The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 6 : ความช่วยเหลือเล็กๆจากศูนย์วิจัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 พ.ย. 57

ตอนที่ 6 ความช่วยเหลือเล็กๆจากศูนย์วิจัย

 

       ณ  ศูนย์วิจัย  ห้องบัญชาการ

       : เคน  สตาฟเฟอร์

        “ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”  เคนเอ่ยถามเหล่าบรรดาลูกน้องสมาชิกของศูนย์วิจัยที่กำลังวิ่งวุ่นจนหัวปั่นกันทุกคน  ไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาให้คำตอบของเขา  ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของสมาชิกเหล่านั้นเลย  เคนต่างหากที่ผิด  การออกคำสั่งเป็นหน้าที่ของผู้ที่เป็นหัวหน้าและผู้ที่เป็นผู้นำของที่แห่งนี้ซึ่งก็หมายถึงเคน  และผู้ที่เป็นลูกน้องก็มีหน้าที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของเขา  วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเคนเลยก็ว่าได้  สิบเอ็ดปีที่เขาต้องแยกจากกับครอบครัวของตนเองนั้นช่างเป็นอะไรที่ชวนให้รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในทรวงอก  แน่นอนว่ามันมีเหตุผลที่ทำให้เขาจำต้องแยกตัวออกจากครอบครัว...ผู้ที่เป็นผู้ปกครองจะต้องทุ่มเททั้งความสามารถและความรู้ทั้งหมดรวมถึงความรู้สึก  ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผู้นำแล้วจะต้องยกเอาไว้ให้กับหน้าที่ของตน  การมีครอบครัวจะทำให้ความมั่นคงทางด้านจิตใจของบุคคลผู้เป็นผู้นำไม่คงที่  และอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้...

        เคนเคยอยากจะรากคอพวกตาแก่ยายแก่ในสภาที่ตั้งกฎพวกนี้ขึ้นมาและจับผู้สูงอายุเหล่านั้นไปโยนให้หมีขาวตบเล่นซะเลย  การต้องแยกจากกับครอบครัวอันเป็นที่รัก  นั่นอาจเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่เคนนึกอยากจะทำ...แต่  มันก็ออกจะดูเหมือนเป็นการรังแกคนแก่มากเกินไปหน่อย

        หัวหน้าจะต้องเป็นต้นแบบให้กับเหล่าบรรดาลูกน้อง...เคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามกฎที่ได้ตั้งไว้...

        สิบเอ็ดปีที่ไม่ได้เห็นหน้าครอบครัว  ไม่ได้ส่งจดหมายและไม่ได้ติดต่อ  เคนรู้สึกกลัวอยู่เสมอว่าครอบครัวของเขาจะคิดว่าเขาไม่ได้ใส่ใจความเป็นอยู่ทางฝั่งนั้นแล้ว   ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย  เขาอยากจะอยู่กับครอบครัวใจจะขาด  ทั้งไวโอล่า  ภรรยาของเขา  และก็โลแลนลูกชายของเขา  เคนอยากจะขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าและผู้ปกครอบของศูนย์วิจัยแห่งนี้เสียเลย...ถ้าเขาไม่ได้ไปสัญญากับผู้มีพระคุณคนหนึ่งเอาไว้  แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องที่ผ่านไปเมื่อนานมาแล้วเท่านั้น

        และในตอนนี้  ลูกชายเพียงคนเดียวของเขาก็ได้มีอายุครบสิบสี่ปีเต็มแล้ว  การปล่อยให้เด็กคนนั้นอยู่ในโลกภายนอกแบบคนปกติธรรมดาเป็นเรื่องที่อันตรายพอสมควร  ความสามารถที่อยู่พายในตัวของโลแลนมีมากกว่าผู้ใช้มีความสามารถพิเศษทุกคน  เคนรู้เรื่องนี้ดีที่สุด  ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สมควรแก่การฝึกฝนเพื่อให้โลแลนควบคุมพลังของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ไม่เช่นนั้นเขาก็จะกลายเป็นตัวอันตรายที่สุดของศูนย์วิจัยแห่งนี้

        ในระหว่างที่เคนกำลังคิดเรื่องจุกจิกอยู่นั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเก้าอี้ทำงานของเขา

        “กำลัง  กังวลหรือคะ...”

        เคนหมุนเก้าอี้ให้หมุนกลับหลัง  เด็กสาวอายุราว14-15ปียืนอยู่ตรงนั้นที่ด้านหน้าของเขา  เธอมีผมยาวเหยีอดตรงสีทองและมีดวงตาสีฟ้าเป็นประกายแบบเด็กไวใส  เสื้อคลุมสีดำดูตัดกับชุดกระโปรงตัวยาวสีชมพูและที่คาดผมที่ฟ้าของเธอเป็นอย่างมาก  ที่คอของเธอเต็มไปด้วยสร้อยลูกปัดหลากสีที่ดูแล้วรกหูรกตา  ถ้ามองอย่างเผินๆเธอจะดูเหมือนพวกหมอดูตามข้างทางเอามากๆ  แต่เพราะหน้าตาที่น่ารักแบบเด็กๆของเธอทำให้ดูเหมือนตุ๊กตาหมอดูมากกว่า...เคนรู้จักเด็กสาวคนนี้ดี  อาจจะดีเป็นพิเศษด้วย  เธอคือแอวีแอสเน่  โชว์  เธอเป็นผู้พยากรณ์ของศูนย์วิจัยแห่งนี้  การมองเห็นอนาคตของแอวีแอสเน่นั้นถือเป็นความสามารถที่หาได้ยาก  การพยากรณ์ของเธอแม่นยำเสมอ  ทว่าการได้เห็นเธอออกจากห้อง(เธอเรียกว่าโดมลูกแก้ว)  เหมือนคนอื่นๆ  นี่สิเรื่องแปลก...

        “โชว์...”  เคนพูด

        แอวีแอสเน่พยักหน้า  “ค่ะ  ฉันเอง...วันนี้ด็อกเตอร์ดูอารมณ์แปรปรวนนะคะ  เดี๋ยวก็ดีใจ  เดี๋ยวก็กังวล  จะเรียกว่าหัวหน้าที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ก็ใช่  จะว่าเป็นคุณพ่อและสามีที่แสนวิเศษก็ใช่  หรือว่าจะเป็นคนแก่ขี้กังวลก็ใช่ค่ะ”

        เคนขมวดคิ้ว  การสนทนากับแอวีแอสเน่มักจะเริ่มต้นด้วยคำพูดที่เข้าใจได้ยากเสมอมา

        “ต้องการจะบอกอะไรโชว์  เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบการพูดให้คิดมากแบบนั้น”

        แอวีแอสเน่หัวเราะเบาๆ  “อย่างเครียดสิคะ...ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยน่ะ  ไม่มีความหมายอะไรหรอกค่ะแค่เห็นด็อกเตอร์ออกมาปฏิบัติหน้าที่แบบจริงๆจังๆแล้วมันรู้สึกไม่คุ้นชิน ก็วันๆเห็นคุณเอาแต่นั่งหมกอยู่กับที่ไม่ทำอะไรไปมากกว่าการบ่นลูกน้อง  พอเบื่อเข้าหน่อยก็ไปหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลอง...เหมือนเต่าจำศีลเลยล่ะ  จะเรียกว่าแปลกก็ได้ใช่มั้ยค่ะ”

        เคนเบ้หน้า  “อันนั้นก็พูดตรงเกินไปนิดนะ”  เขาหมุนเก้าอี้กลับไปทางแผงควบคุมดังเดิม เหตุผลข้อที่หนึ่ง  เพื่อหลบหนีการสนทนากับเด็กสาวผู้ใช้ชีวิตแปลกคนนี้  ข้อที่สอง  เพื่อป้องกันการถูกกล่าวหาไร้สาระ  รวมถึงคำถามร้อยแปดที่จะตามมาอีกบาน  การได้มองบรรดาสมาชิกคนอื่นๆวิ่งวนไปมาด้วยความเร็วเหมือนติดจรวดเอาไว้ที่ขายังมีความสุขมากกว่าการต้องอดทนรับฟังในสิ่งที่เด็กสาวคนนี้จะพูด

        หรืออย่างน้อยๆ  การให้ลูกน้อยเห็นหัวหน้าที่เป็นผู้ใหญ่อายุ40กว่าๆมานั่งกัดกับเด็กสาวอายุ14...อันนั้นหัวหน้ารับไม่ได้อย่างแรง

        “เรื่องที่ว่าแปลก  เธอยังกล้าว่าคนอื่นได้อีกเหรอ  ไม่หัดดูตัวเองเสียก่อนเลยนะ  แล้วก็..ช่วยอย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับเต่าจะได้มั้ย”  เคนกอดอก  อารมณ์เสียขึ้นมา  “เป็นแค่เด็กอย่างแก่แดดให้มากนัก  ที่ฉันให้เธอมาเป็นผู้พยากรณ์ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจมากล้น  จนนึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้หรอกนะ  ช่วยจำเอาไว้ด้วยจะดีมาก”

        แอวีแอสเน่หัวเราะคิกคักในแบบของเด็กสาวมารยาทงามที่ไม่มีการสะทกสะท้านใดๆกับคำเตือนของเคน  เธอเดินมายืนข้างเก้าอี้ของเคนและหยิบเอกสารนู่นนี่นั่นของเขาอย่างไม่ถนอม  ทำให้เอกสารของเขากระจัดกระจายไปทั่ว

        “แต่คุณเป็นคนเลือกฉันเข้ามาเองนะคะ...”

        “นั่นล่ะ...คือสิ่งที่ฉันคิดผิด  ฉันอยากจะกลับไปในอดีตแล้วยกเลิกการแต่งตั้งผู้พยากรณ์ซะ”

        แอวีแอสเน่ส่ายหน้า  เดินไล่นิ้วไปตามแถบแผงควบคุม  “อดีตคือสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  ด็อกเตอร์ก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือคะ  เรื่องที่เกิดไปแล้วก็คือเรื่องที่เกิดไปแล้ว  แม้จะอยากเปลี่ยนแปลงมันสักเท่าไร  ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  สิ่งที่ทำได้ก็คือการทำใจให้ยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น  พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ด็อกเตอร์ได้ยกตำแหน่งหน้าที่ผู้พยากรณ์ให้ฉันเป็นผู้ดูแลไปแล้ว  ซึ่งคุณไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนเรื่องนี้ได้  สิ่งที่คุณทำได้  ก็คือการทำใจให้ยอมรับว่าฉันเป็นผู้พยากรณ์ที่ดีไงคะ...เพราะฉันว่าทำแบบนั้นมันจะง่ายกว่าการที่ด็อกเตอร์จะต้องไปตระเวนรอบโลกเพื่อหาผู้ที่มีความสามารถแบบเดียวกับฉันมาทำหน้าที่แทน  แต่ในกรณีนั้นเองก็ไม่มีอะไรสามารถยืนยันได้ว่าคนที่จะมาแทนฉันจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าฉันนะคะ  อืม...และถ้าจะให้ฉันเดาอนาคตของศูนย์วิจัยในตอนที่ไม่มีฉันแล้วล่ะก็   มันคงจะเป็นหายนะน่ะค่ะ”

        “จะบอกว่า  ตัวเองมีความสำคัญงั้นสิ”  เคนพึมพำอย่างรำคาญ

        แอวีแอสเน่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประกบแก้ม  และหัวเราะแบบผู้มีชัย  “ก็ราวๆนั้นแหละค่ะ”

        จบแค่นั้น  เคนเลือกที่จะเป็นคนหุบปากเอง  เพราะถ้าเขาจะรอให้แอวีแอสเน่เป็นคนหยุดการพูดคุยมันคงจะกินเวลานานเป็นปี  การพูดด้วยประโยคที่ฟังแล้วน่ารำคาญ  นี่ก็เป็นหนึ่งในข้อเสียของผู้พยากรณ์เช่นกัน

        แอวีแอสเน่ยังคงก่อกวนโต๊ะทำงานของเขาต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  เคนอาจจะต้องตั้งกฎข้อบังคับหรือไม่ก็ออกรางวัลงามๆให้กับใครคนใดก็ตามที่สามารถรากตัวเด็กสาวคนนี้ไปเก็บไว้ในห้องของเธอได้

        ทั่วทั้งห้องควบคุมหลักเต็มไปด้วยความปั่นป่วนที่ดูเหมือนจะแย่ขึ้นเรื่อยๆ  พื้นที่ห้องที่ถูกสร้างให้กว้างเกือบจะเท่าสนามกีฬายังดูคับแคบเกินไปสำหรับบรรดาสมาชิกของศูนย์วิจัยที่วิ่งไปวิ่งมา  ทุกคนใส่เสื้อคุมแบบเดียวกับแอวีแอสเน่  แม้แต่เคนเองก็เหมือนกันคือเสื้อคุมตัวยาวสีดำซึ่งมีความพิเศษที่เสื้อตัวนี้สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายของผู้สวมใส่ได้  ทำให้ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป  ถ้ามีใครมีเวลาว่างมากพอก็ช่วยใส่เจ้าเสื้อคลุมตัวนี้แล้วลองเดินลุยไฟดูนะ  น่าสนุกดี  แต่ไม่ขอรับประกันความปลอดภัย  เพราะเคนยังไม่เคยใช้มันทำอะไรแผลงๆแบบนั้นมาก่อน  ที่ทุกคนต้องใส่เพราะที่ตั้งของศูนย์วิจัย  ซึ่งก็หมายถึงที่นี่  ที่ตั้งของมันคือสถานที่ที่มีความหนาวเย็นในจุดเยือกแข็ง  ขั้วโลกเหนือ...ใช่  คุณได้ไม่อ่านผิดหรอก  ที่นี่คือขั้วโลกเหนือ  สถานที่ที่ไม่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์  หรือสัตว์เลือดอุ่นตัวใดก็ตาม  ความหนาวเย็นของมันสามารถทำให้คุณกลายเป็นมนุษย์แช่แข็งขณะเดินเล่นได้เลยทีเดียว  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เคนจะเห็นชายเสื้อคลุมของทุกคนโบกไปมาในขณะที่กำลังวิ่งหัวปั่น  มันดูเหมือนธงที่บ่งบอกถึงความทรมานของผู้เป็นลูกน้อง

        เคนเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ  ที่สมาชิกทุกคนต้องมาวิ่งกันปั่นป่วนขนาดนี้  มันมีต้นเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวของเคน  แต่เขาไม่สามารถเตรียมการต้อนรับครอบครัวที่กำลังเดินทางมาได้ด้วยตัวคนเดียว  และมันก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วย  ทั้งความปลอดภัยของครอบครัว  ทั้งที่พักอาศัยเมื่อครอบครัวมาถึง  สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว  นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถทำเป็นนิ่งเฉยได้

        ใจหนึ่งเขาอยากจะกระโดดกอดครอบครัวทันทีที่พวกเขามาถึง  แต่อีกใจหนึ่งซึ่งเป็นจิตใจส่วนลึก  มันจะคอยสะกิดเตือนให้นึกถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไปแล้ว  เขาทิ้งครอบครัวไปนานถึงสิบเอ็ดปีเต็ม  ภาพฝันที่เมื่อครอบครัวของเขามาถึงแล้วทุกคนจะมีความสุข  คงจะเป็นได้แค่จินตนาการเท่านั้น  สำหรับไวโอล่าภรรยาของเขา  เธอคงจะเข้าใจความหมายและความจำเป็นที่เขาต้องทำแบบนี้ดี  เธอเคยบอกว่าเธอเข้าใจและไม่ได้โกรธเขา  ซึ่งนั่นก็ทำให้เคนรู้สึกโล่งอกไปอย่างหนึ่ง  แต่สำหรับลูกชายของเขา  โลแลน  เด็กคนนั้นไม่มีทางเข้าใจถึงความจำเป็นที่พ่อคนนี้ได้ทำลงไป  ความวิตกกังวลพลุกพล่านอยู่ในหัวสมอง  เคนกลัวว่าเขาจะดูเป็นพ่อที่เลวร้ายในสายตาของโลแลน  ถ้าเด็กคนนั้นไม่ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นล่ะ...ถ้าเด็กคนนั้นรับไม่ได้ล่ะ...แล้วถ้าเด็กคนนั้นไม่ยอมที่จะเรียกเขาว่าพ่อขึ้นมาล่ะ...ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดข้อใดมันต่างก็มีผลกระทบกับจิตใจของผู้เป็นพ่ออย่างเคนไม่น้อยเช่นกัน

        แค่คิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา  เคนก็อยากจะวิ่งไปเอาหัวทิ่มพื้นน้ำแข็งแล้ว

        “กังวลอีกแล้วหรือคะ?”  แอวีแอสเน่หยุดรื้อค้นโต๊ะทำงานของเขาแล้ว  เธอกระโดดขึ้นไปบนกองเอกสารที่กระจัดกระจายพลางส่งรอยยิ้มแบบเป็นกำลังใจมาให้

        เคนเบนสายตาหนีและทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่แอวีแอสเน่พูด  สักพักหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจแบบมีมารยาทของแอวีแอสเน่ดังมาจากด้านข้าง

        “ถ้ากังวลก็บอกมาสิคะว่ากังวล  หรือถ้ากลัวก็บอกว่ากลัว  ถึงฉันจะอ่านใจคนไม่ได้แต่ฉันก็ดูออกนะว่าคุณกำลังกังวลเรื่องครอบครัวที่กำลังเดินทางมาน่ะ”  น้ำเสียงของแอวีแอสเน่ถูกใช้อย่างระมัดระวัง  เพื่อไม่ให้คำพูดมากระแทกจิตใจเคนมากเกินไป  “เรื่องลูกชายหรือคะ...?

        “ก็...ทำนองนั้น”  เคนตอบเสียงเบา

        บรรยากาศดูเคร่งเครียดขึ้นมาในทันใด  แม้แต่เหล่าลูกน้องที่กำลังวิ่งวุ่นกันอยู่ก็รู้สึกได้  สมาชิกทุกๆคนค่อยๆเดินและทำกิจกรรมทุกอย่างให้เกิดเสียงรบกวนจิตใจคนที่กำลังเครียดให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

        “กลัวว่าลูกชายจะไม่เข้าใจเหตุผลที่ต้องจากกัน...สินะคะ”  แอวีแอสเน่เอ่ยถาม

        เคนพยักหน้าตอบ

        แต่แทนที่เขาจะได้ยินคำพูดปลอบใจหรือคำพูดให้กำลังใจดีๆจากเด็กสาวผู้พยากรณ์ตัวน้อยคนนี้  เขากลับได้รับเสียงถอนหายใจแก้มรำคาญ  ประมาณว่า  ปัญหาของเคนเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีที่ง่ายนิดเดียว  ซึ่งนั่นทำให้เคนประหลาดใจและอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปปะทะสายตากับแอวีแอสเน่ที่กำลังกอดอกและส่ายหน้าไปมาอย่างไม่สบอารมณ์...ตอนนี้เคนเองก็ไม่ได้รู้สึกชอบใจกับพฤติกรรมของเด็กสาวคนนี้สักเท่าไรเหมือนกัน

        “ปัญหาแค่นี้เองหรือค่ะ...คุณเป็นถึงผู้นำของศูนย์วิจัย  แต่กลับแก้ปัญหาง่ายๆแค่นี้ไม่เป็น...ไม่สบอารมณ์เลยค่ะ!”  แอวีแอสเน่ดุเสียงดังจนเหล่าลูกน้องต่างหยุดชะงักไปตามๆกัน  ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก  เคนกระแอมขึ้นครั้งหนึ่งแล้วสมาชิกทุกคนก็เข้าสู่โหมดความยุ่งเหยิงอีกครั้ง...ต้องอย่างนี้สิ  แต่เมื่อหันมาหาแอวีแอสเน่โจทย์เก่าของเคน  เขาก็ต้องโดนเทศนาต่อ  “ถ้าคิดว่าลูกชายของคุณจะไม่เข้าใจก็อธิบายให้เขาฟังสิคะ  ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลยนี่...แล้วก็ห้ามบอกนะคะว่าทำไม่ได้!!

        เคนเผลอสะดุ้งไปนิดหน่อยเมื่อแอวีแอสเน่ขึ้นเสียง  ซึ่งนี่ก็เป็นข้อเสียอีกข้อหนึ่งของผู้พยากรณ์  นั่นคือ  เมื่ออารมณ์เสียหรือไม่พอใจอะไรเข้าหน่อย  ก็จะอารมณ์ร้ายเหมือนคนมีร่างทรงขึ้นมาในทันที

        “เธออาจพูดได้ง่ายๆนะ...แต่พอเอาเข้าจริงๆมันไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดหรอกนะ”  เคนบอก

        แอวีแอสเน่กอดอกและยังแสดงทีท่าไม่พอใจอยู่เช่นเดิม

        “ที่พูดว่าเอาเข้าจริงๆน่ะ...คุณเคยพูดและอธิบายความจำเป็นและเหตุผลของคุณให้ลูกชายของคุณฟังแล้วหรือยังคะ”  แอวีแอสเน่เอ่ยถาม

        “ฉันไม่ได้เจอหน้าลูกชายมาสิบเอ็ดปีเต็ม  แม้แต่หน้าตาของเขาตอนนี้ฉันยังไม่เคยเห็นเลย  แล้วฉันจะเคยไปอธิบายให้เขาฟังได้ยังไง”  เคนบอก  “และนี่ไม่พอใจอะไรของเธอ”

        “สิ่งนี้แหละค่ะที่ทำให้ฉันไม่สบอารมณ์  คุณยังไม่เคยพูดกับลูกชายด้วยตัวเองแบบจริงๆจังๆเลยสักครั้งแท้ๆ  แล้วยังจะมาพูดเหมือนเคยอธิบายไปแล้วอีก...นี่มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากพวกที่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มนั่นแหละค่ะ”

        เคนไม่ได้ยอมแพ้...ไม่เคยเลย  แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  การจากลาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเคนและลูกชายลดน้อยลง  มันจะไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าโลแลนจะไม่เชื่อใจในตัวเคน  และเคนก็ไม่มั่นใจด้วยว่าตนเองจะสามารถทำให้ลูกชายเข้าใจเหตุผลของเขาได้  สิ่งนี้ทำให้เคนเกิดความวิตกกังวล  ทว่าแอวีแอสนเน่ที่ไท่เคยรับฟังในสิ่งที่เขาจะพูดกลับเทศนาเขาแบบไม่คิดจะหยุดปากหายใจ  และโซนประสาทการได้ยินก็ได้แจ้งเตือนให้เคนรู้ว่า  เหล่าบรรดาลูกน้อยกำลังซุบซิบนินทาจากภาพเหตุการณ์ที่หัวหน้าของพวกเขากำลังถูกเด็กสาวผู้พยากรณ์เทศนา...โกหกน่า!!!

        แอวีแอสเน่ไม่เปิดช่องโหว่ให้เคนได้อธิบายสิ่งใดเลย  เธอบ่นโน่นบ่นนี่  ทำตัวเป็นผู้หญิงขี้บ่นและวางอำนาจ...นั่นเธอคิดว่าตัวเองเป็นแม่ของเขาหรือไง

        ก่อนที่เคนจะสติแตกเพราะภาษาพูดสุดน่ารำคาญของแอวีแอสเน่  ในตอนนั้นเองที่เธอนิ่งไป  หมายถึง  หยุดพูด  หยุดบ่น  หยุดเทศนา  หยุดการเคลื่อนไหวต่างๆ  ไม่กระดุกระดิก  จนเคนเกือบจะคิดว่าเธอหยุดหายใจไปด้วยแล้ว  ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคงจะคิดว่าแอวีแอสเน่พูดมากจนขากรรไกรค้างไปเอง  แต่สำหรับเคนที่รู้จักเธอมานาน  เขารู้ถึงความสามารถของแอวีแอสเน่ดี  พฤติกรรมแปลกๆของแอวีแอสเน่มันให้ความหมายได้ประการ  คือหนึ่ง  เธอมองเห็นอนาคตที่กำลังจะมาถึงเป็นเรื่องดี  แบบข่าวดีที่ดีที่สุด  และสองคือ  เธอมองเห็นอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา  อันตรายที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของที่สุด  อันตรายในแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้

        เพียงแต่...เคนจำเป็นต้องรู้ว่ามันคืออะไร

        “โชว์...ด้วงตาของเธอเห็นอะไร”  เคนถาม

        แอวีแอสเน่สูดหายใจเข้าดังเฮือก  เธอกระพริบตาถี่และเริ่มขยับร่างกาย  “อนาคต...ที่ใกล้เกินไป”  เธอตอบ

        เคนขมวดคิ้ว  “ใกล้เกินไป...ยังไง?

        แอวีแอสเน่หลับตา  “พูดให้ถูกคือ...มันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นค่ะ”  เธอกระโดดลงจากโต๊ะทำงานของเคน  “คุณควรจะเตรียมตัวนะ...ครอบครัวของคุณ”

        เคนลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ  “กำลังจะมาถึงอย่างนั้นหรือ...เยี่ยม!”  เคนเตรียมจะวิ่งออกไปจากห้องบัญชาการ  แต่ทว่า

        “เปล่า...” แอวีแอสเน่พูด  “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น”

        ข้อเท้าของเคนกระตุกและหยุดชะงักอยู่กับที่  “แบบไหน...?  หมายความว่ายังไง”

        “ครอบครัวของคุณกำลังเดินทางมา  แต่นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในสิ่งน่าตื่นเต้น...เพราะพวกเขาได้พาตัวอันตรายมาด้วย...”  แอวีแอสเน่บอก  “สิ่งที่พวกเราทุกคนรู้อยู่แล้ว  ลูกชายของคุณคงดึงดูดมันมาน่ะค่ะ”

        “สัตว์ทดลองหรือ...?

        แอวีเอสเน่พยักหน้า

        เคนสามารถยืนอยู่กับที่แบบนี้ไปได้ตลอดกาลจนกว่าเขาจะทำใจให้ยอมรับกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้  การทำนายอนาคตของแอวีเอสเน่  เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก  ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงจนกว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น  แต่ถ้าเคนเอาแต่รอให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริง  มับอาจจะสายเกินไปถ้าเขาคิดที่จะทำให้อนาคตนั้นดีขึ้น

        ตี้ดๆๆ!!

        “ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์ครับ  ตรวจพบการใช้ประตูมิติบริเวณด้านหน้าเทือกเขาน้ำแข็งครับ...ได้ภาพจากกล้องเหนือเทือกเขา  เป็นแบบนี้ครับ”

        สิ้นเสียงสมาชิกหนุ่ม  จอภาพขนาดใหญ่ถูกเลื่อนขึ้นมาอยู่เหนือพื้นห้อง  ติดกับผนังห้องบังคับบัญชา  ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ภาพเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายนอก...ช่างเป็นสถานการณ์ที่เลวร้าย

        ภาพของพื้นน้ำแข็งที่กว้างใหญ่  สูงจากพื้นดินหลายสิบเมตร  ด้านล่างในช่องแคบระหว่างรอยต่อของเทือกเขาน้ำแข็ง  เด็กชายสองคนและหญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง  ทั้งสามคนกำลังออกแรงวิ่งอย่างเหนื่อยหอบและอ่อนล้า  ด้านหลังของพวกเขายังมีสิ่งมีชีวิตที่อันตรายและน่าเกียจน่ากลัวที่สุดในสามโลกกำลังวิ่งตามมาในระยะเกือบจะประชิดตัว

        “ดูเหมือนเรื่องที่คุณกังวล  จะเกิดขึ้นจริงๆแล้วสินะคะ”  แอวีแอสเน่พูดขึ้น

        แต่ต่อให้เธอไม่บอก  เคนก็รู้ถึงความอันตรายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาอยู่แล้ว  สามคนนั้นเดินทางผ่านประตูมิติมาที่แห่งนี้ได้  นั่นแปลว่าครอบครัวของเขาได้รับจดหมายที่เขาส่งไป  ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่ครอบครัวของเขาตอบรับคำเชิญ  ภาพของมนุษย์ทั้งสามที่กำลังวิ่งหนีสัตว์ทดลองอย่างเอาเป็นเอาตาย  มันดูเป็นภาพที่น่าให้กำลังใจให้พวกเขาทั้งสามหนีสำเร็จ  แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็ดูเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกสยองขวัญ

        “นั่นคือ...”  แอวีแอสเน่ชี้นิ้วไปที่จอภาพ  เด็กหนุ่มผมทอง  สมาชิกของศูนย์วิจัยที่เคนแอบไปลากตัวมาและขอให้ชวยทำงานเล็กน้อยๆ  “อาเธอร์...ไม่ใช่หรือค่ะ”

        “ใช่แล้ว”  เคนตอบ

        แอวีแอสเน่เอียงคออย่างสงใส

        “อาเธอร์ยังเป็นสมาชิกใหม่ที่ยังไม่ได้รับตราของศูนย์วิจัย”  เธอพูด  “ตามปกติเขาไม่น่าจะมีสิทธิออกไปทำภารกิจใหญ่อย่างนี้นี่ค่ะ”

        “ฉันเป็นคนสั่งให้เขาไปทำงานนี้เองแหละ”  เคนตอบแบบไม่ใส่ใจ

        แอวีแอสเน่มองหน้าเคนอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน  เธอส่ายหน้า  “ไม่มีทางหรอกค่ะ...อาเธอร์เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ  แล้วเขาก็รู้ดีว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก  การแห่กฎข้อห้ามเรื่องภาริจนั้นไม่มีทางเป็นไปได้...ฉันว่าเขาไม่มีทางทำตามที่คุณ...”

        “ฉันบอกเขาว่า  ถ้าไม่ยอมทำฉันจะไม่มีวันให้เขาได้รับตราประจำหน่วยไปชั่วชีวิต”  เคนบอก

        เปลือกตาของแอวีแอสเน่กระพริบปริบๆ  มึนงง

        “แต่ว่ามัน...”

        “ผิดกฎ...ฉันรู้  ฉันกำลังสำนึกผิดอยู่  ขอบใจ”  เคนตอบ

        “คุณนี่มัน...”

        “เลว  ชั่ว  น่ารังเกียจ...ฉันรู้  รู้ดีมาตั้งแต่เกิดแล้วด้วย  ขอบใจ”  คำตอบของเคนทำให้แอวีแอสเน่ถึงกับนิ่งไปพักใหญ่ๆเลยทีเดียว  ก่อนที่เธอจะได้สติและกลับมาเป็นแอวีแอสเน่นักเทศนาคนเดิมเคนก็พูดต่อว่า  “ฉันต้องออกไปช่วยพวกเขา  เดี๋ยวนี้”

        แอวีแอสเน่กอดอก  “ออกไปเองหรือค่ะ...ฉันว่านั่นไม่ใช่แผนการที่ดีเลย”

        “เธอจะไปรู้อะไรเรื่องแผนการ  เธอเป็นผู้พยากรณ์นะ  ไม่ใช่นักวางแผน”  เคนบ่น  “และฉันก็เป็นหัวหน้า  เป็นผู้นำ...เข้าใจนะ”

        “ถ้าอย่างนั้นก็เอาที่คุณสบายใจเถอะค่ะ  แต่ฉันแนะนำให้คุณพาเหล่าสมาชิกผู้มีฝีมือของหน่วยออกไปด้วย”  แอวีแอสเน่แนะนำ  “เพื่อความปลอดภัยน่ะค่ะ”

        เท่าที่เคนพิจารณาจากคำแนะนำของแอวีแอสเน่  มันค่อนข้างมีเหตุผลพอสมควร  แน่นอนว่าเคนคงเดินออกไปแล้วจัดการสัตว์ทดลองได้ด้วยตัวคนเดียว  เขาย่อมต้องการความช่วยเหลือ  กำลังคนมีมากกว่าพวกเขาก็มีสิทธิชนะมากกว่า  ข้อนี้เคนไม่คิดจะเถียงแอวีแอสเน่เลย

        เคนพยักหน้า  “เอาตามนั้นเลย  สั่งสมาชิกของหน่วยทุกคนให้เตรียมพร้อม  แล้วตามฉันไปที่กำแพง!

 

        นอกศูนย์วิจัย  ลานโล่งหน้าเทือกเขาน้ำแข็ง

        :  อาเธอร์  มีแกรน

        ความปั่นป่วนทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของอาเธอร์

        มันเป็นสิ่งเดียวที่มีเพียงอาเธอร์เท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้  อาเธอร์ไม่ได้เป็นคนเสนอตัวจะรับหน้าที่ทำภารกิจที่สุดแสนจะวุ้นวาย  และโคตรอันตรายชิ้นนี้เลย  อันที่จริงเขาไม่มีสิทธิที่จะเสนอตัวมายุ้งวุ้นวายกับงานระดับสูงแบบนี้ด้วยซ้ำ...ดังนั้น  ความผิดพลาดต่างๆนานาที่เกิดขึ้นมันต้องไม่ใช่ความผิดของอาเธอร์  คนเดียวที่ผิดคือ  ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์  ผู้ชายคนนั้นคือตัวการ!!

        หายนะมันเริ่มต้นขึ้นจากเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่อาเธอร์กำลังฝึกซ้อมร่างกายอยู่คนเดียวที่ลานฝึก  แล้วด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์ก็โผล่มาพร้อมกับคำขู่ชนิดที่คนอย่างอาเธอร์ไม่สามารถปฏิเสธได้  ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์ขู่เขาว่า  ถ้าเขาไม่ยอมทำตามที่สั่ง  เขาจะไม่มีวันได้รับตราของศูนย์วิจัย  ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ  อาเธอร์จะไม่มีวันได้เป็นที่ยอมรับของคนที่นี่  และจะไม่มีทางอยู่ที่อยู่ศูนย์วิจัยได้อย่างสงบสุข

        ก็ถ้ามันจะเลวร้ายขนาดนั้น  ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์น่าจะหักคออาเธอร์ให้ตายไปเสียตั่งแต่ตอนนั้นเลยยังจะดีกว่า...

        ท้ายที่สุด...อาเธอร์ก็ต้องมาวิ่งเสี่ยงอันตรายกับครอบครัวสตาฟเฟอร์อย่างไม่เต็มใจ  สัตว์ทดลองที่กำลังไล่ตามพวกเขาไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับอาเธอร์...ที่จริงแล้วมันก็เป็นปัญหาที่น่ารำคาญอยู่หรอกนะ  แต่ปัญหาจริงๆที่ทำให้อาเธอร์ปวดสมองอยู่จนถึงตอนนี้คือ  คือสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์ที่กำลังออกกำลังขาวิ่งไปกับอาเธอร์นี้ต่างหาก

        ความน่ากลัว  ความอันตราย  ความโหดร้าย  คุณสมบัติเหล่านี้มีอยู่ในตัวของแม่ลูกสตาฟเฟอร์คู่นี้หมดแล้ว  อันนี้อาเธอร์ได้สัมผัสความน่ากลัวเหล่านั้นกับตัวเองมาแล้วเขาถึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า  สองแม่ลูกคู่นี้คือตัวอันตราย...โลแลนที่เป็นลูกชายนั้นไม่เท่าไร  ผู้ชายคนนี้ยังเป็นมิตรกับอาเธอร์มากกว่าคนในศูนย์วิจัยเสียอีก  แต่สำหรับผู้เป็นแม่อย่างคุณนายสตาฟเฟอร์  คนนี้สิอันตรายที่แท้จริง  การสบตากับคุณนายสตาฟเฟอร์แล้วถูกสายตาคู่นั้นของเธอจิบกลับมานั้น  ไม่ได้ช่วยให้อาเธอร์รู้สึกว่าเธอเป็นมิตรกับเขาเลย  หลายครั้งที่สายตาคู่นั้นของคุณนายสตาฟเฟอร์ทำให้อาเธอร์ต้องขาสั่น  เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเป็นภรรยาของ เคน  สตาฟเฟอร์ (อันตรายเหมือนกัน)

        แรงสะกิดที่แขนเสื้อทำให้อาเธอร์ตื่นจากความทรงจำอันเลวร้าย  เขาหันไปมองและพบว่าคนที่ดึงแขนเสื้อของเขาคือ  โลแลนสตาฟเฟอร์  ลูกชายของด็อกเตอร์เคนสตาฟเฟอร์  บุคคลสำคัญที่อาเธอร์ได้รับหน้าที่ให้คุ้มครอง

        “ทำไมสัตว์ทดลองตัวนี้มันถึงได้ตายยากนัก!”  โลแลนพูดอย่างเหนื่อยหอบ  “แล้วทำไมมันยังตามพวกเรามาที่นี่ได้อีก”

        “มันคงจะกระโดดตามพวกเราเข้ามาในประตูหมายเลขสิบสามได้ทัน  ก่อนที่ประตูจะปิดน่ะ”  อาเธอร์บอก

        “งี่เง่าที่สุด...!!”  คุณนายสตาฟเฟอร์ที่วิ่งอยู่ข้างๆโลแลนบ่น

        “ผมไม่ผิดนะ...”

        พวกเขาทั้งสามแข่งกันวิ่งเสื้อคลุมสะบัด  บางทีพวกเขาอาจจะดูเหมือนยอดมนุษย์หรือไม่ก็กระบวนการกอบกู้โลกที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ก็ได้  เพียงแต่พวกเขากำลังปฏิบัติการหนีเอาตัวรอดแทนที่จะเป็นการต่อกรกับสัตว์ประหลาด

        ช่องแคบของเทือกเขาน้ำแข็งอยู่ตรงหน้า  พวกเขากระโจนเข้าไปทันทีที่สัตว์ทดลองตวัดหางลูกตุ้มของมันมากระแทกช่องแคบ  จนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นตรงทางเข้า  พวกเขาทั้งสามยังคงวิ่งกันอย่างสุดกำลังเท่าที่ขาทั้งสองข้างของพวกเขาจะทำได้

        โลแลนปัดเศษก้อนน้ำแข็งเล็กๆออกจากเสื้อคลุม  “บ้าจริง!!”  ก่อนจะหันมาหาอาเธอร์  “ทำอะไรสักอย่างสิ  เหมือนตอนที่นายทำบนรถไง  หรือไม่ก็ปืนกระบอกนั้น”

        ข้อเสนอของโลแลนถือได้ว่าเป็นความคิดที่ดีทีเดียว  ถูกต้องที่พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งกว่านี้  และเพื่อให้สัตว์ทดลองล้มเลิกการติดตาม  แต่วิธีที่โลแลนเสนอมามันจะไม่มีทางเป็นไปได้  เพราะอาเธอร์ไม่ทีอาวุธอันตรายติดตัวสักชิ้น  แท่งเหล็กของเขาก็หมดแล้ว  ส่วนปืนแสนอันตรายของคุณนายสตาฟเฟอร์กระบอกนั้นก็หายไปแล้ว  อาเธอร์คิดว่ามันคงจะโดนระเบิดไปพร้อมๆกับรถกระบะคันนั้นแล้ว  เขารู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่ได้เก็บปืนกระบอกนั้นเอาไว้กับตัวเอง...แต่ในอีกมุมหนึ่ง  อาเธอร์ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นที่ไม่มีปืนกระบอกนั้นอยู่ในมือ  หรือต่อให้มันยังอยู่  อาเธอร์ก็ไม่คิดแม้แต่จะเอาปลายเล็บไปสัมผัสมันอีกเป็นครั้งที่สองอยู่ดี

        “ฉันทำปืนนั่นหายไปแล้ว”  อาเธอร์กระซิบ  ระวังไม่ให้คุณนายสตาฟเฟอร์ได้ยิน  “แต่นั่นไม่สำคัญ...ตอนนี้  สิ่งที่พวกเราต้องการก็คือแผนการดีๆ”

        “หวังว่านายจะมีแผนนะ...”  โลแลนบอก

        แต่น้ำเสียงของโลแลนมันให้ความหมายประมาณว่า  นายจะต้องมีแผนการดีๆ  ไม่งั้นฉันจะคว้านสมองของนายออกมา”

        อาเธอร์รู้สึกเหมือนโดนค้อนหนัก 10 ตันทุบเข้าที่ท้ายทอย

        แผนการ...ทั้งเยี่ยมและแย่ที่สุด  เพราะในสมองของอาเธอร์ไม่มีแผนการอื่นใดนอกจากการวิ่งสุดกำลังเพื่อเอาตัวรอด

        เขาสามารถบอกโลแลนว่าไม่มีแผนการที่ดีพอจะทำให้พวกเขาทุกคนรอดตายได้  แต่สายตาดุดันของโลแลนก็ทำให้อาเธอร์ไม่กล้าที่จะพูดมันออกไป...คนของตระกูลสตาฟเฟอร์น่ากลัวทุกคนจริงๆ!

        ท้ายที่สุดอาเธอร์ก็ตอบไปว่า  “แน่นอน...ฉันต้องมีแผนอยู่แล้ว”

        โลแลนเลิกคิ้ว  “ดี...แล้วแผนของนายคืออะไร”

        เปรี้ยง!!!...

        เหมือนมีสายฟ้าความแรงสูงผ่าลงมาที่ตัวของอาเธอร์  แผนการอย่างนั้นหรือ...เขามีไอของแบบนั้นซะที่ไหนกัน!!...ในหัวของอาเธอร์มีแต่คำว่า วิ่ง กับ วิ่ง เท่านั้นแหละ  ไม่มีแผนการอะไรทั้งนั้น!!

        อาเธอร์รู้สึกโล่งอกที่เมื่อครู่นี้เป็นแค่ความคิดไม่ใช่คำพูด  ถ้าเขาเกิดพูดมันออกมาต่อหน้าสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์คู่นี้  อาเธอร์คงจะต้องเตรียมตัวไปทัวร์นรกตลอดชีวิตจริงๆแล้ว

        “ว่าไง...แผนการของนายเป็นยังไง...?”  โลแลนถามซ้ำ

        “พวกเราต้อง...ต้อง  เบนความสนใจ!”  อาเธอร์บอก

        สีหน้าของโลแลนเปลี่ยนไป  เขาขมวกคิ้วเป็นปม  ไม่เข้าใจในสิ่งที่อาเธอร์พูด  ที่จริงโลแลนดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าสมัยนี้ยังมีคนที่คิดแผนการตื้นๆแบบนี้ได้อยู่อีก

        อาเธอร์ไม่โทษที่โลแลนทำหน้าแบบนั้นหรอก  ขนาดเขาเองยังรู้สึกได้เลยว่าแผนการนี้มันงี่เง่าแค่ไหน

        เบื้องหน้าช่องแคบมีแสงของดวงจันทร์ในยามค่ำคืนส่องเปิดทางโล่ง  คุณนายสตาฟเฟอร์วิ่งออกจากแนวเทือกเขาเป็นคนแรก  ตามด้วยโลแลน  และอาเธอร์ที่คอยรั้งท้าย  อาเธอร์มองเห็นกำแพงของศูนย์วิจัยที่ตั้งอยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน...อีกไม่ไกลแล้ว  ทว่าสัตว์ทดลองเองก็วิ่งออกจากช่องแคบของเทือกเขาน้ำแข็งตามมาติดๆเช่นกัน  อีกทั้งระยะห่างของอาเธอร์กับสัตว์ทดลองยังเรียกได้ว่าระยะเกือบจะประชิดตัว  เขารู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาทั้งสามไม่มีทางไปถึงศูนย์วิจัยได้เร็วกว่าสัตว์ทดลองหนังหนาตัวนี้แน่  พวกสตาฟเฟอร์จะเหนื่อยจากการวิ่ง  และทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวตัวได้ช้าลง  เมื่อถึงตอนนั้น  สัตว์ทดลองจะฆ่าพวกเขาทุกคน

        เบนความสนใจ...อาเธอร์คิด

        “โลแลน  นายวิ่งต่อไปที่กำแพงนั่นนะ  ไปที่ศูนย์วิจัย...แล้วไม่ต้องหันกลับไปข้างหลังนะ!”  อาเธอร์ตะโกนบอก

        โลแลนหันมามองอาเธอร์  “แล้วนายล่ะ...?

        อาเธอร์พยายามฝืนยิ้ม  “เบนความสนใจไง” 

        ...เขาต้องบ้าแน่ที่ทำแบบนี้...

        สิ้นเสียง  อาเธอร์ก็วิ่งออกด้านข้างโดยหวังจะให้สัตว์ทดลองที่อยู่ด้านหลังตามา  แต่สัตว์ทดลองยังคงวิ่งตรงดิ่งเข้าไปหาแม่ลูกสตาฟเฟอร์โดยไม่แม้แต่จะหันมาสนใจอาเธอร์ที่ยืนหอบหายใจอยู่  สัตว์ทดลองตาพวกสตาฟเฟอร์  ไม่ใช่อาเธอร์...ถึงยังไงอาเธอร์ก็ต้องทำให้สัตว์ทดลองหันมาสนใจ  และเปลี่ยนมาตามฆ่าเขาแทน  อย่างน้อยๆเขาต้องถ่วงเวลา  จนกว่าศูนย์วิจัยจะส่งคนออกมาช่วย

        อาเธอร์สูดหายใจเข้าเต็มปอดและเอามือขึ้นมาป้องปาก แล้วตะโกนออกไปว่า  “เฮ้!...ไอตัวน่าเกลียดน่ากลัว  พันธุกรรมมั่วซั่ว  ลำตัวบิดเกลียว!!

        อาเธอร์อาจจะไม่รู้ว่าทำไมสัตว์ทดลองต้องตามติดครอบครัวสตาฟเฟอร์  แต่ถ้าเป็นเรื่องทำให้สัตว์ทดลองคลั่ง  โมโหเลือดขึ้นหน้า  จนอยากจะกระชากหัวของมนุษย์ออกจากบ่า...อันนี้อาเธอร์รู้ดีกว่าใครเพื่อนเลย

        เป็นไปตามที่อาเธอร์คาดการณ์เอาไว้  สัตว์ทดลองหยุดอยู่กับที่  มันไม่วิ่งตามสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์แล้ว  แต่มันกลับหันมาหาอาเธอร์พร้อมด้วยรอยยิ้มแบบสัตว์ประหลาดน่ารังเกียจ  ที่ไม่ได้ให้ความหมายในทางที่ดี  หรือสื่อให้รู้ว่ามันอยากจะเป็นมิตรกับเขา  ตรงกันข้าม  รอยยิ้มแบบนั้นมันหมายความว่า  อาเธอร์คือเป้าหมายรายต่อไปของมัน...นั่นแหละที่แย่

        น่องขาของอาเธอร์ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อสัตว์ทดลองเปลี่ยนตำแหน่งเป้าหมาย  และเริ่มวิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงมาทางเขา

        อาเธอร์วิ่งล่อสัตว์ทดลองออกไปด้านข้างโดยปล่อยให้พวกสตาฟเฟอร์สองแม่ลูกคู่นั่นวิ่งไปที่ศูนย์วิจัยที่อยู่ไม่ไกล...พวกสตาฟเฟอร์กำลังวิ่งไปสู่ความปลอดภัย  แต่อาเธอร์กลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังวิ่งเข้าไปหาความตายที่อยู่ใกล้ๆนี้เลย

        ไม่นานนักสัตว์ทดลองก็ตามติดอาเธอร์ในระยะประชิด  และก็เป็นความผิดของผู้สร้างเสื้อคลุมที่อาเธอร์สวมอยู่ให้มีปลายยาวเกินไป  สัตว์ทดลองเหวี่ยงกงเล็บมาตะปบตัวอาเธอร์...ข่าวดีคือกงเล็บน่ารังเกียจนั้นไม่ได้โดนตัวเขา  ข่าวร้ายคือกงเล็บนั่นดันมาเกี่ยวชายเสื้อคลุมของเขาแทน  อาเธอร์ควรจะรีบถอยเสื้อคลุมเพื่อหนีเอาตัวรอด  แต่เขากลับดึงเสื้อคลุมมาห่อตัวเอาไว้แน่น  ทำให้ลำตัวของอาเธอร์แนบติดอยู่กับกงเล็บของสัตว์ทดลองพอดีคงจะไม่มีใครเข้าใจถึงความรู้สึกของเขาในตอนนี้  เขาไม่สามารถถอดเสื้อคลุมได้เพราะอากาศที่นี่ที่ขั้วโลกเหนือแห่งนี้มันหนาวเย็นเกินไป  ทันทีที่เขาถอดเสื้อคลุมตันนี้ออก  ร่างกายของเขาจะเคลื่อนที่ได้ช้าลง  และนั่นคือปัญหา  แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด  เพราะนอกจากอาเธอร์จะไม่สามารถถอดเสื้อคลุมออกกลางพื้นน้ำแข็งแห่งนี้ได้แล้ว  เขายังต้องคอยระวังไม่ให้เสื้อคลุมหลุดออกจากตัวอีกด้วย  อาเธอร์กอดเสื้อคลุมเอาไว้แน่นต่อให้เขาจะรู้ว่าที่ปลายเสื้อคลุมมีกงเล็บไม่ปรารถนาดีเกาะติดอยู่ก็ตาม

        สัตว์ทดลองส่งเสียงขู่ในลำคอ  มันเปลี่ยนจากการใช้กงเล็บเกี่ยวชายเสื้อคลุมมาเป็นการใช้ทั้งฝ่ามือกำลำตัวของอาเธอร์แทน

        “โอย...เวรกรรม”  สิ้นเสียงของอาเธอร์สัตว์ทดลองก็ยกร่างของเขาขึ้นเหนือพื้นน้ำแข็งด้วยความสูงที่ทำให้อาเธอร์อยากจะกรีดร้อง  แล้วสัตว์ทดลองก็ขว้างอาเธอร์ออกไปในอากาศเบื้องหน้าเหมือนเขาเป็นลูกบอล

        อาเธอร์ไม่ได้ยินเสียงใดนอกจากเสียงลมแรงที่โบกสะบัดพัดมากระแทกใบหน้า  และเสียงแหกปากของตัวเอง  เขาพยายามตั้งสมาธิเพื่อที่จะควบคุมพลังของตนเอง  ความสามารถพิเศษของอาเธอร์คือ  การเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตไปไว้อีกสถานที่หนึ่งด้วยความเร็วสูง  ถ้าอาเธอร์สามารถบังคับและควบคุมพลังนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว  มันก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับสถานการณ์คับขันเช่นนี้  แต่อาเธอร์ในตอนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากเด็กทารกที่พึ่งฝึกเดิน  เขาสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของเล็กๆอย่างแท่งเหล็กหรือเศษก้อนหินได้  แต่การเคลื่อนย้ายร่างกายของตัวเองไปอีกที่หนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ  เขาจำเป็นต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก  เพื่อควบคุมให้ร่างกายของเขารับการเคลื่อนย้ายได้ทั้งหมด  ไม่ใช่แค่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย  แต่เป็นทั้งหมด  และถ้าอาเธอร์ทำพลาดขึ้นมา  ร่างกายของเขาก็จะกระจัดกระจาย  อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายจะไม่มารวมกลับที่เก่า  หรือไม่แขนขาของเขาก็อาจจะหายไป...เป็นภาพที่ไม่ชวนให้จินตนาการเอาเสียเลย  เดิมทีอาเธอร์ที่มีร่างกายครบสมประกอบก็ไม่ค่อยน่าดูสักเท่าไรอยู่แล้ว...นั่นทำให้อาเธอร์ต้องตั้งสติและรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีให้กับการเคลื่อนย้าย  ก่อนที่ร่างของเขาจะหล่นลงกระแทกกับพื้นน้ำแข็ง  แล้วกระดูกสันหลังหักเป็นแถบๆ

        อาเธอร์หับตาปี๋  แล้วก็  ฟุ้บ!!

        ร่างของอาเธอร์หายไปในฝุ่นควัน  ก่อนที่ปลายเสื้อคลุมของเขาจะสัมผัสกับพื้นได้ไม่กี่วินาที

        สัตว์ทดลองร้องเสียงหลง  มันมึนงง  และเริ่มหมุนศีรษะไปมา  เพื่อหาศัตรูของตนว่าหายไปไหน

        “ทางนี้ต่างหากล่ะ!”  อาเธอร์ตะโกนเรียก  ของคุณสวรรค์ที่การเคลื่อนย้ายเป็นไปได้ด้วยดี  ร่างกายของอาเธอร์ยังครบสมประกอบทุกประการ  ต่อให้เขาจะรู้สึกเกลียดตัวเองที่เคลื่อนย้ายมาอยู่ด้านหลังของสัตว์ทดลอง  แถมมันยังเป็นระยะที่ใกล้เกินไปจนอาเธอร์อยากจะร้องไห้อีกด้วย

        สัตว์ทดลองหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับอาเธอร์ที่กำลังยืนขาสั่นและจนมุมยิ่งกว่าครั้งก่อน  มันใช้หลังมือตบอาเธอร์กระเด็นกระดอนไกลไปกับพื้นน้ำแข็ง  อาเธอร์รู้สึกเจ็บและจุกจนพูดไม่ออก  สายตาของเขาเริ่มขุ่นมัว  แขนขาของเขาแทบจะขยับไม่ได้  อาเธอร์ได้แต่นอนแผ่อยูกับพื้น  สายตาจ้องมองไปที่ท้องฟ้า  เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เวลาอะไร  ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์ไปถึงศูนย์วิจัยแล้วหรือยัง  แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว  เพราะเขาไม่น่าจะมีชีวิตอยู่นานจนได้รู้เรื่องแบบนั้น...

        ไม่ถึงนาที  สัตว์ทดลองก็มายืนค้ำอยู่เหนือร่างที่นอนแผ่อยู่กับพื้นของอาเธอร์

        ก่อนที่อาเธอร์จะถอดใจ  และรอความตายที่กำลังจะมาถึง  ปลายแหลมคมของด้ามหอกด้ามหนึ่งก็พุ่งผ่านศีรษะของอาเธอร์ไปปักทะลุกล้ามท้องของสัตว์ทดลอง  เสียงร้องของสัตว์ทดลองทำให้อาเธอร์ได้สติ  เขาพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง  และคานถอยออกห่างจากสัตว์ทดลองที่กำลังทรมานอยู่กับบาดแผลที่ได้รับจากหอกด้ามยาว

        อาเธอร์หันหลังด้วยความมึนงง

        ห่างออกไป  ที่กำแพงของศูนย์วิจัย  มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มาพร้อมอาวุธในมือ  ชายร่างสูงใหญ่กลุ่มหนึ่งวิ่งมาพยุงอาเธอร์ให้ออกห่างจากสัตว์ทดลองในระยะปลอดภัย  อาเธอร์มองเห็นด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์ยืนอยู่หน้างกองกำลังติดอาวุธที่พามา  สองแม่ลูกสตาฟเฟอร์มุ่งตรงไปทางศูนย์วิจัย  พวกเขายังไปไม่ถึง...คุณนายสตาฟเฟอร์คงจะหอบจากการวิ่งจนแทบจะเป็นลม  โลแลนที่เป็นลูกชายจึงต้องคอยประคองแม่ของตนให้เดินต่อไปอย่างยากลำบาก  แม้พวกเขาจะยังไม่ปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่อาเธอร์ก็รู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาร้อยลูกออกจากอก  ความช่วยเหลือจากศูนย์วิจัยมาแล้ว...พวกเขารอดแล้ว

        กว่าอาเธอร์จะรู้ตัวว่าเขาคิดผิด...มันก็สายเกินไปแล้ว  ในตอนนี้ไม่มีอะไรที่ปลอดภัยเลย

        สัตว์ทดลองดึงด้ามหอกออกจากหน้าท้อง  เลือดสีปรอดไหลออกมา  สร้างความเจ็บปวดให้มันไม่ใช่น้อย  อีกทั้งด้ามหอกนั่นยังสร้างความโมโหเดือดดาลให้สัตว์ทดลองเพิ่มมากขึ้นไปอีก

        อาเธอร์ถูกลากเข้าไปอยู่ในหมู่ผู้คนของศูนย์วิจัย  นั่นทำให้เขาปลอดภัยจากการตามล่าของสัตว์ทดลองที่สายตาเต็มไปด้วยความแค้น  มันไม่สามารถทำอะไรอาเธอร์ได้แล้ว  ตราบใดที่เขายังอยู่ในวงล้อมของผู้คนที่มีอาวุธครบมือ...แต่แล้วอาเธอร์ก็นึกบางอย่างได้  นึกได้ว่าตัวเขานั้นไม่ใช่เป้าหมายหลักของสัตว์ทดลอง  นึกได้ว่าพวกสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์ยังไปไม่ถึงศูนย์วิจัย  นึกได้ว่า...เรื่องทั้งหมดมันยังไม่จบ

        “โลแลน สตาฟเฟอร์กับไวโอล่า สตาฟเฟอร์  ไปช่วยพวกเขา  ช่วยสองคนนั้นก่อน!”  อาเธอร์บีบหัวไหล่ชายคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักเอาไว้แน่น

        ชายคนนั้นมองหน้าอาเธอร์แบบงงๆ  ทว่าไม่จำเป็นที่อาเธอร์จะต้องอธิบายความหมายในสิ่งที่เขาพูด  สัตว์ทดลองที่เริ่มวิ่งตรงดิ่งไปทางสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์เป็นคำตอบให้ชายคนนั้นได้เป็นอย่างดี  กลุ่มสมาชิกที่ยืนล้อมวงอาเธอร์อยู่เริ่มแตกตื่น  เมื่อเห็นสัตว์ทดลองวิ่งออกไป  พวกเขายังยืนอยู่กับที่  เหมือนพวกเขากำลังลังเลว่าควรจะช่วยใครดีระหว่าง  อาเธอร์  กับสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์ที่กำลังตกเป็นเป้าหมาย  พวกเขาอาจจะคิดไม่ตกว่าควรจะให้ความช่วยเหลือใครดีในเวลานี้...แต่สำหรับอาเธอร์  เขาไม่ลังเล  และไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีกแล้ว  เขารู้ดีว่าใครสำคัญกว่ากัน...

        “ไปช่วยพวกเขา  เดี๋ยวนี้เลย!!”  อาเธอร์ออกคำสั่ง

        ใช้เวลาเล็กน้อยกว่าพวกสมาชิกของศูนย์วิจัยจะตัดสินใจได้เด็ดขาด  ในที่สุดพวกเขาก็พากันออกวิ่งไปช่วยสองแม่ลูกสตาฟเฟอร์  โดยปล่อยอาเธอร์เอาไว้คนเดียว...เยี่ยมมากมีแกรน  แล้วที่นี้นายก็ไม่มีใครคอนคุ้มกัน

        ก่อนที่อาเธอร์จะนึกได้ว่าตัวเองโง่เขลาแค่ไหน  เขาก็รู้สึกได้ถึงมือเล็กๆของใครบางคนที่กำลังบีบหัวไหลของเขาอยู่  เมื่อหันกลับไปมอง  เขาก็ได้พบเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน  เธอมีผมที่ทองปล่อยยาวไปถึงหลัง  และนัยน์ตาที่ฟ้าสดใส  เธอสวมเสื้อคลุมของศูนย์วิจัยแบบเดียวกันกับอาเธอร์ทับชุดกระโปรงที่ชมพูอ่อน  รวมๆแล้วอาเธอร์คิดว่ามันเป็นภาพที่สะดุดตาทีเดียว  เขารู้จักเด็กสาวคนนี้เป็นอย่างดี..พูดให้ถูก  เธอคือคนที่เขาไม่เคยคิดจะลืมต่างหาก...

        “โชว์!”  อาเธอร์สะดุดโหยง  “เธอ..เธอ..”

        “เธอทำผิดกฎ  เธอแอบออกมา  ข้างน้องที่มีแต่อันตรายร้ายแรง  โดยไม่คิดที่จะบอกฉันสักคำ  เธอก็แค่สมาชิกระดับผึ้งน้อยรู้ตัวหรือเปล่า...ต่อให้ถูกด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์บังคับก็น่าจะบอกฉันบ้าง  คนอย่างเธอนี่มัน...”  แอวีแอสเน่โวยวาย

        อาเธอร์พอจะเข้าใจความหมายรวมๆของแอวีแอสเน่...แต่เขาไม่เข้าใจ  เธอจะบอกว่าเป็นหวงเขาตรงๆแบบนั้นไม่ได้หรือ  ทำไมเธอต้อง  แบบว่า...

        “เธอเอาฉันไปเปรียบเทียบกับ  ผึ้งน้อยอย่างนั้นหรือ”  อาเธอร์เกาหัวแบบเขินๆ  “แต่ก็น่ารักดีนะ”

        แอวีแอสเน่ผลักอาเธอร์ด้วยแรงที่มากพอจะทำให้เขาล้มหงายหลังลงไปนอนกองอยู่กับพื้น  ผู้พยากรณ์สาวที่ยืนอยู่ปรายเท้าชี้นิ้วมาทางเขาพร้อมด้วยสายตาที่บอกว่าเธอจริงจัง

        “อย่าลืมว่าฉันยังไม่หายโกรธเธอนะ  แล้วก็อย่าพูดเรื่องไร้สาระจะได้ไหมคะ!”แอวีแอสเน่ตวาด

        น้ำเสียงที่จริงจังแฝงไปด้วยความห่วงใยของแอวีแอสเน่  บวกกับท่าทางน่ารักแบบใสๆของเธอทำให้อาเธอร์ได้แต่นั่งนิ่ง  ฟังคำสั่งของเธอ

        เขาพยักหน้า  “ครับผม”

        จากนั้นแอวีแอสเน่ก็ช่วยดึงอาเธอร์ให้ลุกขึ้น (แล้วตอนแรกเธอจะผลักเขาเพื่ออะไรกัน) เธอประคองอาเธอร์ให้ยืนขึ้นและค่อยๆเดินตรงไปที่ศูนย์วิจัยช้าๆ  ความสบายที่ได้รับจากวงแขนของแอวีแอสเน่เกือบจะทำให้เขาหลับไปทั้งยืน  แต่เสียงแห่งความวุ่นวายที่ยังคงมีอยู่นั้นทำให้อาเธอร์ไม่สามารถหลับตาลงได้  ไกลออกไป  อาเธอร์มองเห็นร่างเล็กๆของคุณนายสตาฟเฟอร์ถูกเหวี่ยงลงไปนอนกองอยู่กับพื้น  ด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์วิ่งตรงดิ่งเข้าไปช่วยประคองร่างที่นอนหมดสติอย่างไร้เรี่ยวแรงของภรรยา  เสียงโห่ร้องพยายามเบนความสนใจของสมาชิกศูนย์วิจัยยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  พวกหน่วยรบพวกนี้ต้องคอยระวังลูกตุ้มที่หางของสัตว์ทดลองที่เหวี่ยงไปมาตีรัศมีครึ่งวงกลม  พวกหน่วยรบไม่สามารถเข้าถึงตัวสัตว์ทดลองได้...

        แต่มันยังมีเรื่องที่เลวร้ายกว่านั้นอีก  เมื่ออาเธอร์ลองเพ่งสายตามองให้ดีๆแล้ว  สัตว์ทดลองตัวนี้กำลังยืนอยู่เหนือศีรษะของโลแลน สตาฟเฟอร์ ผู้ที่กำลังตื่นกลัว  โลแลนไม่มีอาวุธติดมือ  อีกทั้งอาเธอร์ก็ไม่คิดว่าโลแลนจะสามารถควบคุมพลังของตนเองและนำมันมาใช้ป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันแบบนี้ได้  จากเท่าที่เขาได้คุยกับโลแลนบนรถ  อาเธอร์ค่อนข้างมั่นใจ  ว่าโลแลนคงจะยังไม่สามารถใช้พลังอะไรได้...และสิ่งที่เรียกว่าสัตว์ทดลองนั้น  ก็ไม่สามารถเอาชนะได้โดยการ  หัวเราะ  ยิ้ม  แล้วก็วิ่งเข้าไปบวกกับมันด้วยมือเปล่าแบบตัวต่อตัว

        อาเธอร์รู้ดีว่าควรทำอะไร  เขาหยุดเท้าอยู่กับที่  ซึ่งนั่นทำให้แอวีแอสเน่ที่คอยประคองเขาอยู่ต้องหยุดชะงักไปด้วย  ขาของอาเธอร์สั่นระริก  มันแทบจะทรงตัวไม่ไหวอยู่แล้ว  เขากำข้อมือแอวีแอสเน่เอาไว้แน่น

        “ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร”  แอวีแอสเน่บอก  “และเธอก็คงจะรู้ใช่ไหมว่าฉันจะพูดอะไรต่อจากนั้น”

        “ฉันต้องไปช่วยพวกเขา...นี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่ฉันได้รับเหมือนกัน”

        ก่อนที่อาเธอร์จะทำอะไรโง่ๆ  เช่นการเดินเข้าไปหาสัตว์ทดลองโดยที่ร่างกายสะบักสะบอม   แล้วโดนสัตว์ทดลองเหวี่ยงออกมาตายแบบทุเรศที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  แอวีแอสเน่ก็ดึงมืออาเธอร์เอาไว้  เธอกำมือของเขาแน่นจนเลือดแทบจะไม่วิ่งไปเลี้ยงส่วนปลายเล็บ  ถ้าเป็นในเวลาปกติ  สมองของอาเธอร์คงจะไหลทะลักออกมาทางจมูกแล้ว...

        เขาหยุดเท้าอยู่กับที่เพราะแรงดึงของแอวีแอสเน่  ทว่าเขาก็ไม่ได้หันกลับไปสบตาเธอ

        “ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเด็กหนุ่มคนนั้นหรอกน่า...เชื่อฉันสิ  ถึงเธอจะออกไปช่วยก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า  ร่างกายของเธอในตอนนี้...ยังไม่พร้อม”  แอวีแอสเน่แสร้งยิ้ม

        แน่นอนว่าอาเธอร์ไม่เข้าใจความหมายของเธอ

        “เรื่องสภาพร่างกายของตัวเองฉันก็พอจะรู้หรอกนะ  แต่ว่า...เธอจะให้ฉันปล่อยให้โลแลน สตาฟเฟอร์ตายไปต่อหน้าต่อตา  โดยไม่ทำอะไรสักอย่างเลยอย่างนั้นหรือ”

        อาเธอร์ได้ยินเสียงถอนหายใจแบบเบื่อหน่ายของแอวีแอสเน่  เขาจึงหันกลับไปและพบแอวีแอสเน่ยืนกอดอก  ส่ายศีรษะไปมาไม่ชอบใจพร้อมบ่นพึมพำประมาณว่า  พวกผู้ชายนี่ไม่เคยเข้าใจอะไรง่าๆเลยนะ

        ถึงอาเธอร์จะได้ยินคำสบประมาทขั้นรุนแรงเหล่านั้นของแอวีแอสเน่  แต่เขาเลือกที่จะทำเป็นไปได้ยินคำพูดเหล่านั้นเสียยังจะดีกว่า  การเป็นเพื่อนกับผู้พยากรณ์มันก็ลำบากแบบนี้แหละนะ  คือ...แอวีแอสเน่มักจะชอบพูดอะไรที่เข้าใจได้ยาก  ซึ่งอาเธอร์เองก็ไม่ใช่คนที่จะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆเสียด้วย  และนั่นคือสิ่งที่เป็นปัญหา  เธอเป็นผู้พยากรณ์  เธอมองเห็นอนาคต  และเธอก็สนุกกับการทำให้คนที่อยู่ในโลกปัจจุบันอย่างอาเธอร์มึนงงกับทุกๆคำพูดที่เกี่ยวกับอนาคตของเธอ  ถึงอย่างนั้น  แต่เธอก็เป็นถึงแอวีแอวเน่  เธอมีดวงตาที่สามารถมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  คงจะไม่มีอะไรที่เรียกว่าธรรมดาสำหรับเธอคนนี้หรอก

        แอวีแอสเน่ขมวดคิ้ว  “เธอกำลังนินทาฉัน...ในใจ”

        ...ก็ประมาณนี้แหละ...

        “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”  อาเธอร์ตัดบทสนทนา  “เธอยังไม่ตอบฉันเลย...ทำไมฉันถึงไปช่วยโลแลนไม่ได้  มันมีอะไรที่แย่กว่านี้อีกหรือไง”

        รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นที่มุมปากของแอวีแอสเน่

        “เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นนั้น  ล้วนแล้วแต่เป็นคำพยากรณ์ของฉัน”  เธอยิ้มหวาน  “ไม่เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”

        อาเธอร์ส่ายหน้า  “...ไม่เลย”

        รอยยิ้มเล็กๆนั้นยังคงมีอยู่ที่มุมปากของแอวีแอสเน่  เธอใช้สอมมือจับไหล่ทั้งสองข้างของอาเธอร์  แล้วหมุนร่างของเขาไปทางความอลหม่านที่กำลังเกิดขึ้น

        “เธอคงจะต้องดูเอาเองแล้วล่ะ”  แอวีแอสเน่บอกเสียงเบา  “แล้วเธอจะเข้าใจความหมายของฉันเอง”

        แม้อาเธอร์จะยังมึนงงอยู่เล็กน้อย  แต่ต่อจากนั้นไม่นาน  คำพยากรณ์ของแอวีแอสเน่ก็เป็นจริง  สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้อาเธอร์ถึงกับต้องมองโลแลน สตาฟเฟอร์ใหม่  ทำให้อาเธอต้องคิดหนักเรื่องการจะผูกมิตรกับชายคนนี้...ว่ามันดีแล้วจริงๆน่ะหรือ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น