NewWorld! อย่ามายุ่งกับตัวประกอบอย่างผมเลยครับ!

ตอนที่ 12 : [NewW 1.10] ถ้าโตขึ้นผมจะแต่งงานกับรูบี้นะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,095
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 415 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61

[NewW 1.10] ถ้าโตขึ้นผมจะแต่งงานกับรูบี้นะ

     หลังจากกลับมาจากการทำภารกิจแต่ละทีมจะต้องมารายงานผลกับทางวิทยาลัยซึ่งทีมของเขานั้นได้ส่งเจริอัสไปเป็นตัวแทน ส่วนตัวโม่จินเฟิ่งเองนั้นต้องมาทำแผลที่ห้องพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดแผลเป็นรอยถากของกระสุน เขาพึ่งจะมารู้ตัวก็ตอนที่เลือดไหลซึมตามแขนมาจนถึงมือแล้วเพราะเสื้อคลุมตัวนอกที่เป็นสีดำสนิททำให้คนอื่นไม่ทันได้สังเกต เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บจนกระทั่งเห็นแผลที่เลือดไหลออกมาจนหน้ากลัวนั้น

"....." 

     แต่ตอนนี้โม่จินเฟิ่งรู้สึกเจ็บแสบแผลมากเพราะนักเรียนสาวผู้ช่วยพยาบาลกำลังใช้สำลีชุ่มแอลกอฮอล์กดลงบนแผลเขาอย่างจงใจ แม้ไม่ได้ลงแรงมากแต่ก็แสบจนน้ำตาคลอจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่แตะลงบนแผลโดยตรง ใครใช้ให้เจ้าหล่อนเป็นแฟนคลับของคารอสกันเล่า 

     เพราะแบบนี้ไงเขาจึงต้องโดนแรงอิจฉาริษยาจากเหล่าหญิงสาวผู้หลงใหลในตัวของพระเอกสุดฮอตอย่างคารอส

"หือ? คารอส..."

     โม่จินเฟิ่งนั่งอยู่บนเตียงพยาบาลในจุดอับสายตาอีกฝ่ายคงยังไม่เห็นเขา เขาจ้องมองร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีเงินที่กำลังนั่งทำแผลด้วยตัวเองอยู่บนเตียงพยาบาลโดยไม่มีพยาบาลหรือนักเรียนผู้ช่วยคนไหนกล้าเข้าไปช่วย ซึ่งดูแล้วการทำแผลเองแบบนั้นคงลำบากไม่ใช่น้อย 

'นิสัยที่ไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้นี้คล้ายกับใครบ้างคนที่เขารู้จัก'

     โม่จินเฟิ่งเดินเข้าไปหาคารอสเพื่อแสดงความช่วยเหลือ แม้จะแปลกใจอยู่ว่าอะไรที่ทำให้พระเอกสุดเทพผู้เติมทรูมาจนเต็มแม็กนั้นบาดเจ็บได้


"ให้ผมช่วยไหมครับ"

"ดีจังนะที่ฉันได้เจอนายพยาบาลส่วนตัว ไม่งั้นคงลำบากมากทีเดียว"

"อย่าล้อเล่นสิครับ"

     คารอสเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับเฟเรียส มองอีกฝ่ายที่นั่งลงบนเตียงข้างๆกันก่อนจะหันไปหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาทำแผลให้กับเขาอย่างคล่องแคล่ว การลงน้ำหนักมือที่เบาจนแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผล คารอสอยากถามอีกฝ่ายว่าเป็นห่วงเขาบ้างไหม แต่นั่นคงไม่จำเป็นในเมื่อความรู้สึกของเฟเรียสนั้นได้แสดงออกมาทางแววตาของเจ้าตัวหมดแล้ว

'เฟเรียสเป็นห่วงเขาและกำลังกังวล'

     คารอสยกมือข้างที่ว่างขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มลื่นนั้นอย่างแผ่วเบา ยามปกตินั้นคนอย่างเฟเรียสมักเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าและสายตาที่เฉื่อยชา แต่หากเป็นเรื่องของพวกพ้อง ครอบครัวหรือคนสำคัญ เฟเรียสมักจะเผลอแสดงความรู้สึกต่างๆออกมาทางดวงตา และนั่นทำให้เขารู้ได้ว่าเจ้าของนัยน์ตาสีอเมทิสต์นั้นกำลังรู้สึกเช่นไร

"เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมคุณถึงบาดเจ็บแบบนี้"

     คารอสมองสบเข้ากับนัยน์ตาสีอเมทิสต์ภายใต้เส้นผมยุ่งไม่เป็นทรงที่มองมาอย่างสงสัย เฟเรียสที่ขมวดคิ้วน้อยๆเขาจึงยกปลายนิ้วขึ้นนวดคลายปมคิ้วให้กับอีกฝ่าย

"คิลเลอร์แบล็คน่ะ หลังจากจบภารกิจของฉันหมอนั่นก็ปรากฏตัวออกมา นายยังไม่ได้เปิดดูข่าวสินะ"

"แล้วคนอื่นเป็นยังไงบ้างครับ"

     โม่จินเฟิ่งเอ่ยถามถึงสมาชิกในกลุ่มของคารอสเพราะหนึ่งในนั้นมีราเอลเพื่อนเมทของเขาอยู่ร่วมทีมกับอีกฝ่ายด้วย

"ไม่เป็นอะไรมาก แค่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น" คารอสพูดด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย 

"ปิดม่านสิ ช่วยทำแผลที่หลังให้หน่อย"

"....."

"นะครับ เฟเรียส" 

'ช็อตนี้ผมตายครับ!'

     อะไรคือการพูดด้วยน้ำเสียงและสายตาออดอ้อนแบบนั้นครับคุณพระเอก ยิ่งคำว่า 'นะครับ' นั่นอีก ปกติคุณพูดลงท้ายแบบนั้นกับใครที่ไหนกัน ไปพูดกับนางเอกของคุณสิครับไม่ใช่กับตัวประกอบอย่างเขา

"เฮ้อ~ ก็ได้ครับ"

     ถึงจะคิดแบบนั้นแต่โม่จินเฟิ่งคงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจและทำตามที่คนผมเงินบอก พอหันกลับมาจากเลื่อนม่านปิดเรียบร้อยก็พบว่าคารอสนั้นถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวออกไปแล้ว เรือนกายสมบูรณ์แบบพร้อมเขย่าหัวใจผู้พบเห็นให้สั่นไหว ผิวขาวกระจ่าง กล้ามเนื้อที่เรียงตัวอย่างสวยงามบนหน้าท้องของคารอสทำให้เขารู้สึกอิจฉาจนอยากจะกัด(?)อีกฝ่ายให้เลือดไหลหมดตัวไปเลย!

'บ้าจริง! เขาคิดอะไรอยู่ ตรรกะของเขามันเพี้ยนไปหมดแล้ว!'

"มองอะไรงั้นเหรอ? หืมมม~"

     เขามองคารอสที่ทำเป็นเอียงคอสงสัยราวหนุ่มน้อยไร้เดียงสาทั้งที่แสดงรอยยิ้มกรุ่มกริ่มกับแววตาเจ้าเล่ห์นั้นออกมาอย่างเปิดเผย อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังอ่อยเขาอยู่ ให้ตายเถอะ!

"ก็... ไม่นี่ครับ"

     โม่จินเฟิ่งทำเป็นไม่สนใจสายตาที่มองมาแล้วนั่งลงบนเตียงด้านหลังของคารอส หยิบผ้าขนหนูสีขาวสะอาดที่วางอยู่ในอ่างน้ำขึ้นมาเช็ดรอยเลือดและตามตัวให้กับร่างสูงก่อนจะจัดการทำแผลบนแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างเบามือ พอทำเสร็จก็เดินไปหยิบเสื้อตัวใหม่ในกระเป๋าของคารอสขึ้นมาและช่วยสวมให้กับคนเจ็บที่มองการกระทำของเขาอยู่ตลอดเวลา

"ไปส่งฉันหน่อยสิเฟเรียส ฉันคงกลับเองไม่ไหว"

"แต่ว่า..."

"ไปส่งฉันหน่อยนะเฟเรียส ฉันมีอะไรบางอย่างอยากให้นายดูแล้วก็มีเรื่องจะคุยด้วย" 

"....."

"งั้นฉันจะทำอาหารเย็นให้นายด้วย แบบนี้เป็นไง?" อย่ามาหลอกล่อเขาด้วยวิธีนี้สิ แบบนี้เขาก็ปฏิเสธไม่ได้น่ะสิ

'ฝีมือการทำอาหารของพระเอกสุดเทพเชียวนะ!'

"เฮ้อ~ ก็ได้ครับคารอส คุณนี่ชักจะหลายเรื่องแล้วนะครับ"

     โม่จินเฟิ่งไม่รู้ว่าวันนี้ตนเองถอนหายใจเพราะคนตรงหน้าไปกี่ครั้งแล้ว ตั้งแต่ขอให้เขาทำแผลที่หลังให้แม้ตอนแรกเขาจะเสนอตัวทำแผลให้เองก็ตาม ทั้งยังขอให้ช่วยหยิบน้ำให้ หยิบยาให้ มาตอนนี้ยังขอให้เขาไปส่งอีก วันนี้เขาอาจจะต้องกลับบ้านดึกหน่อยแล้วล่ะมั้ง คงต้องติดต่อให้คนขับรถมารับที่หอพักวีไอพีของวิทยาลัยแทนการเดินกลับแบบปกติ

"แต่นายก็ยอมให้ฉันคนนี้ตลอดไม่ใช่เหรอ"

'ใช่ สุดท้ายเขาก็ยอมให้คนตรงหน้าตลอดอยู่ดี'


     โม่จินเฟิ่งเดินเข้ามายังตึกสูงอันเป็นหอพักวีไอพีของนักเรียนคลาสเอส สำหรับตึกวีไอพีนี้ไม่ใช่จะเป็นเพียงนักเรียนคลาสเอสเท่านั้นถึงจะอยู่ได้แต่จะต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในตระกูลที่มีฐานะและอิทธิพลด้วยถึงจะยื่นเรื่องขอเข้าพักได้

     ตึกแห่งนี้จะเป็นห้องพักประเภทเดี่ยวในแต่ละชั้นจะมีห้องพักสามห้อง สองห้อง หรือห้องเดี่ยวที่รวบไปทั้งชั้น การมีสิทธิ์เข้าพักนั้นก็แล้วแต่ฐานะของแต่ละคน และแน่นอนว่าคนของตระกูลดีไวเลอร์อย่างคารอสนั้นย่อมอยู่ห้องเดี่ยวรวบทั้งชั้นไป ห้องกว้างแสนส่วนตัวซึ่งถ้าไม่ใช่เจ้าของหรือได้รับอนุญาตก็ไม่สามารถขึ้นไปได้

"จะเดินสำรวจห้องก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"

     พอคารอสพูดเสร็จก็ปล่อยให้เขายืนเคว้งคว้างอยู่คนเดียวในห้องรับแขกส่วนเจ้าก็เดินลิ่วๆเข้าไปยังห้องอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็นห้องแต่งตัวที่เชื่อมกับห้องน้ำและห้องนอน ตามจริงด้วยฐานะของเฟเรียสนั้นจะอยู่ที่หอนี้ก็ได้เช่นเดียวกับเจริอัสที่พักยังหอแห่งนี้เช่นกันแม้ส่วนใหญ่เจ้าตัวมักจะไปกลับคฤหาสน์มากกว่าก็ตาม แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ยื่นเรื่องขอเข้าพักที่นี่

     โม่จินเฟิ่งเดินสำรวจห้องรับแขกเสร็จก็ตรงไปยังห้องครัว ภายในห้องครัวมีอุปกรณ์ทำอาหารครบครัน วัตถุดิบทำอาหารก็มีอยู่เต็มตู้เย็น มีทั้งโต๊ะทานอาหารแบบบาร์และแบบปกติ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องก็มีพอประมาณไม่ได้มากจนหวือหวา โทนห้องเป็นสีขาวครีมดูเรียบหรูและสะอาดตา

"ห้องนอนงั้นเหรอ?"

     หลังจากเดินเข้าห้องนู่นออกห้องนี้โม่จินเฟิ่งก็เปิดประตูมาเจอเข้ากับห้องนอนกว้าง เตียงสีขาวขนาดคิงไซต์ตั้งอยู่กลางห้องชิดผนัง ข้างเตียงมีโต๊ะวางขนาบทั้งสองด้านของเตียง บนโต๊ะนั่นมีโคมไฟ หนังสือสี่ห้าเล่มที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ที่สะดุดตาของเขาคงเป็นกรอบรูปที่ไร้ซึ่งรูปถ่ายแต่เป็นสร้อยข้อมือดอกไม้แห้งที่ถูกรีดทับจนเรียบนั้นถูกจัดเก็บไว้ภายในอย่างดี

"แปลกจัง..."

     โม่จินเฟิ่งเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ เพียงแค่ได้เห็นสร้อยข้อมือวงเล็กชิ้นนี้กลับทำให้เขานึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ความทรงจำในวัยเด็กที่เขาแทบจะลืมเลือนไปนั้นได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง


"น่าเบื่อจังเลยฮะคุณพยาบาล"

     เด็กผู้ชายผมดำสั้นระต้นคอ ริมฝีปากแดงเรื่ออย่างคนสุขภาพดี นัยน์ตาสีม่วงกลมโตเป็นประกายบนใบหน้าน่ารักนั้นฉายชัดถึงความเหงา เด็กคนนี้ก็คือเฟเรียส ตอนนี้เขากำลังอยู่ที่ห้องพักในโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุตกบันได ศีรษะเขาโดนกระแทกอย่างแรงจนเลือดคลั่งในสมองต้องได้รับการผ่าตัด หลังผ่าตัดเสร็จก็สลบไปนานเป็นเดือน โชคยังดีที่เขาไม่ได้ความจำเสื่อมเหมือนกับที่หมอคาดการณ์เอาไว้แต่ที่น่าเป็นห่วงคือร่างกายท่อนล่างของเขา

'เขาอาจจะเดินไม่ได้'

     นั่นเป็นสิ่งที่คุณหมอบอกกับแม่ของเขาหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาและไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนขาได้ ตอนแรกเขาก็กลัวจนอยากที่จะร้องไห้แต่เพียงเห็นใบหน้าซีดขาว สีหน้าเจ็บปวดและหยดน้ำตาของผู้เป็นแม่ที่ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร เขาจึงทำได้เพียงสะกดกลั้นก้อนสะอื้นนั้นลงไปพลางยกยิ้มร่าเริงและเลื่อนรถเข็นขยับเข้าไปกอดปลอบผู้หญิงตรงหน้า

"ไม่เป็นไรหรอกฮะ คุณหมอบอกว่าอาจจะเองนี่ฮะ เพราะฉะนั้นอย่าร้องเลยนะฮะคุณแม่"

"ฮึก ลูกแม่..."

"แม่ฮะ ผมน่ะจะกลับมาเดินให้ได้เลย สัญญาเลยฮะ!"

"จ๊ะ พยายามเข้านะลูก" 

     เขามองคนตรงหน้าที่หยุดร้องไห้ ยกยิ้มอ่อนโยนขึ้นพร้อมกับลูบศีรษะเขาแผ่วเบาและระมัดระวังอย่างกลัวว่าจะไปกระทบบาดแผลของเขา ทั้งที่แผลของเขาก็ดีขึ้นมากแล้ว

'ก็เล่นหลับไปเป็นเดือนเลยนี่นา'

     เฟเรียสตั้งใจไว้แล้วไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้ได้ กลับมาเดินให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตาม เขาไม่อยากเห็นแม่ต้องลำบากหาเงินมาจ่ายค่ารักษาของเขา แต่ทำยังไงได้ในเมื่ออาการบาดเจ็บของเขาบริเวณศีรษะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังต้องเข้าทำกายภาพบำบัดทุกวันด้วย

"งั้นเดี๋ยวพี่พาไปที่สวนนะจ๊ะ"

"จริงเหรอฮะ! ขอบคุณฮะพี่สาว"

     เฟเรียสมักต้องอยู่คนเดียวในห้องพักอยู่ตลอดเพราะแม่ของเขาต้องไปทำงานจนไม่มีเวลาว่างมาหาสักเท่าไร แต่ก็มีนางพยาบาลที่เอ็นดูเขาคอยแวะเวียนมาหามาเล่นเป็นเพื่อนบ้างบางเวลาที่พวกเธอว่าง ซึ่งนั่นก็ไม่สามารถคลายความเหงาให้เขาได้มากนัก 

"อากาศดีจัง"

     ตอนนี้เฟเรียสกำลังนั่งบนรถเข็นอยู่ในสวนกว้างของโรงพยาบาล ส่วนพยาบาลสาวนั้นมีหน้าที่เร่งด่วนที่ต้องไปจัดการ เขาจึงบอกให้อีกฝ่ายไปได้เลยไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะอยู่ที่นี่สักพักถ้าจะกลับจะกดปุ่มเรียกเอง ดีที่รถเข็นของโรงพยาบาลนั้นเป็นแบบออโต้ เขาสามารถควบคุมทิศทางจากปุ่มบนพนักแขนได้โดยไม่ต้องลำบากใช้แขนสั้นๆนี้เข็นล้อรถด้วยตัวเอง

"หืม?"

     เฟเรียสที่นั่งรถเข็นวนไปมาในทางเดินของสวนได้สักพักก็หันไปเห็นเด็กคนหนึ่งที่สวมชุดคนไข้เช่นเดียวกัน ดูแล้วคงรุ่นราวคราวเดียวกันจึงเข้าไปหา เด็กคนนี้มีผมยาวถึงกลางหลังสีดำเหมือนกันกับเขาต่างกันแค่เขาผมสั้น แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังก้มหน้าอยู่ 

"สวัสดีฮะ"

"....."

"อ๊ะ! เธอ..."

     เฟเรียสอดที่จะตกใจเสียไม่ได้เมื่อเด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าสวยน่ารักเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นัยน์ตาสีแดงราวอัญมณีคู่สวยนั้นดูโศกเศร้าและเจ็บปวด ยิ่งรวมกับร่างกายผอมบางที่สูงน้อยกว่าเขาเล็กน้อยทำให้คนตรงหน้าดูเปราะบางมาก

"นี่เธอเป็นอะไรรึเปล่า? ให้ผมเรียกพยาบาลให้ไหม"

"....." เฟเรียสมองคนตรงหน้าที่เช็ดคราบน้ำตาแล้วเอาแต่ทำหน้านิ่งเงียบใส่เขา

"เอ่อ คือ... เธอชื่ออะไรงั้นเหรอ"

"อย่ามายุ่งกับฉัน"

     เฟเรียสมองเด็กผู้หญิง(?)ที่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชาดูไม่เป็นมิตรก่อนจะลุกขึ้นเดินหันหลังให้เขา แต่ก็ไม่รู้อะไรที่ดลใจให้เฟเรียสอยากตามอีกฝ่ายไป อาจจะเพราะความเหงาในแววตาที่ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งของอีกฝ่ายก็เป็นได้ 

'ความเหงาที่เหมือนกันแต่เด็กคนนั้นดูโดดเดี่ยวมากกว่าเขา'

"ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก!"


"เธอชื่ออะไรงั้นเหรอ"

"....."

"สีตาของเธอเหมือนสีของทับทิมเลย งั้นผมเรียกเธอว่า 'รูบี้' ล่ะกันนะ"

"....."

     หลังจากนั้นเฟเรียสก็ไม่มีเวลาให้เหงาอีกต่อไปเพราะเขาใช้เวลาว่างทั้งหมดที่มีหลังการตรวจร่างกายและทำกายภาพบำบัดไปใช้ในการไล่ตามเด็กคนนั้นจนอีกฝ่ายคงจะเริ่มรำคาญเขาบ้างไม่มากก็น้อย แต่เขารู้ดีว่าอีกคนนั้นเริ่มจะเปิดใจให้กับเขาแล้ว

     เฟเรียสมักไปเล่นหรือไม่ก็เอาหนังสือนิทานไปนั่งอ่านเล่นกับรูบี้บนเตียงพยาบาลของเจ้าตัวเสมอจนเป็นที่ชินตาของพวกพยาบาลที่จะเห็นเด็กทั้งสองอยู่ด้วยกัน จากหลายวันเป็นหลายอาทิตย์ความสนิทของเราทั้งสองคนก็มากขึ้นตามระยะเวลา หลังๆมานี้เวลาที่เขาไปทำกายภาพบำบัดรูบี้ก็จะตามเขาไปด้วย 

"รูบี้ เธอเป็นอะไรงั้นเหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ล่ะ"

กึก

"....."

     นี่เป็นเรื่องที่เฟเรียสสงสัยมานานว่ารูบี้เป็นอะไร? ทำไมถึงได้อยู่ที่โรงพยาบาลตลอด? ที่สำคัญคือเขาไม่เคยเห็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้องคนไหนมาเยี่ยมรูบี้เลย ส่วนเขาถึงคุณแม่จะมาหาไม่บ่อยแต่ก็มักจะติดต่อมาคุยด้วยกันเสมอ 

"ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่ปะ..."

"ฉันกำลังจะตาย..."

"....." คราวนี้เป็นตัวเขาที่ต้องเงียบไป

'ทำไม?'

"ฉันเป็นโรคร้าย โรคที่ไม่มีใครเคยเป็น"

"....."

"แม้ว่าหมอจะคิดค้นยาและวิธีรักษาที่หายขาดได้ แต่การผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จแค่สิบเปอร์เซ็น ฉันอาจจะตายระหว่างผ่าตัดก่อนที่จะได้รับยานั้น"

"ตั้งสิบเปอร์เซ็นต่างหาก! อย่าสิ้นหวังสิ ถ้าเธอพยายามล่ะก็มันจะต้องผ่านไปได้แน่นอน!"

"ไม่มีทางหรอกน่า!"

"ต้องมีสิ! ผมจะทำให้เธอเห็น ถ้าผมสามารถเดินได้อีกครั้งล่ะก็เธอจะต้องไม่ถอดใจเรื่องผ่าตัด!"

"....."

     สิ่งที่เขาบอกไปมันเป็นอะไรที่ยากมากเพราะผลการทำกายภาพบำบัดนั้นไม่ได้ดีขึ้นมากนัก เฟเรียสทำได้แค่ขยับข้อเท้าได้บ้างเท่านั้น อย่าว่าแต่เดินเลยขาของเขายังอ่อนแรงเกินกว่าจะลุกขึ้นยืนได้ เขาพยายามมาตลอดแม้หมอจะบอกว่าโอกาสมันจะน้อยมากแค่ไหน แต่...

'เขาไม่อยากกลายเป็นคนพิการโดยไม่พยายามอะไรเลย'

     ตลอดเวลาสองอาทิตย์หลังจากนั้นเฟเรียสตั้งใจอย่างมากเพื่อที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง เหงื่อของเขาไหลโซมกาย เฟเรียสเม้มปากแน่นกัดฟันอดทน ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาพยายามลุกขึ้นจากรถเข็น ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาล้มลง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาอยากร้องไห้แต่ก็ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา เขาสบตากับรูบี้ที่มองมาอย่างกังวล เป็นห่วงและเจ็บปวด ทุกครั้งที่เขาล้มลงอีกฝ่ายอยากที่จะเข้ามาช่วยแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเฟเรียสสั่งห้ามไว้ว่า...

"ถ้าผมยังเดินไม่ได้ ก็ห้ามเข้ามาช่วยเด็ดขาด!"

'ไม่ใช่ไม่กลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ'

     แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขาและแม่เท่านั้น ยังมีรูบี้ที่เขาอยากให้เห็น ว่าถ้าพยายามและไม่ถอดใจยังไงปฏิหาริย์จะต้องเกิดขึ้นแน่

กึก

ตึก ตึก

"อึก! แฮ่กๆ หะ เห็นไหม..."

"....."

"ทำได้แล้วนะ"

พรึ่บ หมับ

     เฟเรียสมองคนที่วิ่งเข้ามากระโดดกอดเขาจนล้มลงไปกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ ตอนที่กำลังจะล้มกระแทกพื้นรูบี้ได้พลิกตัวให้เขาอยู่ด้านบนโดยใช้ตัวเองเป็นเบาะรองรับร่างกายของเขา เฟเรียสกดใบหน้าที่อ่อนล้าของตนลงกับไหล่ของรูบี้ที่กำลังสั่นไหว เขารู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นบนไหล่ของเขาเช่นกัน

"ฮึก! ฮืออออ" รูบี้กำลังร้องไห้และเขาก็กำลังร้องตาม

"รูบี้ ถ้าโตขึ้นผมจะแต่งงานกับรูบี้นะ!"

"นายอยากแต่งกับฉันงั้นเหรอ" 

     เฟเรียสมองใบหน้าสวยน่ารักของคนที่กอดเขาไม่ยอมปล่อย ดวงตาแดงช้ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักนั้นกลับมามีประกายสดใสและมุ่งมั่น เขาชอบแววตาแบบนี้ของรูบี้มากกว่าเมื่อก่อนที่มีแต่ความหดหู่และสิ้นหวัง

"อือ! เพราะฉะนั้นเธอต้องรีบรักษาตัวให้หายนะ"

"แน่ใจเหรอ?"

"สัญญาเลยว่าผมจะแต่งกับเธอแค่คนเดียว" เฟเรียสยกยิ้มกว้างยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยของคนตรงหน้า

     คนคนเดียวที่เป็นแรงผลักดันให้เขาอยากกลับมาเดินได้ไวๆ คนที่เขาอยากเห็นรอยยิ้ม คนที่เขาอยากมอบความหวังและความสุขเข้าเติมเต็มช่องว่างของอีกฝ่าย คนที่เขาอยากจะเป็นแสงอาทิตย์ปัดเป่าความหนาวเหน็บที่กัดกินหัวใจของอีกคน

"อ่ะนี่! ผมให้เป็นของหมั้นนะ ทำเองเลยล่ะ"

"ขอบใจนะเฟเรียส"

     เฟเรียสมอบสร้อยข้อมือดอกไม้สดที่เขาถักขึ้นเองกับรูบี้ เขายังจำรอยยิ้มอ่อนโยนกับแววตามีความสุขของรูบี้ยามมองมายังตนเองได้ดี และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาทั้งสองได้เจอกันเพราะหลังจากนั้นรูบี้ก็หายตัวไป พอเขาไปถามกับพยาบาลถึงได้รู้ว่ารูบี้ย้ายไปผ่าตัดและรักษาตัวยังต่างประเทศ


หมับ

"อ๊ะ!"

     โม่จินเฟิ่งสะดุ้งตกใจเมื่อมีมือสอดเข้ามาดึงเอวเขาเข้าไปกอดแน่น แผ่นหลังของเขาแนบชิดกับแผ่นอกแกร่งของคนด้านหลังที่ยังไม่ได้ติดกระดุมเสื้อ กลิ่นหอมเย็นชวนเคลิบเคลิ้มลอยมาแตะจมูก หยาดน้ำจากเส้นผมสีเงินหยดใส่ข้างแก้มของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหูจนร่างกายของเขาสั่นสะท้าน หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบหลุดออกมาข้างนอก

"เห็นแล้วสินะเฟเรียส ยังจำคำสัญญานั้นได้ไหม"

"....."

'ไม่จริงน่า! เด็กผู้หญิงคนนั้นคือคารอสงั้นเหรอ!'



Special Talk 

คารอส : รุกแล้วก็ต้องรุกให้สุด อย่าให้นกน้อยของฉันตั้งตัวทัน

โม่จินเฟิ่ง : แบบนี้ผมจะไปแต่งกับใครได้อีกล่ะครับเนี่ย!

เมริลิน : เขาจองตัวกันมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอคะเนี่ย ดีจัง!

เฟยเฟิ่ง : เมื่อไรจะเข้าหอ เอ้ย! จะแต่งกันจ๊ะ (เตรียมชุดไปงาน)

Talk : ตอนนี้ยาวมาก กว่าจะแต่งเสร็จโครตเหนื่อยเลยยยยย~ ที่เหนื่อยไม่ใช่เพราะแต่งนิยายนะ เหนื่อยเพราะขับรถจากบ้านกลับมอ ไม่พอยังมีประชุมโครงการอีก(ประชุมบ่อยไปไหนนนน~) กลับมาหอเกือบสี่ทุ่มแล้วมาแต่งต่อ มีสอบอีก! ขอพื้นที่โหยหวนหน่อย ฮืออออ~
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 415 ครั้ง

258 ความคิดเห็น

  1. #215 Yok Poog (@yok-poog) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 13:10
    ไม่นะ คำสัญญาเล่นฉันแล้ว ขี้โกง!!!
    #215
    0
  2. #188 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 19:17

    อูยยยย เอาแล้วๆๆ
    #188
    0
  3. #174 JutakanWhanyan (@JutakanWhanyan) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 13:05
    เเล้วคุณพี่ชายจะยอมไหมหนอ~~~~
    #174
    0
  4. #153 sci-ch (@sci-ch) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:36
    ขนาดนนี้ไปตัดชุดแขกงานแต่งรอเลยดีกว่า
    #153
    0
  5. #118 PiyapatBang (@PiyapatBang) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 21:58
    สู้ๆนะคะนักเขียน ฮื่อออออออ หนูเขินนนนนนนน น่ารักมากค่าาา
    #118
    1
  6. #117 Kuhako (@KuhakoRarc) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 18:46
    ชิบหายละจ้าาาาาาา~
    #117
    1
  7. #116 deer_fox (@deer_fox) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 11:17

    รอๆๆๆๆๆ
    #116
    0
  8. #115 Aimarea (@Aimarea) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 02:41

    ขอเตรียมชุดไปงานแต่งได้เลย~~
    #115
    0
  9. #114 Joom1995 (@Joom1995) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 01:32

    เค้าเป็นของกันและกันตั้งแต่เด็กแล้วค่าาาา เตรียมตัวเข้าหอได้ ไม่ผิดผีจ้าาาาา

    #114
    0
  10. #113 Aom Love Lex (@aomlovelex18) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 01:29
    น่ารักมาก
    #113
    0