The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 9 : การตัดสิน กฎและข้อตกลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 พ.ค. 58

 ตอนที่ 9 การตัดสิน  กฎและข้อตกลง

 

       ห้องพัก

        :เคน  สตาฟเฟอร์

        “ไม่เจอกันนานเลยนะลูกชาย”  เคนกล่าวคำทักทายแก่ลูกชายของตนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

        เคนพยายามเรียกรอยยิ้มออกมาแทนที่จะเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข  เขาไม่ได้พบหน้าลูกชายคนนี้มานานมากแล้ว  นานมากเสียจนเหมือนเขาเกิดกันคนละยุคสมัย  ทันทีที่ได้เห็นหน้าลูกชาย  เคนก็อยากจะทำอย่างที่ไวโอล่าภรรยาของเขาทำ  คือการกระโดดเข้าไปกอดเจ้าลูกชายที่เติบโตขึ้นมากเสียจนน่าตกใจ  โลแลนสูงเกือบจะเท่าเขาอยู่แล้ว  และโลแลนก็ยังมีความสามารถทางด้านพลังจิตที่น่าทึ่งอีกด้วย  ใบหน้าของโลแลนช่างเหมือนผู้มีพระคุณคนสำคัญของเคนเสียจริง...

        “โลแลน...เข้าไปหาพ่อเขาหน่อยสิลูก”  ไวโอล่าพยายามเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีให้เคนกับลูกชาย

        หลายปีที่เคนไม่ได้เจอหน้าภรรยาผู้แสนดี  เธอดูผอมลงแต่ก็สวยขึ้นในอีกมุมมองหนึ่ง  ผมสีแสดแดงของเธอยังคงทอประกายเมื่อแสงไฟตกกระทบ  เคนชื่นชมและรู้สึกของคุณที่เธอไม่แม้แต่จะกล่าวโทษเขาที่จากเธอไปนานหลายปีโดยไม่ได้ติดต่อไป  และเธอยังต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงโลแลนส่งลูกของพวกเขาเข้าเรียน  และทำให้เจ้าลูกชายมีชีวิตที่เป็นปกติ  เธอสมควรจะได้รางวัลคุณแม่ยอดเยี่ยมตลอดกาลเลยทีเดียว

        โลแลนยืนนิ่งและไม่ยอมสบตาเคนตรงๆ  ซึ่งนั่นไม่ได้ช่วยให้เคนรู้สึกดีขึ้นเลย  เขาพอจะรู้ตัวแล้วว่าตัวเองอยู่ในสถานภาพอะไร...คนนอก...ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สมเหตุสมผลที่โลแลนจะคิดแบบนั้นแล้ว  ไม่ใช่ความผิดของเด็กคนนี้เลย  คนที่จากครอบครัวไป  คนที่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือบครอบครัว  คนที่ไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อที่ดีอย่างเคน  สมควรแล้วที่จะถูกลูกชายมองว่าเป็นคนนอกที่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเด็กคนนี้  เหมือนมีดหลายล้านเล่มพุ่งมาแทงเข้าที่หัวใจ...เคนรู้สึกได้ว่าลูกชายของเขายังไม่ยอมรับในตัวเขา  แน่ล่ะ  เป็นเคนก็ทำใจให้ยอมรับได้ยากเหมือนกัน  ถ้าเป็นเขาที่ได้เจอพ่อที่ไม่ได้เจอกันนาน  เขาคงจะพุ่งเข้าไปแล้วประเคนรอยเท้างามๆให้คนที่เรียงตัวเองว่าเป็นพ่อของเขาเสียให้หนำใจ...และการที่โลแลนไม่ทำแบบนั้นก็ยิ่งทำให้เคนรู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีก

        โลแลนไม่ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย  ไวโอล่าพยายามพูดเกลี้ยกล่อม  แต่เด็กคนนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาเลย

        “โลแลน...ลูกควรจะทักทายพ่อของลูกเสียหน่อยนะ”  ไวโอล่ากล่าว

        เคนถอนหายใจเบาๆ  “ไม่เป็นไรหรอกไวโอล่า...”

        แต่ในตอนนั้นเองที่โลแลนยื่นมือข้างหนึ่งออกมา  เขาพูดว่า  “จับมือ...ทักทายแบบลูกผู้ชาย”

        ในตอนแรกเคนก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ  แต่แล้วเขาก็ฉีกยิ้มออกมา  “ได้เลย...”  เคยกล่าวพลางยื่นมือเข้าไปหาลูกชาย  “เป็นลูกผู้ชายสินะ...”

        ทว่าโลแลนกลับกระตุกยิ้มเล็กๆที่มุมปาก  กว่าเคนจะเข้าใจความหมายของรอยยิ้มนั้นก็สายเกินไปแล้ว  โลแลนจับมือเขา  และเคนก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกไฟฟ้าอ่อนๆช็อตที่ฝ่ามือ...นี่เป็นพลังของโลแลนไม่ผิดแน่  บางที่เจ้าตัวก็คงจะรู้อยู่แล้ว  เคนพยายามฉีกยิ้มเสมือนว่าที่ฝ่ามือของเขาไม่ได้กำลังถูกบิดผันอยู่  เคนพูดลอดไรฟันว่า  “พ่อคิดถึงลูก!

        โลแลนฉีกยิ้มเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  “อา...ผมกำลังจะพูดว่าผมดีใจ  ที่ได้เจอพ่อ...อย่าห่วงเลย  ผมเข้าใจ  ผมไม่โกรธที่พ่อทำตัวแย่อย่างเช่นการแอบจองตั๋วบินมาเที่ยวขั้วโลกเหนือโดยไม่พาผมมาด้วยหรอก  ดังนั้นสบายใจได้...ผม  ไม่  ได้  โกรธ  พ่อ!

        ประโยคสุดท้ายโลแลนค่อนข้างจะเน้นเป็นพิเศษ  ดูเหมือนเคนจะเจอศึกหนักเสียแล้ว  ลูกชายของเขาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ  เด็กคนนี้ร้ายกาจกว่าที่เขาคิดไว้  ทั้งเรื่องที่บอกว่าไม่โกรธที่เคนจากไปนานและการกระทำแบบยิ้มแย้มแบบนั้นด้วย...เคนพอจะรู้แล้วว่าลูกชายของเขาโกรธในตัวเขามากแค่ไหน

        ไวโอล่าฉีกยิ้มกว้างอย่างพอใจ  ดูเหมือนเธอจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติที่ฝ่ามือของเคนเลย  เธอพยักหน้าและพูดว่า  “อ้า!...พ่อลูกเข้าใจกันแล้ว  ยอดเยี่ยมจริงๆ  แม่คิดว่ามันจะยากกว่านี่เสียอีกดูเหมือนจะง่ายกว่าที่คิดนะ  ง่ายกว่ามากเลย!

        ไม่  มันยากสุดๆไปเลย  เคนนึกอยากร้องไห้ในใจ

        แต่โลแลนกลับตอบออกไปพร้อมรอยยิ้มว่า  “ครับ...ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

        ไวโอล่ากอดโลแลนอีกครั้ง  เธอหันมาส่งยิ้มที่ชวนหลงใหลให้เคนเป็นกำลังใจก่อนจะเดินไปที่ประตู  “แม่จะให้เวลาพ่อลูกได้คุยอะไรกันในแบบของลูกผู้ชายนะ  หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี”

        แล้วเธอก็เดินออกไปจากห้อง  ทิ้งให้เคนยืนจับมือค้างอยู่กับลูกชายในห้องเพียงสองคน

        ทันทีที่ไวโอล่าเดินออกไป  โลแลนก็แทบจะเปลี่ยนท่าทีเป็นคนละคน  เขาผละมือออกอย่างแรงจนเคนตกใจ  เคนมองไม่เห็นดวงตาของเด็กคนนี้เลย  เพราะเส้นผมสีน้ำตาลที่ยาวลงมาปิดบังใบหน้า  นั่นทำให้เคนไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ลูกชายของเขากำลังคิดอะไรอยู่

        โลแลนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย  เขาเกือบจะสูงเท่าเคนอยู่แล้วเชียว  ภาพนั้นทำให้เคนแอบยิ้มออกมาหน่อยๆ  แต่ทว่า  ในตอนนั้นเองที่โลแลนพูดขึ้นอย่างเย็นชาว่า  “ผมยังไม่ยอมรับคุณ”

        แววตาของโลแลนสื่อให้รู้ว่าเขาจริงจังสุดๆ...และก็ทำให้เคนรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาเหมือนเขาเป็นโรคหัวใจฉับพลัน  เคนรู้ได้ในทันทีว่าเขาทำพลาด  แค่เขาคนเดียว  เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของโลแลนที่อยากจะโกรธหรือเกลียดเขา  และแน่นอน  การที่โลแลนไม่ยอมรับในตัวเขา  นั่นก็เป็นสิ่งที่สมควรจะเกิดขึ้นแล้ว  เคนไม่มีข้ออ้างจะมาโต้งเถียง  ถึงเขาจะพูดออกไปว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำลงไปก็เพื่อภรรยาและลูกชายของเขา...แต่ในความคิดของโลแลน  มันคงจะเป็นเพียงแค่คำแก้ตัวทุเรศๆที่พ่อแย้ๆคนหนึ่งจะพูดออกมาเพื่อแก้ต่างให้ตนเองที่จากครอบครัวไปอย่างไร้ความรับผิดชอบเท่านั้นเอง

        เคนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของลูกชาย  เขารู้สึกได้  เด็กคนนี้ไม่ได้เกลียดเขา  หมายถึงไม่ได้เกลียดที่สุด  แววตาของโลแลนทั้งจริงจังและดูสับสน  เหมือนเขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะโกรธเคนดีไหม  หรือสิ่งที่เขาทำลงไปมันถูกหรือเปล่า

        เคนกำมือข้างที่รู้สึกเจ็บเอาไว้  “พ่อรู้น่า...รู้มาตลอด  ลูกทำได้ดีนะ  ที่พยายามทำดีกับพ่อต่อหน้าแม่  ลูกคงไม่อยากให้แม่เสียใจใช่มั้ยล่ะ...ไม่เลวเลย”

        “อย่าทำให้ผมสับสน”  โลแลนบอก  “แน่นอน  ผมต้องทำแบบนั้นแน่  มีลูกคนไหนจะไม่ทำแบบนั้นบ้าง...แต่ถึงแบบนั้นคุณก็ไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนเรื่อง  จะอธิบายหน่อยได้ไหม...คุณรู้ดีว่าเรื่องอะไร  ตอบผมที่  ทำไม!

        ในช่วงเวลาที่โลแลนเอ่ยคำๆนั้น  เคนเพียงแต่หลับตาลง  และยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะเขา  แค่เขาคนเดียว  เขาสามารถเก็บมันเอาไว้  ไม่พูดถึงและลืมมันไป...แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น

        เคนลืมตาขึ้น  “เพราะ  นั่นเป็นการปกป้องลูก  ทั้งลูกและแม่ของลูก...รวมถึงทุกๆคน  ที่นี่”

        โลแลนหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง  เขาดูมึนงงและสับสน  ซึ่งนั่นไม่ใช่ความผิดของเด็กคนนั้นเลย

        “ลูกมีสิทธิที่จะโกรธและเกลียดพ่อ  พ่อไม่อยากแก้ตัว..เพราะถึงพ่อจะพูดอะไรออกไป  มันก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี  จริงอยู่ที่พ่อไม่ได้ทำหน้าที่ของพ่อที่ดี  ไม่ได้อยู่กับลูก  ไม่ได้อยู่กับแม่ของลูก  ไม่ได้ดูแลครวบครัวอย่างที่ควรจะเป็น  นั่นเป็นความผิดของพ่อ  ซึ่งพอก็ขอยอมรับผิดแต่โดยดี...พ่อไม่ได้อยากให้เรื่องทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้  แต่พ่อไม่มีทางเลือก  พ่อแค่อยากจะขอให้ลูกให้อภัยพ่อคนนี้  ให้โอกาสพ่อได้แก้ตัว...พ่อสัญญา  ต่อจากนี้  พ่อจะไม่ยอมให้เรื่องเลวร้ายแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว  ไม่ยอมเด็ดขาด!  เคนยืนยันคำแข็ง

        “คุณรู้หรือเปล่าว่าผมกำลังคิดอะไร”  โลแลนถามเสียงเรียบ  “ถ้าเป็นพ่อของผม...ต้องรู้สิ  คำตอบของผมน่ะ”

        คำถามของโลแลนเป็นคำถามธรรมดา  ที่ไม่ธรรมดาสำหรับเคน...ไม่เลย  เคนรู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมากะทันหันจนอยากจะวิ่งออกไปเอาหัวโขกพื้นน้ำแข็งให้สมองของเขาค้นพบคำตอบที่ถูกต้อง  ความคิดของโลแลน...เคนไม่รู้เลย  โลแลนสามารถปฏิเสธเขาได้ถ้าต้องการ  และก็สามารถตอบตกลงกับเขาได้ด้วยเช่นกัน  และนั่นแหละที่เป็นเรื่องยาก...คือเคนไม่รู้ว่าในตอนนี้โลแลนกำลังคิดอะไรอยู่  ไม่รู้เลยสักอย่าง  แววตาของโลแลนช่างอ่านได้ยาก  ยากเสียยิ่งกว่าการอ่านใจคนเสียอีก  โลแลนไม่ได้ช่วยให้เคนรู้สึกดีขึ้นเลย...เด็กคนนี้กดดันเก่งเหมือนแม่เลย!

        ใจหนึ่งเคนอยากจะตัดบทการสนทนาไปเสีย  แต่นั่นมันก็งี่เง่าเกินไป  แววตาที่จริงจังของโลแลนในตอนนี้เหมือนกำลังจะบอกว่า  ผมไม่เล่น  อะไรประมาณนี้

        เคนพยายามจะอ้าปากพูด  แต่เขาก็พูดไม่ออก

        “ที่เงียบนี่  หมายความว่าไม่รู้ใช่หรือเปล่า”  โลแลนพูดราวกับว่าเขานึกเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

        ...ถ้าเป็นพ่อของผม...ต้องรู้สิ...

        เคนอ้าปากและพูดอะไรที่งี่เง่ามากๆออกไป  “ใช่!  พ่อไม่รู้...”  เคนยอมรับ  “ที่จริง  จะพูดให้ถูกคือ  ลูกเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

        โลแลนขมวดคิ้วและก้าวถอยหลัง  “หา...ว่าไงนะ?

        “ลูกเองก็ไม่รู้เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ  คำตอบที่จะตอบพ่อน่ะ...”  เคนตอบและพยายามตั้งท่าให้แนบเนียนเข้าไว้  “ลูกคงจะสับสนไม่ใช่น้อยเลยใช่หรือเปล่า  พ่อรู้ว่ารู้กำลังรู้สึกแบบนั้น  สับสน  กังวล  และไม่เข้าใจ  ลูกสันสนว่าควรจะเชื่ออะไรดี  กังวลว่าสิ่งที่ตนเองเชื่อจะผิด  และไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงมีความเชื่อแบบนั้น  ซึ่งลูกคงจะตัดสินใจไม่ได้...ถ้าให้พ่อถาม  ทำไมลูกไม่ตอบพ่อล่ะ  เรื่องโอกาสน่ะ...”

        ทันทีที่พูดจบเคนก็นึกอยากจะมอบรางวัลชนะเลิศการแถเรื่องราวแนบเนียนอันดับหนึ่งให้กับตัวเอง  เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดเรื่องแบบนั้นออกไป  และไม่รู้ด้วยว่าเขาคิดคำพูดเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างไร...เขาต้องบ้าไปแล้วแน่  แต่ทว่า  ก่อนที่เขาจะทันได้โทษตัวเองที่ทำอะไรงี่เง่าลงไป  ในตอนนั้นเองที่โลแลนดูจะมีท่าทีแปลกไป  เด็กคนนั้นก้าวถอยหลังจนติดกำแพงเหมือนเขารังเกียจเคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

        โลแลนเปลี่ยนอารมณ์ได้ดีทีเดียว  ตอนนี้เขากลายเป็นเด็กขี้ระแวงไปเสียแล้ว  และที่เป็นแบบนั้น...อาจเป็นเพราะ  ส่งที่เคนพูดออกไป  มันเป็นความจริงก็ได้...โลแลนเอาแต่บ่นพึมพำประมาณว่า  โกหกน่า  ฉันรู้หรอก  เรื่องแค่นี้  และตบท้ายด้วยประโยคสุดโดนใจแบบ  ตาแก่นี่ไม่มีทางรู้หรอก

        เคนทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่โลแลนแอบพูด  “พ่ออยากได้คำตอบจากลูกแล้วล่ะ...”

        โลแลนดูขมวดคิ้วอย่างระแวง  เขากอดอก  “นั่นมันไม่ยุติธรรมเลย!  คุณไม่รู้ตัวหรือไงว่าตัวเองเป็นอะไรสำหรับผม  ผมยังไม่คิดว่าคุณเป็นพ่อของผมหรอกนะ...”

        “สรุปคือ...?  เคนพูด

        “คิดเอาเองสิ!  ถ้าคุณมีสมองมากพอก็ต้องรู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ!  โลแลนโวย  “อย่างน้อยๆ  คนเป็นพ่อก็ต้องรู้!

        ในเวลานั้นเองที่มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเคน  “คิดหรือ...?  ได้เลย  ถ้าลูกให้พ่อคิด  พ่อก็ขอตอบตามใจตัวเองเลยแล้วกัน  ว่าลูกให้โอกาสพ่อได้แก้ตัว  ลูกจะยอมรับในตัวพ่อ  และลูกก็จะเป็นลูกที่ดี  เท่ากับว่าพวกเรามาสงบศึกกันก่อนในช่วงนี้...พูดแบบนั้นมันคงจะเข้าใจมากกว่า”  เคนขยิบตาให้ลูกชายที่กำลังอึงกับคำพูดแบบคิดเองเออเองของเคน  “...ตกลงตามนั้นเลยนะ  เจ้าลูกชาย!

        โลแลนถูแขนตัวเอง  “น่าขนลุกแฮะ...”

        เคนฉีกยิ้มใสซื่อ  “ลูกว่าไงนะ?

        “เปล่า...!

        “งั้นก็ตกลง...ถือว่าพวกเราเข้าใจกันนะ”  เคนตบไหลโลแลนเบาๆ  แต่แล้วมือของเขาก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นเหมือนมันกำลังถูกใบมีดหรือของมีคมกรีด  “โอ๊ะ!

        โลแลนทำหน้าไม่พอใจ  “ไรลุง...”

        “ลุงหรือ...”  เคนพยายามฝืนยิ้ม  เขาพลิก ฝ่ามือขึ้นและพบรอยถลอกเล็กที่ฝ่ามือ  เขาชูให้โลแลนดู  “ลูกยังควบคุมพลังไม่ได้...จริงๆด้วยสินะเนี่ย  อันตรายใช้ได้เลย”

        “เปล่า  เมื่อกี้นี้จงใจ”  โลแลนพูดเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แววตาของเขาดูจะสนุกไม่ใช่น้อยที่ได้แก้แค้นพ่อคนนี้

        “จงใจ?  ถ้าอย่างนั้นลูกก็ควบคุมพลังได้แล้วน่ะสิ”  เคนพูด  “พ่อนึกว่าลูกยังทำไม่ได้เสียอีก”

        โลแลนเอียงคอ  ไม่เข้าใจในสิ่งที่เคนพูด  “พูดเรื่องอะไรน่ะ  ผมควบคุมไอของแบบนั้นเป็นซะที่ไหนกัน  ตอนอยู่ในเรือนจำผมยัง...”

        เสียงของโลแลนขาดหายไป  เคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเรือนจำที่โลแลนถูกกักบริเวณ  แต่เขาก็พอจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเด็กคนนี้เสียเท่าไร

        “พลังจิตมันขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ใช้ด้วยนะ  เวลาลูกรู้สึกโกรธหรือไม่ชอบใจ  เวลาที่ลูกตกใจหรือตื่นกลัว  มันรับรู้ได้ว่าผู้ใช้กำลังตกอยู่ในอันตราย  พลังพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของลูก...ลูกรู้สึกอย่างไรมันก็รู้สึกอย่างนั้น”  เคนอธิบาย  “มันคงจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายน่ะ”

        โลแลนทำหน้าเหยเก  “แล้วไง  ที่พวกเราตกลงสงบศึกกันนี่ไม่ได้หมายความว่า  คุณมีสิทธิมาเทศนาสั่งสอนผมนะ  แล้วผมก็ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่คุณพูดด้วย  ท่านด็อกเตอร์สตาฟเฟอร์”

        เคนสะดุ้ง  “รู้เรื่องนั้นด้วยหรือ?

        “ก็ไม่ได้อยากรู้หรอกนะ  แต่รู้สึกว่าคุณจะถูกเรียกแบบนี้ไม่ใช้หรือไง  อาเธอร์ก็เรียกแบบนี้นะ  “โลแลนเกาคางเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่าง  “อ่า...แต่ดูเหมือนตาลุงสภากับเซลีนจะไม่ค่อยพอใจคุณสักเท่าไรนะ”

        เคนหัวเราะแฮะๆ  “แทนที่จะเรียกคุณเฉยๆ  ช่วยเติมคำว่าพ่อตามไปด้วยได้หรือเปล่า...เป็น  คุณพ่อน่ะ”

        “พ่อ!  โลแลนออกเสียงประชด  “ได้เลย!

        แล้วเคนก็หยุดนิ่งไปเล็กน้อย  เขาพยักหน้าพอใจเบาๆ  อย่างน้อยๆโลแลนก็ยอมเรียกเขาว่าพ่อแล้วล่ะนะ

        “จริงสิ  ลูกพูดว่ามีคนไม่พอใจพ่อสินะเมื่อครู่นี้น่ะ”  เคยเอ่ย

        “เอ่อ...ก็ใช่”  โลแลนทำท่านึก  “ก็ตาลุงสภากับเซลีน”

        เคนอ้าปากค้างโลแลนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องขังให้ฟัง  ซึ่งสิ่งที่เคนพอจะเข้าใจก็คือ  โลแลนเจอคนๆนั้นแล้ว  เคนแทบจะอยากร้องตะโกนออกมาดังๆ...เคนจ้องมองใบหน้าของโลแลน  เด็กคนนี้เติบโตขึ้นมากจริงๆ  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีความสามารถแบบใคร  เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีความสำคัญแค่ไหน  และเขาก็ยังไม่รู้ด้วยว่าชะตากำของเขาถูกกำหนดเอาไว้อย่างไร  เคนไม่อยากนึกถึงเรื่องในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อน...เรื่องที่ไม่น่าจดจำ

        “พ่อไปทำอะไรไว้ผมไม่รู้  แต่ดูเหมือนเซลีนกับตาลุงสภาจะไม่ชอบพ่อเอาเสียเลย”  โลแลนบอก

        “ตาลุงสภาที่ว่าเนี่ย  หมายถึงเอียน  ไพรบ์ คนที่ชอบใส่หมวกสูงๆใช่หรือเปล่า”  เคนเอ่ยถาม

        ซึ่งโลแลนก็พยักหน้าตอบมาว่า  ใช่!...เขาหัวเราะออกมา  “อะไรกัน  ตาลุงสภานั่นชื่อเอียนหรอกหรือ...ก็ว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกชื่อตรงๆ...”

        อา  ใช่เลย...นี่ล่ะลูกชายชองเคน  ทั้งนิสัยที่เป็นที่รำคาญของผู้อื่นและไอความอยากรู้อยากเห็นที่มากจนเกินไปแบบนี้  มีแต่คนสายเลือดสตาฟเฟอร์เท่านั้นแหละที่จะเข้าใจ

        “ลุงคนนั้นเขาชอบลูกหรือเปล่า?  เคนเอ่ยถาม

        โลแลนเบิกตากว้าง  และพูดรัวๆว่า  “ไม่มีทาง  ไม่จริง  ไม่ๆๆๆ!

        “มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ...?  เคนพยายามพูด  เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโลแลนถึงพูดแบบนั้น

        “แย่กว่านั้น!  โลแลนเน้น  “ตาลุงนั่นไม่มีทางปลื้มผมหรอก...อย่างน้อยๆ  มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้”

        “โอ้  แบบนั้นคงจะแย่แน่”  เคนพูด  “รู้มั้ย  เอียนเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมในการตัดสินคดีของลูก...ถึงจะแค่คนเดียว  แต่การสร้างมิตรกับผู้อื่นไว้ก่อนย่อมดีกว่า  พอจะเข้าใจที่พ่อพูดไหม”

        “ไม่เลย...”  โลแลนตอบเสียงเรียบ

        เคนเดินมาวางมือลงบ่นไหลของโลแลน  และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง  “ไม่เป็นไร  สิ่งที่พ่อพยายามจะพูดก็คือลูกควรจะขอความช่วยเหลือถ้ามีโอกาส  พ่อรู้ดี...การตัดสินลูก  ในไม่ช้านี้  พ่อเสียใจที่ทำอะไรไม่ได้  ลูกต้องช่วยตัวเองและนั่นล่ะที่ลูกไม่สามารถทำได้...”

        โลแลนปัดมือของเคนออกและก้าวถอยหลัง  “ไม่!  พ่อเข้าใจผิดแล้ว...ผมทำได้!  น้ำเสียงของโลแลนดูลังเล  “...ถึงผมจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก็เถอะ!  แต่นั่นไม่สำคัญ  ผมไม่สนว่าใครจะทำไม  ไม่สนว่าใครคิดว่าสภาอะไรนั่นใหญ่มาจากไหน  และผมก็ไม่สนด้วยว่าคนพวกนั้นคิดยังไง  ประเด็นคือผมดูแลตัวเองได้...ให้พูดกันตรงๆเลยมั้ย  ผมยังไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง...”

        ในจังหวะนั้นเองที่โลแลนพูดจบก็มีมือเล็กๆของใครบางคนยื่นเข้าไปยิกเข้าที่แก้มข้างหนึ่งของโลแลน  ซึ่งนั่นก็ทำให้เคนเผลอสะดุ้งไปตามๆกัน

        “โอ๊ย!!...”  โลแลนร้องพลางเอามือขึ้นมากุมแก้มของตนเอง

        “สวัสดีค่ะ!  แอวีแอสเน่กล่าวทักทาย  ด้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อยอย่างเคย

        เคนกลอกตา  “ขอเวลาส่วนตัวหน่อยจะได้ไหม  โชว์...ลมพายุอะไรหอบให้เธอมาอยู่ที่นี่กันเนี่ย”

        แอวีแอสเน่หันมาฉีกยิ้มเล็กให้เขา  ทำเอาโลแลนที่ยืนอยู่ข้างๆทำอะไรไม่ถูกกันเลยทีเดียว...นี่สิ  แม่สาวอันตราย  หรืออย่างน้อยๆก็อันตรายสำหรับผู้ชายที่อ่อนต่อโลก  เช่นโลแลนเป็นต้น  เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของผู้ชายที่เคยได้รับรอยยิ้มของแอวีแอสเน่จะต้องหลงเสน่ห์เธอ   หลังจากนี้เคนคงจะต้องเตือนลูกชายของเขาเอาไว้ให้ดีเสียแล้ว...

        แม่สาวตัวแสบไม่พูดอะไรต่อ  เธอเอาแต่ยืนนิ่งเหมือนอยากให้เคนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน  ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นไปได้ด้วยดีเลยในขณะที่ทางด้านหลัง  อาเธอร์  มีแกรม  เด็กหนุ่มผมทองที่เคนหรอกให้ช่วยงานสุดอันตรายคนนั้นกำลังเดินเข้าประตูมาหาเขา

        “อรุณสวัสดิ์ทุกคน”  อาเธอร์ทักทาย  สภาพของเขาดูโทรมอย่างถึงที่สุด  เหมือนเขาเพิ่งจะไปมีเรื่องกับสัตว์ทดลองตัวใหม่มา  เขาสวมเสื้อยืดและกางเกงขากระบอกตัวใหม่  เสื้อคลุมของเขายังมีรอยขาดเล็กๆอยู่มากมาย...ใจหนึ่งเคนก็รู้สึกแย่ที่บังคับให้เด็กหนุ่งคนนี้ไปทำงานที่เสี่ยงอันตรายโดยไม่เต็มใจ  แต่อีกใจหนึ่ง  ซึ่งเป็นจิตใจส่วนที่ต่ำช้า  และน่ารังเกียจ  มันทำให้เคนรู้สึกสะใจและมีความสุขที่ได้กลั่นแกล้งเด็กโง่ที่ยอมผู้อื่นไปทั่วอย่างอาเธอร์...เอาล่ะ  จนถึงตอนนี้พวกคุณคงเริ่มจะเกลียดขี้หน้าเคนแล้ว  เยี่ยมเลย!...

        “เอ่อ...”  อาเธอร์มองไปรอบห้อง  เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  อาเธอร์หัวเราะแฮะ  “เอ่อ...ผมมาผิดจังหวะหรือเปล่าเนี่ย?

        “ไม่เลย!  แอวีแอสเน่ชิงตอบก่อนเคน  “พวกเรามาถูกเวลาเป๊ะเลยล่ะ...ฉันแค่อยากจะมาให้กำลังใจโลแลนก่อนขึ้นศาลก็เท่านั้นเอง”

        ใบหน้าของโลแลนกลายเป็นสีชมพู  เขาพูดตะกุกตะกักออกไปว่า  “ฉะ  ฉัน...มาหาฉันหรือ?

        แอวีแอสเน่เดินเข้าไปใกล้โลแลนมากขึ้น  ซึ่งมันก็อยู่ในระยะอันตรายสำหรับชายหญิงเลยทีเดียว  เธอพูดว่า  “ใช่แล้วล่ะ...”

        ประโยคนั้นคงเป็นเหมือนลูกธนูหัวใจที่พุ่งไปปักที่ใจกลางหน้าอกของโลแลน  เพราะท่าทางของโลแลนเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ  เหมือนเขากำลังขาดอากาศหายใจขั้นรุนแรง

        เคนเดินไปลากแอวีแอสเน่ออกมา  ในขณะที่อาเธอร์เดินเข้าไปดูอาการหัวใจเกือบล้มเหลวของโลแลน

        “คิดจะทำอะไร!....หว่านเสน่ห์ใส่ลูกชายของฉันหรือ  โชว์”  เคนเค้นคำถามใส่แอวีแอสเน่ไม่ยั้ง  โดยที่เด็กสาวเอาแต่ทำหน้ายิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        “ฉันเปล่านะค่ะ...ไม่ได้มีเจตนาเลวร้ายแบบนั้นเสียหน่อย”  เธอว่าพลางเอื้อมมือมาตบไหล่เคนเบาๆ  เหมือนจะบอกว่า  หายห่วง  “ลูกชายของคุณน่ะชื่นชอบความโหด เถื่อนดิบมากกว่านี้ค่ะ...”

        คำพูดพวกนั้นไม่ได้ทำให้เคนรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย  เขาชำเลืองมองสภาพลูกชายของตัวเอง  ที่ตอนนี้ดูจะควบคุมสติอารมณ์ได้แล้ว  ถึงยังไงเคนก็ยังต้องเตือนเจ้าลูกชายคนนี้เอาไว้  บอกให้เขาได้รู้ถึงความอันตรายของสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า แอวีแอสเน่  โชว์...

        “ฉันไม่ชอบที่เธอมาทายรสนิยมเรื่องผู้หญิงของลูกชายของฉันหรอกนะ  ลืมเรื่องพวกนั้นไปได้เลย  ห้ามพูดด้วย!...”  เคนกอดอก  “และการที่เธอถ่อมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง  ก็คงเป็นอย่างที่แล้วๆมา  ต้องมีอะไรเป็นพิเศษ  อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นเรื่องพิเศษที่ทำให้คนอย่างเธอสนใจจะมาทำนายทายอนาคตให้มันได้สินะ...แล้ว...จะเป็นอะไรมั้ยถ้าเธอจะช่วยบอกฉันก่อน”

        แอวีแอสเน่ส่ายหน้า  “ไม่เอาค่ะ...มันไม่ใช่เรื่องสำคัญขนาดที่คุณจะต้องมาใส่ใจหรอกค่ะ  แล้วก็...เรื่องการตัดสิน  ตัวฉันเองก็ยังไม่ทราบผลของมัน”  เธอหันไปมองโลแลน  “แต่ลูกชายของคุณรู้ดี  ถ้าเขาทำตามที่ฉันบอก...ถ้าสำเร็จ  เรื่องผลการตัดสินก็ไม่จำเป็นต้องกังวลค่ะ”

        “ถ้านั่นเป็นคำพูดให้กำลังใจในแบบของผู้พยากรณ์  ฉันก็ขอรับเอาไว้ด้วยความเต็มใจล่ะนะ”  เคนก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ  “ใกล้จะได้เวลาแล้ว...ฉันควรจะทำอะไรดี”

        เคนรู้สึกสับสน  ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไร  ควรจะพูดอะไร  หรือควรจะให้กำลังใจลูกชายของตัวเองอย่างไร  อีกไม่นานสภาเอียน  ไพรบ์  จะเข้ามารับตัวโลแลนไปขึ้นศาล...เคนจะทำอะไรไม่ได้เลนหลังจากนี้  เขาจะไม่สามารถช่วยเป็นพยานให้ลูกชายของตัวเองได้  ในหลายๆความหมาย  เคนเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากจนเกินไป  และเมื่อเป็นแบบนั้น  เขาจึงไม่มีสิทธิเข้ามามีส่วนยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินคดีในวันนี้  หลายครั้งที่เคนรู้สึกเกลียดกฎข้อหามเหล่านั้น  แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรกับสิ่งที่น่ารำคาญพวกนั้นได้เลย

        “บอกลาและอวยพรค่ะ”  แอวีแอสเน่พูด  “ฉันว่าสิ่งนั้นคือคำพูดที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้”

        โดยปกติสมองของเคนจะตอบปฏิเสธความคิดเห็นทุกสิ่งอย่างของแอวีแอสเน่เสมอ  แต่ในครั้งนี้...เขาคิดว่าสิ่งที่เธอแนะนำ  มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด...

        ใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการตัดสินใจ  ในที่สุดเคนก็ส่งเสียงกระแอมออกมาเบาๆ  ทำให้เด็กชายสองคนที่กำลังยืนพูดคุยกันอย่างเมามันถึงกับหยุดชะงักไป  โลแลนหันมามองเขา  อาเธอร์ก็หุบปากเงียบเด็กคนนั้นหันหน้าไปมา  แววตาของเขาดูตื่นตัวเหมือนจะพูดว่า  ผมทำอะไรผิด  ส่วนแอวีแอสเน่ที่ยืนอยู่ข้างๆเคนก็คอยส่งยิ้มให้กำลังใจที่เคนคิดว่ามันไม่ได้ช่วยให้เขามีกำลังใจอยากจะเดินไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย

        “พูดสิคะ...”  แอวีแอสเน่กระซิบ  “ก่อนที่จะไม่มีเวลา  พูดสิ...ตอนนี้  เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

        เคนอยากจะตอบกลับไปว่า  ฉันรู้  ฉันกำลังพยายามอยู่  เธอช่วยหุบปากหน่อยจะได้ไหม!

        “โลแลน!  เคนเรียก

        ซึ่งโลแลนก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสุดประชดประชันว่า  “หา...!

        เคนดึงลูกชายหลบมุม  ในขณะที่แอวีแอสเน่ก็ช่วยเบนความสนใจของอาเธอร์ให้  นานๆที่เคนก็จะได้เห็นข้อดีของผู้พยากรณ์คนนี้แบบนี้แหละ

        “ต้องการอะไรเนี่ย?  โลแลนเอ่ยถาม

        “เอาล่ะ  โลแลน...นี่เป็นเวลาทอง  อีกไม่นานเอียนจะมารับตัวลูกไป  ลูกรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว”  เคนจับไหล่ลูกชาย  พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

        “ละ  แล้วไง”

        “...สิ่งหนึ่งที่ลูกควรจะรู้เอาไว้  คือ...ลูกเป็นคนสำคัญ...ไม่ใช่สำคัญสำหรับพ่อหรือแม่เท่านั้น  แต่ลูกเป็นคนสำคัญของที่แห่งนี้  พวกเขาจะพยายามกำจัดลูกหาลูกไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกไม่ใช่ตัวอันตราย...ไม่ว่าลูกจะทำได้หรือไม่  พ่อแค่อยากให้ลูกมั่นใจเข้าไว้  ยืดอกอย่างมั่นใจว่าลูกคือผู้มีความสามารถ  ลูกพิเศษกว่าใครก็ตามในที่แห่งนี้  และจงแสดงให้พวกเขาเห็น  ว่าลูกควบคุมมันได้  พลังของลูกจะทำตามที่จิตของลูกออกคำสั่ง  อย่างตื่นกลัว  แต่จงมีสมาธิ...พ่อรู้ว่าแค่คำพูดมันไม่สามารถทำให้ใครเข้าใจได้...”

        “ก็จริง...”  โลแลนเอ่ย  “ผมยังไม่เข้าใจ”

        “รู้ไหม...ลูกไม่จำเป็นต้องกังวล  ไม่ว่าใครจะคิดยังไง  เหมือนอย่างที่ลูกพูดในตอนแรกไง...อย่าไปสนใจคนอื่น  ลูกแค่ต้องเชื่อว่าลูกทำได้”  เคนวางมือทาบลงบนอกของโลแลน  “แล้วจิตของลูกจะเข้าใจเอง”

        “...ผมไม่”

        ก่อนที่โลแลนจะทันได้พูดอะไรก็ตามต่อจากนั้น  บานประตูน้ำแข็งก็ถูกเปิดออก  ตามด้วยสภาอาวุโสเอียน  ไพรบ์  ที่เดินเข้ามาและพูดว่า

        “หมดเวลาแล้ว...เจ้าหนู”

        เสียงแห่งการสนทนาดับลง  ภายในห้องเต็มไปด้วยความเงียบที่เข้าปกคลุมทั่วห้องอย่างรวดเร็ว  อาเธอร์และแอวีแอสเน่ไม่ได้พูดอะไร  ทุกสายตาจับจ้องไปที่โลแลน  เคนรู้สึกจุกที่คอหอย  ยังมีอีกหลายเรื่องที่เคนอยากจะพูดคุยกับโลแลน  ถึงเข้าจะรู้ดีว่ามันไม่เหลือเวลาอีกต่อไปแล้ว  แต่เขาก็ไม่อยากจะคิดแบบนั้น

        “อา...ถึงเวลาแล้วหรือ  ถึงผมจะไม่รู้ว่าเวลาอะไร  แต่ก็เอาเถอะ”  โลแลนว่า  และหันหลังทำท่าจะเดินตามเอียนไป

        ภายในเสี่ยววินาทีที่เคนมีความกล้า  เขาดึงแขนลูกชายเอาไว้

        โลแลนหันกลับมา  “มีอะไร?

        ไม่จำเป็นที่โลแลนจะต้องพูดอะไรต่อ  เคนก็แค่อยากทำในสิ่งที่พ่อคนหนึ่งควรจะทำ  เคนเข้าสวมกอดลูกชายในทันที  โลแลนไม่ได้มีทีท่ารังเกียจเคนอย่างที่ควรจะเป็น  เด็กคนนี้ไม่ได้พูดอะไร  เพียงแต่ยืนเงียบให้เคนสวมกอด

        เคนลูบผมลูกชายเบาๆ  “โชคดีเจ้าลูกชาย...ไม่ว่าจะยังไง  แค่อยากให้รู้ไว้  ว่าพ่อคนนี้อยู่ข้างลูกเสมอ  และตลอดไป”

        แล้วเคนก็ผละออก  โลแลนเกาหัวหงึกๆ  เคนไม่แน่ใจว่านั่นเป็นท่าทีเวลาเขินของโลแลนหรือเปล่า  แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร...

        “อา...”  โลแลนตอบเบาๆ

        คนไม่อาจอดกลั้นรอยยิ้มของตนเองในตอนนี้เอาไว้ได้  เขารู้สึกดีใจยิ่งกว่าอะไรดี  อย่างน้อยๆโลแลนก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะยอมให้พ่อคนนี้ได้แก้ตัว  เคนไม่คิดจะทำลายโอกาสสำคัญในครั้งนี้อีกแล้ว  ไม่มีทาง...

        ก่อนที่โลแลนจะเดินออกไปจากห้อง  แอวีแอสเน่ก็ส่งเสียงเรียกโลแลน  บางที่เคนอาจจะคิดไปเอง  แต่เขารู้สึกว่าโลแลนหันกลับมาหาแอวีแอสเน่แทบจะในทันทีหลังจากที่เธอเรียก  นี่สิ...ความแตกต่างของพ่อกับผู้หญิง

        แอวีแอสเน่เดินไปกระซิบอะไรซักอย่างที่ข้างหูของโลแลน  เคนไม่รู้ว่าแอวีแอสเน่คิดจะเล่นอะไรประหลาดๆกับลูกชายของเขาอีกหรือเปล่า  โลแลนเพียงแต่พยักหน้าตอบเธอเรียบๆ

        “ไปได้แล้ว”  เอียน  ไพรบ์เร่ง

        แล้วโลแลนก็เดินออกไปนอกห้อง  โดยไม่แม้แต่จะหันมามองเคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

        ทันทีที่โลแลนก้าวออกจากห้องไป  เคนก็ตรงดิ่งไปหาแอวีแอสเน่  “เธอพูดอะไรกับลูกชายของฉัน!

        แอวีแอสเน่โบกมือ  เหมือนจะบอกให้เคนใจเย็นลงหน่อย  “ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ...เพียงแต่”

        “เพียงแต่...อะไร?

        รอยยิ้มที่แสนคุ้นเคยปรากฏบนใบหน้าของแอวีแอสเน่อีกครั้ง  “เพียงแต่  ฉันคิดว่าฉันรู้ผลของการตัดสินในครั้งนี้แล้ว...ก็เท่านั้นเองแหละค่ะ”

 

        หน้าห้องพัก      

        : โลแลน  สตาฟเฟอร์

        “เป็นยังไงบ้างจ้ะ!  ลูกโอเคนะ”  ทันทีที่โลแลนก้าวออกจากห้องพักมา  เขาก็ได้พบกับแม่ของเขาที่ยืนอยู่ข้างประตู  เมื่อแม่เห็นเขาเดินออกมา  เธอก็สวมกอดโลแลนแน่น  เหมือนท่ากอดปลาหมึกยังไงยังงั้น  แม่ทำการตรวจเช็คสภาพร่างกายของโลแลนทุกซอกทุกมุม  จนเขารู้สึกว่าตัวเองเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์อันตรายที่สุดแสนจะน่าสะพรึงกลัวมา...(ซึ่งก็จริง)...คุณลุงสภาที่ยืนอยู่ข้างๆเอาแต่ฉีกยิ้มเป็นเชิงเยอะเย้ย  เหมือนเขาเห็นโลแลนเป็นเด็กน้อยที่กำลังอยู่ในช่วงติดนมแม่

        โลแลนผละออก  “คือ..แม่ครับ  ผมโอเค  สบายดี...”

        “ใช่แม่เห็น  รู้น่าว่าลูกสบายดี”  แม่บอก  พลางยื่นมือมาลูบผมโลแลน  “...แต่  แต่ต่อจากนี้  แม่  แม่ไม่คิดว่า”

        “ไม่มีอะไรหรอกครับแม่”  โลแลนให้คำมั่น  “แม่ก็รู้ผมเป็นคนยังไง  แบบว่า...เอาจริงๆเลยนะ  ผมไม่สนหรอกว่าจะโดนอะไรต่อจากนี้  ผมไม่คิดว่าพวกสภาจะมีอะไรดีเลยด้วนซ้ำ...”  คุณลุงสภากระแอมขัดจังหวะ  ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาที่โลแลนกำลังสบประมาท  “โอ้...ผมไม่ได้หมายถึงลุง”

        คุณลุงสภาหรี่ตา  “ดี...หวังว่ามันจะเป็นความจริงนะเจ้าหนู”

        โลแลนตัดสินใจปล่อยเรื่องของคุณลุงสภาไป  และหันกลับมาสนใจที่แม่ของเขาต่อ  “โอเค  เอาอย่างนี้  ถ้าแม่เป็นกังวลเพราะเรื่องอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้นกับผมในไม่ช้านี้...ผมจะพยายาม  พ่อบอกผม  ว่าผมมีสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริง  พิสูจน์ว่าผมสามารถควมคุมพลังได้  และถ้าผมทำสำเร็จมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ดังนั้น  ผมจะพยายาม...ผมคิดว่าผมทำได้นะรู้มั้ย”

        แม่โอบกอดโลแลน  อ้อมกอดของแม่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ทำให้โลแลนรู้สึกสบายใจ  “แม่รู้  แม่รู้ว่าลูกของแม่จะต้องทำได้  และแม่เชื่อด้วยว่าลูกจะทำสำเร็จ”

        คุณลุงสภากระแอมขึ้นอีกครั้ง  “ไวโอล่า...รู้นะเราไม่มีเวลา”

        “ขอนาทีเดียวค่ะ”

        แม่กอดโลแลนอีกครั้ง  “ลูกต้องไปแล้ว  อวยพร  ขอให้ลูกแม่โชคดี...และให้ลูกรู้ไว้  แม่อยู่ข้างลูกเสมอ”

        แปลกดีที่โลแลนได้ยินคำๆนี้อีกครั้ง  เมื่อไม่นานมานี้พ่อของเขาก็เพิ่งจะพูดแบบนี้กับเขาเหมือนกัน  ต่างกันตรงที่คำพูดของแม่ทำให้เขารู้ดีมากกว่าพ่อ  ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว

        “ครับผม”  โลแลนทำท่าจะเดินออกไป  แต่ความคิดเรื่องหนึ่งก็ผลุดเข้ามาในหัวอย่างกะทันหัน  เขาหันกลับมาและจ้องเข้าไปในดวงตาที่เป็นประการของแม่  “...ผมเพิ่งจะคิดได้  คือ  คือ  แม่รู้เรื่องทุกอย่างอยู่ตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ยครับ  หมายถึงเรื่องที่ผมเป็นแบบนี้น่ะ”

        แม่ก้มสายตาลงต่ำ  และนั่นล่ะคือคำตอบของแม่

        “เจ๋งเลยครับ”  แล้วโลแลนก็เดินออกไปพร้อมกับคุณลุงสภาโดยไม่ได้หันกลับมามองแม่  ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้โลแลนค่อนข้างมั่นใจว่าแม่ของเขากำลังร้องไห้

        ระหว่างเดินตามคุณลุงสภาที่พาเขาเดินตรงไปทางโน้นทีเลี้ยวไปทางนี้ทีโลแลนก็เอาแต่คิดเรื่องในอดีต  เรื่องที่แม่ของเขารู้เรื่องทั้งหมดมาโดยตลอด  แม่ไม่คิดที่จะบอกเขาสักคำ  เป็นเวลา 14 ปี  ช่วงเวลาที่แสนยาวนานที่แม่ปกปิดความรับทั้งหมดเอาไว้  จนถึงที่สุด  แม่ก็ไม่ยอมที่จะพูดออกมาว่าทำไมถึงต้องปกปิดเขาเรื่องนี้...ใจหนึ่งโลแลนรู้สึกหงุดหงิดที่เขาดูเหมือนคนโง่ที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยที่เกิดขึ้น  เขาเอาแต่โทษพ่อที่จากไป  โดยที่ไม่รู้เลยว่าพ่อทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร  เขาได้แต่กล่าวโทษทุกสิ่งและทุกอย่างสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดคือการทำตัวเป็นไองั่งไรสาระที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

        คุณลุงสภาพาเขาเดินลึกเข้าไปในตัวปราสาทเรื่อยๆ  ในจุดๆหนึ่งที่ทางเดินทางหมดเชื่อมต่อมาเป็นจุดเดียวกันที่ห้องโถงขนาดใหญ่  มันมีทั้งกว้างและร้างผู้คน  ตรงกลางห้องมีแทนทรงสีเหลี่ยมผลุดขึ้นมาจากพื้น  ทั้งห้องเป็นเหมือนโดมหรือไม่ก็ท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่  ถ้าให้เทียบกับด้านอกแล้ว  ห้องนี้ดูมีความเก่าแก่และโบราณ  พื้นห้องไม่ใช่น้ำแข็งแต่เป็นพื้นหินธรรมดาๆที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน...เยี่ยมเลย  บางทีถ้าโลแลนถูกทำโทษขึ้นมา  เขาอาจจะต้องทำความสะอาดที่แห่งนี้ให้ใหม่และสะอาดเอี่ยม  บนผนังห้องมีแต่รอยสลัก  เป็นทั้งภาพบิดเบี้ยวที่โลแลนดูไม่รู้เรื่องและตัวอักษรโบราณ  แต่โลแลนเห็นมันเป็นตัวหนอนกำลังทะเลาะกันมากกว่า

        โลแลนมองไปรอบๆห้อง  คุณลุงสภาไม่ได้พาเขาเดินต่อ  ซึ่งนั่นหมายความว่าโลแลนมาถึงสถานที่ตัดสินคดีแล้ว...แต่เขาก็ไม่เห็นตาลุงแก่ๆหรือใครก็ตามที่สามารถวางถ้าอยู่บนศาลและสั่งให้เขาไปทำความสะอาดพื้นของห้องนี้ได้  ไม่มีเลย  บางทีคุณลุงสภาอาจจะพาเขามาผิดห้อง  ที่นี่ดูไม่เหมือนห้องตัดสินคดีเลยแม้แต่น้อย  ในสายตาโลแลนมันดูเหมือนห้องเก็บของขนานใหญ่มากกว่า

        “เอ่อ...ลุง  ลุงพาผมมาถูกที่แน่นะ”  โลแลนถามคุณลุงสภาที่เอาแต่ยืนหันหลังให้เขา  ซึ่งคุณลุงสภาก็ไม่ได้ตอบกลับมา  ทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่โลแลนพูด  “คุณลุงเอียน...”

        ทว่าในครั้งนี้คุณลุงสภากลับหันมาหาเขาพร้อมสายตาที่แสนคุ้นเคย  สายตาที่อยากจะฉีกเนื้อโลแลนเป็นชิ้นๆแล้วเอาไปโยนให้หมีขาวกิน  คุณลุงสภาพูดเสียงแข็งว่า  “ว่า...ไง...นะ...เจ้าหนู”

        สัญชาตญาณบอกให้โลแลนหุบปาก  โลแลนหัวเราะแหะๆ  “เปล่าครับ  ผมแค่ถามว่าลุงพาเรามาถูกที่จริงหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง  คือ...ผมไม่เห็นใครเลยสักคน  แน่นอนลุงก็เห็น  ผมไม่ได้อยากถามอะไรลุงมากมายหรอกนะ  แต่ผมไม่คิดว่า...”

        แสงไฟที่สว่างวาบขึ้นในห้องสามารถปิดปากโลแลนได้ในทันที  แสงไฟส่องไปที่แท่นหินสี่เหลี่ยมที่ผลุดขึ้นมาจากพื้น  แล้วทันใดนั้นเองพื้นรอบห้องยกเว้นจุดที่โลแลนยืนอยู่และแท่นหินก็แยกตัวออกจากกัน  กลายเป็นหลุมขนากลึกล้อมรอบพื้นที่เขายืนอยู่  ด้านหน้าแท่นมีฝาหินเคลื่อนตัวขึ้นมาจากหลุมกว้างพร้อมด้วยพวกคนชายหญิงที่แต่งเครื่องแบบสีขวาเหมือนกับคุณลุงสภาอีก 7 คน  คนที่อยู่ตรงกลางเด่นกว่าผู้อื่นตรงที่หมวกของเขามีสีสันที่ค่อนข้างแปลกตา...ดีเลย  ทีนี้ห้องนี้ก็มีพระสันตะปาปาแปดคนแล้ว  เยี่ยม!  นิกายโรมันคาทรอลิคจงเจริญ

        ชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงกลางชี้นิ้วมาที่โลแลน  พร้อมด้วยพูดด้วยน้ำเสียงที่แห้งและหยาบกระด้าง  เหมือนเขากำลังต้องการน้ำอย่างรุนแรง  “โลแลน  สตาฟเฟอร์จงแสดงตัว!

        โลแลนใช้แขนสะกิดคุณลุงสภา  “เอ่อ...เขาหมายถึงผมใช่หรือเปล่า”

        คุณลุงสภาหัวเราะฮึๆ  “ถามอะไรโง่ๆ  ในห้องนี้มีคนอื่นชื่อโลแลน  สตาฟเฟอร์นอกจากเธออยู่อีกหรือ...นี่ห้องสัดสินนะ  อย่าโชว์โง่สิเจ้าหนู!

        “ขอบคุณมากเลยลุง”  โลแลนกักฟันพูด  “แล้วผมต้องทำไง”

        “ก็เดินเข้าไปสิ!...”  คุณลุงสภาว่า  ก่อนจะตบหลับโลแลนให้เดินไปที่แท่น  มีใครบอกลุงแกหรือยังว่า  แรงของลุงเหมือนแรงของหมีควายทุกประการเลย

        โลแลนเดินโซเซไปบนแท่นดิน  ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้น  เขาก็รู้สึกได้ถึงความไม่พอใจของเหล่าสมาชิกสภาที่นั่งทำหน้าบู้บี้อยู่ข้างบน

        ลุงที่อยู่ตรงกลางผายมือออกและพูดขึ้นว่า  “เชิญพยานในการตัดสินครั้งนี้!!

        แล้วหลุมว่างรอบห้องก็สั่นสะเทือน  แท่นหินสูงก็ยกตัวขึ้นรอบห้องพร้อมด้วยผู้คนหลายสิบคนที่นั่งอย่างเป็นระเบียบอยู่บนอัฒจันทร์  ทุกคนล้วนแล้วแต่สวมเสื้อคลุมสีดำเช่นเดียวกับโลแลน  โลแลนรู้สึกโดนเด่นเกินไป  แม้เขาจะไม่ได้มองสายตาของผู้คนที่อยู่บนอัฒจันทร์ตรงๆ  แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าทุกสายตากำลังเพ่งมองมาที่เขา  ไม่ว่าคนพวกนั้นจะปรารถนาดีต่อเขาหรือไม่  โลแลนก็ขอคิดเอาไว้ก่อนว่าคนพวกนั้นกำลังมองเขาเป็นตัวอันตรายที่สามารถทำให้พวกเขาหายไปได้ทุกเมื่อ...ใช่  แบบนั้นคงไม่มีใครมองโลแลนด้วยสายตาเป็นมิตรอย่างที่ควรหรอก

        ท่านสภาสูงสุดที่อยู่ตรงกลางประกาศว่า  “ขอเริ่มการตัดสินคดี!

        โลแลนพยายามมองไปรอบห้อง  และหวังว่าเขาจะเจอเซลีน  ทราเซียนั่งอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนอัฒจันทร์  ซึ่งโลแลนก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนั้นหรอกนะ  การตามหาตัวเซลีน  ทราเซียอาจเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่เขาอยากจะทำ  แต่เพราะเขาได้ทำสัญญากับเด็กผู้หญิงคนนั้นเอาไว้แล้ว  และถ้าสัญญานี้หมายถึงสัญญาเดียวกันกับที่แอวีแอสเน่พูดถึง  มันก็มีความสำคัญมากสำหรับโลแลน...แม้เซลีนจะบอกว่าเธอไม่เคยผิดสัญญา  แต่ถึงแบบนั้นโลแลนก็ทำใจให้สงบไม่ได้อยู่ดี  เขาแค่รู้สึกกลัว  กลัวว่าตัวเองจะถูกหักหลัง

        “สภาผู้รับผิดชอบ!  สภาสูงสุดว่า  และคุณลุงสภาก็ก้าวมายืนข้างโลแลน  ท่านสภาสูงสุดพยักหน้า  และหันมาจ้องโลแลน  “ผู้ต้องหา!

        ...

        ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ห้องเงียบกริบ  เงียบจนโลแลนเริ่มจะรู้ตัวว่าเขากำลังทำตัวเป็นคนปัญญาอ่อนต่อหน้าสาธารณะชน  ถ้านี่เป็นภาพในจิตนาการ  ในห้องนี้คงจะมีนกกามาบินวนรอบหัวของโลแลนไปแล้ว  เขารู้สึกได้ว่ากำลังตกเป็นเป่าสายตาขั้นรุนแรง  ผู้คนบนอัฒจันทร์เริ่มส่งเสียงหัวเราะเบาๆ

        สภาเจ็ดคนที่อยู่ด้านบนพากันส่งยิ้มแบบเหยียดหยามมาให้โลแลน  ราวกับว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่าโลแลนจะต้องทำเรื่องน่าอับอายบนศาล

        ท่านสภาสูงสุดส่งเสียงกระแอมให้ทุกคนเบาเสียงหัวเราะลง  “ใช่  ฉันพูดว่า  ผู้ต้องหา”

        ชายคนนั้นเพ่งสายตามาที่โลแลน  ด้วยความสมองช้าของโลแลนทำให้เขาไม่เข้าใจว่าสายตาของสภาสูงสุดหมายความว่าอย่างไร  แต่แล้วคุณลุงสภาที่ยืนอยู่ข้างๆก็แก้ปัญหาให้เขาได้  โดยการกระทืบเท้าโลแลนเสียที่หนึ่ง

        โลแลนแหกปากทันที  “โอ๊ย!

        ท่านสภาสูงสุดเลิกคิ้ว  “โอ๊ย...หรือ?  แล้วผู้คนบนอัฒจันทร์ก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง  ต้องของคุณท่านลุงที่ยืนอยู่ข้างๆโลแลนคนนี้เลย  เขาทำโลแลนกลายเป็นคนงี่เง่าสมบูรณ์แบบได้แล้ว  “หึ...ฉันไม่คิดว่านั่นเป็นชื่อของผู้ต้องหาที่ดีหรอกนะ  ไม่  ไม่ใช่แน่  ที่ฉันต้องการคือ  ชื่อจริงๆของเธอนะ...แต่ก็ขอบใจ  แค่นี้เราก็รู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆ”

        โลแลนเริ่มจะหมดความอดทนกับพฤติกรรมบ้าๆของพวกสภาแล้วสิ  ทำให้เขาอับอายมันไม่เทาไร  แต่พวกสภามีเจตนาเช่นนี้อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว  พวกนั้นพยายามทำให้โลแลนดูเป็นตัวตลกในสายตาของผู้คนที่อยู่บนอัฒจันทร์  ที่ซึ่งครอบครัวของเขาอาจจะกำลังมองเขาอยู่จากที่ใดที่หนึ่งบนนั้นก็ได้  ข่าวดีจริงเลย...แน่นอนว่าโลแลนไม่ยอมถูกกลั่นแกล้งอยู่ฝ่ายเดียวแน่  เขามีภูมิคุ้มกันพวกคนที่พยายามจะทำให้เขาสติแตกมามากพอ  ทั้งพวกชอบก่อกวนที่โรงเรียน  ทั้งความซวยที่พบเจอในชีวิต  เหตุการณ์ย่ำแย่พวกนั้นได้สอนให้โลแลนรู้จักเผชิญหน้ากับปัญหา  แม้วิธีขอเขาจะเป็นการยั่วโมโหที่ดีก็ตาม...

        “แน่ล่ะ  ผมยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไง”  โลแลนพูด  “พวกคุณไม่มีตาหรือ  ถึงไม่เห็นว่าผมมีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาตั้งนานแล้ว  ส่วนชื่อ...คุ้นๆว่าเมื่อครู่นี้คุณก็เรียกชื่อของผมไม่ใช่หรือ...ทั้งชื่อ  ทั้งสกุลเลย  เรียกถูกทุกอย่าง  แล้วจะให้ผลแนะนำตัวเพื่อ!

        เสียงหัวเราะของผู้คนบนอัฒจันทร์เบาลงไป  ทุกคนมองโลแลนสลับกับเหล่าสภาทั้งเจ็ดอย่างตื่นตระหนก

        สภาหญิงชราคนหนึ่งชี้นิ้วมาที่โลแลน  เธอสวมผ้าคลุมสีขาวเหมือนคุณลุงสภาเอียน  ไพรบ์  ใบหน้าของเธอเหี่ยวย่น  ผมกระเซิงยุ่งเหยิงของเธอถูกเก็บไว้ใต้ผ้าคลุม  เธอพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า  “ไร้มารยาท!

        คุณลุงเอียนดึงแขนเสื้อโลแลน  “นั่นเธอคิดจะทำอะไร  ยั่วโมโหพวกสภาหรือไง!

        “ผมเปล่านะ  ป้าเขาสติแตกไปเองต่างหาก”  โลแลนยักไหล่อย่างไม่แคร์สายตาที่กำลังจับจ้องมาที่ตน

        “ไม่ว่าเธอกำลังคิดอะไร  ขอให้รู้ไว้ว่าการกระทำแบบเมื่อครู่นี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อเธอในการตัดสินครั้งนี้”  คุณลุงเอียนเตือน  ซึ่งโลแลนก็รับฟังเอาไว้เสริมความรู้เท่านั้น  เขาไม่ได้คิดที่จะปฏิบัติตามคำเตือนของคุณลุงเอียน

        “ขอบคุณสำหรับความหวังดีครับ”  โลแลนพูดประชดประชัน

        หลังจากท่านสภาสูงสุดพูดเกลี้ยกล่อมให้คุณป้าสภาใจเย็นลงได้แล้ว  เขาก็หันมาหาโลแลนพร้อมด้วยสายตาที่เหมือนจะพูดว่า  ไม่เลวเลยนี่เจ้าหนู

        “ใช่แล้ว!  ทุกท่านได้เห็นแล้ว  เขาช่างเป็นเด็กที่กล้าหาญ  ไม่กลัวต่อสิ่งใด  เด็กหนุ่มผู้กล้าของเรา!  ท่านสภาสูงสุดว่า  “ใจกล้าแบบนี้  ฉันหวังว่าเธอจะมีข้ออ้างดีๆสำหรับการกระทำที่เป็นอันตรายของเธอเมื่อวานนี้ได้นะ”  ท่านสภาสูงสุดปรบมือ

        มีการเคลื่อนไหวที่กำแพงหินด้านหลังเหล่าสมาชิกสภาทั้งเจ็ด  ทันใดนั้นก็มีแสงสีฟ้าส่องประกายอยู่ทั่วกำแพงเป็นจุดกลมๆเล็ก  เหมือนกลุ่มดาวสีฟ้าบนกำแพงหิน  แล้วจุดแสงพวกนั้นก็วิ่งวนราวกับว่าพวกมันมีชีวิต  พวกมันเริ่มขยับเข้าหากับ  เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นรูปสีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่บ่นกำแพง  แสงสีฟ้าเริ่มดับไป  มันถูกแทนที่ด้วยภาพโฮโรแกรมที่ถูกฉายทับบนแสงสีฟ้า  ภาพนั้นเคลื่อนไหว  โลแลนพบว่าเขากำลังเพ่งมองวีดีโอที่ถูกฉายเป็นภาพโฮโรแกรมของตัวเอง  ในตอนที่เขากำลังวิ่งหนีสัตว์ทดลองอย่างเอาเป็นเอาตาย

        โลแลนที่อยู่ในวีดีโอดูแตกตื่น  ซึ่งโลแลนก็จำความรู้สึกในตอนนั้นได้ดีเลย  เขาทั้งเหนื่อย  เมื่อยล้า  และหวาดกลัว  ต้องขอบคุณพวกสภางี่เง่าทั้งเจ็ดที่พยายามรื้อฟื้นความทรงจำย่ำแย่เหล่านั้นให้  ไม่มีอะไรเลวไปมากว่าการได้มองดูตัวเองถูกสัตว์ทดลองกระทืบต่อหน้าผู้คนนับร้อยอีกแล้ว

        ในวีดีโอ  โลแลนเห็นตัวเองกำลังกระเถิบตัวหนีจากกำปั้นบ้าพลังแสนอันตรายของสัตว์ทดลองลิงบ้าที่พยายามจะทำให้เขากลายเป็นมนุษย์เยลลี่ที่ถูกทุบจนแบน  ภาพพวกนั้นเป็นภาพที่คมชัดและเสมือนจริงจนโลแลนเกิดรู้สึกหวาดกลัวแทนตัวเองในวีดีโอขึ้นมา  นี่ไม่ใช่สิ่งที่โลแลนอยากจะดูอีกเป็นครั้งที่สอง  ไม่ใช่เลย...

        วีดีโอยังคงฉายต่อไป  พวกผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างจ้องมองวีดีโออย่างใจจดใจจ่อ  สีหน้าในหลายอิริยาบถของคนพวกนั้นมันเป็นอะไรที่อธิบายได้ยากมาก  พวกเขาอาจจะกำลังเอาใจช่วยให้โลแลนในวีดีโอหนีรอดจากสัตว์ทดลองได้สำเร็จ  หรือไม่พวกเขาก็กำลังจิตนาการภาพของโลแลนตอนที่โดนสัตว์ทดลองกระทืบจนไม่เหลือซาก  เรียกได้ว่าทุกคนมีอินเนอร์ในการดูภาพยนตร์ระดับเทพจริงๆ  แต่ในทางกลับกัน  โลแลนกลับไม่คิดว่าภาพของตัวเองตอนที่ทำให้สัตว์ทดลองหายไปเป็นภาพที่น่าดูชมเสียเท่าไร  เขาจึงเลือกที่จะก้มหน้าลงและใช้เวลาว่างในขณะที่วีดีโอกำลังฉายไปกับการทำความคุ้นเคยกับรองเท้าผ้าใบของตนเอง

        ดี  ดูวีรกรรมห่วยแตกของฉันให้สนุกเพลิดเพลินกันไปเลย  โลแลนบ่นในใจ

        เป็นเวลา2-3นาที  ที่โลแลนต้องอดทนรับฟังเสียงร้องแหกปากที่สุดแสนอนาถจิตของตัวเองในวีดีโอ  โลแลนอยากจะเขียนป้ายมาติดที่ตัวเองว่า  ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในวีดีโอนั่น!’  แต่หน้าตาที่แท้จริงของโลแลนก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกว่าเขาคือไองั่งที่กำลังถูกสัตว์ทดลองตามฆ่าในวีดีโอ

        ในช่วงเวลาหนึ่งที่โลแลนได้ยินเสียงดัง  เปรี๊ยะ!  ซึ่งเสียงนั้นทำให้ผู้คนบนอัฒจันทร์ถึงกับร้องเฮือกออกมาตามๆกัน

        เมื่อเงยหน้าขึ้น  โลแลนก็ได้เห็นภาพของตัวเองที่กางฝ่ามือรับกำปั้นของสัตว์ทดลอง  และร่างกายของสัตว์ทดลองก็บิดเบี้ยวอย่างน่าสะอิดสะเอียน

        ผู้เป็นสภาสูงสุดชูมือขึ้นแล้วภาพที่โลแลนไม่อยากจะมองก็หยุดลงตรงนั้น  เป็นภาพในตอนที่สัตว์ทดลองกำลังสลายไป

        ทันทีที่ภาพหยุดเคลื่อนไหว  โลแลนก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนบนอัฒจันทร์ดังอย่างต่อเนื่อง  เขาได้ยินเสียงแห่งความไม่พอใจและหวาดกลัวเหล่านั้นชัดเจน  ทั้งหาว่าโลแลนเป็นตัวอันตรายบ้าง  หาว่าเขาจะทำร้ายผู้คนบ้าง  ซึ่งถ้าเป็นไปได้โลแลนก็อยากจะทำแบบนั้นอยู่เหมือนกัน  ถ้าคนพวกนั้นไม่ยอมหุบปากเสียที

        ตึ่งๆ!!

        ท่านสภาสูงสุดทุบค้อนอันจิ๋วของเขาเป็นสัญญาณให้ผู้คนบนอัฒจันทร์เบาเสียงลง

        “นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน  โดยพื้นฐานของพื้นฐานแล้ว  พวกเราต่างรู้ดีว่าสิ่งที่โลแลน  สตาฟเฟอร์ผู้นี่ได้ทำลงไปมันเป็นการป้องกันตัว  ที่ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”  ท่านสภาสูงสุดประสานมือเข้าด้วยกัน  “แต่เมื่อเราลองมองนอกเหนือจากนั้น  ความอันตรายของพลังที่เด็กคนนี้มีมันอยู่ในระดับใดกัน...และนั่นเป็นสิ่งที่พวกเราคาใจ  พลังนั้นเป็นพลังรูปแบบใหม่  ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราไม่รู้ว่ามันใช้ได้ในรูปแบบใดบ้าง  ทำลายล้าง  ความเร็ว  หรือการเร่งปฏิกิริยากาตอบสนองตามปกติของร่างกาย  แต่ว่านั่นไม่ใช่จุดที่เราให้ความสำคัญที่สุด  สิ่งที่เราอยากรู้คือเด็กคนนี้เป็นอันตรายกับพวกเราเพียงใด...และนี้คือคำถามโลแลน  สตาฟเฟอร์  ช่วยให้คำตอบแก่ทุกคนในที่นี้จะได้หรือเปล่า”

        สายตาที่ผู้เป็นสภาสูงสุดส่งมาให้โลแลนมันไม่ใช่สายตาที่อยากจะช่วยเหลือ  และไม่ใช่สายตาที่เข้าข้างโลแลน  แต่มันเป็นสายตาที่กำลังพยายามทำให้โลแลนจนมุม  และยอมรับว่าเขาเป็นตัวอันตรายอย่างที่ทุกคนเชื่อ

        ในช่วงวินาทีแรก  โลแลนไม่ได้ตอบอะไร  เขาแค่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย  ทั้งเรื่องที่ว่าโลแลนกำลังทำอะไร  ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร  และทำไมต้องทำ...โลแลนเกือบจะลืมการเป็นเด็กหนุ่มที่แสนจะธรรมดาไปเสียแล้ว  เมื่อวานนี้เขายังเป็นคนธรรมดา  แค่คนธรรมดาๆคนหนึ่ง  แต่แล้วเมื่อเขาได้ทำให้สัตว์ทดลองหายไป  เขาก็กลายเป็นสิ่งที่เหนือและเกินกว่าคำว่าธรรมดา  ที่แห่งนี้  และทุกคนที่นี่ไม่ได้ให้การต้อนรับโลแลน  นี่มันเป็นอะไรที่ย่ำแย่  ย่ำแย่ยิ่งกว่าที่โรงเรียนของโลแลนเสียอีก

        โลแลนสูดหายใจและพายยามสลัดความคิดพวกนั้นออกไปจากหัว  เขาต้องรับให้ได้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  ความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

        “ก็ได้!  อยากให้ผมทำอะไรล่ะ  ว่ามาเลย!  โลแลนตอบกลับ

        และนั่นคือความผิดพลาด  เมื่อโลแลนมองเห็นรอยยิ้มพึงพอใจของสภาสูงสุด

        “เยี่ยมมาก!สตาฟเฟอร์  ถ้าอย่างนั้น...”  ท่านสภาสูงสุดโบกมือ  และประตูกลใต้แทนที่นั่งของสภาทั้งเจ็ดก็เปิดออก  ตามด้วยเสียงโซ่ลากพื้นที่ดังขึ้นเรื่อยๆ  ไม่นานก็มีหุ่นยนต์เฝ้ายามตัวหนึ่งเดินออกมาพร้อมๆกับลากหมีขาวตัวหนึ่งออกมาจากความมืด  ตัวหมีขาวถูกล้ามด้วยโซ่เหล็กกล้าและบนตัวของมันก็มีแต่รอยขีดข่วนราวกับว่ามันถูกใครทรมานมา  เจ้าหมีมีท่าทางผิดปกติ  คือมันไม่ได้ส่งเสียงคำรามหรือพุ่งเข้ามาตะปบโลแลนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างที่ควรจะเป็น  มันดูหวาดกลัวแต่โลแลนก็เห็นสายตาอาฆาตแค้นที่มันมองเหล่าสภา...ดีเลย  ทีนี้โลแลนก็มีหมีขาวเป็นเพื่อนรู้ใจแล้ว

        “หมี...ขาว?  โลแลนมองหน้าสภาสูงสุดเหมือนจะถามว่า  ต้องการให้ผมทำอะไร

        แต่แล้วสภาสูงสุดก็พูดว่า  “ฆ่ามันสิ”

        ...คำสั่งที่แสนจะเยือกเย็นนั้นทำให้โลแลนถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง  เขาไม่รู้ว่าสมองของพวกสภายังเป็นปกติอยู่หรือเปล่า  แต่คำสั่งเมื่อครู่นี้ของสภาสูงสุดมันเป็นอะไรที่น่าสยดสยองที่สุดเท่าที่โลแลนจะเคยได้ยิน   โลแลนมองผู้คนที่อยู่บนอัฒจันทร์เพื่อรอให้คนพวกนั้นส่งเสียงคัดค้าน  และบอกให้พวกสภางี่เง่าได้รับรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาสั่งให้โลแลนทำ  มันไร้จริยธรรมมากแค่ไหน...

        ทว่าโลแลนกลับได้รับเสียงเชียร์ทั่วอัฒจันทร์  ผู้คนส่งเสียงโฮ่ร้องอย่างสนุกสนาน  ราวกับว่าคำพูดของสภาเป็นเพียงเรื่องขำขันของพวกเขา  และนั่นทำให้โลแลนรู้สึกเดือดขึ้นสมอง...คนพวกนั้นมันบ้ากันไปหมดแล้ว!

        “เดี๋ยวก่อน!  สภาที่เคารพ  โปรดพิจารณาการตัดสินใจให้ดี...เราไม่ได้ต้องการเวทีต่อสู้ในสถานที่แห่งนี้”  คุณลุงเอียนพูดแทรกในขณะที่เหล่าฝูงชนต่างส่งเสียงเชียร์กระหน่ำ

        เหล่าสภาทำหน้านิ่งเหมือนไม่เข้าใจคามหมายของคุณลุงเอียน  สภาสูงสุดกล่าวว่า  “อย่าคิดแบบนั้นสิไพรบ์   พวกเราไม่ได้สร้างเวทีต่อสู้เพื่อแจ้งเกิดให้เด็กคนนี้หรอกนะ...พวกเราแค่อยากทดสอบความสามารถและความอันตรายของพลังที่อยู่ในตัวของเด็กคนนี้ก็เท่านั้นเอง”

        “แต่ว่า...!  คุณลุงสภาทำท่าจะโต้แจ้ง  แต่สีหน้าที่จริงจังของสภาสูงสุดก็ทำให้คำสั่งที่ถูกกล่าวออกไปเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น  คุณลุงเอียนจึงทำได้แค่ปิดปากและหยุดโต้แย้ง  เขาหันมามองอาการของโลแลนที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยสีหน้ากึ่งกังวล  โลแลนไม่เคยคิดว่าตาลุงแก่ที่ชอบหาเรื่องเขาจะทำสีหน้าแบบนั้นในเวลาแบบนี้ได้...

        เสียงแหกปากเชียร์ของผู้คนบนอัฒจันทร์ไม่ได้เบาลงเลยแม้แต่น้อย  คนพวกนั้นคงอยากจะเห็นโลแลนกลายเป็นคนฆ่าหมีขาวจริงสินะ...

        “จัดการสิเด็กน้อย  แสดงให้เราทุกคนได้เห็นว่าเธอควบคุมพลังได้...และสามารถปกป้องทุกคนได้”  สภาสูงสุดยุยงและฉีกยิ้มชอบใจ  “หรือถ้าไม่....เธอก็คงจะเป็นได้แค่ผู้ที่ถูกขนานนามเท่านั้น”

        ปึ้ง!...

        ในตอนที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังย่ำแย่ลง  บานประตูทางเข้าด้านหลังก็ถูกเปิดออกอย่างแรง  เสียงผลักประตูที่ดังจนเกินไปทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ผู้มาเยือนที่กำลังก้าวเท้าเดินเข้ามา  เสียงร้องของผู้คนบนอัฒจันทร์เงียบลงไป  และพวกสภาเองก็ดูจะตื่นตกใจพอสมควร  ที่ได้เห็นเซลีน  ทราเซียเดินเข้ามาจากประตูปานนั้น

        “อรุณสวัสดิ์ทุกท่าน!  เซลีนกล่าวทักทายด้วยสีหน้าเรียบง่ายและเป็นกันเอง  “ฉันมาสายหรือเปล่าเนี่ย?...การตัดสินคดีของ  มูแลง  สตาฟเฟอร์จบไปแล้วหรือ?

        โลแลนเกือบจะรู้สึกดีใจอยู่แล้วเชียวที่เห็นเซลีนเดินเข้ามา  แต่ไอความรู้สึกดีใจบ้าๆพวกนั้นก็ถูกระเบิดลูกใหญ่ที่มีชื่อว่า  มูแลง  ปาเข้ามากลางวงจนความดีใจพวกนั้นจนแตกกระจายออกไปจากหัวของโลแลนหมดแล้ว...

        สภาทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างงงๆ  จนเซลีนมองเห็นโลแลนที่ยืนอยู่บ่นแท่น  เธอชี้นิ้วมาที่เขาพร้อมส่งเสียงเรียงแหลมสูงว่า  “นั่นไง!  เขาอยู่นั่น...”  นั่นทำให้ทุกสายตาทั้งเหล่าสภาและทุกคนบนอัฒจันทร์ต่างมองมาที่โลแลน

        โลแลนพยายามหันหน้าหนี  และทำเป็นไม่รู้จักเซลีนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้  เขาหันไปเห็นคุณลุงเอียนมองเขาด้วยความแตกตื่นเหมือนจะถามว่า  แกสนิทกับผู้หญิงคนนั้นแล้วหรือ...

        ผมเปล่านะ  โลแลนพูดในใจอย่างสิ้นหวัง  ต่อให้เขาจะรู้ว่าไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เขาคิดก็ตามที

        “ขอโทษนะคุณทราเซีย  พวกเราจำไม่ได้ว่าเชิญคุณมามีส่วนร่วมกับการตัดสินในครั้งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”  คุณป้าสภาปากจัดบ่นและทำท่าไม่พอใจ  ท่าทางเธอคงอยากจะลุกขึ้นคัดค้านเต็มแก่แล้ว  แต่เพราะคนที่เธอกำลังพูดด้วยคือเซลีน  ทราเซีย  สิ่งหนึ่งที่โลแลนได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้  คือคุณไม่มีสิทธิถามคำถามใดๆต่อเธอทั้งสิ้น...เพราะเธอจะตอบคุณกลับยาวเป็นกิโล

        “แน่นอน!  คุณไม่ได้เชิญฉัน  และถ้าจะให้พูดกันตรงๆแล้ว...ฉันคิดว่าไม่มีใครที่นี่คิดจะเชิญฉันให้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องใหญ่โตแบบนี้หรอก”  เซลีนกล่าวประชดประชัน  ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้คนบนอัฒจันทร์เกิดความหวาดระแวงในตัวเธอมากขึ้น  คนพวกนั้นมองเธอเหมือนเธอเป็นระเบิดเวลาสักลูกที่กำลังจะถึงเวลาระเบิดในไม่ช้า  “แต่ฉันไม่ได้มาในนามผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  ฉันมาในนามพยานจำเป็นของผู้ต้องหาที่ยืนอยู่ตรงนี้...ผู้ชายหัวไม้กวาดคนนั้นน่ะ”  เซลีนชี้นิ้วมาทางโลแลน

        พวกสภาต่างพากันระดมสายตาจ้องหน้าโลแลนกันเป็นแถบๆ

        “ไม่ใช่ผมนะ...”  โลแลนเบนหน้าหนีและกล่าวปฏิเสธ  เขารู้ว่ามันเป็นการกระทำที่งี่เง่าที่สุดที่จะปฏิเสธความช่วยเหลือของเซลีน  แต่เพราะวันนี้เขาดูเป็นคนงี่เง่ามากพอแล้ว  เขาเป็นทั้งตัวหน้ารำคาญ  เป็นทั้งตัวอันตรายและยังถูกเปลี่ยนชื่อเป็นมูแลง  มันเกินพอแล้วสำหรับวันเปลี่ยนฉายา  โลแลนคงจะรับฉายาสุดประเสริฐอย่าง  ผู้ชายหัวไม้กวาดไม่ไหวหรอก...พอที  เขายอมถูกหมีขาวตรงหน้าตบซะยังจะดีกว่า

        คำตอบของโลแลนทำให้พวกสภาเปลี่ยนไปมองเซลีนแทน  และเธอก็ยังยืนยันคำเดิม  “นายแหละ!...”

        หลังจากนั้นเขาและเซลีนก็เถียงกันไปเถียงกันมากลางสภา  โดยมีผู้ชมจำนวนมากคอยกวาดสายตาไปทางเซลีนทีและมาทางโลแลนที  จนในที่สุดสภาสูงสุดก็กระแอมขึ้นเพื่อหยุดสงครามน้ำลายของพวกเขาทั้งสอง

        “พวกเธอคิดว่าที่นี่เป็นงานแข่งขันโต้วาทีหรือยังไงกัน  เราไม่ได้เปิดเวทีพิเศษให้พวกเธอสองคนมายืนเถียงกันนะ”

        ตัวโลแลนนั้นหยุดแล้ว  เขาหันหลังให้เซลีนที่ยังคงโวยวายจะเอาชนะเขาไม่ยอมหยุด  โดยไม่ฟังคำเตือนของผู้เป็นสภาสูงสุดเลยแม้แต่น้อย

        “นี่ฉันรักษาสัญญาแล้วนะ  ช่วยนาย  เป็นพยานให้...และทำไมนายถึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากฉันคนนี้แบบนี้!  เซลีนโวย

        “คุณทราเซีย...คุณช่วย”  สภาสูงสุดยกมือขึ้นปราม

        เซลีนถลึงตาใส่เขาและพูดอย่างไพเราะกลับไปว่า  “หุบปาก!  ไม่เห็นหรือว่าฉันกำลังเคลียกับเจ้าบ้าหัวไม้กวาดอยู่!

        นี่แหละครับ  เซลีนตัวจริงเสียงจริง...ปฏิกิริยาตอบสนองแบบเดียวกันกับตอนที่เจอกับโลแลนครั้งแรกทุกประการ  เหมือนจนน้ำตาแทบจะไหลเลย...

        คุณป้าสภาลุกพรวดขึ้นอย่างหัวเสีย  หน้าแกดูจะหมดความอดทนกับการกระทำของเซลีนเต็มทนแล้ว  “ไร้มารยาท  แย่มาก  เธอนี่แย่ที่สุด...พูดแบบนั้นกับท่านสภาสูงสุดได้ยังไงกัน  ยัยเด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงทราเซีย!  โชคดีที่เหล่าสมาชิกสภาอายุน้อยแถวนั้นคอยดึงแขนคุณป้าคนนั้นเอาไว้  ไม่ให้เธอกระโดดลงมาก่อความวุ้นวายกลางสภาตัดสินคดี

        แต่กระโวยวายของคุณป้าสภาก็ทำให้เซลีนหยุดหาเรื่องโลแลนได้แล้ว  สวรรค์เลย...ใช่  แล้วโลแลนก็มองเห็นนรกต่อจากนั้น

        “แค่อยู่ที่สูงกว่าก็เลยหาว่าฉันต่ำอย่างนั้นหรือ  เนี่ยนะการเปรียบเทียบที่แสนยุติธรรม  อย่ามาปัญญาอ่อนหน่อยเลย...ป้า!  เซลีนกระแทกเสียงในคำสุดท้าย  ที่ดูเหมือนจะเป็นคำที่ชวนให้คุณผู้หญิงสูงอายุหลายๆคนรู้สึกจิตตก  และดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะไม่ค่อยมีเหตุการณ์การด่าผู้สูงอายุเกิดขึ้นบ่อยๆ  เพราะจากเท่าที่โลแลนสังเกตดูแล้ว  ทุกคนบนอัฒจันทร์ดูจะทึ่งกับการโชว์เผาคนแก่ของเซลีนเอามากๆ

        “เธอ...!

        ในระหว่างที่เซลีนเปลี่ยนตำแหน่งก่อสงคราม  คุณลุงเอียนก็กระเถิบตัวเข้ามาใกล้โลแลน  “ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเจ้าหนู”

        “เรื่องนั้นผมต่างหากที่ต้องเป็นคนถาม...”  โลแลนถอนหายใจยืดยาว

        “แล้วตกลง  เธอได้ขอให้เซลีนช่วยหรือเปล่า”  คุณลุงเอียนแค้นคำตอบด้วยสีหน้าจริงจัง  “ว่าไง...”

        “ก็...นิดหน่อยมั้งครับ”  โลแลนแสร้งทำเป็นไม่แน่ใจ  แต่คุณลุงสภาก็ถลึงตาใส่เขาเหมือนจะขู่ว่า  ถ้าเขาไม่พูดความจริงวันนี้เข้าจะต้องเจออะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่าการถูกหมีขาวตบ  สายตาคู่นั้นทำให้โลแลนยอมแพ้  “โอเค...ผมข้อให้เธอช่วยก็ได้!  ผมก็แค่คิดว่าเธออาจจะเป็นคนที่สามารถช่วยผมได้อย่างที่แอวีแอสเน่บอกก็เท่านั้นเอง  และนั่นมันเป็นความคิดในตอนแรก...ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว  ลุงก็เห็นนี่...เธอกำลังสร้างปัญหาเพิ่มให้ผมมากกว่าจะช่วยผมเสียอีก”  โลแลนโผลงออกไปด้วยความหงุดหงิด

        “ได้ยินแล้วนะทุกคน!  จู่ๆคุณลุงเอียนก็ประกาศเสียงดัง  ซึ่งกว่าโลแลนจะรู้ตัวว่าเมื่อครู่นี้เขาพูดดังเกินกว่าที่ควรก็สายเกินไปแล้ว  คุณลุงเอียนชี้นิ้วไปที่เซลีนที่ตอนนี้หยุดทะเลาะกับคุณป้าสภาแล้ว  และเธอดูเหมือนจะพอใจกับสิ่งที่ได้ยินพอสมควร  “เธอคนนั้นมาที่นี่ในฐานะพยานคำคนสำคัญของโลแลน  สตาฟเฟอร์”

        “อืม...”  สภาสูงสุดส่งเสียงในลำคอ  “ดูเหมือนเธอจะเป็นคนยืนยันเรื่องนี้เองนะ  โลแลน  สตาฟเฟอร์”

        เซลียยืนพยักหน้าหงึกๆอยู่ด้านหลัง  ภาพนั้นทำให้โลแลนยิ่งอยากจะกระโดดเข้าไปหาหมีขาวมากกว่าเดิม

        “เรามีพยานแล้ว  ดังนั้นการทดสอบของท่านควรจะถูกระงับเอาไว้ก่อน  บางทีคุณทราเซียอาจจะมีวิธีพิสูจน์ที่ดีกว่านี้”  คุณลุงเอียนว่า  และทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เซลีนราวกับว่าเธอเป็นของขวัญจากเทพเจ้าหรือไม่ก็เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

        “เธอทำได้อย่างนั้นหรือ...?  สภาสูงสุดเอ่ยถามเสียงเรียบ

        เซลีนพยักหน้าด้วยท่าทางหยิ่งยโสเหมือนเคย  “แน่นอนอยู่แล้ว...ฉันมาที่นี่ก็เพื่อการนั้น”

        สภาสูงสุดหรับตาและเผลอถอนหายใจอย่างโล่งอกออกไปพักหนึ่ง  ก่อนที่เขาจะตบมือเบาๆและออกคำสั่งกับพวกหุ่นยนต์เฝ้ายามที่กำลังจับกุมหมีขาวอยู่  “เอาเจ้านั่นออกไปซะ  เราจะมารับฟังความคิดเห็นของคุณทราเซียกันบ้าง”  ทันทีที่สภาสูงสุดพูดจบ  โลแลนก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของคนบนอัฒจันทร์ดังขึ้นอีกครั้ง  พวกเขาดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของท่านสภาสูงสุดเลย  และอีกอย่างที่โลแลนเพิ่งสังเกตเห็น  คือพวกผู้คนบนอัฒจันทร์และเหล่าสภา  ทุกคนที่นี่ดูจะไม่ค่อยชื่นชอบการได้เห็นเซลีน  ทราเซียอยู่ที่นี่ซักเท่าไร  เหตุผลที่ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นโลแลนเองก็ไม่ทราบเหมือนกับ  “คงต้องพูดว่าคุณมาทันเวลาพอดีสินะ...เพราะถ้าช้ากว่านี้  พวกเราทุกคนคงจะได้เห็นโลแลน  สตาฟเฟอร์จัดการกับสัตว์ทดลองตัวใหม่ไปเสียแล้ว”

        โลแลนรู้สึกตัวแข็งขึ้นมาในทันใดที่ได้ยินคำว่าสัตว์ทดลอง  เขาไม่คิดว่าเจ้าหมีขาวตัวเมื่อครู่นี้จะเป็นสัตว์ทดลอง  ดูจากภายนอกแล้ว  มันก็ดูเป็นหมีขาวที่มีลักษณะสง่างามโดยทั่วไปตามธรรมชาติ  มันไม่ได้ดูเหมือนสัตว์ทดลองเลยแม้แต่น้อย  ไม่เหมือนเลย...แต่เมื่อโลแลนได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว  มันเป็นสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกันกับเจ้าสัตว์ทดลองหมายเลข1แล้ว  มันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวและแขนขาสั่นไปตามๆกัน

        “ฉันไม่สนเรื่องนั้นเสียหน่อย  ประเด็นคือฉันมาอยู่ที่นี่แล้ว  และฉันก็มาเป็นพยานให้กับโลแลน  สตาฟเฟอร์  สิ่งที่ฉันอยากรู้ก็คือ...พวกคุณต้องการจะพิสูจน์อะไรกับเจ้าบ้าคนนี้กันแน่”  เซลีนถามอย่างไม่เกรงกลัวสายตาอันตรายของคุณป้าสภาที่กำลังจ้องเธอเขม็งราวกับจะฉีกหนังเธอออกมาเป็นแผ่นๆ

        สภาสูงสุดประสานมือเข้าด้วยกัน  “ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่  ไม่เคยมีใครปรากฏตัวมาพร้อมๆกับสัตว์ทดลอง  ซึ่งสาเหตุอาจมาจากพลังที่มากจนเกินไปของพ่อหนุ่มคนนี้  ดังนั้นพวกเราก็แค่ต้องการข้อพิสูจน์...สิ่งที่สามารถทำให้เรามั่นใจได้ว่าโลแลน  สตาฟเฟอร์คนนี้ไม่ได้เป็นอันตรายกับพวกเรา  พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นพวกของเรา”

        ดี  ครั้งหน้าโลแลนจะถือธงขาวขอสงบศึกเดินเข้ามาที่นี่เลย  แบบนั้นเขาจะได้ดูเป็นมิตรมากพอที่คนพวกนี้จะสามารถไว้ใจได้

        “อะไรกัน  พวกคุณไม่รู้หรือว่าเจ้าตัวน่ารำคาญนี่น่ะ  เป็นลูกชานบแท้ๆของเคน  สตาฟเฟอร์”  เซลีนเอียงคอ

        “แน่นอนว่าเรารู้”  สภาสูงสุดตอบอย่างเยือกเย็น  “แต่การที่เขาเป็นลูกชายของผู้นำ  นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีอำนาจมากพอที่จะตัดสินเรื่องใหญ่หลวงแบบนี้ได้ด้วยตนเอง  กฎยังต้องเป็นกฎต่อไปอย่างที่เราได้ตกลงกันไว้เมื่อนานมาแล้ว...คุณก็น่าจะรู้นี่”

        “ฉันรู้น่า!  และในเมื่อเป็นแบบนั้นเขาก็ไม่น่าจะโง่ขนาดที่จะหาเรื่องกับครอบครัวของตัวเองหรอก  พวกคุณก็เห็น...”  เซลีนเบ้ปากอย่างเสียไม่ได้ใส่โลแลน  “เขากระจอกกว่าที่คุณคิด”

        “เฮ้!...”  โลแลนพยายามจะโต้แย้งแต่เซลีนก็พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

        “เพราะอย่างนั้น  เราจึงควรตัดข้อสงใสเรื่องการไว้ใจคนๆนี้ไปได้เลย”  เซลีนบอก  และคำพูดของเธอก็ทำให้โลแลนรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหนึ่ง  หรืออย่างน้อยๆเธอก็กำลังพยายามเคลียปัญหาวุ้นวายให้โลแลนทีละขั้น

        เหล่าสมาชิกสภาต่างลงความเห็นกันยกใหญ่  ก่อนที่สภาสูงสุดจะพยักหน้าและตอบตกลงกับความคิดเห็นของเซลีน  “จริงอย่างที่คุณว่า  บางที่ข้อสงใสนั้นเราอาจจะลดหย่อนให้ได้...แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่สามารถไว้ใจพลังที่มากเกินไปของโลแลน  สตาฟเฟอร์ได้อยู่ดี...แต่ถ้าคุณสามารถแสดงให้เราเห็นได้แล้วล่ะก็...”

        “จะยอมพิจารณางั้นสิ”  เซลีนต่อประโยค  ซึ่งคำถามนั้นได้รับการยืนยันโดยการพยักหน้าของสภาสูงสุด  “ถ้าแค่นั้นก็ง่ายนิดเดียว...”

        ทันทีที่เซลีนพูดจบ  เธอก็เดินเข้ามาประชิดตัวโลแลน  ในชั่ววินาทีหนึ่งที่โลแลนคิดว่าเธอพยายามจะทำเหมือนตอนที่พวกเขาอยู่ในเรือนจำ  และผลที่ออกมาคือมือของเธอได้รับบาดเจ็บแบบที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่มีทางที่จะรับไหว  (ใช่...แต่เซลีนเป็นข้อยกเว้น)  เซลีนอื่มมือมาดึงแหวนสีเงินที่คอยควบคุมพลังของเขาออกจากนิ้วก้อยโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว  ด้วยความตกใจทำให้สมองของโลแลนแปรปรวนแล้วพื้นห้องทั้งหมดก็ส่งเสียงแตก  เมื่อก้มลงไปมอง  ที่พื้นปรากฏรอยแยกเป็นทางหลายจุดแตกออกไปอย่างสะเปะสะปะ  พวกผู้คนบนอัฒจันทร์ส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก  คุณลุงเอียนเองก็ถอยออกห่างจากโลแลน  มีแต่พวกสมาชิกสภาด้านบนที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ทางด้านหลังเหล่าหุ่นยนต์เฝ้ายามต่างพากันเดินออกมาล้อมวงโลแลน  แม้โลแลนจะพูดกับหุ่นยนต์ไม่รู้เรื่อง  แต่เขาก็พอจะเข้าใจความหมายที่พวกมันออกมากันมากมายขนาดนี้...เยี่ยมเลย  ทีนี้โลแลนก็กลายเป็นตัวอันตรายสมบูรณ์แบบแล้ว  และทั่งหมดก็ต้องขอขอบคุณเซลีนที่กำลังยิ้มแฉ่งไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น

        โลแลนรู้สึกประหลาดใจที่ร่างกายของเซลีนยังคงเป็นปกติดีทุกประการ  เขาไม่เข้าใจเลย  โดยปกติเธอควรจะหายไปหรือไม่ก็ถูกบิดร่ายกายไปแล้ว  ยิ่งเธอเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุด  นั่นยิ่งที่ทำให้โลแลนไม่เข้าใจมากกว่าเดิม  เขาควบคุมพลังของตัวเองได้แล้วหรือ...ไม่  ข้อนั้นไม่น่าจะใช่  เพราะถ้าโลแลนสามารถทำแบบนั้นได้แล้วล่ะก็   รอยแตกที่พื้นคงจะไม่ปรากฏขึ้นตั้งแตกแรก  และเมื่อเป็นเช่นนั้น  อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เด็กผู้หญิงตรงหน้าเขายังคงยืนอยู่ตรงนี้กัน

        “แหวนสะกดพลังสามารถลดความอันตรายของพลังที่มีมากเกินไปของเขาเอาไว้ได้มากพอสมควร  แต่เมื่อถอดออก  พลังของเขาก็จะกระจากออกมาอย่างควบคุมไม่ได้”  เซลีนก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง  ซึ่งโลแลนจำได้ว่ามือข้างนั้นของเธอเคยได้รับบาดเจ็บเพราะพลังของเขา  ที่มือของเธอถูกพันด้วยผ้าพันแผลทั้งหมด  ทั้งซอกนิ้มมือและฝ่ามือ  โลแลนไม่อยากจะจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่เซลีนได้รับ  แค่เขาเห็นผ้าพันแผลพวกนั้น  เขาก็รู้สึกผิดมากพอแล้วสำหรับการทำให้เด็กผู้หญิงได้รับบาดเจ็บ  เซลีนชักมือกลับและซุกมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเมื่อเห็นว่าโลแลนกำลังจ้องมองบาดแผลของเธอ  “เรื่องที่เขาควบคุมพลังไม่ได้นี้ฉันไม่เฉียง  เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะควบคุมพลังไม่ได้  เพราะเขาอยู่ร่วมกับมนุษย์ธรรมดามาตลอดชีวิต  นั่นทำให้สมองของเขาทำงานช้าผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้...แบบว่า  เรื่องที่พิเศษน่ะนะ”

        “ขอบคุณที่ตอกย้ำนะ...”  โลแลนกัดฟันพูด

        สิ่งที่เซลีนพูดชวนให้เหล่าสมาชิกสภาใช้ความคิดอย่างมากทีเดียว

        “แต่โดยรวมแล้วเขาก็ควบคุมพลังไม่ได้อยู่ดี  นั่นต่างหากที่เป็นประเด็น...เราไม่สนว่าเขามาจากไหนหรือเคยอาศัยอยู่ร่วมกับพวกมนุษย์มาก่อน  พวกเราหลายคนก็เคยอยู่ในโลกที่แสนจะอันตรายเหล่านั้นมาก่อน  แต่พวกเราก็รู้จักเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของตน...”  สภาสูงสุดกล่าวอย่างมีเหตุผล  เหล่าสมาชิกคนอื่นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด  แม้แต่คุณลุงเอียนก็ยังมีออกความคิดเห็นใดๆ

        เซลีนดีดนิ้วดัง  แปร๊ะ  “นั่นล่ะ...!!

        “นั่นไหน...?  สภาสูงสุดขมวดคิ้วเป็นปม

        “คุณพูดเองนี่ว่าพวกเราต้องรู้จักการเรียนรู้เพื่อควบคุมพลังของตนเอง  นั่นล่ะคือสิ่งที่ถูกต้อง...คุณต้องให้โอกาสคนสมองช้าในการเรียนรู้ครั้งใหญ่หลวงนี้”  เซลีนสวมแหวนกับไปที่นิ้วก้อยของโลแลนดังเดิมก่อนจะตบหลังของเขาหนักๆเพื่อสร้างความเป็นมิตร  แต่กระดูกสันหลังของโลแลนกำลังบอกว่าเธอพยายามจะทำลายแนวกระดูกตามมันหลังของเขาทั้งหมดด้วยการตบสองสามครั้ง

        “คุณต้องการจะพูดอะไร  คุณทราเซีย...”  สภาสูงสุดเอ่ยถาม  ด้วยสายตาระมัดระวัง

        “ให้เวลาเขาได้พิสูจน์ตน  ให้เวลาเขาได้เรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของตัวเอง  ให้เขาได้เรียนและได้ฝึกอย่างที่พวกเราทุกคนได้ทำ...ฉันกำลังขอโอกาสให้เจ้าบ้างี่เง่าบางคนได้พิสูจน์ตนเองว่ามีดีแค่ไหนและทำอะไรได้บ้าง  และหวังว่าพวกคุณจะให้โอกาส”  น้ำเสียงของเซลีนฟังดูเป็นผู้หญิงขึ้นมากเมื่อพูดอะไรที่ฟังดูมีคุณธรรมแบบนั้นออกไป

        สภาสูงสุดส่ายหน้า  “ถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่าเราอนุญาตให้ผู้ต้องหามาอาศัยอยู่ร่วมกับทุกคนน่ะสิ...ไม่  แบบนั้นมันอันตรายเกินไป  แล้วระยะเวลาของมันก็ไม่แน่นอนด้วย”

        “แค่สองอาทิตย์เท่านั้น”  เซลีนให้คำมั่น  เธอดูมีความมั่นใจเต็มเปรี่ยมกับสิ่งที่ท้าทาย  ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับโลแลนอย่างสิ้นเชิง  นอกจากเขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่เซลีนพูดโต้ตอบกับสภาสูงสุดแล้ว  ในร่างกายของเขาก็ไม่มีความมั่นใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย  “ถ้าเขาควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้ภายในสองอาทิตย์  จนถึงตอนนั้นจะลงโทษเขายังไงก็ได้...ฉันแค่ขอโอกาสอันน้อยนิดให้เขาได้พิสูจน์ความสามารถของตนเอง  ส่วนเรื่องความปลอดภัย  ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเอง  จะคอยควบคุมไม่ให้เขาไปทำให้สถานที่สำคัญหรือใครก็ตามในที่นี้สลายไปอย่างไร้ค่าตลอดช่วงเวลาสองอาทิตย์  แบบนี้โอเคมั้ย”

        การยื่นข้อเสนอของเซลีนฟังดูไม่ค่อยจะเป็นเรื่องดีสำหรับโลแลนสักเท่าไร  ที่เขาพอจะเข้าใจก็คือ  เซลีนพยายามขอโอกาสให้โลแลนได้เรียนรู้การควบคุมพลังอะไรก็ตามที่อยู่ในร่างกายของเขา  และเขามีเวลาสองอาทิตย์ที่จะฝึกการทำเช่นนั้นให้ได้ก่อนที่จะต้องรับบทลงโทษที่สุดแสนจะทรมานอะไรประมาณนั้น   ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นไปได้ก็ต้องได้รับการยืนยันเห็นชอบจากพวกสภาที่กำลังระดมมันสมองในการพิจารณาเรื่องนี้อย่างเคร่งเครียด  คิ้วของพวกเขาแทบจะชนกันเป็นเส้นเดียวอยู่แล้วเชียว...

        “ว่าไงล่ะ...”  เซลีนเร่งเร้า

        ในที่สุดเหล่าสมาชิกสภาก็ได้ข้อสรุปจากการพิจารณา  พวกเขาพากันพยักหน้าอย่างพร้อมใจและสภาสูงสุดก็กล่าวว่า

        “อืม...ถ้าคุณยืนยันว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับเขาละก็  เราก็คงต้องตอบตกลง  แต่ว่า  ทางเราก็มีกฎสามข้อให้พวกคุณปฏิบัติตามในระหว่างที่โลแลน  สตาฟเฟอร์ยังคงเป็นผู้ต้องหาของเรา”  สภาสูงสุดเบนสายตามามองโลแลน  “เธอจะยอมรับและปฏิบัติตามได้ไหมล่ะ?

        สภาสูงสุดถามโลแลนแต่เซลีนก็ตอบแทนเขาออกไปโดยไม่คิดจะถามความคิดเห็นของผู้ถูกถามอย่างโลแลน  “ได้สิ...ว่ามาเลย!

        “เดี๋ยวสิ!...ฉันไม่ได้บอกว่าจะทำตามซะหน่อย”  โลแลนพยายามประท้วงแต่เขาก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น  เพราะเซลีนแทบจะไม่ใส่ใจสิ่งที่เขาพุดเลย

        “ข้อที่หนึ่ง  ในระหว่างที่โลแลน  สตาฟเฟอร์อยู่ร่วมกับผู้อื่น  เขาจะต้องสวมแหวนควบคุมพลังเอาไว้ตลอดเวลาในระหว่างที่เขายังไม่สามารถควบคุมพลังของตนเองได้  เพื่อที่เราจะได้มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำให้ใครได้รับบาดเจ็บ”

        เซลีนพยักหน้าเห็นด้วยเงียบๆ  และเพราะว่ากฎข้อนี้ไม่ได้เกินความสามารถของโลแลนเขาจึงพยักหน้าตอบกลับไป

        “ข้อที่สอง  โลแลน  สตาฟเฟอร์จะต้องรักษาและปฏิบัติตามกฎข้อตกลงของศูนย์วิจัย  เหมือนเช่นทุกคน  และถ้าหากเขาทำผิดกฎเมื่อไหร่  เขาจะต้องได้รับโทษหนักกว่าผู้อื่นสองเท่า  เนื่องด้วยตนยังเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญอยู่”

        เซลีนพยักหน้าอีกครั้ง

        ในครั้งนี้โลแลนอยากจะคัดค้านแต่ปากของสภาสูงสุดก็ไว้เกินกว่าที่เขาจะสามารถพูดแทรกขัดคอได้

        “ข้อที่สาม  เซลีน  ทราเซีย  คุณจะต้องเป็นผู้ดูแลความประพฤติของโลแลน  สตาฟเฟอร์ในระหว่างที่เขาฝึกฝนการควบคุมพลังตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์”

        เซลีนพยักหน้าในตอนแรก  แต่แล้วเมื่อเธอนึกได้ว่ากำลังถูกผพูดถึง  เธอก็เบิกตากว้างทันที  “เดี๋ยวนะเดี๋ยว!  ผู้ดูแลความประพฤตินี่หมายความว่ายังไง  ช่วยระบุด้วย”

        สภาสูงสุดเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง  “ก็คุณพูดเองนี่  ว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมไม่ให้โลแลน  สตาฟเฟอร์กระทำผิด...นั่นไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้ดูแลหรอกหรือ?

        “แต่ฉันไม่ได้หมายความว่า  จะตามดูเจ้าบ้าหัวไม้กวาดนี่ทั้งวันเสียหน่อย  เป็นผู้รับผิดชอบกับคอยตามดูความประพฤติตลอดเวลามันต่างกันนะ!!  เซลีนโต้แย้ง

        โลแลนกอดอกและหันหน้าหนี  “ให้เด็กบ้ามาดูแล  ฝันเถอะ!  ฉันขอกลับไปนอนในเรือนจำเสียยังจะดีกว่า!

        เซลีนหันมาถลึงตาใส่เขา  “นายน่ะเงียบไปเลย  ฝ่ายเสียหายมันฉันนะ!

        “แล้วฉันไม่เสียเรอะ!!  โลแลนโวย

        แล้วพวกเขาก็ก่อสงครามกับอีกรอบ  โลแลนจำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วที่เขาทะเลาะกับเซลีน  มันบ่อยมากจนเขาแทบจะลืมมันไปแล้ว  พวกเขาเถียงกันไปเถียงกันมาโดยผู้คนรอบข้างจะหันหน้าสลับไปมาระหว่างเซลีนกับโลแลน

        ปึงๆ!!

        เสียงค้อนทุบลงบนแท่นทำให้โลแลนยุดกัดกับเซลีนได้  สภาสูงสุดทำหน้าไม่พอใจใส่พวกเขา  “นี่เป็นครั้งที่สองที่พวกคุณพยายามก่อความวุ้นวายภายในศาลตัดสินคดีความอันศักดิ์สิทธิของเรา  หยุดได้แล้ว...”  แล้วเขาก็มองไปทางเซลีน  “ส่วนคุณ  ถ้าคุณรับข้อตกลงเล็กน้อยข้อนี้ไม่ได้  ทางเราก็ไม่สามารถให้โอกาสใครได้เหมือนกัน  คุณเป็นคนยื่นข้อเสนอให้เรา  และพวกเราก็คิดว่า  ทางเลือกนี่คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  พวกเราก็ไม่ได้อยากจะลงโทษใครสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างไร้เหตุผล  แต่เพราะว่างานนี้จำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบสักคน”

        โลแลนไม่ขอพูดอะไรต่อจากนั้น  งานนี้ให้เซลีนเป็นคนจัดการเลย...

        “ฉันไม่...!  เสียงของเซลีนขาดหายไป  แววตาของเธอฉายแววความกังวลเล็กๆ  โลแลนไม่อยากจะบังคับให้ใครมารับผิดชอบชีวิตของเขา  ให้พูดกันตรงๆแล้วเขาไม่ชอบการถูกวงการชีวิต  เขาไม่ว่าถ้าเซลีนจะปฏิเสธ  นั่นเป็นสิทธิของเธอที่จะเลือก  เพราะไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน  สุดท้ายความซวยก็มาตกอยู่ที่โลแลนอยู่ดี...แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เซลีนตัดสินใจที่จะตอบออกไปว่า  “ก็ได้!  ฉันยอมทำตามข้อตกลงก็ได้!

        โลแลนอึ้งกับคำตอบของเธอเล็กน้อย  ไม่...จริงๆแล้วเขาอึ้งและทึ่งเอามากๆ  ไม่แน่  บางทีเขาอาจจะกำลังอ้าปากค้างโดยที่ไม่รู้ตัวอยู่ก็ได้

        “ดี...เป็นแบบนั้นก็ตกลงกันได้”  สภาสูงสุดหันมาหาโลแลน  “แล้วเธอล่ะ  จะว่ายังไง”

        โลแลนพยายามจิตนาการภาพของตัวเองที่กำลังทำทุกอย่างตามที่เด็กผู้หญิงบ้าๆคนหนึ่งสั่ง  ทั้งเดินตามอย่างเธอ  พูดตามอย่างเธอ  หรือถ้าแย่กว่านั้น  เขาอาจจะต้องลงไปคลานกับพื้นให้เธอดูด้วย  ไม่ๆ  แบบนั้นโลแลนรับไม่ได้  มันต้องมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แน่...เขาต้องไม่รีบด่วนสรุปเรื่องนี้เร็วเกินไป

        “คือผมไม่...”  โลแลนพยายามจะตอบออกไปว่า  ผมไม่แน่ใจเรื่องนั้น  และเขาจะขอเวลาในการตัดสินใจอีกสักหน่อย  แต่เซลีนดูเหมือนจะไม่ชื่นชอบการรอคอยสักเท่าไร

        เธอจ่อมีดพับขนาดเล็กที่มีด้ามคมสองด้านใส่สันหลังของเขา  ด้วยเหตุผลบางอย่างโลแลนรู้สึกได้ว่ามีดเล่มนี้มีความคมมากพอที่จะกระซวกแผ่นหลังของเขาออกมาได้ทั้งแถบ  โลแลนไม่รู้ว่าเซลีนไปเอาของอันตรายแบบนี้มาจากไหน  ไม่รู้ว่าเธอพกของแบบนี้เอาไว้ทำไม  และไม่รู้ด้วยว่าเธอพยายามจะใช้มีดเล่มนั้นทำอะไร  แต่เมื่อเห็นสายตาของเซลีนโลแลนก็พอจะเข้าใจ  ว่าถ้าเขาตอบปฏิเสธความช่วยเหลือที่ไม่เต็มใจของเธอออกไป  ชีวิตขิงเขาอาจจะจบลงในศาลงี่เง่านี่ก็ได้

        “อย่าได้คิดจะปฏิเสธเชียว”  เซลีนพูดเป็นเชิงข่มขู่และกดมีดลงที่แผ่นหลังของเขาแรงขึ้น  จนเขารู้สึกได้ถึงปลายแหลมของด้ามมีดที่กำลังจะทะลุเสื้อคลุมของเขาเข้ามาถึงแผ่นหลัง

        โลแลนกลืนน้ำลายดัง เอื้อก!  เขาไม่เคยมีสิทธิที่จะเลือกทางเดินในชีวิตของตัวเลยใช้ไหมเนี่ย

        “ผมหมายถึง...ตกลงตามนั้นเลยครับ”  โลแลนพูดใหม่  เซลีนค่อยๆชักมีดกลับเข้าไปในเสื้อคลุมอย่างรวดเร็ว

        “ถ้าอย่างนั้นเราคงได้ข้อตัดสินกันแล้วสินะเหล่าสมาชิกสภา”  คุณลุงเอียนพูด

        สมาชิกสภาทุกคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพียง  สภาสูงสุดทุบค้อนอีกครั้งและประกาศว่า  “การตัดสินจบแล้ว  บทสรุปของผู้ต้องหาโลแลน  สตาฟเฟอร์ให้ถูกเลื่อนเวลาออกไป  เพื่อรอจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด...และเมื่อถึงตอนนั้น  การตัดสินจะเป็นเด็ดขาดไม่มีการเปลี่ยนแปลง”  สภาสูงสุดลุกขึ้นและจ้องเข้ามาในดวงตาของโลแลน  แววตานั้นไม่ได้สื่อถึงความเป็นมิตรและไม่ได้สื่อว่าเขาเป็นอันตราย  แต่แววตานั้นกำลังสนุกอยู่กับการพยายามเอาตัวรอดของโลแลน  “จบการตัดสิน...ต่อแต่นี้ให้ทุกคนทำตัวตามปกติ  แยกย้ายได้!

        สินเสียงประกาศ  ผู้คนต่างเริ่มทยอยแยกย้ายกันออกไป  เหล่าสมาชิกสภาเองก็ออกไปในทันทีที่สภาสูงสุดก้าวออกจากห้อง  และไม่ช้าภายในห้องตักสินคดีความก็ว่างเปล่าและไม่มีใครคนอื่นอยู่นอกจากโลแลน  เซลีนและก็คุณลุงเอียน

        “บทจะจบก็จบกันง่ายๆแบบนี้เลย  ให้ตายสิ!  โลแลนบ่นใส่แท่นหินสูงที่พวกสภาเคยนั่งอยู่อย่างหัวเสีย

        คุณลุงเอียนกอดอก  “ที่นี่ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้มันยากเกินไปหรอกนะเจ้าหนู  ให้มันจบอย่างง่ายๆแบบนี้แหละดีแล้ว  แต่ถึงแบบนั้นเธอก็พูดไม่ได้หรอกนะว่าการตัดสินมันจบลงโดยดี”

        โลแลนขมวดคิ้ว  “อะไร...มันยังไม่จบอีกหรือ  ก็ไหนตาลุงตรงกลางเขาพูดว่ามันจบแล้วไงล่ะ”

        คุณลุงเอียนเดินมาเขกหัวโลแลนดังลั่นสนั่นห้อง  “มันเป็นคำพูดทางการ  เขาก็พูดให้ฟังดูสวยหรูไปอย่างนั้นเอง...ถ้าเทียบแล้วตอนนี้เธอก็ยังคงเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญอยู่ดี  เพียงแต่ว่าพวกเขาให้โอกาสเธอได้ฝึกฝนการควบคุมพลัง  ซึ่งนั่นหมายความว่า  ภายในสองอาทิตย์นี้  เธอจะต้องควบคุมไอพลังอันตรายของเธอให้ได้  ไม่อย่างนั้นคดีนี้ก็จะถูกเปิดขึ้นมาใหม่”

        “โดยมีฉันเป็นผู้รับผิดชอบ...เยี่ยมจริงๆ!  มีอะไรแย่กว่านี้อีกไหมบอกที”  เซลีนโวยวายขึ้นมา  เธอล้มลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นพลางก้มหน้าก้มตาอย่างคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว  เสียงหัวเราะประชดชีวิตของเธอดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ยิ่งฟังมันนานเท่าไร  โลแลนก็รู้สึกเหมือนเธอพยายามจะบอกว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตอันแสนสุขของเธอพังทลายลง

        “เธอเป็นคนตอบตกลงเองนะเรื่องที่จะช่วยฉันนี่น่ะ  และเธอก็เป็นคนบังคับให้ฉันตอบรับข้อเสนอของพวกสภาด้วยลืมแล้วเหรอ!!  โลแลนพูด

        เซลีนไม่เงยหน้า  เธอเพียงตอบว่า  “หนวกหูน่า...”

        “เธอพูดเองเออเองอยู่คนเดียว  ไม่ได้ถามความคิดเห็นของฉันเลยด้วย  แล้วแบบนี้เธอจะมาหาว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นความผิดของฉันไม่ได้นะ!

        “หนวกหู...”

        “แล้วเธอจะ...”

        เซลีนหยิบมีดพับออกมาควงเล็ก  ทำเหมือนว่ามันไม่ใช่ของอันตรายที่สามารถทำให้ใครบางคนในที่นี้ไปเกิดใหม่ได้อย่างนั้นแหละ  เธอพูดอีกครั้ง  “หนวก...หู”  และนั่นก็ทำให้ระบบรักษาชีวิตของโลแลนทำการปิดปากของเขาในทันทีโดยที่เซลีนไม่จำเป็นต้องพูดคำนั้นซ้ำอีกครั้ง

        เด็กผู้หญิงเถื่อนที่ชอบพกมีดไม่ใช่สิ่งมีชีวิตนำโชคสำหรับโลแลน  และไม่ว่าจะกับใครก็ตาม

        “หน่อยบัญชาการที่เหมาะสมสำหรับเจ้าหนูนี่คงจะมีอยู่ที่เดียวนั่นล่ะ”  คุณลุงเอียนพูดลอยๆ  แต่จากเท่าที่ฟังแล้วดูเหมือนว่าเขากำลังพูดกับเซลีนที่ยังนั่งอมทุกข์อยู่กับพื้น  คุณลุงเอียนเดินเข้าไปตบบ่าเธอเบาๆ  “เป็นหน้าที่เธอแล้วนะ  ฝากด้วยที่เหลือด้วยล่ะ”  และคุณลุงเอียนก็เดินออกจากห้องไป  โดยทิ้งให้โลแลนอยู่ในห้องตัดสินกับเด็กบ้ามีดอีกคน

        ฟิ้ว~...

        บรรยากาศที่เงียบจนเกินไปแบบนี้  เป็นอะไรที่โลแลนเกลียดที่สุดก็ว่าได้  และเขาจะยิ่งเกลียดมันมากกว่าเดิม  เมื่อข้างๆเขามีเด็กผู้หญิงบ้ามีดสักคนนั่งควงอาวุธอันตรายเล่นไปมาอยู่ด้วย

        “อะแฮ่ม!...เอ่อ  คือว่า”  โลแลนพยายามสรรหาคำพูดที่ฟังดูดีมากที่สุดมาใช้ในสถานการณ์ตรึงเครียดเช่นนี้  และถ้าลองคิดถึงหลักความเป็นจริงแล้ว  โลแลนก็เป็นคนที่ทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงจริงๆนั่นแหละ  ไม่แปลกหรอกที่เซลีนจะรู้สึกจิตตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น  มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยแม้แต่น้อย  “ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกเอ่อ...ย่ำแย่  และฉันก็ต้องขอโทษด้วยที่ความซวยของฉันทำให้เธอต้องรับเคราะห์ในครั้งนี้ไปด้วย  แต่พูดกันตรงๆแล้ว  ฉันก็ต้องทรมานไม่ต่างจากเธอหรอกนะ...อ่า  แต่ว่าฉันก็ต้องขอบคุณที่เธอช่วย  แล้วก็...”

        เซลีนหยุดควงมีด  “แล้วก็?...อะไร”

        โลแลนเกาแก้มเบาๆ  “ฉันไม่ได้ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับเธอหรอกนะ...”

        กว่าโลแลนจะรู้สึกตัวว่าสิ่งที่พูดออกไปมันฟังดูงี่เง่ามากแค่ไหนมันก็ใช้เวลานานเกินไปจนโลแลนรูสึกว่าแก้มของตัวเองกำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพู  บางทีที่ขั้วโลกเหนือนี้อาจจะมีพื้นน้ำแข็งมากพอให้เขาเอาหัวไปมุดอยู่ในนั้นได้สักสองสามอาทิตย์ก็ได้

        ในระหว่างที่โลแลนกำลังรูสึกอยากบินออกไปนอกอวกาศ  เพราะความงี่เง่าและความรู้สึกย่ำแย่ที่ถาโถมเข้าใส่  เซลีนก็ลุกขึ้นหันหลัง  ด้วยเหตุผลบางอย่าง  โลแลนสังเกตเห็นว่าเธอกำลังยิ้มอยู่  เธอทำท่าจะเดินออกจากห้องไปอีกคน

        “เฮ้!  เดี๋ยวสิ...จะไปไหนน่ะ”  โลแลนวิ่งตาม  “อะไรของเธอเนี่ย  นึกอยากจะไปก็ไปเฉยเลย...คิดจะทิ้งกันอีกแล้วหรือไง”

        “เปล่านี่...”  เซลีนหันกลับมา  สีหน้าของเธอช่างไร้อารมณ์แบบสุดๆ  บางทีรอยยิ้มเมื่อครู่นี้โลแลนอาจจะตาฝาดไปเอง  แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่โลแลนสนใจเพราะที่มือของเธอยังคงมีอาวุธอันตรายอยู่  นั่นล่ะที่ต้องระวัง  เด็กผู้หญิงคนนี้สามารถทำเรื่องอันตรายที่คุณนึกไม่ถึงให้เกิดขึ้นจริงได้

        “ฉันรู้นะว่าเธอกำลังจิตตก  แต่ใจคอจะไม่พูดอะไรเลยหรือไง”  โลแลนว่า  “อะไรก็ได้...!

        “อ๋อ  นี่อยากให้พูด?  เซลีนเลิกคิ้วถาม

        “อะไรก็ได้...ระบายความในใจ  จะอะไรก็ได้”

        “งั้น...”  เซลีนสูดหายใจเข้าลึก  “ฉันกำลังหงุดหงิด  หงุดหงิดมากถึงมากที่สุดด้วย  มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะต้องคอยจับตาดู  ควบคุม  และเป็นผู้รับผิดชอบคนไม่เอาไหนอย่างนาย  ทั้งๆที่มันไม่ได้อยู่ในสัญญาที่พวกเราตกลงกันเอาไว้ในตอนที่อยู่ในเรือนจำแท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์มันบีบบังคับฉันไม่มีทางเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้แน่  รู้เอาไว้ซะด้วย!  แล้วไอที่บอกว่าจะให้พูดน่ะ  ชีวิตนี้นายเคยอยู่เงียบๆบ้างไหม  ถ้าไม่ก็ลองฝึกทำแบบนั้นดูซะบ้าง  เพื่อว่ารอยหยักในสมองของนายจะเพิ่มขึ้นซักนิด  และทำให้นายมีมันสมองมากพอที่จะรับรู้ถึงความหายนะที่หลีกหนีไม่ได้ของตัวเองที่ในตอนนี้กำลังลากฉันเข้าไปพัวพันด้วย  หรือในชีวิตนี้สะกดคำว่าเงียบไม่เป็นเลย  อ๋อใช่สิ!  เสียงก็ไม่ดี  ร้องเพลงก็ห่วยแตก  แถมพูดภาษาคนก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง  การอยู่เงียบๆสำหรับนายมันคงจะเป็นอะไรที่ทรมานเอาการเลยล่ะสิ...ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร  เอาเป็นว่าฉันพูดตามที่นายต้องการแล้ว  และฉันก็ไม่ต้องการจะพูดมากกว่านี้  เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ก็ปิดปากเงียบไปซะ...เข้าใจมั้ย!

        ...

        “เออดี...ใบ้กินไปแล้วไง  เงียบให้ได้แบบนี้ไปตลอดล่ะ”  เซลีนทำเสียงฮึกอันและหันหลังเดินนำออกไปในระหว่าที่โลแลนพยายามเรียกสติกลับเข้าร่างที่เหม่อลอย

        ใครจำได้บ้างว่าเมื่อครู่นี้เซลีนพูดอะไรออกไปบ้าง  โลแลนจำไม่ได้เลยสักอย่าง  รู้เพียงแต่ว่าเธอสาดคำพูดใส่เขาไม่หยุด  และคำพูดของเธอก็ต่อยอดยืดยาวที่อาจ  ประมาณว่าโลแลนเดินกลับไปที่บ้านและเดินกลับมาที่ขั้วโลกเหนืออีกทีเธอก็ยังพูดไม่จบอะไรประมาณนั้น

        โลแลนเดินนวดสมองตามเซลีนไป  “ขอถามอีกหน่อยได้ไหม?

        “อะไร...”  เซลีนพูดโดยไม่หันมามองเขา  และน้ำเสียงของเธอก็ฟังดูเหมือนจะรำคาญเขาเต็มที

        “เราจะไปไหนกัน”

        เซลีนหยุดเดินและหันมาฉีกยิ้ม  “บ้านน่ะ...”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น