[Harry Potter and Everything has changed] OCx?

ตอนที่ 4 : PART 1 of HP --- A Boy and A Girl [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,976
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 243 ครั้ง
    9 ม.ค. 61

               

A Boy and A Girl [1]


               เป็นเวลาร่วมหนึ่งสัปดาห์กว่าเฟริน่าจะเล่าเรื่องราวในหนังสือทั้งเจ็ดเล่มจบ  แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะเล่าแล้วตื่นเต้นเท่ากับตอนที่สเนปฆ่าดัมเบิลดอร์   เธอกลั้นใจเล่าจนจบฉากนั้นและหยุดมองสีหน้าพ่อมดชรา  แต่เขาเพียงแค่ยิ้ม  และขอให้เธอเล่าต่อไป  หลังจากที่เล่าเล่มหกจบในวันนั้น   ดัมเบิลดอร์กลับเอ่ยชมเจเค  โรว์ลิ่งไม่ขาดปากที่ให้ตัวละครอย่างเขาจบชีวิตลงได้อย่างตราตรึง   แต่เฟริน่าก็ค้านหัวชนฝาว่าเธอไม่เห็นด้วย  เธอให้เหตุผลอย่างอายๆว่าเธอค่อนข้างผูกพันกับดัมเบิลดอร์  ชายชราหัวเราะชอบใจ  และอธิบายว่าถ้าเขาไม่ตาย  ชีวิตของแฮร์รี่ก็จะไม่สามารถก้าวข้ามวัยเด็กที่คอยแต่อยู่ในความปกป้องของเขาไปได้  เขาชมว่าเจเค  โรว์ลิ่งฉลาดมากที่ใช้ความตายของเขาให้เป็นประโยชน์  แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหญิงก็อดที่จะเถียงเขาไม่ได้ว่ายังไงเธอก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี  เพราะมันต้องมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แทนที่จะใช้ความตายของใครสักคน  เพื่อทำให้แฮร์รี่กลายเป็นผู้ใหญ่  แล้วดัมเบิลดอร์ก็เลิกเถียงกับเธอ   เขาเพียงแนะนำกับเธอว่าความตายเป็นการเดินทาง   และมันจะต้องเป็นการเดินทางที่น่าสนุกไม่น้อยสำหรับเขา  ทำให้เย็นวันนั้นเป็นวันเดียวที่เธอไม่บอกลา  และนั่งบึ้งตึงกับความคิดสุดประหลาดนั่น   แต่เมื่ออีกวันที่พ่อมดชรามาฟังเรื่องราวในเล่มเจ็ดต่อ  เฟริน่าก็ลืมเลือนเรื่องที่เขาทำให้เธอหงุดหงิดไปสนิท 

                นี่เป็นอีกวันที่ผ่านพ้นไปนับจากเมื่อวานที่เธอเปิดเผยเนื้อเรื่องจนจบทั้งหมด  วันนี้ดัมเบิลดอร์สัญญาว่าจะมาอีก  เขาบอกว่าวันนี้เธอจะได้รับการตรวจรักษาอีกเป็นครั้งสุดท้าย  เพราะอาการของเธอโดยรวมฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว  ต้องขอบคุณศาสตราจารย์สเนปที่รับเป็นภาระปรุงยาให้เธอ  เฟริน่านั่งอยู่ในห้องครัว  เธอกำลังช่วยมิสซิสฟิกแจกจ่ายอาหารให้แมวทั้งหลาย  ตอนนี้เธอเริ่มชินกับกลิ่นกะหล่ำปีแล้ว  เธอช่วยงานบ้านทุกอย่างเท่าที่หล่อนยินยอม  แต่ก็อดโดนบ่นเรื่องที่เธอหัวรั้นไม่ยอมพักผ่อนไม่ได้ 

                ระหว่างที่เธอเดินออกมาจากห้องครัว  เธอก็ได้ยินเสียง   เปรี้ยง!  ถึงสองเสียง  ก่อนที่กริ่งประตูบ้านจะดังขึ้น  บางครั้งเธอก็แปลกใจว่าทำไมดัมเบิลดอร์ถึงไม่เดินทางด้วยผงฟลู   แต่เขาให้คำตอบว่าไม่อยากเพิ่มงานให้เอลฟ์ประจำบ้าน  หากชุดของเขาในทุกๆวันจะเปื้อนไปด้วยขี้เถ้าจากเตาผิง 

                “มาแล้วค่ะ!”  เธอร้องบอก  ก่อนปลดล็อกประตู   และเมื่อประตูถูกเหวี่ยงเปิดออก  เธอก็พบใบหน้าใจดีเปื้อนยิ้มของดัมเบิลดอร์  แต่ชายชราไม่ได้มาเพียงคนเดียว  ที่ด้านหลังของเขา  มีชายผมสีดำเป็นเมือกในชุดเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ  จมูกงุ้มที่เหมือนเหยี่ยว   เขากำลังมองเธออย่างเย็นชาและไร้อารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ 

                “สีหน้าแบบนั้น  ถ้าให้ฉันเดา  เธอคงนึกไม่ถึงว่าวันนี้ฉันจะพาเซเวอร์รัสมาด้วยใช่มั้ย”   ดัมเบิลดอร์หัวเราะ  เมื่อเห็นเด็กหญิงอ้าปากค้าง  ดวงตาจับจ้องศาสตราจารย์วิชาปรุงยาอย่างไม่วางตา  สเนปเลิกคิ้วขึ้น  บ่งบอกว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่ดัมเบิลพูดสักเท่าไหร่  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ดูไม่ชอบใจนักที่เด็กหญิงจ้องเขาอย่างเสียมารยาท   เฟริน่ารีบถอยออกไปข้างๆ   ดัมเบิลดอร์ก้าวเดินเข้ามาตามด้วยเซเวอร์รัส  ทั้งสองตรงไปยังห้องนั่งเล่น   

                “สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ใหญ่  สวัสดีสเนป”  มิสซิสฟิกทักทั้งสอง  เธอต้อนแมวหลายตัวกลับขึ้นไปบนห้องของเธอ  เพราะรู้ว่าเฟริน่าและศาสตราจารย์ทั้งสองมีธุระต้องคุยกัน

                ดัมเบิลดอร์และสเนปนั่งลงบนโซฟา  เฟริน่านั่งลงตรงข้าม  เธอเริ่มรู้สึกประหม่า  เมื่อชายจมูกงุ้มกำลังใช้สายตาประเมินเธอ  ในขณะที่ชายชราโบกไม้กายสิทธิเรียกเครื่องดื่มให้ปรากฏบนโต๊ะ

                “ผมว่าอาการเธอค่อนข้างหายสนิทดีแล้วนะครับ  ผมมั่นใจอย่างนั้น”  สเนปเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ   เขาละสายตาจากเธอ  หยิบชาขึ้นมาจิบ

                “ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น  แต่ก็อยากให้แน่ใจถึงได้ให้เธอมาดูเด็กคนนี้ด้วยตาของเธอเอง”  ดัมเบิลดอร์หัวเราะ   เฟริน่าลอบมองใบหน้าสเนปอีกครั้ง   แต่ชายจมูกงุ้มไม่สนใจเธออีก  “จริงสิ  ฉันคิดว่า  ฉันมีธุระสำคัญที่ต้องเขียนจดหมาย  บางทีฟิกกี้อาจช่วยหากระดาษสำหรับเขียนจดหมายได้”  

                ดัมเบิลดอร์ลุกออกไปจากห้องนั่งเล่น  ทิ้งให้เฟริน่าอยู่กับสเนป   เด็กหญิงยังคงลอบมองศาสตราจารย์ปรุงยาไม่หยุด

                “รู้มั้ย  การแอบมองคนอื่นแบบนั้นมันเสียมารยาท”   สเนปพูดโดยไม่มองหน้าเธอ   น้ำเสียงเรียบและเย็นชาที่เฟริน่ารู้ดีว่าเขาแกล้งทำ  ทำให้เด็กหญิงยิ้มขำ   เรียกให้ชายจมูกงุ้มขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ   เขาหันมาใช้ดวงตาประดุจเหยี่ยวจ้องเธออย่างเชือดเฉือน   เฟริน่าหุบยิ้มลงทันที

                “ขอโทษค่ะ  ศาสตราจารย์”  เธอรีบพูดเสียงค่อย  สเนปยังคงนั่งจิบชาเงียบๆต่อไป  แล้วเด็กหญิงตรงหน้าเขาก็โพล่งขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง  “หนูขอเรียกคุณว่าเซเวอร์รัสได้มั้ยคะ!”  ชายเจ้าของชื่อจ้องหน้าเด็กหญิงที่ดูกะตือรือร้นอยากจะสนิทกับเขาอย่างอดประหลาดใจไม่ได้  และเมื่อเฟริน่าเห็นว่าสเนปไม่ได้พูดอะไร  เธอจึงรีบเสริม  “หนูอยากขอบคุณเรื่องยา  แล้วก็เรื่องวันนั้นด้วยค่ะ   ถ้าไม่ได้คุณช่วย  หนูคงตายไปแล้ว”   เธอยังจดจำฝ่ามือที่ประคองศีรษะเธอออย่างอ่อนโยนได้ดี 

                สีหน้าของสเนปแข็งกระด้าง   เขาตอบเด็กหญิงทันทีอย่างไม่ลังเล

                “ไม่ต้องขอบคุณ  ฉันแค่ทำตามคำสั่งอาจารย์ใหญ่เท่านั้น  และฉันไม่อนุญาตให้เธอมาเรียกฉันด้วยชื่อสนิทสนมแบบนั้นด้วย”  

                เด็กหญิงทำหน้างอที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

                “งั้นอาจารย์ใหญ่ก็คงสั่งให้คุณปฏิบัติกับหนูอย่างอ่อนโยนด้วยใช่มั้ยคะ”   เธอถาม  สเนปวางถ้วยชาลง  พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดที่เด็กตัวเล็กๆยังคงดื้อดึงไม่เลิก

                “เธอคงเข้าใจผิด  ฉันไม่เคยปฏิบัติกับใครอ่อนโยนทั้งนั้น  และฉันขอย้ำกับเธอว่าที่ฉันทำไปนั่นเพราะเป็นคำสั่งของอาจารย์ใหญ่” 

                “ทำไมคุณชอบทำเป็นใจร้าย  ทำเป็นเย็นชา  ทั้งที่ลึกๆแล้วคุณออกจะใจดี  ทำไมต้องซ่อนใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากดุๆนั่นด้วย   หนูไม่เข้าใจคุณเลย”   คำพูดของเฟริน่าทำให้สเนปมองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ  ที่เหมือนเด็กคนนี้จะอ่านใจเขาออก  รู้ดีถึงความรู้สึกของเขา  เขาหรี่ตามองเธออย่างมุ่งร้ายที่เขาชอบทำเป็นประจำ  แต่คราวนี้เด็กหญิงกลับจ้องตาตอบอย่างไม่ลดละ

                “เธอนี่มันเด็กอวดดีจริงๆ  ไร้มารยาท”  เขาพูดเสียงเย็นๆแค่นั้น  รู้สึกเหมือนโดนเด็กวัยแปดขวบอ่านใจจนทะลุปรุโปร่ง  และเขาไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย  

                “ยังไงหนูก็จะเรียกคุณว่าเซเวอร์รัส  ไม่ว่าคุณจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม”   เสียงแหลมเล็กๆยืนยัน   สเนปชายตามองอย่างเหยียดๆ   และก่อนที่เขาจะเอ่ยวาจาเสียดแทงเฟริน่า  ร่างของอาจารย์ใหญ่ก็กลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง

                “หวังว่าการตรวจสุขภาพของเฟริน่าจะเป็นไปได้ด้วยดีนะเซเวอร์รัส”  ดัมเบิลดอร์บอกอย่างอารมณ์ดี  แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้ารำคาญของศาสตราจารย์วิชาปรุงยา  และเห็นสีหน้าเด็กหญิงอีกคน   เขาก็เดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น  ชายชราอมยิ้ม

                “เด็กคนนี้สุขภาพดีจนน่าตกใจมากเลยครับ   และผมคิดว่าท่านอาจารย์ใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเรื่องเด็กเล็กๆคนนี้อีก”   สเนปลุกขึ้นยืน  เพื่อบ่งบอกกลายๆว่าเขาอยากกลับ  เฟริน่าขมวดคิ้วรู้สึกไม่ชอบใจที่ฟังดูเหมือนเขาแดกดันใส่เธอ  ดัมเบิลดอร์มองลอดแว่นตามาที่เธอยิ้มๆ  ทั้งสองเดินไปตามทางเดินจนถึงประตู

                “งั้นฉันกับเซเวอร์รัสคงต้องขอตัวกลับก่อน   ถ้าว่างๆฉันจะมาเยี่ยมเธอใหม่  เฟริน่า”

                “ลาก่อนค่ะศาตราจารย์ดัมเบิลดอร์  ลาก่อนค่ะเซเวอร์รัส”   สเนปไม่ตอบ   เขาเปิดประตูออกไปก่อน  และยืนรออาจารย์ใหญ่ด้านนอก  เฟริน่าโบกมือลาทั้งคู่  (ถึงแม้ว่าสเนปไม่แม้แต่จะชายตามองเธอก็ตาม)

 



                สองสัปดาห์ผ่านไป  นับจากวันนั้นดัมเบิลดอร์ก็ไม่ได้มาเยี่ยมเธออีก   ช่วงเวลาเหล่านั้นของเฟริน่าไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด   เพราะมีครั้งหนึ่งที่บ้านเดอร์สลีย์ฝากให้มิสซิสฟิกดูแลแฮร์รี่   เด็กหญิงต้องขึ้นไปแอบอยู่บนห้อง  แต่ก็มีครั้งหรือสองครั้งที่เธออดไม่ได้ต้องแอบย่องลงมาดู   เฟริน่าอยากรู้ว่าแฮร์รี่ในวัยแปดขวบเป็นยังไง  

                เด็กชายตัวเล็กผอมกะหร่องในเสื้อเชิ้ตตัวหลวมกับกางเกงตัวใหญ่ที่ใช้เข็มขัดรัดให้แน่นที่สุด   กับรองเท้าผ้าใบคู่หลวมนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ในห้องนั่งเล่น  เขากำลังถูกมิสซิสฟิกบังคับให้ดูรูปถ่ายแมวทุกตัว  เฟริน่าหลุดหัวเราะ  และเมื่อเด็กชายแว่นกลมหันมาทางนี้  เธอก็รีบวิ่งหนีขึ้นบันไดไปอย่างเงียบเชียบที่สุด 

                “โถ!  เด็กที่น่าสงสาร  ฉันดูก็รู้ว่าเขาเบื่อมากแค่ไหนที่ต้องดูรูปพวกนั้น”   มิสซิสฟิกเอ่ยขึ้น  หลังจากที่แฮร์รี่กลับไปแล้ว  เฟริน่ากำลังช่วยเธอเก็บถ้วยชามาล้าง

                “แต่มันก็จำเป็นนี่คะ  เท่าที่หนูรู้มาจากศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์   ถ้าพวกเดอร์สลีย์รู้ว่าคุณใจดีกับแฮร์รี่  พวกเขาคงไม่เอาแฮร์รี่มาฝากไว้กับคุณ”   เฟริน่าพูด   หญิงที่ท่าทางสติไม่ดี  แต่จริงๆแล้วเธอสติดีถอนหายใจ

                “ฉันอยากให้เขามีชีวิตในวัยเด็กที่มีความสุขมากกว่า  เขาควรได้รับความสุข  แค่ลำพังเขาอยู่กับพวกมักเกิ้ลนั่น  เขาก็มีความทุกข์มากพออยู่แล้ว”  

 



                เปรี้ยง!

                เสียงที่เธอเฝ้ารอมาตั้งแต่เมื่อวานดังชึ้นในเช้าวันหนึ่ง   เฟริน่ารีบวิ่งไปที่ประตูหน้าด้วยความดีใจ   ดัมเบิลบดอร์ส่งจดหมายมาตั้งแต่เมื่อวานว่าวันนี้เขามีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับเธอ   เด็กหญิงรีบเปิดประตูและเดินนำอาจารย์ใหญ่มาที่ห้องนั่งเล่น  เช้าวันนี้มิสซิสฟิกออกไปเดินรอบๆลิตเติลวิงจิง   ทันทีที่ก้นแตะโซฟา  ชายชราไม่รอช้าที่จะโบกไม้กายสิทธิ  ชาอังกฤษกลิ่นหอมก็ปรากฏขึ้นมาทันตาบนโต๊ะ

                “วันนี้มิสซิสฟิกทำคุกี้ไว้ด้วย   ศาสตราจารย์จะรับมั้ยคะ  เรื่องรสชาติ  หนูไม่รับรองนะคะ  แต่เธอยืนยันว่าคราวนี้คุกกี้ของเธออร่อยขึ้นจริงๆ”   เฟริน่าเสนอ   ดัมเบิลดอร์พยักหน้า  เด็กหญิงเดินเข้าไปในครัวเทคุกกี้ใส่จาน  ก่อนจะกลับมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง  เธอนั่งรออย่างตั้งใจว่าอีกฝ่ายมีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยกับเธอ

                “ที่ฉันมาในวันนี้  ฉันมีธุระสำคัญที่อยากจะขอให้เธอช่วย”   ดัมเบิลดอร์เลื่อนถ้วยน้ำชากลิ่นหอมไปตรงหน้าเธอ

                “ช่วยหรือคะ”   เฟริน่าไม่คิดว่ามักเกิ้ลอย่างเธอจะมีความสามารถพอที่จะช่วยพ่อมดที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคได้

                “ใช่  และมีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยได้”   ดวงตาสีฟ้าใสจ้องมองเธอเป็นประกายอย่างคาดหวัง 

                “เรื่องอะไรหรือคะ  ถ้าเด็กตัวเล็กๆอย่างหนูพอช่วยได้  หนูก็อยากจะช่วยค่ะ  แค่ศาสตราจารย์ต้องไม่ลืมนะคะว่าหนูเป็นแค่มักเกิ้ล  เวทมนต์อะไรก็ไม่มี  ถ้าผิดพลาดจะมาโทษหนูไม่ได้นะคะ”  เธอรีบพูดปกป้องตัวเองไว้ก่อน   เฟริน่าไม่อยากให้ดัมเบิลดอร์มาคาดหวังอะไรกับคนอย่างเธอมากนัก  ในเมื่อสิ่งที่เธอเคยประสบมาก่อนมีแต่แย่ๆทั้งนั้น  ช่วยใคร  คนนั้นก็อาจจะเดือดร้อน  รวมถึงตัวเธอเองด้วย

                “ฉันอยากให้เธอช่วยแฮร์รี่”   คำเอ่ยขอร้องเรียบง่าย  แต่เฟริน่ากลับรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า

                “อะไรนะคะ!”   เธอคิดว่าตัวเองได้ยินผิดไป  

                “เธอได้ยินไม่ผิดหรอก  ฉันอยากให้เธอช่วยแฮร์รี่”   ดัมเบิลดอร์ย้ำอีกครั้งด้วยท่าทางสบายๆ  เขาพูดราวกับว่าการช่วยแฮร์รี่ที่ต้องไปต่อสู้กับจอมมารเป็นการเล่นเกมส์ง่ายๆอย่างหนึ่งที่ถ้าตายก็ฟื้นคืนชีพใหม่ได้

                “แต่คุณก็รู้ว่าหนูช่วยใครแล้วไม่เคยเกิดเรื่องดีๆเลย  แถมคืนนั้นหนูยังเกือบตายอีกด้วย!  คุณจำไม่ได้หรือไงคะ  แล้วหนูก็อยากใช้ชีวิตแบบมักเกิ้ลทั่วไปด้วย”   เด็กหญิงกระเด้งตัวขึ้นจากโซฟา  รู้สึกโกรธ   หลายวันมานี้ชีวิตที่เรียบง่ายกับมิสซิสฟิกเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด  ถึงแม้ว่ามันจะจืดชืดไปบ้าง   แต่อย่างน้อยก็ไม่มีเรื่องเสี่ยงตาย  ความรู้สึกที่เคยเกือบตายส่งผลให้เธอหวาดกลัว  และฝันร้ายถึงตอนที่ถูกผลักลงจากดาดฟ้าแทบทุกคืน    ตื่นมาก็มีเหงื่อชุ่มเย็นผุดอยู่บนหน้าผาก   และเธอก็ไม่ชอบความรู้สึกนั้นเลย  

              “ฟังจากที่เธอเล่าเรื่องของเธอมาทั้งหมด  ฉันรู้ว่าเธอเป็นเด็กที่กล้าหาญมาก   ฉันจึงไว้ใจเธอ  และอีกอย่าง  เธอรู้เรื่องทั้ง

ไม่ค่ะ!  หนูไม่ขอเกี่ยวข้องอะไรทั้งนั้น  ศาสตราจารย์   ในเมื่อคุณรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดแล้ว  หนูขออยู่ห่างๆ”  เฟริน่าค้านเสียงดัง 

ดัมเบิลดอร์หัวเราะเสียงค่อย  เหมือนเขาเพิ่งฟังเรื่องขำขันเล็กๆยามบ่าย 

ก็ได้  ฉันจะไม่บังคับ”  ชายชรายกยิ้ม  ดวงตาสีฟ้าใสฉายประกายบางอย่างที่ทำให้เฟริน่ารู้สึกไม่ไว้วางใจ  เหมือนพ่อมดตรงหน้าจะมีแผนการบางอย่างกับเธอ  เด็กกำพร้าที่อยู่ในร่างแปดขวบหรี่ตามองศาสตราจารย์เคราสีเงิน

คุณสัญญาแล้วนะคะศาสตราจารย์  ว่าคุณจะไม่บังคับให้หนูเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับแฮร์รี่ทั้งนั้น  ไม่เกี่ยวเลยสักนิดเดียว”  เธอย้ำถามให้แน่ใจ  ดัมเบิลดอร์หยิบคุกกี้ในจานขึ้นมาพินิจ  ก่อนจะใส่ปาก  ชายชราไม่ตอบ  เขาหลับตาลงทำสีหน้าดื่มด่ำกับคุกกี้ที่กำลังละลายอยู่ในปากอย่างสบายใจ   มีเสียงฮึมฮัมเป็นเพลงเบาๆรอดออกมา  และเมื่อเขาลืมตาขึ้น  เขาก็เลื่อนจานคุกกี้ให้เธอ

เธอน่าจะลองกินดูสักชิ้นนะเฟริน่า  ฉันกล้ายืนยันได้เลยว่าคุกกี้ของมิสซิสฟิกคราวนี้รสชาติกลมกล่อมเข้ากันได้ดีกับชายามบ่ายจริงๆ”  ดวงตาสีฟ้าใสฉายประกายอารมณ์ดีอย่างปิดไม่มิด 

คุณจะสัญญากับหนูใช่มั้ยคะ  ศาตราจารย์อัสบัส  เพอร์ซิวาล  วูลฟริก  ไบรอัน  ดัมเบิลดอร์”  เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างย้ำถามอีกครั้ง  เธอหยิบคุกกี้ขึ้นมาแต่ยังไม่กล้ากินมันเข้าไป   เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเสกอะไรให้เธอกิน  ดัมเบิลดอร์หัวเราะเบาๆ

ก็ได้  ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่บังคับเธอ”  เขายอมตอบตกลงแต่โดยดี  เฟริน่าผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก  ตอนนี้เธอได้หลักประกันแล้ว   หลักประกันที่ว่าชีวิตที่สองของเธอ  – ถึงมันจะบ้ามากที่หลงเข้ามาอยู่ในวรรณกรรมเรื่องโปรด จะปลอดภัยจนเธอมีงานทำ  ใช้ชีวิตมักเกิ้ลอย่างสบายๆ   และได้อยู่ห่างจากแฮร์รี่ที่จะทำให้ชีวิตตัวประกอบอย่างเธอเสี่ยงต่อการถูกปลิดทิ้งอย่างง่ายดายให้มากที่สุด 

เรายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องตกลงกันอีกเรื่อง”  ดัมเบิลดอร์เอ่ยเป็นงานเป็นการมากขึ้น  เฟริน่าขมวดคิ้ว  เธอเห็นชายชรากระดกไม้กายสิทธิ์  เอกสารสองถึงสามแผ่นก็ร่อนเบาๆลงบนโต๊ะ

มันคืออะไรคะ”   เธอถามอย่างอยากรู้  และเมื่อเธออ่านข้อความบนนั้น  ดวงตาสีฟ้าอมเขียวก็ตวัดขึ้นมามองชายชราตรงหน้า 

เธอบอกฉันว่าเธออยากใช้ชีวิตมักเกิ้ล  ปกติพวกมักเกิ้ลก็ต้องเรียนเหมือนกัน  พอเรียนจบก็ได้ทำงานในอาชีพที่เธอต้องการ  ฉันแน่ใจว่าเธอคงต้องเริ่มเข้าเรียนเสียตั้งแต่ตอนนี้”  ดัมเบิลดอร์พูด  “ฉันยินดีที่จะอุปการะเธอ  ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ให้ในสิ่งที่ฉันขอก็ตาม”  เขาพูดอย่างใจดีที่ทำให้เฟริน่ารู้สึกละอาย  แต่ในเมื่อเธอเลือกแล้ว  เธอจะไม่ยอมเปลี่ยนใจ

ขอบคุณค่ะศาสตราจารย์  แต่หนูไม่เปลี่ยนใจหรอกนะคะ”   เธอย้ำอีกครั้งในตอนท้าย  ดัมเบิลดอร์ไม่ตอบอะไร  ดวงตาสีฟ้าใสฉายประกายระยิบระยับบางอย่างระหว่างที่มองเด็กหญิงจดจ่อกับเอกสารการสมัครเข้าเรียนโรงเรียนมักเกิ้ลแห่งหนึ่ง

 



                “ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวันนี้  ฉันฝันอยากมีเด็กเล็กๆเดินออกจากประตูไปโรงเรียน  และเดินกลับเข้ามาพร้อมกับบ่นเรื่องการบ้านมาตลอด”  มิสซิสฟิกพูดอย่างปลาบปลื้ม  วันนี้เป็นวันแรกที่เฟริน่าจะได้ไปโรงเรียน  เด็กหญิงไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด  กลับกัน  เธอรู้สึกแปลกๆเหมือนตัวเองกำลังจะเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวาย   แต่เมื่อนึกถึงเงินค่าเล่าเรียนและเบี้ยเลี้ยง  ไหนจะเสื้อผ้าใหม่ของใช้ใหม่ที่ดัมเบิลดอร์ยอมจ่ายให้  ก็ทำให้เธอปัดความรู้สึกแปลกๆนั่นทิ้งไป  เธอรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพ่อมดชรา   ตอนนี้เธอมีเสื้อใหม่เอี่ยมหลายชุด  ไหนจะอุปกรณ์การเรียนใหม่ๆอีก  และไม่ต้องกังวลเรื่องขอทุนเรียน   แต่ถึงอย่างนั้นเธอตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อประสบความสำเร็จ  เธอจะใช้คืนให้หมด  

                เฟริน่าเดินไปโรงเรียน  เลี่ยงเส้นทางซอยพรีเว็ต   ถึงแฮร์รี่จะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร  แต่เธอก็ไม่อยากพาตัวเองไปวุ่นวายกับเขาอยู่ดี  ที่โรงเรียนใหม่  ครูใหญ่สั่งให้เธอนั่งรอในห้องก่อน   เด็กหญิงหยิบหนังสือที่วางใกล้ๆขึ้นมาอ่าน 

                “คนไหนเด็กใหม่คะ”  เสียงของหญิงวัยกลางคนผมสีน้ำตาลที่รวบเป็นหางม้าเปิดประตูเข้ามาถามครูใหญ่

                “เด็กคนนี้ครับคุณครูแอนเดอสัน”  ครูใหญ่บอก  ก่อนจะหันมายิ้มให้เฟริน่า  เด็กหญิงกระโดดลงจากโซฟาตัวใหญ่   คุณครูผู้หญิงของเธอดูท่าทางใจดี  และเฟริน่าเชื่อว่าด้วยสมองของเด็กวัยสิบห้า  การเข้าเรียนในชั้นเรียนของเด็กแปดขวบต้องเป็นอะไรที่ง่ายมากๆจนต่อให้เธอหลับ  เธอก็ทำข้อสอบได้สบายๆ  

                “หนูเป็นเด็กน่ารักจังเลย  ครูดีใจที่ได้หนูมาเป็นนักเรียนใหม่ของห้องนะ”  ครูแอนเดอสันบอกกับเธอ  เฟริน่าตอบรับพร้อมกับยิ้มกว้าง   เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างเดินตามคุณครูไปยังห้องเรียน   มีเสียงบอกให้เด็กทุกคนในห้องเงียบ  แล้วครูก็เรียกเธอเข้ามาในห้อง   เธอส่งยิ้มให้เพื่อนๆ  ก่อนจะเริ่มแนะนำตัว

                “สวัสดี  ฉันชื่อเฟริน่า  เฟริน่า  โพ“   เสียงของแธอขาดหายไป  เมื่อดวงตาสีฟ้าอมเขียวหยุดอยู่ที่ดวงตาสีเขียวใสที่มองมาจากหลังห้อง   เจ้าของดวงตาคู่นั้นเป็นเด็กชายตัวเล็กสวมแว่นตากลมแตกๆหักๆ   ผมสีดำยุ่งที่เป็นเอกลักษณ์   ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเด็กคนนั้นชื่ออะไร  และที่แย่ไปกว่านั้น  เมื่อเธอกวาดสายตาไปรอบๆห้อง  ที่นั่งที่ว่างก็มีอยู่แค่ที่นั่งข้างๆเด็กชายคนนั้นราวกับจงใจ  ทุกอย่างเหมือนถูกจัดฉาก  มันบังเอิญเกินไป

                “มีอะไรหรือเปล่า”  คุณครูแอนเดอสันถาม  เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเงียบเสียงไป  เฟริน่ากระพริบตาไล่ความรู้สึกฉุนๆออกไป  

                “เปล่าค่ะครู  เอ่อ  ฉันชื่อเฟริน่า  เฟริน่า  โพสัน  ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ”  เธอกล่าวแนะนำตัวให้จบ

เธอน่าจะรู้ว่ามันเป็นกับดัก!  เฟริน่าคิดอย่างหงุดหงิด  สายตาของเธอละจากดวงตาสีเขียวใสที่นั่งอยู่หลังห้องเรียน ไปมองทางอื่น

คุณโพสัน  ที่นั่งข้างคุณพอตเตอร์ยังว่างอยู่  ตรงนั้นจะเป็นที่ประจำของคุณ”  คุณครูแอนเดอสันพูดกับเธออย่างใจดี  เฟริน่าจำใจต้องเดินไปทิ้งตัวลงนั่งโต๊ะตัวนั้น   ตรงที่ที่ใกล้กับเด็กชายผมยุ่งสีดำสวมแว่นกลมซึ่งกำลังมองเธออย่างอยากรู้

สวัสดี”  เสียงเด็กชายข้างๆเธอทักเสียงค่อย  แต่เมื่อเขาเห็นว่าเธอไม่ตอบและไม่ได้หันมามอง  เขาจึงไม่กล้าคุยกับเธออีก



 

ตลอดการเรียนในช่วงเช้า  เฟริน่านึกฉุนดัมเบิลดอร์อยู่ในใจ  เขาจงใจจัดฉากให้เธอแน่ๆ   แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็มีสิทธิเลือกว่าเธอจะคุยกับแฮร์รี่หรือไม่คุยก็ได้  นั่นจึงทำให้เธอหายโมโหไปได้ครึ่งหนึ่ง   แต่ถึงยังไง  เธอไม่คิดว่าเธอจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้   เฟริน่าตั้งใจว่าเย็นนี้เธอจะส่งจดหมายไปหาพ่อมดผู้ชาญฉลาดหรือจริงๆก็คือพ่อมดจอมเจ้าแผนการ  เพื่อคุยกับเขาให้รู้เรื่องให้ได้  

เด็กหญิงพยายามไม่สนใจแฮร์รี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ   เธอต้องแกล้งทำเป็นเมินเฉย   พอถึงพักกลางวัน  เธอก็มองผ่านเขาไปราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่ข้างๆเธอ  เฟริน่าอดรู้สึกแย่ไม่ได้ที่เด็กชายดูเหมือนจะอยากคุยกับเธอ  แต่เธอต้องแกล้งทำเป็นไม่เห็นเขา   เธอมั่นใจได้ว่าดวงตาสีเขียวคู่นั้นต้องมองเธออย่างสับสนและเศร้าสร้อยอย่างแน่นอน   แต่ทำยังไงได้ล่ะ  เรื่องนี้คนที่ผิดไม่ใช่เธอ  แต่เป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ต่างหากที่ทำให้เรื่องกลายเป็นแบบนี้  และเธอจะต้องใจแข็งกับแฮร์รี่ให้มากที่สุด   ถึงเด็กชายจะดูน่าสงสารมากแค่ไหน  (แน่ล่ะ!   เขาแทบไม่มีเพื่อนคนไหนเลย  ก็เพราะเจ้าหมูอ้วนดัดลีย์งี่เง่านั่น)  เธอก็จะไม่หลวมตัวลงไปพัวพันก็เรื่องยุ่งวุ่นวายแน่นอน



 

“อาจารย์ใหญ่ไม่ว่างตอบจดหมายเธอหรอกนะ  เฟริน่า”  มิสซิสฟิกพูดขึ้นทันทีเมื่อเห็นเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างหยิบม้วนกระดาษตั้งท่าจะเขียนจดหมาย   เด็กหญิงมองหน้าเธออย่างประหลาดใจ

“ทำไมล่ะคะ”  

“ก็เพราะศาสตราจารย์มักกอนนากัลเพิ่งส่งจดหมายมาบอกฉันว่าถ้ามีปัญหาอะไรเรื่องแฮร์รี่ให้ติดต่อเธอกับสเนปโดยตรง  เพราะอาจารย์ใหญ่ไม่ว่างตอบจดหมายหรือรับนัดติดต่อกับใครใดๆทั้งสิ้น”   มิสซิสฟิกตอบ   เฟริน่าขยำกระดาษในอุ้งมือ   ดัมเบิลดอร์จงใจหลบหน้าเธอ  นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด  เขาคงรู้ว่าเมื่อเธอรู้ความจริงทั้งหมด  เธอจะต้องส่งจดหมายไปต่อว่าเขาอย่างแน่นอน   เธอไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าตัวเองจะต้องมาทะเลาะกับอาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์  

“แล้วศาสตราจารย์มักกอนนากัลบอกหรือเปล่าคะว่าจะสามารถติดต่ออาจารย์ใหญ่ได้เมื่อไหร่”   เฟริน่าถามอย่างหงุดหงิด

“ฉันก็ไม่แน่ใจ  แต่ถ้าติดต่อได้เมื่อไหร่   ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็คงจะบอกเอง”  

เฟริน่าถอนหายใจ  ดูท่าว่าเธอจะตกหลุมพรางเข้าเต็มๆ   แต่เธอไม่ให้ดัมเบิลดอร์ชนะหรอก  เธอจะใจแข็งและเฉยเมยกับแฮร์รี่ให้มากที่สุด  และดัมเบิลดอร์ก็ไม่มีทางที่ทำให้เธอคุยกับแฮร์รี่ได้  ใช่ไม่มีทาง   แม้แต่ประโยคเดียว!



 

ชั่วโมงศิลปะเป็นชั่วโมงที่เฟริน่าชอบมากที่สุด  เพราะเธอได้วาดรูปและระบายสี  เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างคิดว่าชั่วโมงนี้คือการพักผ่อนสมองดีๆนี่เอง   และเมื่อสัปดาห์ก่อน  คุณครูแจ๊คสันเจ้าของวิชาก็สั่งให้นักเรียนทุกคนนำสีช๊อกมาด้วยในวันนี้ 

ตอนนี้ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เฟริน่าเข้าเรียนที่นี่  เธอค่อนข้างภูมิใจที่เธอเย็นชากับแฮร์รี่ได้เสมอต้นเสมอปลาย  แม้บางครั้งเธอจะเห็นดัดลีย์พูดจาถากถางใส่แฮร์รี่แล้วอดหงุดหงิดอยู่บ่อยๆไม่ได้ก็ตาม   แต่เธอก็ไม่ได้คุยกับเด็กชายหัวแผลเป็นเลยสักประโยคเดียว  ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะชนะดัมเบิลดอร์

                เสียงถุงดังกรอบแกรบอยู่ข้างๆเธอ  ดึงความสนใจจากรูปที่เธอกำลังระบาย  และเมื่อดวงตาสีฟ้าอมเขียวชำเลืองมองไปยังเด็กชายแว่นกลมข้างๆ  เธอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้  เมื่อเห็นเศษซากของสีที่ถูกป่นจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยกำลังถูกหยิบ  ไม่สิ  ต้องเรียกว่าเทออกจากถุง  และเด็กชายผมดำก็กำลังเกลี่ยเศษพวกนั้น   มองหาชิ้นที่ใหญ่ที่สุด  เพื่อจะใช้ระบายสี   แต่เหมือนจะโชคร้ายที่มันถูกป่นจนแทบจะเป็นผง  และไม่มีทางไหนเลยที่เด็กชายหัวแผลเป็นจะมีงานส่งครูในท้ายชั่วโมงเรียน  ในเมื่อสีของเขาใช้การไม่ได้   เฟริน่าหรี่ตามองสีเหล่านั้น  ดูก็รู้ว่ามันถูกทำลายอย่างจงใจ  และไม่มีใครอื่นนอกจากเจ้าเด็กเกเรดัดลีย์  เดอร์สลีย์สมองกลวงนั่น  เธอคิดอย่างหงุดหงิด   เด็กหญิงพยายามไม่สนใจ  เธอหันกลับไประบายสีของตัวเองต่อ  แต่เสียงถุงกรอบแกรบก็ดังอีกรอบ  

                เฟริน่าพ่นลมหายใจอย่างหัวเสีย   เธอจำคำพูดของครูแจ๊คสันที่กำชับว่าถ้าใครไม่มีงานส่งจะมีผลต่อคะแนนรวมปลายเทอม   เด็กหญิงหันไปมองเด็กชายที่นั่งอยู่ข้างๆที่ยังคงไม่ละความพยายามที่จะใช้เศษผงเหล่านั้น  ในหัวกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างเอาตัวรอดกับหลักมนุษยธรรม..

 



แฮร์รี่ไม่เข้าใจเด็กผู้หญิงประหลาดที่เพิ่งย้ายมาใหม่เลย  เธอทำราวกับรังเกียจเขา   เธอแสดงออกชัดเจนมากว่าเธอไม่อยากรู้จัก  และแฮร์รี่ก็เรียนรู้ที่จะอยู่เงียบๆ   เขาชินเสียแล้วกับการที่ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อน  สาเหตุหลักๆไม่ใช่เพราะเขาสวมแว่นแตกๆหักๆที่มีสกอตเทปแปะไปทั่ว   แต่สาเหตุที่แท้จริงมาจากดัดลีย์  เดอร์สลีย์  ญาติลูกพี่ลูกน้องของเขาต่างหาก  ใครๆก็กลัวดัดลีย์และแก๊งเด็กเกเรของเขา  ไม่มีเด็กคนไหนอยากมีปัญหา  ทุกคนจึงเลือกที่จะเลี่ยงแฮร์รี่  พอตเตอร์  เด็กชายที่มักเป็นกระสอบทรายและลูกไล่ของดัดลีย์ 

แต่..  เด็กผู้หญิงคนนั้น  คนที่มีผมสีน้ำตาลสว่าง  กับดวงตาสีฟ้าอมเขียว  เธอจะน่ารักกว่านี้มาก  ถ้าเธอไม่ทำสีหน้าเฉยเมยใส่เขา  หรือทำราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ  แต่เธอกลับให้เขายืมใช้สีช๊อกในชั่วโมงศิลปะ 

นายยังคิดว่าตัวเองจะใช้เศษผงพวกนั้นทำงานศิลปะได้หรือไง”  เธอเลื่อนสายตามองกลุ่มเศษสีช๊อกหลายสีป่นรวมกันที่แฮร์รี่หยิบออกมาจากถุง  แน่ล่ะ  ตอนแรกสีช๊อกมันไม่เละแบบนี้  แต่คนที่ทำให้มันกลายเป็นแบบนี้คือดัดลีย์  ลูกพี่ลูกน้องเขาพยายามทำให้พ่อแม่ภูมิใจให้มากที่สุดด้วยการทำให้แฮร์รี่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก  และทันทีที่รู้ว่าวันนี้ในคาบเรียนศิลปะแฮร์รี่ต้องใช้สีช๊อก  ดัดลีย์ก็ไม่ลืมที่จะทำให้มันเป็นผุยผง  เพื่อให้แฮร์รี่ไม่มีงานส่งครู 

เด็กชายผมยุ่งมองเด็กหญิงที่ปกติไม่เคยคุยกับเขาเลยอย่างประหลาดใจ  เขามองสีช๊อกใหม่เอี่ยมที่อีกฝ่ายเลื่อนมาวางบนโต๊ะให้อย่างลังเลใจ  และชำเลืองมองไปที่กระดาษที่เธอยังระบายสีไม่เสร็จ

เธอไม่ต้องใช้มันหรือไง”  แฮร์รี่ถามอย่างไม่แน่ใจระคนประหม่า  รู้สึกอับอายที่เพื่อนร่วมชั้นมาเห็นสภาพอันย่อยยับของสีช๊อก

เราแบ่งกันใช้ได้  และคราวหน้าคราวหลัง  หัดเก็บสีช๊อกให้พ้นมืออ้วนๆของเจ้าหมูดัดลีย์ซะ  ถ้านายไม่อยากให้มันอยู่ในสภาพนี้อีก”   คำพูดของเธอทำให้เด็กชายหัวแผลเป็นเบิกตาโต

เธอรู้ด้วยหรือว่าเป็นเพราะดัดลีย์”  แฮร์รี่แน่ใจว่าเขาไม่ได้บอกใคร  แต่ทำไมเด็กหญิงคนนี้ถึงรู้   เธอไม่ตอบอะไร  แต่หันไประบายสีต่อ  แฮร์รี่กล่าวขอบคุณเบาๆ  และเลิกถามเธอ  ถ้าเขายังอยากมีงานศิลปะส่งครู



 

เฟริน่าเก็บสีช๊อกใส่กระเป๋าทันทีเมื่อหมดคาบชั่วโมงศิลปะ  และเมื่อเธอเห็นแฮร์รี่กำลังจะชวนเธอคุย  เธอก็รีบลุกออกไปเข้าห้องน้ำทันที   เธอต้องใจแข็งต่อไป   เธอยอมใจอ่อนให้แฮร์รี่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ   เธอจะไม่ยอมใจอ่อนอีก  ที่ครั้งนี้ยอมช่วย  เพราะไม่อยากเห็นแฮร์รี่ต้องสอบตกซ้ำชั้น   เธอให้เหตุผลกับตัวเอง

 

                การติดต่อกับดัมเบิลดอร์ยังคงทำไปได้ยากเหมือนอย่างเคย   ดูราวกับอาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์มีงานด่วนงานสำคัญเสียขึ้นมาในทันใด  ตอนนี้ดัมเบิลดอร์ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนฮอกวอตส์   แต่เขากำลังเดินทางไปที่โรมาเนีย   เฟริน่าไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้พ่อมดชราเดินทางไปที่นั่น  แต่ช่วงนี้ดูเขาจะเดินทางบ่อย   ถ้าให้เดา   เขาก็คงจงใจหลบหน้าเธอ   แต่เฟริน่าไม่ยอมแพ้หรอก  ยังไงเธอก็ต้องพูดให้รู้เรื่องให้ได้

 



                แฮร์รี่นั่งเรียนอย่างเบื่อหน่าย   วิชาวันนี้แทบไม่น่าสนใจและชวนง่วงนอนมาก  เด็กชายค่อยๆชำเลืองมองเด็กหญิงที่นั่งข้างๆ  เธอกำลังนั่งเหม่อ  นานๆครั้งก็ขมวดคิ้วเหมือนขัดใจอะไรบางอย่าง  ตั้งแต่วันที่เธอให้เขายืมใช้สีช๊อก  แฮร์รี่ก็พยายามชวนเธอคุยมาตลอด  แต่เธอทำปั้นปึ่งไม่สนใจเขาเหมือนเดิม  เด็กชายหัวแผลเป็นไม่เข้าเลยสักนิดว่าเฟริน่า  (เขาต้องแอบเรียกชื่อเธอในใจ  เพราะเธอจะทำหน้าบึ้งตึงทุกครั้งที่เขาเรียกชื่อเธอแทนนามสกุล)   ดูจะไม่ชอบเขา  แต่มันก็ดูจะขัดๆกันกับที่เธอใจดีในวันนั้น  แฮร์รี่ไม่เชื่อหรอกว่าเฟริน่าเกลียดเขา  เธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจเขาเพราะเหตุผลอะไรบางอย่าง  และเขาก็อยากรู้เหลือเกินว่าทำไม

                เสียงกริ่งดังบอกพักกลางวัน  แฮร์รี่ลุกออกจากโต๊ะ  เขาหิวจนแสบท้องไปหมด  เพราะวันนี้ดัดลีย์ขโมยอาหารเช้าของเขาไปกิน  และป้าเพ็ตทูเนียก็ไม่อนุญาตให้เขาดื่มนมเพิ่มอีกแก้ว  เด็กชายลูบท้องตัวเอง  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแซนวิชจะช่วยบรรเทาความหิวนี้ลงไปได้  แต่เมื่อเขาเปิดกระเป๋าหยิบแซนวิชออกมา  มืออ้วนๆสีชมพูก็มาคว้ามันไป

                “ว่าไง!  ฉันคิดว่านายคงอิ่มจากมื้อเช้าแล้วนะแฮร์รี่”  ใบหน้าสีชมพูอวบอูมที่ดูล้ายหมูของดัดลีย์ยิ้มอย่างชั่วร้าย

                “เอาคืนมานะดัดลีย์!”  แฮร์รี่ตะโกนอย่างฉุนๆ  เขาพยายามจะแย่งแซนวิชคืนมา  แต่ดัดลีย์ผลักเขาลงไปกองกับพื้น  เด็กชายร่างอ้วนส่งห่อแซนวิชให้กับเพียร์สเพื่อนในแก๊ง  เสียงหัวเราะอย่างสะใจดังขึ้น  เมื่อแฮร์รี่ลุกขึ้นมาใหม่ตรงเข้าไปพยายามแย่งแซนวิชคืน  แต่เพียร์สก็โยนไปให้มัลคัม  และมัลคัมก็โยนให้เดนนิสต่อ  กอร์ดอนผลักแฮร์รี่ลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง   พวกนั้นต่างโยนห่อแซนวิชไปให้อีกคน               

“หมดแรงแล้วหรือไง!  ฮะฮ่า!”  ดัดลีย์หัวเราะเสียงแหลมอย่างน่าเกลียดเมื่อเห็นว่าแฮร์รี่หยุดแย่งแซนวิช 

                “เอาคืนมานะดัดลีย์!”   เด็กชายผมยุ่งบอกอย่างโกรธๆ

         “ทำไม!  ถ้าฉันไม่คืนให้แล้วนายจะทำอะไรฉันได้!”  ดัดลีย์เยาะเย้ย  เขาคว้าห่อแซนวิชมาจากมือของกอร์ดอน  และแกะแซนวิชออกมากินต่อหน้าแฮร์รี่

                “นายใจดีชะมัดที่แบ่งแซนวิชให้พวกเรากิน”  มัลคัมร้องอย่างสะใจ  เมื่อเห็นสีหน้าอันเดือดดาลของเด็กชายแว่นกลม 

                “ไปเถอะ!  ตอนนี้สนามยังว่าง  เรากินอิ่มแล้ว  ไปหาอะไรสนุกๆทำดีกว่า”   เพียร์สบอก  ส่งสายตาล้อเลียนไปยังแฮร์รี่  ทุกคนลูบพุงใหญ่ๆของตัว  ทิ้งให้เด็กชายผอมกะหร่องที่ถูกแย่งมื้อกลางวันไปต่อหน้าต่อตาให้ยืนหิวแสบท้องต่อไป

                แฮร์รี่รู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะไปหาเรื่องเด็กเกเรพวกนั้น  เขาผอมและตัวเล็กกว่า  ยังไงเขาก็แพ้  เด็กชายเดินไปที่ก๊อกน้ำ  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดื่มน้ำหลายอึกจะช่วยให้เขาทนหิวไปได้จนถึงเวลาเลิกเรียน   เขากินน้ำไปมากมาย  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหิวอยู่ดี  แฮร์รี่ทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆตรงนั้นอย่างเศร้าสร้อย  ดัดลีย์เกลียดเขามาแต่ไหนแต่ไร  และการฟ้องครูก็ไม่ช่วยอะไร  พวกนั้นยิ่งกลับมาเล่นงานเขาหนักขึ้น   ดวงตาสีเขียวเหม่อมองไปบนท้องฟ้า  นึกสงสัยว่าถ้าพ่อแม่เขายังอยู่  เขาก็คงไม่มีชีวิตที่น่าเศร้าแบบนี้  ถ้าเพียงแต่พ่อแม่เขายังอยู่  เขาก็คงไม่ถูกรังแก  อาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้  มีเพื่อน  ได้ไปโรงเรียนอย่างมีความสุข  การอยู่กับครอบครัวเดอร์สลีย์เขาไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่าความสุขเลยสักครั้งเดียว  มีแต่ถูกกดขี่รังแก  และความไม่ยุติธรรม  เด็กชายผมดำถอนหายใจ 

                “นี่นายที่นั่งอยู่ตรงนั้นน่ะ”  เสียงเล็กๆดังขึ้นใกล้ๆ  แฮร์รี่หันไปมอง  เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างคนนั้นกำลังจ้องมองเขาอยู่  ในมือมีขนมและแซนวิช  เธอเดินเข้ามาใกล้  เด็กชายมองเธออย่างประหลาดใจ  เด็กผู้หญิงคนนี้ชอบทำอะไรให้เขาประหลาดใจอยู่เรื่อย

                “มีอะไรหรือ”  เขาถามเสียงค่อย  หวังว่าเธอคงไม่เห็นเหตุการณ์อันน่าสมเพชระหว่างเขากับดัดลีย์

                “นายช่วยฉันกินพวกนี้หน่อยได้มั้ย”  คำขอร้องสุดแปลกของเธอทำให้แฮร์รี่ลังเลใจ  หรือว่าเธอจะเห็นและเกิดสงสารเขาขึ้นมา  แฮร์รี่ไม่ชอบให้ใครมาสงสาร  โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง  มันทำให้รู้สึกอับอายและด้อยค่า

                “ทำไมเธอถึงกินไม่หมดล่ะ”  แฮร์รี่ถาม  เขาพยายามไม่สบตาดวงตาสีฟ้าอมเขียวนั่น

                “ตอนแรกฉันตั้งใจจะเอามาฝากครู  แต่ครูที่ฉันสนิทเขาไม่มา  ฉันไม่รู้จะทำยังไง  จะทิ้งก็เสียดาย”  แฮร์รี่จ้องมองเธอ  เด็กหญิงหน้าเป็นสีชมพู  และรีบเสริม  “ฉันเห็นว่าเราเคยคุยกันตอนชั่วโมงศิลปะ   และฉันก็ไม่เห็นใครใกล้ๆตรงนี้เลย  เห็นแต่นายคนเดียว”

                “อ้อ”  แฮร์รี่พูดได้แค่นั้น  เขารู้ว่าเธอโกหก  เธอแค่อยากจะช่วยเขา  เธอเลี่ยงไม่พูดความจริง  เพราะเธอรู้ว่าเขาต้องอับอาย  เด็กชายรู้สึกหัวใจพองโตที่อย่างน้อยในโลกใบนี้ก็ยังมีใครสักคนที่สนใจความรู้สึกของเขา   “ฉันช่วยเธอกินก็ได้”  เขาพูดอย่างประหม่า

                “ขอบคุณนะ”  เด็กหญิงบอก  และส่งขนมทั้งหมดนั่นให้  เธอทำท่าจะเดินจากไป

                “เดี๋ยวสิ!”  แฮร์รี่รีบเรียกเธอไว้   เด็กหญิงหันมา

                “มีอะไร”  เธอขมวดคิ้ว

                “เอ่อ”   แฮร์รี่รู้สึกว่าตัวเองโง่เง่ามากที่เรียกเธอเอาไว้  แต่นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร  เขาแค่อยากให้เธออยู่ใกล้ๆ  ไม่รู้เพราะอะไร  แต่เขารู้สึกดี

                “ว่าไงล่ะ”  เธอถามน้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด  แฮร์รี่หลุบตาลงไม่กล้าสบตาเธอ  เวลาเธอไม่หงุดหงิดเธอก็น่ารักดีอยู่หรอก  แต่พอเธอทำท่ารำคาญหรือหัวเสีย  มันทำให้เขาพูดไม่ออก

                “ขอบคุณนะ”  เขาพูดเสียงค่อย 

                “ขอบคุณทำไม  ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณที่อุตส่าห์ช่วยกิน  ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องทิ้งมัน  เสียดายแย่”  เสียงหัวเราะของเธอ  ทำให้แฮร์รี่เงยหน้าขึ้นมา  เขาเพิ่งเคยเห็นเธอยิ้มครั้งแรก  มันช่างเป็นรอยยิ้มที่เจิดจ้าและสวยที่สุด  เสียงหัวเราะของเธอทั้งใสและน่าฟัง  แฮร์รี่รู้สึกหน้าร้อนๆ  เขารีบเบือนหน้าหนี  ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน  แต่ตอนนี้หัวใจของเขากำลังเต้นแปลกๆ



_____________________________________________________



ไรท์เชื่อว่าบางครั้งความรู้สึกดีๆก็เริ่มต้นจากมิตรภาพ  ไรท์เป็นคนไม่ค่อยเชื่อในเรื่องรักแรกพบสักเท่าไหร่  อย่าหาว่าไรท์ไม่โรแมนติกเลยก็แล้วกัน  มันอาจจะมีอยู่จริงก็ได้   แต่ไรท์แค่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยยั่งยืน  ไรท์คิดว่าความรักที่ค่อยๆพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปมันดูลึกซึ้งและแน่นแฟ้นกว่า  ไม่รู้มีใครมีความคิดแบบเดียวกันมั้ย   แต่ไรท์ชอบเห็นการพัฒนาการ  การฝ่าฟัน  มันทำให้เรามีความทรงจำและประวัติศาสตร์ร่วมกัน  ซึ่งไม่ใช่ว่าแต่ละคนจะมีร่วมกันง่ายๆ  บางคนอาจมีประการณ์ร่วมกับคนอื่นไม่ดี  แต่บางคนอาจมีประสบการณ์โรแมนติกแสนหวานไม่รู้ลืมกับอีกคน  มันดูอบอุ่นและน่ารักดีค่ะ  


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  บางคู่แม้จะมีประสบการณ์ไม่ดีตั้งแต่แรกเจอ  แต่เพราะเหตุการณ์บางอย่างพลิกผันก็เลยก่อให้เกิดความรักที่ตราตรึงก็ได้เช่นกันนะคะ  ถึงผู้ชายจะปากร้าย  แต่ถึงจุดๆหนึ่งที่เขาเริ่มเห็นอะไรดีๆในตัวผู้หญิงเมื่อไหร่  จากร้ายก็อาจกลายเป็นปากหวานก็ได้   


เอ๊ะ   ท่อนบนหมายถึงใครนะ  ส่วนท่อนที่สองผู้ชายปากร้ายนี่ก็หมายถึงใคร   ไปแล้วดีกว่า   

ปล.ช่วงเวลาวัยเยาว์ใกล้จะผ่านพ้นเข้าไปทุกที   เด็กๆหลายคนกำลังจะได้รับจดหมายจากฮอกวอตส์ในอีกไม่ไม่ช้านี้  

ปล.2  วันนี้ถือโอกาสลงสองตอน  หวังว่ายังไม่เบื่อกันน้าาา  

ปล.3  ขอบคุณสำหรับคอมเม้นค่ะ  อ่านแล้วชื่นจายยย  นู๋เดรโกคิวทอง  ยังจัดคิวไม่ได้  แต่ใกล้แล้วค่ะ  เราจะลากตัวมาให้นางเอกของเราตอกหน้า  555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 243 ครั้ง

2,383 ความคิดเห็น

  1. #2316 Pynca (@otaku-naja) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 06:53
    โถน้องง สุดท้ายก้ใจอ่อนจนได้
    #2316
    1
    • #2316-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      25 มิถุนายน 2562 / 02:57
      แฮร์รี่มีความน่าสงสารรุนแรงมาก
      #2316-1
  2. #2308 mr.nothing (@kim-yoosong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 06:41
    เราก็คิดเหมือนไรท์ค่ะ เราไม่เชื่อในรักแรกพบเหมือนกันเลย เราคิดว่าทุกความสัมพันธ์มันต้องมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆแล้วเราก็ชอบเฝ้ามองดูมันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆค่ะ ใจจริงชอบเดรค่ะ อิอิ ผู้ชายปากรว้าย แต่ใจเสาะเป็นลูกหมาเลย พ่อฉันต้องรู้เรื่องนี้แน่! 55555
    #2308
    1
    • #2308-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      25 มิถุนายน 2562 / 02:41
      รักแรกพบหายากมากๆนะ ไรท์มองว่ามันเกิดจากความลึ่มหลงในตอนแรกค่ะ แต่บางคนอาจจะเรียกความประทับใจแรกก็ได้นะ แต่ไรท์ชอบเห็นพัฒนาการ มันสรุกและลุ้นดีค่ะ 5555 ดีจังที่คิดเหมือนกันนน คาแรกเตอร์ที่รีดว่ามาทั้งหมดเกี่ยวกับเดรนี่ใช่เลยยยยย คุณชายมัลฟอยยน
      #2308-1
  3. #2269 Minako_Harumi (@narinsiri1999) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 05:21

    ไรท์จ๋า ทำไมโมเม้นช่วงนี้แอบคล้ายกับวัยเด็กของเซเวอร์รัสเลยอ่ะ อ่านแล้วนึกถึงเซเวอร์รัสก่อนคนแรกแทนแฮร์รี่เลยค่ะ5555 แต่สนุกดีนะ ชอบ ๆ รออ่านวนไปจ้าา
    #2269
    1
    • #2269-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      9 เมษายน 2562 / 16:08
      จริงด้วย 5555 ไรท์ไม่เคยสังเกตเลยค่ะว่าแอบคล้าย อืมมม แต่คล้ายก็ดีแล้วล่ะ หึหึ เพราะตรงนี้จะไปจี้ใจดำสเนปในตอนหลังค่ะ เพราะสเนปจริงๆแล้วทั้งรักทั้งชังแฮร์รี่นะคะ เดี๋ยวเขาจะทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาด(อีกครั้ง เพราะอคติของตัวเอง) แต่แล้วก็มานั่งเสียใจทีหลังว่าไม่ควรทำแบบนั้นกับแฮร์รี่เลย ;_; ขอบคุณที่ชอบและติดตามนะคะ
      #2269-1
  4. วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 16:47

    อยากให้นางคู่พี่มังกรอ่ะ ไม่อยากให้คู่น้องแฮเลย~

    #1977
    1
    • #1977-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      17 พฤศจิกายน 2561 / 09:33
      ฟิคเรื่องยี้ทุกเรือได้ทั้งฟินทั้งเศร้าค่ะ เรือหนูเดรต้องรอหน่อยนะคะ แต่มีเซอวิสแน่นอนนน
      #1977-1
  5. #1755 SuPSaI (@supsoi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 00:43

    เราอยากให้เดรโกคู่เฟริน่าส่วนแฮร์รี่ก็คู่เฮอร์ไมโอนี่อ่ะเราว่ามันฟินมาก
    หรือไม่ก็เดรโกกับแฮร์รี่ส่วนเฟริน่าก็คู่เฮอร์ไมโอนี่อันนี้คือฟินขั้นสุด
    #1755
    3
    • #1755-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      14 กันยายน 2561 / 02:06
      แรกๆให้เดรคู่เฟ แฮร์รี่คู่เฮอร์ก็ยังดีๆอยู่ แต่พออ่านประโยคถัดมา เดี๋ยวนะ...
      #1755-1
    • #1755-3 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      14 กันยายน 2561 / 20:11
      😂😂😂😂😂😂 เอางั้นเหรอคะ 5555
      #1755-3
  6. #1539 MHEEPQ12 (@MHEEPQ12) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 18:17
    จะบอกว่าเล่าไปซะหมด ละเรื่องอื่นคืดคุณปู่ดัมเลวมาก เรื่องนี้จะยังไงต้องให้คุกกี้ทำนายกัน
    #1539
    1
    • #1539-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      31 กรกฎาคม 2561 / 22:19
      เรื่องนี้ปู่ดัมน่ารักค่ะ แต่เป็นคนดีหรือเปล่า งืมมมม น่าคิดๆๆ
      #1539-1
  7. #1330 bb.smile (@bhoombimm) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 07:12
    ดัมเบิลดอร์จะดีจริงไหม นี่สงสัยมากกกก เล่าไปซะเยอะแล้ว เห้ออออ ส่วนเรื่องแฮร์รี่ก็ช่วยเขาตอนนี้ไปเถอะ ตอนคนไม่รู้จักกันมาก่อน โดนรถชนยังพาส่งโรงบาลเลย นี่ชีวิตเด็กคนนึงเลยนะ จิตใจที่บอบบางของเด็กคนนึง กระซิกๆๆๆ จะวางฟอร์ม เต๊ะท่าอยู่ทำไมมม สงสารน้องงงงงงงงงงงงงงง
    #1330
    1
    • #1330-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      16 มิถุนายน 2561 / 02:23
      วงวารน้องงงงงเหมือนกันค่ะ ส่วนเรื่องดัมเบิลดอร์ ฟิคนี้ดัมเบิลดอร์น่ารักน้าาา
      #1330-1
  8. #1166 Sandy2493 (@Sandy2493) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 20:14
    เรารู้นะ.....ว่าเดรโกจะมาแย่งแฮร์รี่ไปจากเฟริน่า#สายมโน
    #1166
    1
    • #1166-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      20 เมษายน 2561 / 01:05
      เอิ่มมมมม เดรมาแย่งแฮร์รี่ไปจากเฟริน่า ฮาาาาาาาาา
      #1166-1
  9. #1095 ตีฟอง (@Puttinat_) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 06:34
    ที่จริงแล้วนางเอกเป็นคนโลกสวย? จิตใจดี? ไม่มีกาลเทศะ? ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้? ขี้สงสาร? หรืออะไรกันแน่ เรามองว่านางเอกมีนิสัยย้อนแย้งที่ดูประหลาด เหมือนคนสองบุคลิก
    #1095
    1
    • #1095-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      15 เมษายน 2561 / 23:04
      เฟริน่ามีความสับสนค่ะ ลึกๆอยากช่วย แต่เหตุการณ์ของอันนามันฝังใจค่ะ
      #1095-1
  10. #1054 violet0 (@violet0) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 11:41
    รู้สึกไม่ค่อนชอบความคิดนางเอกสักเท่าไร ขนาดคนที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กยังไว้ใจไม่ได้ แล้วคนที่เพิ่งเจอกลับบอกเรื่องราวทั้งหมดไป ไว้ใจคนง่าย สงสารแฮรี่
    #1054
    1
    • #1054-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 4)
      11 มีนาคม 2561 / 11:13
      ที่ไว้ใจคงเป็นเพราะนั่นคือดัมเบิลดอร์นั่นแหละค่ะ 555555 แต่มาดามโรตาเลี้ยงมาก็จริง แต่ไม่ค่อยดีกับนางเอก เธอเลยไม่ไว้ใจ ต่างกับปู่ดัมค่ะที่รู้จักในหนังสือ แต่เธอเชื่อว่าปู่ดัมเป็นคนดีเลยเล่าทุกอย่าง
      #1054-1
  11. #746 Key_ (@i-love-min) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 00:07
    ลงเรือเซเวอร์รัสค่ะ 55
    #746
    0
  12. #239 19092546 (@19092546) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 22:52
    ชอบอ่ะ ละมุนละไม
    #239
    0
  13. #190 ~@Min...฿$*.* (@arisra-min) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 05:54
    #ทีมป๋า เรือนี้ต้องแล่นนนน
    #190
    0
  14. #141 panitin (@panitin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 20:33
    ใครเป็นพระเอก แฮรี่หรือเดรโก
    #141
    0
  15. #115 MIW001 (@MIW001) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 22:31
    อยากย้ายเรือจัง มันคับแคบไปหน่อย อืมมมเอาไว้ถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ค่อยอยู่ลำเดิมก็ได้เนอะ!! แถมลำนั้นคนก็ไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ด้วย......
    #115
    0
  16. #33 minilove (@29102536) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 17:10
    สนุกมากค่ะ
    #33
    0
  17. #9 ฺLinna Lily (@linnalilily) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 11:26
    สนุกกกกกก
    #9
    0
  18. #8 JULAL (@JULAL) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 08:51
    ต่อนะค่ะ รออยู่สนุกมากกกกก
    #8
    0