์  โลแลนไม่คิดว่าในตอนนี้การฝืนเค้นเอาความจริงของเรื่องนี้จากอาเธอร์คงจะไม่เป็นผลดีต่อใครก็ตามในที่นี้เป็นแน่  อาเธอร์เองก็มีเรื่องที่จะต้องให้คิดมากพออยู่แล้ว  โลแลนจึงตัดสินใจตัดบทการสนทนาสั้นๆนี้ก่อนที่มันจะกลายเป็นบทสนทาที่ไม่มีวันจบสิ้น

        “เอาเถอะ...ยังไงซะเจ้าตัวนี้เองก็อาจจะเป็นของขวัญวันเกิดที่แสนพิเศษก็ได้นะ...”โลแลนเอ่ย

        อาเธอร์ทำหน้าตื่นๆ  “ของขวัญวันเกิด...วันนี้เป็นวันเกิดของนายอย่างนั้นหรือ?

        โลแลนพยักหน้า  “คุณตอบถูกต้องแล้ว...มีแกรน”

        แต่แทนที่อาเธอร์จะรับมุขของโลแลนสักนิดเพื่อเป็นการักษาน้ำใจกันสักหน่อย  เขากลับดูกระสับกระส่ายหนักกว่าเก่า

        อาเธอร์บิดตัวไปมา  “เออ...คือว่าฉันไม่รู้เรื่องนั้นเลย  ขอโทษนะที่เสียมารยาท”

        ช้าไปแล้วสำหรับคำขอโทษ  ตั้งแต่ที่อาเธอร์เดินเข้ามาในร้านขนมหวานพร้อมกับโลแลนและแม่  ตั้งแต่ที่อาเธอร์พูดถึงเรื่องของพ่อ  บทสนทนาในตอนนั้นได้ปิดงานวันเกิดของโลแลนไปแล้ว  และก็ในตอนนี้ที่อาเธอร์ลากโลแลนให้เข้ามาวุ้นวายในความหายนะครั้งมโหฬาร  สำหรับโลแลนแล้ว  คำว่าขอโทษที่ออกจากปากของอาเธอร์นั้น...มันไม่เพียงพอ

        อาเธอร์แทบจะคุกเข่าและก้มหัวให้โลแลนทั้งที่รถกระบะยังคงกระเด้งขึ้นลงอยู่  โลแลนสังเกตเห็นแม่ที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับแอบหัวเราะเบาๆ  แต่เพราะสถานการณ์ไม่เป็นใจและไม่เหมาะกับการหยุดอยู่กับที่แล้วหัวเราะแม่จึงขับรถต่อไปโดยใช้สมาธิสูงสุด  นั้นมันเป็นปัญหาของแม่...โลแลนเองก็มีปัญหากับมนุษย์ประหลาดอย่างอาเธอร์อยู่เหมือนกัน  เขาต้องทำอย่างไรอาเธอร์ถึงจะเลิกคุกเข่าแบบนั้นสักที...มันกดดัน

        “เรื่องนั้นน่ะ  ไม่เป็นไรหรอก  ก็นายพึ่งจะเจอฉันครั้งแรกนี่นา...เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่นายจะไม่รู้วันเกิดของฉัน”  โลแลนพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่ให้ความหมายประมาณว่า  โลแลนไม่ได้โกรธ  จนอาเธอร์ยอมกลับไปนั่งชันเข่าเหมือนเดิม

        โลแลนถอนหายใจ  “ฉันไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้นสักหน่อย...ใช่มั้ยเจ้าหนู”  โลแลนยื่นมือออกไปหาสิ่งมีชีวิตที่อาเธอร์เรียกมันว่า สัตว์ทดลอง  และนั่นก็ไม่ใช่ความคิดที่เลย  เขาหันมามองอาเธอร์โดยหวังว่าอาเธอร์จะได้รู้สึกดีขึ้นกับการกระทำบ้าแบบเสี่ยงตายของเขา  แต่อาเธอร์กลับส่งตายตาที่บอกว่า  นายกำลังพยายามจะฆ่าตัวตายหรือไง  กลับมา  ซึ่งกว่าโลแลนจะเข้าใจความหมายของอาเธอร์ก็เป็นตอนที่เจ้าสัตว์ทดลองเหวี่ยงกรงเล็บแหลมคมของมันมาเฉียดท้ายลด  ซึ่งการเหวี่ยงกรงเล็บของมันครั้งหนึ่งทำให้เกิดลมพดขั้นรุนแรง  โลแลนรีบเข้าเกียร์ถอยหลังอัตโนมัติทันที  เขาถอยไปจนแผ่นหลังไปติดพิงอยู่กับที่นั่งคนขับของกระบะส่วนหน้า

        โลแลนพยายามฝืนหัวเราแฮะๆ  “เป็นเด็กไม่ดีเลยนะเจ้าหนู...”

        “นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยนะ”  อาเธอร์เตือน

        โฮก!!  สัตว์ทดลองคำราม

        โลแลนชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นทั้งสองข้าง  “แก่เป็นเด็กดีเยี่ยม!!...ใช่เลย!!

        อาเธอร์มองโลแลนอย่างไม่เชื่อสายตาอยู่นานจนโลแลนสังเกตเห็นว่าตนเองกำลังถูกจ้องอยู่

        “นายช่วยอย่ามองฉันด้วยสายตาที่ดูน่ารักแบบเด็กผู้หญิงแบบนั้นได้หรือเปล่า...”  โลแลนบอกพลางหันหน้าหนี

        อาเธอร์กระพริบตาปริบๆ  ไม่เข้าใจ  “อะไรนะ?

        “ไม่มีอะไร...ช่างมันเถอะ”  โลแลนตอบและกระเถิบตัวออกให้ห่างจากอาเธอร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  “ว่าแต่นายมีอะไรอย่างนั้นหรือ  ทำไมถึงต้องจ้องฉันด้วย”

        อาเธอร์สะดุ้งเล็กน้อย  หน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีชมพู  โลแลนไม่คิดว่าอาเธอร์จะเป็นเด็กขี้เขินขนาดนี้เลย

        “อ๋อเรื่องนั้นเองหรือ...”  อาเธอร์เกาหัวและยิ้มอ่อนๆ  “มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก  ฉันแค่สังเกตเห็นว่านายดูไม่คอยจะแปลกใจกับสัตว์ทดลองตัวนี้สักเท่าไรเลยน่ะ  ทั้งที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนแท้ๆ  เดิมทีถ้าเป็นมนุษย์ปกติหรือคนที่พึ่งจะเคยเห็นเจ้านี่ครั้งแรกน่ะนะ   ส่วนใหญ่คนพวกนั้นมักจะแตกตื่น  และก็จะชอบถามอะไรประมาณว่า  เจ้านั่นมันตัวอะไร  นี่มันเรื่องอะไร  ฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย  หรือไม่ก็ฉันกำลังฝันอยู่ใช่มั้ย  ประมาณนี้”  อาเธอร์มองโลแลนขึ้นลงอย่างพิจารณา  “แต่นายต่างจากคนพวกนั้น  นายไม่ถามคำถามอะไรมากมายขนาดนั้น   และนายก็ไม่ได้แสดงท่าทางตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะเป็นอีกด้วย...ซึ่งตรงนั้นนั่นล่ะ  ที่ทำให้นายพิเศษและดูแตกต่างจาดคนอื่นๆ”

        นั่นมันก็จริง...

        คำพูดของอาเธอร์ทำให้ความทรงจำเกาๆไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองของโลแลน  ความแตกต่างที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้  ความแตกต่างที่ทำให้เขากลายเป็นตัวปัญหาสำหรับผู้อื่น   มันเป็นความทรงจำที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับโลแลน  แต่ถึงอย่างนั้นอาเธอร์กลับบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษ  แม้โลแลนจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของอาเธอร์แต่สิ่งที่อาเธอร์พูดก็ทำให้โลแลนรู้สึกดีขึ้นมานิดหนึ่ง

        “ฉันเองก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนที่ทำอะไรแปลกๆมาตั้งนานแล้วล่ะ...แต่ก็ขอบใจนะที่นายที่คิดว่ามันพิเศษ...”  โลแลนพูด

        อาเธอร์หัวเราะแฮะๆ  ซึ่งมันก็ออกจะดูเป็นการเสียมารยาทเอามากๆสำหรับเรื่องการดูถูกความทรงจำของผู้อื่น  อาเธอร์ตอบว่า  “ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

        ไม่ว่าอาเธอร์จะมีความหมายว่าอย่างไร  มันก็คงไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์หรือมีสาระน่ารู้มากพอที่จะให้โลแลนรับฟังหรอก

        คงเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่โลแลนเผลอตีสีหน้าไม่พอใจใส่อาเธอร์  เพราะเขาเห็นอาเธอร์เอาแต่บิดตัวไปบิดตัวมา  ซึ่งมันก็ดูเป็นท่าที่ตลกขึ้นมาในทันทีที่รถกระบะของพวกเขากระตุก  นอกจากนี้อาเธอร์ยังไม่ยอมสบตากับโลแลนอีกด้วย  อาเธอร์ทำท่าเหมือนอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง  แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงของใครบางคนที่ไม่รู้จักแหกปากร้องขึ้นเสียงก่อน

        “โอ๊ย!!!

        โอเค...นี่คือการสารภาพบาป  เสียงที่ร้องอย่างน่าอนาถเมื่อสักครู่นี้มันเป็นเสียงของโลแลนเอง

        แน่นอนว่าโลแลนไม่มีทางที่จะแหกปากร้องโดยไม่มีสาเหตุอยู่แล้ว  ถ้าไม่มีก้อนหินบ้าๆที่พุ่งเข้ามากระแทกหน้าอกของโลแลนอย่างแรงในตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว  จนเขารู้สึกเจ็บแสบบริเวณซี่โครง  โลแลนก็จะไม่ต้องร้องด้วยเสียงที่ฟังแล้วน่าอนาถขนาดนั้น

        สายตาของโลแลนกวาดหาผู้ทำผิดโดยอัตโนมัติ  ทิศทางที่ก้อนหินลอยมานั้นเป็นจุดเดียวกันกับที่เจ้าสัตว์ทดลอง ลิงบ้าหมายเลข1 กำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา (ดูดีๆมันเหมือนจะกระหายเลือดมากกว่าจะกระหืดกระหอบ)  เจ้าสัตว์ทดลองใช้กรงเล็บของขาหน้าทุบพื้นคอนกรีตให้แตกเป็นเสี่ยง  และกำเอาเศษคอนกรีตก้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดขึ้นมาแล้วขว้างก้อนคอนกรีตนั้นมาทางรถกระบะของพวกเขา (ส่วนใหญ่แล้วทิศทางของก้อนคอนกรีตจะมุ้งเน้นมาทางโลแลนเป็นพิเศษ) ด้วยความเร็วและแรง...ซึ่งการกระทำแบบนั้นของมันก็ทำให้โลแลนได้รู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

        นั่นก็คือ...ลิงบ้าหมายเลข1กำลังพยายามจะฆ่าพวกเขาให้ตายแบบดับอนาถบนรถกระบะ

        “ซี่โครงฉัน!!!...”  โลแลนโอดครวญพลางวางมือทาบบริเวณซี่โครงที่เจ็บ

        อาเธอร์หันมาสนใจโลแลนในขณะที่เจ้าลิงบ้าหมายเลข1ปาก้อนคอนกรีตอีกก้อนมา  ซึ่งทิศทางของวัตถุมุ่งตรงไปทางอาเธอร์  แต่อาเธอร์ก็สามารถก้มตัวหลบได้ทัน

        เขาก้มตัวลงต่ำและคลานมาหาโลแลน...นั่นไม่ได้ช่วยให้โลแลนรู้สึกดีขึ้นเลย

        โลแลนเข้าใจความหมายของคำว่า อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาหา ได้ในทันที  แต่ในกรณีของเขามันดูจะเป็น อาธอร์กำลังคืบคลานเข้ามาหามากกว่า

        “นายโอเคหรือเปล่า!”  อาเธอร์ถาม

        โลแลนกำเสื้อตรงหน้าอกเอาไว้แน่นเพื่อไร่ความเจ็บปวด  “ไม่...”  เขาตอบ  “ฉันไม่เป็นไร...มั้งนะ”

        อาเธอร์ถอนหายใจอย่างโล่งอก  ซึ่งการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าคุณกำลังผ่อนคลายอยู่นั้นก็ไม่ควรทำอย่างยิ่ง   โดยเฉพาะในตอนที่คุณกำลังจะถูก  สัตว์ทดลอง  ลิงบ้าหมายเลข1ฆ่าตายแบบดับอนาถ

        โลแลนมั่นใจแล้วว่าเขาจะไม่มีทางตีสนิทกับเจ้าลิงบ้าหมายเลข1ตัวนี้เป็นครั้งที่สองอีกเป็นอันขาด  และก็ไม่มีทางที่เขาจะยื่นมือเข้าไปหาและเรียกมันว่า เจ้าหนู อีกแล้ว...พอกันที

        “รู้สึกว่ามันจะมีนิสัยที่ก้าวร้าวกว่าที่ฉันคิดเอาไว้นะ”  อาเธอร์เกาคางเสมือนว่าพวกเขาไม่ได้กำลังโดนลิงบ้าหมายเลข1ตามฆ่า  รถของพวกเขามีสภาพที่เหมาะกับการแข่งรถ  และเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้กำลังจะตาย

        ใช่...โลแลนจะต้องจดจำเอาไว้ในสมองให้ดีว่าอาเธอร์ไม่ใช่คนที่เข้าใจถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นเลย

        “ก้าวร้าวกว่าที่คิดอย่างนั้นเหรอ!!...นี่มันยังก้าวร้าวไม่พออีกหรือไง!”  โลแลนโวยใส่อาเธอร์

        แต่อาเธอร์กลับส่ายหน้า  “ยังไม่ที่สุดของมันหรอกนะ...”  อาเธอร์บอก  โลแลนไม่ได้อยากรู้เลยว่าไอคำว่าที่สุดของเจ้าลิงบ้านี่มันเป็นอย่างไร  อย่างน้อยๆ  มันก็คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับโลแลนอยู่ดี  “ก็แค่คว้างก้อนอิฐใส่..มันยังถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการโต้ตอบของสัตว์ทดลอง”

        โลแลนรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกตรงจุดที่ก้อนคอนกรีตลอยมากระแทกในทันใด

        “เอ่อ...ที่พูดน่ะ  นายเคยโดนก้อนที่ว่านั่นกระแทกซี่โครงเอาสักครั้งหรือยังล่ะ”  โลแลนพูดเสียงเคลือบแคลงใจ

        สีหน้าของอาเธอร์ดูย่ำแยงลงมาก  นั่นทำให้โลแลนได้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่เคยถูกก้อนคอนกรีตอัดกระแทกเข้าอย่างจัง

        “ดูเหมือน...นายจะโดนมาหนักกว่าฉันสินะ”  โลแลนถาม

        อาเธอร์พยักหน้าเล็กน้อย  โลแลนเข้าใจความรู้สึกตอนที่โดนสิ่งไม่พึงประสงค์ (โดนเฉพาะก้อนคอนกรีต) อักกระแทกเข้ากลางอกเป็นอย่างดี  เขาเองก็ไม่ปฏิเสธเรื่องที่ว่าไม่อยากที่จะนึกถึงหรืออยากที่จะเข้าใจความรู้สึกเจ็บเจียนตายแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง...นั่นไม่ใช่หนึ่งในสิ่งที่โลแลนอยากทำก่อนตายอย่างแน่นอน  โลแลนไม่รู้ว่าอาเธอร์เคยไปมีเรื่องกับลิงบ้าตัวไหนมาบ้าง  แต่เท่าที่ดูจากอาการทรมานของอาเธอร์การมีเรื่องในครั้งนั้นของเขาคงจะจบไม่สวยสักเท่าไร...หรือบางที่โลแลนอาจจะเข้าใจผิด  เจ้าสัตว์ทดลองบ้าบออะไรนี่มันอาจไม่ได้ตามฆ่าโลแลนอย่างที่คิด  คนที่มันตามอาจจะเป็นอาเธอร์  มีแกรนตั่งแต่แรกก็ได้  เป่าหมายอาจไม่ใช่โลแลน...ความคิดเหล่านั้นหมุนวนไปมาในสมองของโลแลนทำให้เขาเกิดความคิดอันแสนโหดร้ายที่จะปล่อยอาเธอร์ (ที่จริงโลแลนคิดว่าเขาว่าน่าจะโยนอาเธอร์ลงไปเลยน่าจะดีกว่า) ให้เจาลิงบ้าเอาตัวอาเธอร์ไปตบเล่นจบสาแก่ใจ  แล้วโลแลนกับแม่ก็จะถือโอกาสที่เจ้าลิงบ้ากำลังกระทืบอาเธอร์อยู่นั้นหนีไป  โดยทิ้งอาเธอร์เอาไว้ให้เจ้าลิงบ้ากระซวกเล่น  แค่โลแลนก็คิดว่าการทำแบบนั้นกับอาเธอร์มันออกจะดูเนรคุณเกินไปหน่อย

        ในระหว่างที่โลแลนกำลังคิดใคร่ครวญถึงแผนการสุดเนรคุณอยู่นั้นเอง  แม่ก็ร้องขึ้นว่า  “โลแลนระวัง!!

       เขาก้มตัวหลบทันทีเมื่อมีคอนกรีตแผ่นหนา  คาดว่าเจ้าลิงบ้าหมายเลข1คงจะงัดเอาพื้นปูนที่ปูถนนขึ้นมาทั้งแถบ  การกระแทกทำให้รถของพวกเขาเซออกข้างจนเกือบจะตกออกของถนน  ซึ่งด้านข้างก็เต็มไปด้วยป่าไม้รกรุงรัง  ก็ถ้าโลแลนเกิดบังเอิญพลัดตดลงจากรถเข้าไปในป่าที่อยู่ด้านข้าง  ถ้าเขาไม่ตายเพราะโดนต้นไม้เสียบก็คงจะตายเพราะโดนกิ่งไม่รัดคอตายนั้นล่ะ

        “เฮ้...อาเธอร์”  โลแลนศอกแขนอาเธอร์เบาๆ

        “ว่าไง?”  อาเธอร์ดูจะตกตะลึงไม่น้อยกับการโจมตีของเจ้าลิงบ้าหมายเลข1เมื่อครู่นี้

        “อันนี้ยังถือว่าเป็นการโต้ตอบแบบธรรมดาๆของสัตว์ทดลองอยู่อีกหรือเปล่า...”

        อาเธอร์กลืนน้ำลายและตอบว่า

        “ไม่...มันไม่ธรรมดา  ไม่อีกต่อไปแล้ว”

        เห็นได้ชัดเลย...การโต้ตอบของเจ้าลิงบ้าหมายเลข1มีความอันตรายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในแต่ละครั้งที่โจมตี

        พื้นถนนแตกเป็นแนวยาวมาตลอดทาง  อย่างน้อยๆโลแลนก็ไม่คิดว่าเหล่าเทศกิจจะพึ่งพอใจสักเท่าไรเมื่อได้เห็นสภาพของถนน  ไม่แน่  พวกเทศกิจอาจจะคิดว่าเป็นฝีมือของพวกผู้ก่อการร้ายที่มีความแค้นกับพื้นถนนก็ได้   หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือ...เอ่อ  ที่จริงต้องเรียกว่าข้าหน้ามากกว่า  แต่จะยังไงก็ช่างมันเถอะ  เอาเป็นว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้าลิงบ้าหมายเลข1  สัตว์ทดลอง...สิ่งมีชีวิตบ้าระห่ำแต่เพียงตัวเดียว

        รถของพวกเขาช้าลงอีก  สัตว์ทดลองเหวี่ยงกรงเล็บอย่างบ้าคลั่ง   แม่ต้องใช้ความพยายามสูงสุดในการควบคุมไม่ให้รถของพวกเขาดับกะทันหัน

        “อาเธอร์!”  แม่ออกคำสั่ง

        “ครับ!!”  อาเธอร์รับคำ  เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบแท่งเหล็กสีเงินขนาดเล็กที่มีความยาวเท่ากับฝ่ามือ  ปลายด้านหนึ่งของมันเป็นปลายแหลมเหมือนเข็ม  โลแลนเผลอคิดว่าอาเธอร์จะเอามันมาเสียบเขาเสียแล้ว  แต่อาเธอร์กลับขว้างมันออกไปเหมือนลูกดอกพุ่งตรงไปทางเจ้าสัตว์ทดลอง  แทนที่แท่งเหล็กจะตรงไปปักเข้าที่ผิวหนังของสัตว์ทดลองมันกลับหายไปในอากาศทันทีที่อาเธอร์ขว้างมันออกไป  มันหายไปในจุดที่มีควันขนาดย่อมปรากฏในอากาศ

        โลแลนแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง

        “นั่น...นั่นนายทำแบบนั้นได้ยังไงกัน...!

        ก่อนที่อาเธอร์จะทันได้ให้คำตอบกับโลแลน  เจ้าสัตว์ทดลองก็ส่งเสียงร้องโหยหวน  เจ็บปวดทรมาน   สัตว์ทดลองหยุดวิ่งตามรถของพวกเขาพักหนึ่ง  มันใช้กรงเล็บข่วนหน้าท้องที่มีแต่แผลขนของตัวเองเหมือนอยากจะฉีกเนื้อส่วนนั้นออกไป  แต่มันคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะทำแบบนั้น...ถ้าเป็นโลแลนเองก็คงไม่กล้าที่จะทำแบบนั้นเหมือนกัน...เจ้าสัตว์ทดลองเดินโซไปเซมาอยู่พักหนึ่ง  ซึ่งนั่นก็ทำให้รถของโลแลนออกห่างจากมันได้พอสมควร

        แต่แทนที่เจ้าสัตว์ทดลองลิงบ้าหมายเลข1จะหยุดการตามล่าพวกเขาแล้วกลับไปในที่ที่มันจากมาดีๆ  มันกลับดูโกรธเกรี้ยวหนักกว่าเก่า  ต่อให้รถของพวกโลแลนจะออกห่างจากมันมาได้ราว 40 ฟุตแล้วก็ตามที  แต่โลแลนก็ยังได้ยินเสียงหายใจหนักหน่วงและเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของสัตว์ทดลองชัดเจนราวกับว่ามันมาคำรามอยู่ตรงหน้าของเขา  นั้นทำให้ขนแขนของโลแลนลุกตั้งชันขึ้นในทันใด

        โลแลนจำไม่ได้ว่ารถของพวกเขาขับเลยบ้านไม้ของแลนไปตั้งแต่เมื่อไร  สภาพแวดล้อมที่คุ้นตาทำให้โลแลนมั่นใจว่ารถของพวกเขาได้เลยบ้านไม้หลังนั้นไปแล้ว  ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว  ตลอดเส้นทางโลแลนเฝ้าภาวนาอย่าให้สัตว์ทดลองรู้ถึงตำแหน่งที่ตั้งบ้านของโลแลน  มันคงจะเป็นการดีกว่า  บ้านของเขาจะได้ไม่ต้องถูกทำลายด้วยฝีมือของสัตว์ทดลอง   จนถึงตอนนี้...มันกลับมีความรู้สึกบางอย่างก่อขึ้นภายในใจของโลแลน  มันทำให้เขาอยากจะกลับไปที่บ้านของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย...ความรู้สึกที่ทำให้เขาคิดว่าตนเองอาจจะไม่ได้กลับมาที่แห่งนี้อีกแล้ว

        แต่แล้วความคิดเรื่องบ้านในสมองของโลแลนก็กระจายหายไปในทันทีที่เขาเห็นสัตว์ทดลองเริ่มออกวิ่งด้วยขาหน้าและขาหลังอีกครั้ง  และความเร็วในการวิ่งของมันยังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเดิมอีกด้วย

        การกลับบ้าน...ไม่ใช่ความคิดที่ดี

        นั่นคือบทเรียนอีกข้อหนึ่งที่โลแลนควรจะท่องและจดจำเอาไว้ในหัวสมองให้ดี  ตราบใดที่เขายังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

        สัตว์ทดลองคำรามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ  มันพยายามจะพุ่งมาข่วนท้ายรถกระบะทุกครั้งที่รถกระตุก

        แรงที่เกิดจากการตวัดกรงเล็บของสัตว์ทดลองทำให้มีลมกระโชกเข้าปะทะใบหน้าของโลแลนอย่างแรง  ซึ่งความรุนแรงนั้นดูจะเพิ่มขึ้นจามครั้งก่อนเป็นเท่าตัว  จนโลแลนแทบจะตัวลอยและปลิวออกไปนอกรถถ้าอาเธอร์ไม่สายตาไว้และหันมาคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้เสียก่อน

        “ทำไมจู่ๆมันถึงได้เกิดบ้าคลั่งขึ้นมาแบบนี้ล่ะเนี่ย!”  โลแลนร้องถามอาเธอร์ไปพร้อมๆกันการทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองลอยออกไปนอกตัวรถเพราะลมที่พัดเข้ามา

        อาเธอร์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบแท่งเหล็กออกมาอีกจำนวนหนึ่ง  เขาใช้ล่องนิ้วหนีบแท่งเหล็กเอาไว้ 3 แท่ง  โอเค...บางทีที่บ้านของอาเธอร์อาจจะทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมแท่งเหล็กก็ได้  เขาถึงได้มีแท่งเหล็กพกติดตัวมามากมายขนาดนี้

        ทว่าแท่งเหล็กของอาเธอร์กลับทำให้โลแลนนึกถึงภาพที่อาเธอร์ปาแท่งเหล็กออกไปในอากาศ  และมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

        “นายทำแบบนั้น  ทำให้มันหายไปได้ยังไงกัน?”  โลแลนถาม

        “มันไม่ได้หายไป”  อาเธอร์บอก  “แต่มันถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่อื่นต่างหาก”

        โลแลนไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่อาเธอร์พูดเลยแม้แต่น้อย

        “เคลื่อนย้ายเหรอ...ยังไง?

        อาเธอร์ปาแท่งเหล็กออกไปสามแท่งที่อยู่ในมืออกไปในอากาศ  แล้วก็เหมือนเมื่อครู่นี้  มีควันขุ่นมัวปรากฏขึ้นรอบๆแท่งเหล็กทั้งสาม  แล้วแท่งเหล็กเหล่านั้นก็หายไป

        “หนึ่งในความสามารถพิเศษของพวกเรา  มันคือการเคลื่อนย้ายสิ่งของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งด้วยความเร็วสูง”  อาเธอร์บอก  “เป่าหมายของฉันก็คือ...”

        สัตว์ทดลองร้องขึ้นอีกครั้ง  มันกลิ้งตังและตีลังกาอยู่กับพื้น  พยายามตะกุยหน้าอกตัวเอง  ซึ่งมันทำให้โลแลนประหลาดใจ  เหนือหน้าอกของเจ้าสัตว์ทดลองมีแท่งเหล็กสามแท่งแบบเดียวกับที่อาเธอร์เพิ่งจะปาออกไปปักอยู่ในผิวหนังของมันลึกลงไปครึ่งแท่ง  สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับสัตว์ทดลองมากทีเดียว  รอบๆแผลที่มีแท่งเหล็กปักอยู่มีเลือดที่เป็นสีเงินเหมือนตะกั่วที่ลูกละลายของสัตว์ทดลองไหลออกมาเป็นทางยาวทั่วหน้าอก

        โลแลนรู้สึกสงสารสัตว์ทดลองขึ้นมาในใจ  แต่ก็เป็นเพียงเวลาสั้นๆเท่านั้น  ลึกๆในใจของโลแลนกลับรู้สึกดีใจเสียอีกที่สัตว์ทดลองตัวนี้ถูกเหล็กเสียบ

        “เคลื่อนย้ายอะไรนั่น...ฉันไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไรหรอกนะ”  โลแลนพูด  “แต่นายทำแบบนั้นได้ยังไง...คือมัน...มันดูเหมือนกับ”

        “เวทมนต์”  อาเธอร์พูด

        โลแลนทำได้แค่พยักหน้า  และทำใจให้ยอมรับว่าสิ่งที่อาเธอร์พูดเป็นเรื่องจริง  ต่อให้มันจะเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตที่โลแลนเคยทำมาก็ตามที

        “แต่นายไม่ควรจะไปเรียกมันว่าเวทมนต์  เพราะว่าความสามารถพิเศษเหล่านั้นมันไม่ใช่เวทมนต์”  อาเธอร์บอก

        “อ้าว...ไม่ใช่งั้นหรือ  ยังไงล่ะเนี่ย”

        เอาล่ะ...เรื่องประหลาดสำหรับวันนี้มันมีมากพอแล้ว  ตั่งแต่ที่อาเธอร์เริ่มเปิดประเด็นเรื่องพ่อของโลแลนที่หายไปนาน  ต่อให้การหนีสัตว์ทดลองลิงบ้าหมายเลข1อย่างเอาเป็นเอาตายโดนไม่มีอะไรสามารถยืนยันได้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะรอดพ้นจากเจ้าสัตว์ทดลองสิงมีชีวิตประหลาดตัวนี้อย่างปลอดภัย  ร่างกายครบสมประกอบ...จนถึงตอนนี้โลแลนยังต้องพนานามทำใจให้ยอมเชื่ออีกว่า  ไอความสามารถพิเศษ  พลังพิเศษที่ชอบโผล่มาให้เห็นในหนังแนวแฟนตาซีพวกนั้นเป็นเรื่องจริง  ต่อให้ตอนนี้จะเป็นเวลาหนีตายและไม่สมควรจะมาพูดเรื่องแบบนั้น  แต่ถ้าในตอนนี้มีคนมาป่าวประกาศว่ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก...โลแลนก็คงจะเชื่อตามที่คนคนนั้นพูดไปแล้วล่ะ

        ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ  อาเธอร์ที่สามารถพูดเรื่องตลกร้ายแบบว่า นายมีพลังวิเศษ ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย  ราวกับว่าเขาคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เกิด

        “ถ้าเมื่อนานมาแล้ว  เราก็คงจะเรียกมันว่าเวทมนต์แบบนั้นแหละนะ  ก็มันเป็นคำที่ทำให้เข้าใจง่ายที่สุดในการอธิบายเรื่องแบบนี้ใช้มั้ยล่ะ  ถ้ามีอะไรสักอย่างที่พิเศษเกิดขึ้น เช่น การลอยตัว  การหายตัว  หรือการควบคุมวัตถุให้เคลื่อนที่ได้โดยที่มือไม่ต้องสัมผัส  พวกมนุษย์ก็จะตีความโดนรวมว่าสิ่งพิเศษเหล่านั้นคือเวทมนต์  ขนาดพวกนักมายากลบางคนยังถูกเรียกว่าเป็นพ่อมดเลย  ทั้งที่จริงๆแล้วคนพวกนั้นไม่ได้มีความสามารถพิเศษอยู่กับตัวจริงๆเลยด้วยซ้ำไป...”อาเธอร์อธิบาย  เขาควานหาแท่งเหล็กในกระเป๋ากางเกงอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะหันไปหาแม่ที่กำลังเพ่งสมาธิอยู่กับการขับรถหนีสัตว์ทดลองที่กำลังวิ่งตามตัวรถมาติดๆ  “คุณนายสตาฟเฟอร์!  แท่งเหล็กของผมหมดแล้ว...คุณพอจะมี...”

        มีอาวุธชีวภาพที่สามารถจัดการสัตว์ทดลองอยู่บ้างหรือเปล่า...

        โลแลนมั่นใจว่าอาเธอร์ต้องกำลังอยากจะพูดแบบนั้นอยู่อย่างแน่นอน  แต่ไม่จำเป็นที่อาเธอร์จะต้องพูดให้จบประโยค  แม่โยนกระเป๋าสะพายลูกปัดของตัวเองมาให้ทางช่องกระจกหลัง

        “มีอยู่อย่างหนึ่ง!...ความหาดูเอาเองก็แล้วกัน!”  แม่พูดทิ้งท้ายก็ที่จะหันกลับไปสนใจพื้นถนนต่อ

        อาเธอร์หยุดการอธิบายเรื่องพลังพิเศษให้โลแลนฟังไปเฉยๆ  เขาเอาแต่ควานหาอะไรสักอย่างในกระเป๋าสะพายลูกปัดที่แม่โยนมาให้  โลแลนคิดว่าในสถานการณ์ปกติ  การที่ผู้ชายจะมารื้อค้นกระเป๋าของผู้หญิงมันคงจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไร..แต่คุณจะพูดอย่างไรว่าสถานการณ์ที่โลแลนกำลังเผชิญอยู่นี้มันเป็นเรื่องปกติ...เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันบีบบังคับ  ในช่วงเวลาที่คุณต้องหนีเอาตัวรอดอย่างเอาเป็นเอาตายจากสิ่งมีชีวิตประหลาด  อย่างเช่นที่โลแลนกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้  ความคิดเรื่องคุณธรรม  จริยธรรม  หรือแม้แต่ความถูกต้องทั้งหลายแหล่  มันดูเป็นเรื่องไร้สาระขึ้นมาในทันที...ความถูกต้องพวกนั้นลืมมันไปได้เลย...

        “เครื่องสำอางเยอะจังเลย...”  อาเธอร์บ่น  แต่เขาก็ยังคงรื้อค้นกระเป๋าของแม่ต่อไป  จนกระทั่ง  “เจอแล้ว!!

        อาเธอร์หยิบอะไรบางอย่างที่มีรู้ร่างทรงกระบองเป็นสีดำยาวตั้งฉาก  มัน...มันรู้ร่างคล้ายๆกับ...ปืน

        อะไรนะ...?

        เมื่อลองมองสิ่งของที่อยู่ในมือของอาเธอร์ให้ดีๆอีกครั้ง  โลแลนก็แทบจะกรีดร้องเสียงหลง  เหลือเชื่อ...ไม่สิ  ไม่ใช่  ไม่น่าเชื่อต่างหาก  ใช่ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่โลแลนกำลังมองดูอยู่นี้เป็นปืนสั้นของจริง (โลแลนรู้ได้อย่างไรว่าปืนนี้เป็นของจริงน่ะหรือ...คุณไม่ควรถามคำถามแบบนั้นในสถานการณ์ที่อะไรๆก็สามารถเป็นไปได้อย่างในตอนนี้เลย...โลแลนแค่มั่นใจว่ามันต้องเป็นของจริงอย่างแน่นอน)  และที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือการที่อาเธอร์หยิบของอันตรายแบบนั้นออกมาจากกระเป๋าสะพายธรรมดาๆของแม่นี่สิ  โลแลนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพในตอนที่เขาและแม่ได้เจอกับอาเธอร์ที่หน้าประตูร้านขนมหวานของป้าเรน่าครั้งแรก  โลแลนจำท่าทางแปลกๆของแม่ได้ดี  แม่ในตอนนั้นซุกมืออยู่ในกระเป๋าตลอดเวลา  จนโลแลนเผลอคิดว่าในกระเป๋าของแม่มีของอันตรายซ่อนอยู่เสียแล้ว...ทว่าความคิดในตอนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความคิดอีกต่อไปแล้ว  แม่ของเขามีของอันตรายซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าจริงๆ

        เมื่อได้เห็นอาเธอร์หยิบเอาของอันตรายออกมาจากกระเป๋าสะพายของแม่แบบนี้  มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยที่โลแลนจะเกิดความคิดที่จะหวาดระแวงแม่ของตัวเอง

        แม่เป็นผู้ก่อการร้ายอย้างนั้นหรือ...?’  โลแลนทุบท้ายทอยตัวเองเป็นการลงโทษที่คิดเรื่องงี่เง่าแบบนั้นขึ้นมา

        อาเธอร์จับตัวกระบอกปืนและวางนิ้วล็อกไว้กับไกปืน  ตอนนี้อาเธอร์ดูเหมือนคนที่พร้อมจะยิงปืนแบบล้างผลาญใส่อะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้าได้แล้ว...โลแลนแค่แอบเล็กๆหวังในใจว่ามันจะมีประโยชน์

        “เอาล่ะ...ขออธิบายต่อนะ”  อาเธอร์บอก  เขาเล็งปืนไปทางสัตว์ทดลอง  “ต่อจากที่...เราไม่เรียกพลังพิเศษต่างๆนานาว่าเวทมนต์สินะ”

        โลแลนพยักหน้าพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อาเธอร์พูด  “ก็ราวๆนั้น...”

        “อา...ในสมัยนี้  สิ่งที่ถูกเรียกว่าเวทมนต์นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีอันตรายสูงทีเดียว  ใครที่มีพลังแบบนั้นเอาไว้ในครอบครองจะถูกเรียกว่าปีศาจ  เพราะเป็นผู้ที่ควบคุมพลังที่น่ารังเกียจ”  อาเธอร์อธิบาย  “ในตอนนี้...พลังและความสามารถพิเศษต่างๆจะถูกเรียกว่า พลังจิต มันคือการควบคุมพลังจากในร่ายกายมนุษย์เอง  ไม่ใช่การร่ายคาถาอาคมเพื่อให้เกิดพลัง...ฉันคงจะอธิบายเรื่องข้อจำกัดในการใช้พลังได้ไม่ดีเท่าไร  แต่อีกไม่นานนายก็จะเข้าใจเอง...เมื่อนายรู้ความสามารถพิเศษของตัวเอง  ในตอนนั้นนายก็จะเข้าใจความหมายและข้อจำกัดของพลังนั้นเอง”

        โลแลนรู้ว่าการหัวเราะออกมาในสถานการณ์แบบนี้มันค่อนข้างแย่ที่เดียว  แต่เขาก็กลั้นขำกับสิ่งที่อาเธอร์พูดไม่ได้จริงๆ  “นายจะบอกว่าคนอย่างฉันมีพลัง...แปลกๆ...พิสดารๆ...แบบนั้นน่ะหรือ  นี่เป็นเรื่องตลกร้ายที่นายคิดขึ้นมาเองหรือไง...ตลกใช้ได้นะ!

        อาเธอร์จับด้ามปืนแน่นกว่าเดิม  ตอนแรกโลแลนคิดว่าอาเธอร์จะเปลี่ยนทิศทางเป่าหมายในการยิงมาที่เขาเสียแล้ว  แต่อาเธอร์แค่พยายามจะเล็งไปที่จุดตายของสัตว์ทดลองเท่านั้นเอง  สัตว์ทดลองวิ่งซิกแซ็กไปทางด้านข้างทำให้อาเธอร์เล็งเป้าหมายได้ยากขึ้น

        “ฉันว่าพลังของนายไม่ใช่เรื่องตลกอย่างที่นายคิดนะ...”  อาเธอร์เล็งเป้าหมาย  เขาเหนี่ยวไกปืน  ตามปกติลูกกระสุนปืนที่มีหัวแหลมควรจะพุ่งตรงไปยังแผงอกของเจ้าสัตว์ทดลอง  แต่ลูกกระสุนปืนที่อาเธอร์ยิงออกไป...มันไม่ควรจะถูกเรียกว่า ลูกกระสุนปืน  เพราะมันดูเหมือนปืนเลเซอร์เสียมากกว่า  มีแสงสีฟ้าวิ่งเป็นเส้นตรงตามลูกกระสุน  อาเธอร์อ้าปากค้าง  “อ่า...”

        ไม่ใช่ความผิดของอาเธอร์ที่เขาจะตกใจจนลืมหุบปาก  โลแลนเองก็มีสภาพไม่ได้ดูดีไปกว่าอาเธอร์เลยแม้แต่น้อย  “นั่นมัน...ปืนเลเซอร์...ของจริง...”โลแลนพูดเสียงเหม่อลอย

        อาเธอร์แทบจะโยนปืนทิ้ง  “จริงแท้ๆ...อันตรายแท้ๆ!!!

        แม้จะเป็นของอันตราย  แต่ปืนพิสดารที่แม่สงมาให้ก็ใช้ได้ผลทีเดียว  อาเธอร์และโลแลนจ้องมองร่างของสัตว์ทดลองที่ปลิวลอยไถลไปทางด้านหลัง  จนโลแลนมองเห็นสัตว์ทดลองเป็นเพียงก้อนดินเหนียวสีดำเล็กๆที่ปรายสายตา

        อาเธอร์ที่ชะงักไปกับอนุภาพของปืนเลเซอร์ได้พักหนึ่ง  จู่ๆเขาก็โวยวายขึ้นมา

        “เหลือเชื่อเลย!!...คุณนายสตาฟเฟอร์!!  คุณเคยคิดจะเอาสิ่งนี้มา...มา!!

        “ป้องกันตัว...!”  แม่บอกพร้อมหันมาส่งรอยยิ้มไม่ปรารถนาดีให้อาเธอร์  เหมือนแม่จะบอกกับอาเธอร์ว่า  ให้หยุดพูดซะไม่อย่างนั้นคนที่จะโดนปืนเลเซอร์ยิ่งรายต่อไปจะเป็นเธอ  อาเธอร์ปิดปากเงียบในทันใด

        โลแลนพอจะเข้าใจความหมายของอาเธอร์  ตอนที่พวกเขาอยู่หน้าร้านขายขนมหวานแม่เคยคิดที่จะใช้ปืนที่อยู่ในกระเป๋ากระบอกนี้มาปิดชีวิตของอาเธอร์...ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่อาเธอร์จะสติแตก

        ที่สุดสายตาโลแลนเห็นสัตว์ทดลองวิ่งกระหืดกระหอบตามรถของพวกเขาอีกครั้ง

        โลแลนเบ้หน้า

        “ตายยาก...”โลแลนพึมพำ

        “ยากมาก...”อาเธอร์พูดต่อประโยค

        “มันอึดมาก”

        “มาก...”

        “มันหน้าตาเหมือนนายมาก”

        “มาก...”  อาเธอร์ส่ายหน้า  “นั่นมันเลวร้าย!...”

        “มาก...”  โลแลนตอบ

        แม้มันจะเป็นเวลาเสี่ยงตายแต่พวกเขาก็ยังหัวเราะออกมา  ทำลายความตึงเครียดทั้งหมดออกไป  อาเธอร์ไถลตัวนั่งกอดเข่าลงข้างโลแลน

        “นายเจ๋งไปเลย!!...สอนฉันเล่นแบบนั้นบ้างสิ”  อาเธอร์กระพริบตาปริบๆ  อ่อนวอน

        ถ้าเป็นเวลาปกติโลแลนคงจะตอบปฏิเสธกลับไปอย่างไม่ต้องลังเล  แต่บางครั้งโลแลนก็คิดว่าอาเธอร์ดูเหมือนเด็กไร้เดียวสาเกินไป  จนดู...เอ่อ  น่าสงสาร  โลแลนจึงตอบว่า  “ได้สิ...แต่เอาไว้หลังจาก  หลังจาก...”

        “หลังจากพวกเราถึงที่ปลอดภัยแล้ว...สินะ”  อาเธอร์พูดแทน  คำตอบของเขาไม่ได้ให้ความหมายผิดแปลกไปจากสิ่งที่โลแลนคิดแต่อย่างใด

        “แล้ว...ที่ปลอดภัยที่ว่าเนี่ย  มันคือที่ไหน  หมายถึงที่ที่พวกเรากำลังจะไปนี้หรือเปล่า?”  โลแลนตั้งคำถาม

        อาเธอร์พยักหน้า  “ใช่แล้ว  มันคือที่ที่พวกเรากำลังจะไป  ที่นั่นมีพวก..เอ่อ  พวกที่มีความสามารถพิเศษอย่างพวกเราอยู่..เราเรียกที่แห่งนั้นว่าศูนย์วิจัย”

        โลแลนเกาจมูก  “พวกเรา...พวกเรางั้นหรือ?  นายคงไม่ได้จะบอกว่าบนโลกนี้มีคนที่ใช้...ไอนั่น...แบบว่าเลเซอร์พิฆาต  พวกที่มีพลังอย่างที่นายมี..คนพวกนั้นมีอยู่มากมาย  นายไม่ได้จะพูดแบบนั้นใช่มั้ย”

        “มีอยู่มากมายเลยล่ะ”  อาเธอร์บอกเสียงเรียบ

        “อา...ขอบใจ  ช่วยได้มากเลย”

        โลแลนรู้สึกหงุดหงิด  เหมือนกับตอนที่อาเธอร์พูดคุยกับแม่ของเขาอย่างสนิทสนมในร้านขนมหวาน  เหมือนกับตอนที่โลแลนได้รับจดหมายจากพ่อ  ถึงเขาจะไม่เขาจะไม่รู้ก็ตามว่าแท้จริงแล้วสิ่งใดที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด  บางทีอาจเป็นเพราะความงี่เง่าของชีวิตของตัวเอง  ความดวงซวยที่มักจะทำให้ชีวิตของเขาพบแต่คำว่าหายนะ  หรือบางทีอาจเป็นเพราะโลแลนสับสนระหว่างสิ่งที่มีอยู่จริงกับสิ่งที่ไม่น่ามีอยู่จริง  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งไหน  โลแลนก็ไม่คิดว่ามันเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่มอบมาให้เขาเพื่อให้เขามีความสุขในวันเกิด

        แค่การทำใจให้ยอมรับว่าพลังพิเศษมีจริงโลแลนก็แทบจะอาเจียนออกมาเป็นลำไส้ใหญ่อยู่แล้ว  นี่เขายังจะต้องเดินทางไปยังที่ที่อาเธอร์บอกว่าเป็นศูนย์วิจัยอีก  อาเธอร์คิดจะเอาโลแลนไปชำแหละในห้องทดลองหรืออย่างไรกัน  แม้มันจะดูเหมือนความคิดของเด็กปัญญาอ่อน  แต่โลแลนก็อดไม่ได้ที่มีอาการหวาดกลัวขึ้นมาเป็นพักๆ  อาเธอร์บอกว่าศูนย์วิจัยเป็นที่ที่มีความปลอดภัย...เรื่องข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยโลแลนเองก็ไม่รู้ขอบเขตเหมือนกัน  แต่ถ้าที่แห่งนั้นสามารถป้องกันโลแลนจากสัตว์ประหลาดที่กำลังตามฆ่าพวกเขาตัวนี้ได้แล้วล่ะก็  ไม่มีอะไรจะต้องลังเลอีกต่อไป  มองอีกมุมหนึ่งมันก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการย้ายบ้านแบบไม่มีการตั้งตัว...แต่โลแลนเริ่มจะคุ้นชินกับการย้ายที่อยู่อาศัยไปมาซะแล้วลิ  เนื่องมาจากในสมัยที่โลแลนยังเล็กๆอยู่  เขาและแม่มักจะย้ายบ้านไปเกือบจะทั่วทุกทวีป(เรื่องจริงนะเนี่ย!) โลแลนเป็นแค่เด็กตัวน้อยที่ย้ายก้นไปไหนมาไหนตามที่แม่บอก  อืม...บางทีตอนนั้นแม่คงจะชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นพิเศษก็ได้  โลแลนเคยไปเหยีอบมาเกือบทุกทวีปแล้ว  ทั้งเอเชีย  แอฟริกา  ยุโรป  ออสเตรเลีย  รวมที่ที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบันคือ  ทวีปอเมริกาเหนือเข้าไปด้วย  ถึงเขาจะไปมาครบ5ทวีปแล้วก็ตามที  แต่ทวีปอเมริกเขายังไม่เคยลองไปทางฝั่งอเมริกาใต้ดูสักครั้งเลย  แต่ในตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องการท่องเที่ยวทั่วโลก  แบบสนุกสนานบันเทิงใจจนลืมเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องเอาชีวิตรอดจากสัตว์ทดลองพิสดารให้ได้เสียก่อน

        ในตอนนั้นเองที่อาเธอร์สะดุ้งขึ้นมา  เหมือนนึกอะไรสักอย่างออก  “จริงสินะ!”  อาเธอร์ดึงกระเป๋าเป้สะพายบ่าแบบนักเดินทางของเขาออกมาว่าไว้ตรงหน้าระหว่างตัวเขากับโลแลนที่นั่งอยู่ข้างๆ  “ก่อนที่จะไปที่ศูนย์วิจัยนายจะต้องสวมนี่เสียก่อน”

        อาเธอร์รูดซิปกระเป๋าเป้  เขาจับกระเป๋าคว่ำลง  แล้วก็มีกองผ้าสีดำหล่นลงมา

        “เกือบไปแล้วถ้านายไม่ใส่เจ้านี่มีหวังนายได้แข็งตายแน่ๆ”  อาเธอร์หยิบผ้าผืนหนึ่งมาให้โลแลน

        โลแลนรับไว้  “เดี๋ยว...ที่นายบอกว่าแข็งตายนี่หมายความว่ายังไง?

        อาเธอร์ไม่เข้าใจในสิ่งที่โลแลนพูดในตอนแรก  เหมือนมันเป็นสิ่งที่โลแลนควรจะรู้อยู่แล้ว  แต่แล้วอาเธอร์ก็เข้าใจ  เขาพูดว่า  “จริงสินะ...นายไม่รู้ที่ตั้งของศูนย์วิจัยนี่นา  ขอโทษด้วย...แต่อีกเดี๋ยวนายก็จะได้รู้เองว่ามันคือที่ไหน  นายต้องคาดไม่ถึงแน่”  อาเธอร์หัวเราะเบาๆ  เขาส่งผ้าอีกผืนหนึ่งให้แม่ผ้าทางกระจกหลัง  ซึ่งแม่ก็รับมันไว้โดยไม่หันมามองอาเธอร์  “ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์บอกว่าคุณใส่เสื้อคลุมตัวนี้เป็นประจำ...เออ  ผมไม่แน่ใจว่าคุณยังจะใส่ได้อยู่หรือเปล่านะครับ”

        แม่หันมาถลึงตาใส่อาเธอร์  นั่นทำให้อาเธอร์แทบจะวิญญาณออกจากร่างเลยทีเดียว  “อย่าเสียมารยาทนะ!!

        “ขออภัยครับ...”  อาเธอร์น้ำตาซึม

        โลแลนอยากจะหัวเราะกับท่าทางของอาเธอร์  แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น...โลแลนเห็นแม่คลี่ผ้าที่อยู่ในมือออก  มันกลายเป็นเสื้อคลุมตัวยาวสีดำแบบเดียวกันกับอาเธอร์  ต่างกันตรงที่คอปกเสื้อ  ของอาเธอร์เป็นสีส้มอ่อน  ของแม่เป็นสีแดงเข้มแบบเดียวกันสีผมของแม่

        โลแลนจ้องมองผ้าสีดำที่อยู่ในมือของตัวเอง...คือแบบว่า  โลแลนแค่กำลังจินตนาการว่าผ้าที่อยู่ในมือของเขามันจะกลายเป็นอะไรเมื่อเขาคลี่มันออกอย่างที่แม่ของเขาทำ  ถ้ามันเป็นผ้าคลุมอย่างที่ควรจะเป็นโลแลนก็โล่งใจ  แต่ทว่า...ความซวยไม่เคยโอนอ่อนให้เขาเลย  โลแลนมักเป็นหนึ่งในคนที่ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ  ทั้งที่จริงๆแล้วเขาไม่ได้อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเลวร้ายแบบทุกครั้งที่เป็นมา  โลแลนงี่เง่า  สร้างความวุ้นวาย  และทำทุกเรื่องที่น่าขายหน้า  จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา  ไม่มีอะไรที่ช่วยให้โลแลนมั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้จะเป็นสิ่งที่เหมือนกับแม่และอาเธอร์...เขาอาจจะเป็นแกะดำเหมือนอย่างเคย  ความคิดนี้ทำให้โลแลนรู้สึกอยากจะโยนผ้าที่อยู่ในมือออกไปให้สัตว์ทดลองกระซวกเล่น  เขาไม่อยากคลี่ผ้าผืนนี้...

        “โลแลนลูกเองก็รีบๆใส่ซะสิ”  แม่ออกคำสั่ง

        คำสั่งของแม่ถือเป็นเด็ดขาด  โลแลนคลี่ผ้าในมือออก  มันกลายเป็นเสื้อคลุมตัวยาวแบบเดียวกันกันของแม่และอาเธอร์...ของคุณพระเจ้า  สีที่คอปกเสื้อของโลแลนเป็นสีเหลือเข้ม  โลแลนถอดเสื้อกันหนาวตัวเกาออกและใส่เสื้อคลุมตัวใหม่ที่ดูหลุดโลกตัวนี้เข้าไปแทน  เมื่อลองสวมแขนทั้งสองข้าวเข้าไป  เขาก็พบว่ามันพอดีตัวอย่างเหลือเชื่อ

        โลแลนไม่รู้สึกอึดอัด  ไม่ร้อนและไม่หนาวราวกับว่าเสื้อคลุมตัวนี้ปรับความเย็นรอบตัวของเขาได้พอดีกับความต้องการ 

        “ใครเป็นคนทำเสื้อตัวนี้ขึ้นมาน่ะ”  โลแลนพินิจพิจารณาเสื้อคลุมของตัวเอง  “มันดู...”

        “ยอดเลยใช่มั้ยล่ะ”  อาเธอร์เค้นรอยยิ้ม  “มันจะสร้างความอบอุ่นให้นายเมื่อนายอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศหนาวเย็น  และมันจะสร้างความเย็นให้นายเมื่อนายอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อน  พูดง่ายๆ...เสื้อคลุมตัวนี้เป็นเหมือนเครื่องปรับอากาศแบบพกพาที่แสนสะดวกยังไงล่ะ  การออกแบบ  รูปลักษณ์ของมันอาจจะดูเกาๆไปเสียหน่อย...แต่มันมีประโยชน์ในหลายๆความหมายเลยนะ...อย่างน้อยๆมันก็ช่วยให้นายไม่ถูกไฟเผาทั้งเป็น”

        โลแลนไม่ค่อยจะเข้าใจคำพูดประโยคสุดท้ายของอาเธอร์เสียเท่าไร  เขาตัดสินใจปล่อยไปมัน

        “ว่าแต่ศูนย์วิจัย...ฉันหมายถึงที่ที่พวกเราจะไปน่ะ  มันอยู่ที่ไหนเหรอ?”  โลแลนถาม  “แล้วเมื่อไหร่จะถึงสักที  ฉันไม่ค่อยจะชอบถนนเส้นนี้สักเท่าไร...”

        อาเธอร์นิ่งไป  เขามองออกไปตามแนวป่า  สายตาเต็มไปด้วยความกังวล  เหมือนเขาเพิ่งจะนึกเรื่องสำคัญบางอย่างออก

        ทันใดนั้นอาเธอร์ก็หน้าตื่นขึ้นมา  เขาตะโกนบอกแม่ว่า

        “ขวา!!....เราต้องลงไปทางขวาครับคุณนายสตาฟเฟอร์!!”  อาเธอร์ชี้นิ้วไปทางต้นสนต้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแนวป่าข้างทาง  มันมีความสูงเท่าตึกสองชั้น  ซึ่งก็ถือว่าเป็นต้นที่สูงและโดดเด่นที่สุดในดงป่าแถบนี้แล้ว  เรื่องที่น่าแปลกก็คือ  โลแลนไม่เคยเห็นต้นสนที่มีความสูงขนาดนี้มาก่อน  เขาอาศัยอยู่ในเขตลองไอซ์แลนด์มานานพอสมควร  แม้โลแลนจะไม่คุ้นชินกับถนนแถบนี้สักเท่าไร  แต่เขาก็มั่งใจว่าเขาไม่เคยเห็นต้นสนต้นใดที่มีความสูงที่ชวนให้ตกใจขนาดนี้มาก่อน

        แม่หันมาถลึงตาใส่อาเธอร์  “เธอบ้าไปแล้วหรือไง!!...นั่นมันป่านะ  เดี๋ยวพวกเราก็ได้ตายกันหมดหรอก!!

        รถของเรายังไปไม่ถึงจุดที่ตั้งของต้นสน  แต่ก็ไม่ไกลกันสักเท่าไร  แม่ไม่มีท่าทีว่าจะเลี้ยวหัวรถตามที่อาเธอร์บอกเลย  ซึ่งถ้าเป็นโลแลนเองก็คงจะไม่ทำเหมือนกัน...อย่างที่แม่บอก  การหักหัวรถและพุ่งลงไปในดงป่าข้างทางนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากการฆ่าตัวตายด้วยวิธีที่สุดอนาถดีๆนี่เอง...อาเธอร์ต้องบ้าไปแล้วแน่ที่พูดแบบนั้นออกมา

        อาเธอร์ทำหน้าเหมือนคนสติแตก...ไม่...โลแลนคิดว่าอาเธอร์คงจะสติแตกจริงๆมากกว่า  เขาบิดตัวไปมาและพยายามจะยืนขึ้นทั้งๆที่รถยังกระตุกอยู่  และนั้นคือสิ่งผิดพลาด  อาเธอร์ล้มหงายหลังก้นกระแทก  ทว่าในครั้งนี้อาเธอร์ไม่ได้แหกปากร้องโวยวายเหมือนที่ผ่านมา

        “ไม่ตาย  ผมมั่นใจว่าพวกเราจะไม่ตาย!!...แต่ถ้าคุณไม่เชื่อและไม่ทำตามที่ผมบอก  พวกเราจะได้ตายกันจริงๆแน่!!”  อาเธอร์ร้องบอก

        “ดูจากภาพรวมแล้ว!  ทฤษฎีของฉันน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่านะ!”  แม่บอก

        “เรื่องที่ผมพูดไม่ได้ถูกอ้างองโดยทฤษฎีครับ!!...แต่ถ้าคุณอยากให้พวกเรารอด  คุณจะต้องเชื่อใจผม!!

        “เฮ้!!...ทั้งสองคนพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย  ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”  โลแลนโอดครวญ

        ไม่มีใครตอบคำถามของโลแลน

        รถของพวกเขาอยู่ห่างจากต้นสนไม่ไกล  จากที่โลแลนคำนวณคงจะมีเกิน50เมตร  ที่ปลายหางตา...โลแลนอาจจะตาฝาดไปเอง  แต่เขาเห็นต้นสนนั้นบิดเบี้ยวไปมาเหมือนถาพโฮโลแกรม  แล้วในเสี้ยววินาทีภาพที่บิดเบี้ยวของต้นสนก็กลับมาเป็นปกติ

        โลแลนขยี้ตา  เพราะคิดว่าเมื่อครู่ตนตาฝาดไปเอง    เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกทีเขาก็พบกับช่องว่างสีขาวขุ่นปรากฏขึ้นมาแทนที่ต้นสนที่เคยสูงเป็นสง่า  ช่องว่างหมุนวนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาด้วยความเร็วสูง  การจ้องมองการหมุนวนนั้นทำให้โลแลนรู้สึกวิงเวียนศรีษะและตาลาย  เขาพยายามจะเพ่งมองเข้าไปในช่องว่าง  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆเลย  โลแลนเห็นแต่พื้นสีขาวที่ทอดตัวยาวเหมือนเป็นถนนสีขาว  มันทอดตัวยาวไปจนสุดเส้นขอบฟ้า  ท้องฟ้ามืดครึ้มมีประการแสงดาวเล็กๆ

        โลแลนไม่เคยเห็นสถานที่แห่งนี้

        “นั่นมันอะไรล่ะเนี่ย...”  โลแลนพึมพำ

        โลแลนอาจจะพึงพำด้วยเสียงที่ดังเกินกว่าเหตุ  เพราะอาเธอร์กำลังเพ่งสายตามาทางโลแลน

        “นายเห็นใช่หรือเปล่า?”  อาเธอร์เอ่ยถาม

        โลแลนแอบหวังในใจว่าอาเธอร์คงจะไม่สังเกตเห็นท่าทางลนลานผิดปกติของเขา  ไม่เช่นนั้นอาเธอร์คงจะถามเอาคำตอบเรื่องช่องว่างตรงต้นสนกับโลแลนมากกว่าเดิมแน่นอน  และถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆโลแลนก็ไม่รู้ว่าจะไปหาคำตอบของเรื่องวุ้นวายที่เกิดขึ้นมาให้อาเธอร์ได้อย่างๆไร...โลแลนควรจะทำตัวไม่รู้ไม่เห็นเอาไว้ก่อน  นั่นคงจะเป็นการดีที่สุดที่โลแลนสามารถทำได้ในตอนนี้

        “ฉันไม่รู้ว่านายพูดเรื่องอะไร?”  โลแลนแสร้งทำเนียน

        อาเธอร์ไม่เชื่อละครเสแสร้งของโลแลนอย่างเห็นได้ชัด  อาเธอร์หรี่ตา

        “นายรู้ดีว่าฉันกำลังพูดถึงเรื่องอะไร...และนายจะต้องช่วยฉัน”  อาเธอร์บอก

        โลแลนกระเถิบตัวออกห่าง  “ช่วยอะไร...ฉันยังไม่เข้าใจในสิ่งที่นายพูดด้วยซ้ำไป”

        “นายจะต้องบอกแม่ของนาย  ว่านายเห็นทางผ่าน...ฉันหมายถึงประตูมิติตรงต้นสนต้นนั้นน่ะ  นายจะต้องบอก...”

        อาเธอร์หยุดพูดไป  เขาเงยหน้าและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า  แน่นอนว่าโลแลนจะต้องมองตามด้วย  อย่างน้อยๆมันก็ต้องมีเหตุผลที่ทำให้อาเธอร์เกิดอยากจะทำความรู้จักกับดาวบนท้องฟ้าขึ้นมา  จุดดึงดูดความสนใจ...ที่...ห่วยแตก

        ...โลกของพวกเขาเหมือนจะหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง  เมื่อเจ้าสัตว์ทดลองยกรถทัวร์ขึ้นหนึ่งขึ้นมา...อย่างถามโลแลนว่ามันไปเอามาจากไหน  สภาพรถทัวร์ดูเกาสีและลวดลายข้างตัวรถหลุดลอกออกไปเกือบหมดแล้ว  โลแลนคาดว่ามันคงจะเป็นรถทัวร์เกาที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว  ด้านในไม่มีผู้โดยสาร  ซึ่งนั่นก็คงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในระดับหนึ่งสำหรับอดีตผู้โดยสาร  ทว่าการตัดสินใจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า...การต้องเลือกระหว่างรถทัวร์เสียหลัดเลี้ยวลงข้างทาง  กับการที่ต้องมาจ๊ะเอ๋กับสัตว์ทดลองแล้วถูกจับเขวี้ยงกลางอากาศ  ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด  มันก็ต่างจบลงที่การตายแบบดับอนาถ  แต่สำหรับโลแลนการตายที่ข้างทางมันดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า...

        แต่ความซวยในชีวิตมันช่างเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หายจริงๆ  ถ้าเป็นไปได้โลแลนอยากให้ตัวเองมีทางให้เลือกเหมือนคนอื่นๆ  เช่นว่า  ระหว่างการพุ่งชนต้นสนสูงเท่าตึกสองชั้นที่ตั้งอยู่ข้างทางและตายเพราะโดยกิ่งไม่เสียบกับการโดนสัตว์ทดลองเขวี้ยงรถทัวร์คันใหญ่อัดจนแบนตายกลายเป็นมนุษย์ไม่อัดข้างทาง...แน่นอนว่าทั้งสองทางเลือกมันต่างไม่ใช่ทางเลือกที่ฟังดูดี  แต่โลแลนจะไม่บ้าขนาดที่จะเลือกทางตายแบบทางเลือกที่สองหรอกนะ

        รถทัวร์ลอยหมุนอยู่กลางอากาศ  มันลอยข้ามตัวรถของพวกโลแลนไปได้ไม่ไกล  มันตกลงเหลื่อมหน้าต้นสนไปเพียงเล็กน้อย

        แม่ตกใจสุดขีดจนเท้าเกือบจะเหยีอบเบรก  แต่แม่ก็มีสติมากพอที่จะจำได้ว่าพวกเรากำลังถูกสัตว์ทดลองตามล่าอยู่  และการเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถก็ไม่ใช่ความคิดที่ดี  ถ้าเพื่อเขายังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อให้ได้เห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้

        “ไอ้ลิงบ้า!!...งี่เง่า!!!...ไปตายซะ!!!”  แม่ตะโกนด่าสัตว์ทดลอง  โลแลนหวังว่าเจ้าสัตว์ทดลองจะฟังภาษาหยาบคายของมนุษย์ไม่ออก

        ...แต่เขาคิดผิด (ก็ผิดตลอดนั้นแหละ)

        สัตว์ทดลองคำรามอย่างเดือดดาล

        แม่ของโลแลนเพิ่งจะไปสะกิดต่อมความโกรธให้เจ้าสัตว์ทดลองเข้าแล้วไง  ต่อให้พวกเขาจะโยนอาเธอร์ออกไปให้สัตว์ทดลองตบเล่นมันก็คงไม่หายโมโห...

        “เอ่อ...คุณนายสตาฟเฟอร์  ผมว่าการกระทำแบบนั้นมัน...”  อาเธอร์พยายามจะเตือน

        “ไม่ใช่ความคิดที่ดี...”  โลแลนต่อประโยคให้

        สิ้นเสียงของโลแลน  เจ้าสัตว์ทดลองก็เหวี่ยงแขนใหญ่ล่ำของมันไปคว้าเอาต้นไม่ข้างทางที่ใกล้ที่สุดและจัดการถอนรากต้นไม้ในพริบตา  สัตว์ทดลองแบกต้นไม่ไว้บนบ่าก่อนจะยกต้นไม่ขึ้นและปามันไปทางฝั่งถนนตรงกันข้ามกับฝั่งถนนที่รถของโลแลนกำลังวิ่งอยู่  ต้นไม้ต้นนั้นกระเด็นกระดอนไถลไปกับพื้นถนนและไปนอนขวางกั้นถนนต่อจากซากรถทัวร์เป็นแนวยาวปิดกั้นทางผ่านของถนน

        ในขณะนี้รถของโลแลนหมดหนทางหนีแล้ว  ด้านหน้ามีรถทัวร์และต้นไม่นอนขวางทางอยู่  รถของพวกเขามามีทางผ่านไปได้แน่  ซ้ำด้านข้างยังเป็นป่าไม้ที่ทอดตัวเป็นแนวยาว  และยังมีสัตว์ทดลองที่กำลังอารมณ์เสียตามไล่ล่าอยู่ทางด้านหลังอีกด้วย  ถ้าพวกเขาทั้งหมดลงจากรถกระบะแล้วเลือกที่จะวิ่งหนีเข้าไปในป่า  ถ้าทำแบบนั้นพวกเขาก็จะมีทางหนีเพิ่มขึ้น  แต่โลแลนไม่คิดว่าขาของตัวเองในตอนนี้จะพร้อมสำหรับการวิ่งระยะไกลสักเท่าไร...เพราะขาทั้งสองข้างของเขากำลังสั่นขั้นรุนแรง...ยังมีทางหนีเหลืออยู่อีกสองทาง  นั่นคือ  ทางอากาศกับทางใต้ดิน  ซึ่งถ้ารถของพวกเขาสามารถเหาะหรือดำดินได้มันก็คงจะเป็นทางหนีที่หน้าสนใจทีเดียว  แต่ช่างน่าเศร้าใจที่รถของพวกเขาไม่ได้มีระบบทันสมัยแบบเจ๋งขั้นเทพขนาดนั้น  ดังนั้น  ทางหนีสองขอที่แสนงี่เง่าจึงถูกตัดออกไปจากเส้นทางหนีตายของโลแลน

        สรุปง่ายๆก็คือ...รถของพวกเขาหมดทางหนีแล้ว

        “ไม่!!!”  แม่ร้องเสียงหลง

        อาเธอร์ทุบกระบะหลังอย่างลนลาน  “ต้องเลี้ยวขวา!  คุณจะต้องเชื่อผม...ได้โปรดเถอะ!!

        แม่ถูกบีบคั้นจากสถานการณ์ที่บีบบังคับ  สายตาของแม่บ่งบอกว่าแม่ไม่อยากตำตามที่อาเธอร์พูด  นั่นไม่ใช่ความผิดของแม่  แต่ในตอนนี้พวกเขาไม่ทางเลือกอื่นนอกจากทำตามที่อาเธอร์บอกแล้วจริงๆ...เล็บของแม่จิกลงในพวงมาลัยแน่น  แม่หลับตาลงในวินาทีหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า  “หวังว่า  เธอจะไม่โกหกพวกเรานะ  มีแกรน...”

        อาเธอร์พยักหน้ารับ  เขาคว้าแขนเสื้อของโลแลนและดึงให้เข้ามาติดขอบกระบะ

        “เฮ้!!...พวก”  โลแลนอุทาน

        “คงจะต้องรัดเข็มขัดกันหน่อยแล้ว...นายพร้อมนะ!!!”  อาเธอร์เกาะขอบกระและแขนเสื้อของโลแลนเอาไว้แน่น

        “เด็กๆ  จับให้แน่ๆล่ะ!!”  แม่ร้องเตือนเมื่อรถของพวกเขาเข้าใกล้ต้นสน

        “ไม่!  ฉันยังไม่พร้อม!”  โลแลนพยายามจะพูด

        “ประตูหมายเลย13  เปิดการทำงาน”  อาเธอร์ตะโกนมีแสงสว่างออกมาจากต้นสน

        แม่หักพวงมาลัย  รถของพวกเขาก็พุ่งไปหาต้นสนแล้วก็หายไปในช่องว่างสีขาว

 

        วันนี้มีเรื่องบ้าระห่ำเกิดขึ้นมากมาย  ทั้งบ้า...และชวนให้แตกตื่น  โลแลนเกือบจะลืมไปแล้วว่าวันนี้เป็นวันเกิดของตัวเอง  ยิ่งตอนนี้ที่เขาถูกดูดเข้าไปใน...ต้นสน  ที่ดูไม่น่าจะเป็นต้นสนธรรมดาๆที่ผู้คนใช้ในการจัดงานคริสต์มาส  หรือต้นสนที่ตั้งอยู่ริมทางถนน

        โลแลนมีข้อแนะนำดีๆสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเคยเดินทางข้ามมิติครั้งแรก

        ...คุณไม่ควรที่จะเดินทางข้ามมิติถ้าหากคุณกลังสิ่งเหล่านี้

        1.ความมืด

        2.พายุหมุน

        3.การเล่นรถไฟเหาะ

        4.การตายแบบดับอนาถ

        มันเป็นทุกสิ่ง  และความรู้สึกทุกอย่างที่โลแลนเพิ่งจะได้สัมผัสมา  การเดินทางข้ามมิติ  โลแลนขอแนะนำสำหรับท่านที่เป็นมนุษย์และยังอยากที่จะเป็นมนุษย์ต่อไป  หากท่านตองการเดินทางไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง  ท่านควรเลือกที่จะเดินทางด้วยรถยนต์หรือยานพาหนะทั่วไป  ท่านไม่ควรเลือกการเดินทางด้วยประตูมิติ...มันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกอย่างที่คิดหรอกนะ

        โลแลนไม่กลัวความมืด  ปัญหากลุ้มใจข้อที่หนึ่งจึงหมดไป  พายุหมุนเองก็ไม่เท่าไหร่  โลแลนไม่ได้เกลียดการลูกลมพัดปริบไปมากกว่าความซวยในชีวิตของเขาหรอก...โลแลนผ่านการทดสอบสอบข้อแรกไปได้สบายๆ  แต่สำหรับสองข้อหลังโลแลนสอบตกย่อยยับ

        ระหว่างการเดินทางโลแลนรู้สึกเหมือนร่างกายกลายเป็นหยดน้ำที่ลอยอยู่ในความมืดช้าๆ  โดยมีลมแรงพัดอยู่รอบๆ  แล้วในชั่วพริบตาลมที่พัดอยู่รอบตัวเขาก็กลายเป็นลมพายุที่บ้าคลั่งเหมือนพายุบิดเกลียว  มันบิดร่างกายของโลแลนหมุนวนและร่างกายของเขาก็กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง...ที่ให้ความรู้สึกเจ็บพอสมควร  โลแลนไม่คิดว่าซี่โครงของเขาจะยังคงรูปเป็นปกติอยู่ได้หลังจากที่ได้รับการกระแทกเมื่อครู่

        แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้น  เขาก็ได้พบกับความว่างเปล่า  รอบตัวปกคลุมไปด้วยพรมสีขาวที่มีความเย็นอ่อนๆ  โลแลนกำเศษละอองสีขาวขึ้นมาช้าๆ  พิจารณา

        “หิมะ...”  โลแลนพึมพำ

        เขาค่อยๆดังตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก  แผลเกาที่โดนสัตว์ทดลองปาก้อนอิฐใส่ยังไม่หายและตอนนี้มันก็ยิ่งเจ็บเข้าไปอีก  โลแลนมองไปข้างๆเห็นแม่กับอาเธอร์ยืนอยู่สีหน้าเต็มไปด้วยความมึนงง  รถกระบะของพวกเขากลิ้งไถลไปตามพื้นน้ำแข็ง  ดูจากสภาพที่ยับเยินของมัน  โลแลนก็รุ้ได้ทันทีว่าเขาเสียรถกระบะขันโปรดไปเสียแล้ว

        “มันใกล้จะเสียแล้วจริงๆด้วย!!...ฉันจะไม่เดินทางด้วยประตูบานนี้อีกแล้ว  พอกันที!!”  อาเธอร์บ่นอุบอิบพลางปัดเศษหิมะออกจากเสื้อคลุมตัวยาวของเขา

        แม่ถอนหายใจยาว  อาจเพราะแม่ดีใจที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในรถตอนที่มาถึงที่แห่งนี้  หรือไม่แม่ก็แค่กำลังยกภูเขาลูกโตออกจากออกหลังจากที่ต้องรับความกดดันมานาน...แม่หันมายิ้มให้โลแลน  ซึ่งนั่นก็ทำให้โลแลนรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย

        “ลูกโอเคนะ...ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือเปล่า?

        “ไม่ครับ”  โลแลนตอบแม้จะรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอยู่ก็ตามที  “พวกเรา...อยู่ที่ไหน”

        อาเธอร์หัวเราะเขาชี้นิ้วไปทางด้านหลัง  เมื่อโลแลนมองตามนิ้วของอาเธอร์  ด้านหลังมีเทือกเขาน้ำแข็งที่มีรอยแยกเป็นช่องแคบขนาดความกว้าสิบเมตร  ทว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่ช่องแคบหรือเทือกเขาน้ำแข็งแต่มันคือสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในช่องแคบ  อีกฝากหนึ่งของช่องแคบ  ห่างไป 1ไมล์จากที่ที่โลแลนยืนอยู่มีกำแพงเหล็กสีเทาที่มีความสูงพอๆกับเทือกเขาตั้งเรียงเป็นแนวยาวและมีมุมโค้งเป็นทรงกลม  โลแลนไม่รู้ว่ามันคืออะไร  หรือมีไวทำไม  แต่เขาไม่เคยเห็นอะไรที่โดดเด่นเป็นสง่าขนาดนี้มาก่อน  รูปแบบการก่อสร้างสามารถทำให้สถาปนิกทั่วโลกกราบไหว้บูชามันได้เลย

        “ไอนั่น...”  โลแลนพูดด้วยน้ำเสียงติดขัด

        “ศูนย์วิจัย”  อาเธอร์บอก  เขาเดินตรงเขาไปในช่องแคบ  “ยินดีต้อนรับสู่ขั้วโลกเหนือ”

        ขั้วโลกเหนือ...โลแลนพูดหรือสะกดคำคำนี้ไม่เป็นไปชั่วขณะหนึ่ง  คำถามมากมายผลุดขึ้นมาในสมองของโลแลน  ถ้านี่เป็นขั้วโลกจริงทำไมเขาถึงไม่หนาวล่ะ...คำถามนั้นถูกตอบโดยเสื้อคลุมที่เขาสวมอยู่  อาเธอร์เคยพูดเอาไว้ว่า  เสื้อตัวนี้จะปรับอุณหภูมิภายนอกให้พอเหมาะกับร่างกาย  บางทีโลแลนน่าจะลองถอดเสื้อคลุมตัวนี้ออก  แต่ก็อีกนั่นแหละ  เขาไม่ได้ทำแบบนั้นเขาไม่กล้าพอ  เรื่องที่สงใสยังมีเหลือให้คิดได้อีกนาน  โลแลนอาจจะกำลังตัวสั่นอยู่ก็ได้...ยิ่งเมื่อคิดถึงพ่อ  พ่อของเขาอาจจะอยู่หลังกำแพงเหล็กที่ตั้งเป็นสง่านั่น  โลแลนทำตัวไม่ถูก  ความโกรธหายไป...ทว่าความรักก็ไม่ได้มาแทนที่  โลแลนอาจจะทำใจเรื่องของพ่อไม่จริงๆก็ได้

        แม่เดินมาดันไหลโลแลน  “ไม่ต้องคิดมาก...เดี๋ยวลูกก็จะชินกับมันเอง  ไปกันเถอะ...ไปที่...”

        ตูม!!!

        เสียงระเบิดรุนแรงดังกลบเสียงของแม่  ทุกคนหันหลังกับไปตามต้นเสียงซึ่งดังมาจากซากรถที่ไถลไป  ตอนนี้รถกระบะของโลแลนหรือแต่เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆเพราะแรงระเบิด  มีควันไฟโหมขึ้นมาพักหนึ่งก่อนจะค่อยดับลงไป  อาจเป็นเพราะอากาศที่เย็นแบบติดลบของขั้วโลก  ควันและเศษขี้เถ้าลอยอยู่ในอากาศ  มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่เหนือเศษซากรถกระบะ  ร่างที่คุ้นเคย...พร้อมด้วยเสียงคำรามที่คุ้นเคย

        โฮก!!!  สัตว์ทดลองลิงบ้าปรากฏตัวขึ้นเมื่อควันไฟสะลายไป

        “มันรู้รหัสผ่าน...ไม่สิ  เข้ามาได้ทันก่อนที่ประตูจะปิดหรือเนี่ย”  อาเธอร์สบถด่าตัวเอง

       สัตว์ทดลองทำท่าจะกระโจนเข้ามาหาตาของมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเต็มไปด้วยความโกรธแค้น  พวกเขาสามารถหนีมันได้ถ้ามีรถ  แต่ตอนนี้รถของพวกเขาหายไปแล้ว  สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้คือ...

        “วิ่ง...เดี๋ยวนี้เลย!!”  แม่บอกพลางดันโลแลนให้วิ่งซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย  สัตว์ทดลองเริ่มการไล่ล่าอีกครั้ง  สิ่งเดียวสำหรับตอนนี้ที่โลแลนเข้าใจก็คือ...ฝันร้ายมันยังไม่จบ  จนกว่าพวกเขาจะถึงไปศูนย์วิจัยที่ตั้งอยู่ตรงหน้า  ทว่าเมื่อลองใช้จิตใจมองผ่านช่องแคบของเทือกเขาออกไป  มันกลับให้ความรู้สึกว่า...สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา  มันช่างอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น