[Harry Potter and Everything has changed] OCx?

ตอนที่ 45 : PART 3 of HP --- Behind The Door (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 149 ครั้ง
    4 มี.ค. 61




Behind The Door

***************

               

               เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่อัมบริดจ์จะทิ้งตัวลงนั่งข้างแฮร์รี่   ฟัดจ์มีท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจ  แต่เมื่อเสียงอีกฝั่งของบานประตูคือ  ทอมเจ้าของร้าน  อัมบริดจ์ก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู

                ร่างของทอมปรากฏขึ้น  เขาสวมผ้ากันเปื้อนทับเสื้อนอน  ในมือถือถาดน้ำชากับขนมครัมเป็ดมาด้วย  เขาเดินเข้ามาวางถาดลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ระหว่างฟัดจ์กับแฮร์รี่  อัมบริดจ์ยังคงยืนอยู่หน้าประตูเพื่อรอให้ทอมออกไป  แต่เมื่อเจ้าของร้านหม้อใหญ่รั่วออกจากห้องไปและอัมบริดจ์กำลังจะปิดประตูตามหลัง   แฮร์รี่ก็เห็นเฟริน่าผลักบานประตูอย่างแรงและเดินเข้ามาในห้อง  อัมบริดส์แทบจะล้มหน้าหงายหากไม่คว้าขอบประตูไว้

                ฟัดจ์ขมวดคิ้ว  สีหน้าฉายชัดว่าไม่พอใจมาก

                “คุณโพสัน  นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างกระทรวงเวทมนตร์กับแฮร์รี่  ฉันไม่คิดว่าเธอควรเข้ามาร่วมนั่งฟังด้วยหรอกนะ”  ฟัดจ์พูดอย่างเย็นชา  พลางหันไปยังอัมบริดจ์  แฮร์รี่เห็นแม่มดที่เหมือนคางคกสาวเท้ามาและกำลังจะคว้าไหล่เฟริน่า  แต่เด็กหญิงรีบเดินตรงมาประชิดตัวแฮร์รี่

                “หนูกับแฮร์รี่เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก  ไม่ว่าเรื่องอะไรแฮร์รี่มักจะบอกหนูหมด  ดังนั้นไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องให้หนูรออยู่ข้างนอกค่ะ”  เฟริน่าทิ้งตัวลงนั่งข้างแฮร์รี่ 

                “เฟริน่า”  แฮร์รี่กระซิบเรียกเธอ  เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากที่อาจถูกจับตัวส่งคุกอัซคาบันและไม่นึกอยากให้เฟริน่าทำตัวเองให้เดือดร้อนและถูกจับส่งไปพร้อมกับเขาด้วย  แต่เฟริน่าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน  เธอจ้องหน้าฟัดจ์ไม่หลบสายตา  จนในที่สุดรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ต้องหันมาทางแฮร์รี่แทน  สีหน้าจากไม่พอเปลี่ยนมาอึดอัด

                “ถึงเธอจะเป็นเพื่อนของแฮร์รี่   แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเข้ามาก้าวก่ายงานของกระทรวงเวทมนตร์ได้นะ”  อัมบริดจ์พูดเสียงแหลม  หล่อนจ้องมองเฟริน่าพลางยิ้มหวานที่ทำให้ปากยิ่งตกห้อยน่าเกลียด

                เฟริน่าปรายตามองอัมบริดจ์  ก่อนจะกระแอมให้คอโล่ง

                “ถ้าเป็นงานของกระทรวงจริงๆก็ดีสิคะ  แต่ถ้าเป็นอย่างอื่น...”

                “มันต้องเป็นงานของกระทรวงเวทมนตร์อยู่แล้ว”  ฟัดจ์พูดอย่างขุ่นเคืองใจ  “เธอคิดว่าฉันกับอัมบริดจ์มาที่นี่เพื่ออะไร  --   กระทรวงเวทมนตร์มีหน้าที่ที่จะทำให้ชุมชนผู้วิเศษปลอดภัย  และความปลอดภัยของแฮร์รี่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าที่ของฉันเหมือนกัน  การที่พ่อมดอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะใช้เวทมนตร์ต่อหน้ามักเกิ้ลและหนีออกจากบ้านมา  เธอไม่คิดหรือว่าอาจมีใคร  --  อย่างเช่นพ่อมดที่ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของคนที่เธอก็รู้ว่าใคร  อาจจะพยายามออกมาจากคุกอัซคาบันเพื่อทำร้ายเขาน่ะ”

                แฮร์รี่อ้าปากค้าง  เขาพยายามตามบทสนทนาให้ทัน  แต่ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามฟัดจ์  เสียงแหลมของอัมบริดจ์ก็แทรกขึ้น

                “ถูกต้องที่สุดเลยค่ะท่าน   ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้  ความปลอดภัยของแฮร์รี่ต้องมาเป็นอันดับแรก  และฉัน  --    อัมบริดจเน้นตัวเอง  พลางจ้องมองแฮร์รี่    --  มีหน้าที่ต้องอธิบายเหตุการณ์ให้เขาฟังถึงสถานการณ์ที่เห็นได้ชัดว่า  -- 

                “ขอโทษนะคะ  สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง   คุณใช้คำนั้นได้อย่างไร”  เฟริน่าถามเสียงเย็น

                อัมบริดจ์ยังยิ้มและตอบรัวเร็วแบบเด็กสาว  สุ่มเสี่ยงแน่นอน  เพราะซิเรียส  แบล็กเป็นบุคคลอันตราย  เขาฆาตกรรมหมู่ถึงสิบสามคนเพียงคาถาบทเดียว  มีพ่อมดคนหนึ่งนิ้วขาด  -- 

                “อะไรนะครับ!  แฮร์รี่ร้องตกใจ  เขาจ้องหน้าคนทั้งสามเพื่อขอคำอธิบาย  “เขาแหกคุกออกมาหรือครับ”

                อัมบริดจ์หันมายิ้มให้แฮร์รี่  “เปล่าจ้ะ  ซิเรียส  แบล็กไม่มีทางแหกคุกอัซคาบันออกมาได้แน่นอน  ตราบใดที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงเวทมนตร์”

                “ใช่แล้ว  ฉันกำลังทำทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้แบล็กออกมาทำร้ายเธอ  แฮร์รี่”  ฟัดจ์เสริมด้วยท่าทางเคร่งขรึม

                แฮร์รี่เห็นดวงตาของเฟริน่ามีไฟลุกโชนอยู่

                “คุณแน่ใจเหรอคะ  ว่าสิ่งที่คุณพูดว่าทำทุกวิถีทางนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว  ในเมื่อ  -- 

                “เธอควรให้ความไว้วางใจกระทรวงเวทมนตร์ที่อยู่ภายใต้การบังคับการของท่านรัฐมนตรีกับฉันนะ  คุณโพสัน”  อัมบริดจ์พูดรัวเร็ว   “เหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน  มีประจักษ์พยานตั้งมากมาย  ไม่มีทางเปลี่ยนความจริงได้หรอก”  

                “แต่  -- 

                “อะแฮ่ม  ฉันไม่คิดว่าเธอควรนั่งอยู่ตรงนี้หรอกนะ  คุณโพสัน  เพราะอย่างที่บอก  มันเป็นเรื่องของกระทรวงเวทมนตร์ที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้กับแฮร์รี่  เขาเป็นเด็กชายผู้รอดชีวิต  ถ้าแบล็กออกมาจากคุกอัซคาบันและฆ่าแฮร์รี่  --  ฉันเองก็ไม่อยากทำให้พ่อมดแม่มดทุกคนต้องประหวั่นพรั่นพรึงหรอกนะ  หากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กชายผู้รอดชีวิต   ก็ในเมื่อแฮร์รี่เป็นคนทำให้คนที่เธอก็รู้ว่าใครหายไปน่ะ”  ฟัดจ์พูดเสียงดัง

                “หนูจะอยู่ตรงนี้  จะไม่ไปไหนจนกว่าแฮร์รี่จะไปกับหนูด้วย”  เฟริน่ายืนยัน  ใบหน้าของเด็กหญิงแดงก่ำด้วยโทสะ 

แฮร์รี่งุนงงกับบทสนทนาที่เกิดขึ้น  เขาไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไร  ในเมื่อซิเรียส  แบล็กยังถูกคุมขังที่อัซคาบัน  แล้วมันเรื่องอะไรที่ฟัดจ์กับอัมบริดจ์ต้องมากังวลถึงความปลอดภัยของเขาด้วย  และเฟริน่า...   เธอดูจะไม่ชอบใจมาตรการของกระทรวงเวทมนตร์เลย 

“ขอโทษนะครับ  ผมงงไปหมดแล้ว  แบล็กยังอยู่ในคุกนี่ครับ  แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องกังวล”  แฮร์รี่ถาม   ฟัดจ์หันมายิ้มใจดีให้แฮร์รี่  แม้ว่าใบหน้าของเขาจะแดงก่ำด้วยความโกรธก็ตาม

“ฉันขอยืนยันกับเธอเลย  แฮร์รี่  ตราบใดที่ฉันยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์  ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้แบล็กแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเส้นผม  เธอจะต้องปลอดภัยภายใต้การดูแลของฉันกับอัมบริดจ์  --  เอ้อ  ที่เธอถาม  ฉันขอตอบว่า   เพราะมีบางคนพยายามจะช่วยแบล็กออกมาน่ะสิ”  ประโยคหลังฟัดจ์ปรายตาไปทางเฟริน่า

“ใครครับ”  แฮร์รี่สงสัย

“กรุณาอย่าพูดว่าสิ่งที่คุณทำไปทั้งหมดนั่น  เป็นการทำเพื่อความปลอดภัยของแฮร์รี่  พวกคุณรู้อยู่แก่ใจว่ากำลังทำเพื่ออะไรอยู่กันแน่”  เฟริน่าพูดเสียงเย็น

ฟัดจ์ขบฟันแน่น  ใบหน้าจากแดงเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ  ในขณะที่ใบหน้าของอัมบริดจ์ยังฉาบด้วยรอยยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน   แต่แฮร์รี่ก็ทันเห็นดวงตาโปนๆของหล่อนลุกเป็นไฟยามจ้องมองเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่าง  น่าแปลกที่ผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ระเบิดโทสะออกมาใส่เด็กหญิง   แล้วนาทีต่อมาฟัดจ์ก็หันมายิ้มฝืนๆให้แฮร์รี่

“แฮร์รี่  เรื่องที่เธอ  --  ใช้เวทมนตร์  ฉันหมายถึงที่เธอกำลังกังวลเรื่องปฏิกิริยาของป้ากับลุง  เอ่อ  --  ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่าทั้งสองคนนั้นโกรธเธอมากทีเดียว  แต่พวกเขาก็พร้อมจะรับเธอกลับไปตอนปิดภาคฤดูร้อนหน้า  โดยที่เธอจะต้องอยู่ที่ฮอกวอตส์ตอนวันหยุดคริสต์มาสและอีสเตอร์”

แฮร์รี่เกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท  เขากระแอมและพูดออกมาว่า

“ผมอยู่ที่ฮอกวอตส์ตอนวันหยุดคริสต์มาสกับอีสเตอร์อยู่แล้วครับ  และผมไม่อยากกลับไปที่ซอยพรีเว็ตอีกแล้วครับ”

“เอาล่ะ   เอาล่ะ  ฉันแน่ใจว่าเธอจะไม่รู้สึกแบบนี้เมื่อเธอสงบลงแล้ว”  ฟัดจ์พูดด้วยท่าทางกังวล  “ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นญาติของเธอนะ  และฉันก็มั่นใจว่าลึกๆ  แล้วพวกเธอน่ะรักกันนะ  --  เอ้อ  --  ลึกมากๆเลยล่ะ  และเรื่องที่ยังเหลืออยู่  -- 

เด็กชายหัวแผลเป็นไม่คิดที่จะแก้ไขความเข้าใจของฟัดจ์  แล้วเฟริน่าก็พูดแทรกขึ้นมาว่า

“แฮร์รี่จะอยู่ที่นี่กับหนูจนกว่าฮอกวอตส์จะเปิดเทอมค่ะ  ไม่ต้องห่วง” 

สีหน้าของอัมบริดจ์และฟัดจ์ดูราวกับงานเลี้ยงคริสต์มาสถูกยกเลิกกะทันหัน  ทั้งสองอ้าปากค้างสีหน้าฉายชัดว่างุนงงระคนรำคาญใจมาก  พวกเขาทั้งสองต่างจ้องมองเฟริน่าราวกับเธอเป็นสิ่งที่อยู่ผิดที่ผิดทาง

อัมบริดจ์รีบหุบปากและกระแอมให้คอโล่ง  หล่อนยื่นแขนอ้วนป้อมมายังถาด  พลางทาเนยบนแผ่นครัมเป็ดแล้วเลื่อนจานส่งมาให้แฮร์รี่

“กินซะ  เธอผอมมากเลยรู้ไหม  และการวิ่งหนีออกจากบ้านมาแบบนั้น  ถ้าเธอเป็นลูกของฉัน  ฉันคงหัวใจสลายแน่ถ้าพบว่าเธอเป็นอะไรไป”   หล่อนพูดด้วยเสียงแหลมพลางสูดจมูก

ฟัดจ์ยิ้มให้แฮร์รี่และพยายามทำเป็นเมินเฟริน่าที่ยังจ้องมองเขาอยู่

“คุณเดอร์สลีย์ผู้โชคร้ายได้รับการปล่อยลมออกและแปลงความทรงจำเสียใหม่  เธอไม่หลงเหลือความทรงจำในเหตุการณ์นั้นอีกเลย  ทั้งหมดมีแค่นั้น  ไม่มีอะไรเสียหายเลย”  ฟัดจ์หันไปสบตากับอัมบริดจ์  “เธอต้องขอบคุณ  โดโลเรส  อัมบริดจ์ที่ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้”

“ขอบคุณมากครับ  แล้วเรื่องการลงโทษผมล่ะครับ”  แฮร์รี่ถาม

ฟัดจ์กะพริบตางุนงง   ในขณะที่อัมบริดส์หัวเราะเสียงใสก้องกังวานที่ทำให้ขนต้นคอลุกชัน

“จะไม่มีการลงโทษใดๆทั้งนั้น”  อัมบริดจ์ตอบ 

“แต่ผมทำผิดกฎหมายนี่ครับ!  แฮร์รี่พูด  “ตามกฤษฎีกาควบคุมการใช้เวทมนตร์เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะน่ะครับ!

“โถ  เด็กเอ๋ยเด็ก  เราไม่ทำโทษเธอด้วยเรื่องเล็กน้อยแบบนั้นหรอก!  ฟัดจ์ร้องพลางโบกแผ่นครัมเป็ตที่อัมบริดจ์ทาเนยส่งให้ไปมา  “มันเป็นเรื่องไม่ได้ตั้งใจ!  เราไม่ส่งคนไปอัซคาบันเพียงเพราะเขาเป่าลมป้าจนตัวพองหรอก!

“ปีที่แล้ว  ผมได้รับหนังสือเตือนเป็นทางการเพียงเพราะเอลฟ์ประจำบ้านขว้างขนมพุดดิ้งในบ้านลุงนะครับ!  แฮร์รี่ขมวดคิ้ว  “กระทรวงเวทมนตร์บอกว่าผมจะถูกไล่ออกจากฮอกวอตส์ถ้ามีเรื่องเวทมนตร์เกิดขึ้นที่นั่นอีก”

“สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว  แฮร์รี่  ฉันไม่คิดว่าการกระทำเล็กๆน้อยๆของเด็กที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นเลือดร้อนเป็นสิ่งที่สมควรถูกลงโทษหรอกนะ”  อัมบริดจ์ตอบยิ้มๆพลางทาเนยบนแผ่นครัมเป็ตชิ้นที่สี่แล้วใส่จาน  “เธอจะไม่ถูกไล่ออกจากฮอกวอตส์ด้วย  นอกเสียจากว่า  --    ทั้งอัมบริดจ์และฟัดจ์ปรายตาไปทางเฟริน่าที่นั่งกอดอกเงียบๆ  

  --  นอกเสียจากว่า  ดัมเบิลดอร์จะไม่ต้องการให้เธอกลับไปเรียนที่นั่น”  ฟัดจ์ต่อให้จนจบ

“ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ก็คงไม่ไล่แฮร์รี่ออกหรอกค่ะ  เห็นอยู่ชัดๆว่านั่นเป็นอุบัติเหตุทางเวทมนตร์”  เฟริน่าพูดขึ้นพลางจ้องทั้งสองแบบไม่หลบสายตา 

แฮร์รี่รู้สึกอุ่นวาบในอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น  ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเฟริน่าถึงรู้ว่าดัมเบิลดอร์จะไม่ไล่เขาออก  แต่เขาเชื่อคำพูดของเด็กหญิง

“มีห้องพักว่างอยู่เบอร์สิบเอ็ดนะ  แฮร์รี่”  ฟัดจ์บอก  และเมื่อเห็นสีหน้าฉงนของเด็กชาย  อัมบริดจ์ก็หัวเราะคิกคักแบบเด็กสาวพลางเสริมว่า 

“ท่านรัฐมนตรีกับฉันแนะนำให้เธอพักที่ร้านหม้อใหญ่รั่วนี่   ทอมเตรียมห้องไว้ให้เธอแล้ว”

“กินซะ  แฮร์รี่”  ฟัดจ์บอกและคะยั้นคะยอจานที่เต็มไปด้วยครัมเป็ตทาเนยให้เขา  แฮร์รี่จึงหยิบมากินพลางสงสัยว่า  มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเอาเสียเลยที่รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์และปลัดอาวุโสจะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพ่อมดอายุไม่ถึงเกณฑ์แบบนี้จริงไหม

ฟัดจ์และอัมบริดจ์ขยับตัวลุกขึ้นยืน  ทั้งสองจ้องมองลงมาที่แฮร์รี่

“อย่าได้ออกไปเตร็ดเตร่ในที่ไกลๆนอกจากตรอกไดแอกอนรู้ไหม  โดยเฉพาะอย่าไว้ใจใคร  ตอนนี้เธอไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น  แม้แต่คนที่เธอคิดว่าหวังดีที่สุด  คนๆนั้นอาจกลายเป็นศัตรูและจ้องทำร้ายเธอจากข้างหลังก็ได้”  ฟัดจ์พูดด้วยน้ำเสียงหยันๆ 

“เธอควรปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านรัฐมนตรีนะจ้ะ  แฮร์รี่”  อัมบริดจ์แตะบ่าเขา 

“เอ้า  ฉันจะต้องไปเสียที  มีงานอีกตั้งเยอะ  เธอก็รู้  แถมยังมีพวกที่ชอบสร้างปัญหา  ทำอย่างกับว่ากระทรวงเวทมนตร์ยังมีงายยุ่งไม่พอ”  ฟัดจ์กระแทกเสียงในตอนท้ายพลางยื่นมือมาให้  และขณะที่แฮร์รี่ปล่อยมือกับฟัดจ์และหันมาจับมือที่มีนิ้วสั้นป้อมของอัมบริดจ์  เขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในทันที

“เอ้อ  --  ท่านรัฐมนตรีครับ  ขอผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

“แน่นอน”  ฟัดจ์ยิ้ม

“เด็กนักเรียนชั้นปีที่สามของฮอกวอตส์ได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวหมู่บ้านฮอกส์มี้ด  แต่ลุงกับป้าไม่ได้เซ็นแบบฟอร์มอนุญาตให้ผม  ท่านคิดว่าจะเซ็นให้ได้ไหมครับ”

ฟัดจ์หันไปสบตากับอัมบริดจ์ด้วยท่าทางอึดอัดก่อนที่อัมบริดจ์จะหันมายิ้มกว้างอวดฟันแหลมคม

“ไม่ได้หรอก  เสียใจจริงๆนะ  แฮร์รี่  แต่ฉันไม่คิดว่าท่านรัฐมนตรีจะเซ็นได้  เพราะท่านไม่ใช่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเธอ  -- 

“แต่ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์นะครับ”  แฮร์รี่รู้สึกรำคาญที่เห็นอัมบริดจ์หัวเราะคิกคักราวกับเขาเพิ่งพูดเรื่องจี้เส้น  ฟัดจ์หัวเราะฝืนๆและพูดกับแฮร์รี่ว่า

“ไม่ได้หรอก  ฉันเสียใจ  แฮร์รี่  แต่กฎต้องเป็นกฎ  บางทีเธออาจจะได้ไปเที่ยวฮอกส์มี้ดปีหน้านะ  อันที่จริงฉันคิดว่าจะเป็นการดีที่สุดที่เธอจะไม่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนของเธอ”

“อะไรนะครับ”  แฮร์รี่คิดว่าเขาฟังผิดไป 

“ไปกันเถอะ  แฮร์รี่”  เฟริน่าพูดพลางจับมือเขาดึงให้ลุกตามเธอไปที่ประตู  ขณะที่กำลังเปิดประตู เสียงของฟัดจ์ก็รั้งเด็กทั้งสองไว้

“ฉันมีอะไรจะเตือนเธอนะ  แฮร์รี่”  ฟัดจ์พูดพลางขยับเสื้อคลุมให้เข้าที่  ในขณะที่อัมบริดส์รีบเดินมายืนประชิดด้านข้างของฟัดจ์ 

“อะไรหรือครับ”

“เลือกคบเพื่อนดีๆล่ะ  อย่าให้คำว่าเพื่อนสนิทว่าบังตาจนประวัติศาสตราซ้ำรอยเหมือนเมื่อสิบสองปีก่อน”

 



                พื้นไม้สกปรกที่มีฝุ่นจับหนาเป็นนิ้ว  ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากประตูบานหนึ่งที่สุดทางเดิน  เฟริน่าก้าวเร็วๆไปหยุดอยู่หน้าประตู  ลูกบิดทองเหลืองที่มีร่องรอยขีดข่วน  เด็กหญิงลูบคลำโลหะเย็นๆอย่างใจลอย  แล้วปลายนิ้วของเธอก็สัมผัสถูกรูกุญแจเล็กๆที่ใต้ลูกบิดนั่น   ระหว่างที่เธอกำลังจะก้มลงไปเพื่อมองมันให้ชัดๆ 

            โครม!

            เสียงบานประตูถูกกระแทกอย่างแรงดังขึ้น  เฟริน่าสะดุ้งตกใจ   เธอเผลอก้าวถอยหลังและจ้องมองบานประตูอย่างตื่นตระหนก 

ไม่มีเสียงอะไรอีก... 

แต่แล้วก็มีเสียงแปลกประหลาด  มันฟังดูคล้ายเสียงใบไม้เสียดสีกันยามต้องลม  แต่เมื่อเฟริน่าฟังอีกที  เสียงนั้นกลับฟังดูคล้ายเสียงคำรามของลมพายุ  ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไปใกล้ประตูอีกครั้งเพื่อฟังให้แน่ใจ  แผ่นประตูก็สั่นกราวอย่างบ้าคลั่ง  ราวกับว่าสิ่งที่อยู่หลังบานประตูนั่นพยายามจะพังออกมา...

 

                เฟริน่าสะดุ้งตื่น   แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ่งบอกว่าตอนนี้ยังมืดเกินกว่าที่จะตื่นนอน   เด็กหญิงหายใจหอบ   หัวใจเต้นกระแทกในอกอย่างแรงจนเธอเจ็บไปหมด  อาการเหนื่อยหอบและใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ  ทำให้เฟริน่าไม่คิดที่จะนอนต่อ  เธอลุกออกจากเตียงเดินไปเข้าห้องน้ำ   เสียงน้ำไหลออกจากก๊อกดังซู่   มือของเธอรองน้ำและวักใส่หน้า  

                น้ำเย็นๆที่กระทบใบหน้าทำให้เด็กหญิงรู้สึกดีขึ้น  เธอเงยหน้ามองกระจก  เงาสะท้อนของเด็กผู้หญิงใบหน้าขาวซีดตัดกับผมสีน้ำตาลสว่างยาวและยุ่งจ้องตอบกลับมา  ดวงตาสีฟ้าอมเขียวดูอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อย 

                ฝันอีกแล้ว...   เธอคิด   ตั้งแต่ทอม  ริดเดิ้ลให้เธอเห็นภาพบ้านไม้หลังนั้น  เธอก็เริ่มฝันถึงมันบ่อยครั้ง   และแทบทุกคืนที่เด็กหญิงต้องสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดกลัวจับใจ  เธอไม่รู้ว่าอะไรอยู่หลังบานประตู  ความฝันมักเริ่มต้นบนทางเดินยาวและจบลงด้วยการที่เธอหนีออกมาด้วยความกลัว  ทุกครั้งที่บานประตูสั่นก็พาให้บ้านสะเทือนไปทั้งหลังจนเฟริน่านึกกลัวว่าบ้านเก่าหลังนั้นจะพังครืนลงมา 

                เด็กหญิงเคยนึกอยากเขียนจดหมายไปเล่าให้ดัมเบิลดอร์ฟัง  แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อมดชรากำลังทำอยู่ตอนนี้  เฟริน่าก็ต้องม้วนกระดาษเก็บขึ้น  ดัมเบิลดอร์มีเรื่องให้ต้องคิดมากพออยู่แล้ว  และเธอก็ไม่อยากนำเรื่องไปรบกวนอาจารย์ใหญ่อีก

                เฟริน่าปาดน้ำที่ไหลหยดมาจากปลายคางและหมุนปิดก๊อกน้ำ  เธอเดินกลับไปเตียง  พลางมองนาฬิกา  ตั้งแต่ปิดเทอมมา  ไม่มีวันไหนที่เธอมีความสุขเลย...  มีแต่เรื่องทุกข์ใจและเคร่งเครียดมาตลอด 

ทั้งเธอ  ดัมเบิลดอร์  เซเวอร์รัส  และ...  ซีเรียส  แบล็ก


_______________________30%______________________


ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว  ในช่วงเวลาที่เฟริน่าได้รู้ความจริงว่าจินนี่จะไม่มีทางหายดีเหมือนเดิม    ความอยากอาหารของเฟริน่าลดลงอรวดเร็ว  เด็กหญิงนั่งอยู่เงียบๆและจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเศร้าหมอง

เธอควรรีบไปห้องพยาบาลได้แล้วล่ะ  และอย่าลืมลงไปร่วมงานเลี้ยงฉลองด้วยนะ”  เสียงแหบชราของดัมเบิลดอร์ดึงเธอออกจากความรู้สึกหดหู่

หนู  --  หนูคงกินอะไรไม่ลงหรอกค่ะ”  เธอตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

เฟริน่า  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยนะ”  พ่อมดชราบอกอย่างนุ่มนวล  และเมื่อเขาเห็นว่าเด็กหญิงยังคงนั่งนิ่งเงียบ  เขาจึงเอ่ยต่อไปว่า    “รู้อะไรมั้ย  ไม่มีเวทมนต์บทใดที่จะเยียวยาผู้ป่วยได้ดีไปมากกว่าความรัก  จินนี่โชคดีมากที่มีครอบครัวที่รักเธอ  และฉันเชื่อว่าความรักจะเยียวยาจินนี่ให้กลับมาดีขึ้นในที่สุด

“ค่ะ   ครอบครัววิสลีย์เป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆครอบครัวหนึ่งเลย”  เฟริน่าพูดพลางถอนหายใจ   และก่อนที่เธอจะออกจากห้องทำงานของศาสตราจารย์มักกอนนากัลไป  ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา  เด็กหญิงหันมาจ้องหน้าของอาจารย์ใหญ่

“มีอะไรที่ยังค้างคาใจอีกอย่างนั้นหรือ  เฟริน่า”  ดัมเบิลดอร์ถาม

“ศาสตราจารย์คะ  ซิเรียส  แบล็กค่ะ”  เฟริน่าทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้งด้วยท่าทางร้อรน   “หนูอยากช่วยเขา  หนูไม่อยากให้เขาแหกคุกออกมาเลยนะคะ  เขาต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ  และ  --  และ  --  ถ้าศาสตราจารย์จำที่หนูเล่าเล่มสี่ถึงเล่มห้าได้  ซิเรียสมีชีวิตที่น่าสงสารมาก  เขาต้องประทังชีวิตด้วยซากหนูตาย  --  ไหนจะยังต้องเกือบถูกอัมบริดจ์จับอีก  แล้วอะไรอีกนะคะ  --  เขาถูกทิ้งให้อยู่กริมโมลด์เพลซเพียงลำพัง  ในขณะที่คนอื่นๆในภาคีต่างออกไปทำหน้าที่  และเซเวอร์รัส...”  เฟริน่ากัดริมฝีปากล่าง  เธอจำได้ดีว่าอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินพูดจาดูถูกที่ซิเรียสทำตัวไร้ประโยชน์และหลบอยู่แต่ในบ้าน  นั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ซิเรียสวิ่งไปหาความตายที่กระทรวงเวทมนตร์

“เรื่องของซิเรียสฉันมีคิดไว้แล้วล่ะ”  ดัมเบิลดอร์บอกเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเงียบไป

“ยังไงหรือคะ  แล้วหนูพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่าคะ”  เฟริน่าโพล่งด้วยความตื่นเต้น 

ดัมเบิลดอร์หัวเราะน้อยๆ  เขาผลักถ้วยช็อกโกแลตที่เย็นชืดออกไปด้างข้าง

“เธอช่างเป็นเด็กที่กระตือรือร้นจริงๆ   นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ”  อาจารย์ใหญ่พูดแว่นตาครึ่งเสี้ยวพระจันทร์สะท้อนเป็นประกาย   “ฉันคิดว่าเราควรหาทางพิสูจน์ความจริงให้ทุกคนรู้ว่าเมื่อสิบสองปีก่อนเกิดอะไรขึ้น  และใครกันแน่ที่เป็นผู้เสพความตาย”

เฟริน่ายิ้มกว้าง  “อย่างนี้เราก็ต้องจับตัวปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์มาน่ะสิคะ  งั้นเป็นหน้าที่หนูเองค่ะ  หนูจะจับตัวเขามาเอง”

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องรีบอาสา”   พ่อมดชราพูดยิ้มๆ

“แล้วต่อจากนั้นล่ะคะ  เราต้องทำอะไรต่อไป  ไปให้สัมภาษณ์กับเดลี่พรอเฟ็ตหรือเปล่าคะ”  เฟริน่าถาม   และก่อนที่ดัมเบิลดอร์จะตอบเด็กหญิงก็พูดต่อไปไม่หยุดว่า  “และเราควรพาตัวหางหนอนไปส่งที่กระทรวงเวทมนตร์  ให้ฟัดจ์รู้ความจริงและสั่งปล่อยตัวซิเรียสด้วยดีหรือเปล่า  อย่างนี้เท่ากับว่าซิเรียสเป็นผู้บริสุทธิ์  และ  --  เราควรบอกแฮร์รี่เลยหรือเปล่าคะว่าซิเรียสเป็นพ่อทูนหัวของเขา  แฮร์รี่ต้องดีใจมากแน่ๆเลยค่ะ  ศาสตราจารย์  เราควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้เลยดีหรือเปล่าคะ  หนู  --  หนู  -- 

“เฟริน่า  ใจเย็นๆก่อน”   ดัมเบิลดอร์ปราม  เฟริน่าหายใจหอบหลังจากพูดรัวเร็วไม่หยุด  ใบหน้าของเธอเป็นสีแดงอย่างขัดเขินเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่เก็บอาการตื่นเต้นไว้เลย

“ขอโทษค่ะ  ศาสตราจารย์  หนูตื่นเต้นมากไปหน่อย  หนูแค่  --  ซีเรียสเป็นคนที่หนูรักมากๆคนหนึ่งเลยค่ะ  หนูก็เลย...”

“ฉันเข้าใจดีถึงความรู้สึกเธอนะ  เอาล่ะ   ที่เธอพูดมาถูกต้องอยู่  ฉันตั้งใจจะส่งตัวปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์ให้กับกระทรวงเวทมนตร์  แต่...  ฉันไม่คิดว่าเราควรส่งตัวให้ฟัดจ์โดยตรง  เรื่องนี้ควรให้คนในกระทรวงรู้มากเท่าไหร่ยิ่งดีกับซิเรียสมากเท่านั้น”

“ทำไมหรือคะ  ศาสตราจารย์พูดเหมือนกับว่าฟัดจ์ไว้ใจไม่ได้ขนาดนั้น  น่าจะดีเสียอีกที่จับคนผิดได้  เรื่องนี้ต่างจากโวลเดอมอร์เลยนะคะ”  เฟริน่าสงสัย  

“ฉันไม่คิดว่าเรื่องปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์ยังไม่ตายและซิเรียส  แบล็กกลายเป็นผู้บริสุทธิ์จะทำให้ฟัดจ์มีความสุขนักหรอก”  ดัมเบิลดอร์ตอบ

“ยังไงหรือคะ”

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าชุมชนผู้วิเศษรู้ว่ากระทรวงเวทมนตร์ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  จับผู้บริสุทธิ์ขังคุกอัซคาบันนานถึงสิบสองปี  คอร์ลีเนียส  ฟัดจ์ต้องพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้กระทรวงเวทมนตร์เสียหน้าแน่ๆ”   อาจารย์ใหญ่ตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  เขาลูบเคราเบาๆอย่างใช้ความคิดก่อนจะพูดขึ้นต่อไปว่า  “แต่ไม่ต้องห่วง  ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยซิเรียส  แบล็กออกมาให้ได้  ถ้าได้ตัวปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์มาเมื่อไหร่  เรื่องที่เหลือต่อจากนั้นให้เป็นหน้าที่ฉันเอง”

“แล้วเราควรบอกแฮร์รี่เลยดีไหมคะ”  เฟริน่าถาม

“ฉันคิดว่าเรายังไม่ควรบอกอะไรกับแฮร์รี่ทั้งนั้น  อย่าลืมสิว่าเขาสามารถเชื่อมต่อกับความรู้สึกนึกคิดของโวลเดอมอร์ได้  ฉันกลัวว่าสิ่งที่แฮร์รี่รู้จะรั่วไหลไปถึงเอาได้  ฉันไม่อยากให้โวลเดอมอร์รู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่   ทางที่ดีควรรอให้มีการยื่นฎีการื้อฟื้นคดีขึ้นมาก่อน  ถึงตอนนั้นเราค่อยบอกความจริงกับแฮร์รี่ก็ยังไม่สาย”

หลังจากที่ได้คุยเรื่องนี้  เฟริน่าก็เริ่มใคร่ครวญว่าเธอจะจับตัวปีเตอร์มาอย่างไรโดยที่ไม่ให้ใครรู้  ระหว่างที่เธอเดินไปห้องพยาบาล  เด็กหญิงก็คิดแผนการไปด้วยก่อนที่แฮร์รี่จะเปิดประตูห้องพยาบาลออกมาเพื่อบอกกับเธอว่าจินนี่ต้องการคุยด้วย 

เรื่องทั้งหมดราบรื่นไปได้ด้วยดี  เฟริน่าจับตัวปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์สำเร็จอย่างที่วางแผนเอาไว้  และเธอรีบนำตัวหางหนอนไปมอบให้ดัมเบิลดอร์ในวันรุ่งขึ้นทันที  อาจารย์ใหญ่รับตัวปีเตอร์ไว้พลางสัญญากับเด็กหญิงว่าเขาจะหาทางช่วยซิเรียสออกมาจากอัซคาบันให้เร็วที่สุด  และตอนนี้เขากำลังใคร่ครวญวิธีการทุกทาง  รวมทั้งแผนการรับมือกับคอร์ลีเนียส  ฟัดจ์

ช่วงปิดเทอม  เฟริน่าได้แต่เขียนจดหมายตอบเพื่อนๆของเธอ  รวมทั้งถามดัมเบิลดอร์ถึงความคืบหน้า  เธอพบว่าอาจารย์ใหญ่กำลังศึกษากฤษฎีกาหลายฉบับที่เกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีของซิเรียส  แบล็กขึ้นมาไต่สวนใหม่อีกครั้ง 

นอกจากคอยรอฟังข่าวจากพ่อมดชรา  เฟริน่ายังมีหน้าที่เฝ้าดูแฮร์รี่  แต่เมื่อย่างเข้าเดือนกรกฎาคม  เธอก็ได้รับจดหมายจากดัมเบิลดอร์ที่เขียนว่า  เขาจำเป็นต้องเดินทางไปที่อัซคาบันเพื่อพบซิเรียส  แบล็กเพื่ออธิบายว่าจะมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่  เรื่องนี้ทำให้เฟริน่าถึงกับนั่งไม่ติด  เธอต้องโกหกแฮร์รี่ว่าช่วงนี้เธอได้งานพิเศษทำ  จึงไม่สามารถให้เด็กชายมาที่บ้านได้ทุกวัน  แฮร์รี่ดูผิดหวังเมื่อได้ยินเธอบอกแบบนั้น  แต่เขาก็เข้าใจเธอดี  นั่นจึงทำให้เธอโล่งใจมาก 

เฟริน่าเดินทางด้วยผงฟลูไปที่ฮอกวอตส์เพื่อพบดัมเบิลดอร์ให้ทันก่อนที่เขาจะเดินทางไปพบซิเรียส  แต่เมื่อเธอไปถึงที่นั่น  เด็กหญิงก็ต้องพบกับความผิดหวัง

“ทำไมล่ะคะ  ทำไมหนูถึงไปด้วยไม่ได้”  เธอโอดครวญเมื่อได้ฟังคำปฏิเสธจากอาจารย์ใหญ่

“อัซคาบันไม่ใช่สถานที่น่าไปสำหรับเด็กอย่างเธอ  เฟริน่า  จะเป็นการดีกว่าที่ฉันจะไปคนเดียวและเธออยู่ที่นี่”  ดัมเบิลดอร์อธิบาย  แต่เฟริน่าไม่คิดว่าเธอจะทนรอได้อีกต่อไป  เธออยากพบซิเรียสและอยากคุยกับเขา 

“หนูสัญญาค่ะศาสตราจารย์ว่าหนูจะอยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา  ได้โปรดให้หนูไปด้วยเถอะนะคะ”  เด็กหญิงพยายามขอร้อง  แต่พ่อมดชราส่ายหน้าช้าๆ

“เฟริน่า  ที่นั่นมีผู้คุมวิญญาณเป็นพัน  อัซคาบันเป็นสถานที่ชั่วร้าย  ป้อมปราการที่นั่นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวด  ยังไม่รวมถึงสภาพของนักโทษที่นั่น  มันไม่น่ามองนักหรอก”   อาจารย์ใหญ่รวบม้วนกระดาษบนโต๊ะเก็บใส่ลิ้นชักพลางหมุนตัวไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมทับ

“หนูทนได้ค่ะ  หนูไม่กลัวที่นั่นหรอกจริงๆนะคะ  ได้โปรดเถอะค่ะศาสตราจารย์”  เฟริน่าอ้อนวอน 

ดัมเบิลดอร์ถอนหายใจ  “เธอควรรออยู่ที่นี่ฟังข่าวจากฉันก็พอ  นั่นคือสิ่งที่เธอควรทำ”

“ศาสตราจารย์   ให้หนูช่วยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรือคะ  อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องอยู่เฉยๆ  หนูอยากช่วยซิเรียส  ได้โปรดเถอะนะคะ”  เฟริน่าไม่ยอมแพ้  เธอรั้งชายแขนเสื้อคลุมของชายชราไว้  เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเดินออกไปที่ประตูห้อง

พ่อมดชราหยุดเดินและก้มมองผ่านจมูกหักๆลงมาที่เด็กหญิงที่สีหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ  และขณะที่ดัมเบิลดอร์กำลังจะกล่าวอะไร  เสียงเคาะของประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น  อาจารย์ใหญ่เปิดประตูออกและพบว่าเป็นเซเวอร์รัส  สเนป

“สวัสดีค่ะ  เซเวอร์รัส”  เฟริน่าก้มหน้าให้ชายจมูกงุ้ม  สเนปจ้องมองดูเธอก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังพ่อมดชรา

“มีอะไรอย่างนั้นหรือ  เซเวอร์รัส”  ดัมเบิลดอร์ถาม

“ผมมีเรื่องอยากจะถามถึงศาสตราจารย์วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่น่ะครับ”  เซเวอร์รัสตอบ

“เรื่องนั้นเอง  แต่ตอนนี้ฉันไม่ว่าง  เพราะต้องไปที่อัซคาบันน่ะสิ”  อาจารย์ใหญ่พูดพลางมองลงมาที่เฟริน่าอีกครั้ง  เด็กหญิงยังคงรั้งชายแขนเสื้อไว้ไม่ยอมปล่อย

“ศาสตราจารย์  ขอหนูไปอัซคา  -- 

“ฉันไม่คิดว่าที่นั่นจะเหมาะให้เด็กอย่างเธอไปเที่ยวเล่นนะ  คุณโพสัน”  เซเวอร์รัสพูดพลางจ้องมองเธอ  ดวงตาสีดำขลับดูเฉยชากว่าทุกที 

“หนูก็ไม่ได้จะไปเที่ยวเล่นนี่คะ  นี่เป็นเรื่องสำคัญ  หนูรู้ดีและที่หนูต้องไป  เพื่อไปดูให้แน่ใจว่าซิเรียส  แบล็กจะ  -- 

“เธอไปแล้วจะช่วยอะไรได้  แล้วการบ้านที่ฉันสั่งล่ะ  เธอทำเสร็จหรือยัง”  สเนปถาม

“เสร็จแล้วค่ะ”  เธอตอบพลางฉีกยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ  แต่แล้วคำพูดต่อมาของศาสตราจารย์วิชาปรุงยาก็ทำให้เธอต้องรีบหุบยิ้ม

“ดีเลย”  เซเวอร์รัสเหยียดยิ้มที่ดูชั่วร้าย  “งั้นฉันจะสั่งการบ้านให้เธอทำเพิ่ม  ฐานอวดดีและพยายามจุ้นจ้านกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

เรื่องไม่เป็นเรื่อง  เฟริน่าขมวดคิ้วพลางทวนคำ  “เรื่องของซิเรียสเป็นเรื่องสำคัญนะคะ”

“งั้นฉันฝากด้วยนะ  เซเวอร์รัส”  ดัมเบิลดอร์พูดยิ้มๆและรีบเดินออกไปนอกห้อง  แต่เมื่อเฟริน่าจะเดินตาม  ชายจมูกงุ้มก็รีบเข้ามาขวางเธอไว้  เด็กหญิงจ้องหน้าเขาอย่างหงุดหงิดพลางนึกสงสัยว่าทำไมเขาต้องขัดขวางเธอด้วย 

“เซเวอร์รัส!”  เธอร้องเมื่อเขายังไม่ยอมหลีกทางให้

“ในเมื่อเธอว่างมากนัก  งั้นก็เอาการบ้านปิดเทอมมาส่งฉันเดี๋ยวนี้  ฉันจะไปรอเธอที่คุกใต้ดิน  อย่าช้าล่ะ”  สเนปพูดห้วนๆและหมุนตัวเดินออกจากห้องไป  เด็กหญิงรีบวิ่งตาม  แต่เมื่อเธอออกมานอกห้องก็ไม่เห็นดัมเบิลดอร์แล้ว 

“โธ่!  ไม่นะ”  เฟริน่าคราง  เธอเห็นเพียงสเนปที่กำลังเดินลงบันไดไป 

หลังจากวันนั้นเฟริน่าก็เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่ดัมเบิลดอร์จะพาเธอไปที่อัซคาบัน  เธอได้ยินคำบอกเล่าจากพ่อมดชราว่าซิเรียสโกรธแค้นมากจนแทบจะแหกคุกออกมาเมื่อรู้ว่าปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์อยู่ที่ฮอกวอตส์  แต่เมื่ออาจารย์ใหญ่บอกกับเขาว่ากำลังหาทางช่วยให้เขาพ้นมลทินอยู่  ซิเรียสจึงต้องยอมอยู่ในคุกต่อไป 

“ฉันบอกกับแบล็กว่าเธอเป็นคนที่จับตัวเพ็ตติกรูว์ได้”  ดัมเบิลดอร์บอกในตอนท้าย  เฟริน่าละสายตาจากฟอกส์มายังใบหน้าเหี่ยวย่น  บนโต๊ะทำงานของดัมเบิลดอร์มีหนังสือเล่มหนาและม้วนกระดาษเกี่ยวกับกฤษฎีกาและคดีที่เคยถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในอดีต

“แล้วซิเรียสพูดว่าอะไรบ้างคะ”   เฟริน่าถามด้วยดวงตาเป็นประกาย

ดัมเบิลดอร์หัวเราะเบาๆพลางละสายตาจากหนังสือเล่มโต  “เขาก็บอกว่าอยากพบเธอน่ะสิ  แบล็กอยากจะรู้มากว่าเธอทำได้อย่างไร”

“ศาสตราจารย์คะ  งั้นครั้งหน้าหนูไปด้วยได้หรือเปล่าคะ  ได้โปรดเถอะค่ะ”  เฟริน่าอ้อนวอนอีกครั้ง  และก็เป็นอีกหนที่ดัมเบิลดอร์ปฏิเสธเธอ 

“เธอยังไม่เคยเจอผู้คุมวิญญาณเลยสักครั้ง  ฉันเกรงว่ามันจะทำให้เธอ  -- 

“หนูไม่เป็นอะไรแน่ๆค่ะ  ศาสตราจารย์”  เด็กหญิงโพล่งออกมา 

ดัมเบิลดอร์ถอนหายใจพลางผลักหนังสือออกไปด้านข้าง  

“เธอรู้หรือเปล่าว่าผู้คุมวิญญาณมีผลอย่างไร”  พ่อมดชราถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม 

“ดูดกลืนความสุข และทำให้เรานึกถึงแต่สิ่งร้ายกาจค่ะ”  เฟริน่าตอบ  และรีบเสริมว่า  “แต่ศาสตราจารย์เสกผู้พิทักษ์ได้ไม่ใช่หรือคะ  ถ้าเป็นแบบนั้นพวกผู้คุมวิญญาณก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”

“แต่ยังไงฉันก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เธอไปอยู่ดี  เฟริน่า  ที่นั่น...”  ดัมเบิลดอร์หยุดพูดไปสีห้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม  ดวงตาสีฟ้าอ่อนฉายประกายแห่งความเจ็บปวดและเศร้าหมอง  “...มันไม่ใช่สถานที่ที่ใครๆอยากย่างกรายไปหรอก  มีนักโทษเสียสติ...  หลุมศพ...” 

เฟริน่ารอฟัง  แต่ชายชรากลับนิ่งเงียบราวกับคิดคำนึงอะไรบางอย่างเพียงคนเดียว

“ศาสตราจารย์คะ”  เฟริน่าเรียกเบาๆเพื่อดึงพ่อมดชราออกจากความคิด  เขากะพริบตาสองสามทีและส่งยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน

“เชื่อฉันเถอะนะ  ต่อให้มีผู้พิทักษ์ไปกับเราด้วย  แต่มันไม่อาจลบภาพสถานที่นั้นออกไปได้หรอก”

แม้เฟริน่าจะยังคงอยากไปที่นั่นอยู่  แต่เมื่อเธอเห็นถึงความห่วงใยและหวังดีของชายชรา  เธอก็เลือกที่จะเชื่อฟังเขา  เด็กหญิงพยักหน้า

“ค่ะ  ศาสตราจารย์  หนูไม่ไปที่นั่นก็ได้ค่ะ”


 

นับจากวันนั้นก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์   เฟริน่ามักจะหาเวลาไปขลุกอยู่กับดัมเบิลดอร์ตลอดเพื่อช่วยเขาค้นกฎหมายที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์  ในขณะที่เซเวอร์รัสมักโผล่มาให้เธอเห็นหน้าทุกวัน  เด็กหญิงเพียงแค่ทักทายและก้มหน้าอยู่กับหนังสือหลายเล่มที่กองอยู่รอบๆตัวต่อไป  อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินไม่ได้สนใจเธอ  ชายจมูกงุ้มเพียงเข้ามารายงานเรื่องภายในปราสาทและเรื่องทั่วๆไป   เขาไม่ได้เหน็บแนมเหมือนทุกที  แต่ปฏิบัติตัวเย็นชากับเธอมากขึ้นและไม่ยอมพูดกับเธอเลย  เด็กหญิงเคยถามเขาตอนที่เธอกำลังจะกลับ  แต่เซเวอร์รัสไม่ตอบ  เขาทำราวกับเธอเป็นธาตุอากาศเสียอย่างนั้น  ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับเธอเป็นอย่างมาก  

แม้จะเป็นแบบนั้น  แต่เฟริน่าไม่ได้มีเวลาหาคำตอบมากนัก  เพราะเธอกำลังยุ่งอยู่กับหนังสือกองโตและหวังว่าจะเจออะไรที่เป็นประโยชน์ในคดีของซิเรียสบ้าง    เด็กหญิงพบว่าการรื้อฟื้นคดีหลายสิบปีขึ้นมาพิจารณาใหม่เป็นเรื่องที่ยากมาก  จากที่เธอเคยค้นการฎีกาต่อศาลสูงวินเซ็นกาม็อตเพื่อขอให้รื้อคดีขึ้นมาใหม่นั้นพบว่า  ทางศาลสูงรวมทั้งรัฐมนตรีในสมัยนั้นๆต่างปฏิเสธฎีกาดังกล่าว  ส่วนหนึ่ง  เพราะคดีเหล่านั้นผ่านไปห้าปี  จึงทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดอยากรื้อขึ้นมาทำใหม่  เพราะส่วนใหญ่ต่างมองว่าการพิจารณาคดีครั้งแรกนั้นมีน้ำหนักพอแล้วว่าคำตัดสินจะต้องเป็นเช่นนั้น 

ดังนั้นจึงแทบไม่มีนักโทษคนใด  โดยเฉพาะนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ถึงขั้นถูกส่งไปอัซคาบันได้รับการพิจารณาคดีใหม่  รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆก็สูญหายไปตามกาลเวลาเมื่อผ่านไปหลายปี  เรื่องนี้สร้างความหนักใจให้กับเฟริน่ามาก  เพราะคดีของซิเรียสผ่านมาสิบสองปี  นับว่ามากกว่าคดีไหนๆในประวัติศาสตร์โลกเวทมนต์  แทบจะไม่เห็นหนทางที่จะรื้อคดีขึ้นมาใหม่เลย 

และในวันนี้เองหลังจากที่เธอไปตรอกไดแอกอนแต่เช้าเพื่อไปหาซื้อของขวัญวันเกิดของแฮร์รี่ที่จะมาถึงในอีกสองสัปดาห์หน้า  เธอก็มาพบดัมเบิลดอร์สายกว่าทุกวัน  เพราะกว่าเฟริน่าจะหาของที่ถูกใจได้  เธอต้องเดินออกร้านนั้นเข้าร้านนี้  จนในที่สุดร้านขายของใช้แล้วที่เธอไม่คิดว่าจะมีของดี  เด็กหญิงกลับเจอสมุดสองทางโดยบังเอิญ  นับว่าเธอยังมีโชคอยู่บ้าง 

ลูกอมก้อนรสแมลงสาบ!  เฟริน่าพึมพำบอกรหัสผ่าน  และเมื่อรูปปั้นสัตว์ประหลาดกระโดดออกไปด้านข้าง  เธอก็รีบก้าวขึ้นไปยังบันไดก่อนที่มันจะพาเธอมาหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้  และขณะที่เธอกำลังจะเคาะประตูเพื่อขออนุญาตเหมือนเช่นทุกที  เสียงดัมเบิลดอร์กับเซเวอร์รัสคุยกันก็ดังลอดออกมา  เฟริน่าหยุดมือลงและแนบหูกับประตู  เธอรู้ว่ามันผิดที่แอบฟัง  แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ  เพราะเฟริน่าได้ยินเซเวอร์รัสเอ่ยชื่อเธอออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแกมรำคาญ

   --  โพสันควรจะอยู่เฉยๆ   เพราะผู้ชายคนนั้นไม่สมควรที่จะได้รับความเมตตา  -- 

“เซเวอร์รัส”  พ่อมดชราเอ่ยเตือน  “ไม่มีใครสมควรได้รับหรือไม่ได้รับความเมตตา  และแบล็กเองก็ยัง  -- 

“แบล็กยังไม่เสียสติไปอีกหรือครับ  ใครอยู่ที่อัซคาบันต้องเป็นบ้าไม่ก็ตายทุกราย  ผมภาวนาให้แบล็ก  -- 

“ถ้าเธอลองเลิกอคติกับแบล็กสักนิด  ฉันคิดว่าเธอกับเขาอาจเป็นเพื่อนกันได้  ดัมเบิลดอร์ขัดขึ้น

เป็นเพื่อนกันได้  สเนปทวนคำด้วยเสียงหยันๆ  “ไม่มีทางที่ผมกับแบล็กจะเป็นเพื่อนกันได้หรอก  ไม่มีทาง  ท่านก็รู้ว่าเขาทำอะไรกับผมไว้บ้าง  มัน  --  มันมากมายเกินกว่าที่ผมจะให้อภัยคนอย่างเขา” 

แล้วเสียงในห้องก็เงียบลง   ระหว่างที่เฟริน่ากำลังชั่งใจว่าเธอควรเคาะประตูดีหรือไม่  เสียงของเซเวอร์รัสก็พูดขึ้นอีกครั้งอย่างขมขื่น 

“ผมอยากให้ท่านรู้เอาไว้อย่าง  ผมไม่เห็นด้วยเลยกับการที่โพสันพยายามช่วยแบล็กออกมา   และผมจะไม่ยอมให้โพสันกับแบล็กเจอกันเด็ดขาด  ดีแล้วล่ะครับที่ท่านเชื่อคำแนะนำของผมที่ไม่ให้เธอไปที่อัซคาบัน   เพราะเธอ  -- 

“อย่างนี้นี่เอง!  เฟริน่าผลักประตูเข้าไป  ทั้งดัมเบิลดอร์และเซเวอร์รัสต่างหันมาที่เธอพร้อมกัน  ชั่ววินาทีหนึ่งเด็กหญิงเห็นสีหน้าของอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินดูตกใจ  แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างอย่างรวดเร็ว

เฟริน่าจ้องใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วยของสเนป  เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีอคติกับซิเรียสมากขนาดนี้  และเขานี่เองที่คอยบอกกับดัมเบิลดอร์ตลอดไม่ให้เธอไปเยี่ยมซิเรียส  เฟริน่าต้องยอมรับว่า  ตั้งแต่เธอหลุดเข้ามาอยู่ในวรรณกรรม  ไม่ว่าเซเวอร์รัสจะทำอะไร  เธอไม่เคยโกรธเขาจริงๆสักครั้ง  แต่ครั้งนี้สิ่งที่เขาทำลงไปทำให้เธอโกรธมาก

“ทำไมคุณเห็นแก่ตัวแบบนี้คะ  เซเวอร์รัส”  เฟริน่าถามเสียงสั่น  

สเนปจ้องมองเธอด้วยสีหน้าเฉยชาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงประชดประชันว่า  “ฉันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว  ถ้าเธอจะกรุณาจำได้บ้าง  คุณโพสัน”

เด็กหญิงผงะด้วยความตกใจที่เขาไม่คิดที่จะแก้ตัว

“นี่มันแย่มากเลยนะคะ  คุณไม่สงสารซิเรียส  แบล็กบ้างหรือไง  คุณก็รู้ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์  เขาต้องทนทุกข์อยู่ที่อัซคาบันถึงสิบสองปี...  คุณ...”  เฟริน่ากัดริมฝีปากไว้ 

สเนปยิ้มเหยียดๆ  “แล้วเธอคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้เที่ยวยุ่งวุ่นวายเรื่องคนอื่นไปทั่ว  เธอคิดจริงๆหรือว่าเธอจะทนรับสภาพแวดล้อมที่อัซคาบันได้  ผู้คุมวิญญาณเป็นพันกับเด็กอย่างเธอ  มีแต่จะเป็นภาระของท่านอาจารย์ใหญ่เสียมากกว่า  คุณโพสัน”

“แล้วซิเรียสล่ะคะ  คุณไม่คิดหรือว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร  ที่หนูขอตามศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ไปที่นั่นด้วย  เพราะหนูมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขาเรื่องแฮร์รี่  หนูอยากคุยให้เขาสบายใจ  -- 

“เรื่องนั้นท่านอาจารย์ใหญ่ก็ทำได้  ไม่จำเป็นต้องให้เด็กอย่างเธอเดินทางไปที่นั่นด้วยตัวเองหรอก”  เซเวอร์รัสพูดเสียงห้วนๆ

“แต่มันจะเหมือนกันได้ยังไง  ในเมื่อหนูสนิทกับแฮร์รี่มาตั้งแต่แปดขวบ  เซเวอร์รัส  หนูไม่เคยนึกเลยว่าคุณจะมีอคติมากขนาดนี้  คุณรู้มั้ยคะว่าคุณน่ะ...  คุณน่ะใจร้ายมาก! 

คำพูดของเธอทำให้ดวงตาสีดำของเซเวอร์รัสวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด  เขาขบฟันแน่นใบหน้าเป็นสีแดงจ้ำๆ

“ใช่!  ฉันน่ะใจร้าย  ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว  และถ้าคิดว่า  การที่เธอต่อว่าฉันแค่นี้แล้วฉันจะรู้สึกอะไร   ฉันขอเตือนเธอเลยว่า  เธอน่ะคิดผิด   คุณโพสัน  เพราะถึงอย่างไร  ฉันก็จะขัดขวางไม่ให้เธอไปที่อัซคาบัน! 

“ทำไมล่ะคะ!  หนูจะไป  คุณไม่มีสิทธิห้ามหนู”  เธอตะโกนใส่เขา

“ไม่มีทาง  ฉันจะขัดขวางเธอให้ถึงที่สุด  โพสัน”  เซเวอร์รัสพูดเสียงเย็น 

“คุณร้ายกาจมาก...  หนูไม่นึกเลยว่าคุณจะ...”  เฟริน่ารู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเซเวอร์รัสต้องทำตัวแย่ๆแบบนี้ด้วย  ทั้งๆที่เขาก็รู้...  อัซคาบันเป็นสถานที่ชั่วร้าย  และซิเรียสที่น่าสงสาร  ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมหรือพูดให้กำลังใจเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา  แต่เซเวอร์รัสกลับเลือกที่จะใจร้าย  ขัดขวางเธอไม่ให้ช่วยซิเรียส   

เขามีอคติกับซิเรียสมากเกินไป...  ทำไมตัวละครที่เธอรักต้องเป็นศัตรูกันด้วยนะ...

แล้ววินาทีต่อมาน้ำตาก็เริ่มไหลอาบแก้ม  เด็กหญิงสูดจมูก 

“เฟริน่า...”  ดัมเบิลดอร์เอ่ยตัดความเงียบ  เมื่อเห็นว่าทั้งเธอกับอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินเลิกโต้เถียงกันแล้ว

“ผมขอตัวก่อนนะครับ”  สเนปพูดห้วนๆพลางเดินผ่านเด็กหญิงไปโดยไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง 

เฟริน่ายืนน้ำตาไหลเงียบๆ  เธอกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นพลางก้มหน้าซ่อนน้ำตาตัวเองไว้  เธอพยายามบอกตัวเองให้หยุดร้องไห้  แต่น้ำตากลับยิ่งไหล  เด็กหญิงรู้สึกเจ็บปวดที่ศาสตราจารย์ที่เธอรักทำตัวไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย   

“เฟริน่า...”  เสียงแหบชราของอาจารย์ใหญ่ดังขึ้นใกล้ๆ  และเมื่อเฟริน่าเงยขึ้นไป  เธอก็พบว่าดัมเบิลดอร์ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ  ชายชรากำลังจ้องมองลงมายังเธอด้วยสีหน้าอ่อนโยน   เธอรีบใช้แขนปาดน้ำตาออกจากใบหน้า

“หนูขอโทษศาสตราจารย์ด้วยนะคะที่ทะเลาะกับเซเวอร์รัส”  เฟริน่าพึมพำ 

“ที่เซเวอร์รัสพูดน่ะ  เขาแค่เป็นห่วงเธอ”  อาจารย์ใหญ่อธิบาย 

เด็กหญิงสั่นหัว  “เขาไม่ได้เป็นห่วงหนูหรอกค่ะ  ที่เขาทำไปทั้งหมด  เพราะเขาไม่อยากให้ซิเรียสออกจากคุกอัซคาบันมามากกว่า  เขามีอคติกับซิเรียส”  เฟริน่าพูดอย่างขมขื่น  เธอเคยคิดว่าอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินมีจิตใจดีเพียงแต่ชอบแสดงออกในสิ่งที่ตรงกันข้าม  แต่เปล่าเลย... 

“เธอกำลังเข้าใจเขาผิด  เขากลัวว่าเธอจะนึกถึง  --    

“หนูอยากพบซิเรียสค่ะ  ได้โปรดให้หนูไปกับศาสตราจารย์ได้มั้ยคะ”  เธอถามพลางสูดจมูก

“เฟริน่า  ฉันไม่  -- 

“ได้โปรดเถอะค่ะ”  เธออ้อนวอนทั้งน้ำตา

               พ่อมดชราถอนหายใจ   “ก็ได้”


 

นับจากเหตุการณ์ปะทะคารมเมื่อสองวันก่อนเฟริน่าก็ไม่เห็นเซเวอร์รัสอีกเลย  และเธอเองก็ไม่คิดที่จะเดินหาเขารอบๆปราสาท  เธอต้องยอมรับว่าครั้งนี้เซเวอร์รัสทำเกินไปจริงๆ   และถ้าเขาเลือกที่จะไม่คุยกับเธอ  เด็กหญิงก็จะไม่คุยกับเขาเหมือนกัน 

การเดินทางไปเกาะทางทะเลเหนืออันเป็นที่ตั้งของป้อมปราการอัซคาบัน  เฟริน่าต้องตื่นแต่เช้ามืด  เธอรีบใช้ผงฟลูไปที่ฮอกวอตส์ด้วยความตื่นเต้น  และเมื่อเด็กหญิงเข้าไปในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่   เธอก็เห็นดัมเบิลดอร์ในชุดเสื้อคลุมสีม่วงเข้มตัวยาว  ใบหน้าเหี่ยวย่นดูเคร่งขรึมกว่าทุกที

“เราจะเดินทางไปอย่างไรคะ”   เฟริน่าถามพลางชำเลืองมองไปยังเตาผิงเพื่อมองหาผงฟลู 

“เราจะเดินทางไปด้วยเรือ  มาสิ  เธอกับฉันต้องไปที่ฮอกส์มี้ดเพื่อหายตัวไปที่ท่าเรือ”  คำตอบของพ่อมดชราทำให้เด็กหญิงเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นพลางรีบเดินตามพ่อมดชราออกจากปราสาทไปจนถึงทางออกที่นำไปสู่ฮอกส์มี้ด  ที่นั่นเธอเห็นบ้านหลายหลังเรียงตัวกันอยู่  แต่เวลานี้ยังเช้าอยู่มากร้านรวงต่างๆจึงยังปิดประตูและหน้าต่าง 

และเมื่อเฟริน่าจับแขนของดัมเบิลดอร์ไว้  วินาทีต่อมาเธอก็หายตัวมาพร้อมกับเขาที่ท่าเรือร้างแห่งหนึ่ง   เด็กหญิงมองไปรอบๆเพื่อมองหาเรือลำใหญ่ที่อาจจอดหลบไว้ไม่ให้พวกมักเกิ้ลเห็น  แต่ที่เธอเห็นมีแต่ท่าเรือร้างใกล้ๆและขอบตลิ่งที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเป็นขอบหินคมๆลดหลั่นทอดตัวลงไปยังทะเลสีดำ 

“ตามฉันมาทางนี้”  เสียงแหบชราของดัมเบิลดอร์ดึงความสนใจจากเธอไปจากซากปรักหักพังของเรือที่หงายท้องขึ้นมาเกยตื้น 

เฟริน่าตะเกียกตะกายไปตามก้อนกรวดหินลื่นๆ  พ่อมดชราดูจะไม่มีปัญหากับเส้นทางขรุขระนี่เลยสักนิด  แน่ล่ะ  ก็เขาเคยมาก่อนเธอหลายครั้ง  เฟริน่าพยายามเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้ตัวเองลื่นไถลตกลงไปในทะเล  มีเศษเปลือกหอยและซากสาหร่ายสกปรกลอยขึ้นมาเกยตื้นและแห้งกรอบเพราะถูกแดดเผาเป็นเวลานาน  เด็กหญิงกวาดตามองไปยังเบื้องหน้า  แต่ทุกอย่างกลับว่างเปล่ามีแต่ขอบตลิ่งกับขยะ  เธอยังมองไม่เห็นว่าจะมีท่าเรือตรงไหน   และเมื่อเฟริน่าเอี้ยวคอกลับไปยังด้านหลัง  เธอพบว่าพ่อมดชราพาเธอเดินทิ้งห่างออกมาไกลจากท่าเรือร้างนั่น   และเมื่อเธอหันกลับมา  ใบหน้าของเธอก็ชนเข้ากับแผ่นหลังของอาจารย์ใหญ่ 

เด็กหญิงลูบจมูกตัวเองที่เปลี่ยนเป็นสีแดง

“ถึงแล้วหรือคะ”  เธอถามพลางชะโงกหน้าออกไปและเธอก็พบตลิ่งที่มีก้อนหินแบนๆเป็นขั้นลงไปในทะเล  แต่กลับไม่มีเรือหรือท่าเรือสักนิด  เด็กหญิงกวาดตามองหาสิ่งอื่นที่อาจถูกอำพรางจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของพวกมักเกิ้ล  แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเบื้องหน้ามีแต่ทะเลไกลสุดลูกหูลูกตาที่ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น  มีแต่ทะเลและคลื่นลม  ท้องฟ้าเป็นสีเทาดูอึมครึม

“รอตรงนี้  ฉันจะไปเอาเรือมา”  ดัมเบิลดอร์บอกกับเธอและก้าวเดินไปยืนชิดขอบตลิ่งจนเฟริน่านึกกลัวว่าชายชราจะลื่นตกลงไปในทะเล  แต่เปล่าเลย  ดัมเบิลดอร์ยืนสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดทั้งที่ตรงนั้นเป็นทางลาดชัน  แล้วเฟริน่าก็เห็นพ่อมดชราหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากเอว  เขาใช้มือเหี่ยวย่นคลำไปยังเบื้องหน้าราวกับหาอะไรบางอย่าง  ยิ่งเขาคลำหาไม่เจอ  พ่อมดชราก็ยิ่งเดินออกไปชิดขอบชายตลิ่งมากยิ่งขึ้น  และขณะที่เฟริน่าเห็นดัมเบิลดอร์กำลังจะก้าวลงจากขอบตลิ่งลงไปในทะเล  จนเด็กหญิงคิดที่จะร้องเตือน  อยู่ๆดัมเบิลดอร์ก็หยุดอยู่กับที่ราวกับเขาเดินไปชนถูกอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น  มือเหี่ยวย่นแตะและคลำวัตถุล่องหน 

เฟริน่าเห็นดัมเบิลดอร์คว้าอะไรบางอย่างและออกแรงดึง  มืออีกข้างที่กำไม้กายสิทธิ์เคาะสิ่งที่เขากำลังดึง  แล้วเชือกมะนิลาที่ใช้มัดกับเรือค่อยๆปรากฏขึ้นในอากาศมันไล่จากมือเหี่ยวย่นของดัมเบิลดอร์ลงไปนทะเลและเมื่อไล่ไปเรื่อยๆก็มีเรือท้องแบนลำเล็กถูกผูกโยงอยู่  มันลอยขึ้นลงตามจังหวะของคลื่นทะเล  ดัมเบิลดอร์สาวเชือกเข้ามาที่ฝั่งเพื่อดึงเรือลำนั้นเข้ามา  และเมื่อเรือชนเข้ากับชายตลิ่ง  เฟริน่าก็เห็นไม้กรรเชียงอยู่ข้างใน 

ดัมเบิลดอร์หมุนตัวมายังเธอ

“มาเถอะ  ฉันจะช่วยให้เธอขึ้นเรือไปก่อน”  เขาบอกและยื่นมือเหี่ยวย่นมาจับมือเฟริน่าไว้และช่วยเธอก้าวขึ้นเรือไป  เด็กหญิงก้าวลงไปนั่งอย่างระมัดระวัง  แล้วดัมเบิลดอร์ก็ก้าวตามมาอย่างคล่องแคล่ว

 เฟริน่าหยิบพายขึ้นมา  แต่ดัมเบิลดอร์โบกมือห้ามพลางเคาะไม้กายสิทธิเข้าที่กาบเรือ  แล้วเรือท้องแบนก็แล่นฉิวไปบนผืนทะเลฝ่าคลื่นน้ำไปอย่างนุ่มนวล  ลมและกลิ่นไอเค็มของทะเลลอยมาปะทะใบหน้าของเด็กหญิง  ผมสีน้ำตาลสว่างปลิวไสวไปตามแรงลม  เธอพยายามรวบผมตัวเองไว้อย่างลวกๆและมองไปข้างหน้าที่มีเพียงทะเลสีดำและฝูงคลื่น  ตลอดการเดินทางพ่อมดชราไม่พูดอะไรเลย  ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยดูเคร่งเครียด  ไม่มีรอยยิ้มหรือท่าทางที่เป็นมิตรเหมือนทุกครั้ง  จนเฟริน่าอดกังวลใจไม่ได้ว่าเขาอาจจะกำลังโกรธที่เธอรบเร้าขอตามมาด้วย 

หลังจากที่เดินทางอย่างเงียบเชียบนานหลายนาที  ในที่สุดดัมเบิลดอร์ก็เอ่ยตัดความเงียบขึ้นมาว่า

“ฉันคงต้องย้ำกับเธออีกครั้งว่าอย่าอยู่ห่างจากผู้พิทักษ์ของฉัน  เข้าใจใช่ไหม  เฟริน่า” 

“ค่ะ  ศาสตราจารย์”  เธอพยักหน้าขึงขัง 

“และไม่ว่าเธอจะเห็นอะไรที่นั่น  อย่าสนใจ  พวกนักโทษเหล่านั้นไม่บ้าก็เสียสติ  บางส่วนก็อยู่อย่างไร้วิญญาณไม่รู้ว่าตัวเองคือใครอยู่ที่ไหน  พวกนั้นคือนักโทษที่ถูกจุมพิตของผู้คุมวิญญาณ   รวมทั้งป้อมปราการ...  อย่าได้เผลอไปแตะอะไรเข้า  ทำตามทุกอย่างที่ฉันบอก”  ดัมเบิลดอร์พูดอย่างเคร่งขรึม

“ค่ะ  หนูจะทำตามทุกอย่างที่ศาสตราจารย์บอก”  เฟริน่าพูดพลางนึกสงสัยว่าสถานที่นั้นเป็นอย่างไร  ทำไมพ่อมดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคถึงได้กำชับเธอนักหนา 

เพียงไม่กี่นาทีต่อมาท้องฟ้าเบื้องบนก็เปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วเมื่อมีเมฆหนาสีเทาคล้ายสายไหมรวมตัวกันเป็นกระจุกจนแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาไม่ถึง  ท้องทะเลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำมากขึ้น  บรรยากาศโดยรอบเย็นลงอย่างรวดเร็ว  เฟริน่าเลื่อนมือมากอดตัวเองไว้พลางมองไปรอบๆ   มีกลิ่นเหม็นแปลกๆลอยมาตามลม  มือของเด็กหญิงเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ  เบื้องหน้ามีกลุ่มหมอกที่แผ่ไอเย็นให้ขนลุกออกมายังทะเลโดยรอบ 

“เรากำลังจะถึงแล้ว”  ดัมเบิลดอร์บอก  ใบหน้าของพ่อมดชราดูขึ้งเครียด  เขาโบกไม้กายสิทธิ์และร่างสีขาวเงินของผู้พิทักษ์ก็พุ่งออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์  มันโผบินขึ้นไปในอากาศ  สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการร่ายมนตร์  เฟริน่าเห็นร่างของนกฟีนิกส์สีขาวเงินโผบินรอบๆเรือท้องแบน  มันช่วยขับไล่ความหนาวเยือกออกไป  เฟริน่ารู้สึกถึงพลังงานรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้เธอหายหดหู่และหยุดความรู้สึกว่าเธอจะไม่มีวันมีความสุขอีกแล้วออกไป  

ระหว่างที่เธอกำลังจ้องมองร่างของผู้พิทักษ์โผบินใกล้ๆเพื่อขับไล่พลังงานของผู้คุมวิญญาณที่แผ่ออกมา  ร่างสีเงินของผู้พิทักษ์อีกร่างพุ่งตรงมาทางนี้  เฟริน่าเพิ่งเห็นว่ามัมีรูปร่างอะไรก็ตอนที่มันวิ่งบนน้ำข้าใกล้

กวางตัวเมีย...

ไม่ต้องสงสัยอีกแล้วว่าผู้พิทักษ์นี้ใครส่งมา  เด็กหญิงจ้องมองดูมันด้วยความฉงน  ดัมเบิลดอร์ยิ้มที่มุมปากน้อยๆและไม่พูดอะไร

เฟริน่าละสายตาจากกวางตัวเมียไปยังเบื้องหน้า  เธอพบว่าเรือกำลังเคลื่อนตัวเข้าไปหากลุ่มหมอกหนาทึบนั่น   และเมื่อเรือแล่นเข้ามาอยู่กลางวงล้อมของหมอก  เฟริน่าก็ต้องตัวสั่นอีกครั้ง   อากาศเย็นผิดปกติ  แล้วเธอก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากที่ไกลๆ   เสียงของหญิงสาวที่กำลังร้องไห้อย่างเจ็บปวดทรมานลอยมาตามลมพร้อมกับเสียงผู้ชายด่าทอที่ฟังไม่ได้ศัพท์  เฟริน่าพยายามมองหาเจ้าของเสียงนั้น  แต่เธอก็ไม่เห็นอะไรนอกจากหมอก   และก่อนที่เธอจะถามดัมเบิลดอร์ว่าได้ยินเสียงใครร้องไห้และด่าทอหรือไม่  กวางตัวเมียก็วิ่งมาอยู่ข้างๆเธอ   ความเย็นที่ชวนให้รู้สึกทนทุกข์ถูกขับไล่ไปพร้อมๆกับเสียงร้องไห้เจ็บปวดทรมานกับเสียงด่าทอก็ดูจะหายไปด้วย

เฟริน่าเห็นดวงตาสีฟ้าอ่อนของพ่อมดชราส่องเป็นประกายกล้าภายใต้ไอหมอกที่ลอยตัวอยู่  ถึงแม้ว่าใบหน้าของเขาจะดูซีดเซียวลงก็ตาม  คิ้วสีเงินขมวดพันกันดูหงุดหงิดและรำคาญใจ 

แล้วเรือก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนเด็กหญิงเกือบหน้าทิ่ม   ดัมเบิลดอร์ขยับตัวลุกก้าวขึ้นไปก่อน  เฟริน่าเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีขั้นบันไดหินหยาบทอดตัวอยู่ในกลุ่มหมอกที่ตอนนี้ไม่หนาทึบเท่ากับตอนแรก   เธอลุกขึ้นจากเรือและก้าวขึ้นไปยืนบนขั้นบันไดข้างพ่อมดชรา  กวางสาวเดินตีคู่มากับเธอ  ในขณะที่นกฟีนิกซ์บินโฉบไปข้างหน้าก่อนจะบินวนกลับมาอีกครั้ง

เมื่อเฟริน่าเดินขึ้นบันไดไปไม่นาน  เธอก็พบว่าที่นี่คือเกาะที่ต้นไม้แต่ละต้นเป็นสีดำเกรียม  กิ่งแต่ละก้านม้วนหงิกงอ  ต้นไม้เหล่านั้นแทบไม่มีใบ  มันมีรูปร่างผิดปกติแคระแกนและไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที  แต่ถึงอย่างนั้นต้นไม้เหล่านั้นก็ยังไม่ตาย    พื้นบนเกาะแข็งและแห้งแล้ง  บรรยากาศโดยรอบมืดสลัวและมีหมอกจางๆ   และที่จุดสูงสุดของเกาะ  มีป้อมปราการตั้งทะมึนดูน่ากลัวและขนลุก  มันเป็นซากของสิ่งชั่วร้ายที่ถูกสร้างโดยพ่อมดฝักใฝ่ด้านมืดที่ชื่อ  อีคริซดิส  ตั้งแต่ศตวรรษที่สิบห้า  ถึงมันจะถูกสร้างมานานแต่กลับดูแข็งแกร่ง  สีดำทะมึนของมันมองดูแล้วหดหู่อย่างรุนแรงจนทำให้เด็กหญิงต้องเบือนหน้าหนี 

“อยู่ใกล้ๆผู้พิทักษ์ไว้”  ดัมเบิลดอร์สั่งและก้าวเดินนำไปข้างหน้า 

เฟริน่าเดินตามหลังอาจารย์ใหญ่ไปติดๆ  บรรยากาศอึมครึมทำอะไรเธอไม่ได้อีกต่อไปเมื่อผู้พิทักษ์กวางสาวเดินประชิดติดตัวเธอ  เด็กหญิงอดรู้สึกขอบคุณเซเวอร์รัสอยู่ในใจไม่ได้ 

ยิ่งเธอกับอาจารย์ใหญ่เดินใกล้ป้อมปราการเข้าไปเท่าไหร่  เฟริน่าก็เริ่มเห็นเงาดำๆที่ร่อนไปมาอยู่รอบนอกของป้อมนั้น   เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆเมื่อรับรู้ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร  ถึงจะมีผู้พิทักษ์อยู่ใกล้ๆ  แต่ทัศนียภาพโดยรอบที่เต็มไปด้วยแผ่นหินที่ปักอยู่บนพื้นก็เริ่มดูหนาตามากขึ้นเรื่อยๆ  เฟริน่าเพ่งสายตาไปที่แผ่นหินและเห็นชื่อที่ถูกสลักบนนั้น 

บาร์ตี้  เคร้าช์  จูเนียร์

เฟริน่ากลืนน้ำลายอีกครั้ง  ใต้แผ่นหินก้อนนั้นต้องเป็นร่างของคุณนายเคร้าช์ที่สลับตัวเองกับบาร์ตี้  เคร้าช์  จูเนียร์แน่ๆ   เด็กหญิงรีบก้าวเดินต่อไปและไม่สนใจที่จะอ่านชื่อบนป้ายหลุมศพอีก 

ฉับพลันร่างในชุดเสื้อคลุมยาวที่มีผ้าคลุมศีรษะก็ร่อนหลบหลีกแผ่นป้ายหลุมศพมาทางนี้  นกฟินิกส์รีบส่งเสียงร้องและโผบินตรงเข้าไปหาร่างนั้น  ผู้คุมวิญญาณตนนั้นล่าถอยออกไปอย่างแค้นเคือง  

“อย่ามองอะไรทั้งนั้น  มองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว”  ดัมเบิลดอร์เตือน 

แต่เฟริน่ายังไม่ทันได้ทำตาม  หางตาของเธอก็เห็นตรงมุมหนึ่งห่างไปหลายฟุต  ร่างที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมดำยาวขาดวิ่นหลายร่างพากันร่อนไปรวมตัวกันเป็นกระจุก  พวกมันต่างยื้อแย่งกันอย่างหิวกระหาย   เด็กหญิงไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกนั้นมีอาการกระตือรือร้นเช่นนี้  แต่เมื่อเธอมองให้ชัดๆ  เธอก็เห็นร่างของมนุษย์คนหนึ่งที่ผอมซูบหนังหุ้มกระดูก  ใบหน้าขาวซีดคล้ายหัวกะโหลก  ดวงตาโหลลึกแลดูเลื่อนลอยนอนอยู่กลางวงล้อมนั่น    เธอเห็นผู้คุมวิญญาณตนแล้วตนเล่าต่างพากันก้มโค้งเหนือร่างนั้น  มีเสียงดูดอากาศที่ทำให้ขนต้นคอของเธอลุกชัน 

พวกมันกำลังแย่งกันมอบจุมพิตของผู้คุมวิญญาณให้กับนักโทษคนนั้น

“ศาสตราจารย์คะ”  เฟริน่ากระซิบเรียกอย่างตื่นกลัว 

“อย่าหันไปมอง  เฟริน่า”  ดัมเบิลดอร์เตือนพลางเอื้อมมือที่เหี่ยวย่นมาแตะที่ไหล่ของเธอและดันให้เธอเดินขึ้นหน้าเขาไป   เฟริน่ารีบทำตาม  เธอก้มหน้าก้มตาพยายามไม่มองไปรอบๆอีก  เสียงดูดอากาศยังดังไล่หลัง  ไม่มีแม้แต่เสียงกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากนักโทษคนนั้น  มีเพียงเสียงของบรรดาผู้คุมวิญญาณที่ยื้อแย่งกันก้มโค้งเหนือร่าง   เฟริน่าพยายามเพ่งสมาธิไปที่อื่นแทน

ดัมเบิลดอร์พูดถูก  ต่อให้มีผู้พิทักษ์อยู่ใกล้ตัว  แต่ผู้พิทักษ์เหล่านั้นก็ไม่อาจลบภาพและเสียงได้  เฟริน่าพยายามลืมว่าเธอเพิ่งเห็นอะไรมา  แต่ภาพที่ชวนหดหู่และทรมานกลับติดตาเธอตลอดเวลา  

ในขณะที่เด็กหญิงพยายามเพ่งสมาธินึกถึงสิ่งอื่นที่ทำให้ตัวเองมีความสุข  ดัมเบิลดอร์ก็หยุดเดินเมื่อทั้งสองมาอยู่ตรงหน้าทางเข้าของป้อมปราการสีดำ  กำแพงที่ทำจากก้อนหินดูแข็งแรงไม่ผุพังไปตามกาลเวลา  น่าแปลกที่กำแพงเรียบไร้รอยขีดข่วนกลับสามารถแสดงให้รู้สึกถึงความทุกข์ทรมานและเจ็บปวดได้  คล้ายกับว่ามันถูกบันทึกไว้ในกำแพงที่สามารถแผ่ออกมาให้รับรู้

“ข้างในนี้...”  ดัมเบิลเริ่มต้น  “มีผู้คุมวิญาณมากกว่าที่เธอเพิ่งเห็นเสียอีก  พยายามมองตรงไปและเกาะแขนฉันไว้อย่าให้ห่าง   พวกมันมีนับพันและอาจพุ่งเข้ามาโจมตีเธอได้หากไม่ระวังให้ดี”

“ค่ะ”  เฟริน่ารีบเกาะแขนของพ่อมดชราไว้  และเมื่อดัมเบิลดอร์พาเธอเดินเข้าไปที่หลังกำแพง  ความรู้สึกหดหู่และหนาวอย่างรุนแรงก็พุ่งขึ้นมาในจิตใจ   ภาพเลือนรางปรากฏขึ้นในความคิดของเธอ  เฟริน่าพยายามสะบัดไล่ภาพนั้นออกไป   เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร  แต่มันต้องเกิดจากบรรยากาศในอัซคาบันแน่ๆ  

ความมืดสลัวที่ปกคลุมภายในป้อมปราการอัซคาบันนั้น  ทำให้เฟริน่าแทบไม่เห็นอะไรเลย  ถ้าไม่มีแสงจากผู้พิทักษ์และไฟจากปลายไม้กายสิทธิ์ของดัมเบิลดอร์   เธอคงเดินชนกำแพงสีดำไปแล้ว   ร่างของผู้คุมวิญญาณนับพันรายล้อมอยู่ทั่วไป  พวกมันทำเสียงน่ากลัว  แต่เมื่อฟีนิกซ์กระพือปีกและกวางสาวกระทืบเท้า  พวกมันก็แตกฮือพลางรีบถอยห่างไปหลบไกลๆ 

ดัมเบิลดอร์พาเธอเดินเข้าไปยังลานโล่งๆที่มีประตูลูกกรงหลายร้อยบานฝังอยู่บนกำแพง  ลูกกรงบางบานเปิดออกและเฟริน่าทันเห็นร่างของมนุษย์นอนลืมตาโพลงจ้องไปบนเพดานหิน  ดวงตาสีซีดดูเลื่อนลอย  เด็กหญิงไม่ทันดูให้แน่ใจว่ามนุษย์คนนั้นยังมีชีวิตหรือเปล่า  พ่อมดชราก็เร่งให้เธอเดินต่อไป 

อุโมงค์หินเป็นซุ้มโค้งปรากฏที่เบื้องหน้า  มันเป็นทางทอดยาวแคบๆที่สองข้างทางมีประตูลูกกรง   มีร่างของนักโทษเกาะอยู่ที่ลูกกรง  บางห้องขังนักโทษก็เดินคลานสี่ขาไปมา  บางห้องนักโทษก็กำลังก้มลงจูบพื้นหินสกปรกซ้ำๆดูเสียสติ  สภาพของนักโทษแต่ละคนชวนให้หดหู่และประหวั่นพรั่นพรึง   พวกเขาหรือเธอต่างผอมแห้งหนังหุ้มกระดูก  จริงๆแล้วถ้าจะเรียกให้ถูกคือพวกเขาหรือเธอดูเหมือนโครงกระดูกที่เดินได้เสียมากกว่า  ใบหน้าของนักโทษแต่ละคนดูราวกับหัวกะโหลกดวงตาโหลลึกและเลื่อนลอย

และเมื่อเดินเลี้ยวที่หัวมุมทางโค้ง   ดัมเบิลดอร์ก็พาเธอไปหยุดอยู่หน้าประตูลูกกรงในสุดที่ถูกแยกขังอยู่เพียงลำพัง  ด้านในห้องขังนั้นมีร่างของชายหนุ่มผอมโซไม่ต่างจากนักโทษคนอื่นๆ  ผมสกปรกกระเซิงห้อยปรกลงมาถึงข้อศอก   ชายคนนั้นนั่งอยู่บนพื้นชันเข่าขึ้นพลางเท้าข้อศอกไว้บนเข่า  เขากำลังก้มหน้ามองพื้นจนกลุ่มผมสีดำสนิทหล่นลงมาปรกมองไม่เห็นใบหน้า

“ซิเรียส”  ดัมเบิลดอร์เอ่ยเบาๆแต่ก้องกังวานไปทั้งห้องขังของชายคนนั้น 

ชายหนุ่มที่มีนามว่าซิเรียส  แบล็กเงยหน้าขึ้นมา  ใบหน้าซูบตอบสีซีดดูคล้ายหัวกะโหลก  เขาไม่ต่างจากซากศพที่มีผิวสีซีดหุ้มกระดูก  โหนกแก้มปูดโปน   ริมฝีปากแห้งผาก  เฟริน่าเผลอร้องอุทานออกมาเบาๆด้วยความสงสาร  เด็กหญิงรีบปล่อยแขนดัมเบิลดอร์และสาวเท้าไปหยุดยืนอยู่หน้าลูกกรง  เธอย่อตัวลงไปที่พื้นเพื่อมองซิเรียส  แบล็กที่น่าสงสารให้ชัดๆ

“คุณคือซิเรียส  แบล็กใช่ไหมคะ”  เฟริน่าถามด้วยเสียงสั่นๆ 

ชายหนุ่มยกมือขึ้นบังแสงจากปลายไม้กายสิทธิ์   เขาหรี่ตาหลบแสงที่เจิดจ้านั่น  ซิเรียสอยู่ในคุกที่มืดมิดนานเกินไปจนดวงตาไมชินกับแสง   ดัมเบิลดอร์ดับไฟที่ปลายไม้กายสิทธิ์และอาศัยแสงจากผู้พิทักษ์แทน   ซิเรียสลดมือลง  ดวงตาสีเทาของเขาจ้องมองใบหน้าของเด็กหญิงอย่างพินิจพิจารณา

“เธอคือเฟริน่า  โพสันใช่รึเปล่า”  เขาถามด้วยเสียงแหบห้าว

“ใช่ค่ะ”  เด็กหญิงพยักหน้า  ยิ่งเธอเห็นสภาพร่างกายและความเป็นอยู่ที่น่าหดหู่ของซิเรียส  เฟริน่ายิ่งสงสารจับใจ  ซิเรียสยิ้มให้เธอ  มันเป็นยิ้มที่ดูอ่อนแรงแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง

“ฉันได้ยินจากดัมเบิลดอร์แล้ว  เธอเก่งมากนะที่จับตัวไอ้สารเลวนั่นได้”  เขาพูดและเริ่มชะเง้อคอมองหา  ดวงตาสีเทาวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น  “ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”

“เขาถูกขังไว้อยู่ค่ะ  อีกไม่กี่วันศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ก็จะให้หนูยื่นฎีกาขอรื้อฟื้นคดีของคุณขึ้นมา  และหนูจะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์ด้วยค่ะ”   เฟริน่ารีบพูด 

ดี!  ไอ้สารเลวนั่นมันต้องชดใช้สิ่งที่มันทำลงไป  จริงๆฉันอยากจะฆ่ามันด้วยมือของฉันเองมากกว่า   ซิเรียสคำรามพลางกำมือที่ผอมหุ้มกระดูกไว้แน่น

“อย่าค่ะ  ถ้าคุณทำแบบนั้น  ที่หนูกับศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ทำมาทั้งหมดมันจะเสียเปล่า”  เฟริน่ารีบบอก  ซิเรียสคลายหมัดในมือลง  ดวงตาสีเทาดูอ่อนแสงยามจ้องมองเด็กหญิง

“ถึงฉันจะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงคิดที่จะช่วยให้ฉันพ้นมลทิน   แต่ยังไงก็ขอบใจเธอมากนะ  ยัยหนู”  ซิเรียสพูดด้วยเสียงแหบห้าว  ก่อนที่ดวงตาสีเทาของเขาจะเป็นประกาย  เขาขยับตัวเข้ามาใกล้และจับลูกกรงไว้  “จริงสิ  ดัมเบิลดอร์บอกกับฉันว่าเธอเป็นเพื่อนกับแฮร์รี่ตั้งแต่อายุแปดขวบใช่ไหม  เขาเป็นอย่างไรบ้าง  สบายดีหรือเปล่า   แล้วตอนนี้เขาอาศัยอยู่กับใคร”

“แฮร์รี่สบายดีค่ะ  เขาอาศัยอยู่กับกับป้าเพ็ตทูเนีย”  เฟริน่าตอบ

“อะไรนะ!  ทำไมถึงให้เขาไปอยู่กับเพ็ตทูเนียล่ะ”  ซิเรียสถามอย่างไม่สบอารมรณ์  “ใครๆต่างก็รู้ว่าเพ็ตทูเนียเกลียดลิลี่มากแค่ไหน”

“ป้าเพ็ตทูเนียเป็นญาติเพียงคนเดียวที่แฮร์รี่เหลืออยู่ค่ะ”   เด็กหญิงตอบ  ซิเรียสมีท่าทีฮึดฮัด  เขาเขย่าลูกกรงอย่างขัดใจ

“ให้ตายเถอะ  ถ้าเพียงแต่ตอนนี้ฉันไม่ติดอยู่ที่นี่  บางทีฉันอาจจะรับเขาไปเลี้ยงดูเอง  ฉันเป็นพ่อทูนหัวที่แย่ชะมัด”  ซิเรียสพึมพำอย่างเจ็บปวด 

“ไม่ต้องห่วงนะคะ  หนูจะดูแลแฮร์รี่เองค่ะ”  เฟริน่าบอก

 ชายหนุ่มผมกระเซิงถอนหายใจ  “ขอบใจเธอมากนะ  ยัยหนู  ถ้าฉันออกไปจากที่นี่ได้เมื่อไหร่  ฉันต้องตอบแทนเธอแน่”

เฟริน่าสั่นหัวเบาๆ  “หนูไม่หวังอะไรหรอกค่ะ  แค่เห็นคุณเป็นอิสระแค่นี้ก็พอใจมากแล้ว” 

ซิเรียสเอื้อมมือผอมๆผ่านซี่ลูกกรงมาแตะที่มือของเฟริน่า  ชายหนุ่มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ  “ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมดัมเบิลดอร์ถึงเอ็นดูเธอนัก  ยัยหนู”  

ใบหน้าของเด็กหญิงเป็นสีชมพูอย่างขัดเขิน

“หนูไม่ได้เป็นเด็กดีขนาดนั้นหรอกค่ะ  จริงสิคะ  หนูเกือบลืมเสียสนิท”  เฟริน่ารีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเอาอาหารที่หยิบมาจากห้องครัวของฮอกวอตส์ออกมา  “นี่เป็นอาหารจากโรงครัวค่ะ”

เด็กหญิงทยอยส่งอาหารทั้งหมดผ่านซี่ลูกกรงเข้าไป  ซิเรียสรับมาด้วยมืออันสั่นเทา  เขาก้มลงจ้องมองอาหารก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตาเธออีกครั้งด้วยแววตาซาบซึ้ง

“ยัยหนู  ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดีนอกจากคำว่าขอบคุณ”  แล้วชายหนุ่มก็เริ่มสวาปามอาหารทั้งหมดอย่างหิวโหย  เฟริน่าจ้องมองดูเขาผ่านลูกกรงด้วยความสงสาร   เธอสาบานกับตัวเองในใจว่า  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  เธอต้องช่วยชายคนนี้ให้พ้นมลทินให้ได้


                                                        _________________________60%________________________

               

               หลังจากที่ได้เห็นซิเรียสกินอิ่ม  ดัมเบิลดอร์ก็พาเฟริน่ากลับออกจากอัซคาบัน  ผู้พิทักษ์ทั้งสองหายไปทันทีที่เรือแล่นพ้นออกมาจากกลุ่มหมอก 

ระหว่างที่เฟริน่าจ้องมองร่างของกวางตัวเมียสูญสลายไปในอากาศราวกับควัน  เธอก็เริ่มรู้สึกผิดต่อเซเวอร์รัสที่วันนั้นเธอต่อว่าเขา  ถึงแม้เขาจะเห็นแก่ตัวไม่ให้อภัยซิเรียส  แต่เขาก็เป็นห่วงเธอ 

“อันที่จริงแล้วสิ่งที่เซเวอร์รัสทำไปทั้งหมด  ส่วนหนึ่งมาจากความเกลียดชังที่เขามีต่อเจมส์และซิเรียส   แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาห่วงเธอ”   ดัมเบิลดอร์กล่าวเมื่อเห็นเฟริน่ายังคงจ้องมองจุดที่ผู้พิทักษ์จางหายไป 

เด็กหญิงก้มมองปลายเท้าตัวเองแทน  เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี  ถึงเธอจะรู้สึกผิด  แต่เธอไม่อาจทนอยู่เฉยโดยไม่ช่วยซิเรียสไม่ได้ 

“ฉันรู้ว่าเธอกำลังลำบากใจ  ฝ่ายหนึ่งก็เซเวอร์รัส  อีกฝ่ายหนึ่งก็คือซิเรียส  จะให้เธอเลือกคนใดคนหนึ่ง  เธอก็คงทำไม่ได้  แต่รู้อะไรไหม  ฉันคิดว่ามันยังพอมีหนทางที่จะทำให้เซเวอร์รัสยอมรับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่  เธอคิดออกหรือเปล่าว่าเธอจะทำอย่างไร”  คำถามของพ่อมดชราเรียกให้เด็กหญิงเงยขึ้นมา  เธอเห็นเขายกยิ้มที่มุมปาก

“หนูไม่แน่ใจว่าเซเวอรรัสจะยอมรับฟังคำขอโทษกับเหตุผลทั้งหมดหรือเปล่าค่ะ”  เธอพูดเสียงค่อยอย่างกังวล  “สำหรับเซเวอร์รัส  ถ้าเป็นเรื่องของแก๊งตัวกวน  เขาไม่มีวันฟังอะไรทั้งนั้น  ศาสตราจารย์ช่วยพูดกับเซเวอร์รัสแทนได้ไหมคะ”

ดัมเบิลดอร์ส่ายหน้าช้าๆ  “นอกจากเธอ  ฉันก็ไม่เห็นใครอื่นที่สามารถทำให้เขาฟังได้”

“เขาไม่ฟังหนูหรอกค่ะ  ขนาดเมื่อวันนั้นเขายังลั่นวาจาว่าจะขัดขวางไม่ให้หนูมาที่นี่เลย”  เฟริน่าถอนหายใจ  คำพูดและท่าทางของชายจมูกงุ้มยังฉายชัดเจนในความคิดของเธอ  แต่แล้วเสียงชายชราหัวเราะก็ทำให้เด็กหญิงต้องเลิกคิ้ว

“แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ขัดขวางเธอไม่หรือ  ไม่อย่างนั้นเธอจะมาที่นี่ได้อย่างไร” 

“ก็เพราะว่าเขาไม่รู้น่ะสิคะว่าหนูจะมา  เขาคงเพิ่งรู้ตอนหลังตอนที่ศาสตราจารย์ไม่อยู่ที่ห้องทำงานแน่ๆ”  เธอพูด  แต่ดัมเบิลดอร์ส่ายหน้า

“เขารู้ก่อนแล้ว  เพราะฉันเป็นคนบอกเขาเอง”  คำตอบของอาจารย์ใหญ่ทำให้เฟริน่าอ้าปากด้วยความประหลาดใจ

“งั้น  --  แล้วทำไมเขาถึงไม่มาขัดขวางก่อนที่เราจะออกไปกันล่ะคะ”

“รู้มั้ยว่าตอนที่ฉันบอกกับเขาว่า  ฉันอนุญาตให้เธอไปที่อัซคาบันด้วย  เซเวอร์รัสมีปฏิกิริยายังไง  แล้วเธออยากรู้หรือเปล่าว่าทำไมเขาถึงค้านหัวชนฝาไม่ยอมให้เธอไป”

“เขาก็คงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่หนูไม่ฟังเขา  และเพราะศาสตราจารย์อนุญาตให้หนูมาด้วย  เขาจึงทำอะไรไม่ได้  ส่วนเรื่องที่เขาค้านเพราะเขาเกลียดซิเรียสค่ะ  สำหรับเรื่องที่เป็นห่วงหนู  นั่นคงเป็นส่วนน้อย”  เธอตอบ

“เธอพูดถูกบางส่วน  แต่ก็ผิดบางส่วน  เฟริน่า”  พ่อมดชราตอบ  และเมื่อเห็นเด็กหญิงขมวดคิ้วสงสัย  เขาจึงพูดต่อไปว่า  “ส่วนที่ถูกคือ  หลังจากที่ฉันบอกกับเขาว่าฉันอนุญาตให้เธอมาอัซคาบันด้วย  เขาโกรธมากจริงๆ  แต่เขาโกรธฉัน  ไม่ได้โกรธเธอเลยสักนิด”

“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่เขาจะไม่โกรธหนู  เขาชอบบ่นเสมอว่าหนูเป็นพวกอวดดีและดื้อรั้น”  เฟริน่าพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด

“รู้ไหมทำไมเขาถึงโกรธฉันมากแทนที่จะโกรธเธอ”  ดัมเบิลดอร์ถามด้วยน้ำเสียงสบายๆราวกับการถูกอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินโกรธไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนสำหรับเขา 

“เฟริน่า  ถ้าเธอจำได้ดี  ตอนที่เธอเรียนการสกัดใจกับเขา  เซเวอร์รัสได้เข้าไปเห็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของเธอตั้งแต่เล็กจนโต  รวมทั้งเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เธอเดินทางมายังโลกนี้    เขาเคยพูดกับฉันว่าเขาสงสารเธอ   เซเวอร์รัสเกรงว่าผู้คุมวิญญาณจะมีผลกับเธอมากเป็นพิเศษและอาจทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นอีก  อันที่จริงฉันไม่ได้เล่ารายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอและเพื่อนของเธอ  แต่จากภาพในความทรงจำและปฏิกิริยาของเธอหลังจากนั้นก็ทำให้เขาเดาได้ว่า  มันคงเป็นอดีตที่เจ็บปวดมาก  เซเวอร์รัสไม่ต้องการให้เธอเห็นภาพเหล่านั้นอีก  เขาถึงได้พยายามคัดค้านไม่ให้ฉันพาเธอมาอัซคาบัน  เซเวอร์รัสห่วงเธอมากนะ  ถึงเขาจะแสดงออกแบบแข็งกระด้างไปหน่อยก็ตาม   ฉันว่าเหตุผลหลักๆที่เขาทำแบบนั้นมันเป็นเพราะเธอมากกว่า  สำหรับซิเรียสน่าจะเป็นเรื่องรอง  นี่แหละคือส่วนที่เธอพูดผิด

“เพราะเหตุนี้เขาจึงโกรธฉันมาก  --  ว่ากันตามตรง  ฉันเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะพาเธอมา  แต่ตัวฉันเองรู้แน่แก่ใจว่าเธอคงไม่ละความพยายามจึงยอมให้ตามมาด้วย   และฉันได้อธิบายให้เซเวอร์รัสฟัง  เขาจึงตัดสินใจส่งผู้พิทักษ์ของเขามาปกป้องเธอด้วย”

คำอธิบายของพ่อมดชราทำให้เฟริน่าพูดไม่ออกด้วยความรู้สึกผิดและตื้นตันใจในขณะเดียวกัน  เธอไม่เคยรู้เลยว่าเซเวอร์รัสจะใส่ใจความทรงจำของเธอทุกอย่างที่เขาเห็น  เด็กหญิงคิดว่าถึงเวลาเขาคงจะลืม  แต่เปล่าเลย... 

“ศาสตราจารย์คะ  อีกนานไหมคะกว่าเราจะถึงฮอกวอตส์!”  เด็กหญิงโพล่งเสียงดัง  ดัมเบิลดอร์ไม่ตอบ  เขาเพียงหัวเราะน้อยๆ  ดวงตาสีฟ้าอ่อนของชายชราเป็นประกายขบขันก่อนที่เขาจะหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาเคาะกาบเรือเพื่อเร่งความเร็ว


 

ภายในคุกใต้ดินที่มืดและอากาศเย็น  ชายคนหนึ่งที่มีผมมันเยิ้มกำลังเดินกลับไปกลับมาระหว่างตู้เก็บวัตถุดิบปรุงยากับหม้อต้ม  ใบหน้าอันซีดเซียวเต็มไปด้วยความกังวลใจ  เขาพยายามรวบรวมสมาธิมานานหลายชั่วโมงแล้ว  แต่ทำอย่างไรจิตใจของเขาก็ยังคงว้าวุ่น  และระหว่างที่เขากำลังชั่งใจว่าควรไปที่ห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ดีหรือไม่  เสียงวิ่งของใครสักคนก็ดังขึ้นที่นอกห้อง  และยังไม่ทันที่เขาจะนึกสงสัยว่าใครกันที่มาวิ่งเล่นคุกใต้ดิน  ประตูห้องก็เปิดผางออกอย่างแรง 

ทันทีที่สเนปเห็นว่าใครที่เป็นคนผลักประตูเข้ามาโดยไม่เคาะ  เขาก็เปลี่ยนสีหน้ามาเย็นชาทันทีและง่วนอยู่กับการคนยาในหม้อ

“เซเวอร์รัสคะ!”  เด็กหญิงผมยาวสีน้ำตาลสว่างที่ยุ่งเหยิงเพราะถูกลมทะเลพัดตีพุ่งมาเกาะที่ขอบโต๊ะพลางเงยหน้าจ้องมองเขา   ใบหน้าของเธอแดงก่ำและหายใจหอบที่ดูรู้ว่าเธอวิ่งมาที่นี่เร็วจี๋   ชายเจ้าของชื่อไม่ตอบและไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง 

และเมื่อเห็นเซเวอร์รัสไม่ตอบ  เด็กหญิงที่ปรับจังหวะการหายใจเป็นปกติได้แล้วก็เริ่มพูดเสียงดัง 

“หนูรู้นะคะว่าคุณยังโกรธหนูอยู่  แต่หนูอยากขอโทษจริงๆค่ะ  ขอโทษที่วันนั้นพูดจาไม่ดี  ขอโทษที่หาว่าคุณใจร้าย  ขอโทษที่ตะโกนใส่คุณ  หนูผิดเอง  หนูเข้าใจคุณผิด  หนูต่างหากที่ใจร้าย”  เธอพูดรัวเร็วพลางจ้องมองสีหน้าของเซเวอร์รัส  แต่เขาทำเป็นไม่ได้ยินราวกับเธอเป็นธาตุอากาศ  “คุณจะโกรธและไม่คุยกับหนูจริงๆหรือคะ  เซเวอร์รัส”

ชายจมูกงุ้มพลิกหนังสือดูก่อนจะหันไปโบกไม้กายสิทธิ์เหนือหม้อต้มยา  เขาไม่ตอบเธอและไม่มองเธอ  แต่แล้วเสียงสะอื้นเล็กๆของเด็กหญิงก็ดังขึ้นทำให้มือสีซีดของเขาที่กำลังโบกไม้กายสิทธิ์ชะงักเล็กน้อย  แต่เซเวอร์รัสก็ทำเป็นหูทวนลมและพยายามใจแข็งไม่มองไปที่เธอ

“ถ้าคุณกำลังโกรธหนู...  ที่พยายามจะช่วยซิเรียส..  หนู...   หนูจำเป็นต้องทำจริงๆค่ะ...  หนูไม่อาจปล่อยให้เขาต้องทรมานในคุกได้  ที่สำคัญหนู...   หนูจะขัดขวางเบลลาทริกซ์ไม่ให้ฆ่าซิเรียสไม่ว่าหนูจะต้องทำอะไรก็ตาม...  เพราะซิเรียสเป็นคนสำคัญของหนู...”

เซเวอร์รัสพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด  เขากระแทกขวดโหลดที่เต็มไปด้วยดวงตาของปลาปักเป้าอย่างแรงเพื่อบอกเด็กหญิงกลายๆวาเขาไม่อยากฟัง  แต่แล้วคำพูดต่อมาของเธอก็ทำให้เขายืนนิ่งด้วยความอึ้ง

“และหนูก็จะไม่ยอมให้คุณตายเช่นกัน...  ต่อให้หนูต้องเผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์ตรงๆ...  หนูก็จะไม่ปล่อยให้เขาฆ่าคุณค่ะ...   เพราะคุณเอง...  ฮึก...  คุณเองก็เป็นคนสำคัญสำหรับหนูไม่แพ้กัน...”

ภายในห้องทำงานที่มีเพียงเสียงยาในหม้อเดือดปุดๆ   ชายจมูกงุ้มยังคงยืนนิ่งครุ่นคิดคำพูดของเด็กหญิงตัวเล็กๆ  เขารู้ว่าเธอทำแน่ๆ  เธอไม่ได้กำลังพูดเพื่อให้เขาหายโกรธเธอ  และก่อนที่เขาจะหันไปแดกดันเพื่อห้ามไม่ให้เธอคิดจะทำอะไรโง่ๆอย่างที่พูด  ความอบอุ่นของอ้อมกอดเล็กๆก็ทำให้หัวใจที่แห้งแล้งและเย็นชาของสเนปอุ่นวาบขึ้น 

เมื่อเขามองลงไปก็พบว่าเด็กหญิงกำลังกอดเขาอยู่  ใบหน้าเล็กๆฝังอยู่ในเสื้อคลุมสีดำสนิท   แล้วเสียงอู้อี้ของเธอก็ดังมาให้เขาได้ยิน

“เลิกโกรธหนูเถอะนะคะ  และอย่าห้ามหนูไม่ให้ทำอะไรเพื่อคุณเด็ดขาด  ถ้าหนูทำเพื่อซิเรียสได้  หนูก็ทำเพื่อคุณได้เช่นกัน  หนูรักพวกคุณทั้งคู่เลย  อย่าให้หนูต้องเลือกเลยนะคะ  หนูเลือกให้ใครรอดและปล่อยให้อีกคนหนึ่งตายไม่ได้จริงๆค่ะ  ได้โปรด  เซเวอร์รัส  ฮึก...  ได้โปรดเข้าใจหนูด้วย...”  

เด็กหญิงยังคงกอดเขาไว้แน่นและมีเสียงสะอื้นไห้ตามมา  เซเวอร์รัสรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นบนเสื้อคลุมของเขา  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ผลักไสเธอออกไปเมื่อตอนนี้กำแพงน้ำแข็งในหัวใจหลอมละลายไปหมดแล้ว  เขาแพ้แล้ว...  เขาไม่อาจโกรธเธอหรือพยายามบังคับให้เธอต้องเลือกได้อีกต่อไป  แล้วมือสีซีดก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมเพื่อหยิบเอาขวดยาเล็กๆออกมาวางบนโต๊ะ

“นี่ยาขวดใหม่ของเธอ  อย่าลืมกินตามที่ฉันสั่งล่ะ”  เขาพูดห้วนๆ  เด็กหญิงเงยหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาขึ้นมา  สเนปเบือนหน้าไปทางหม้อต้มยาแทนและก่อนที่เขาจะพูด  เด็กหญิงก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“ที่คุณเห็นในความทรงจำของหนูตอนที่ถูกผลักตกลงมา  คนๆนั้นคืออันนาเพื่อนสนิทของหนูค่ะ...  แต่เพราะหนูไปช่วยเหลือผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นนักโทษหนีคดี  จึงทำให้พ่อแม่ของอันนาต้องตาย  เธอโกรธหนูมากและโทษว่าทุกอย่างเป็นเพราะหนู  คืนที่เกิดเรื่องนั้น  หนูเพิ่งกลับมาจากคัดตัวที่โรงละคร  ผู้ชายที่เป็นเจ้าของโรงละครพยายามที่จะทำมิดีมิร้ายหนู  เขาเป็นคนที่ส่งเงินให้หนูเรียน  หนูไม่รู้ว่าศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์บอกคุณหรือเปล่าว่าหนูโตมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า  และมาดามที่ดูแลเด็กกำพร้าเป็นเพื่อนกับชายเจ้าของโรงละครค่ะ  ทั้งคู่รู้เห็นกันและกักตัวหนูไว้ไม่ให้ครอบครัวไหนมารับหนูไปอุปการะ  พอหนูรู้เรื่อง  หนูจึงกลับไปที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า  นั่นแหละค่ะที่คุณเห็นในความทรงจำของหนู  ที่หนูกำลังทะเลาะกับหญิงคนนั้น  หลังจากนั้นหนูจึงไปหาอันนาที่โรงพยาบาลและได้รู้ความจริงว่าชายที่หนูช่วยชีวิตฆ่าพ่อแม่อันนาตายต่อหน้าเธอ  หนูตามอันนาไปที่บ้าน  จากนั้น...  อย่างที่คุณเห็น  เธอโกรธและผลักหนูตกลงมา...” 

                แล้วห้องทำงานในคุกใต้ดินก็กลับมาเงียบอีกครั้ง  เด็กหญิงยังคงกอดสเนปและจ้องมองเขาด้วยสีหน้าคาดหวังให้เขาให้อภัยและเลิกโกรธเธอ

                “เธอไม่มีอะไรทำหรือไง”  เขาถามห้วนๆเมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมขยับไปไหนสักที  แต่ก่อนที่เด็กหญิงจะตอบ  สเนปก็พูดขึ้นต่อไปว่า  “ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันนี้เธอกับท่านอาจารย์ใหญ่ต้องยื่นฎีกาไม่ใช่หรือ  ทำไมเธอไม่รีบกลับไปที่ห้องทำงานอาจารย์ใหญ่เสียล่ะ”

                แล้วรอยยิ้มกว้างก็ระบายอยู่บนใบหน้าเล็กๆของเด็กหญิง  เธอกอดเขาแน่นๆอีกครั้งและร้องเสียงดังว่า

                “ขอบคุณนะคะเซเวอร์รัสที่เข้าใจหนู!  คุณน่ารักที่สุดเลยค่ะ”  

                “อย่าลืมเอาขวดยาไปด้วยล่ะ  และรีบๆไปได้แล้ว  เธอน่ะเกะกะ  ฉันทำงานลำบาก”   เขาบ่นอย่างรำคาญ

                “ค่ะ!”  เธอรับคำอย่างร่าเริงและวิ่งไปเปิดประตู  แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง  เด็กหญิงก็ยื่นหน้ากลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง  ดวงตาสีฟ้าอมเขียวเป็นประกายยามจ้องมองใบหน้าของศาสตราจารย์วิชาปรุงยา  “เซเวอร์รัสคะ”

                สเนปขมวดคิ้ว “อะไรของเธออีกล่ะ”

                “ไว้หนูจะมาทำตัวเกะกะอีกนะคะ”  เธอพูดแค่นั้นและรีบปิดประตู

                “คุณโพสัน!  เธอนี่มัน  --  จริงๆเลยนะ”  อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินตวาด  แต่ถึงอย่างนั้นมุมปากของเขาก็ยกยิ้มพลางคิดว่าเขาให้อภัยเด็กคนนั้นง่ายเกินไปหรือเปล่า

 



                 ทางเดินยาวที่มืดสลัว  มันทอดยาวไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูเก่าๆ  ลูกบิดทองเหลืองที่ไม่ว่าจะจับกี่ครั้งก็เย็นชืด  เด็กหญิงพยายามหมุนมันเพื่อเปิดออก  แต่มันกลับถูกล็อกไว้ 

            เสียงประหลาดคล้ายลมพายุ...  ไม่สิ...   มันฟังดูเหมือนเสียงของใบไม้เสียดสีกันมากกว่า  เสียงนั้นดังมาจากหลังบานประตูและมันก็หยุดลงทันทีที่เธอหมุนลูกบิด  เฟริน่ารีบปล่อยมือและเดินก้าวถอยหลังช้าๆ  ดวงตาของเด็กหญิงจ้องมองบานระตูอย่างระมัดระวัง  ไม่มีเสียงอะไรเลย  ไม่มีการพยายามพังประตูหรือเสียงโครมครามเหมือนทุกครั้ง 

            เฟริน่ารู้สึกถึงความชื้นของเหงื่อตรงขมับ  เธอก้าวช้าๆไปหยุดอยู่หน้าประตูอีกครั้งและจับตาดูประตูไม่วางตา  และขณะที่เธอกำลังจะก้มลงไปที่รูกุญแจ  เสียงครึกๆ!ที่ลูกบิดก็ดังขึ้น  เด็กหญิงเลื่อนสายตาไปมองและเห็นว่าลูกบิดทองเหลืองกำลังหมุนเอง  เธอจ้องกลับไปที่บานประตูอีกครั้ง

            สิ่งที่อยู่หลังบานประตูกำลังหมุนลูกบิดจากอีกฝั่ง  มันพยายามหมุนลูกบิดสองสามครั้ง  แต่เมื่อประตูไม่ยอมเปิดออก  มันก็เลิกหมุนลูกบิด  ทุกอย่างกลับมาเงียบอีกครั้ง  เฟริน่าค่อยๆย่อตัวลงไปหารูกุญแจ  แต่เธอยังไม่ทันได้จ้องเข้าไปในรูกุญแจ

            โครม!

                มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่อีกฝั่งของบานประตูและวินาทีต่อมาประตูทั้งบานก็สั่นกราวอย่างบ้าคลั่ง   เด็กหญิงกรีดร้องด้วยความตกใจ 

               

                เฟริน่าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก  เสียงร้องของเธอทำให้ไฟนอกห้องเปิดขึ้น  มีเสียงร้องของแมวและตามมาด้วยเสียงรองเท้าแตะขนสัตว์ดังขึ้น 

                “เฟริน่า!  เฟริน่า!  เกิดอะไรขึ้น”  มิสซิสฟิกเคาะประตูและร้องเรียกเธอ   เด็กหญิงที่ยังหายใจหอบและมีเหงื่อท่วมตัวจ้องไปที่ประตูห้องนอน   เธอผลักผ้าห่มออกไปและรีบเดินไปเปิดประตูห้อง  ใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชราดูตื่นตระหนกเมื่อเห็นสีหน้าของเฟริน่า  “คุณพระช่วย!  เฟริน่า  ทำไมเธอหน้าซีดแบบนี้”

                เด็กหญิงแตะแก้มตัวเองก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปส่องกระจกในห้องน้ำ  เงาสะท้อนจากกระจกทำให้เฟริน่าเห็นตัวเองดูซีดเซียวราวกับคนป่วย  มีเหงื่อชุ่มอยู่บนใบหน้า 

                “หนูแค่ฝันร้ายนิดหน่อยค่ะ”  เธอตอบหญิงชรา

                “เธอฝันว่าอะไร  ทำไมถึงทำให้เธอหน้าซีดได้ขนาดนี้”  มิสซิสฟิกถามพลางยื่นมือที่ตกกระมาแตะที่ไหล่ของเด็กหญิงอย่างเป็นห่วง 

                “ไม่มีอะไรค่ะ  แค่ฝันว่าตัวเองสอบตก”  เฟริน่าพูดปด  เธอไม่อยากให้มิสซิสสฟิกต้องกังวลเรื่องเธอ

                “เป็นเพราะเธอไปที่อัซคาบันหรือเปล่า  ให้ตายเถอะ!  ดัมเบิลดอร์คิดอะไรอยู่นะถึงให้เด็กอย่างเธอไปที่นั่น  ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย!” 

                “ไม่เกี่ยวกับศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ค่ะ”  เฟริน่ารีบพูด  “หนูเป็นคนที่อยากไปเอง  ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ห้ามหนูแล้ว  และที่หนูฝันไม่เกี่ยวกับอัซคาบันหรือผู้คุมวิญญาณทั้งนั้นค่ะ  คุณไปนอนเถอะนะคะ  หนูเริ่มง่วงแล้วล่ะค่ะ  พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปที่กระทรวงเวทมนตร์อีก”

                มิสซิสฟิกยังคงบ่นต่อเรื่องที่เด็กหญิงไม่ควรไปที่อัซคาบันเลย  แล้วเฟริน่าก็รีบเดินไปส่งหล่อนเข้านอนพลางกลับมาที่ห้องของตัวเอง  ในห้องนอนที่มืดมิด  เฟริน่านั่งลงที่พื้นข้างเตียง  เธอกอดเข่าตัวเองและเริ่มครุ่นคิด

                “อะไรอยู่ที่หลังบานประตูกันแน่นะ”  เธอถามตัวเอง 

 



                ห่างออกไปอีกหลายร้อยไมล์ที่ชนบทห่างไกลความเจริญ  ในร้านขายอาหารและเหล้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่หาเช้ากินค่ำ  ที่โต๊ะในสุดของร้านมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมและดึงหมวกขึ้นมาปิดหน้าปิดตา  เขากำลังกินขนมปังปิ้งแห้งๆกับชารสชาติจืดชืดโดยไม่สนใจผู้ใด  ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาเป็นหญิงสาวผิวขาวเผือกและดูซีดเซียวราวกับกำลังป่วยหนัก

                “โทมัส  ฉันกินไม่ลงจริงๆนะ”  หญิงสาวบอกด้วยเสียงอ่อนแรง

                “เธอต้องกิน”  เด็กหนุ่มสั่งห้วนๆ

                “แต่  --  “   หญิงสาวยังไม่ทันจะท้วง  เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็เงยหน้ามาจากถ้วยชา  เขาจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงชั่วครู่หนึ่ง  หญิงสาวรีบคว้าจานที่เต็มไปด้วยไข่ดาวและไส้กรอกมาใกล้และเริ่มลงมือกินด้วยความหวาดกลัว

                ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจ้องเขม็งหญิงสาวเพื่อบังคับให้เธอกินอาหารให้หมด  หางตาของเขาก็เห็นนกฮูกตัวใหญ่บินโฉบอยู่นอกหน้าต่าง  และถ้าเขาไม่ได้ตาฝาด  นกฮูกตัวนั้นคาบหนังสือพิมพ์ไว้ในจะงอยปาก   เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นยืน

                “คุณจะไปไหน”  หญิงสาวรีบถามราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป

                “หนังสือพิมพ์มาแล้ว”  เขายื่นมือมาข้างหน้า  หญิงสาวรีบล้วงมือหยิบเอากระเป๋าสตางค์ออกมา   เธอส่งเหรียญบรอนซ์เล็กๆห้าเหรียญใส่มือเด็กหนุ่ม

                “รู้มั้ย  คุณเป็นมักเกิ้ลที่แปลกมาก  ฉันไม่เคยพบมักเกิ้ลที่สนใจอ่านหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตมาก่อน”  หญิงสาวบอก

                ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกยิ้มหยันๆให้เธอ   เขาไม่ตอบอะไรแต่เดินออกไปนอกร้าน   เด็กหนุ่มเดินออกไปไกลร้านมากพอที่จะไม่มีใครสังเกตเห็นเขา  นกฮูกทิ้งหนังสือพิมพ์ใส่มือเขาพลางยื่นขาส่งมาเพื่อให้เขาใส่เงินลงในถุงหนังเล็กๆที่ผูกติดที่ขา  จากนั้นมันก็กระพือปีกบินจากไป 

                เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆอย่างระแวดระวังพลางเดินหาที่ซ่อนตัว  และที่มุมหนึ่งไกลหูไกลตา  เขาก็ดึงหมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลากับผมสีดำขลับและดวงตาสีน้ำตาลเข้ม  มือทั้งสองคลี่หนังสือพิมพ์ออกอ่าน  แสงแดดในตอนเช้าทำให้เห็นว่าเขาสวมถุงมือหนังสีดำไว้ข้างหนึ่ง 


          

 

เจ้าหน้าที่ภายในกระทรวงเวทมนตร์ยืนยันว่า  เช้าวันนี้  อัสบัส  ดัมเบิลดอร์  เหรียญตราแห่งเมอร์ลินชั้น 1, ประธานสมาพันธ์พ่อมดแม่มดนานาชาติ, หัวหน้าผู้วิเศษแห่งศาลสูงวิเซ็นกาม็อต  อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์  ได้เข้ายื่นฎีกาขอให้มีการรื้อฟื้นคดี  ซิเรียส  แบล็ก  นักโทษผู้อาจเรียกได้ว่ามีชื่อกระฉ่อนที่สุดเท่าที่ถูกกักขังอยู่ในคุกอัซคาบัน  ซึ่งทำให้ชาวโลกพ่อมดแม่มดต้องหวาดหวั่นกับการฆาตกรรมประชาชนถึง  13  คนด้วยคาถาบทเดียวเมื่อ   12  ปีก่อน 

        “เขาเข้ามาพร้อมกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นผู้พบหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่าแบล็กเป็นผู้บริสุทธิ์   และคนที่ทำการฆาตกรรมเป็นพ่อมดคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์”  เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์คนหนึ่งซึ่งปฏิเสธที่จะให้ทราบชื่อบอก

        อย่างไรก็ตามตอนนี้ทุกคนต่างเกิดคำถามว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่  และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  กระทรวงเวทมนตร์คงทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ส่งตัวผู้บริสุทธิ์ไปคุกอัซคาบันนานถึงสิบสองปีด้วยข้อหาที่เขาไม่ได้กระทำผิด

        “กระทรวงเวทมนตร์ไม่เคยทำงานผิดพลาด  การพิจารณาคดีเมื่อ  12  ปีก่อนเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีการกลั่นกรองก่อนที่จะตัดสินว่าแบล็กมีความผิด  ผมคิดว่าดัมเบิลดอร์คงถูกเด็กคนนั้นหลอก”  คอร์ลีเนียส  ฟัดจ์   รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์กล่าวเมื่อเช้านี้   “ตอนนี้ยังไม่มีอะไรยืนยันว่าแบล็กบริสุทธิ์  ผมขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งมุ่งโจมตีการทำงานของกระทรวงเวทมนตร์  เรื่องนี้สมาชิกแห่งศาลสูงวิเซ็นกาม็อตกำลังปรึกษาหารือกันอยู่ว่าควรรับฎีกานี้ดีหรือไม่  คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นอายุยังไม่ถึงสิบสามปีดีด้วยซ้ำ  บางทีเด็กคนนั้นคงอยากเล่นตลกเสียมากกว่า  และดัมเบิลดอร์คงแค่หลงเชื่อไปเพราะความหลงลืม   อีกสักพักความจริงต้องกระจ่างว่าแบล็กไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์”

        และเมื่อรัฐมนตรีฟัดจ์ถูกตั้งคำถามเรื่องที่เด็กหญิงอ้างว่าพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่าคดีฆาตกรรมเป็นฝีมือพ่อมดคนอื่นไม่ใช่แบล็ก  

        “คุณเชื่อเธอด้วยหรือ!”  รัฐมนตรีฟัดจ์ร้องด้วยท่าทางรำคาญและหงุดหงิด  “ถ้ามีจริงๆทำไมเธอไม่นำหลักฐานนั่นมาพร้อมกับฎีกาด้วยล่ะ  ผมไม่อยากเลอะเลือนไปพร้อมกับดัมเบิลดอร์อีกคนหรอกนะ  เดี๋ยวนี้เด็กสามารถโกหกผู้ใหญ่อย่างเราได้แนบเนียนทีเดียวล่ะ  แล้วพ่อมดคนที่ก่อคดีฆาตกรรมมันคือใครล่ะ  เท่าที่พบมีพ่อมดเพียงคนเดียวในที่เกิดเหตุ  แต่เขาตายไปแล้ว  เหลือไว้เพียงชิ้นส่วนเล็กๆ  นิ้วมือของเขายังไงล่ะ!  ให้ตายเถอะ  มีทางเดียวที่เราจะรู้ว่าพ่อมดคนไหนก่อเรื่องสะเทือนขวัญนั่นก็คงต้องลงไปในนรกและลากตัวพ่อมดที่ตายคนนั้นขึ้นมาถามแล้วล่ะ!

        ขณะนี้ทุกคนได้แต่จับตาดูว่าฎีการื้อฟื้นคดีของซิเรียส  แบล็กจะผ่านหรือไม่  แล้วนี่เป็นเรื่องตลกร้ายกาจหรือไม่  คงต้องรอดูผลการประชุมของศาลสูงวิเซ็นกาม็อตต่อไป  ยังไม่มีรายงานเปิดเผยว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร  และอัสบัส  ดัมเบิลดอร์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดรวมทั้งชื่อของเด็กผู้หญิงคนนั้น 

 

         

               เด็กหนุ่มอ่านข่าวนี้ทวนอีกครั้งด้วยความสนใจ 

                “เด็กผู้หญิงที่อายุยังไม่ถึงสิบสามปีดี...”  เขาพึมพำก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์   เด็กหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่าคือใคร  และเห็นทีเขาคงต้องเข้าลอนดอนเสียแล้วเพื่อเฝ้าดูว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังคิดที่จะทำอะไรต่อไป   เธอมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมากจริงๆ  บางทีเขาคงต้องหาทางเข้าถึงตัวเธอเพื่อกล่อมให้เธอไว้ใจเขา 

                “โทมัส!”  เสียงของหญิงสาวดังขึ้นด้านหลัง  เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อหมุนตัวกลับไปพลางคิดในใจว่าเขาคงต้องกำจัดหญิงสาวตรงหน้าเสียแล้ว  เธออ่อนแอมากขึ้นทุกทีจนเขาคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะขโมยจิตวิญญาณของเธอมาอีก  เขาควรหาพ่อมดแม่มดคนอื่นในลอนดอน...

 



                ในคฤหาสน์มัลฟอยหลังงาม  เสียงกระแทกหนังสือพิมพ์ดังขึ้นในห้องทานอาหาร  ชายหนุ่มผมสีบลอนด์จ้องมองหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตอย่างดูถูก

                “ดัมเบิลดอร์คงเลอะเลือนเสียแล้ว  มีอย่างที่ไหนคิดที่จะรื้อฟื้นคดีเมื่อสิบสองปีก่อน”  เสียงยานคางเอ่ยพลางยิ้มหยันๆ  หญิงสาวที่นั่งอยู่ทางขวามือของเขาเงยหน้าขึ้นมาจากอาหารเช้า  เธอมีผมสีบลอนด์  ร่างสูงผอมบางและจัดว่าหน้าตาดีถ้าไม่ทำสีหน้าเหมือนว่ามีกลิ่นเหม็นจ่ออยู่ใต้จมูก

                “รื้อฟื้นคดีเมื่อสิบสองปีก่อน  คดีของใครหรือคะ”   เธอถาม  ลูเซียสส่งหนังสือพิมพ์ให้เธออ่าน

                “จะใครซะอีกล่ะ  ญาติลูกพี่ลูกน้องของคุณไง”  ลูเซียสตอบพลางเริ่มจัดการอาหารต่อ

                นาร์ซิสซากวาดสายตาอ่านข่าวก่อนที่คิ้วของเธอจะขมวดอย่างไม่พอใจนัก 

                “แต่ซิเรียส  แบล็กไม่ได้เป็นผู้เสพความตายอยู่แล้วนี่คะ  เขาทำไปเพื่อฆ่าเจ้าขี้ขลาดเพ็ตติกรูว์”  นาร์ซิสซาวางหนังสือพิมพ์ลงอย่างไม่ไยดี 

                “จะเพราะเหตุผลอะไรก็ช่าง  เขาก็ฆ่าพวกมักเกิ้ลสกปรกกับไอ้ขี้ขลาดนั่นอยู่ดี  ผมล่ะสงสัยนัก  --  เดี๋ยวสิ  เดรโกอยู่ไหน  ทำไมถึงไม่ลงมาร่วมโต๊ะ”  ลูเซียสมองไปยังเก้าอี้ที่ว่างซ้ายมือของเขาอย่างขุ่นเคืองใจ 

                นาร์ซิสซาขยับตัวอย่างอึดอัดก่อนตอบอย่างหวาดๆว่า 

                “ก็คุณสั่งกักบริเวณแกตั้งแต่ปิดเทอมไม่ใช่หรือคะ” 

                ลูเซียสขมวดคิ้ว  “ก็อยากแส่เข้ามายุ่งเรื่องของผมทำไม  เสียแผนหมด”

                “ฉันคิดว่าคุณ  เอ่อ  น่าจะเลิกกักบริเวณลูกได้แล้วนะคะ  อย่างที่ดัมเบิลดอร์บอก  แกทำไปเพราะความไร้เดียงสาของเด็ก  และอีกอย่างถ้าสมุดบันทึกยังอยู่  คุณอาจจะ  --  “

                “นี่คุณจะหาว่าผมเป็นหนี้บุญคุณลูกชายตัวเองอย่างนั้นหรือ  คุณไปเห็นดีเห็นงามกับตาแก่ดัมเบิลดอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  ซิสซี่!”  ลูเซียสถามเสียงดัง 

                หญิงสาวเจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย

                “แต่เดรโกยังเด็กนะคะ  ฉันคิดว่าเราควรจะค่อยๆพูดกับลูก  ค่อยๆสอน”

                ลูเซียสพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด  “ไปตามเดรโกลงมาร่วมโต๊ะ  ผมสั่งกักบริเวณไม่ให้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน  ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ลงมาร่วมโต๊ะสักหน่อย  หลายวันก่อนผมยังเห็นเดรโกลงมาร่วมโต๊ะเลย”

                “ก็คุณตวาดแกเมื่อวานนี้”

                “ไปตามเดรโกมา”  ลูเซียสพูดเสียงเฉียบขาด  นาร์ซิสซารีบลุกออกจากโต๊ะไป

                และเพียงชั่วอึดใจต่อมาเด็กชายผมบลอนด์ที่ตัวสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วก็เดินก้มหน้าก้มตาตามหลังแม่ตัวเองเข้ามา  เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ซ้ายมือของผู้เป็นพ่อ 

                “แกมาก็ดีแล้ว  อ่านข่าวนี่สิ  ตาแก่ดัมเบิลดอร์กำลังทำเรื่องโง่ๆ”  ลูเซียสโยนหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าไปให้ 

เดรโกรับมาอ่านพลางสงสัยว่าคราวนี้อาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์ทำอะไรอีกที่ทำให้ลูเซียสดูอารมณ์เสียแต่เช้า  และเมื่อดวงตาสีซีดอ่านข่าวไปถึงคำว่า  เด็กผู้หญิงคนนั้นอายุยังไม่ถึงสิบสามปีดี  เดรโกก็นึกถึงเด็กหญิงบ้านกริฟฟินดอร์  แต่เขาก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป  เธอคงไม่หาเรื่องใส่ตัวหรอก  แค่ปีที่แล้วที่เขาเสี่ยงชีวิตไปช่วยเธอที่ห้องแห่งความลับ  เธอคงกลัวและไม่กล้าทำอะไรบ้าบิ่นอีก

“เป็นยังไงบ้าง  เฮอะ!  ฉันเคยบอกแกแล้วใช่ไหมว่าดัมเบิลดอร์คือสิ่งที่ห่วยที่สุดที่ฮอกวอตส์เคยมีมา”  ลูเซียสพูดเสียงเยาะ  “คราวที่แล้วตาแก่นั่นทำให้ฉันต้องถูกไล่ออกจากคณะกรรมการ  คราวนี้ล่ะฉันจะหาทางเล่นงานดัมเบิลดอร์คืนบ้าง  ให้เขาถูกไล่ออกจากศาลสูงวิเซ็นกาม็อตไปเลย  ฉันภาวนาให้เด็กผู้หญิงตามข่าวกุเรื่องขึ้นมา  อยากจะรู้นักว่าดัมเบิลดอร์จะทำอย่างไร”

“ผมก็คิดแบบเดียวกับพ่อฮะ”  เดรโกตอบเอาใจพ่อตัวเอง  เขาไม่คิดที่จะสนใจอยู่แล้วว่าดัมเบิลดอร์จะถูกไล่ออกจากศาลสูงหรือไม่  เขาแค่ไม่ต้องการมีปัญหากับลูเซียสอีก  มันไม่สนุกเลย  เขาได้รับจดหมายจากพ่อของเขาตั้งแต่ยังไม่ปิดเทอมว่าเขาต้องถูกกักบริเวณทันทีที่ถึงคฤหาสน์  เดรโกไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย  เขาขลุกอยู่แต่ในห้อง  พยายามหลีกเลี่ยงเจอหน้าพ่อของเขาให้มากที่สุด

“ดีแล้ว  และฉันหวังว่าปีสามนี่แกคงไม่แส่หาเรื่องมาอีกนะ  ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าแกลงไปที่ห้องแห่งความลับทำไม  รู้ทั้งรู้ว่ามันอันตราย”  ลูเซียสวกกลับมาเรื่องเดิม

เดรโกใช้ส้อมเขี่ยเบคอนในจาน

“ตอนนั้นผมแค่นึกสนุกอยากร่วมมือกับทายาทสลิธีรินฮะ”  เดรโกพูดปด  เขาจะให้พ่อกับแม่รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขาลงไปที่นั่นทำไม  ถ้าทั้งสองคนรู้เข้าว่าเขาคิดอะไรกับเด็กหญิงที่เกิดจากมักเกิ้ล  เขาต้องมีปัญหาหนักแน่ๆ 

“ร่วมมืออะไรของแก  สุดท้ายแกก็ช่วยเจ้าเด็กพอตเตอร์ทำลายมันไม่ใช่หรือไง”   ลูเซียสถามอย่างหงุดหงิด  “แต่ช่างมันก็แล้วกัน  เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว  ตอนนี้ฉันมีแผนการใหม่  และบางทีวันนี้ฉันน่าจะไปเยี่ยมฟัดจ์สักหน่อยเพื่อคุยเรื่องฎีกาของดัมเบิลดอร์”  ลูเซียสลุกขึ้นยืน

“คุณจะไม่ทานอาหารให้หมดก่อนหรือคะ”  นาร์ซิสซารีบถาม

“ไม่ล่ะ  ผมอิ่มแล้ว  เรื่องเล่นงานดัมเบิลดอร์สำคัญกว่า  บางทีฟัดจ์คงอยากได้คำแนะนำดีๆจากผม”  ลูเซียสยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหันไปทางลูกชายคนเดียว  “แล้วแก  ฉันไม่กักบริเวณแกแล้ว  และถ้าจดหมายจากฮอกวอตส์มาเมื่อไหร่ก็ไปซื้อของที่ตรอกไดแอกอนกับแม่ก็แล้วกัน  ฉันคิดว่าช่วงนี้คงยุ่งน่าดู”

เดรโกเงยหน้าขึ้นมา  ดวงตาสีซีดเป็นประกายเมื่อได้ยินว่าพ่อเลิกกักบริเวณเขา 

“ฮะ  พ่อ”  เขารีบรับคำอย่างมีความสุข  และเมื่อนึกถึงว่าอีกไม่นานโรงเรียนก็จะเปิดเทอมแล้ว  เด็กชายผมบลอนด์ก็ยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงเด็กหญิงบ้านกริฟฟินดอร์  และเขาก็หวังว่าวันที่เข้าไปซื้อของที่ตรอกไดแอกอน  ถ้าได้เจอเธอมันคงจะดีไม่ใช่น้อย  เพราะพ่อของเขาไม่ได้ไปด้วย  และเขาอาจขอให้แม่ช่วยดูเสื้อคลุมตัวใหม่ที่ร้านมาดามมัลกิ้น  ในขณะที่เขาเดินเตร็ดเตร่มองหาเธอ


__________________80%_________________


 

หลังจากที่ฝันร้ายและสะดุ้งตื่นเมื่อคืนนี้  เฟริน่าก็ไม่สามารถนอนต่อได้อีก  เธอกำลังวุ่นอยู่กับการทำให้ใบหน้าตัวเองหายซีดเผือด  โชคร้ายหน่อยที่เธอไม่มีเครื่องสำอางใดๆทั้งสิ้น   ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้เลยที่เธอจะต้องไปด้วยสภาพหน้าซีดๆ  ดัมเบิลดอร์ถามว่าเธอไม่สบายหรือเปล่า  แต่เด็กหญิงก็รีบปฏิเสธ  เพราะกลัวว่าพ่อมดชราจะเลื่อนการยื่นฎีกาออกไป

“ก่อนที่เราจะไปกระทรวงเวทมนตร์ด้วยกัน  ฉันขอให้เธอใช้ไม้กายสิทธิ์อันนี้ยื่นให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยตรวจแทนไม้ของจริง”  ชายชราหยิบไม้กายสิทธิ์สีน้ำตาลเข้มที่ดูธรรมดาส่งให้เธอ 

“ทำไมไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ของหนูล่ะคะ”  เฟริน่าสงสัย  “หนูอยากรู้ว่าแกนกลางของมันทำมาจากอะไร”

“ฉันไม่อยากเสี่ยงให้ไม้กายสิทธิ์ของเธอถูกเปิดเผย  มันทำจากต้นไม้กินคนและแกนกลางของมันชั่วร้าย  อาจส่งผลเสียที่เธอกับฉันจะยื่นฎีกาในวันนี้  เดี๋ยวฟัดจ์จะเอาเรื่องที่เธอเป็นเจ้าของไม้กายสิทธิ์ต้องคำสาปมาเล่นงานเอาได้”

เด็กหญิงลังเลใจที่จะรับมันมา  เธอกลัวว่าตัวเองจะเผลอทำลายไม้กายสิทธิ์อีกอัน  เมื่อดัมเบิลดอร์เห็นสีหน้าของเธอ  เขาจึงพูดต่อไปว่า  “ไม่ต้องกลัวว่าเธอจะทำลายไม้อันนี้หรอก  แค่เธอพกไม้กายสิทธิ์ของตัวเอง  สิ่งที่อยู่ในตัวเธอมันไม่กล้าแผลงฤทธิ์แน่”

แม้ดัมเบิลดอร์จะบอกแบบนั้น  แต่เฟริน่าก็ยื่นมืออย่างกล้าๆกลัวๆไปที่ไม้กายสิทธิ์อันนั้น  และเมื่อเธอกำมันไว้ในมือและหลับตาแน่นด้วยความกลัว  นานอยู่หลายวินาทีแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เด็กหญิงลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง  ทุกอย่างดูปกติดีและไม้กายสิทธิ์ในมือไม่บุบสลาย  เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก     

อาจารย์ใหญ่พาเธอเดินออกไปยังหมู่บ้านฮอกส์มี้ดอีกครั้ง   ชายชราเลือกที่จะเดินทางไปกระทรวงเวทมนตร์ด้วยวิธีการหายตัว  มีเสียงเปรี้ยง!  แล้วรู้ตัวอีกทีเฟริน่าก็มาถึงกระทรวงเวทมนตร์

ภาพเบื้องหน้าคือห้องโถงที่เป็นทางเดินยาวและสวยงามมาก  เธอกวาดตามองไปรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจ  พื้นห้องโถงเป็นไม้สีเข้มที่ถูกขัดจนขึ้นมันวาว  เพดานสีน้ำเงินอมเขียวฝังเครื่องหมายสีทองส่องประกายวาววับซึ่งเคลื่อนที่ไปมาและเปลี่ยนแปลงรูปร่างตลอดเวลาเหมือนป้ายประกาศขนาดใหญ่  ผนังแต่ละข้างกรุด้วยแผ่นไม้สีเข้มเป็นมัน   มีเตาผิงฝังอยู่บนผนังด้านซ้ายมือและมีร่างของพ่อมดหรือแม่มดโผล่ออกมาจากเตาผิงเหล่านั้น  ทางด้านขวามือมีแถวสั้นๆหน้าเตาผิงแต่ละเตาเพื่อเดินทางออกไป  สีหน้าของเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ต่างมุ่ยแบบคนทำงานเช้าและบางคนก็ดูง่วงหงาวหาวนอน  มีเสียงเปรี้ยง!สลับกับเสียงป๊อป!ผสมผสานไปกับเสียงซู่ซ่าของน้ำพุที่ตั้งอยู่กลางห้อง

ภาพของน้ำพุตรงกลางห้องโถงที่มีรูปปั้นสีทองดูยิ่งใหญ่และโออ่า  แต่เมื่อทั้งเฟริน่าและดัมเบิลดอร์เดินเข้าไปใกล้เพื่อข้ามห้อง  เฟริน่าก็เห็นชัดๆว่ามันไม่ได้ดูยิ่งใหญ่หรือโออ่าเลย  กลับกันมันเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่เสียมากกว่า  เด็กหญิงทำหน้ามุ่ยเมื่อเห็นที่กลางรูปปั้นคือพ่อมดชูไม้กายสิทธิ์ขึ้นไปในอากาศที่เกือบจะดูสง่างามแล้ว  ถ้าไม่มีรูปปั้นอื่นๆชุมนุมอยู่รอบๆตัว  ได้แก่แม่มดแสนสวย  (เหยียดเพศชัดๆ  เธอคิดอย่างหงุดหงิด)  เซ็นทอร์  (เธออยากให้บรรดาเซ็นทอร์ในป่าต้องห้ามมาเห็นเสียจริง  พวกเขาต้องไม่ชอบใจมากแน่ๆ  และนี่เป็นสาเหตุที่พวกเซ็นทอร์เกลียดมนุษย์หรือเปล่า  ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็เห็นด้วย)  ก๊อบลิน  (พวกนี้ชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์  เฟริน่าจึงไม่มีความเห็นให้)  และเอลฟ์ประจำบ้าน  (อยากให้เฮอร์ไมโอนี่มาเห็นชะมัด  เธอต้องโมโหมากแน่ๆ  เฟริน่าหัวเราะคิกคักเรื่อง  ส.ร.ร.ส.อ.  ที่เด็กหญิงผมฟูจะก่อตั้งตอนปีสี่)  สามตัวหลังนี้ต่างเงยหน้ามองพ่อมดและแม่มดอย่างเคารพรักและบูชา  (เฟริน่าสงสัยว่าใครกันที่ออกแบบน้ำพุนี้  เพราะมันช่างตรงข้ามกับความเป็นจริงเสียสนิท  คงจะมีแต่พวกเอลฟ์ประจำบ้านเท่านั้นที่จะทำสีหน้าแบบนั้นต่อเจ้านายของตน)  สายน้ำเป็นประกายระยิบระยับพุ่งมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ของทั้งสอง  จากปลายลูกศรของเซ็นทอร์  จากยอดหมวกของก๊อบลิน  และจากหูแต่ละข้างของเอลฟ์ประจำบ้าน

เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากชายชรา  เด็กหญิงละสายตามาจากน้ำพุน่าเกลียดนั่น

“ฉันเห็นจากสีหน้าของเธอ  คงเดาได้ไม่ยากว่าเธอคงคิดเหมือนกับฉันว่าใครก็ตามที่สั่งให้สร้างน้ำพุนี้ขึ้นมาช่างหลงตัวเองและวิสัยทัศน์คับแคบมาก”  ดัมเบิลดอร์พูดยิ้มๆ

“ใช่ค่ะ  หนูไม่ชอบน้ำพุนี่เลย  มันไม่ตรงกับความเป็นจริงสักนิด”   เธอยอมรับ  ก่อนจะมองพ่อมดชราอย่างหวาดๆ    “และที่สำคัญ  เอ่อ  --  ศาสตราจารย์อย่าดุหนูนะคะ  นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของหนูจริงๆ  คือ  --  หนูคิดว่ามันไม่ใช่สัญลักษณ์ภารดรภาพเลยค่ะ  มันเหมือนสัญลักษณ์แห่งการแบ่งแยกและเหยียดเพศ  เผ่าพันธุ์   แล้วยังแสดงออกถึงการกดขี่มากกว่า”

ดัมเบิลดอร์หัวเราะชอบใจ  “เธอพูดได้ตรงใจฉันต่างหาก  เฟริน่า   เธอกับฉันต่างมีความคิดอะไรเหมือนๆกันเลย”

เฟริน่ายิ้มอย่างขัดเขินที่พ่อมดชราเอ่ยชมเธอ

“รู้ไหม  ฉันเคยยื่นเรื่องขอให้พวกเขาทุบน้ำพุนี่ทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้พ่อมดและแม่มดเท่าเทียมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ”  อาจารย์ใหญ่เล่าพลางเดินนำเธอข้ามห้องโถงไปเรื่อยๆ

“แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ  ทำไมน้ำพุนี่ถึงยังอยู่อีก”  เด็กหญิงสงสัย  ดัมเบิลดอร์มองไปรอบๆก่อนจะก้มลงมากระซิบตอบเด็กหญิงใกล้ๆว่า

“พวกเขาตอบฉันว่ากระทรวงเวทมนตร์ไม่มีงบประมาณที่จะทุบทิ้งและสร้างใหม่  พอฉันเสนอว่าจะช่วยสมทบเงิน  เรื่องก็หายเงียบไป  ทุกคนแกล้งทำเป็นลืมเสียหมด  จริงๆพวกเขาควรบอกฉันตรงๆมากกว่าว่าพวกเขาชื่นชอบการเหยียดเพศและสิ่งมีชีวิตอื่นโดยแสดงออกผ่านปะติมากรรมนั่น”  ดัมเบิลดอร์ยืดตัวเต็มความสูงอีกครั้ง   เขาหลิ่วตาให้เธอ   เฟริน่าหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นท่าทางของชายชรา  และก่อนที่เธอจะเดินผ่านไป  เด็กหญิงก็เห็นเหรียญต่างๆที่ก้นสระ  มีป้ายเล็กๆที่มีรอยสกปรกด่างๆอยู่ข้างๆเขียนว่า

 


 

เฟริน่าล้วงเอากระเป๋าสตางค์ออกมาและโยนเหรียญซิกเกิ้ลลงไปสิบเหรียญ 

ดัมเบิลดอร์พาเธอเดินฝ่าคลื่นเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ไปยังโต๊ะทางซ้ายมือใต้ป้ายที่เขียนว่า  ฝ่ายรักษาความปลอดภัย  มีพ่อมดคนหนึ่งมีหนวดเคราขึ้นหรอมแหลมสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มนั่งอยู่  เขากำลังใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับกระดาษในมือข้างหนึ่ง  ส่วนมืออีกข้างถือปากกาขนนกไว้จดๆจ้องๆว่าจะเขียนอะไรบางอย่างลงไปแต่เขาก็ไม่เขียนสักที  ลิ้นแลบออกมาแตะเหนือริมฝีปาก   บนโต๊ะมีเครื่องมือทองเหลืองแปลกๆคล้ายตาชั่งเพียงแต่ว่ามันมีจานแค่ใบเดียว 

“สวัสดียามเช้า  เอริก”  ดัมเบิลดอร์เอ่ยทักทายอย่างร่าเริง  

ทันทีที่พ่อมดคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา  (ซึ่งเฟริน่าเพิ่งเห็นว่ากระดาษใบนั้นมีตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แบ่งออกเป็นช่องจัตุรัสเล็กๆอีกหลายช่อง  มีตัวอักษรเป็นบางช่องที่เป็นตัวพิมพ์  และบางช่องมีตัวอักษรลายมือหวัดๆ  มันดูคล้ายเกมซูโดกุ  เพียงแต่มันเป็นตัวอักษรแทนที่จะเป็นตัวเลข  ในความเห็นของเธอมันเหมือนเกมซูโดกุผสมกับเกมอักษรไขว้) 

“สวรรค์โปรด!   สวัสดียามเช้า  ดัมเบิลดอร์”  เขากระโดดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ

ดัมเบิลดอร์หัวเราะพลางก้มลงไปมองกระดาษแผ่นนั้นใกล้ๆ

“ยังไขปริศนาเกมที่ฉันให้เธอไม่ได้อีกหรือ  อ้า!  แต่ก็แก้ไปได้สองสามข้อแล้วนี่”  อาจารย์ใหญ่พูดและยืนขึ้นเต็มความสูงตามเดิม

“มันยากมากครับ  ผมก็พยายามไขปริศนาอยู่”   เอริกตอบอย่างขัดเขิน  และเมื่อเขาเลื่อนสายตามายังเด็กหญิงข้างๆตัวชายชรา  คิ้วรกๆของเขาก็ขมวดกัน  “วันนี้คุณมาทำอะไรที่กระทรวงครับ  แล้วทำไมเด็กคนนี้ไม่ติดป้ายผู้มาติดต่อล่ะครับ”

“ธุระส่วนตัวนิดหน่อยน่ะ  ค่อนข้างสำคัญและเป็นความลับ”  ดัมเบิลดอร์พูดอย่างอารมณ์ดี   “และเด็กคนนี้มากับฉัน  หวังว่าเธอคงไม่ถือสาคนแก่อย่างฉันที่ลืมให้เด็กคนนี้ติดป้ายผู้มาติดต่อนะ  ฉันเคยชินกับการหายตัวมา  และ...  แย่จริงเชียว”  พ่อมดชราล้วงเอานาฬิกาเรือนสีทองที่มีเข็มเล็กๆหลายเข็มหน้าตาประหลาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม  “ฉันกำลังจะสาย  เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม”

“ได้ครับ  แม่หนูคนนี้มากับดัมเบิลดอร์เชียวนะ!  ไม่จำเป็นต้องติดป้ายหรอก   ก้าวมาตรงนี้ซิ  เด็กน้อย”  เขาพูดอย่างกระตือรือร้น 

เฟรินาก้าวไปหาเขาใกล้ๆ  แล้วพ่อมดก็ยกแท่งโลหะสีทองกลมขึ้นมา  มันบางและโอนเอนราวกับเสาวิทยุติดรถยนต์  เขาเลื่อนแท่งนั้นขึ้นลงผ่านด้านหน้าและหลังของเฟริน่า

“เรียบร้อย  ต่อไปก็ไม้กายสิทธิ์  ส่งมาเลย”  เขาร้องบอก  เฟริน่าล้วงเอาไม้กายสิทธิ์สีน้ำตาลออกมาส่งให้เขา 

พ่อมดวางมันลงบนเครื่องมือทองเหลืองเหมือนตาชั่งนั่น  มันเริ่มสั่นไหว  แล้วกระดาษแผ่นแคบๆก็ไหลออกมาจากช่องที่ฐาน  เขาฉีกกระดาษออกมาและอ่านข้อความที่เขียนอยู่บนนั้น

“ยาวสิบนิ้ว  แกนเป็นขนหางยูนิคอร์น  ใช้มาแล้วเกือบสองปีแล้วใช่ไหม”

“ค่ะ”  เฟริน่าตอบ

“ฉันจะเก็บนี่ไว้นะ”  เขาบอกและเสียบแผ่นกระดาษลงบนเหล็กเสียบอันเล็กที่ทำจากทองเหลือง  “เธอเอาไม้กลับไปได้”  เขายื่นไม้กายสิทธิ์คืนให้เธอ

“ขอบคุณค่ะ”

“กระทรวงเวทมนตร์ขอให้มีความสุขในวันนี้นะ”  เขาบอกกับเธอและหันไปก้มหัวให้ดัมเบิลดอร์อย่างนอบน้อม

“ขอบคุณมาก  เอริก  ไว้ฉันจะเอาเกมปริศนามาให้เธออีก”

“ครับ”

เฟริน่าเดินตามดัมเบิลดอร์ออกจากโต๊ะ  และมุ่งหน้าเข้าไปรวมกลุ่มกับสายธารพ่อมดแม่มดที่เดินผ่านประตูสีทอง   เด็กหญิงถูกฝูงชนกระแทกเล็กน้อย  อาจารย์ใหญ่เดินช้าลงเพื่อให้เด็กหญิงตามให้ทัน  และเมื่อทั้งสองกำลังผ่านประตูเข้าไปในโถงทางเดินที่เล็กกว่าเบื้องหน้า  เฟริน่าก็พบว่าตลอดทางมีแต่คนเอ่ยทักทายดัมเบิลดอร์    แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขามากับเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง

เฟริน่าพยายามชะเง้อคอมอง  แต่เธอก็ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากร่างของพ่อมดแม่มดที่อยู่รอบๆ   เด็กหญิงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดที่เธอตัวเล็กเกินกว่าจะมองพ้นไหล่ของผู้ใหญ่  ดังนั้นเธอจึงต้องเดินตามแผ่นหลังของดัมเบิลดอร์ไปเรื่อยๆโดยไม่เห็นทัศนียภาพรอบๆเลย

                พ่อมดชราเดินนำไปจนถึงลิฟต์ที่เฟริน่าเพิ่งเห็นว่ามีอย่างน้อยยี่สิบตัวตั้งอยู่หลังลูกกรงเหล็กดัดสีทอง  มีกลุ่มพ่อมดแม่มดยืนคอยอยู่รอบลิฟต์ตัวหนึ่ง  และมีพ่อมดคนหนึ่งที่ดูคล้ายสิงโตแก่ๆ  มีแถบสีเทาๆแทรกอยู่ในกลุ่มผมสีน้ำตาลอมเหลืองที่เป็นแผงหนาและขนคิ้วดกของเขา  ดวงตาคมกริบสีออกเหลืองอยู่หลังแว่นกรอบลวด  เขาดูสุขุมและบึกบึน

                “สวัสดี  ดัมเบิลดอร์”  เขาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเคร่งขรึมและดูประหลาดใจในเวลาเดียวกันที่เห็นอาจารย์ใหญ่

                “สวัสดี  สคริมเจอร์  วันนี้คุณก็ยังคงมาเข้างานเช้าเหมือนเคย”  พ่อมดชรากล่าว

เฟริน่าเบิกตาโตมองพ่อมดตรงหน้าที่ในอนาคตจะได้เป็นรัฐมนตรีต่อจากฟัดจ์  แต่เมื่อเห็นเขาใช้หางตามองมายังเธอด้วยท่าทางเคลือบแคลงใจ  เด็กหญิงก็รีบเก็บอาการตื่นเต้นพลางแสร้งทำเป็นค้นหาของในกระเป๋า   เขากำลังจะหมุนตัวมาคุยกับเธอ  แต่เสียงแหบชราของดัมเบิลดอร์ก็เอ่ยเรียกเขาไว้

“งานมือปราบมารเป็นอย่างไรบ้าง  สคริมเจอร์”

เสียงกระทบของโลหะดังขึ้นโกร่งกร่าง  ลิฟต์ตัวหนึ่งลงมาจอดหน้าพวกเขา  ลูกกรงสีทองเลื่อนเปิดออก  กลุ่มพ่อมดแม่มดที่ยืนคอยอยู่ต่างก้าวเข้าไปในลิฟต์  เฟริน่ารีบเดินตามหลังดัมเบิลดอร์ให้ทัน  เธอเข้าไปยืนเบียดหลบอยู่ด้านหลังของชายชราก่อนที่ลูกกรงเหล็กสีทองจะปิด  ทุกคนยืนเบียดกันในลิฟต์  แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครกล้าเบียดดัมเบิลดอร์  ทุกคนดูเกรงใจและนอบน้อม  ลูกกรงเลื่อนปิดเสียงดัง  แล้วลิฟต์ก็เลื่อนขึ้นไปช้าๆ  มีเสียงโซ่ดังเคร้งคร้าง 

                “เหมือนเคย  มีแต่พวกงี่เง่าปัญญาอ่อน  --  “

                แล้วเสียงเรียบๆฟังดูจืดชืดและแห้งแล้งของผู้หญิงก็ดังขัดขึ้น

                “ชั้นเจ็ด  กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์  ที่รวมอยู่ด้วยมีสำนักงานใหญ่สโมสรควิดดิชเกาะอังกฤษและไอร์แลนด์  สโมสรก๊อบสโตนอย่างเป็นทางการ  และสำนักงานจดทะเบียนสิทธิบัตรห้าแต้ม”

                เฟริน่าได้ยินเสียงโลหะกระทบกันบ่งบอกว่าประตูลิฟต์เปิดออก  โชคร้ายที่เธอตัวเตี้ยเกินกว่าจะเขย่งปลายเท้าและมองเห็น  เด็กหญิงแอบพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด  และไม่มีพ่อมดหรือแม่มดคนใดก้าวออกจากลิฟต์  เฟริน่าจึงอดเห็นว่าชั้นนี้เป็นอย่างไร  แต่มีเรือบินกระดาษหลายลำโฉบเข้ามาในลิฟต์  มันกระพือปีกบินเอื่อยๆไปรอบๆเหนือศีรษะราวกับนกแก่ๆที่ใกล้หมดแรง  เฟริน่าเงยหน้าจ้องมันอย่างสนใจ  ปีกของมันมีสีม่วงอ่อนๆ  และเมื่อเธอเพ่งสายตาก็เห็นตัวหนังสือกระทรวงเวทมนตร์ประทับไว้ที่ขอบปีก  เธอจำจากหนังสือได้ว่า  มันคือบันทึกข้อความติดต่อระหว่างกอง  แล้วเสียงของสคริมเจอร์ก็ดึงความสนใจจากเรือบินเล็กๆเหล่านั้นไป

“ว่าแต่ลมอะไรหอบคุณมาที่นี่ล่ะ  วันนี้ศาลสูงวิเซ็นกาม็อตไม่ได้มีพิจารณาคดีนี่นา”  สคริมเจอร์ถามอย่างสนใจใคร่รู้  พร้อมกันนั้นมีเสียงประตูลิฟต์ปิดอีกครั้ง  แล้วลิฟต์ก็สั่นสะเทือนขึ้นไปข้างบนต่อ

                “ผมมีฎีกาที่จะยื่นต่อศาลสูงน่ะสิ  และต้องทำให้รวดเร็วที่สุดด้วย  ไม่อย่างนั้นผู้บริสุทธิ์จะเดือดร้อน”  คำพูดของดัมเบิลดอร์ทำให้พ่อมดแม่มดที่อยู่ในลิฟต์ต่างเขยิบเข้ามาฟังใกล้ๆด้วยความสนใจ

                คิ้วดกหนาของสคริมเจอร์เลิกขึ้นสูง  เขาชำเลืองมองมายังเด็กหญิงที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังอาจารย์ใหญ่อีกครั้ง  แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากถาม  เสียงของผู้หญิงคนเดิมก็ประกาศขึ้นอีกครั้งว่า

                “ชั้นหก  กองการขนส่งวิเศษ  ที่รวมอยู่ด้วยมีการเครือข่ายผงฟลู  หน่วยออกระเบียบและควบคุมไม้กวาด  สำนักงานกุญแจเดินทาง  และศูนย์การทดสอบหายตัว”

                เสียงประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง  พ่อมดแม่มดสี่คนที่มีสีหน้าเสียดายเมื่อไม่ได้อยู่ฟังต่อก้าวออกไป  พร้อมกันนั้นเรือบินลำเล็กๆก็บินออกไปสองลำก่อนที่เรือบินลำใหม่จากชั้นนี้จะบินโฉบเข้ามาเพิ่มอีกหกลำ  เสียงกระพืบปีกของมันดังพั่บแบบเอื่อยๆฟังแล้วชวนง่วงนอน  และมันกำลังบินวนไปรอบๆโคมไฟที่แกว่งไกวมาจากเพดานลิฟต์  ประตูลูกกรงสีทองปิดลงและลิฟต์เขย่าขึ้นสู่ชั้นต่อไป

                “โอ้  เรื่องอะไรล่ะ  ผมล่ะอยากรู้นักเชียว  เกี่ยวกับเด็กคนนี้หรือเปล่า”  สคริมเจอร์ชำเลืองมองมาทางเฟริน่า  เด็กหญิงละสายตามาจากเรือบินเหล่านั้นและก้มหน้ามองปลายเท้าอย่างอึดอัดที่ดวงตาสีออกเหลืองจับจ้องมาที่เธอ

                “เกี่ยวกับ  ซิเรียส  แบล็ก”  ดัมเบิลดอร์ตอบด้วยท่าทางสบายๆ  แต่สีหน้าและปฏิกิริยาของสคริมเจอร์และพ่อมดแม่มดที่อยู่รอบๆตัวเขาไม่ได้มีท่าทางสบายๆไปด้วยเลย  ทุกคนต่างตกใจและงุนงง

                “คุณหมายความว่ายังไง”  สคริมเจอร์รีบถาม 

                “ชั้นห้า  กองความร่วมมือด้านเวทมนตร์ระหว่างประเทศ  ที่รวมอยู่ด้วยมีสภามาตรฐานการค้าเวทมนตร์ระหว่างประเทศ  สำนักงานกฎหมายเวทมนตร์ระหว่างประเทศ  และที่ทำการของผู้แทนสมาพันธ์พ่อมดนานาชาติแห่งประเทศอังกฤษ”

                เสียงผู้หญิงประกาศพร้อมกับเสียงประตูลิฟต์เปิดออก  เรือบินลำเล็กบินออกไปเกือบหมดเหลือไว้เพียงสองลำทำให้ภายในลิฟต์สว่างมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีบันทึกบินได้เหล่านั้นกระพือปีกบดบังแสงจากโคมไฟ   พร้อมกันนั้นร่างของแม่มดและพ่อมดอีกสามคนก้าวออกไปสีหน้าฉายชัดว่าอยากอยู่ฟังต่อ  และเรือบินอีกสามลำจากชั้นนี้ก็บินหวือเข้ามา

                “ผมคิดว่าการพิจารณาคดีเมื่อสิบสองปีก่อนมีบางอย่างผิดพลาด  ผมพบหลักฐานใหม่ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า  ซิเรียส  แบล็กเป็นผู้บริสุทธิ์”  ดัมเบิลดอร์ตอบอย่างแช่มชื่น  

                มีเสียงอุทานจากพ่อมดแม่มดที่ยังเหลือในลิฟต์  แม้แต่สคริมเจอร์เองก็ยังเบิกตาโตและอุทานออกมา 

ปีศาจเป็นพยาน!  คุณ  --  “

มีเสียงหล่นตุ้บ  เมื่อแม่มดที่ยืนชิดด้านหลังลิฟต์ซึ่งกอดห่อผ้าที่ขยุกขยิกได้ทำหล่นพื้น  แล้วสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดที่ดูคล้ายหนูตะเภาสีขาวหลายตัว  แต่กลับมีจะงอยปากและปีกเหมือนไก่ก็เริ่มกระพืบปีกไปรอบๆเท้าทุกคนที่อยู่ในลิฟต์ 

                เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเล็กน้อยเมื่อทุกคน  ยกเว้นดัมเบิลดอร์ยกเท้าหนีสิ่งมีชีวิตประหลาดนั่น  เฟริน่ากระโดดโหยงเมื่อจะงอยปากเล็กๆของหนูประหลาดนั่นจิกเข้าที่ปลายเท้าของเธอ  เด็กหญิงร้องเสียงหลงและยกเท้าหนี  แล้วมันก็ตามมาจิกที่เท้าของเธออีกข้างจนตอนนี้เธอต้องคอยยกเท้าสลับกันไปมาพลางระวังไม่ใช้เท้าเหยียบมันตาย  เธอเห็นพ่อมดคนหนึ่งเหยียบมันตายไปสามตัว  มีคราบเลือดกระจายบนพื้น   แม่มดคนที่นำมันมาก้มลงไปพยายามคว้าตัวพวกมันกลับใส่ห่อผ้าเหมือนเดิม

                เสียงผู้หญิงจืดชืดประกาศขึ้นอีกครั้งผสานไปกับเสียงร้องอุทานของคนในลิฟต์ว่า

                “ชั้นสี่  กองออกระเบียบและควบคุมสัตว์วิเศษ  ที่รวมอยู่ด้วยมีแผนกสัตว์  แผนกสิ่งมีชีวิตชั้นสูง  และแผนกวิญญาณ  สำนักงานก๊อบลินสัมพันธ์และสำนักที่ปรึกษาเรื่องสัตว์รบกวน”

                “ขอโทษค่ะ”  แม่มดคนนั้นรีบใช้ไม้กายสิทธิ์ต้อนหนูมีจะงอยปากออกไปนอกลิฟต์อย่างทุลักทุเล  และก่อนที่ลิฟต์จะปิด  ร่างโปร่งแสงของวิญญาณที่สวมชุดอัศวิก็ลอยเข้ามาพร้อมกับเรือบินหนึ่งลำ  พ่อมดแม่มดทุกคนต่างเขยิบเว้นที่ว่างให้วิญญาณตนนั้นที่ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้หมวกเกราะ  มีเสียงครืดคราดฟังดูน่าขนลุกดังออกมา  เขาพูดภาษาแปลกๆที่ฟังดูโบราณออกมา  แต่ไม่มีใครสนใจเขา  แล้วประตูลิฟต์ก็ปิดอีกครั้ง   ตอนนี้เหลือพ่อมดแม่มดในลิฟต์เพียงเจ็ดคนกับวิญญาณอีกหนึ่งตน

                “คุณกำลังล้อผมเล่นหรือเปล่า”  สคริมเจอร์ละล่ำละลักถาม 

                “ไม่  ผมไม่ได้ล้อเล่น”  ดัมเบิลดอร์ตอบด้วยท่าทางเป็นงานเป็นการมากขึ้น

                “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็เท่ากับว่าเราจับคนบริสุทธิ์เข้าคุกอัซคาบันถึงสิบสองปีน่ะสิ!”  เสียงพ่อมดคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา  ใบหน้าของเขาซีดเผือด  แม่มดที่ยืนใกล้กันอ้าปากค้าง

            “คุกอัซคาบันเชียวนะ”  ใครสักคนร้องอย่างสยดสยอง   แล้วพ่อมดแม่มดอีกสี่คนก็เริ่มซุบซิบอย่างตื่นกลัว  แม้แต่วิญญาณตนนั้นก็สะดุ้งโหยงและเริ่มพึมพำภาษาโบราณแบบรัวเร็ว

                “นั่นแหละ  ผมถึงต้องมาที่นี่แต่เช้า  และต้องรีบยื่นฎีกาขอให้รื้อคดีซิเรียส  แบล็กขึ้นมาพิจารณาคดีใหม่”  ดัมเบิลดอร์พูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม 

                “แล้วเด็กคนนี้ล่ะ”  แม่มดคนหนึ่งถามขึ้นพลางจ้องมองเฟริน่า

                “เธอเป็นคนที่พบหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าซิเรียส แบล็กบริสุทธิ์  ทั้งยังพบตัวผู้กระทำผิดตัวจริง”  ดัมเบิลดอร์ตอบ 

                “ชั้นสาม  กองอุบัติเหตุและความหายนะเนื่องด้วยเวทมนตร์  ที่รวมอยู่ด้วยมีหน่วยกู้ภัยวิเศษ  สำนักงานใหญ่ผู้ลบความจำ  และคณะกรรมการข้อแก้ตัวที่เหมาะสมสำหรับมักเกิ้ล”

                วิญญาณอัศวินและพ่อมดแม่มดที่เหลือยกเว้นสคริมเจอร์ออกไปจากลิฟต์กันหมด  แต่ละคนต่างเริ่มพึมพำคุยกันถึงเรื่องที่เพิ่งได้ยิน  เรือบินทุกลำยังอยู่ในลิฟต์ไม่ได้ร่อนออกไป  

เฟริน่าเชื่อว่าอีกไม่ถึงห้านาทีข่าวเรื่องซิเรียส  แบล็กเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องแพร่ออกไปเป็นวงกว้างแน่ๆ  เธอคิดว่าดัมเบิลดอร์ฉลาดมากที่เจาะจงพูดเรื่องนี้ในลิฟต์  ทั้งยังตอบเรื่องนี้อย่างเว้นจังหวะให้แม่มดพ่อมดแต่ละคนสงสัยใคร่รู้  เด็กหญิงเชื่อว่าพ่อมดแม่มดที่ก้าวออกไปจากลิฟต์ก่อนที่จะฟังจบต้องพยายามซุบซิบไถ่ถามไปยังกองอื่นๆแน่  เพื่อถามว่ามีใครได้อยู่ฟังดัมเบิลดอร์พูดจนจบ  แล้วทีนี้กองต่างๆที่อยู่คนละชั้นต้องพยายามคุยข้ามกันเพื่อหาคำตอบว่าดัมเบิลดอร์พูดอะไรบ้าง  และไม่ว่าศาลสูงวิเซ็นกาม็อตหรือแม้แต่รัฐมนตรีอย่างฟัดจ์เองก็ไม่มีทางปิดข่าวเรื่องนี้ได้แน่ 

“นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก  คุณแน่ใจนะว่าเธอมีหลักฐานจริงๆ”  คำพูดของสคริมเจอร์ทำให้เด็กหญิงอดนิ่วหน้าไม่ได้  และเมื่อเขาเห็นสีหน้าของเธอ  สคริมเจอร์จึงรีบกระแอมและพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึมว่า  “แล้วคุณเห็นหลักฐานนั่นหรือเปล่า  มันคืออะไร  และใคร  -- “

“ชั้นสอง  กองบังคับควบคุมกฎหมายเวทมนตร์  ที่รวมอยู่ด้วยมีกองการใช้สิ่งประดิษฐ์ของมักเกิ้ลในทางที่ผิด  สำนักงานใหญ่มือปราบมาร  และหน่วยบริหารศาลสูงวิเซ็นกาม็อต”

ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออกเสียงโคร้งเคร้ง  ดัมเบิลดอร์และสคริมเจอร์ก้าวออกมาจากลิฟต์โดยมีเฟริน่าเดินตามหลังอาจารย์ใหญ่มาติดๆ 

เด็กหญิงเห็นระเบียงทางเดินที่มีประตูเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว  มีหน้าต่างแสงแดดส่องเข้ามาเป็นลำที่ดูคล้ายท้องฟ้าจริงๆ  เธออดทึ่งความสามารถของฝ่ายดูแลสถานที่วิเศษไม่ได้ที่สามารถใช้เวทมนตร์เสกหน้าต่างมนตราให้มีสภาพอากาศเหมือนกับของจริง

เรือบินเล็กๆพุ่งตามทุกคนออกมาและเริ่มบินไปยังจุดหมายปลายทางของมัน  เฟริน่าไม่ได้มองดูว่าพวกมันบินไปทางไหน  เมื่อเสียงของสคริมเจอร์ดังขึ้นอีกครั้ง

“ดัมเบิลดอร์  ใครกันที่ก่อคดีนั่นเมื่อสิบสองปีที่แล้ว  คุณได้นำหลักฐานติดตัวมาด้วยหรือเปล่า  บางทีผมอาจช่วยได้บ้าง”  

“รายละเอียดทุกอย่างอยู่ในฎีกาที่ผมนำมาด้วยในวันนี้  ส่วนหลักฐานชิ้นสำคัญนั่น  ผมคิดว่าจะเป็นการดีกว่าหากนำมาเปิดเผยให้ห้องพิจารณาคดี”   พ่อมดชราตอบ

“แต่  --  คุณรู้หรือเปล่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  เคยมีนักโทษยื่นฎีกาขอรื้อฟื้นคดีมากมายแค่ไหน  แต่ไม่เคยมีฎีกาไหนผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมศาลสูงวิเซ็นกาม็อตเลย  แล้วคดีของซิเรียส  แบล็กผ่านมาถึงสิบสองปี  คุณคิดว่าพอมีหวังอย่างนั้นหรือที่ฎีกานี้จะผ่าน”  สคริมเจอร์ถามพลางชำเลืองมองมาที่เฟริน่าอีกครั้ง  “ฉันไม่ได้จะพูดให้เธอใจเสียนะแม่หนู  แต่ถ้าเธอศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้าง  เธอน่าจะรู้ว่าการมายื่นฎีกาโดยไม่นำหลักฐานมาด้วย  มีแต่จะยิ่งทำให้ศาลสูงไม่รับฎีกาของเธอน่ะ”

เฟริน่ารู้อยู่แล้วว่าใครๆก็ต้องคิดและเกิดคำถามว่าทำไมเธอกับดัมเบิลดอร์ถึงไม่นำหลักฐาน  ซึ่งก็คือนำตัวปีเตอร์  เพ็ตติกรูว์มาด้วย  แต่ดัมเบิลดอร์ได้เคยอธิบายเรื่องนี้ให้เธอฟังแล้วก่อนหน้านี้  และเธอก็เห็นด้วยกับเขาที่ยังไม่เปิดเผยว่าพยานหลักฐานชิ้นนั้นคืออะไร

“เรื่องนี้จะกระจ่างแจ้งทีหลังเมื่อผมได้ยื่นฎีกาไปแล้ว”  ดัมเบิลดอร์ตอบ   “ผมไม่เห็นว่าจำเป็นต้องรีบร้อนนำหลักฐานชิ้นนั้นมาแสดงต่อที่ประชุมศาลสูงวิเซ็นกาม็อตเลย”

“แต่  -- 

“ขอบคุณมากที่คุณพยายามให้คำแนะนำกับผมและเด็กคนนี้  แต่เธอตัดสินใจดีแล้วว่าจะยื่นฎีกาโดยยังไม่เปิดเผยพยานหลักฐานก่อน”

สคริมเจอร์พ่นลมหายใจ  เห็นได้ชัดจากสีหน้าว่าเขาไม่เห็นด้วยเลยกับวิธีการนี้  เฟริน่ารู้สึกใจเสียขึ้นมา   แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของดัมเบิลดอร์ที่เคยบอกเหตุผลกับเธอ  เด็กหญิงก็ดึงความมั่นใจกลับมาใหม่ได้อีกครั้ง

“เอาล่ะ  ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว  ผมก็ขออวยพรให้คุณกับเด็กคนนี้โชคแล้วกัน”  สคริมเจอร์พูดและก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินไป  เขาก็หยุดและหันมาถามอีกครั้งว่า   “ว่าแต่คุณบอกผมได้หรือเปล่าว่าใครกันที่ฆาตกรรมหมู่ถึงสิบสามคนเมื่อสิบสองปีก่อน” 

“ผมเชื่อว่าคุณจะคาดไม่ถึงเลยทีเดียวว่าใครกันแน่ที่ใช้คาถาเพียงบทเดียวสังหารหมู่”  ดัมเบิลดอร์ตอบ

คำตอบที่ชวนให้อยากรู้มากยิ่งขึ้นของพ่อมดชรายิ่งทำให้สคริมดูขัดใจที่ดัมเบิลดอร์ไม่ยอมเผยความจริงให้รู้ทั้งหมด   ชายชราไม่ได้เดินต่อ  แต่หยุดยืนตรงระเบียงทางเดินที่มีประตูเรียงรายอยู่

“งั้น  --  หวังว่าคงได้รู้กันในเร็วๆนี้  สวัสดี”  สคริมเจอร์พูด  เขาชำเลืองมองที่เฟริน่าอีกครั้งอย่างอยากรู้ก่อนจะหมุนตัวเดินไปตามระเบียงทางเดินผ่านลำหน้าต่างไปเรื่อยๆและเลี้ยวที่หัวมุมหนึ่ง

ดัมเบิลดอร์ละสายตาเมื่อไม่เห็นร่างของสคริมเจอร์แล้ว

“เอาล่ะ  ฉันคิดว่าเราควรเริ่มต้นทำงานในส่วนของเรากันสักที”  พ่อมดชราพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม

เฟริน่าจ้องมองไปยังประตูหลายบานที่เรียงรายกันอยู่อย่างสงสัย

“แล้วเราต้องเข้าประตูบานไหนคะ”

“ตามฉันมา”  ดัมเบิลดอร์เดินนำผ่านประตูบานอื่นๆและไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานสุดท้ายก่อนถึงหัวมุมที่สคริมเจอร์เพิ่งเลี้ยวเข้าไป  ชายชรายกมือเหี่ยวย่นเคาะประตู 

เฟริน่าได้ยินเสียงแหบๆตอบกลับมาเสียงค่อย  เธอเห็นดัมเบิลดอร์จับลูกบิดและจ้องมองมาที่เธอ  เด็กหญิงจับกระเป๋าที่ภายในมีม้วนกระดาษฎีกาที่ดัมเบิลดอร์ร่างให้เธอไว้แน่น  หัวใจของเฟริน่าเต้นรัวเร็วกระแทกอก  เธอกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคออย่างลำบาก  ความรู้สึกหวาดกลัวและตื่นตระหนกเอ่อล้นอยู่ในใจของเธอ  มือของเธอเย็นไปหมดราวกับเพิ่งแช่ในน้ำแข็งมา  

เฟริน่าเชื่อว่าใบหน้าของเธอต้องซีดขาวมากอย่างแน่นอน   เมื่อเธอเห็นสีหน้าของดัมเบิลดอร์จ้องมองเธออยู่   เขายังไม่ยอมหมุนลูกบิด   เฟริน่าหลับตาลงนึกถึงใบหน้าซูบตอบของซิเรียสที่รอคอยความยุติธรรมอยู่ในอัซคาบัน  แล้วความรู้สึกกล้าหาญอย่างบ้าบิ่นก็พุ่งเข้ามาแทนที่ความตื่นเต้นหวาดกลัว  เด็กหญิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง  เธอพยักหน้าให้พ่อมดชรา

               ดัมเบิลดอร์หมุนลูกบิดและก้าวเข้าไปข้างในห้องพร้อมกับเธอ...


_________________________________________________

ในที่สุดดดด  (เอคโค่)   ก็ครบ  100%  สักที  ตอนนี้ยาวเว่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก   เรียกได้ว่าสองเท่าของหนึ่งตอนปกติทั่วๆไปเลยนะคะ  ใครเพิ่งเข้ามาอ่านใหม่ๆหลังจากลงครบร้อยเปอร์เซ็นคงอ่านจนตาแฉะไปข้างหนึ่งล่ะ

ตอนต่อไปก็จะเข้มข้นขึ้น  หนูเฟกำลังจะได้ไฟว์กับฟัดจ์และอัมบริดจ์เข้าไปทุกทีแล้วนะคะ  5555  นางเอกเรื่องนี้ช่างตกระกำลำบากจริงๆ  ศัตรูเยอะ  น่าสงสาร  แต่กำลังใจมาเต็มร้อยจากดัมเบิลดอร์  สเนปและซิเรียส   งานนี้หนูเฟไม่ยอมแพ้แน่ๆ   เล่มสามเนื้อหาค่อนข้างหนักและดราม่า  ไรท์ไม่ค่อยถนัด  แต่ดันคิดพล็อตดราม่าออกได้ไงก็ไม่รู้   ฮาาาา  เอาเป็นว่าช่วงต้นๆเล่มก็อ่านดราม่ากันไปก่อนนะคะ  เดี๋ยวพอฉากที่ฮอกวอตส์เปิดความดราม่าจะลดน้อยลง  (เหรอ?)   สำหรับตอบเม้นไรท์ขอยกไปตอบตอนอื่นแทนนะคะ  ต้องขอโทษด้วยจริงๆ  ช่วงนี้รีบพิมพ์รีบอัพค่ะ  ฮือออออ

ช่วงท้ายๆที่เพิ่งลงไรท์ค่อนข้างชอบดัมเบิลดอร์มาก  ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน  แต่ดัมเบิลดอร์น่ารักอ่ะ  มีความเอ็นดูหนูเฟ  #วีรบุรุษดัมเบิลดอร์   ช่วงนี้ไรท์ออกจะคลั่งไคล้ปู่ดัมเบิลดอร์อยู่สักหน่อย  เพราะปู่น่ารัก  งืออออ  อยากมีผู้ปกครองแบบดัมเบิลดอร์จัง  (อิจฉาหนูเฟมากตอนนี้)

ปล.ไรท์เพิ่งเห็นว่าเด็กดีปรับผังใหม่มีปุ่มกดให้กำลังใจด้วย  ขอบคุณทุกคนที่กดให้กำลังใจนะคะ  รักและคิดถึงทุกคนมากๆๆ



ปล. 2  มีรีดอยากเห็นรูปหนูเฟ  ไรท์ว่าไรท์เจอแล้วล่ะ  เด็กผู้หญิงที่ตรงกับหนูเฟในจินตนาการของไรท์ถึง  90%  อาจลงหลายรูปหน่อย  เพราะน้องเขาน่ารักมากจริงๆ  แต่ชื่อน้องเป็นภาษารัสเซีย  ไรท์อ่านไม่ออกค่ะ  ฮาาาา  ที่ลงหลายรูปไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ  มีรูปน้องตอนเด็กจนถึงโตขึ้นมาหน่อย  ชอบเวลาน้องเขาทำหน้านิ่งๆมาก  ดูดุยังไงไม่รู้  สีผมกับตานี่ใช่เลย  เง้อออออ

  

    รูปนี้น้องยืนด้านซ้ายมือค่ะ  น่าร้ากกกกกก

  

   

   





สำหรับเรื่องคุกอัซคาบัน  ไรท์อ้างอิงมาจาก  https://www.muggle-v.com/3800   ป้า  เจ.เค.เล่าประวัติคร่าวๆว่าอัซคาบันเป็นป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนเกาะทางเหนือ  ส่วนเรื่องการเดินทางกับสภาพบนเกาะและในคุกเนี่ย  ไรท์มโนล้วนๆค่ะ  แบบอ่านทวนบทความในลิงค์หลายรอบมาก  ยิ่งความเห็นของเหล่าพ่อมดที่เคยไปเหยียบที่อัซคาบันต่างบอกว่ามันมีสภาพเลวร้าย  ไรท์เลยมโนว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้  พยายามจินตนาการว่าการเดินทางต้องไปทางเรือ  เพราะคงไม่มีใครขี่ไม้กวาดไปหรอก  เพราะเกาะนี้เคยถูกซ่อนมาก่อน  ไรท์คิดว่ามันต้องมีหมอกปกคลุมรอบเกาะบ้างล่ะ  แล้วด้วยผลพวงของผู้คุมวิญญาณนับพันตนต้องส่งผลต่อสภาพแวดล้อมแน่ๆ  รวมทั้งต้นไม้บนเกาะ  แล้วในบทความยังบอกอีกว่าผู้คุมวิญญาณเนี่ยชอบที่มืด  สกปรกและโสโครก  ดังนั้นคุกอัซคาบันที่ว่ากันว่าเป็สถานที่แพร่พันธุ์ผู้คุมวิญญาณชั้นดีมันต้องมืดมากแน่ๆ  ไรท์เลยมโนว่านอกจากมีหมอก  ท้องฟ้าก็ต้องมืดด้วยแบบแสงส่องลงมาไม่ถึง  ก็ว่าไปนั่น!!  แล้วก็นะพอนักโทษคนไหนหนีออกมาจากห้องขังก็ถูกมอบจุมพิตของผู้คุมวิญญาณไปเลย  ดูน่ากลัวมาก!  ยื้อแย่งกัน  ใครสนใจลองคลิกเข้าไปอ่านบทความดูนะคะ  มันจะละเอียดกว่านี้  ไรท์แค่เอาคำบรรยายของคุกอัซคาบันมาและมโนออกมาเป็นตอนนี้   และไรท์ก็คิดนะว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้แหละ

     


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 149 ครั้ง

2,382 ความคิดเห็น

  1. #2270 Kittttttttie (@studentgroup153) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 19:16
    อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกนางเอกดื้อด้าน อวดรู้มาก จะไปอัซคาบันทำไม ไปแล้วได้อะไร หรือแค่อยากเจอตัวละครที่ชอบเฉยๆ
    #2270
    1
    • #2270-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      9 เมษายน 2562 / 16:10
      ต้องเข้าว่าเฟชอบซิเรียสมากๆนะคะ อยากได้เป็นพ่อบุญธรรมเลยล่ะค่ะ เลยดื้อกับดัมเบิลดอร์และสเนป ส่วนเหตุผลที่ดัมเบิลดอร์ยอมตามใจ มีหลายอย่างมาก อาจจะดูเหมือนทำไมต้องตามใจ แต่เล่มห้าจะมาเฉลยทุกอย่างค่ะ ส่วนสเนปทำไมต้องห้าม เล่มห้าก็จะมาเฉลยเช่นกันค่ะ
      #2270-1
  2. #2051 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 22:03
    ป๋าเนป ตาแก่ขี้งอนที่น่ารัก~~~
    #2051
    1
    • #2051-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      29 มกราคม 2562 / 20:25
      ไรท์ชอบความขี้น้อยใจของป๋าที่สุดเลยค่ะ 555
      #2051-1
  3. #2038 V A M P I E (@blue_sweet) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 14:14

    โอ๊ยยยยย เรือสเนปแล่นเร็วมากค่าาาา

    อารมณ์แบบ...ชอบตั้งแต่ตอนที่สเนปบ่นว่า

    "ถ้าเจอซีเรียสแล้วเธอก็จะลืมฉัน" อะไรประมาณนั้น

    คือ...โอ๊ยยยยย น่ารักมากอ่ะ ได้แค่ดีดดิ้นอยู่คนเดียววววว

    #2038
    1
    • #2038-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      26 มกราคม 2562 / 12:23
      ป๋าเนปมีโมเม้นงอนได้น่ารักสไตล์ป๋ามาก 555555
      มีแอบน้อยใจ
      #2038-1
  4. #1946 love-trafalgar (@love-trafalgar) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 05:28
    ป๋าสเนปทั้งเป็นห่วงและก็หึงด้วยสินะคะ ศัตรูเก่ากำลังใจจะมา แต่ต่อให้โกรธยังไงก็ยังส่งผู้พิทักษ์ไปช่วย น่ารักจริงๆ
    #1946
    1
    • #1946-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      30 กันยายน 2561 / 08:13
      ป๋าเนปคนซึนปากแข็งค่ะ 555555 งอลแต่ก็นะ ความห่วงมีมากกว่า แต่ไม่ห่วงได้ไง อัซคาบันเชียวนะ ปู่ดัมก็ตามใจเกิ๊นนนนนนน
      #1946-1
  5. #1924 Tidvita (@Tidvita) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 20:36

    น้ำตาจะไหลตอนที่เฟริน่าคุยกัยเสนป // ปัดน้ำตาแปป
    #1924
    9
    • #1924-8 Tidvita (@Tidvita) (จากตอนที่ 45)
      23 กันยายน 2561 / 21:15
      ขอบคุณค่ะะะ (กีฬาสีก็ใกล้เข้ามาแล้ว แผนที่ว่าจะแต่งนิยายช่วงปิดเทอมหายวับไปทันราเห็นเลย)
      #1924-8
    • #1924-9 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      23 กันยายน 2561 / 21:19
      กีฬาสี ดีจัง ไรทฺเลยช่วงนั้นมานานมากแล้ว 55555
      #1924-9
  6. #1269 มออานอซอเอ X Grill. (@mlspanda) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 05:53
    ขนลุกเลยง่ะตอนไปเยือนอัซคาบัน คือในเล่มก็คงไม่มีบอก แต่ไรท์พยายามหาข้อมูลมาเขียนอย่างดีมากเลย ฮืออ หนูเฟสายไฝว้ ไฝว้ตั้งแต่ต้นเล่ม 5555555555
    #1269
    1
    • #1269-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      4 มิถุนายน 2561 / 17:24
      ไรท์ก็พยายามบรรยายอัซคาบันตามที่ค้นมา แต่ถ้าตอนหังป้าเจเคบรรยายมาอีกแบบ ไรท์คงเงิบอ่ะ 5555 คือจริงๆไรท์ตัดฉากที่อัซคาบันคือไม่ให้หนูเฟไปก็ได้นะ แต่ไม่รู้ทำไมคืออยากแต่ง มันไม่ได้อ่ะค่ะ อยากให้ซิเรียสมีใครไปเยี่ยมที่อัซคาบันบ้าง สงสารรรร เลยต้องใส่เข้ามา แต่ถ้าตอนหลังป้าเจเคบรรยายไปอีกแบบ ไรท์อาจตามมาปรับแก้ในฟิคทีหลังค่ะ
      #1269-1
  7. #1089 Index-me (@Index-me) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 06:35
    น..น่าร๊ากกกกกกกกกก //กอดรูปแน่นมาก(?)
    #1089
    2
    • #1089-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 45)
      15 เมษายน 2561 / 22:53
      กอดรูปแน่น? คือกอดแฮร์รี่หรือซิเรียสคะ อิอิ
      #1089-1
  8. #842 Yoon (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:19
    งื้อออ มาแล้ววว ดีใจมากก ในที่สุดซีเรียสก็ออก 55555 ป๋าเนปงอนแรงเลย ดัมเบิ้ลดอร์ดูเป็นคุณตามี่ละมุนมากเลยค่ะ ชอบบ ขอบคุณไรต์ที่ทำดารบ้านหาข้อมูลมานะคะะะ ดีใจที่ใส่ใจขนาดนี้ ถึงจะกดกำลังใจให้ไม่ได้แต่ก็ขอให้กำลังใจตรงนี้นะคะะ สู้ๆน้า
    #842
    2
    • #842-1 Buakh (@Buakh) (จากตอนที่ 45)
      6 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:41
      0"0"_")guy0"+4"
      #842-1
    • #842-2 Buakh (@Buakh) (จากตอนที่ 45)
      6 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:42
      Usi sk zm
      Sauj
      I
      #842-2
  9. #840 hikakichi (@hikakichi) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:13
    เรือป๋าเนปพุ่งฉิวๆๆ
    ตอนหน้าหนูเฟข้ามรุ่นไปไฟท์กับรมต.และป้ามหาภัยเลยเรอะ จะไหวไหมนิ
    #840
    0
  10. #838 Darklunaticjewel (@Darklunaticjewel) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:44
    เฟจังสู้ๆ!!//ชูป้ายไฟ
    ถล่มฟัดจ์กับอิป้าสีชมพูให้มันถล่มราบเป็นข่าวดังทั่วบ้านทั่วเมืองยันนอกโลกเลย!!//โบกแท่งไฟ
    ปล.รอตอนของซิเรียส!!^ - ^
    #838
    0
  11. #837 lnlning (@lnlning) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:19
    หนูเฟสู้ๆ//ถือป้ายเชียร์

    เสนปซึนเกินไปนิดนะคะ บางทีคนอื่นเขาก็เข้าใจการกระทำของคุณได้ไม่ทั้งหมดหรอก บอกหน่อยก็ดีนะ(กลัวน้องเฟเสียใจอีกอะ ฮรืออออ)

    พี่ทอมยังคงโหดและโฉดเช่นเดิมเลยนะคะ อ่า...แต่ทำไมถึงได้ออร่าเปร่งปรั่งขนาดนี้คะ//บีบเครื่อง

    ดัมเบิลดอร์คงความเป็นฮีโร่ได้ตลอดทั้งตอนเลย เป็นอีกตอนที่เขาเท่มาก//ปรบมือ
    รีดเริ่มใจเสียกลัวว่าจะผูกพันธ์กับดัมเบิลดอร์มากไปแล้วนะเนี่ย ไรท์คงไม่เขียนให้เขาตายจอนจบใช่ไหมคะ?
    #837
    0
  12. #836 wehammer (@wehammer) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:54
    ไรท์เก่งจัง~ เดี๋ยวนะ!
    พยายามยื้อเรือไว้! ผิดๆ
    #836
    0
  13. #835 Fantastic-29645 (@Fantastic-29645) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:50
    ดีงามมากค่ะไรท์ สงสารป๋าเนปนะ
    ป๋าแกน่าจะเอ็นดูหนูเฟมากอะ
    แต่หนูเฟก็ง้อแล้ว เนื่อเรื่องภาคนี้บิดเบือนมากที่สุดเลย แต่ก็สนุกที่สุดเหมือนกัน ไรท์เก่งมากค่ะเรารอชมผลงานของไรท์เรื่อยๆนะคะ ขอแค่ไรท์อย่าทิ้งเรื่องนี้น้าาเราจะคอยอ่านจนจบเลย+ถ้าอัพบ่อยๆจะดีมาก♡
    เรารออีบุ๊คด้วยคะ ถ้ามีผลงานเรื่องอื่นเราก็จะติดตามนะไรท์เป็นคนที่เขียนได้น่าอ่านภาษาสวยมาก
    เนื้อเรื่องสนุก♡♡♡♡♡♡♡♡
    ไรท์สปอยซักนิดว่าพระเอกคือใครได้ไหมตอนนี้เราหลายใจหลายเรือมากแฮรี่หรือเดรโกไหนจะเซดดริกอีก
    #835
    1
    • #835-1 Fantastic-29645 (@Fantastic-29645) (จากตอนที่ 45)
      5 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:51
      ที่เป็นตัวเลขแปลกๆคือเรากดอีโมจิหัวใจน้าาแต่มันไม่ขึ้นให้อะ
      #835-1
  14. #834 Achyls (@mynamenane) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:14
    ป๋าเนป โอ้ยยยย ถ้าจะเอ็นดูหนูเฟขนาดนี้ หุๆๆๆ //ยิ้มกรุ่มกริ่ม
    #834
    0
  15. #833 sunnyz. (@ElsaandAnna) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:14
    แงงงง สงสารหนูเฟทำไมชีวิตถึงลำบากเช่นนี้ อยากจะช่วยซิเรียสแต่ป๋าเนปก็ไม่ปลื้ม แถมต้องไปตบตี(?)กับลุงฟัดจ์แล้วก็อีป้าคางคกสีชมพูอีก อยากร้องไห้เป็นภาษาสเปนแทนหนูเฟเลยค่ะ(?)
    ดัมเบิลดอร์อ่อนโยนกับหนูเฟตลอดเลยง่าาาา รักและหลงปู่มากค่ะ ณ จุดๆนี้//เอาปู่ขึ้นหิ้งบูชา
    ป๋าเนปเย็นชามาจากไหนก็แพ้หนูเฟทุกที เอาเลยค่ะหนูเฟ เปลี่ยนผู้ชายเย็นชาคนนี้ให้ได้ดดดด
    สู้ๆนะคะไรท์ พักผ่อนเยอะๆเน้ออ ถ้างานเยอะก็ไว้ว่างแล้วก็มาอัพก็ได้ เรารอได้สัมเหมอ!
    ปล.รอบทเซดริกและเดรโกอยู่นะคะ//ยิ้มอ่อน
    ปลล.พี่ทอมคนโฉดโผล่มากี่ทีก็มีแต่แผนร้ายกาจทู้กทีททท
    ปลลล.เล่มนี้เรือเยอะมากค่ะ//ใช้ผ้าคลุมล่องหนแล้ววิ่งลงทุกเรือ
    #833
    0
  16. #832 rearea (@kokori) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:08
    เรือใครจะล่มก็ตาม เรือสเนปห้ามล่มเด็ดขาดดดดดด
    #832
    1
  17. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:31
    ตอนนี้เซเวอร์รัสเด่นอ่ะ5555555+(หัวเพราะด้วยสีหน้าเบิกบาน~) เราเข้าใจป๋าแกนะ ที่เกลียดแก๊งตัวกวน(โดยเฉพาะปีเตอร์)อย่างเจมส์กับซีเรียส.. จำได้ว่าในหนังสือเซเวอร์รัส สเนปเคยพูดกับแฮร์รี่ว่า "ถ้าเธอเรียกฉันว่าคนขี้ขาด ฉันก็ไม่รู้ว่าเธอจะเรียกพ่อของเธอเองว่าอะไร... เพราะว่าพวกเขา 4 รุม 1 ตลอด..." อะไรประมาณเนี่ย~ เราก็เลยไม่ชอบเจมส์.. ซีเรียส.. ลูปิน.. มาเป็นลำดับๆ (ส่วนปีเตอร์อยู่ขั้นเกลียดค่ะ ไม่ใช่ไม่ชอบ)
    #831
    0
  18. #830 Darklunaticjewel (@Darklunaticjewel) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:41
    อรั้ยยย ซิเรียสมาแล้วว//กรี๊ดด
    ที่ป๋าเนปห้ามหนูเฟนี่เรื่องอดีตเพื่อนสนิทหนูเฟรึป่าวหว่า
    ปล.ป๋า!!ทำไมป๋าซึนแบบนี้คะ!!
    #830
    0
  19. #829 STORM_PRINCE (@fernny46) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:52
    โอ้ยยย สงสารทั้งสเนปและซีเรียสเลยอ่า เอาตรงนะๆ ชอบเรื่องนี้มากอ่ะ คาแรคเตอร์แป๊ะเวอร์เหมือนเจ.เคเขียนเลย สู้ๆนะ
    #829
    0
  20. #828 MadCat (@rambo-nat) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:57
    อาจจะกลัวว่าผู้เสพความตายในอัซคาบันจะจำหน้าเฟริน่าได้ เมื่อหลุดมาแล้วเฟริน่าจะเป็นอันตราย //มโนแลนด์
    #828
    0
  21. #827 Liana-milky (@Liana-milky) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:42
    ป๋าเนปห่วงเฟรินามากไป (มาห่วงเรามั่งสิ) และ ไชโย ในที่สุดซีเรียสก็มีบท
    ปล.1 ขอทั้งตอนเลยไม่ได้หรอไรต มันค้างอ่ะ
    ปล.2 เราอุตสาห เก็บไว้อ่านหลังโอเน็ต เพื่อไรต์ อัพเพิ่ม
    ปล.3 รักไรต์ที่สุด
    #827
    1
    • #827-1 Liana-milky (@Liana-milky) (จากตอนที่ 45)
      5 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:16
      เย้ อีก20 แถมป๋าเนปเด่น
      #827-1
  22. #826 น้ำส้มจันทรา (@somoh49) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:40
    สงสารป๋าเนปอยู่นะเพราะให้อดีตแก๊งป๋าซีก็ทำป๋าเนปไว้เยอะ งืออออ อบอุ่นหัวใจจริงๆป๋าซีค่าาาา
    #826
    0
  23. #825 Natacha_i-sen (@sroyson47) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:32
    ขออีกสัก30%ได้ม่ะ
    #825
    0
  24. #824 .second. (@forever_cara) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:00
    พอมาอ่านต่อจาก 30 เปอร์เซนแล้วคือแบบ
    เซเวอรัสห่วงเฟริน่ามากจริงๆ แต่ด้วยความที่เจ้าตัวเป็นคนอารมณ์ร้อน
    แถมยังมีเรื่องในอดีตอีกจริงถ้าเราเป็นเซเวอรัสเราว่ามันยากนะ
    กับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาเรื่องบางอย่างเวลามันไม่ช่วยเหลือเราในเมื่อเรายังเห็บความทรงจำแย่ๆนั้นไว้ในความทรงจำเหมือนอย่างเซเวอรัสเขาโทษตัวเองเสมอว่าที่ลิลลี่ตายเพราะตัวเอง แถมยังเคยพูดทำร้ายจิตใจลิลลี่
    ยังไม่รวมเรื่อง 4 แสบฮอกวอตอีก เราว่ามันเป็นปมใหญ่ในชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต 
    เซเวอร์รัสเป็นคาแรกเตอร์ที่น่าสงสารมากแต่เราว่าการที่เขาห่วงเฟริน่าคือความใจดีสูงสุดของคนที่ไม่เคยได้รับความใจดีแบบนี้เลยก็ได้ เพราะนอกจากดัมเบิลดอลแล้วเราก็ไม่เห็นว่าจะมีใครทำดี พูดดีกับเซเวอร์รัสเลย พูดแล้วก็เศร้า
    เขาก็ผ่านเรื่อรายมาเยอะแล้วเหมือนวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านั้น 
    เราก็หวังว่าเฟริน่าจะทำให้เซเวอร์รัสกลายเป็นคนที่ดีขึ้นไม่เศร้าแบบนี้ รออ่านต่อค่า
    #824
    0
  25. #823 หญิงปริศนา (@-rity-) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:48
    ซีเรียสสสสสส ในที่สุดดดด
    #823
    0