[Harry Potter and Everything has changed] OCx?

ตอนที่ 64 : PART 3 of HP --- Rage and Defense (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,081
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 439 ครั้ง
    13 ส.ค. 61


Rage and Defense

****************


               ถ้าไม่มีเรื่องซุบซิบนินทาที่เกิดขึ้นรอบๆตัว  แฮร์รี่จะมีความสุขกว่านี้มาก  หลังจากชั่วโมงวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด  เขาก็ไม่มีความสุขอีกเลย  ในใจเฝ้าแต่คิดถึงสิ่งที่ลาเวนเดอร์พูด  ในเมื่อมันแปลกมากจริงๆที่ความกลัวของเฟริน่าคือความตายของซิเรียส  แบล็ก  เด็กชายแว่นกลมยอมรับว่าเขานึกไม่ออกว่าทำไมเธอต้องกลัว  บางทีเธออาจจะมีบางอย่างที่ไม่เล่าให้เขาฟังทั้งหมดหรือเปล่า  ตลอดหลายวันที่ผ่านมา  แฮร์รี่ได้หงุดหงิดกับเสียงนินทารอบตัว  เขาพูดกับเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างน้อยมาก  ไม่ใช่ว่าเขากำลังโกรธเธอ  แต่เขากำลังรู้สึกผิดที่สงสัยในตัวเธอ  แฮร์รี่พยายามบอกตัวเองเป็นพันครั้งว่าให้เลิกคิดถึงคำพูดของลาเวนเดอร์  แต่ก็เป็นไปได้ยาก  เมื่อเวลานี้ทุกหนทุกแห่งในปราสาทต่างพูดคุยถึงแต่เรื่องนี้

                แต่ความหงุดหงิดรำคาญใจนี้ก็ดูจะหายไปทันที  เมื่อในเช้าวันหนึ่งเขาได้ยินเฟร็ดและจอร์จบ่นเรื่องการไปเที่ยวฮอกส์มี้ด  ฝาแฝดวีสลีย์กำลังต้องการเติมกระสุนกระดาษเหม็นจากร้านซองโก้เพิ่ม  และมันช่วยไม่ได้จริงๆที่เด็กชายแว่นกลมจะรู้สึกห่อเหี่ยว  เมื่อเพื่อนในชั้นปีเดียวกันต่างได้ไปเที่ยวฮอกส์มี้ด  ในขณะที่เขาได้แต่เดินเตร่อยู่ในปราสาท 

                “นายก็หาทางแอบออกไปก็สิ้นเรื่อง”  รอนบอก เมื่อแฮร์รี่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาในตอนค่ำก่อนที่พวกเขาจะเข้านอน  สิ่งที่รบกวนจิตใจของแฮร์รี่ในตอนนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่ได้ไปเที่ยว  แต่เขากำลังคิดว่า  มันคงสนุกดีไม่ใช่น้อย  หากเขาได้ไปเที่ยวกับเฟริน่า  เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ไปเที่ยวกับเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างคือตอนอายุใกล้จะสิบเอ็ด  (ถ้าเขาสามารถเรียกการไปนั่งกินขนมเค้กแถวโรงเรียนมักเกิ้ลว่านั่นคือการเที่ยวล่ะก็)  แฮร์รี่นึกถึงเวลาที่เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็กหญิง  แล้วเขาก็เริ่มจินตนาการว่าตัวเองได้ออกเที่ยวกับเธอเพียงสองคน  บางทีเขาอาจจะพาเธอเดินแยกไป  และให้เฮอร์ไมโอนี่กับรอนอยู่ที่ร้านฮันนี่ดุกส์  มันคงจะดีไม่ใช่น้อย  และบางทีเขาคงจะให้เฟริน่ารู้สักทีว่าจริงๆแล้วเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ...

                ความคิดนี้ดูจะทำให้เด็กชายหัวแผลเป็นมีแรงกล้าที่จะแอบออกไปฮอกส์มี้ดด้วยผ้าคลุมล่องหนของพ่อ  ถึงแม้ว่าดัมเบิลดอร์จะเตือนเรื่องผู้คุมวิญญาณไว้เมื่อครั้งที่เปิดเรียนก็ตาม  แต่นั่นคงไม่เป็นไร  หากเขาเดินไปพร้อมกับเพื่อนกลุ่มใหญ่  พวกผู้คุมวิญญาณคงไม่มีผลกับเขามากนัก  และมันคงจะดีไม่ใช่น้อยที่เขาจะได้ออกเที่ยวกับเฟริน่า  แต่ก่อนที่เขาจะทำอย่างที่หวังได้  เขาต้องชวนเธอก่อน

                แฮร์รี่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวได้ว่าเขาต้องเอ่ยปากชวนเธอ  ไม่อย่างนั้นเฟริน่าที่ตัวติดกับเฮอร์ไมโอนี่อย่างกับอะไรดีคงไม่ยอมไปกับเขาตามลำพังแน่ๆ   เด็กชายผมยุ่งรวบรวมความกล้าอยู่หลายวัน  เขารู้สึกเคอะเขินทุกครั้งยามที่คุยกับเธอ  ดังนั้น  มันจึงช่วยไม่ได้เลยที่เขาพยายามไม่คุยกับเธอบ่อยนัก  เพราะเมื่อคิดถึงคำพูดที่จะเอ่ยชวนเธอ  ก็ทำให้เขาหน้าร้อนผ่าว  รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนเสียแล้ว  แต่ในที่สุดเมื่อถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน   แฮร์รี่ก็คิดว่าเขาควรเริ่มชวนเธอสักที  เมื่อได้ยินรอนเริ่มวางแผนการว่าจะไปเที่ยวที่ไหน  และแฮร์รี่ไม่อยากให้เด็กหญิงทั้งสองเริ่มคิดว่าจะใช้เวลาร่วมกันทำอะไรบ้าง 

                ระหว่างที่ทั้งสี่กำลังเดินออกจากห้องโถงเพื่อไปยังชั้นเรียนแรกของวัน  แฮร์รี่ก็ต้องรีบสะกิดเฟริน่าเมื่อพวกเขาเพิ่งเดินพ้นจากประตูห้องโถงใหญ่

                เด็กหญิงที่กำลังก้มหน้าอ่านจดหมายบางๆในมือเงยหน้าขึ้นมามองเขา

                “มีอะไรหรือ  แฮร์รี่”  เธอถาม  รอนกับเฮอร์ไมโอนี่หยุดเดินและหันกลับมามองทั้งเขาและเธอ

                “นายกับเฮอร์ไมโอนี่ไปที่ชั้นเรียนก่อนเลย  ฉันมีอะไรจะถามเฟริน่าน่ะ”  เด็กชายแว่นกลมบอกอย่างประหม่า  แต่ก่อนที่รอนจะเอ่ยปากถาม  เด็กหญิงผมฟูก็ยิ้มแบบมีเลศนัย  และคว้าแขนเด็กชายผมแดงและดึงให้เดินห่างออกไป

                “ทำไมต้องคุยกับฉันแค่สองคนล่ะ  เรื่องสำคัญงั้นหรือ”  เฟริน่าถาม  แฮร์รี่เห็นนักเรียนคนอื่นๆเริ่มทยอยออกมาจากห้องโถงใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปเรียนเช่นกัน  เด็กชายคิดว่าเขากับเธอน่าจะไปคุยที่อื่น

                “ใช่  ฉันมีเรื่องสำคัญนิดหน่อยที่อยากถามเธอ”  เขาบอก  “เราไปคุยกันตรงอื่นดีกว่า”

                แล้วแฮร์รี่ก็เดินนำเธอไปยังระเบียงทางเดินที่ไร้ผู้คน  ก่อนที่เขาจะหยุดและหมุนตัวกลับมาหาเธอ  เฟริน่าจ้องมองเขาอย่างสงสัย  แฮร์รี่แทบไม่กล้าสบตาเธอเลย  บางทีเขาน่าจะเอ่ยชวนเธอแบบอ้อมค้อมดีหรือไม่  อย่างน้อยเขาจะได้ไม่ประหม่าและเขินอายไปมากกว่านี้

                “เฟริน่า  คือวันที่จะได้ออกไปเที่ยวฮอกส์มี้ดน่ะ  ฉันกำลัง  --  กำลังคิดว่าจะแอบออกไปโดยใช้ผ้าคลุมล่องหนล่ะ”  เด็กชายแว่นกลมบอกออกไป  พลางรีบเสริมทันทีว่า  “เธออย่าว่าฉันนะที่แอบออกไปน่ะ  ฉันก็อยากเที่ยวเหมือนกันนี่”

                “โอ้  แฮร์รี่  แต่นายต้องเดินผ่านผู้คุมวิญญาณนะ”  เด็กหญิงบอก 

                “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย  เฟริน่า   และฉันตั้งใจแล้วว่าจะแอบออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ  ถ้าเป็นแบบนั้นพวกผู้คุมวิญญาณทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”  เขาพยายามหว่านล้อมเธอ

                แล้วแฮร์รี่ก็ต้องประหลาดใจที่เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างพยักหน้าเห็นด้วย

                “ถ้านายมั่นใจอย่างนั้น  ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก”  เธอบอก 

                “ฮื่อ  และถ้าเป็นแบบนั้น  ฉันก็เลยกำลังคิดว่า  --  เฟริน่า  เราไปเที่ยวกันครั้งสุดท้ายอายุเกือบสิบเอ็ด  เธอจำได้ไหม”  เขาเริ่มต้น

                “จำได้สิ  กิ๊บที่นายให้  ฉันยังเก็บไว้เป็นอย่างดีเลยนะ”  เด็กหญิงบอก  “แต่ที่ฉันไม่เอาออกมาใช้  เพราะกลัวจะทำมันหายน่ะ”

                “อ้อ  งั้นหรือ”  แฮร์รี่รู้สึกหัวใจพองโตที่เธอเก็บของที่เขาให้เป็นอย่างดี   แล้วเขาก็รีบก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองด้วยความขัดเขิน  พลางเริ่มพูดต่อไปว่า  “เอ่อ  --  ฉันกำลังคิดน่ะว่าเราน่าจะไปเที่ยวด้วยกัน  และบางที  --  เฟริน่า  ที่ฮอกส์มี้ดน่ะ  ฉันคิดว่าบางทีเราน่าจะไปเที่ยวด้วยกันตามลำพัง  คือ  --  ที่ฉันพูดหมายถึงว่า  เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันสองคนนานมากแล้ว  และ  -- 

                “โอ้  แฮร์รี่”  อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเธอ  ทำให้แฮร์รี่ต้องเงยหน้าขึ้นมา  และเขาก็เห็นเธอทำหน้าเสียใจบางอย่างที่ทำให้เด็กชายรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนอีกครั้ง

                “มี  --   มีอะไรอย่างนั้นหรือ”  เขาถาม  เฟริน่ารีบหลบสายตาเขา  ใบหน้าเป็นสีชมพู

                “ไม่ใช่  --  ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไปเที่ยวกับนายนะ  แต่  --  แต่ว่า  ฉัน  --  คือว่าฉัน  --    

                “ทำไมเหรอ  หรือว่าเธอมีแผนการกับเฮอร์ไมโอนี่แล้วว่าจะไปเที่ยวที่ไหน”  เด็กชายรีบถาม  แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงสั่นหัว  แฮร์รี่ก็รู้สึกโหวงๆในอก

                “ไม่ใช่หรอก  คือ  --  แฮร์รี่  ฉันไม่รู้นะว่าทำไมนายถึงไม่ชอบเซดริก  แต่  --  เขาชวนฉันออกเที่ยวด้วยกันที่ฮอกส์มี้ดแล้วน่ะ” 

                “โอ้  --  อย่างนั้น  --  เอ่อ  ไม่เป็นไร”  แฮร์รี่รู้สึกหน้าแตก  เขาแทบไม่กล้ามองหน้าเธอเลย  และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป  ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่า  เซดริกก็แค่เด็กหนุ่มทึ่มๆที่มาจากบ้านฮัฟเฟิลพัฟที่ใครๆต่างก็บอกว่าพวกนั้นทึ่ม  และแฮร์รี่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบหน้าเซดริกมากเท่านี้มาก่อน    

                “นายคงไม่  --  ไม่โกรธฉันหรอกใช่ไหม  แต่เซดริกเป็นคนดีจริงๆนะ  ฉันก็เลย  --  ตอบตกลงไปน่ะ”  เฟริน่าจ้องมองเขาอย่างกังวล

                “ไม่เลย  ฉันไม่โกรธเธอหรอก  ยิน  --  ยินดีด้วย  ขอให้เธอสนุก”  แฮร์รี่พูดได้แค่นั้น  ก่อนที่เขาจะเอ่ยชวนเธอไปเข้าชั้นเรียนด้วยกัน

 



                เดรโกไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองเพิ่งได้ยินอะไร  เด็กชายมัลฟอยแอบเดินตามเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ทั้งสองมา  เมื่อเห็นทั้งคู่เดินแยกไปในทางที่ไม่ใช่ไปชั้นเรียน  และมันช่วยไม่ได้เลยที่เขาจะได้ยินว่าเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างออกเที่ยวกับเซดริก  ดิกกอรี่  เจ้าทึ่มจากบ้านฮัฟเฟิลพัฟ

                ตั้งแต่ที่เขาโดนเธอต่อว่าเรื่องที่เขียนจดหมายไปบอกพ่อเรื่องฮิปโปกริฟฟ์นั่น  เขาก็โมโหเธอมาตลอด  และเดรโกคิดว่าโชคดีมากที่ตอนนี้มีข่าวลือที่อาจทำให้พอตเตอร์กับเธอแตกหักกัน  เขาไม่เคยชอบวิธีการมองของเด็กชายหัวแผลเป็นเลยสักครั้ง  มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและอดคิดไม่ได้ว่าพอตเตอร์กำลังรู้สึกกับเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างมากกว่าเพื่อน  และถ้าเป็นไปได้  เขาอยากให้ทั้งคู่เลิกคุยและเลิกเป็นเพื่อนกัน  เดรโกไม่รอช้าเลยเมื่อโอกาสนั้นมาถึง  เขาคิดว่า  ถ้าเธอกับพอตเตอร์แตกหักกันเมื่อไหร่  เขาจะเริ่มเข้าหาเธออย่างจริงจัง  แต่แล้วทุกอย่างก็กลับตาลปัตร  เมื่อเขาได้ยินว่าดิกกอรี่ชวนเธอออกเที่ยวไปแล้ว  แม้แต่พอตเตอร์เองที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอก็เพิ่งรู้พร้อมกับเขา

                ตอนนี้นอกจากเดรโกจะรู้สึกโหวงๆแล้ว  เขายังรู้สึกร้อนๆในอกอีกด้วย  บางทีการเที่ยวฮอกส์มี้ดครั้งนี้จะไม่สนุกอีกต่อไป  แผนการที่คิดว่าหากพอตเตอร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวด้วยแล้ว  เขาจะสร้างสถานการณ์เพื่อให้ตัวเองได้ออกเที่ยวกับเด็กหญิงบ้านกริฟฟินดอร์นั้น  ดูท่าจะพังไม่เป็นท่าเมื่อคนที่ชวนเธออกเที่ยวก่อนหน้าพอตเตอร์คือเจ้าทึ่มดิกกอรี่

                “นายมาทำอะไรตรงนี้น่ะ”  เสียงแหลมๆของพาร์กินสันดังขึ้น  ทำให้เด็กชายผมบลอนดที่ยืนแอบอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง

                “ไม่มีอะไร  แล้วนี่เธอเดินตามฉันมานานหรือยัง”  เดรโกรีบเปลี่ยนเรื่อง

                “ฉันเพิ่งจะมาถึงนี่เอง  นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ  แอบเดินตามพอตเตอร์กับโพสันมาทำไม”  พาร์กินสันสงสัย

                “ใครว่าฉันเดินตาม  ฉันแค่บังเอิญเดินหาห้องน้ำต่างหากล่ะ  แล้วนี่ทำไมเธอถึง  -- 

                “นายชอบ  โพสัน  หรือเปล่า”  เด็กหญิงหน้างอขมวดคิ้ว

                เดรโกหันขวับมาจ้องหน้าแพนซี่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง  ก่อนจะรีบปฏิเสธเสียงดัง

                “จะบ้าหรือไง!  เธอพูดอะไรของเธอน่ะ   พาร์กินสัน” 

                “งั้นนายตามโพสันกับพอตเตอร์มาทำไม”

                “ฉันบอกว่าเปล่าไง  แล้วทำไมเธอไม่รีบไปเข้าชั้นเรียน  เดินตามฉันมาทำไม”  เด็กชายผมบลอนด์ถามอย่างหงุดหงิด  ก่อนจะเดินผ่านตัวแพนซี่ไปอย่างรวดเร็ว

                “เดี๋ยวก่อนสิ  ทำไมนายต้องโมโหด้วยล่ะ  ฉันถามแค่นี้เอง  --  มัลฟอย  รอด้วย!


________________________________5%________________________________


               จดหมายแจ้งวันนัดพิจารณามาถึงแล้ว  ถ้าเธอว่าง  มาพบฉันตอนเที่ยง

รหัสเดิม

ดัมเบิลดอร์

               

                เฟริน่าพบว่ามันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการเรียน  เมื่อตอนนี้จดหมายแจ้งวันนัดพิจารณาของศาลสูงวิเซ็นกาม็อตมาถึงแล้ว  ระหว่างที่เด็กหญิงกำลังย้ายต้นเดซี่ไปยังกระถางใหม่ในชั้นเรียนวิชาสมุนไพรศาสตร์  เธอก็ถูกเฮอร์ไมโอนี่ถองเบาๆ

                “อะไร”  เฟริน่าสะดุ้ง

                “เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”  เด็กหญิงผมฟูขมวดคิ้ว  และเมื่อเฟริน่ามองที่กระถางตัวเอง  เธอก็พบว่าเผลอใส่ปุ๋ยมูลมังกรจนแทบกลบต้นเดซี่เสียมิด  เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างจึงรีบเทดินออก  ก่อนที่ศาสตราจารย์สเปราต์จะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น  และเมื่อระฆังลั่นบ่งบอกว่าเวลาพักเที่ยงมาถึง  เฟริน่าก็รีบบอกกับเฮอร์ไมโอนี่ว่าเธอถูกเซเวอร์รัสเรียกไปถามเรื่องเรียงความน้ำยาหดตัวที่เคยส่งไป  มันช่วยไม่ได้จริงๆที่เธอจะต้องอ้างแบบนั้น  ในเมื่อเธออ้างว่าตัวเองไม่สบายมาบ่อยเกินไปแล้ว  และเพื่อนๆทั้งสามก็เริ่มกังวลว่าชายจมูกตะขอจะเล่นงานอะไรเธอหรือเปล่า

                กว่าเฟริน่าจะแยกตัวออกมาได้  เธอก็ต้องยืนยันเสียหลายครั้งว่าศาสตราจารย์วิชาปรุงยาไม่มีท่าทีจะตำหนิอะไรเธอทั้งนั้น  เด็กหญิงคิดว่าหลังจากไปพบดัมเบิลดอร์ที่ห้องทำงานแล้วเธออาจไปที่คุกใต้ดิน  เพื่อขอให้เซเวอร์รัสช่วยโกหกกับเพื่อนๆทั้งสาม

                “ไม้กายสิทธิ์รสชะเอม!” 

                ทันทีที่รูปปั้นกระโดดออกไป  เธอก็รีบเดินขึ้นบันได  ก่อนที่มันจะหมุนขึ้นพาเธอมาหยุดหน้าประตูห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่  เด็กหญิงเคาะประตูห้อง  และเมื่อได้ยินเสียงแหบชราเอ่ยอนุญาต  เธอจึงผลักประตูเข้าไป

                ภายในห้องทำงานของดัมเบิลดอร์  เฟริน่าเห็นชายชราคนหนึ่งรูปร่างผอมบางสูง  เขามีดวงตาสีฟ้า  ผมและเคราสีขาว  เฟริน่าอดขมวดคิ้วไม่ได้  เมื่อเธอไม่เคยเห็นชายชราคนนี้มาก่อน  และเมื่อเด็กหญิงก้าวเข้าไป  ชายชราคนนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนและจ้องมองเธอด้วยท่าทางกระตือรือร้น  เขายิ้มอย่างประหม่าแต่ใจดีมาให้เธอ  ดัมเบิลดอร์ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานรีบลุกขึ้นยืนตามด้วยสีหน้าที่อ่านยากว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ 

                “สวัสดี  เฟริน่า”  อาจารย์ใหญ่เอ่ย  ก่อนจะหันไปยังชายชราแปลกหน้า  “นี่คือนาฟส์  นาฟส์  ฮอร์นบีม  เพื่อนเก่าแก่ของฉันเอง”

                เฟริน่าจ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราที่ชื่อนาฟส์อย่างสงสัย 

                “สวัสดี  เธอชื่อเฟริน่า  โพสันใช่ไหม  อัสบัสเล่าให้ฉันฟังทั้งหมดแล้ว  เธอเป็นเด็กที่กล้าหาญมาก”  นาฟส์รีบพูดด้วยท่าทีกังวลเมื่อเห็นเด็กหญิงผมสีน้ำตาลยังคงจ้องเขาอยู่

                “สวัสดีค่ะ  คุณฮอร์นบีม”  เฟริน่าทักทายออกไป  แต่ในใจเธอเวลานี้สงสัยมากว่า  จะมีใครที่มีนามสกุลเดียวกับไม้ที่ใช้ทำไม้กายสิทธิ์บ้าง

                “เรียกฉันว่านาฟส์เถอะ  ฉันชอบชื่อตัวเองมากกว่า”  เขาบอกอย่างสุภาพ  “มานั่งตรงนี้สิ”

                เด็กหญิงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างชายชราที่ชื่อนาฟส์  ดัมเบิลดอร์เองก็นั่งลงที่หลังโต๊ะทำงาน 

                “ฉันบังเอิญได้เล่าเรื่องของเธอให้นาฟส์ฟัง  เขาเลยอยากพบเธอสักครั้ง”  ดัมเบิลดอร์อธิบายเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเฟริน่า 

                “หวังว่าฉันคงไม่ทำให้เธออึดอัดหรอกใช่ไหม”  นาฟส์ถาม  ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเธออย่างกังวล  เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นว่าเขาไม่กล้าสบตาเธอตรงๆ  แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามชวนคุย

                “ไม่เลยค่ะ  คุณนาฟส์  หนูแค่ไม่เคยได้ยินชื่อคุณมาก่อน  และพยายามนึกว่าหนูเคยรู้จักใครที่มีนามสกุลฮอร์นบีมหรือเปล่า”  เด็กหญิงรีบตอบ

                นาฟม์เพียงแค่ยิ้มอย่างพึงพอใจ  ก่อนจะหันไปทางดัมเบิลดอร์  และเมื่อเขาเห็นอาจารย์ใหญ่กำลังจ้องมองอยู่  ชายชราที่ชื่อนาฟส์ก็รีบทำสีหน้าเรียบเฉยที่อ่านยากว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เช่นกัน  แต่เฟริน่ารู้สึกว่าชายชราทั้งสองเหมือนมีเรื่องไม่พอใจอะไรบางอย่าง  และก่อนที่เด็กหญิงจะถาม  อาจารย์ใหญ่ก็เลื่อนจดหมายมาให้เธอ

                “นี่คือจดหมายจากศาลสูงวิเซ็นกาม็อต”

                เฟริน่าเปิดซองและหยิบจดหมายออกมาเริ่มตั้งต้นอ่าน

 

            เรียน  คุณ  ฟ.  โพสัน  ผู้ยื่นฎีกาโดยมี   คุณ  อ,  ดัมเบิลดอร์  เป็นผู้แทน

            เรื่อง  แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาคดีของ  ซิเรียส  แบล็ค

            เนื่องจากเมื่อวันที่  17  สิงหาคม 1992  ศาลสูงวิเซ็นกาม็อตได้เห็นชอบให้คดีของ  ซิเรียส  แบล็ค  พิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง  ที่ประชุมศาลสูงฯจึงใคร่ขอแจ้งให้คุณทราบว่า  กำหนดวันนัดพิจารณาจะมีขึ้นในวันที่  4  ตุลาคม  1992  เวลา  10  นาฬิกา  สถานที่ห้องพิจารณาเก่า  ห้องที่เก้า  ชั้น  10  ณ  กระทรวงเวทมนตร์

            โปรดนำพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาด้วยและกรุณารักษาเวลาเพื่อประโยชน์ของคุณเอง  พร้อมกันนี้ได้แนบขั้นตอนการแสดงพยานหลักฐานมาท้ายจดหมายฉบับนี้แล้ว

ขอให้มีความสุขในวันเปิดเทอม!

ด้วยความนับถือ


 (เอลฟายอัส  โดจ)

ที่ปรึกษาพิเศษของศาลสูงวิเซ็นกาม็อต

 

“แล้วกำหนดวันสอบสวนของคณะกรรมการโรงเรียนล่ะคะ”  เฟริน่ารีบถามทันทีเมื่ออ่านจดหมายจบ 

“วันเดียวกัน”  อาจารย์ใหญ่ตอบ

“แล้วอย่างนี้  เราจะทำยังไงกันดีคะ”   เด็กหญิงถามต่ออย่างเป็นกังวล  เมื่อนึกถึงว่าเธอจะต้องไปเผชิญหน้ากับศาลสูงวิเซ็นกาม็อตและกระทรวงเวทมนตร์เพียงคนเดียว เฟริน่ายอมรับว่าการที่ดัมเบิลดอร์อยู่ใกล้ๆนั้นสร้างความอุ่นใจให้เธอเป็นอย่างมาก

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง  ฉันหาวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว”  ดัมเบิลดอร์ยิ้มน้อยๆ

“ยังไงหรือคะ”  เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสงสัย

เครื่องย้อนเวลายังไงล่ะ”  อาจารย์ใหญ่บอก

เฟริน่าเบิกตาโตเมื่อเธอลืมเสียสนิท  “ดีจังเลยค่ะ!”   

ดัมเบิลดอร์หัวเราะเบาๆเมื่อเห็นท่าทางดีใจของเด็กหญิงตรงหน้า  ในขณะที่ชายชราอีกคนจ้องมองเธอด้วยสีหน้าใคร่รู้และสนใจ

“เธอคงชอบ  ซิเรียส  แบล็คมากเลยใช่ไหม”  นาฟส์ถาม

“ค่ะ  หนูคิดว่าเขาค่อนข้างน่ารักดี  และน่าสงสารด้วย  --  คุณเคยไปอัซคาบันไหมคะ  ที่นั่นแย่มากเลยค่ะ  และซิเรียสต้องอยู่ที่นั่นถึงสิบสองปี  ถ้าอะไรที่หนูช่วยได้  หนูก็อยากทำค่ะ”  เฟริน่าตอบ  เธอเห็นดวงตาสีฟ้าของนาฟส์มีประกายสั่นระริกเมื่อเธอเอ่ยอัซคาบันขึ้นมา  ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

“เธอไม่ควรไปที่นั่นอีก  หนูน้อย”  เขาบอกด้วยเสียงแหบๆ  เฟริน่ารู้สึกถึงความกังวลและตำหนิเจืออยู่ในน้ำเสียงนั้น

“หนูรู้ค่ะ  เซเวอร์รัสก็บอกหนู  คุณรู้จักเซเวอร์รัส  สเนปใช่ไหมตะ”  เด็กหญิงรีบพูดต่อ

นาฟส์พยักหน้าช้าๆ  เขาตั้งใจฟังเธอทุกคำพูดที่ทำให้เฟริน่ารู้สึกถึงความจริงใจและอยากเล่าต่อ

“รู้จักสิ  แต่เขาไม่ชอบฉันสักเท่าไหร่”  ชายชราไหวไหล่ด้วยท่าทางสบายๆที่ทำให้เฟริน่าหัวเราะคิกคัก 

“ทำไมเซเวอร์รัสถึงไม่ชอบคุณล่ะคะ”  เด็กหญิงถามเมื่อหยุดหัวเราะสำเร็จ  “หนูคิดว่าคุณใจดีนะคะ”

นาฟส์ยกยิ้มที่มุมปาก  เขาจ้องมองเธออย่างอ่อนโยน  “แต่เขาน่าจะคิดว่าฉันใจร้ายมากกว่า”

“ใจร้ายหรือคะ”  เฟริน่าทวนคำ  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าสเนปมักไม่ชอบสิ่งรอบๆตัวเสมอ

“เฟริน่า  ฉันคิดว่าเธอควรเตรียมตัวเรียนตอนบ่ายได้แล้วนะ”  ดัมเบิลดอร์ขัดขึ้นก่อนที่นาฟส์จะตอบเธอ

“ค่ะ  ศาสตราจารย์”  เฟริน่าบอก  อดไม่ได้ที่จะเสียดาย  เมื่อเธอเริ่มรู้สึกชอบชายชราที่ชื่อนาฟส์  “ลาก่อนค่ะ  คุณนาฟส์”

“รู้ไหม  เธอทำให้ฉันอยากมีหลานสาวเลย”  ชายชราบอกด้วยท่าทางใจดี  พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมและหยิบห่อขนมท่าทางน่ากินออกมา  “นี่เป็นขนมที่ฉันตั้งใจเอามาให้เธอ  ช็อกโกแลตนี่อร่อยมากเลยนะ”

“ขอบคุณค่ะ  คุณนาฟส์”  เด็กหญิงร้องบอกด้วยความดีใจ

“บางทีฉันคงจะดีใจมากกว่านี้  ถ้าเธอเรียกฉันว่าคุณตาน่ะ  เฟริน่า”  ชายชรายิ้มน้อยๆและดูชอบใจมากเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูตกใจของเด็กหญิงบ้านกริฟฟินดอร์

“คุณให้  --  หนู  --  หนูเรียกคุณว่าคุณตาได้เหรอคะ”  เธอละล่ำละลักถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง  เขาใจดีและอ่อนโยนกับเธอมาก

แล้วนาฟส์ก็เลื่อนมือมาลูบศีรษะเธอเบาๆ  ก่อนจะพูดที่ทำให้เด็กหญิงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

“ได้สิ  เรียกฉันว่าคุณตานะ”


                       ________________________________10%________________________________


เฟริน่าเดินไปตามระเบียงทางเดิน  มีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าเมื่อจ้องมองขนมในมือ  มันช่วยไม่ได้จริงๆที่เธอจะรู้สึกดีกับชายชราปริศนา  ถึงเขาจะมีพฤติกรรมประหลาด  แต่อะไรบางอย่างในตัวเขากลับทำให้เธอรู้สึกได้รับการเอาใจใส่และอบอุ่น  ขณะที่เด็กหญิงกำลังจะแกะห่อขนมออก  เธอก็เพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญได้

“โอ้  ตายล่ะ!”  เธออุทาน  ก่อนจะรีบยัดห่อขนมใส่กระเป๋าเสื้อคลุมและวิ่งลงบันได  เธอเกือบชนเข้ากับเด็กปีหนึ่งคนหนึ่ง  เฟริน่าไม่มีเวลามาขอโทษ  เมื่อเธอต้องรีบไปบอกเซเวอร์รัสให้ช่วยโกหกเพื่อนๆว่าเธอมาพบเขาเรื่องเรียงความน้ำยาหดตัวตอนพักกลางวัน  เฟริน่ากระโดดข้ามบันไดหลายขั้นลงไปกองที่พักบันได  ก่อนจะวิ่งต่อไป  ใช้เวลาไม่กี่นาทีเด็กหญิงก็ไปยืนหอบอยู่หน้าห้องทำงานที่คุกใต้ดิน  เธอเคาะประตู  เมื่อได้ยินเสียงเฉยชาอนุญาต  เธอก็ผลักประตูเข้าไป

ศาสตราจารย์วิชาปรุงยากำลังยืนอยู่เหนือหม้อต้มยาที่มีควันจางๆลอยออกมา  เซเวอร์รัสกำลังใช้ทัพพีตักยาลงในถ้วยมีเชิงที่ตอนนี้กำลังส่งควันจางๆออกมาเช่นกัน  และเมื่อเขาเห็นว่าเป็นใครที่ผลักประตูเข้ามา  สีหน้าของชายจมูกตะงอก็เปลี่ยนจากแข็งกระด้างมาเป็นสงสัยทันที

“ใกล้ถึงเวลาเรียนตอนบ่ายแล้ว  เธอมาทำอะไรที่นี่  คุณโพสัน”  เขาถาม  และกลับไปสนใจตักยาออกจากหม้อใส่ถ้วยใบนั้นต่ออย่างระมัดระวัง  เฟริน่าเดินมายืนชะโงกหน้ามองยาในถ้วยใบนั้น

“หนูมาขอให้คุณช่วยค่ะ  เซเวอร์รัส”  เธอตอบ  สายตาจ้องมองเขาวางทัพพีลง  หลังจากที่ตักยาจนเต็มถ้วยแล้ว

“อะไร”  เขาถามห้วนๆ

“ถ้าเพื่อนๆมาถามว่าเมื่อตอนพักคุณเรียกหนูมาถามเรื่องเรียงความน้ำยาหดตัวหรือเปล่า  หนูขอให้คุณช่วยโกหกได้มั้ยคะว่าคุณเรียกหนูมาจริงๆ”  เด็กพูด  ก่อนจะรีบเสริมต่อไปเมื่อเห็นเซเวอร์รัสมีสีหน้าหงุดหงิด  “คือเมื่อตอนพักกลางวันศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์เรียกหนูไปพบเรื่องกำหนดนัดพิจารณาของซิเรียสค่ะ”

อาจารย์วิชาปรุงยามีสีหน้าหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก  ก่อนจะพึมพำอย่างรำคาญว่า

“ก็ได้  --  เมื่อไหร่เรื่องของแบล็กจะจบลงสักที  ทำให้คนอื่นวุ่นวายไปทั่ว”

“โธ่  เซเวอร์รัสคะ  อย่าพูดแบบนั้นสิ  หนูก็อยากให้  --  “

“ฉันไม่ได้พูดว่าเธอ  ฉันหมายถึงแบล็กต่างหาก  คนๆนี้ทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนไปหมด  --  รู้ไหม  คุณโพสัน  เธอกำลังหาเรื่องทำให้ตัวเองเหนื่อยเปล่าๆ”  เซเวอร์รัสบอกอย่างหงุดหงิดและหมุนตัวไปเก็บตาชั่งทองเหลืองบนหลังตู้

เฟริน่าอดไม่ได้ที่จะทำหน้านิ่วเมื่อได้ยินเขาพูดถึงซิเรียสแบบนั้น

“เซเวอร์รัสคะ  หนูเคยบอกคุณไปแล้วนี่คะว่าเราจะไม่พูดเรื่องนี้อีก” 

ชายจมูกตะขอไม่ตอบ  เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดและเริ่มเก็บเครื่องปรุงยาบนโต๊ะต่อไป 

“ว่าแต่  เซเวอร์รัสคะ  คุณรู้มั้ยคะว่าคุณนาฟส์เป็นใคร”

คำถามของเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างก็ทำให้เขาเผลอปัดขวดโหลตกพื้นแตก  ดวงตาสีดำขลับตวัดมาจ้องหน้าเธออย่างตกใจ

“เธอว่าอะไรนะ!”  เขาตวาด

เฟริน่าจ้องมองอย่างหวาดๆเมื่อเห็นสเนปดูโมโหมาก  แม้เธอจะรู้มาว่าเซเวอร์รัสไม่ชอบหน้าชายชรา  แต่ไม่นึกว่าจะไม่ชอบมากขนาดนี้

“คือ  --  เมื่อตอนพักกลางวัน  หนูเจอกับคุณตา  --  เอ่อ  --  คุณนาฟส์มาด้วยค่ะ  แต่เขาใจดีมากๆเลยนะคะ  เขายอมให้หนูเรียกเขาว่าคุณตาด้วย  และที่  --  “

“อย่าได้ไปสนิทสนมกับชายคนนั้นมากนัก”  เซเวอร์รัสแทรกด้วยเสียงห้วนๆ

“ทำไมล่ะคะ  เขาเป็นเพื่อนกับศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์  --  “

“คนที่เป็นเพื่อนกับอาจารย์ใหญ่ไม่ได้แปลว่าเธอจะไว้ใจได้ทุกคน”

“ทำไมล่ะคะ  แล้วเขาเป็นใคร  ทำไมหนูไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อนเลย”  เฟริน่าถามถึงสิ่งที่เธออยากรู้

“รีบไปเข้าชั้นเรียนตอนบ่ายได้แล้ว”  ศาสตราจารย์ประจำบ้านสลิธีรินตัดบท

“แต่  --  “

ยังไม่ทันที่เด็กหญิงจะท้วงหาคำตอบ  เสียงประตูห้องทำงานก็เปิดออก  และเมื่อเด็กหญิงหันไป  เธอก็เห็นรีมัส  ลูปินก้าวเข้ามาในห้อง  เขากำลังมองดูเซเวอร์รัสสลับกับเฟริน่า

“ผมเคาะประตูแล้ว  แต่เห็นไม่มีใครตอบ  ต้องขอโทษด้วยนะ  เซเวอร์รัส  แต่คุณบอกเรื่องยา  --  “ 

“ยาของคุณผมตักใส่ถ้วยใบนี้แล้ว”  ชายจมูกตะขอบอก  พลางปรายตามายังถ้วยมีเชิงที่มีควันจางๆลอยอยู่ 

“สวัสดีค่ะ  ศาสตราจารย์ลูปิน”  เฟริน่าเอ่ย

“สวัสดี  เฟริน่า”  ลูปินส่งยิ้มใจดีมาให้เธอ  เขาเดินตรงมายกถ้วยใบนั้น  “ครูคงไม่ได้มาขัดจังหวะเธอปรึกษาเรื่องเรียนกับศาสตราจารย์สเนปใช่หรือเปล่า”

“ไม่เลยค่ะ  หนูกำลัง  --  “

“คุณโพสันกำลังจะไปเข้าชั้นเรียนตอนบ่ายแล้ว”  เซเวอร์รัสบอก  เด็กหญิงหันไปจ้องหน้าชายจมูกตะขออย่างงุนงงที่เขารีบเอ่ยปากไล่เธอ

“โอ้  ถ้าไม่ว่าอะไร  พอครูดื่มยาถ้วยนี้หมด  เราเดินไปด้วยกันก็ได้”  ลูปินพูดกับเธอ  พลางยกถ้วยขึ้นดื่ม  เฟริน่าเห็นเขาทำหน้าเหยเกระหว่างที่พยายามดื่มยาให้หมดถ้วย  “เซเวอร์รัส  เติมน้ำตาลสักนิดไม่ได้หรือ”  ลูปินถามพร้อมกับวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะ

“ได้สิ  ถ้าคุณอยากให้ยาไม่ได้ผลก็ลองเติมน้ำตาลดู”  เซเวอร์รัสตอบด้วยน้ำเสียงกระด้าง

ลูปินหัวเราะค่อยๆ  “โอ้  งั้นผมยอมกินแบบขื่นคอดีกว่า”  แล้วเขาก็หันทางทางเด็กหญิง  “เราไปกันเลยไหม”

“ค่ะ  ศาสตราจารย์”  เฟริน่าบอก  ก่อนจะหันไปบอกลาเซเวอร์รัส  แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินที่ทำให้เธออดหงุดหงิดไม่ได้

ทันทีที่เธอกับลูปินเดินห่างออกจากประตูห้องทำงานของสเนปมาไกลพอแล้ว  ลูปินก็พูดขึ้นมาทันทีว่า

“เฟริน่า  จะเป็นอะไรไหม  ถ้าครูขอคุยกับเธอที่ห้องทำงานของครู”

“ได้ค่ะ”  เฟริน่ารับคำอย่างงุนงง 

“ใช้เวลาไม่นานหรอก”  เขารีบบอก  หลังจากที่เห็นสีหน้าของเธอ 

ทั้งสองเดินขึ้นบันไดออกจากคุกใต้ดิน  ลูปินเดินนำเธอไปยังระเบียงทางเดินและขึ้นบันไดตรงไปยังห้องทำงานของเขา  และเมื่อประตูห้องปรากฏสู่สายตา  เขาก็เปิดประตูให้เธอเดินเข้าไปก่อน  และปิดประตูตามหลัง 

“นั่งสิ  เธออยากดื่มอะไรสักหน่อยไหม  ครูมีชากับน้ำผึ้ง  เสียดายที่ช็อกโกแลตหมดพอดี  เธอคงไม่ว่าอะไรนะ”  ลูปินถามพร้อมกับมองหากาต้มน้ำ

“อะไรก็ได้ค่ะ”  เธอตอบ  ลูปินเดินข้ามห้องไปที่หีบเก่าๆ  เขาเหวี่ยงหีบเปิดออก  ก่อนจะลงมือค้นหาของในนั้นและดึงเอากาต้มน้ำกับขวดน้ำผึ้งและกระป๋องเขรอะๆออกมา

“ครูยังไม่มีเวลาจัดของเลย  แย่จัง”  เขาพูดยิ้มๆ  พลางเติมน้ำลงในกาและใช้ไม้กายสิทธิ์แตะเข้าที่กาน้ำ  ฉับพลันไอน้ำก็พลุ่งออกมาจากพวยกา  “เรามาดื่มน้ำผึ้งกันดีกว่า  ตอนนี้ครูขื่นคอมากเลย  ต้องหาอะไรหวานๆกลบสักหน่อย” 

เฟริน่าเห็นอาจารย์วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเปิดฝาขวดน้ำผึ้งและเทลงไปในถ้วยชาบิ่นๆสองใบ  จากนั้นเขาก็เทน้ำร้อนลงไปและใช้ช้อนคนน้ำผึ้งกับน้ำเข้าด้วยกัน

“ขอบใจที่เธอยอมสละเวลามาคุยกับครูเป็นการส่วนตัว”  เขาส่งถ้วยชาให้เธอใบหนึ่ง  ก่อนทิ้งตัวลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน 

“ไม่เป็นไรค่ะ”  เฟริน่ายกน้ำผึ้งขึ้นจิบ  รสหอมหวานของมันทำให้เธอดื่มเข้าไปอีกหลายอึก

ลูปินจับตาดูทุกการกระทำของเธอ  เขาจิบน้ำผึ้งเพียงเล็กน้อยและวางถ้วยลงโดยไม่แตะมันอีก

“ศาสตราจารย์มีอะไรจะคุยกับหนูหรือคะ”  เด็กหญิงถาม  เมื่อเห็นเขานั่งเงียบและเอาแต่จ้องมองเธอตาไม่กะพริบ

“โอ้  โทษที”  ลูปินหัวเราะเก้อๆ  แก้มขึ้นเป็นสีชมพูจางๆ  “อะแฮ่ม  คืออย่างนี้นะ  ครูอยากรู้เรื่องที่เธอ  --  เอ่อ  --  จับตัวเพ็ตติกรูวส์  และเรื่องที่เธอไปเจอกับซิเรียส  แบล็กที่อัซคาบันมา  เธอพอจะเล่าให้ครูฟังได้ไหม  หวังว่าคำถามของครูคงไม่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดนะ  ที่ครูถามเธอ  เพราะ  --  ความจริงครูเคยเป็นเพื่อนกับสองคนนั้นมาก่อน  และครูคิดว่าตัวเองน่าจะเข้าใจเพื่อนทั้งสองคนแบบผิดๆมาตลอดหลายปี  --  ถ้าเธอไม่ว่าอะไร  ครูอยากฟังเรื่องทั้งหมดจากเธอโดยตรง”

เฟริน่านึกไม่ถึงว่าลูปินจะถามเรื่องนี้กับเธอ  เด็กหญิงคิดว่าเขาคงคุยเรื่องนี้กับดัมเบิลดอร์แล้วเสียอีก  แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็คิดว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีที่ลูปินคงรู้สึกได้ว่าความจริงแล้วซิเรียสบริสุทธิ์  คนที่หักหลังครอบครัวพอตเตอร์คือเพ็ตติกรูวส์ต่างหาก

ดังนั้นเฟริน่าจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องทั้งหมด  รวมทั้งบรรยายถึงความทุกข์ทรมานของซิเรียสที่อัซคาบัน  เธอแน่ใจว่าตัวเองเห็นดวงตาของลูปินมีไฟลุกโชน  เมื่อตอนที่ได้ยินเพ็ตติกรูวส์ใส่ร้ายซิเรียสในวันที่พิจารณาฎีกา  และเมื่อเธอเล่าจบ  ลูปินก็นั่งเงียบๆจมอยู่ในความคิด

“ขอบใจเธอมากนะที่เล่าให้ครูฟัง”  เขาพูดขึ้นในที่สุด  พลางยกน้ำผึ้งขึ้นจิบ  “ครูเข้าใจซิเรียสผิดมาตลอดหลายปี  ครูคิดว่าตัวเองทำผิดต่อเขามากจริงๆ”

“หนูเชื่อว่าซิเรียสไม่โกรธศาสตราจารย์หรอกค่ะ  ใครๆก็เข้าใจซิเรียสผิดกันทั้งนั้น”  เธอปลอบใจเขา

“แต่ครูเป็นเพื่อนกับเขา  ครูน่าจะรู้นิสัยเขาดีกว่าใคร  อย่างซิเรียส  แบล็กน่ะหรือจะกล้าหักหลังเจมส์  พอตเตอร์”  ลูปินยิ้มเศร้าๆ  ก่อนจะพูดต่อไปว่า  “สุดท้ายแล้วคนที่เราคิดว่าเขาขี้ขลาด  กลับกล้าทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึง  ครูน่าจะรู้ว่าเป็นเพ็ตติกรูวส์  แต่ครูกลับไม่เฉลียวใจเลยสักนิด  ครูคิดว่าตัวเองรู้จักพวกเขาดีซะอีก  แต่ความจริงครูไม่รู้จักเพื่อนทั้งสองดีพอต่างหาก”

“เพ็ตติกรูวส์ฉลาดมากค่ะที่ตัดนิ้วตัวเองทิ้งเพื่อใส่ร้ายซิเรียส  นิ้วของเขาทำให้ใครๆต่างก็เข้าใจว่าเขาตายไปแล้วทั้งนั้น  ศาสตราจารย์อย่ารู้สึกผิดไปเลยนะคะ” 

ลูปินหัวเราะเสียงเบา  “ขอบใจเธอมากนะที่พยายามปลอบใจครู  --  นั่น!  เสียงระฆังดังพอดี  ครูไม่รบกวนเวลาเธอแล้วดีกว่า  เฟริน่า  เธอควรรีบไปเข้าชั้นเรียนตอนบ่าย  --  แต่ถ้าไปไม่ทัน  ก็บอกไปว่าเธอมาช่วยครูจัดของในห้องทำงาน”  ลูปินหลิ่วตาให้เธอ

เฟริน่าหัวเราะคิกคัก  “ค่ะ  ศาตราจารย์” 

และเมื่อเด็กหญิงกำลังจะผลักประตูออกไป  เสียงห้าวของลูปินก็เรียกเธอไว้

“เฟริน่า”

“คะ” 

“แม่ของเธอนามสกุลโพสันใช่ไหม”  เขาถามคำถามที่ทำให้เธออดขมวดคิ้วไม่ได้

“หนูไม่ได้นามสกุลนี้ค่ะ  --  เอ่อ  ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์คงไม่ได้บอกใช่มั้ยคะว่าหนูโตมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า  ดังนั้น  --  “  เฟริน่าไม่เคยชอบเลยที่ต้องพูดเรื่องนี้  และเมื่อลูปินเห็นสีหน้าของเธอ  เขาก็รีบลนลานพูดขึ้นว่า

“โอ้  ครูขอโทษที  ไม่ได้ตั้งใจจะถามเรื่องส่วนตัวของเธอ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”  เธอบอก  ก่อนจะพูดต่อไปว่า  “นามสกุลนี้มาดามที่ดูแลที่นั่นตั้งให้หนูค่ะ  เธอตั้งให้หนูทั้งชื่อและนามสกุลเลย”

“อ้อ  อย่างนี้เอง”  ลูปินพยักหน้า  สีหน้าของเขาอ่านยากว่าคิดอะไรอยู่

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”  เฟริน่าถาม

“ไม่มีอะไร  ครูแค่ถามดูเฉยๆ”  เขาตอบ


 ________________________________15%________________________________


เฟริน่าเล่าเรื่องกำหนดวันนัดพิจารณาคดีของซิเรียสให้แฮร์รี่ฟัง  และเป็นไปตามคาดเมื่อแฮร์รี่อยากไปเข้าร่วมฟังการพิจารณาด้วย  ซึ่งเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างต้องปฏิเสธ  และโกหกว่าศาลสูงวิเซนกาม็อตอนุญาตให้เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น  เด็กชายผมยุ่งดูหงุดหงิดใจที่ไม่ได้พบกับพ่อทูนหัว  หลังจากนั้นเขาก็พูดกับเธอแบบนับคำได้  เฟริน่ารู้ว่าแฮร์รี่รู้สึกแย่แค่ไหน  เธอพยายามชวนเขาคุยถึงฤดูกาลควิดดิชที่กำลังจะมาถึง  เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเดียวที่สามารถทำให้แฮร์รี่หายหดหู่ขึ้นมาบ้าง  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพูดกับเธอน้อยอยู่ดี  มีครั้งหรือสองครั้งยามที่เซดริกมาหาเธอที่โต๊ะตัวยาว  แฮร์รี่มักจะใช้ส้อมทิ่มเนื้อไก่แรงๆ  หรือไม่ยอมกินอะไรเลย  เขาเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง  และแกล้งทำเป็นไม่เห็นพรีเฟ็คบ้านฮัฟเฟิลพัฟ  แต่เฟริน่าไม่มีเวลามาหาคำตอบว่าเด็กชายแว่นกลมเป็นอะไร  เพราะตอนนี้เธอมีเรื่องคดีของซิเรียสให้ต้องคิดมากกว่า 

นอกจากเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างจะต้องทำการบ้านแล้ว  ทุกๆคืนถ้าเธอไม่เหนื่อยจนเกินไป  เธอมักจะแอบไปขลุกอยู่ที่ห้องทำงานของดัมเบิลดอร์  และเฝ้าอ่านกฤษฎีกาหรือคดีเก่าๆที่น่าจะเป็นประโยชน์  เธอพบว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการตอบคำถามให้ดีด้วยท่าทางสงบนิ่ง  เพราะบางคำถามก็ชวนน่าโมโหเกินกว่าที่จะตอบ  และเธอเชื่อว่าฟัดจ์กับอัมบริดจ์คงไม่รอช้าที่จะถามคำถามที่ยั่วโมโหเธอแน่ๆ    

ตั้งแต่วันที่เด็กหญิงเจอคุณตานาฟส์และเล่าให้เซเวอร์รัสฟัง  ชายจมูกตะขอก็ตามมาที่ห้องทำงานของดัมเบิลดอร์ทุกคืน  น่าแปลกที่คุณตานาฟส์ไม่มาอีกเลย  ซึ่งเฟริน่าก็พยายามไม่คิดว่าเป็นเพราะเซเวอร์รัสที่ทำให้คุณตานาฟส์ต้องหลบหน้า  (แต่เธอค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นแบบนั้น  ก็ในเมื่อเซเวอร์รัสก็ทำมึนตึงใส่ดัมเบิลดอร์ราวกับเป็นความผิดของอาจารย์ใหญ่ที่ปล่อยให้คุณตานาฟส์เข้ามาที่ฮอกวอตส์  และดัมเบิลดอร์ก็ทำเป็นไม่รับรู้ถึงท่าทีของเซเวอร์รัส)  เด็กหญิงรู้สึกกังวลมากขึ้นเมื่อกำหนดนัดพิจารณาใกล้เข้ามาทุกที  ดังนั้นเธอจึงพยายามไม่คิดสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างดัมเบิลดอร์กับสเนป

ในที่สุดวันนัดพิจารณาก็มาถึงอย่างรวดเร็ว  เฟริน่าทำใจให้สงบไม่ได้เลย  เธอต้องลาหยุดหนึ่งวันเพื่อไปที่กระทรวงเวทมนตร์  เฮอร์ไมโอนี่รับปากว่าจะจดทุกคำพูดในชั้นเรียนให้เธอลอก  ในขณะที่รอนแอบบ่นขมุบขมิบว่าเขาเองก็อยากขอลอกบ้าง  แต่เด็กหญิงผมฟูแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

โชคดีนะ  เฟริน่า”  เฮอร์ไมโอนี่ให้กำลังใจ  ในขณะที่รอนตบบ่าเธอ  ส่วนแฮร์รี่ที่ยังมึนตึงกับการที่ตัวเองไม่ได้ไปร่วมนั่งฟังการพิจารณาก็พึมพำอวยพรให้เธอโชคดี

หลังจากนั้นเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างก็ปีนออกจากช่องหลังรูปภาพ  มีเสียงซุบซิบดังรอบๆตัวเฟริน่า  เธอไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก  เพราะหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตลงข่าวว่าวันนี้เป็นวันนัดพิจารณาคดีของซิเรียส  เฟริน่าพยายามไม่สนใจกับสายตาที่ต่างจ้องมองเธออย่างเคลือบแคลงใจ  เธอพยายามคิดในแง่ดีว่าอีกเดี๋ยวไม่กี่ชั่วโมงซิเรียสก็จะพ้นมลทิน  และถึงเวลานั้นทุกคนจะต้องรู้ความจริงว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

เฟริน่าเดินไปจนถึงประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ของปราสาท  และที่นั่นเธอพบว่าเซเวอร์รัส  (ที่ยอมประกาศยกเลิกชั้นเรียนวิชาปรุงยาในวันนี้เพื่อพาเธอไปส่งที่กระทรวงเวทมนตร์)  ยืนรอเธออยู่แล้ว  เขาเดินนำเธอไปยังฮอกส์มี้ด  ก่อนจะพาเธอหายตัวไปยังกระทรวงเวทมนตร์  ครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานนักเธอก็มาถึงห้องพิจารณาคดีหมายเลขเก้า   

ในห้องพิจารณาที่บนม้านั่งเรียงกันสูงขึ้นไปทั้งสองด้านต่างแน่นขนัดไปด้วยพ่อมดแม่มด  เฟริน่านึกไม่ถึงว่าคดีของซิเรียสจะเป็นที่สนใจมากขนาดนี้  เด็กหญิงกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากราวกับกระดาษทราย

ฉันจะนั่งรอที่ด้านบน”  เซเวอร์รัสบอก  พลางเสกผู้พิทักษ์ออกมาและหมุนตัวเดินไปอีกทาง 

เฟริน่าหันกลับไปยังม้านั่งที่สูงกว่า  ซึ่งเต็มไปด้วยสมาชิกแห่งศาลสูงวิเซนกาม็อต  แต่แล้วเธอก็ใจหล่นวูบเมื่อไม่เห็นดัมเบิลดอร์อยู่บนนั้น  และตอนนี้เคร้าช์ขึ้นมายืนทำหน้าที่แทนประธานแห่งศาลสูงฯ  และเมื่อเฟริน่าไล่สายตาไปเรื่อยๆ  เธอกลับไม่เห็นอัมบริดจ์อยู่บนนั้นด้วยเช่นกัน  เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว  รู้สึกราวกับอัมบริดจ์จงใจไม่มา  ซึ่งมันน่าแปลกมาก

ผู้ยื่นฎีกามาแล้ว  คุณโพสันเชิญนั่ง  นี่ใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว”  เคร้าช์บอก  พลางผายมือไปด้านข้าง  เฟริน่าเพิ่งเห็นเก้าอี้นวมตัวเดิมถูกย้ายไปวางตั้งอยู่ห่างจากเก้าอี้สองตัวที่ตั้งอยู่กลางห้องที่มีโซ่ตรวน  เด็กหญิงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวนั้น  โดยมีผู้พิทักษ์กวางสาวตามมาอยู่ข้างๆไม่ห่าง

ผมว่าเราน่าจะเริ่มพิจารณาคดีกันได้แล้วนะ”  ฟัด์พูดหลังจากที่หยิบนาฬิกาออกมาดู  ใบหน้าอวบอูมดูมีความสุข

นี่ยังไม่ถึงเวลานัด”  โดจรีบพูด  “พวกเราควรรออัสบัสก่อน”

ผมว่าเขาคงมาไม่ทันหรอก  ได้ยินว่าวันนี้เขาถูกคณะกรรมการโรงเรียนไต่สวนนี่”  รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์บอกด้วยเสียงหยันๆ

เฟริน่าเห็นเอลฟายอัสจ้องมองฟัดจ์เขม็งด้วยความโกรธจัด  แต่ถึงอย่างนั้นชายชราที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนของดัมเบิลดอร์ก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเมื่อนาฬิกาบอกว่าเวลานัดพิจารณามาถึงแล้ว

เคร้าช์หันไปสบตากับเอลฟายอัส  ก่อนจะพูดขึ้นว่า

ถ้าอัสบัสมาไม่ทันจริงๆ  ผมจะเป็นผู้ทำหน้าที่แทนอัสบัสเอง”  นายเคร้าช์พูดด้วยท่าทางเป็นงานเป็นการ  ตอนนี้ทุกคนในห้องพิจารณานั่งนิ่งเงียบ 

เฟริน่ารู้สึกเป็นกังวลเมื่อเวลาพิจารณาเริ่มต้นขึ้นแล้ว  และยังไม่มีวี่แววว่าพ่อมดชราจะปรากฏตัว 

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  เราจะเบิกตัวซิเรียส  แบล็กกับปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์มาพร้อมกันเลย”  เคร้าช์บอก  แล้วเสียงประตูบานหนักเหวี่ยงเปิดออกก็ดังขึ้น สายตาทุกคู่ในห้องต่างจ้องมองไปยังผู้คุมวิญญาณสี่ตนที่เคลื่อนตัวเข้ามา  พวกมันกำลังคุมนักโทษมาด้วยสองคน

ซิเรียสใบหน้ายังคงซูบตอบเหมือนเมื่อตอนที่เฟริน่าเจอครั้งแรก  ต่างแต่เพียงว่าดวงตาสีเทาของเขานั้นเต็มไปด้วยความคลั่งแค้นยามที่จ้องมองไปยังปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์ 

และเด็กหญิงก็อดอุทานด้วยความตกใจไม่ได้  เมื่อจ้องมองเพ็ตติกรูวส์ชัดๆ  เขาดูซุบผอมอย่างรวดเร็ว  ผมร่วงเป็นหย่อมๆเผยให้เห็นหนังศีรษะ  ผิวหนังกลายเป็นสีเทาซีดๆ  ดวงตาโหลลึก  ขอบตาแดงก่ำ  สีหน้าดูตื่นตระหนกและหวาดผวายามที่ถูกผู้คุมวิญญาณเดินขนาบข้างมายังเก้าอี้กลางห้อง  และเมื่อนักโทษทั้งสองทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้  โซ่ตรวนก็ดูราวมีชีวิต  มีเสียงเคร้งคร้างเมื่อมันกระเด้งขึ้นมาพันธนาการนักโทษอย่างรู้หน้าที่  เฟริน่าเห็นซิเรียสละสายตาจากเพ็ตติกรูวส์และมองไปรอบๆห้องราวกับหาอะไรบางอย่าง  และเมื่อดวงตาสีเทาของเขาสบเข้ากับดวงตาของเด็กหญิง  ฉับพลันใบหน้าของซิเรียสก็มีรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ  เฟริน่ายิ้มตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว  แต่เมื่อเหลือบไปเห็นฟัดจ์กำลังหรี่ตาอย่างจับผิดมาทางนี้  เธอก็รีบตีสีหน้าเรียบเฉย

“ผมคิดว่าอัสบัสคงมาทันแน่ๆ  ถ้าเพียงแต่เรารอเขาอีกสักหน่อย”  เอลฟายอัสบอก

“เสียเวลาเปล่าๆ  เขามาไม่ทันหรอก  อย่าลืมสิว่าคณะกรรมการโรงเรียนไต่สวนเขาอยู่นะ  คุณคิดจริงๆหรือว่าการไต่สวนจะใช้เวลาแค่นิดเดียว  ผมว่าเราน่าจะเริ่มพิจารณาคดีกันได้แล้ว”  ฟัดจ์เร่ง 

เคร้าช์หยิบนาฬิกาออกมาจากกะเป๋าเสื้อคลุม  เขามีสีหน้าลำบากใจ

“เรารอไม่ได้แล้วนะ”  เคร้าว์บอกกับเอลฟายอัสหลังจากที่เก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าตามเดิม  ชายชราที่มีผมสีขาวหันมาสบตาเธออย่างกังวล  เฟริน่าพยายามส่งสายตาขอร้องให้เขาช่วยรอต่อไป 

“อีกสักห้านาที  เขาบอกกับผมเองว่าเขามาแน่ๆ”  เอลฟายอัสหันไปยืนยันกับเคร้าช์และสมาชิกศาลสูงคนอื่นๆ

“เขาไม่มาหรอก  ให้ตายเถอะ  ประธานศาลสูงฯแบบไหนกันที่มาสาย”  ฟัดจ์เอ่ยอย่างรำคาญ  “ผมว่าเรามารีบทำเรื่องนี้ให้มันจบๆตอนนี้ดีกว่า”

“ฉันคิดว่าน่าจะรออัสบัสสักหน่อย”  อะมีเลียบอก  ก่อนจะหันไปถามรัฐมนตรีว่า  “แล้วอัมบริดจ์ล่ะคะ  ฉันนึกว่าเธอจะมาด้วยเสียอีก”

ฟัดจ์ดูอึกอักและตกใจที่ถูกถามถึงแม่มดหน้าคางคก  เขารีบกระแอมให้คอโล่ง  ก่อนจะพูดรัวเร็วว่า 

“อัมบริดจ์บอกว่าเธอติดธุระ  เธอเลยมาร่วมนั่งฟังพิจารณาคดีในวันนี้ไม่ได้” 

เฟริน่าหรี่ตามองฟัดจ์  เธอคิดว่าเขาต้องส่งอัมบริดจ์ไปที่ไหนแน่ๆ  แต่ไม่ยอมบอกใคร

“ผมว่าเราอย่าไปสนใจอัมบริดจ์ดีกว่า  ตอนนี้ก็เลยเวลามาแล้วนะ  ผมว่าเราเสียเวลารอดัมเบิลดอร์ไปเปล่าๆ”  ฟัดจ์รีบวกกลับมาเรื่องเดิมอย่างรวดเร็ว  “ถ้าพวกคุณไม่เริ่ม  งั้นผมขอเริ่มถามคำถามกับ  คุณโพสัน  ก่อนเลยก็แล้วกัน”

เฟริน่าขยับตัวอย่างกังวลและอึดอัด  เมื่อตอนนี้สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองมาที่เธอเพียงคนเดียว

“ผมไม่คิดว่าคุณจะมีสิทธิทำแบบนั้นนะ  ฟัดจ์”  เอลฟายอัสแย้งอย่างไม่พอใจ

“พอทั้งสองคนเลย”  เคร้าช์พูดห้วนๆเมื่อเห็นรัฐมนตรีกำลังจะอ้าปากตอบโต้  “ตอนนี้เลยเวลามาหกนาทีแล้ว  ผมว่าเราควรเริ่มการพิจารณาจริงๆสักที”

ฟัดจ์ยิ้มอย่างสะใจใส่เอลฟายอัส  เฟริน่าบีบมือตัวเองอย่างกังวล  เธอจ้องมองไปที่บานประตูหลายครั้งด้วยความหวังว่าประตูจะเหวี่ยงเปิดออกและเห็นร่างผอมสูงของดัมเบิลดอร์ก้าวเข้ามาในห้อง

“คุณโพสัน”  เสียงเรียกที่ดูขึงขังของเคร้าช์ทำให้เด็กหญิงต้องรีบถอนสายตามาจากประตูหันกลับไปยังด้านบน  ใบหน้าของเคร้าช์ถมึงทึงและดูน่ากลัวเมื่อมองมาจากด้านล่างนี้  เด็กหญิงกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคออย่างยากลำบาก

“ค่ะ”

“ช่วยตอบคำถามด้วยว่า  คุณมีความเกี่ยวข้องอะไรกับชายที่ชื่อ  ซิเรียส  แบล็ก  หรือไม่”  เคร้าช์ถาม

“เปล่าค่ะ  หนูไม่มีความเกี่ยวข้องกับซิเรียส  แบล็กเลย  ไม่ว่าในทางสายเลือดหรือคนรู้จัก”   เธอตอบคำตอบที่จำมาจากคดีอื่นๆที่อ่านผ่านตา

“งั้นทำไมคุณถึงต้องการ  -- 

“ผมว่าคุณถามคำถามผิดแล้วนะ  เคร้าช์”  ฟัดจ์แทรกขึ้น  ก่อนจะขยับมาใกล้กับขอบม้านั่ง  เขาจ้องลงมาที่เด็กหญิงด้วยสายตามุ่งร้าย

นายเคร้าช์ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ

“คุณไม่ควรทำแบบนั้น  ฟัดจ์”  เคร้าช์เอ่ย

“ผมแค่อยากจะให้คุณถามคำถามใหม่”  รัฐมนตรีบอกด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนที่ถูกตำหนิ

“คำถามอะไร”  เอลฟายอัสจ้องใบหน้าอูมๆของฟัดจ์เขม็ง

“คุณควรถามว่า  ถ้าโพสันช่วยแบล็กออกจากอัซคาบันสำเร็จ  เธอจะได้อะไรจากเรื่องนี้  และอีกเรื่องคือ  แฮร์รี่  พอตเตอร์”

“หมายความว่ายังไง”  อะมีเลียเลิกคิ้วสูง

“ก็หมายความว่า  --   

โครม!

มีเสียงดังขึ้นที่ประตูห้อง  พร้อมๆกับที่มีเขม่าควันลอยฟุ้งอยู่บนบริเวณหน้าประตู  ทุกคนในห้องพิจารณาต่างจ้องมองไปที่ตรงนั้นอย่างงุนงงระคนตกใจ 

“ขอโทษที”  เสียงแหบชราที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้น  ก่อนที่ร่างผอมสูงของชายชราเคราสีเงินยาวจะเดินฝ่ากลุ่มเขม่าฝุ่นเข้ามาในห้องพิจารณา  เฟริน่าเห็นดัมเบิลดอร์ในชุดเสื้อคลุมตัวยาวสีแดงอมม่วง  บนอกปักตัวอักษร    ในมือกำไม้กายสิทธิ์ไว้

เฟริน่าอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างเมื่อเห็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ปรากฏตัวขึ้น  ดวงตาสีฟ้าอ่อนของดัมเบิลดอร์กวาดมองไปรอบๆห้อง  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปหยุดที่ใบหน้าของฟัดจ์อย่างเจาะจงที่ตอนนี้ใบหน้าของรัฐมนตรีซีดเผือดด้วยความตกใจ  ปากอ้าค้างน้อยๆ

“ผมต้องขอโทษที่มาช้าไปหน่อย  อย่างที่รู้กันว่าวันนี้ผมถูกคณะกรรมการโรงเรียนไต่สวน  จริงๆ  --    ดัมเบิลดอร์หยุดพูดไปเล็กน้อย  ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์  “  --  ผมแน่ใจว่าตัวเองมาตรงเวลา  อาจจะมาก่อนเวลาพิจารณาจะเริ่มเสียด้วยซ้ำ  เพียงแต่ว่าคุณพอดมอร์พยายามขัดขวางไม่ให้ผมเข้ามาในห้องพิจารณา  ซึ่งผมคิดว่าตัวเองคงหูฝาดไป”  ถึงตรงนี้ดัมเบิลดอร์ยกนิ้วขึ้นมาแคะหูตัวเองเล็กน้อย  ก่อนจะพูดต่อไปว่า  “เขาบอกว่ามีคนในกระทรวงเวทมนตร์สั่งให้เขาขัดขวางไม่ให้ผมเข้ามาในห้องพิจารณาคดี  อ่า...  ผมพยายามขอร้องเขาดีๆแล้ว  แต่โชคร้ายหน่อยที่เขาไม่ยอมฟัง  ตอนนี้เขานอนสลบไม่ได้สติอยู่หน้าห้อง  ส่วนประตูนั่น  ดูเหมือนเขาจะร่ายคำสาปไว้จนผมต้องใช้คาถาร้ายแรงสักหน่อยเพื่อเปิดมันเข้ามา”

เฟริน่าหันไปจ้องมองฟัดจ์  ตอนนี้ริมฝีปากของเขาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวจับใจ  เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก  เด็กหญิงแน่ใจว่าคนที่สั่งให้พอดมอร์ทำแบบนั้นต้องเป็นฟัดจ์อย่างแน่นอน

“เห็นไหม  ผมบอกแล้วว่าอัสบัสต้องมา  ถ้าเรารอเขาอีกสักหน่อย”  เอลฟายอัสพูดอย่างโล่งใจ

ดัมเบิลดอร์ก้าวเดินไปยังด้านหลังของม้านั่ง  เฟริน่าอดรู้สึกโล่งใจไปพร้อมกับเอลฟายอัสไม่ได้  เมื่อดัมเบิลดอร์มาปรากฏตัวได้ทันเวลาก่อนที่รัฐมนตรีจะเล่นงานเธอพอดี  ตอนนี้เธอเห็นเขาเดินขึ้นไปด้านบนและเคลื่อนตัวมายังที่นั่งประจำของประธานศาลสูงฯแล้ว  แว่นตาครึ่งเสี้ยวพระจันทร์ล้อกับแสงของผู้พิทักษ์ในห้อง

“งั้น  เรามาเริ่มพิจารณาคดีกันเลย”  ดัมเบิลดอร์บอก  เขาโบกไม้กายสิทธิ์แล้วนกฟีนิกซ์สีเงินพุ่งก็ออกมาจากปลายไม้ 

 



ที่ระเบียงทางเดินของฮอกวอตส์  เด็กหนุ่มบ้านฮัฟเฟิลพัฟสี่คนกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน  และหนึ่งในนั้นมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่บนอกของเสื้อคลุมกลัดเข็มพรีเฟ็คไว้อยู่  เขากับเพื่อนๆกำลังจะเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องโถงใหญ่  แต่แล้วก็มีมือใครสักคนคว้าแขนเขาไว้

“สวัสดีจ้ะ” 

เสียงแหลมแบบเด็กสาวดังขึ้น  เซดริกหันกลับไปมองเจ้าของเสียง  แล้วเขาก็เห็นแม่มดตัวเตี้ยคนหนึ่ง  ใบหน้ากางกว้างและปากห้อยย้อยที่กำลังส่งยิ้มคล้ายกับกำลังแสยะมาให้เขา  เซดริกพยายามไม่คิดว่าแม่มดตรงหน้าดูคล้ายคางคก  แต่ก็ทำได้ยากเมื่อบนผมลอนของหล่อนมีโบว์สีดำอันเล็กติดอยู่ดูคล้ายแมลงวัน

“มีอะไรหรือครับ”  เด็กหนุ่มถามอย่างสุภาพ

“เธอช่วยตามเด็กผู้ชายที่ชื่อ  แฮร์รี่  พอตเตอร์  ให้ฉันทีสิจ้ะ”  หล่อนบอก

เซดริกเลิกคิ้วสูงพลางหันไปสบตากับเพื่อนทั้งสามที่ดูงุนงงไม่แพ้กัน

“เอ่อ  คุณมีธุระอะไรงั้นหรือครับ  ผมจะได้บอกเขาให้”  เซดริกถาม  แม่มดคนนั้นส่งยิ้มหวานอวดฟันแหลมคม

“แค่ตามเขามาให้ฉันก็พอจ้ะ”  หล่อนตอบ  และพูดต่อไปว่า  “บอกให้เขามาพบฉันที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์มักกอนนากัลนะจ๊ะ  อ้อ!  อีกเรื่อง  บอกเขาไปว่าอาเธอร์  วีสลีย์ต้องการพบเขาด้วยเช่นกัน”

“ได้ครับ”  เซดริกคิดว่าคงมีเรื่องสำคัญบางอย่างจริงๆ  หากมีศาสตราจารย์มักกอนนากัลกับอาเธอร์  วีสลีย์ที่เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเวทมนตร์มาเกี่ยวข้องด้วย

“ขอบใจมาก”  แม่มดหน้าคางคกบอกและหมุนตัวเดินจากไป

“ยัยนั่นเป็นใคร”  ทิโมธีขมวดคิ้ว

“หน้าตาอย่างกับคางคกแน่ะ”  เจมี่พึมพำ

“หวังว่าหล่อนคงไม่จับพอตเตอร์กินหรอกนะ”  ณอนพูดขึ้นบ้าง

“เดี๋ยวฉันไปตามพอตเตอร์เอง พวกนายไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนแล้วกัน”  เซดริกบอก 

พรีเฟ็คบ้านฮัฟเฟิลพัฟหมุนตัวเดินไปยังโต๊ะตัวยาวของบ้านกริฟฟินดอร์  ดวงตาสีเทากวาดตามองหาเด็กชายหัวแผลเป็นจากกลุ่มเด็กนักเรียนทั้งหลาย  และในที่สุดเขาก็เห็นแฮร์รี่นั่งอยู่กับรอน  และเฮอร์ไมโอนี่  เด็กหนุ่มไม่รอช้าและรีบก้าวไปหยุดตรงหน้า

“พอตเตอร์”  เขาเอ่ย  แล้วเด็กชายแว่นกลมก็เงยหน้าขึ้นมาจากจาน  ทันทีที่แฮร์รี่เห็นว่าเป็นใคร  คิ้วสีเข้มก็ขมวดกันทันที

“มีอะไร”  เด็กชายถามห้วนๆ

“มีคนอยากพบนาย  นายช่วยไปที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์มักกอนนากัล  คุณวีสลีย์ก็อยู่ที่นั่นและต้องการพบนายเหมือนกัน”

“พ่อมาเหรอ!  รอนทำช้อนหล่นใส่จานเสียงดัง

 “เขาบอกไหมว่ามีเรื่องอะไร”  เด็กหญิงผมฟูรีบถาม

“ฉันก็ไม่รู้อะไรมากนักหรอก  เขาแค่ให้ฉันมาตามแฮร์รี่  พอตเตอร์เท่านั้นแหละ”  เซดริกตอบ  แล้วเขาก็เห็นสีหน้าของแฮร์รี่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ  ก่อนจะหันไปสบตากับรอนและเฮอร์ไมโอนี่ที่มีสีหน้าไม่ต่างกัน 


 ________________________________20%________________________________

แฮร์รี่ไม่แน่ใจนักว่านี่มันเรื่องอะไร  เขาคิดในระหว่างที่เดินไปตามระเบียงทางเดินของฮอกวอตส์  และเมื่อประตูห้องทำงานของศาสตราจารย์มักกอนนากัลปรากฏสู่สายตา  แฮร์รี่ก็ยกมือเตรียมเคาะ  แต่แล้วเขาก็เกิดลังเลขึ้นมา  ใครกันที่อยากพบเขา  แล้วทำไมอาเธอร์  วีสลีย์ถึงต้องการพบเขาในวันนี้ด้วย  แต่ความอยากรู้มีมากกว่า  ในที่สุดแฮร์รี่จึงเคาะประตูห้อง  มีเสียงของศาสตราจารย์มักกอนนากัลเอ่ยอนุญาตที่ฟังดูหงุดหงิด  แล้วเด็กชายแว่นกลมก็ผลักประตูเข้าไป

ภายในห้องทำงานแฮร์รี่เห็นอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน  สีหน้าดูไม่สบายใจและหงุดหงิด  และนายอาเธอร์  วีสลีย์นั่งอยู่ตรงข้าม  เขาเพิ่งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก  ใบหน้าดูกลัดกลุ้มและไม่สบายใจเช่นกัน  ที่ใกล้ๆกันนั้นแฮร์รี่อดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นอัมบริดจ์นั่งอยู่  ใบหน้ากางกว้างมีรอยยิ้มแสยะ  และที่นั่งอยู่ข้างหล่อนคือเนวิลล์  สีหน้าของเด็กชายหน้ากลมดูกังวลและอึดอัด  ทันทีที่ประตูถูกเหวี่ยงเปิดออกเนวิลล์ก็จ้องมองมาที่แฮร์รี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจที่เห็นเขา

“โอ้!  แฮร์รี่  ฉันดีใจจริงๆที่ได้มาพบเธอในวันนี้  มานั่งตรงนี้สิจ๊ะ  นั่งข้างคุณลองบัตท่อมเลย”  อัมบริดจ์พูด  ก่อนจะหันไปมองหน้าเนวิลล์ด้วยสีหน้าบ่งบอกให้เด็กชายหน้ากลมเขยิบเก้าอี้ให้  เนวิลล์ดูตกใจและรีบเว้นที่นั่งให้แฮร์รี่ทิ้งตัวลงนั่งระหว่างเขากับอัมบริดจ์

“มีอะไรอย่างนั้นหรือครับ”  แฮร์รี่ถาม  เขารู้สึกประหม่าเมื่อตอนนี้สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองดูเขาคนเดียว  แฮร์รี่เห็นศาสตราจารย์มักกอนนากัลเม้มริมฝีปากแน่น  พลางพ่นลมหายใจดังพรืด

“อัมบริดจ์  ฉันไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นเวลาที่เหมาะสม  และฉันไม่ได้อนุญาตให้คุณ  --  “

แม่มดหน้าคางคกหัวเราะเสียงแหลมกลบเสียงของอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์

“จะรอไปอีกจนถึงเมื่อไหร่  ยังไงสักวันแฮร์รี่ก็ต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับซิเรียส  แบล็กอยู่ดี”  อัมบริดจ์พูด

แฮร์รี่ขมวดคิ้ว  “อะไรนะครับ”

“ฉันคิดว่า  เธอน่าจะฟังจากคุณวีสลีย์ดีกว่าไหมจ๊ะ  ฉันแน่ใจว่าคุณโพสันคงพูดอะไรบางอย่างกับเธอ  จนเธออาจจะไม่เชื่อใจฉัน”  อัมบริดจ์พูดเสียงหวานที่ทำให้ขนบนต้นคอแฮร์รี่ลุกชัน

นายอาเธอร์  วีสลีย์ดูตกใจที่ถูกเอ่ยถึง  เขาเลื่อนสายตามายังแฮร์รี่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก  ใบหูเป็นสีแดงก่ำเมื่อถูกกดดัน

“เอ่อ  --  บางทีเราอาจจะไม่จำเป็น  -- “

“คุณวีสลีย์  เราคุยกันแล้วนี่  ว่าความปลอดภัยของแฮร์รี่ต้องมาก่อน  จำได้ไหม  อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำจะดีกว่า”  อัมบริดจ์บอกโดยไม่ลืมที่จะยิ้มอวดฟันแหลมคม

“มีอะไรอย่างนั้นหรือฮะ  คุณวีสลีย์  มีอะไรเกี่ยวกับซิเรียส  แบล็กที่ผมยังไม่รู้”  แฮร์รี่ถาม  เขาต้องรู้ให้ได้ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

“แฮร์รี่  ฉัน  --  “  นายวีสลีย์เงียบไป  แต่เมื่ออัมบริดจ์กระแอมเสียงดัง  เขาจึงต้องพูดต่อไปว่า  “เฟริน่าเคยบอกเธอเรื่องตระกูลแบล็กหรือเปล่า”

แฮร์รี่ขมวดคิ้วสงสัย  “ไม่เคยฮะ  เธอแค่บอกผมว่าซิเรียสเป็นพ่อทูนหัวของผม  และเขาเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับพ่อของผมฮะ”  แฮร์รี่ตอบ  เขาเห็นนายวีสลีย์ยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดศีรษะที่มีผมบางๆอย่างกลัดกลุ้ม

“คืออย่างนี้นะ  แฮร์รี่  สิ่งที่ฉันจะบอกกับเธอเรื่องซิเรียส  แบล็ก  ฉันเองก็ไม่แน่ใจ  แต่มันคือความจริงที่ใครๆก็รู้  ฉันไม่รู้ว่าเฟริน่ารู้เรื่องนี้หรือเปล่า  แต่ตระกูลแบล็กเป็นพวกสายเลือดบริสุทธิ์  และ  --  “  นายวีสลีย์หยุดพูดไป  เขาหันไปจ้องหน้าศาสตราจารย์มักกอนนากัล  แต่หล่อนเพียงแค่เม้มปากแน่น  ในที่สุดนายวีสลีย์จึงพูดขึ้นต่อไปว่า  “  --  และอันที่จริงตระกูลแบล็กอยู่บ้านสลิธีรินมาตลอด  มีแต่ซิเรียส  แบล็กคนเดียวเท่านั้นที่ถูกคัดสรรมาอยู่กริฟฟินดอร์  และที่สำคัญ  ตอนที่คนที่เธอก็รู้ว่าใครเรืองอำนาจ  ตระกูลแบล็กสนับสนุนเขา  เธอเคยได้ยินชื่อเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์ไหม” 

ถึงตรงนี้แฮร์รี่รู้สึกว่าเนวิลล์ที่อยู่ข้างๆนั่งตัวเกร็ง  และเมื่อแฮร์รี่มองไป  เขาก็เห็นสีหน้าขึ้งเครียดของเด็กชายหน้ากลม

“ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยฮะ”  แฮร์รี่ตอบอย่างไม่เข้าใจนักว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครและเกี่ยวข้องอะไรกับซิเรียส  แบล็ก  รวมทั้งปฏิกิริยาแปลกๆของเนวิลล์เมื่อได้ยินชื่อนี้

นายวีสลีย์ถอนหายใจ  สีหน้าของเขาดูแก่ขึ้นหลายปี

“อัมบริดจ์  ผมไม่คิดว่าเราควรให้ลองบัตท่อมนั่งอยู่ที่นี่  เราควร  --  “

“จุ๊ๆ  เราต้องให้คุณลองบัตท่อมยืนยันว่าผู้หญิงคนนั้นทำเรื่องร้ายกาจอะไรไว้บ้าง  คุณวีสลีย์”  อัมบริดจ์แสยะยิ้มกว้าง

“คุณลองบัตท่อมไม่ควรมาได้ยินเรื่องน่าเศร้านี่อีกครั้งหรอก  เขาฟังมันมามากพอแล้ว  และฉันจะไม่ยอมให้คุณมาทำอะไรก็ได้ที่ฮอกวอตส์นี่  อัมบริดจ์”  ศาสตราจารย์มักกอนนากัลพูดอย่างเกรี้ยวกราด  ก่อนจะหันไปสั่งด้วยเสียงขรึมๆกับเด็กชายหน้ากลมว่า  “คุณลองบัตท่อม  ฉันต้องการให้เธอกลับไปพักผ่อนที่หอคอยกริฟฟินดอร์ซะ  และฉันอนุญาตให้เธอส่งเรียงความวิชาแปลงร่างช้าลงได้หนึ่งวัน”

แฮร์รี่เห็นเนวิลล์ลุกขึ้นยืนอย่างงุนงง  เขาเดินตัวสั่นไปเปิดประตูห้องและก้าวออกไป

“นี่มันเรื่องอะไรหรือฮะ”  แฮร์รี่ถามอย่างอดรนทนไม่ไหว

“ฉันคิดว่า  ฉันควรจะเป็นคนบอกความจริงเกี่ยวกับซิเรียส  แบล็กให้เธอฟังทั้งหมดจะดีกว่า”  อัมบริดจ์บอกอย่างไม่พอใจนัก  หลังจากที่ถูกอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์หักหน้า  “ฟังให้ดีนะจ๊ะ  แฮร์รี่”  หล่อนเริ่มต้น  พลางโอบไหล่เขาไว้  ทำราวกับเด็กชายผมยุ่งเป็นลูกชายคนโปรด

แฮร์รี่ไม่ได้พยายามขืนตัวนี้  แม้เขาจะไม่ชอบท่าทางแบบนี้ของอัมบริดจ์ก็ตาม  ตอนนี้เขาอยากรู้มากกว่าว่าเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์คือใคร

“เบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์เป็นคนในตระกูลแบล็กมาก่อน  พูดให้ถูกก็คือ เธอเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกับซิเรียส  แบล็ก  แต่พอแต่งงานกับโรโดลฟัส  เลสแตรงจ์จึงเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามี  และเมื่อคนที่เธอก็รู้ว่าใครมีอำนาจ  พวกเลสแตรงจ์ก็เข้าเป็นผู้เสพความตายเป็นสมุนที่จงรักภักดีต่อคนที่เธอก็รู้ว่าใครทันที ”

แฮร์รี่กลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก  เขานึกไม่ถึงว่าซิเรียส  แบล็กจะเป็นพี่น้องกับสมุนของโวลเดอมอร์  เด็กชายหัวแผลเป็นพยายามคิดในแง่ดีว่าบางทีซิเรียสที่มาจากตระกูลแบล็กอาจจะไม่ได้เป็นคนเลวร้ายก็ได้ 

“แต่  --  แต่ซิเรียส  แบล็กอาจจะไม่ได้  --  “

“เธออยากรู้ไหมจ๊ะแฮร์รี่ว่าเบลลาทริกซ์ทำเรื่องร้ายกาจอะไรไว้กับตระกูลลองบัตท่อม”  อัมบริดจ์ไม่สนใจที่จะฟังในสิ่งที่แฮร์รี่พยายามจะพูด 

“พอที!”  นายวีสลีย์กระโดดลุกขึ้นยืน  “ผมรู้ว่าซิเรียส  แบล็กเป็นพี่น้องกับเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์  แต่เขาไม่  --  “

“คุณแน่ใจอย่างนั้นหรือ  คุณวีสลีย์   น้องชายของซิเรียสที่ชื่อ  เรกูลัส  แบล็ก  ก็เป็นผู้เสพความตายทำงานให้คนที่คุณก็รู้ว่าใครเหมือนกับเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์นั่นแหละ”  อัมบริดจ์พูดด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง  “แล้วมันจะไม่เป็นไปได้อย่างไรที่ซิเรียส  แบล็กจะไม่ใช่ผู้เสพความตายและหักหลังครอบครัวพอตเตอร์  ทำให้แฮร์รี่ที่น่าสงสารต้องกลายเป็นเด็กกำพร้ามาจนถึงทุกวันนี้”

“ฉันจำได้ว่าซิเรียสสนิทกับเจมส์มากแค่ไหน”  ศาตราจารย์มักกอนนากัลพูดขึ้นบ้าง  สีหน้าฉายชัดว่าโกรธจัดที่อัมบริดจ์จงใจพูดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา  “เมื่อสิบสองปีก่อน  ฉันยังไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่าเขาจะหักหลังพวกพอตเตอร์  ฉัน  --  “

“งั้นพวกคุณสองคนกล้าปฏิเสธหรือเปล่าว่าซิเรียส  แบล็กไม่ได้มีญาติพี่น้องที่เป็นผู้เสพความตาย”  อัมบริดจ์ถาม

แฮร์รี่รีบหันไปจ้องมองนายวีสลีย์กับอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์  สีหน้าของทั้งสองดูอึกอัก  ทั้งคู่รีบหลบสายตาเด็กชายหัวแผลเป็น

“ใช่  เรารู้ว่าเขามีพี่น้องที่เป็นผู้เสพความตาย”  นายวีสลีย์ยอมรับอย่างจำนน 

“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นผู้เสพความตายเหมือนกัน  ถ้าดัมเบิลดอร์  --  “

“แฮร์รี่จ๊ะ”  อัมบริดจ์ไม่สนใจที่จะฟังในสิ่งที่มักกอนนากัลพูด  หล่อนหันมายิ้มหวานใส่เขา  “ดัมเบิลดอร์กับคุณโพสันเคยบอกกับเธอเรื่องนี้ไหมว่าซิเรียส  แบล็กมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  อ้อ!  ตายจริง  ฉันยังไม่ได้บอกเธอเลยนี่จ๊ะว่าผู้หญิงคนนั้นทำเรื่องร้ายกาจอะไรไว้กับลองบัตท่อม  นี่แน่ะ  รู้ไหมในคืนที่เธอทำให้คนที่เธอก็รู้ว่าใครหายไปน่ะ  เลสแตรงจ์กับบาร์ตี้  เคร้าช์  จูเนียร์  ก็ออกตามหาเจ้านายของตน  พวกนั้นไปหาแฟรงก์และอลิซ  ลองบัตท่อม  และใช้คำสาปกรีดแทงเพื่อเค้นเอาความจริงกับคนทั้งสองว่าเจ้านายของตนไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน  แต่โชคร้ายที่พ่อแม่ของเนวิลล์  ลองบัตท่อมไม่รู้จริงๆ  ในที่สุดพวกเขาก็โดนเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์ใช้คำสาปกรีดแทงทรมานจนเสียสติ  จนตอนนี้ยังต้องนอนอยู่ที่  --  “

“ฉันบอกว่าพอ!”   ศาสตราจารย์มักกอนนากัลลุกขึ้นยืน  หล่อนดูโกรธจนตัวสั่น  แต่แฮร์รี่ที่เพิ่งได้ฟังความจริงไม่สนใจว่าเวลานี้หล่อนโกรธมากแค่ไหน  แต่เขาต้องการฟังเรื่องทั้งหมด

“แล้วยังไงต่อฮะ  เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของเนวิลล์”  แฮร์รี่ถามด้วยความหวาดกลัว  เขาไม่เคยรู้เลยว่าพี่น้องของซิเรียสทำเรื่องร้ายกาจแบบนั้น  ทำไมเฟริน่ากับดัมเบิลดอร์ถึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเขา  ทำไมทั้งสองคนถึงต้องปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ให้เขารู้  แฮร์รี่รู้สึกถึงความโกรธที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในอก  ถ้าสมมติว่าซิเรียส  แบล็กหักหลังครอบครัวของเขาจริงๆล่ะ  แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าเฟริน่าจะทำอย่างนี้ไปทำไม   เธอเกลียดเขาอย่างนั้นหรือ  เธอต้องการให้แบล็กออกจากอัซคาบันมาจัดการกับเขาอย่างนั้นหรือ  แล้วดัมเบิลดอร์ล่ะ  เขาทำแบบนี้ไปทำไม

“ตอนนี้พวกเขาเสียสติและกลายเป็นบ้าอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์มังโก  ถ้าเธอไม่เชื่อฉัน  เธอจะลองถามเรื่องนี้กับลองบัตท่อมเพื่อนของเธอก็ได้นะจ๊ะ”  อัมบริดจ์พูดเสียงกระเส่า

“ที่อัมบริดจ์พูดเป็นเรื่องจริงหรือฮะ”  แฮร์รี่หันไปถามนายวีสลีย์และศาสตราจารย์มักกอนนากัล

“แฮร์รี่  --  “  นายวีสลีย์พยายามจะอธิบาย 

“เรื่องจริงหรือเปล่าฮะ!  ที่ซิเรียส  แบล็กเป็นพี่น้องกับผู้เสพความตาย”  แฮร์รี่ถามย้ำ

“มันคือเรื่องจริง”  นายวีสลีย์ยอมรับ  และเมื่อแฮร์รี่เลื่อนสายตาไปยังอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์  หล่อนก็เบือนหน้าแดงด้วยความโกรธไปทางอื่น  ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า

“ใช่  มันคือเรื่องจริง”

แฮร์รี่รู้สึกถึงความโกรธและผิดหวังที่เอ่อล้นขึ้นมาจนถึงคอ  เขาแทบจะหายใจไม่ออกด้วยความโกรธ   เขารู้ว่านายวีสลีย์และศาสตราจารย์มักกอนนากัลไม่โกหก  แต่ก่อนที่เขาจะเชื่อเรื่องทั้งหมดนี้  เขาต้องไปถามเนวิลล์ก่อนว่าสิ่งที่อัมบริดจ์พูดมันจริงหรือไม่  เด็กชายแว่นกลมไม่รอช้า  เขากระโดดขึ้นจากที่นั่งและพุ่งออกไปนอกห้อง  หัวใจในอกเต้นแรงด้วยโทสะ  ถ้าเนวิลล์ยอมรับว่าสิ่งที่อัมบริดจ์พูดเป็นความจริง  เขาจะทำอย่างไรดี…


_______________________________25%________________________________


เฟริน่าจ้องมองไปยังใบหน้าของดัมเบิลดอร์  เธอเห็นร่างของผู้พิทักษ์โผบินมาใกล้เธอ   ก่อนที่นกฟีนิกส์สีเงินจะบินกลับไปบนม้านั่งด้านบนอีกครั้ง

“คุณไม่ได้ไปพบคณะกรรมการของโรงเรียนใช่ไหม  ดัมเบิลดอร์”  ฟัดจ์ถามด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ผมไปมาแล้ว  ไม่เชื่อคุณส่งนกฮูกไปถามคณะกรรมการโรงเรียนดูก็ได้   ฟัดจ์”  อาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์บอกด้วยท่าทางสบายๆ

“แล้วผลการไต่สวนล่ะ!”  ฟัดจ์รีบถาม

“โอ้  แน่นอนว่าคณะกรรมการยังคงเห็นว่าผมสมควรที่จะรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ต่อไปน่ะสิ”  ดัมเบิลดอร์ยกยิ้มที่มุมปาก  เฟริน่าเห็นรัฐมนตรีกัดฟันแน่น  ใบหน้าอูมเปลี่ยนเป็นสีแดง  เขามีท่าทีฮึดฮัดอย่างไม่พอใจที่ได้ยินเช่นนั้น

“ผมนึกว่าคุณอยากให้ศาลสูงฯรีบพิจารณาคดีเสียอีก  ฟัดจ์  นี่มันใช่เวลามาซักถามอัสบัสเรื่องผลการไต่สวนหรือไง”  เอลฟายอัสถามอย่างขุ่นเคืองใจ

แต่ก่อนที่ฟัดจ์จะเอ่ยปากตอบ  เคร้าช์ก็กระแอมขัดขึ้น

“นี่เลยเวลาพิจารณามามากแล้วนะ”  เขาพูดขรึมๆ

“งั้น  ผมจะเริ่มเลย”  ดัมเบิลดอร์บอก  เขาจ้องลงมายังซิเรียส  “ซิเรียส  แบล็ก”

เฟริน่าเห็นใบหน้าซูบตอบของซิเรียสเงยหน้าขึ้นไป

“ครับ”

“ผมอยากให้คุณช่วยตอบคำถามว่า  วันนั้นเมื่อสิบสองปีก่อน  ทำไมคุณถึงรู้ว่าปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์เป็นคนหักหลังครอบครัวพอตเตอร์”  อาจารย์ใหญ่ถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึม  เฟริน่าละสายตาจากด้านบนไปยังซิเรียสแทน

“มันไม่มีทางที่จะเป็นใครไปได้  ถ้าไม่ใช่เพ็ตติกรูวส์  ตอนแรกที่เจมส์กับลิลลี่รู้ว่าลูกชายของพวกเขากำลังถูกคนที่คุณก็รู้ว่าใครหมายหัว  พวกเขาก็มาขอร้องให้ผมเป็นผู้รักษาความลับให้  ครอบครัวพอตเตอร์คิดที่จะหนีไปซ่อนตัว  แต่ใครๆก็รู้ว่าผมเป็นเพื่อนสนิทของเจมส์มาตั้งแต่สมัยเรียน  ผมคิดว่าเพื่อความปลอดภัย  ผมจึงบอกกับเจมส์ให้เขาใช้เจ้าชั่วเพ็ตติกรูวส์แทน  --  ผมไม่น่าทำแบบนั้นเลย  ผมไม่ควรบอกกับเจมส์แบบนั้นเลย”  ซิเรียสพูดด้วยเสียงสั่นๆในตอนท้าย

“ผมเปล่า!   ผมไม่ได้เป็นผู้รักษาความลับของครอบครัวพอตเตอร์  ได้โปรดเชื่อผม!”   ปีเติอร์พูดอย่างลนลาน  เหงื่อท่วมใบหน้าจนเป็นมัน

แก!  ไอ้สารเลว  แกกล้าปฏิเสธได้ยังไงว่าแกไม่ใช่ผู้รักษาความลับ  แกบอกความลับกับเจ้านายแก  ฉันน่าจะฆ่าแกให้สำเร็จเมื่อสิบสองปีก่อน”  ซิเรียสคำราม  เขาพยายามกระชากแขนออกจากโซ่ตรวน  แต่ยิ่งเขาพยายามมากเท่าไหร่  โซ่ตรวนกลับยิ่งรัดเขาแน่นมากขึ้นเท่านั้น 

“ช่วยด้วย!  แบล็กพยายามจะฆ่าผม  พวกคุณเห็นไหม  เขาเสียสติ  เขาบ้า  อย่าไปเชื่อที่เขาพูด  ได้โปรด  ผมไม่ได้ทำอะไรผิด  ผมบริสุทธิ์!”  ปีเตอร์ร้อง  เขาพยายามเขยิบหนีให้ห่างจากซิเรียสให้มากที่สุด 

“แบล็ก   กรุณาสงบสติอารมณ์ไว้”  ดัมเบิลดอร์เอ่ย 

ซิเรียสหายใจหอบ  เขากลับมานั่งนิ่งๆตามเดิม  แต่ดวงตาสีเทาเต็มไปด้วยโทสะเมื่อจ้องมองไปยังเพ็ตติกรูวส์

“ปีเตอร์   เพ็ตติกรูวส์”  คราวนี้พ่อมดชราหันไปยังปีเตอร์ที่จ้องมองซิเรียสอย่างหวาดๆ 

“คะ  --  ครับ”

“ทำไมคุณถึงซ่อนตัวนานถึงสิบสองปี”  คำถามของชายชราทำให้เพ็ตติกรูวส์ดูหวาดกลัว  ดวงตาของเขาคอยแต่จ้องมองไปรอบๆม้านั่งอย่างหวาดๆราวกับดูว่ามีใครมานั่งฟังการพิจารณาในวันนี้บ้าง

เฟริน่าได้ยินเสียงเพ็ตติกรูวส์ที่กำลังก้มหน้ามองมือสกปรกของตัวเองพึมพำอะไรบางอย่าง

“ผมไม่ได้ยินที่คุณพูดเลย  ช่วยพูดให้ดังกว่านี้  คุณเพ็ตติกรูวส์”  ดัมเบิลดอร์บอก  คราวนี้ปีเตอร์ร้องจี๊ดในลำคอด้วยความหวาดกลัว  พลางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของอาจารย์ใหญ่

“พวก  --  พวกคุณก็เห็นแล้วนี่ว่าแบล็กพยายามจะฆ่าผม  ผม  --  ผมกลัวเขาจนต้องซ่อนตัวน่ะสิ”  เพ็ตติกรูวส์ตอบในที่สุด

“ผมเชื่อคำพูดของเพ็ตติกรูวส์นะ”  ฟัดจ์เอ่ยขึ้น  เฟริน่าอดที่จะพ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิดไม่ได้  เมื่อเห็นรัฐมนตรีมองไปรอบๆราวกับต้องการบอกให้ใครๆเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด

“ทำไมคุณถึงเชื่อเพ็ตติกรูวส์”  เคร้าช์ถาม

“แหม  ไม่เห็นยากเลย  พวกคุณก็เห็นแล้วนี่ว่าแบล็กพยายามจะฆ่าเขาจริงๆ  นี่ถ้าไม่มีผู้คุมวิญญาณ  ผมเชื่อว่าเพ็ตติกรูวส์คงตายไปแล้ว”

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ!”  เฟริน่าโพล่งออกไปอย่างลืมตัว

ฟัดจ์ตวัดสายตามายังเด็กหญิง  และเขาก็มีสีหน้าราวกับเพิ่งนึกอะไรออก

“เธอยังไม่ตอบคำถามฉันเลย  คุณโพสัน”  รัฐมนตรีมองเธออย่างมุ่งร้าย  เฟริน่าอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคออย่างยากลำบาก  เธอไม่น่าลืมตัวเลย 

“ให้อัสบัสเป็นคนถามดีกว่า   ฟัดจ์”  เอลฟายอัสเตือน  แต่ฟัดจ์ทำราวกับไม่ได้ยินและถามเด็กหญิงว่า

“ถ้าเธอช่วยแบล็กสำเร็จ  เธอจะได้อะไรจากเรื่องนี้  ดูอย่างวันนี้สิ  เธอถึงกับต้องหยุดเรียนเพื่อมานั่งฟังการพิจารณาคดีของแบล็กในวันนี้  ออกจะทุ่มเทแปลกๆไปหน่อยนะ  คุณโพสัน  และอีกเรื่อง  --  เรื่องนี้ฉันได้ยินมาจากพวกนักเรียนที่ฮอกวอตส์ว่า  เธอเห็นบ็อกการ์ดแปลงร่างเป็นศพถึงสามศพนี่  และหนึ่งในนั้น  ถ้าฉันจำไม่ผิด  มีซิเรียส  แบล็กด้วย”

เฟริน่ารู้สึกถึงความกังวลที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว  เธอไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร  และตอนนี้ในห้องพิจารณามีเสียงคุยกันหึ่งๆราวกับผึ้งแตกรัง  แม้ในใจของเธอจะเอ่อล้นไม่ด้วยความหวาดกลัว  แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังจ้องใบหน้าของรัฐมนตรีต่อไปอย่างไม่หลบสายตา  เธอตอบคำถามเขาไม่ได้....  เธอนึกไม่ถึงว่าฟัดจ์จะได้ยินเรื่องนี้และนำมาเล่นงานเธอในวันนี้  เฟริน่าพยายามคิดหาคำตอบอย่างรวดเร็ว  แต่เวลานี้...  ทั้งห้องพิจารณาต่างจ้องมองเธออย่างเคลือบแคลงใจ  บรรยากาศกดดันเช่นนี้ทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก 

“ว่ายังไงล่ะ”  ฟัดจ์เร่ง  “ไม่ใช่แค่ฉันที่อยากรู้คำตอบ  ใครๆในห้องตอนนี้ก็อยากรู้คำตอบเช่นเดียวกันกับฉัน  ถ้าเธอไม่ได้รู้จักกับซิเรียส  แบล็กมาก่อน  หรือได้ประโยชน์อะไรจากอิสรภาพของเขา  เธอควรจะตอบคำถามของฉันได้แล้วนะ”

เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างรู้สึกราวกับว่าเธอตัวเล็กลงเรื่อยๆ  เมื่อโดนรัฐมนตรีตั้งคำถาม  เธอไม่กล้าสบตาดัมเบิลดอร์เลย  เพราะกลัวว่าทุกคนจะสงสัยว่าเธอกำลังขอความช่วยเหลือจากประธานศาลสูงฯ  เฟริน่าไม่อยากทำให้พ่อมดชราเดือดร้อนไปกับเธอด้วย  และเธอไม่รู้ว่าซิเรียสจะมีสีหน้าเช่นไร  เมื่อได้ยินในสิ่งที่ฟัดจ์พูด  เด็กหญิงได้แต่คิดหาทางถ่วงเวลาตอบคำถาม

“คุณได้ยินมาจากใครหรือคะ”  นั่นเป็นคำถามเดียวที่เธอพอจะซื้อเวลาคิดหาคำตอบดีๆ  และโชคดีมากว่าฟัดจ์ที่กำลังคิดว่าตัวเองกำลังจะชนะคล้อยตามไปกับคำถามของเธอ

“โอ้  เธอคงลืมไปว่าฉันรู้จักกับผู้ปกครองของนักเรียนฮอกวอตส์หลายครอบครัว  ไม่แปลกที่ฉันจะได้ยินเรื่องของเธอมาจากเด็กนักเรียนพวกนั้น”  ฟัดจ์ตอบ

“คุณได้ยินมาแบบไหนคะ  แน่ใจหรือว่ามันเป็นความจริง”  เฟริน่ายังพยายามซื้อเวลาต่อไปอีก  แล้วฟัดจ์ก็หัวเราะร่วน

“ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะได้ยินมาผิด  บ็อกการ์ดมันแปลงร่างเป็นศพของดัมเบิลดอร์  สเนป  และแบล็ก  คุณโพสัน  ความกลัวของเธอนี่ช่างแปลกดีนะ

“ฟัดจ์  ผมคิดว่านี่มันเป็นคำตอบค่อนข้างจะนอกเรื่อง  --   "  เอลฟายอัสพยายามพูด

“โดจ  ผมว่าคุณมีท่าทีเข้าข้าง  คุณโพสันมากไปหน่อยนะ”  ฟัดจ์บอก  พลางยิ้มเยาะ

“ผมเปล่า!”  เอลฟายอัสพูดอย่างขุ่นเคืองใจ  “ผมแค่ทนเห็นคุณรังแกเด็กคนหนึ่งไม่ได้เท่านั้น  คุณ  --  “

รังแก”  รัฐมนตรีทวนคำ  เขาหันไปจ้องมองใบหน้าด้านข้างของดัมเบิลดอร์  ชายชราไม่พูดอะไร  แต่ยืนตั้งใจฟังฟัดจ์ด้วยท่าทางสงบนิ่ง  “ดัมเบิลดอร์เคยบอกผมว่า  การถามคำถามผู้ยื่นฎีกาต้องกระทำให้วันไต่สวน  แน่นอนว่าวันพิจารณาผมก็มีสิทธิที่จะถามในสิ่งที่ใครๆก็อยากรู้  แล้วอย่างนี้จะหาว่าผมรังแกเด็กคนหนึ่งได้อย่างไร  ผมพูดถูกไหม  ดัมเบิลดอร์”

เฟริน่าอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอาจารย์ใหญ่อย่างกังวล  เมื่อตอนนี้รัฐมนตรีหันไปเล่นงานเขา

“ถูกของคุณ”  พ่อมดชราตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“เห็นไหม  โดจ”  ฟัดจ์ร้อง   แต่ก่อนที่เขาจะหันมาเล่นงานเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่าง  ดัมเบิลดอร์ก็พูดขึ้นต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า

“ถ้าคุณได้รับรายงานมาว่าผมไปพบแบล็กที่อัซคาบันมาถูกต้องทั้งหมดจริงๆ  คุณน่าจะได้ยินว่าผมเคยพาคุณโพสันไปด้วยถึงสองครั้ง  ซึ่งเป็นก่อนหน้าที่เธอจะเข้าชั้นเรียนวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด  และได้เรียนรู้การป้องกันตัวจากบ็อกการ์ด”

คำพูดของพ่อมดชรา  ทำให้ฟัดจ์และใครหลายๆคนขมวดคิ้ว

“คุณหมายความว่าอย่างไร  ดัมเบิลดอร์”  ฟัดจ์ถาม 

เฟริน่าเห็นดัมเบิลดอร์ยิ้มน้อยๆ  ชายชราหันมายังเธอ  ชั่ววินาทีนั้นเฟริน่าคิดว่าตัวเองเห็นประกายเจ้าเล่ห์บางอย่างในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น  และเมื่อดัมเบิลดอร์เอ่ยประโยคต่อมา  เด็กหญิงก็รู้ได้ในทันทีว่าเธอจะแก้สถานการณ์นี้อย่างไร

“ผมคิดว่า  คุณโพสันน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าผม  หลังจากที่เธอไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแบล็กที่คุกอัซคาบัน  --  อย่างที่เธอเคยใช้คำว่า  เป็นตายเท่ากัน  กับสภาพของนักโทษแต่ละคนที่นั่น  ไม่แปลกหรอกใช่ไหมที่บ็อกการ์ดจะแสดงความกลัวของเธอออกมาแบบนั้น”

“ใช่ค่ะ”  เฟริน่ารีบรับคำ  เธอหันไปจ้องหน้ารัฐมนตรีเขม็ง  “ถ้าคุณเคยไปที่อัซคาบันมาและสังเกตเห็นความเป็นอยู่ของนักโทษที่นั่น  คุณคงรู้ว่าสภาพ  เป็นตายเท่ากัน  คืออะไร  ตอนนี้หนูไม่แปลกใจว่าทำไมที่นั่นถึงมีหลุมศพเต็มไปหมด  และในกรณีของซิเรียส  --  “  เฟริน่าจงใจเน้นคำพูด  “  --  เขาเป็นผู้บริสุทธิ์  แต่กลับต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นั่นถึงสิบสองปี  แล้วการที่หนูพบว่ามีคนพยายามขัดขวางไม่ให้เขาได้รับความเป็นธรรม  หนูจะไม่รู้สึกกลัวแทนซิเรียสหรือคะ  --  หนูจะไม่รู้สึกกลัวว่าสักวันจะมีชื่อเขาสลักอยู่บนแผ่นหินเหล่านั้นหรือคะ  มันอาจจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้  ยิ่งปล่อยเวลาให้เขาถูกคุมขังที่นั่นเป็นเวลานานๆ”  เฟริน่าหายใจหอบตามแรงโทสะ  และเมื่อเธอเห็นฟัดจ์กำลังจะเอ่ยอะไร  เด็กหญิงก็รีบพูดขึ้นต่อไปว่า

“เขาต้องรออีกถึงเมื่อไหร่กว่าจะได้รับอิสภาพ  เขาต้องรออีกจนถึงเมื่อไหร่กว่าจะได้รับความเป็นธรรม  ต้องรอให้เขาตายในอัซคาบันก่อนหรือคะ  ทั้งๆที่ทุกคนก็เห็นกันอยู่ชัดๆว่าปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์ยังไม่ตาย  และการที่เพ็ตติกรูวส์หลบซ่อนตัวนานถึงสิบสองปี  ยังไม่เป็นข้อยืนยันแน่ชัดอีกหรือคะว่าจริงๆแล้ว  เพ็ตติกรูวส์มีความผิดอะไรบางอย่างที่ต้องซ่อนตัวมาเป็นเวลาหลายปี  ทีนี้คุณคงรู้แล้วนะคะ  ว่าทำไมบ็อกการ์ดถึงแสดงความกลัวของหนูออกมาแบบนั้น”

เกิดเสียงคุยกันอีกครั้ง  เฟริน่าไม่ได้มองไปรอบๆว่าทุกคนที่มานั่งฟังการพิจารณาในวันนี้มีสีหน้าอย่างไร  หลังจากที่เธอพูดจบ  ตอนนี้เด็กหญิงกำลังรู้สึกขอบคุณดัมเบิลเดอร์ที่เขาหาทางช่วยให้เธอผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายมาได้   เฟริน่าไม่ได้มองใครเลย  เธอเพียงแต่จ้องเขม็งไปที่ใบหน้าอูมสีม่วงคล้ำของฟัดจ์อย่างท้าทาย

“จริงอย่างที่  คุณโพสันพูดนะ  ฉันเคยไปที่อัซคาบันมาหนหนึ่ง  กลับมาบ้านฉันถึงกับไข้จับเลยทีเดียว”  มีเสียงสมาชิกศาลสูงคนหนึ่งร้องขึ้น

“ใช่ๆ  ขนาดฉันไปครั้งเดียว  ไม่สิ  --  ช่วงที่ศาลสูงฯต้องพิจารณาคดีผู้เสพความตายเมื่อสิบสองปีก่อน  เพียงแค่ต้องเห็นผู้คุมวิญญาณคุมตัวนักโทษมาที่นี่  ฉันยังอดตัวสั่นไม่ได้เลย”  เสียงแม่มดอีกคนที่เฟริน่าไม่เห็นตัวร้องบอก

“ฉันนึกไม่ออกเลยว่านักโทษแต่ละคนที่นั่นมีชีวิตอยู่ไปได้อย่างไร  เป็นตายเท่ากัน  ฉันคิดว่านั่นคือสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษที่นั่นเลย  จำได้ไหมสมัยที่เดโมคลีส  โรลว์  เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์  ที่เขายืนกรานให้ใช้อัซคาบันเป็นคุกแทน  โดยมีเพอร์ซิอุส  พาร์กินสันสนับสนุนจนสำเร็จ  ทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านจากผู้วิเศษจำนวนมากน่ะ  ฉันไม่แปลกใจนักหรอกที่ใครหลายคนในเวลานั้นพยายามคัดค้าน ”  ใครสักคนพูดขึ้น

“ใช่  สภาพเป็นตายเท่ากัน  คุณโพสัน  ไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยสักนิด  เท่าที่ฉันจำได้  นักโทษไม่คลุ้มคลั่งก็จะเป็นอันตรายไปก่อนอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ที่นั่น”  อีกคนเห็นด้วย

“ถ้าใครจำได้สมัยที่  เอลดริทช์  ดิกกอรี่  ขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์  หลังจากที่อัซคาบันถูกใช้เป็นคุกนานถึงสิบห้าปี  แม้มันจะไม่เคยมีการแหกคุกเกิดขึ้นเลย  แต่เพียงแค่ดิกกอรี่เดินทางไปที่นั่น  ทำให้เขาหวาดหวั่นกับสิ่งที่ได้เห็นที่อัซคาบัน  จนต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงอัซคาบัน  หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้เลิกใช้ผู้คุมวิญญาณเป็นผู้คุ้มกัน”  เสียงพ่อมดที่นั่งใกล้กับฟัดจ์บอก  พลางตัวสั่น

“เสียดายที่คุณดิกกอรี่มาป่วยด้วยโรคฝีมังกรจนเสียชีวิตก่อน  ช่วงนั้นเขากดดันคณะกรรมการนั่นอย่างหนัก  เพื่อให้ค้นหาทางเลือกอื่นๆ  แม้จะได้รับคำแนะนำจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญถึงเหตุผลที่ไม่สามารถปลดผู้คุมวิญญาณออกจากที่นั่นก็ตาม”  แม่มดอีกคนที่นั่งถัดจากเคร้าช์เห็นด้วย

เฟริน่าไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นมากเท่านี้มาก่อน  เมื่อทุกคนในห้องพิจารณาดูจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด  ทั้งๆที่เธอเพียงแต่ต้องการไม่ให้ใครสงสัยเธอเรื่องบ็อกการ์ด  แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ใครหลายๆคนต่างเริ่มเห็นใจซิเรียส  และดูท่าว่าชายหนุ่มตระกูลแบล็กจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในอัซคาบันอีกต่อไป  เมื่อเสียงส่วนใหญ่ต่างพึมพำเห็นด้วยกับคำพูดของเธอ  เด็กหญิงหันกลับไปจ้องมองใบหน้าของรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์คนปัจจุบัน  ใบหน้าของฟัดจ์ในยามนี้กลายเป็นสีขาวซีด  ปากอ้าค้างน้อยๆ  เขาพยายามมองไปรอบๆตัวเพื่อหาใครสักคนสนับสนุนคำพูดของเขา  แต่กลับไม่มีใครสนใจเขาสักคน

เฟริน่าหันไปจ้องมองซิเรียสแทน  และเธอก็เห็นเขากำลังมองไปรอบๆห้อง  สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าตัวเองจะได้รับอิสภาพจริงๆเสียที  และเมื่อดวงตาสีเทาของเขาเลื่อนมาสบตากับเธอ  ใบหน้าของชายหนุ่มตระกูลแบล็กก็มีรอยยิ้มกว้าง  มันช่างเป็นยิ้มที่เจิดจ้าและชวนมองที่สุด  เฟริน่ารู้สึกว่าสิ่งที่เธอพยายามมาตลอดเวลาหลายเดือนกำลังจะค่อยๆบรรลุผล  เพราะสิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือรอยยิ้มของซิเรียส...

 



แฮร์รี่วิ่งไปตามระเบียงทางเดินของฮอกวอตส์  และเมื่อรูปภาพเหมือนของสุภาพสตรีอ้วนปรากฏสู่สายตา  เด็กชายก็บอกรหัสผ่านด้วยเสียงห้วนๆ  เขาไม่ได้สนใจขอโทษสุภาพสตรีอ้วนที่บ่นถึงท่าทางของเขา  แฮร์รี่รีบปีนผ่านช่องหลังรูปภาพเข้าไปทันที  และเมื่อเขากำลังมองหาเนวิลล์  รอนกับเฮอร์ไมโอนี่ที่นั่งอยู่ใกล้กับช่องหลังรูปภาพก็รีบกระโดดลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นเขา

“เกิดอะไรขึ้น  แฮร์รี่”  รอนถาม

“นายเป็นอะไรไหม  ทำไมนายดูตัวสั่น  และเหมือน โกรธใครมา“  เฮอร์ไมโอนี่ถามอย่างกังวล

“พวกนายเห็นเนวิลล์ไหม”  แฮร์รี่ไม่สนใจที่จะตอบเพื่อนทั้งสอง

“ฉันเห็นเขาขึ้นไปหอนอน”  รอนตอบ 

แฮร์รี่ไม่รอช้า  เขาไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนทั้งสอง  เด็กชายพุ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว  และเมื่อเขาเข้าไปในหอนอน  แฮร์รี่ก็เห็นเนวิลล์นั่งอยู่บนเตียงสี่เสา  เด็กชายหน้ากลมกำลังจ้องไปที่กำแพงห้องเงียบๆเพียงคนเดียว

“เนวิลล์!”  แฮร์รี่ร้องเรียก  แต่เด็กชายหน้ากลมดูจะไม่ได้ยิน  “เนวิลล์”

“แฮร์รี่”  เนวิลล์ดูประหลาดใจที่เห็นเขา  “นายคุย  --  “

“จริง  --  จริงหรือเปล่า”  แฮร์รี่หายใจหอบเหนื่อยจากการวิ่ง  เขารีบเดินไปหยุดยืนข้างเตียงของเนวิลล์  “จริงหรือเปล่า  --  ที่เบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์ทำร้ายพ่อแม่นาย”

คำถามของแฮร์รี่ทำให้เนวิลล์เม้มปากแน่น  แฮร์รี่ไม่เคยเห็นเด็กชายหน้ากลมที่มักทำอะไรซุ่มซ่ามดูขึ้งเครียดมากเท่านี้มาก่อน  เนวิลล์ก้มหน้ามองมือตัวเอง

“ฮื่อ”  เนวิลล์ตอบในลำคอ  ราวกับเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้มากนัก

“ฉันขอโทษนะ  เนวิลล์  ฉัน  --  “  แฮร์รี่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาไม่น่าถามเรื่องครอบครัวของเนวิลล์เลย  เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจริงๆแล้วเด็กชายหน้ากลมเองก็มีเรื่องสะเทือนใจที่ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง

“ฮื่อ”  เนวิลล์ตอบรับอีกครั้ง

เด็กชายหัวแผลเป็นกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก  เขาเลื่อนมือไปแตะบ่าเนวิลล์และบีบเบาๆ

“แล้วตอนนี้พ่อแม่นาย  --  “

“แฮร์รี่  มีอะไร  เกิดอะไรขึ้น” รอนที่วิ่งกระหืดกระหอบร้องถาม  เด็กชายผมแดงคว้าที่เสาเตียงข้างหนึ่งใกล้ๆและพยายามหายใจให้ทัน  ใบหน้าตกกระขึ้นสีแดง  แฮร์รี่เห็นเฮอร์ไมโอนี่วิ่งตามหลังรอนมาติดๆ  เด็กหญิงผมฟูเดินแทรกผ่านรอนมาหยุดยืนใกล้กับเขา

“เกิดอะไรขึ้น  แฮร์รี่  ตกลงศาสตราจารย์มักกอนนากัลกับคุณวีสลีย์เรียกนายไปคุยเรื่องอะไร  สีหน้า  --  “  และเมื่อเฮอร์ไมโอนี่เห็นสีหน้าของเนวิลล์  เธอก็รีบหยุดพูดราวกับรู้ว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเด็กชายหน้ากลม

“ไม่มีอะไรหรอก”  แฮร์รี่พูดปด  เขาคิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้รอนกับเฮอร์ไมโอนี่ฟัง  แต่ไม่ใช่ต่อหน้าเนวิลล์  “เธอเขียนเรียงความเสร็จหรือยัง”

รอนที่ดูงุนงงกำลังจะเอ่ยปากถาม  แต่เฮอร์ไมโอนี่รีบพูดขึ้นก่อนว่า

“ถ้านายยังเขียนเรียงความไม่เสร็จ  ฉันพอจะให้ลอกของฉันก็ได้นะ”

“เฮอร์ไมโอนี่!”  เด็กชายผมแดงอ้าปากค้าง  เขาจ้องมองใบหน้าของเด็กหญิงผมฟูราวกับไม่เคยเห็นเธอมาก่อน

“งั้น  เรียงความเธออยู่ที่ไหนล่ะ”  แฮร์รี่นึกขอบคุณที่เฮอร์ไมโอนี่ดูจะเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

“อยู่ที่ห้องนั่งเล่นรวมน่ะ”  เด็กหญิงผมฟูตอบ 

เด็กๆทั้งสามรีบลงจากหอนอนชายมาที่ห้องนั่งเล่นรวม  และเมื่อแฮร์รี่แน่ใจว่าไม่มีเด็กบ้านกริฟฟินดอร์คนไหนสนใจพวกเขา  แฮร์รี่ก็หันไปกระซิบบอกกับเพื่อนทั้งสองว่า

“เราไปหาห้องเรียนว่างๆกัน  ฉันมีอะไรจะเล่าให้พวกนายฟัง” 

“แล้วเรียงความที่เฮอร์ไมโอนี่จะให้ลอกล่ะ”  รอนรีบถาม 

เด็กหญิงผมฟูกลอกตาใส่รอน  ก่อนจะจ้องมองเขาอย่างตำหนิ

“นายควรทำเอง  โรนัลด์  ฉันช่วยตรวจเรียงความนายได้เท่านั้น”

เด็กชายผมแดงกำลังจะต่อว่า   แต่แฮร์รี่รีบปีนออกจากช่องหลังรูปภาพ  โดยมีเฮอร์ไมโอนี่ตามมาติดๆ

“เฮ้!  เดี๋ยวสิ”  รอนร้อง

เด็กทั้งสามเข้าไปยังห้องเรียนที่ว่างอยู่  แล้วแฮร์รี่ก็เริ่มต้นเล่าสิ่งที่เขาได้ยินมาทั้งหมด  สีหน้าของรอนและเฮอร์ไมโอนี่ดูตกใจและหวาดกลัวมาก

“ไม่น่า  ฉันไม่คิดว่าเฟริน่ากับดัมเบิลดอร์มีเจตนาไม่ดีหรอก”  เฮอร์ไมโอนี่พูด

“ฉัน  --  “ แฮร์รี่ไม่รู้จะพูดว่าอะไร  เขายังรู้สึกโกรธเด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างกับอาจารย์ใหญ่อยู่  เขาโกรธที่ทั้งสองไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง  เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับซิเรียส  และตระกูลแบล็กเลย

“เอาอย่างนี้  แฮร์รี่”  รอนพูดขึ้นบ้าง  “เฟริน่ากลับมาเมื่อไหร่  นายก็ถามเรื่องนี้กับเธอเลย  ถามว่าทำไมเธอถึงไม่เล่าเรื่องเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์ให้นายฟัง”

“แฮร์รื่ การที่ซิเรียส  แบล็กมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเลวร้ายเหมือนกับพี่น้องนะ”  เฮอร์ไมโอนี่บอกด้วยท่าทางจริงจัง  “ฉันว่าอัมบริดจ์ไม่ใช่คนดีนักหรอก  นายไม่ควรเชื่อใจแม่มดคนนั้น  นายก็รู้ว่าตอนนี้เฟริน่ามีปัญหากับฟัดจ์และอัมบริดจ์  เขามาพูดเป่าหูให้นายแตกกับเฟริน่าน่ะสิ”

แฮร์รี่ทิ้งตัวลงนั่ง  หลังจากที่เดินอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านมาตลอดที่เล่าเรื่อง

“ฉันก็พยายามจะบอกกับอัมบริดจ์แบบนั้น  แต่  --  ฉันแค่รู้สึกแย่นิดหน่อยที่ครอบครัวของซิเรียสเคยทำเรื่องร้ายกาจกับพ่อแม่ของเนวิลล์  และอีกอย่าง  --  พวกนายรู้ไหม  --  “แฮร์รี่เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองเพื่อนทั้งสอง  เขากลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคออย่างยากลำบาก  เพราะสิ่งที่เขาจะพูด  เขาไม่เคยบอกให้ใครรู้มาก่อนว่าเขารู้สึกยังไง  “เฟริน่า  --  เฟริน่าทำให้ฉันรู้สึกเหมือน  --  เหมือนฉันไม่ใช่เพื่อนสนิทที่เธอจะบอกทุกเรื่องเลย  ทั้งๆที่ฉันกับเธอรู้จักกันมาตั้งหลายปี  เธอมีความลับกับฉันเสมอ  บางครั้ง  --  บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าจริงๆแล้ว  เฟริน่าอาจจะไม่ได้มองว่าฉันเป็นเพื่อนที่เธอจะไว้ใจบอกทุกเรื่อง  --  มันรู้สึกแย่มากนะ  --  ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้ฉันโกรธมากที่สุดคือ  การที่ตัวเองมารู้ความจริงจากคนอื่น  แต่ไม่ใช่เฟริน่า  --  “  แฮร์รี่พึมพำ  ก่อนจะพูดต่อไปว่า  “ทั้งๆเธอพูดกับฉันเสมอว่าเพื่อนกันไม่ควรมีความลับต่อกัน”

“โอ้  แฮร์รี่”  เฮอร์ไมโอนี่ร้องอย่างเห็นใจ  ก่อนจะเดินมานั่งข้างเขา  “ทำไมนายไม่คิดล่ะว่าบางเรื่องมันอาจจะเจ็บปวดสำหรับเฟริน่าจนเธอไม่อยากเล่า  ไม่อยากนึกถึงมัน  นายจำเรื่องที่เฟริน่ากำพร้าได้ไหม  ฉันไม่โกรธเฟริน่าเลยที่เธอจะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้กับใคร”

รอนที่ยืนพิงโต๊ะใกล้ๆ  ถอนหายใจก่อนจะเดินกอดอกมานั่งอีกข้างหนึ่ง

“ส่วนเรื่องเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์อะไรนั่น  ฉันคิดว่านายควรถามเฟริน่าตรงๆเมื่อเธอกลับมา  และจริงๆนะ  --  “  รอนไหวไหล่  “การที่ซิเรียสมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นคนเลวร้ายสักหน่อย  เขาคงไม่ได้เป็นผู้เสพความตายเหมือนเลสแตรงจ์หรอก”

“ฉันนึกว่านายจะเข้าใจเฟริน่าผิดเสียอีก  รอน”  เฮอร์ไมโอนี่ประหลาดใจ

ใบหน้าของรอนเป็นสีชมพู 

“ตั้งแต่ตอนปีหนึ่งที่ฉันเข้าใจเฟริน่าผิดๆ  พอฉันได้รู้จักเธอ  ฉันคิดว่าเฟริน่าเป็นคนใช้ได้นะ  และอย่างที่แฮร์รี่เล่า  พ่อของฉันก็ยังไม่เห็นด้วยเลย  การที่แบล็กมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องเป็นคนเลวร้ายไปด้วยสักหน่อย”

“ที่แท้นายก็เชื่อตามพ่อของนายนี่เอง”  เฮอร์ไมโอนี่พึมพำเสียงค่อยที่แฮร์รี่ได้ยินเพียงคนเดียว

“พวกนายคิดออกไหมว่าอัมบริดจ์กับฟัดจ์จะได้อะไรจากการที่ทำให้ฉันเข้าใจเฟริน่าผิด”  แฮร์รี่สงสัย  ตอนนี้เขารู้สึกใจเย็นลง  แม้จะยังโกรธที่เฟริน่าไม่เล่าความจริงทั้งหมดให้เขาฟังอยู่ก็ตาม

คำถามของเขาทำให้เฮอร์ไมโอนี่กับรอนสบตากัน

 “ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะอะไร  แต่ฉันไม่คิดว่าเป็นเรื่องดี”  เฮอร์ไมโอนี่ตอบ

“สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้  คือรอถามเรื่องทั้งหมดจากเฟริน่า”  รอนว่า

“ฮื่อ  ฉันก็คิดแบบนั้น”  แฮร์รี่จ้องมองไปยังกำแพงตรงข้าม  ก่อนจะเอ่ยอย่างกังวลออกมาเบาๆว่า  “ถึงซิเรียสจะไม่ได้มีส่วนในเรื่องร้ายกาจที่เลสแตรงจ์ทำกับครอบครัวลองบัตท่อม  แต่ฉันก็รู้สึกเสียใจต่อเนวิลล์มากจริงๆนะ  พอรู้ว่าสิ่งที่อัมบริดจ์พูดเป็นความจริง  ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี”

“ฉันว่าเนวิลล์คงแยกแยะออกว่าซิเรียสกับเบลลาทริกซ์คือคนละคนกัน  แฮร์รี่”  เด็กหญิงผมฟูบอก 

“พวกเขาไม่ได้ร่วมมือกันทำเรื่องร้ายกาจนั่นสักหน่อย”  รอนว่า  ก่อนจะเสริมว่า  “ถ้าซิเรียสกับเบลลาทริกซ์ร่วมมือกันทำเรื่องร้ายๆสิ  ฉันถึงจะเชื่อว่าซิเรียสเป็นคนเลวร้ายจริงๆ  แต่  --  แฮร์รี่  เท่าที่นายฟังมาจากอัมบริดจ์  มีตรงไหนบ้างที่ยัยนั่นพูดว่าซิเรียสร่วมมือกับเบลลาทริกซ์บ้าง”

“ฮื่อ  ฉันก็ภาวนาว่าวันนี้ซิเรียสจะชนะคดีล่ะ  ถ้าเฟริน่าสามารถพิสูจน์ให้ใครๆเห็นได้ว่า  ซิเรียสไม่เคยร่วมมือกับเบลลาทริกซ์ทำเรื่องร้ายกาจเลยสักครั้ง”

_____________________50%__________________

“ถ้าอย่างนั้น  เราก็ควรจะข้ามเรื่องคุณโพสัน  และไปคำถามต่อไป”  ดัมเบิลดอร์เอ่ย  พลางจ้องไปที่เพ็ตติกรูวส์  “คุณเพ็ตติกรูวส์”

เฟริน่าเห็นปีเตอร์สะดุ้ง  ก่อนจะมองชายชราอย่างหวาดๆ

“คะ  --  ครับ”

“หลังจากแบล็กให้การปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ฆาตกรรมมักเกิ้ลทั้งสิบสองคน  แต่เป็นคุณ  คุณมีอะไรจะพูดหรือไม่” 

คำถามของประธานศาลสูงฯ   ทำให้ปีเตอร์เหงื่อแตก  สีหน้าดูเลิ่กลั่ก 

“ผม   --  ผม  --  “  แล้วเขาก็ปล่อยโฮออกมาดังๆ  สองมือที่มีเล็บสกปรกยกปิดใบหน้าไว้    “ผมไม่ได้ทำ  --  ผมแค่หนี  --  ผมไม่ได้ตั้งใจ”

ไม่ได้ตั้งใจ”  ดัมเบิลดอร์ทวนคำ   “หมายความว่าอย่างไร  คุณเพ็ตติกรูวส์”

ปีเตอร์เลิกปิดหน้าตัวเองและเปลี่ยนมาใช้แขนเสื้อสกปรกเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า  เขาเงยหน้าขึ้นไปจ้องหน้าพ่อมดชรา ริมฝีปากสั่นระริก  ก่อนที่สายตาจะหลุบมองต่ำไปที่มือตัวเอง

“ผมหมายถึงว่า  --  ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นเมื่อสิบสองปีก่อน”   เพ็ตติกรูวส์พยายามอธิบาย  สีหน้าของเขาในยามนี้ดูกดดันอย่างหนัก  “ถ้าคุณถูกใครสักคนตามฆ่า  --  ถ้าเป็นใคร  ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดทั้งนั้น  และ  --  ผมแค่จะเสกคาถา  --  ผมสาบานได้ว่าผมแค่จะเสกคาถาระเบิดเพื่อให้แบล็กตามผมไม่ทัน  แต่  --  ผมขอร้อง  คุณต้องเชื่อว่าผมไม่ได้มีเจตนาจะฆ่ามักเกิ้ลพวกนั้น”

เฟริน่านึกไม่ถึงว่าปีเตอร์จะยอมรับว่าเขาเป็นคนเสกคาถาระเบิดนั่น  แต่จากสีหน้าและท่าทางหวาดกลัวมากของเขา  ทำให้เธอเชื่อว่าเขาอาจจะรู้แล้วว่าโกหกต่อไปคงไม่มีประโยชน์  นอกจากพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารและหวังให้โทษที่จะได้รับลดน้อยลง  ตอนนี้ภายในห้องพิจารณาคดีมีเสียงคุยกันดังหึ่งๆอีกครั้ง  เมื่อได้ยินความจริงจากเพ็ตติกรูวส์  เฟริน่าเห็นฟัดจ์อ้าปากค้าง  ใบหน้าไม่มีสีเลือดและจ้องมองไปที่ปีเตอร์อย่างไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองเพิ่งได้ยินอะไร 

“แล้วเรื่องนิ้วมือที่ขาดล่ะ”  ดัมเบิลดอร์ถามต่อไปโดยไม่สนใจเสียงคุยกันรอบๆตัว

“ผม  --  ผมเป็นคนตัดนิ้วตัวเองทิ้ง  เพื่อให้  --  เพื่อจะให้แบล็กคิดว่าผมตายไปแล้ว”  เพ็ตติกรูวส์ตอบ  ก่อนจะรีบพูดต่อไปอย่างอ้อนวอนว่า  “ได้โปรด!  ผมยอมพูดความจริงแล้ว  --  ผมพูดความจริงแล้ว  ผมควรจะได้ลดโทษไม่ต้องไปอยู่ที่อัซคาบันใช่ไหม”

ดัมเบิลดอร์ส่ายหน้าช้าๆ  “ความผิดนี้ร้ายแรงมาก  คุณเกือบทำให้ความลับเรื่องชุมชนผู้วิเศษถูกเปิดเผย   และต่อให้คุณไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่ามักเกิ้ลทั้งสิบสองคนจริงๆ  แต่คาถาของคุณก็ทำให้มีคนตาย”

ปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์ปล่อยโฮอีกครั้ง

“งั้นเราคงได้ข้อสรุปของคดีนี้”  เคร้าช์พูด

“แน่นอน  เราได้รู้ความจริงรื่องนี้แล้ว”  ดัมเบิลดอร์พูดอย่างเคร่งขรึม  “เหตุการณ์เมื่อสิบสองปี  --  “

“เดี๋ยวสิ!  เดี๋ยวก่อน!”  รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ร้องเสียงดัง

“คุณต้องการจะพูดอะไรอีก  ฟัดจ์  ในเมื่อตอนนี้คุณก็รู้ความจริงแล้วนี่ว่าแบล็กไม่ได้ฆาตกรรมมักเกิ้ลสิบสองคนนั้น”  แม่มดหลังค่อมคนหนึ่งเอ่ยอย่างรำคาญ

เฟริน่าเห็นเหงื่อผุดบนหน้าผากซีดๆของฟัดจ์  เขาดูกระวนกระวายใจมาก  เพราะหลังจากนี้เขาต้องรับผิดชอบอย่างหนักกับความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงของกระทรวงเวทมนตร์ที่ขังซิเรียสไว้ที่อัซคาบัน 

“ว่ายังไงล่ะ  คุณต้องการจะพูดอะไรอีก”  เอลฟายอัสเร่ง

ฟัดจ์ดูอึกอักและยังไม่ยอมพูดสักที  เกิดเสียงคุยกันอย่างไม่พอใจดังขึ้น  เมื่อทุกคนเห็นว่ารัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์เอาแต่ยืนนิ่ง

“ตกลง  คุณมีอะไรจะพูดอย่างนั้นหรือ  ฟัดจ์”  ดัมเบิลดอร์ถาม

“ผม   --  ผมคิดว่าเรายังไม่ควรด่วนสรุปว่าแบล็กเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ”  ฟัดจ์เอ่ยอย่างหวาดๆ  เฟริน่าอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว  พลางนึกสงสัยว่ารัฐมนตรีคิดจะแก้ตัวอะไรอีก

เอลฟายอัสพ่นลมหายใจอย่างรำคาญ  “ฟัดจ์  คุณไม่ได้ยินคำรับสารภาพของเพ็ตติกรูวส์หรือไง”

“ผม  --  ผมคิดว่าตัวเองมีหลักฐานว่าแบล็กเป็นผู้เสพความตาย!”  ฟัดจ์โพล่งออกมา  ก่อนจะรีบพูดต่อไปอย่างรวดเร็วว่า  “พวกคุณลืมไปแล้วหรือไงว่าซิเรียส  แบล็กมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  และตระกูลแบล็กสนับสนุนคนที่คุณก็รู้ว่าใคร  การที่เขาไม่ได้ฆ่ามักเกิ้ลสิบสองคนนั้น  แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เป็นผู้เสพความตายเหมือนพี่น้องของเขานี่”

เฟริน่าจ้องมองรัฐมนตรีอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าเพิ่งได้ยินอะไร  ความโกรธพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว  แต่เธอก็รีบกำไม้กายสิทธิ์ตัวเองไว้ทันที  เมื่อเห็นว่าห้องพิจารณากำลังมืดสลัวลง

“เกิดอะไรขึ้น”  ใครสักคนร้องถาม  ตอนนี้ความมืดนั้นจางหายไปแล้วหลังจากที่เด็กหญิงสัมผัสไม้กายสิทธิ์

“คุณหมายความว่ายังไง  ฟัดจ์”  ดัมเบิลดอร์รีบดึงความสนใจของทุกคนกลับมาที่รัฐมนตรีอีกครั้ง

“การที่ซิเรียส  แบล็กมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องเป็นผู้เสพความตายไปด้วย”  เอลฟายอัสบอกอย่างตำหนิ  แต่ฟัดจ์กลับพูดต่อไปว่า

“ไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม  ผมยังคงยืนยันว่าเราต้องพิสูจน์เรื่องนี้  --  พิสูจน์ว่าซิเรียส  แบล็กบริสุทธิ์จริงๆ  และเขาไม่ได้ร่วมมือกับเรกูลัส  แบล็ก  หรือร่วมมือกับเบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์”

“ฟัดจ์”  ดัมเบิลดอร์พูดด้วยเสียงจริงจัง  ดวงตาสีฟ้ามีไฟลุกโชน  เฟริน่าเชื่อว่าพ่อมดชราคงรู้สึกโกรธที่รัฐมนตรีพยายามจะเอาชนะเรื่องนี้ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น  “นี่ออกจะเป็นการกล่าวหาเกินไปหน่อย  ผมเห็นด้วยกับเอลฟายอัสที่ว่า  การที่ซิเรียส  แบล็กมีพี่น้องเป็นผู้เสพความตาย  นั่นไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าเขาจะต้องเป็นผู้เสพความตายไปด้วย”

“แต่ผมคิดว่าเราต้องพิสูจน์  --  “

“ซิเรียส  แบล็ก”  ดัมเบิลดอร์ไม่สนใจที่จะฟังคำพูดของรัฐมนตรีต่อ  ชายชราหันกลับมายังซิเรียสที่ตอนนี้มีสีหน้าโกรธแค้นฟัดจ์อย่างหนักเมื่อได้ยินในสิ่งที่รัฐมนตรีกล่าวหา

“ครับ”

“คุณช่วยแสดงข้อมือทั้งสองข้างว่าคุณมีตรามารอยู่บนนั้นหรือไม่  เพื่อให้รัฐมนตรีและทุกคนในห้องพิจารณานี้ดูที”

เฟริน่าอดไม่ได้ที่จะต้องยิ้มกว้าง  เมื่อซิเรียสดึงชายแขนเสื้อคลุมขึ้นเผยให้เห็นว่าที่ข้อมือของเขาที่ไม่มีตรามารอยู่บนนั้น  เกิดเสียงงึมงำอย่างไม่พอใจฟัดจ์ดังขึ้น

“สรุปแล้วแบล็กไม่ใช่ผู้เสพความตายนะ  ฟัดจ์”  พ่อมดคนหนึ่งเอ่ยอย่างรำคาญ

“ฉันว่าคุณควรเลิกสงสัยในตัวแบล็กจริงๆสักที  เราควรตัดสินปล่อยตัวเขาออกจากอัซคาบันได้แล้ว”  แม่มดหลังค่อมบอก

“เขาอาจจะลบตรามารออกไปแล้วก็ได้!”  ฟัดจ์ยังคงไม่ยอมแพ้

“คุณคิดว่าผมจะลบมันออกไปยังไง”  ซิเรียสถามอย่างอดรนทนไม่ไหว 

“ใครจะไปรู้ล่ะ  ผมไม่ใช่พ่อมดฝ่ายมืดสักหน่อย”  รัฐมนตรีบอกห้วนๆ  ก่อนจะรีบพูดต่อไปกับทุกคนว่า  “ผมคิดว่าผมมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าซิเรียส  แบล็กเป็นผู้เสพความตาย  --  ถ้าพวกคุณไม่เชื่อและต้องการปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ  พวกคุณจะต้องเสียใจ  ถ้าสมมติว่าสิ่งที่ผมคิดถูกต้อง  จะมีใครรับผิดชอบชีวิตของแฮร์รี่  พอตเตอร์  ถ้าสมมติว่าแบล็กเป็นผู้เสพความตายขึ้นมาจริงๆ  ก็เท่ากับว่าพวกคุณกำลังจะปล่อยเขาออกมาฆ่าแฮร์รี่  พอตเตอร์”

นี่มันเกินไปแล้วนะ  ฟัดจ์!”  ซิเรียสคำรามเมื่อได้ยินในสิ่งที่รัฐมนตรีพูด  “เจมส์กับลิลี่ให้ผมเป็นพ่อทูนหัวของแฮร์รี่  แล้วผมจะฆ่าเขาทำไม  คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าผมไม่มีตรามาร  แล้วคุณจะเอาหลักฐานที่ไหนมาพิสูจน์ว่าผมเป็นผู้เสพความตาย  อย่าเอาผมไปเหมารวมกับสองคนนั้น  ผมไม่ได้เหมือนเรกูลัสหรือเบลลาทริกซ์  ผมไม่ใช่ผู้เสพความตาย!

ฟัดจ์ตัวสั่นเทาเมื่อเห็นว่าซิเรียสดูโกรธจัดมาก  เขารีบหลบสายตาของซิเรียสและจ้องมองไปยังคนอื่นๆ  ใบหน้าอูมๆยังคงขาวซีด

“ถ้าพวกคุณไม่อยากพิสูจน์ก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าแฮร์รี่  พอตเตอร์เป็นอะไรไป  --  ถือว่าผมได้เตือนพวกคุณ
แล้ว  และกระทรวงเวทมนตร์จะไม่รับผิดชอบเรื่องนี้  แต่ศาลสูงวิเซนกาม็อตต้องตอบคำถามชุมชนผู้วิเศษเองว่าทำไมครั้งหนึ่งที่ผมเสนอให้พิสูจน์เรื่องนี้จริงๆ  แต่พวกคุณกลับปฏิเสธ”

เกิดความเงียบขึ้นในห้องพิจารณาคดีหมายเลขเก้า  เฟริน่าจ้องไปที่สีหน้าของสมาชิกศาลสูง  แต่ละคนดูหวาดกลัวและคิดหนักเมื่อได้ยินในสิ่งที่รัฐมนตรีพูด  เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด

“ไหนล่ะคะ  หลักฐาน”  อะมีเลียที่นั่งฟังมานานเอ่ยตัดความเงียบ

ฟัดจ์ยกผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อออกจากหน้าผาก  “ครั้งหน้าผมจะนำมา”

ครั้งหน้า!  หมายความว่ายังไงคะ  ครั้งหน้า”  เฟริน่าร้องถามอย่างโกรธจัด  เธอนึกว่าคดีซิเรียสจะจบลงวันนี้เสียอีก  แต่ฟัดจ์กลับพยายามยื้อต่อไปด้วยการกุเรื่องว่าตัวเองมีหลักฐาน 

รัฐมนตรีไม่ตอบเธอ  แต่กลับหันไปยังดัมเบิลดอร์  ตอนนี้หลายคนในห้องพิจารณาเริ่มคุยกันด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

“ว่ายังไงล่ะ  ดัมเบิลดอร์  คุณควรพิสูจน์เรื่องนี้  --  “

“ผมคงต้องขอให้สมาชิกศาลสูงทุกคนลงคะแนนว่าจะพิสูจน์เรื่องที่คุณอ้างขึ้นมาหรือไม่  ผมไม่มีสิทธิตัดสินใจด้วยตัวเองเพียงคนเดียว”  พ่อมดชราพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

คำพูดของดัมเบิลดอร์ทำให้เอลฟายอัสพ่นลมหายใจดังพรืด

“ถ้าอัสบัสพูดแบบนั้น  งั้นเรามาเริ่มลงคะแนนกันว่าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในเรื่องที่จะพิสูจน์ว่าซิเรียสไม่ใช่ผู้เสพความตายจริงๆหรือเปล่า”

“ใครเห็นด้วยว่าศาลสูงควรพิจารณาเรื่องนี้ในครั้งต่อไป  โปรดยกมือขึ้น”  ดัมเบิลดอร์หันไปยังสมาชิกทุกคน  เฟริน่าบีบมือตัวเองไปมาอย่างกังวลเมื่อเห็นสมาชิกแต่ละคนค่อยๆยกมือขึ้น  และจำนวนสมาชิกที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้มีเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด  เด็กหญิงรู้สึกหงุดหงิดและไม่สบายใจเอาเสียเลยที่ซิเรียสจะต้องอยู่ในอัซคาบันต่อไป

“พวกคุณคิดถูกแล้ว”   ฟัดจ์พูดอย่างโล่งใจ

“หวังว่าครั้งหน้าคุณคงนำพยานหลักฐานที่ว่านั้นมาด้วยล่ะ  ถ้าคุณไม่นำมา  เราจะตัดสินให้ปล่อยตัวซิเรียส  แบล็กทันที”  ดัมเบิลดอร์เตือน 

“แน่นอน  ผมไม่ลืมหรอก”  ฟัดจ์รีบยืนยัน

และเมื่อเฟริน่าละสายตามาจากข้างบน  เธอก็เห็นผู้คุมวิญญาณกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ซิเรียสและเพ็ตติกรูวส์  เด็กหญิงรู้สึกสงสารซิเรียสจับใจ

“คุณโพสัน”  เสียงแหบชราของดัมเบิลดอร์  ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง  “กำหนดวันนัดพิจารณาครั้งต่อไปจะแจ้งทางจดหมายเหมือนเดิม  แต่เธอจะมาหรือไม่ก็ได้  เพราะครั้งหน้าเป็นเรื่องระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์กับแบล็ก”

“หนูจะมาค่ะ”  เฟริน่ารีบพูด  และเมื่อเธอเห็นร่างของผู้คุมวิญญาณกำลังเข้ามาใกล้ซิเรียส  เด็กหญิงก็เผลอพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไปอย่างลืมตัว  “หนูขอคุยกับซิเรียสก่อนได้หรือเปล่าคะ”

“ได้แน่นอน”  ดัมเบิลดอร์ตอบโดยไม่สนใจว่าฟัดจ์กำลังจะเอ่ยอะไรเมื่อได้ยินคำขอร้องของเด็กหญิง

เฟริน่ารีบลุกออกจากเก้าอี้นวม  และเมื่อร่างของผู้พิทักษ์กวางสาวตามเธอมาด้วย  ผู้คุมวิญญาณก็รีบล่าถอยออกไปห่างๆ  ซิเรียสยังคงถูกโซ่พันธนาการอยู่บนเก้าอี้เมื่อเธอไปหยุดอยู่ตรงหน้า

“ซิเรียสคะ  หนูขอโทษด้วยนะคะ  หนูคิดว่าวันนี้  --  “

“มันไม่ใช่ความผิดเธอหรอก  ยัยหนู”  ซิเรียสขัดขึ้น  ดวงตาสีเทาจ้องมองเธอไม่กะพริบ

“แต่รู้อะไรไหมคะ  ฟัดจ์ไม่มีหลักฐานอย่างที่เขาพูดหรอกค่ะ  ยังไงครั้งหน้าหนูเชื่อว่าคุณจะต้องได้ออกจากอัซคาบันแน่ๆ”  เฟริน่าพูด 

ซิเรียสเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ

“ฉันต้องขอบใจเธอมากเลยนะ  ถ้าเธอไม่ยื่นฎีกาเรื่องนี้  ฉันคงไม่มีแม้แต่ความหวังว่าตัวเองจะได้ออกจากอัซคาบัน  --  ถ้าฉันออกไปเมื่อไหร่  ฉันต้องตอบแทนเธออย่างแน่นอน”

“หนูเคยบอกกับคุณแล้วนี่คะ  ว่าคุณไม่ต้องตอบแทนอะไรหนูเลย  หนูอยากช่วยคุณจริงๆ”   เด็กหญิงยืนยันด้วยท่าทางจริงจัง  แล้วซิเรียสก็หลบสายตาเธอ  แก้มสีซีดเป็นสีชมพูจางๆ  แล้วเขาก็เริ่มพูดตะกุกตะกัก

“ยัยหนู  --  คือ  --  เอ่อ  --  ฉันไม่รู้ว่า  ถ้าสมมติว่าฉัน  --  คือว่า  ที่ฉันจะบอกเธอก็คือ  สิ่งที่ฉันจะทำหลังจากที่ออกจากอัซคาบัน  ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องการตอบแทนเธอนะ  ฉันอยากให้เธอรู้เอาไว้เลย  --  เอ่อ  ไม่รู้สิ  --  แต่ฉันเต็มใจที่จะทำแบบนั้นจริงๆนะ”

เฟริน่าเอียงคอมองซิเรียสอย่างสงสัย

“อะไรหรือคะ”  เธอถาม  เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไป  แล้วซิเรียสก็ชำเลืองมองเธออย่างประหม่า

“คือ  ฉันไม่ได้ตั้งใจจะถามเรื่องส่วนตัวของเธอจากดัมเบิลดอร์หรอกนะ  แต่  --  ฉันได้ยินมาจากเขาว่า  เธออยู่ในความอุปการะของเขา  และ  --  เอ่อ  --  “  ถึงตรงนี้ซิเรียสรีบหลบสายตาเธออีกครั้ง  “  --  และถ้าฉันออกจากอัซคาบัน  ฉันก็คงไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง  และฉันคงรับแฮร์รี่มาอยู่ด้วย  ก็  --  ก็ฉันเป็นพ่อทูนหัวของเขานี่  ดังนั้น  --  ดังนั้น  --  “  ซิเรียสเลื่อนสายตากลับมายังเธออีกครั้งอย่างกังวล  “ฉันก็เลยคิดว่า  ฉันจะรับเธอมาอยู่ด้วย  ถ้าเธอไม่รังเกียจคนอย่างฉัน  ฉันอยากเป็นพ่อบุญธรรมของเธอ  และฉันได้ปรึกษากับดัมเบิลดอร์เรื่องนี้แล้ว  เขาบอกว่าจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย  และ  --  ถ้าสมมติว่าเธอไม่รังเกียจ  --  “

คำพูดของซิเรียสทำให้เฟริน่าตกใจ  เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะมีใครอยากเป็นพ่อบุญธรรมของเธอ  ตลอดเวลาหลายปีตั้งแต่เด็กหญิงจำความได้  เธอก็อยากรู้เหตุผลเสมอว่าทำไมพ่อแม่ที่แท้จริงถึงได้ทิ้งเธอไว้ที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า  ทำไมพวกเขาถึงไม่ต้องการเธอ  เธอทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ  เฟริน่ารู้ว่าเธอโหยหาความรักพ่อแม่มาตลอด  เธออยากรู้ว่าความรักของพ่อแม่คืออะไร  มันจะมีความรู้สึกแบบไหนกัน  ดังนั้น  เธอจึงตั้งตารอคอยอย่างมีความหวัง  เฝ้าฝันถึงว่าจะมีชายหญิงคู่หนึ่งที่ใจดีมารับเธอไปเลี้ยงเหมือนลูก  แต่ปีแล้วปีเล่าที่เธอได้แต่แอบยืนมองเด็กกำพร้าคนอื่นเดินออกไปพร้อมกับครอบครัวหนึ่ง  แต่ไม่ใช่เธอ...  เฟริน่านึกน้อยใจในชะตาชีวิตของตัวเอง  บ่อยครั้งเธออดอิจฉาเด็กกำพร้าเหล่านั้นไม่ได้  และนึกสงสัยว่าตัวเองมีอะไรไม่ดี  ถึงได้ไม่มีใครต้องการเธอเลย  จนกระทั่งเธอได้รู้ความจริงว่าทั้งหมดนั่นเป็นเพราะผู้ชายท่าทางน่ากลัวที่ตัดโอกาสเหล่านั้นของเธอต่างหาก

และแม้จะได้เข้ามาอยู่ที่นี่  เธอก็ยังคงต้องการพ่อแม่  ต้องการใครสักคนที่รักเธอเหมือนลูก  ถึงดัมเบิลดอร์จะอุปการะเธอ  เมตตาเธอ  แต่ลึกๆแล้วเฟริน่าก็รู้สึกว่านั่นไม่ใช่ความรักแบบพ่อลูก  แต่เป็นความรักของปู่กับหลานเสียมากกว่า  ดังนั้น  มันจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยที่เธอจะอิจฉาแฮร์รี่  เมื่อเขามีซิเรียสเป็นพ่อทูนหัว  แต่ถึงอย่างเฟริน่าก็ไม่อยากให้แฮร์รี่รู้สึกโหยหาความรักจากพ่อแม่เหมือนที่เธอเป็น  เธอจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ซิเรียสได้ออกจากอัซบาบันโดยไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ 

ตั้งแต่ที่เธอพบว่าซิเรียสเป็นพ่อทูนหัวของแฮร์รี่  และซิเรียสตั้งใจจะรับแฮร์รี่ไปอยู่ด้วยหลังจากที่เขาบริสุทธิ์  เธอก็นึกอยากให้มีใครสักคนเป็นเหมือนกับซิเรียส  ที่พูดประโยคเหล่านั้นกับเธอบ้าง  เฟริน่าจำได้ว่าเธออ่านประโยคนั้นของซิเรียสวนซ้ำหลายครั้งจนกระดาษหน้านั้นช้ำ  เมื่อเธอเปิดขึ้นมาอ่านบ่อยๆ  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอจึงได้รักซิเรียสและทำเพื่อเขามากขนาดนี้  เพราะเขาเป็นเหมือนตัวแทนพ่อแม่ในจินตนาการของเธอนั่นเอง

“ยัยหนู  --  ถ้าเธอไม่ต้องการ  --  เอ่อ  --  ฉันก็จะไม่บังคับเธอหรอกนะ”  ซิเรียสพูดกับเธอ   เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเอาแต่นิ่งเงียบ

“โอ้  ซิเรียส”  เฟริน่าเพิ่งรู้สึกตัว  เด็กหญิงรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว  แล้วน้ำตาก็ไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตันใจ  เมื่อประโยคที่เธออยากได้ยินมานานหลายปี  วันนี้มันเป็นของเธอแล้ว  เธอกำลังจะมีพ่อบุญธรรมจริงๆ  และคนๆนั้นคือซิเรียส  พ่อแม่ในจินตนาการของเธอ  

ซิเรียสดูตกใจที่เห็นเด็กหญิงร้องไห้

“ยัยหนู  คือ  ฉันขอโทษ  ฉันไม่ตั้งใจ  --  ถ้าเธอไม่อยาก  --  “

“ซิเรียสคะ  หนูดีใจที่สุดเลยค่ะ”  เฟริน่ายังคงร้องไห้ออกมา  ก่อนจะรีบตอบเขาด้วยกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ  “หนูตกลงค่ะ  หนูตกลง”

คำตอบของเธอทำให้สีหน้าของซิเรียสดูผ่อนคลายลง  ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบาๆ

“ยัยหนู...  ฉันก็ดีใจเหมือนกัน  ที่เธอตอบตกลง...”

 



  เฟริน่าเดินออกจากห้องพิจารณาพร้อมกับเซเวอร์รัส  มีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า

“เป็นอะไรของเธอ  คุณโพสัน”  เซเวอร์รัสถาม  เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงยังคงยิ้มไม่หุบ

เฟริน่าหันไปจ้องมองชายจมูกตะขออย่างกังวล  เธอกำลังคิดว่าควรบอกเรื่องที่ซิเรียสจะเป็นพ่อบุญธรรมของเธอดีหรือไม่  เด็กหญิงกล้าพนันได้เลยว่าเซเวอร์รัสต้องไม่ชอบใจมากแน่ๆ  หากรู้เรื่องนี้เข้า  และเขาคงจะทำตัวร้ายกาจและเย็นชากับเธอมากกว่าเดิม  เฟริน่าคิดได้ว่าบางทีเธอน่าจะยังไม่บอกเขาเรื่องนี้  จนกว่าเธอจะคิดออกว่าจะพูดกับเขาอย่างไร

“เซเวอร์รัสคะ  ถ้าคุณไม่ว่าอะไร  เราแวะตรอกไดแอกอนก่อนกลับได้ไหมคะ” 

อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินมีสีหน้ารำคาญ  เขากำลังจะเอ่ยตอบเธอ  แต่เมื่อเห็นลูเซียสกับนาร์ซิสซ่าเดินตรงมาทางนี้  เซเวอร์รัสก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงไป  ก่อนจะหันมาสั่งกับเธอเสียงเรียบว่า

“เธอไปรอที่ลิฟต์ก่อน  ฉันคุยธุระเสร็จจะรีบตามไป” 

เฟริน่ารีบพยักหน้า  เพราะตอนนี้เธอยังไม่อยากเผชิญหน้ากับพวกมัลฟอยนัก  เห็นจากสีหน้าของลูเซียสแล้ว  เขาคงตั้งใจมาเล่นงานอะไรเธอแน่ๆ  เด็กหญิงเดินไหลตามไปกับพ่อมดแม่มดที่วันนี้มาฟังการพิจารณาคดี  หลายคนทักทายเธอ   แต่เมื่อเฟริน่าเห็นริต้า  สกีตเตอร์  ซึ่งไม่แน่ใจนักว่านักข่าวสาวเข้ามาชั้นนี้ได้ยังไง  เด็กหญิงก็รีบเดินแทรกคนอื่นๆเพื่อหาที่ซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว  เธอรีบปีนขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นเก้า  แต่การสลัดนักข่าวสาวจอมขุดคุ้ยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  เมื่อเฟริน่าเห็นว่าสกีตเตอร์เองก็กำลังเดินแทรกพ่อมดคนหนึ่งและกำลังมองหาเธอ  ระหว่างที่เด็กหญิงกำลังคิดว่าจะไปหลบตรงไหนดี  ก็มีใครสักคนคว้าแขนเธอ  พร้อมกับกระชากเธอเข้าไปในตู้ใบหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ร่างของเด็กหญิงติดอยู่ในตู้ใบหนึ่งที่แคบและมืด  มีเพียงแสงลอดเป็นลำเข้ามาจากรอยแง้มของประตูตู้  และในความมืดที่มองอะไรแทบไม่เห็น  เฟริน่าก็เกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ  เมื่อพบว่าเธอกำลังนั่งเบียดอยู่กับทอม  ริดเดิ้ล  จอมมารหนุ่มฉีกยิ้มกว้างใส่เธอ  เฟริน่ากำลังจะอ้าปากต่อว่าเขา 

“ชู่ว”  เขายกนิ้วเรียวยาวแตะริมฝีปาก  พร้อมๆกับที่เฟริน่าได้ยินเสียงสกีตเตอร์ถามหาเธอกับใครสักคนที่นอกตู้  ดังนั้นเฟริน่าจึงต้องสงบปากสงบคำไว้

ระหว่างที่เธอเงี่ยหูฟังว่านักข่าวสาวออกไปห่างจากตู้ใบนี้หรือยัง  เธอก็เผลอเลื่อนสายตาขึ้นไป  และพบว่าใบหน้าของทอมอยู่ใกล้มากกว่าที่คิด  ปลายจมูกของเขาแทบจะฝังอยู่ที่หน้าผากเธออยู่รอมร่อ  และลมหายใจอุ่นๆกำลังรดหน้าผากเธออยู่  เด็กหญิงรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นไปบนผิวหน้าอย่างรวดเร็ว  เธอพยายามขยับตัวหนี  แต่ในตู้ที่มีพื้นที่จำกัดเพียงน้อยนิด  ยิ่งเธอขยับหนีมากเท่าไหร่  เธอก็ยิ่งสัมผัสถูกตัวของจอมมารหนุ่มตรงหน้ามากยิ่งขึ้น  เฟริน่าเห็นทอมเลิกคิ้วสูง  และเหมือนเขาจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนใบหน้าของเธอ 

“เธอหน้าแดง”  เขากระซิบ

คำพูดของเขา  ทำให้เฟริน่าเลิ่กลั่ก 

“ฉันเปล่าสักหน่อย!”  เธอกระซิบอย่างหงุดหงิด  เด็กหญิงยังคงได้ยินเสียงสกีตเตอร์อยู่ใกล้กับตู้ใบนี้

คราวนี้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายอยู่บนใบหน้าของจอมมารหนุ่ม  แล้วเขาก็โน้มใบหน้าลงมาใกล้เธอมากกว่าเดิม

“ไหนดูซิ  หน้าเธอจะยิ่งแดงไหม  ถ้าฉันโน้มใบหน้าลงมาใกล้เธออีกน่ะ”  เขากระซิบอย่างยียวน

เฟริน่าพยายามควบคุมสีหน้าของตัวเอง  แต่ลมหายใจร้อนๆของเขากลับทำให้หน้าเธอร้อนมากกว่าเดิม

“รู้ไหม  ในนี้มันร้อน  ยิ่งคุณเข้ามาใกล้  ฉันก็ยิ่งร้อนน่ะสิ!”  เธอพยายามอธิบาย

“โอ้”  จอมมารหนุ่มห่อริมฝีปาก  ก่อนจะเลื่อนใบหน้าลงมาใกล้อีก  พลางกระซิบว่า  “ร้อนแบบไหน  แล้วเธอร้อนมากไหม  ต้องให้ฉันช่วยอะไรอีกหรือเปล่า”

เฟริน่าหลับตาลง  เธอพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อระงับอารมณ์โกรธไว้  ในหัวกำลังจินตนาการว่าตัวเองผลักทอมออกไปจากตู้ใบนี้แรงๆ

“คุณมาทำอะไรที่นี่  ไม่รู้หรือไงว่าดัมเบิลดอร์ก็อยู่ที่นี่ด้วยน่ะ”  เฟริน่าพยายามเปลี่ยนเรื่อง 

“ฉันมาหาเธอ”  ทอมตอบสั้นๆ  เฟริน่ารีบลืมตาและหรี่ตามองจอมมารหนุ่มอย่างไม่ไว้ใจ

“คุณมีธุระอะไร  แล้วที่ผ่านมาคุณหายไปไหน”  เด็กหญิงรีบถาม

 ริดเดิ้ลเลิกคิ้ว  “เพื่อนมาหา  จำเป็นต้องมีธุระด้วยหรือไง  เอาล่ะ  ถ้าเธออยากรู้  ฉันแค่จะมาดูว่าเธอเป็นยังไงบ้าง”

เด็กหญิงยังคงจ้องมองเขาอย่างระแวงต่อไป  ไม่มีทางอยู่แล้วที่ทอม  ริดเดิ้ลจะทำอะไรโดยไม่หวังผล  เขาต้องคิดที่จะทำอะไรแน่ๆ  และเขายังหลีกเลี่ยงที่จะตอบเธอว่าหายไปไหนมา

“คุณเข้ามาในกระทรวงเวทมนตร์ได้ยังไง”  เฟริน่ารู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามถามต่อไป  เธอจึงเปลี่ยนมาถามอีกเรื่องแทน

“ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน”  ทอมตอบสั้นๆ  ก่อนจะกระซิบต่อไปว่า  “ดูจากท่าทางของเธอแล้ว  เธอคงจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน  เธอไม่ได้บอกดัมเบิลดอร์เรื่องที่เธอเจอฉัน”

เฟริน่าอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้  เธอไม่ได้บอกดัมเบิลดอร์  นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอยุ่งเรื่องคดีของซิเรียสจนลืมไปเสียสนิท  และเห็นที  ครั้งนี้เธอคงต้องบอกดัมเบิลดอร์เรื่องทอม  ริดเดิ้ลเสียแล้ว

“แม่มดที่เธอพยายามหนีอยู่  น่าจะไปที่ไหนแล้วล่ะ  เธออยากออกไปจากตู้แคบๆนี้เลย  หรืออยากเบียดกับฉันในนี้ต่อ”  เขาถามอย่างยียวน

และโดยที่ไม่ต้องรอให้จอมมารหนุ่มถามเป็นครั้งที่สอง  เด็กหญิงผมสีน้ำตาลสว่างรีบเปิดประตู้ให้กว้างกว่าเดิม  และเมื่อแอบมองออกไปข้างนอกและไม่เห็นใครแล้ว  เธอก็รีบก้าวออกมาจากตู้อย่างรวดเร็ว

“เธอจะไม่ขอบใจฉันสักหน่อยหรือไง  ที่ช่วยเธอออกจากสถานการณ์ที่ยุ่งยากน่ะ”  ทอมถามทันทีที่ก้าวตามเธอออกมา  เขาปัดฝุ่นออกจากเสื้อคลุม  เฟริน่าเพิ่งเห็นชัดๆว่าเสื้อคลุมของเขาดูเก่าลงไปถนัดตา  มีรอยสกปรกหลายแห่ง

“ทำไมเสื้อคลุมคุณถึงเป็นแบบนั้น” 

“มันเรื่องของฉัน  เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”  สีหน้าของเขาดูขึ้งเครียดขึ้นมาก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว  “ตกลงเธอไม่คิดจะขอบคุณฉันบ้างหรือไง  ดัมเบิลดอร์ไม่เคยสอนเธอเรื่องมารยาทเลยงั้นหรือ”

เฟริน่าพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด  “ขอบคุณ”

ทอม  ริดเดิ้ลล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม  เฟริน่ารีบถ้าวถอยหลัง  เมื่อพบว่าเขาหยิบไม้กายสิทิ์ออกมา 

“คุณจะทำอะไรน่ะ”  เฟริน่ารีบหยิบไม้กายสิทธิ์ของเธอออกมาบ้าง  และจ้องมองจอมมารหนุ่มอย่างดูเชิงว่าเขาคิดที่จะทำอะไร  แต่ทอมเพียงแค่หัวเราะอย่างขบขัน  ก่อนจะโบกไม้กายสิทธ์เบาๆ  แล้วดอกไม้ดอกหนึ่งก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา  เด็กหญิงจ้องมองการกระทำของเขาอย่างงุนงงง

“วันนี้เท่าที่ฉันดูการพิจารณาคดี  เธอทำได้เยี่ยมาก  หวังว่าครั้งหน้าเธอจะทำสำเร็จ”  ริดเดิ้ลยื่นดอกไม้มาให้เธอ  เฟริน่าจ้องมองอย่างกล้าๆกลัวๆว่าเธอควรรับมาดีหรือไม่  แล้วสีหน้าของจอมมารหนุ่มก็ดูหงุดหงิดขึ้นมาในทันที  “มันเป็นแค่ดอกไม้ธรรมดา  ไม่ใช่ของที่เธอแตะแล้วจะโดนสาปสักหน่อย”

เมื่อเฟริน่าได้ยินคำพูดของทอม  และพบว่าเขาเพิ่งช่วยเธอออกจากสถานการณ์ยุ่งยาก  เธอจึงยื่นมือออกไปรับดอกไม้มา  แต่ก่อนที่เธอจะดึงมือกลับ  จอมมารหนุ่มกลับคว้ามือเธอเอาไว้  และดึงขึ้นไปจูบ

“แล้วเจอกัน”  เขาหลิ่วตาให้  ก่อนจะเดินผ่านตัวเธอไป  เฟริน่ารีบหมุนตัวเพื่อดูว่าเขาไปไหน  แต่เธอก็พบว่าตัวเองอยู่เพียงคนเดียวในที่แห่งนั้น

_____________________75%__________________


ร่างของชายที่ศีรษะมีผมหลุดเป็นหย่อมๆกำลังนั่งคุดคู้อยู่ที่พื้นสกปรกของห้องขังในอัซคาบัน  ปีเตอร์กำลังใช้เวลาไปกับการนั่งชิดผนังห้องที่มีผิวขรุขระอย่างหวาดผวาเมื่อเห็นร่างของผู้คุมวิญญาณเลื้อยผ่านหน้าลูกกรง  ใบหน้าของเขาซีดเผือด 

“นี่ฉันทำถูกแล้วใช่ไหม”  เขาพึมพำกับตัวเอง  พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อคืนก่อน

 



ปีเตอร์กำลังนอนคุดคู้ตัวสั่นอยู่ที่พื้นห้อง  นานๆทีผู้คุมวิญญาณก็เลื้อยมาหยุดที่หน้าลูกกรง  และมาพร้อมกับเสียงสูดอากาศที่น่าขนลุกที่ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังจะจมน้ำ  และความสิ้นหวังว่าตัวเองคงไม่มีวันหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนี้  ปีเตอร์ได้แต่คิดว่าเขาคงต้องตายอยู่ที่นี่แน่ๆ  ระหว่างที่เขานอนหันหลังให้ลูกกรงเพื่อที่จะไม่ต้องเห็นผู้คุมวิญญาณ  แสงสีเงินก็ส่องเข้ามาจากลูกกรงห้องขังและสาดแสงไปบนผนังห้อง  มีเงาของใครสักคนทอดอยู่บนนั้น 

“ปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์”  เสียงแหบชราเอ่ยเรียกชื่อเขา 

ชายเจ้าของชื่อหมุนตัวไปยังลูกกรง  แสงสีเงินที่สว่างจ้าทำให้เขาต้องยกมือป้องสายตาไว้  ปีเตอร์เห็นชายชราร่างผอมสูงคนหนึ่งยืนอยู่  แต่แสงจากผู้พิทักษ์นั้นสว่างเกินไป  เขาจึงไม่รู้ว่าชายชราคนนั้นคือใคร

“คุณเป็นใคร”  เขาร้องถามออกไปอย่างหวาดๆ

“อ่า...  โทษที  แสงผู้พิทักษ์คงสว่างมากเกินไป”   ชายชราเอ่ย  และร่างผู้พิทักษ์ที่เป็นนกฟีนิกซ์ก็ถอยออกไปข้างๆ  และทันทีที่แสงสว่างนั้นล่าถอยออกไป  ปีเตอร์ก็พบว่าชายชราคนนั้นคืออัสบัส  ดัมเบิลดอร์  เขารีบตะเกียกตะกายไปเกาะลูกกรงทันที

“คุณมาช่วยผมใช่มั้ย!  ดัมเบิลดอร์  ผมไม่ได้ทำอะไรผิด  ผมบริสุทธิ์  คุณต้องเชื่อผม!  คุณต้องเชื่อผม!  อย่าให้ผมอยู่ที่นี่  ปล่อยผมออกไปที”  เขาพยายามอ้อนวอน 

ดัมเบิลดอร์ไม่ตอบ  แต่ใช้ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองลอดผ่านแว่นพระจันทร์เสี้ยวมาที่ใบหน้าของปีเตอร์อย่างดูแคลน  ปีเตอร์รู้ว่ามันน่าอายที่เขาพยายามขอร้องอาจารย์ใหญ่  แต่เขาแทบจะทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว  เขาคิดว่าตัวเองกำลังจะตายแน่ๆ  ถ้ายังอยู่นานกว่านี้ 

“ได้โปรด  ช่วยผมด้วย  ปล่อยผมออกไป”  เขาคร่ำครวญ

“เธอรู้สึกคล้ายตัวเองทรมานและกำลังจะตายเพราะความสิ้นหวังใช่ไหม”  ดัมเบิลดอร์ถาม

ปีเตอร์พยักหน้าเร็วๆ  “ใช่  ผมคิดว่าผมกำลังจะตายแน่ๆ  นี่มันเหมือนตายทั้งเป็นเลย  ดัมเบิลดอร์  ช่วยผมที  ช่วยผมออกไปจากที่นี่ที”

“แล้วเธอเคยคิดถึงซิเรียส  แบล็กบ้างไหมว่าเขารู้สึกแบบนี้มาตลอดสิบสองปี”  ดัมเบิลดอร์ถามด้วยสีหน้าเย็นชาและเรียบเฉย

คำพูดของพ่อมดชรา  ทำให้ปีเตอร์รู้สึกพูดไม่ออก  เขาถูกขังที่อัซคาบันมายังไม่ครบสองเดือน  แต่เขากลับทุกข์ทรมานมากมายจนคิดว่าตัวเองใกล้จะตายเพราะความสิ้นหวัง  แต่เมื่อเทียบกับซิเรียสที่อยู่มาถึงสิบสองปี  ความทรมานของเขาดูเล็กน้อยลงไปเลย  แต่ถึงอย่างนั้น  ปีเตอร์คิดว่าเขาก็ต้องพยายามดิ้นรนทุกวิธีเพื่อออกไปจากที่นี่ให้ได้

“ผมไม่ได้ฆ่ามักเกิ้ลสิบสองคนนั้น”  เขายังโกหกต่อไป  และเมื่อโดนดัมเบิลดอร์จ้องมองราวกับถูกแทงทะลุ  ปีเตอร์ก็รีบหลบสายตาลงไปที่พื้นห้องแทน  เขากลัวเหลือเกินว่าพ่อมดชราจะรู้ว่าเขาโกหก  หรือบางทีดัมเบิลดอร์อาจจะรู้แล้ว  แต่ปีเตอร์คิดว่าเขาต้องโกหกต่อไปเพื่อเอาตัวรอดออกจากที่นี่

“เพ็ตติกรูวส์  คุณเคยคิดบ้างไหมว่าสิ่งที่คุณทำลงไปนั้น  ทำให้เจมส์กับลิลี่ต้องตาย  แฮร์รี่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า  และชีวิตของซิเรียสต้องกลายเป็นแบบนี้  คุณเคยละอายใจกับสิ่งที่ตัวเองทำบ้างไหม”  ดัมเบิลดอร์พูดเรียบๆแต่เจือไปด้วยน้ำเสียงตำหนิ

“ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องนี้  ผมคงไม่มีอะไรจะคุย  ดัมเบิลดอร์  --  ผมบริสุทธิ์  ผมไม่ได้ทำให้เจมส์กับลิลี่ต้องตาย  หรือทำให้แฮร์รี่ต้องกำพร้า  และซิเรียส  --  “  เขาหยุดพูดไป  ก่อนพึมพำเสียงเบาว่า  “  --  เขาทำตัวเอง”

“รู้อะไรไหม”  ดัมเบิลดอร์พูดต่อไปราวกับไม่ได้ยินคำแก้ตัวของเขา  “ซิเรียสเป็นคนที่รักเพื่อนมาก  ฉันรู้ว่านักเรียนแต่ละคนเป็นยังไง  และฉันกล้าเอาตำแหน่งอาจารย์ใหญ่เป็นประกันเลยว่า  ถ้าคนที่ถูกโวล  --  “  ปีเตอร์สะดุ้งและตัวสั่นเทาเมื่อพ่อมดชราเอ่ยชื่อเจ้าแห่งศาสตร์มืด  “  --  เดอมอร์หมายหัวคือคุณ  และเจมส์หรือรีมัสหักหลังบอกความลับให้โวลเดอมอร์มาฆ่าคุณ  ซิเรียสก็คงจะทำแบบเดียวกัน  คือคงตามล่าตัวเพื่อนที่ทรยศหักหลังคุณ  --  เพ็ตติกรูวส์  คุณเคยมองกลับกันแบบนี้บ้างไหม  ว่าซิเรียสเองก็คงจะทำแบบนั้นเพื่อคุณ”

คำพูดของดัมเบิลดอร์  ทำให้ปีเตอร์รู้สึกถึงก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ  ตอนนี้ในหัวใจของเขาเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดสิบสองปีที่ผ่าน  ดัมเบิลดอร์พูดถูก  ทำไมเขาจะไม่รู้นิสัยซิเรียสดี  ถึงซิเรียสกับเจมส์จะหยิ่งจองหอง  แต่ทั้งสองก็รักเพื่อนมาก  และปีเตอร์รู้ว่า  ถ้าสถานการณ์กลับกัน  เขาเป็นเจมส์  และถูกเจมส์หรือรีมัสหักหลัง  ซิเรียสก็คงไม่ลังเลที่จะตามไปล้างแค้นเพื่อนที่ทรยศปีเตอร์แน่นอน 

ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องขัง  ไม่มีเสียงอื่นใดหรือแม้แต่เสียงสูดอากาศหรือเสียงเลื้อยไปมาของผู้คุมวิญญาณสักตน  ปีเตอร์ได้แต่ก้มหน้า  เขาแทบไม่กล้าสู้หน้าอาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์เลย

“ตั้งแต่ซิเรียสสูญเสียเจมส์ไป  เขาก็มีสภาพเป็นตายเท่ากัน  เพ็ตติกรูวส์  คุณเองก็คงจะรับรู้ใช่ไหมว่าที่นี่เป็นอย่างไร  ยังไม่ครบสองเดือน  คุณก็แทบจะทนไม่ได้แล้ว  แต่ซิเรียส  --  สิบสองปีที่ซิเรียสต้องมีสภาพเป็นตายเท่ากัน  คุณคิดออกไหมว่าแต่ละวันที่ผ่านไปของเขามันทุกข์ทรมานมากแค่ไหน  ลำพังแค่ทุกข์ทรมานจากผู้คุมวิญญาณก็แย่พออยู่แล้ว  แต่ความทุกข์ที่ต้องเสียเพื่อนไปตลอด  -- ที่ผมพูดไม่ไม่หมายถึงเจมส์เท่านั้น  แต่ยังรวมถึงคุณด้วย  การที่คุณทรยศหักหลัง  มันก็เหมือนเขาสูญเสียเพื่อนไปถึงสองคน”

“ผมไม่อยากฟัง!  ผมรู้แค่ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด”  ปีเตอร์พูดอย่างทรมาน  ยิ่งชายชราพูดความจริงมากเท่าไหร่  ปีเตอร์ก็ยิ่งเจ็บปวดด้วยความรู้สึกผิดมากเท่านั้น

“แล้วตอนนี้ถึงเวลาของคุณบ้างหรือยัง”  ดัมเบิลดอร์เอ่ยต่อไปราวกับไม่ได้ยินคำพูดของปีเตอร์  “คุณทำให้เพื่อนๆต้องเสียเจมส์ไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันกลับ  และตอนนี้คุณยังจะปล่อยให้ซิเรียส  --  ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาจะทนอยู่ในสภาพเป็นตายเท่ากันได้อีกนานแค่ไหน  ไม่ช้าก็เร็ว  คุณก็จะสูญเสียเพื่อนไปอีกคน  คุณต้องการแบบนั้นจริงๆหรือ”

ปีเตอร์ไม่ตอบคำถามของพ่อมดชรา  เขายังก้มหน้าจ้องมองพื้นขรุขระสกปรกของห้องขังต่อไป

“พรุ่งนี้เป็นวันพิจารณาคดีของซิเรียส  คุณมีสิทธิเลือกว่าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง  เพื่อบรรเทาความผิดในอดีต  หรือเลือกที่จะทำผิดต่อไปเรื่อยๆ  แต่ผมแค่อยากเตือนคุณไว้อย่าง  เพ็ตติกรูวส์”  ดัมเบิลดอร์หยุดพูดไปเล็กน้อย  ก่อนจะพูดต่อไปว่า  “ผมขอให้คุณลองเก็บไปคิดดูว่า  ถ้าคุณเป็นเจมส์  และเจมส์เป็นคุณ  คุณคิดว่าซิเรียสจะลังเลหรือเปล่าที่จะแก้แค้นให้คุณ  หวังว่าวันพรุ่งนี้คุณคงได้คำตอบ  สวัสดี”

คืนนั้นปีเตอร์นอนไม่หลับ  เขาทั้งรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น  ปีเตอร์พบว่าตัวเองนอนร้องไห้จนกระทั่งถึงเช้า  และเมื่อผู้คุมวิญญาณพาเขาออกจากอัซคาบัน  เพื่อไปห้องพิจารณาคดี  ปีเตอร์ก็ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่น  เขากลัวว่าหากสารภาพไปแล้ว  จะต้องติดคุกอัซคาบัน  แต่เขาก็เสียใจหากต้องโกหกเพื่อให้ตัวเองรอด  และปล่อยซิเรียสต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปแทนเขา

แม้จะรู้สึกผิดยามที่เห็นซิเรียส  แต่เมื่อเห็นซิเรียสที่ดูจะโกรธแค้นเขามาก  ก็ทำให้ปีเตอร์เลือกที่จะพูดปดเพื่อปกป้องตัวเอง  ปีเตอร์คิดว่าเขาต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน  แต่แล้วในระหว่างพิจารณา  คำพูดของดัมเบิลดอร์ก็ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอีกครั้ง

 “ผมคิดว่า  คุณโพสันน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าผม  หลังจากที่เธอไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแบล็กที่คุกอัซคาบัน  --  อย่างที่เธอเคยใช้คำว่า  เป็นตายเท่ากัน  กับสภาพของนักโทษแต่ละคนที่นั่น  ไม่แปลกหรอกใช่ไหมที่บ็อกการ์ดจะแสดงความกลัวของเธอออกมาแบบนั้น”

เป็นตายเท่ากัน

แค่คำนี้คำเดียวก็สามารถทำให้ความรู้สึกผิดถาโถมใส่ปีเตอร์อีกครั้ง  และดูจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก  เมื่อเด็กผู้หญิงที่ชื่อเฟริน่า  โพสัน  พูดถึงบ็อกการ์ดที่แปลงร่างเป็นศพซิเรียส

“ใช่ค่ะ”  เด็กหญิงคนนั้นรีบรับคำ  พลางหันไปจ้องหน้ารัฐมนตรีเขม็ง 

“ถ้าคุณเคยไปที่อัซคาบันมาและสังเกตเห็นความเป็นอยู่ของนักโทษที่นั่น  คุณคงรู้ว่าสภาพ  เป็นตายเท่ากัน  คืออะไร  ตอนนี้หนูไม่แปลกใจว่าทำไมที่นั่นถึงมีหลุมศพเต็มไปหมด  และในกรณีของซิเรียส   เขาเป็นผู้บริสุทธิ์  แต่กลับต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นั่นถึงสิบสองปี  แล้วการที่หนูพบว่ามีคนพยายามขัดขวางไม่ให้เขาได้รับความเป็นธรรม  หนูจะไม่รู้สึกกลัวแทนซิเรียสหรือคะ  --  หนูจะไม่รู้สึกกลัวว่าสักวันจะมีชื่อเขาสลักอยู่บนแผ่นหินเหล่านั้นหรือคะ  มันอาจจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้  ยิ่งปล่อยเวลาให้เขาถูกคุมขังที่นั่นเป็นเวลานานๆ”  เด็กผู้หญิงคนนั้นหยุดพูดไป  เธอกำลังหายใจหอบตามแรงโทสะ  และเมื่อเธอเห็นฟัดจ์กำลังจะเอ่ยอะไร  เด็กหญิงก็รีบพูดขึ้นต่อไปว่า

“เขาต้องรออีกถึงเมื่อไหร่กว่าจะได้รับอิสภาพ  เขาต้องรออีกจนถึงเมื่อไหร่กว่าจะได้รับความเป็นธรรม  ต้องรอให้เขาตายในอัซคาบันก่อนหรือคะ  ทั้งๆที่ทุกคนก็เห็นกันอยู่ชัดๆว่าปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์ยังไม่ตาย  และการที่เพ็ตติกรูวส์หลบซ่อนตัวนานถึงสิบสองปี  ยังไม่เป็นข้อยืนยันแน่ชัดอีกหรือคะว่าจริงๆแล้ว  เพ็ตติกรูวส์มีความผิดอะไรบางอย่างที่ต้องซ่อนตัวมาเป็นเวลาหลายปี  ทีนี้คุณคงรู้แล้วนะคะ  ว่าทำไมบ็อกการ์ดถึงแสดงความกลัวของหนูออกมาแบบนั้น”

เกิดเสียงคุยกันอีกครั้ง  ปีเตอร์ได้แต่ก้มหน้านิ่ง  ดัมเบิลดอร์และเด็กผู้หญิงคนนั้นพูดถูกทุกอย่าง  ในเวลานี้แม้ในใจของปีเตอร์จะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าตัวเองกำลังยื่นเท้าเข้าไปในอัซคาบันข้างหนึ่ง  แต่ความรู้สึกผิดผสมปนเปไปกับความเสียใจและอยากแก้ไขสิ่งที่เคยทำในอดีตก็ดูจะมีมากกว่า 

“ถ้าอย่างนั้น  เราก็ควรจะข้ามเรื่องคุณโพสัน  และไปคำถามต่อไป”  ดัมเบิลดอร์เอ่ย  และเปลี่ยนมาจ้องที่ปีเตอร์แทน  “คุณเพ็ตติกรูวส์”

ปีเตอร์รู้สึกสะดุ้ง  เมื่อถูกดัมเบิลดอร์เรียก  เขาค่อยๆจ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของอาจารย์ใหญ่อย่างหวาดๆ

“คะ  --  ครับ”

“หลังจากแบล็กให้การปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ฆาตกรรมมักเกิ้ลทั้งสิบสองคน  แต่เป็นคุณ  คุณมีอะไรจะพูดหรือไม่” 

คำถามของดัมเบิลดอร์   ทำให้ปีเตอร์เหงื่อแตกและเลิกลั่ก 

“ผม   --  ผม  --  “  แล้วเขาก็ปล่อยโฮออกมาดังๆ  สองมือยกปิดใบหน้าไว้  ปีเตอร์ไม่เคยรู้สึกกดดันมากขนาดนี้มาก่อน  ตอนนี้เขาต้องเลือกว่าช่วยให้ตัวเองรอดหรือจะช่วยซิเรียส  “ผมไม่ได้ทำ  --  ผมแค่หนี  --  ผมไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่ได้ตั้งใจ”  ดัมเบิลดอร์ทวนคำ   “หมายความว่าอย่างไร  คุณเพ็ตติกรูวส์”

ปีเตอร์เลิกปิดหน้าตัวเองและเปลี่ยนมาใช้แขนเสื้อสกปรกเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า  เขาเงยหน้าขึ้นไปจ้องหน้าพ่อมดชรา ริมฝีปากสั่นระริก  ก่อนที่สายตาจะหลุบมองต่ำไปที่มือตัวเองเมื่อถูกจ้องมองอย่างแทงทะลุ 

“ผมหมายถึงว่า  --  ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นเมื่อสิบสองปีก่อน”   เขาพยายามอธิบาย  และหวังอย่างโง่ๆว่าคำพูดของตัวเองจะช่วยให้ซิเรียสพ้นผิดและตัวเขาได้รับโทษน้อยลงบ้าง 

“ถ้าคุณถูกใครสักคนตามฆ่า  --  ถ้าเป็นใคร  ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดทั้งนั้น  และ  --  ผมแค่จะเสกคาถา  --  ผมสาบานได้ว่าผมแค่จะเสกคาถาระเบิดเพื่อให้แบล็กตามผมไม่ทัน  แต่  --  ผมขอร้อง  คุณต้องเชื่อว่าผมไม่ได้มีเจตนาจะฆ่ามักเกิ้ลพวกนั้น”

ห้องพิจารณาคดีมีเสียงคุยกันดังหึ่งๆอีกครั้ง 

“แล้วเรื่องนิ้วมือที่ขาดล่ะ”  ดัมเบิลดอร์ถามต่อไปโดยไม่สนใจเสียงคุยกันรอบๆตัว  ปีเตอร์เห็นพ่อมดชราไม่ได้จ้องมองเขาอย่างดูแคลนอีกต่อไป

“ผม  --  ผมเป็นคนตัดนิ้วตัวเองทิ้ง  เพื่อให้  --  เพื่อจะให้แบล็กคิดว่าผมตายไปแล้ว”  ปีเตอร์ตอบ  ก่อนจะรีบพูดต่อไปอย่างอ้อนวอนว่า  “ได้โปรด!  ผมยอมพูดความจริงแล้ว  --  ผมพูดความจริงแล้ว  ผมควรจะได้ลดโทษไม่ต้องไปอยู่ที่อัซคาบันใช่ไหม”

ดัมเบิลดอร์ส่ายหน้าช้าๆ  “ความผิดนี้ร้ายแรงมาก  คุณเกือบทำให้ความลับเรื่องชุมชนผู้วิเศษถูกเปิดเผย   และต่อให้คุณไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่ามักเกิ้ลทั้งสิบสองคนจริงๆ  แต่คาถาของคุณก็ทำให้มีคนตาย”

สิ้นสุดคำพูดของชายชราปีเตอร์ก็ปล่อยโฮอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว  เมื่อพบว่าเขาได้ก้าวเข้าไปในคุกอัซคาบันอย่างเต็มตัวแล้ว 

 



ตลอดทางที่เฟริน่าเดินตามเซเวอร์รัสเข้าไปในร้านขายเสบียงปรุงยา  เธอก็ได้แต่นึกกังวลว่าเธอจะบอกเซเวอร์รัสเรื่องซิเรียสจะเป็นพ่อบุญธรรมของเธออย่างไรดี  เด็กหญิงรู้สึกว่าเธอควรรีบบอกเขาให้เร็วที่สุด  เธอไม่อยากให้เซเวอร์รัสมารู้ในตอนหลัง  เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะยิ่งโกรธมาก  ระหว่างที่เธอกำลังยืนจ้องคราบงูเขียวพิษบูมซะแลงและคิดว่าจะพูดอย่างไรดี  เสียงเฉยชาของเซเวอร์รัสที่ดังขึ้นใกล้ๆก็ทำให้ต้องถอนสายตาจากคราบงูนั่น

“ทำอะไรของเธอ  คุณโพสัน  ฉันเห็นเธอเอาแต่จ้องคราบงูเขียวพิษบูมซะแลง  อย่าบอกนะว่าเธอกับพวกพอตเตอร์วางแผนจะปรุงน้ำยาสรรพรสอีก  คราวนี้ใครเป็นเหยื่อที่ถูกปรักปรำจนต้องปลอมตัวไปสอบสวนล่ะ”  ชายจมูกตะขอถามอย่างจับผิด 

“ไม่ใช่ค่ะ  หนูแค่  --  คุณเติมเสบียงเสร็จแล้วหรือคะ”  เฟริน่ารีบเปลี่ยนเรื่อง  อาจารย์ประจำบ้านสลิธีนยกห่อของที่อัดแน่นไปด้วยเครื่องปรุงยาชั้นดีให้เธอดู

“แล้วเธอต้องการหาซื้ออะไรที่ตรอกไดแอกอน”  เขาถาม  พลางผลักประตูร้านและก้าวออกไปก่อน  เฟริน่ารีบเดินตามเขาไปติดๆ  ตอนนี้ฮอกวอตส์เปิดเทอมแล้ว  ตรอกไดแอกอนจึงไม่เนืองแน่นไปด้วยผู้วิเศษมากนัก  เด็กหญิงพยายามคิดต่อไปว่าเธอจะคุยกับชายจมูกตะขออย่างไรดี

“เอ่อ  --  เราไปกินไอศกรีมที่ร้านคุณฟลอเรียน  ฟอร์เตสคิวก่อนกลับได้ไหมคะ”  เธอถาม

“เธอนี่มันเด็กจริงๆ”  เซเวอร์รัสบ่นอย่างรำคาญ  แต่ถึงอย่างนั้นชายจมูกตะขอก็ก้าวนำหน้าเธอไปยังร้านไอศกรีมร้านโปรดของเธอ  และเมื่อเขาผลักประตูร้านเข้าไป  เซเวอร์รัสก็เดินนำเธอไปนั่งมุมในสุดของร้าน  ที่เดียวกับที่เธอและดัมเบิลดอร์เคยมา  

เด็กหญิงพยายามเอาใจเขาด้วยการถามว่าเขาอยากกินไอศกรีมรสอะไร  แต่เซเวอร์รัสก็ปฏิเสธห้วนๆอย่างไร้เยื่อใย  ดังนั้น  เธอจึงสั่งไอศกรีมซันเดย์มาถ้วยเดียว

เฟริน่าแทบจะไม่รับรู้รสชาติวนิลาเลย  เมื่อในยามนี้เธอเอาแต่ชำเลืองมองไปที่ชายจมูกตะขอที่นั่งอยู่ตรงข้าม  เขากำลังตรวจดูเครื่องปรุงยาที่ซื้อมา

“เธอมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า  คุณโพสัน”  สเนปถามโดยไม่เงยหน้าจากหญ้าเหงือกปลาในมือ

คำถามของเขาทำให้เฟริน่าเผลอกลืนไอศกรีมเข้าไปคำโต  เด็กหญิงรู้สึกถึงความเย็นแล่นขึ้นสมอง  เธอหลับตาแน่น  และเมื่ออาการเย็นขึ้นสมองหายไปแล้ว  เธอก็เห็นเซเวอร์รัสนั่งจ้องหน้าเธอด้วยสีหน้าอ่านยากว่าคิดอะไรอยู่  เด็กหญิงรีบหลุบตาลงจ้องมองของหวานในถ้วย  มันช่วยไม่ได้เลยที่เธอจะเริ่มกังวลอีกครั้ง  ถ้าเซเวอร์รัสโกรธเธอมากด้วยเรื่องที่เธอตอบตกลงให้ซิเรียสเป็นพ่อบุญธรรมและไม่ยอมคุยกับเธออีก  เธอจะทำอย่างไรดี 

เฟริน่าเลื่อนสายตาขึ้นมาชำเลืองมองชายจมูกตะขออีกครั้ง  และเห็นเขายังคงจ้องเธอนิ่ง  ดวงตาสีดำขลับดูเย็นชาเหมือนทุกครั้ง  เด็กหญิงรู้ได้ในทันทีว่าเธอจะเลี่ยงต่อไปไม่ได้แล้ว  เธอควรบอกเขาเรื่องนี้  เพราะไม่ช้าก็เร็วเซเวอร์รัสก็ต้องรู้อยู่ดี  เฟริน่าเลื่อนถ้วยไอศกรีมที่กินได้เพียงครึ่งเดียวออกไปให้พ้นทาง  ก่อนจะเริ่มพูดว่า

“คือ  เซเวอร์รัสคะ  --  หนู  --  คุณเกลียดซิเรียสมากมั้ย  --  “

“เกลียดมาก”  เซเวอร์รัสตอบอย่างไม่ลังเล 

คำตอบของเขาทำให้เธอกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคออย่างยากลำบาก 

“แล้ว  --  แล้วพอมีทางที่คุณจะดีกับ  --   “

“ไม่มีทาง”  เซเวอร์รัสตอบด้วยเสียงกระชาก  “คุณโพสัน  ถ้าเธอกำลังจินตนาการว่าฉันจะญาติดีกับซิเรียส  แบล็ก  ฉันคงต้องดับฝันเธอเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า  ไม่มีวันและไม่มีทาง”

เฟริน่าหลุบตามองลงที่โต๊ะ  เธออดไม่ได้ที่กัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างกังวล  ถ้าเป็นแบบนี้เธอจะกล้าพูดเรื่องซิเรียสได้อย่างไร  เซเวอร์รัสต้องโกรธเธอมากแน่ๆ

“เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่”  ชายจมูกตะขอถาม  เขาหรี่ตามองเธออย่างจับผิด  “ก่อนออกจากห้องพิจารณาคดีมา  เธอกับแบล็กพูดอะไรกัน”

เฟริน่ากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง  เธอพยายามรวบรวมความกล้า

“คือ  --  คุณอย่าโกรธหนูนะคะ  เซเวอร์รัส  ไม่ใช่ว่าสิ่งที่หนูตัดสินใจไป  หนูไม่ได้คิดถึงความรู้สึกคุณนะคะ  หนูเป็นห่วงความรู้สึกคุณจริงๆนะคะ  แต่  --  “  เด็กหญิงหยุดพูดไป

“แต่อะไร”  ศาสตราจารย์วิชาปรุงยาถามห้วนๆ

“  --  แต่  --  คือว่า  วันนี้ในห้องพิจารณาคดี  --  ซิเรียสบอกกับหนูว่า  ถ้าเขาพ้นผิดเมื่อไหร  --  เขาจะ  --  เขาจะรับหนูเป็นลูกบุญธรรมค่ะ  และหนูอาจจะไปอยู่กับเขา”  เฟริน่ากลั้นใจพูดจนจบ  เธอไม่กล้าเงยหน้ามองดูสีหน้าของอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินเลย

“เฮอะ!” 

เซเวอร์รัสทำเสียงดูถูกในลำคอ  แต่เฟริน่าก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไป

“เธอบอกว่าเธอคิดถึงความรู้สึกฉัน  ห่วงความรู้สึกฉันไช่ไหม  คุณโพสัน”  เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและกระด้างกว่าทุกครั้ง

“หนูพูดจริงๆนะ  --  “

“คนที่เธอควรคิดถึงหรือเป็นห่วงความรู้สึกน่ะ  ไม่ใช่ฉันหรอก  คุณโพสัน”  เซเวอร์รัสบอกอย่างห้วนๆและขุ่นเคืองใจ

คำพูดของเขาเรียกให้เฟริน่าต้องเงยหน้าขึ้นไป  มุมปากของชายจมูกตะขอที่ปกติตกอยู่แล้วยิ่งตกลงไปอีก  เขาจ้องมองเธออย่างเย็นชาและรังเกียจ

“เซเวอร์รัส  ทำไมจะไม่ใช่  --  “

“คุณโพสัน  ฉันคิดว่าเธอต้องทำความเข้าใจเสียใหม่นะ  ทำไมเธอต้องมาเป็นห่วงหรือคิดถึงความรู้สึกฉันด้วย  เธอคิดจริงๆหรือว่าฉันต้องสนใจด้วยว่าเธอจะไปเป็นลูกบุญธรรมของใคร  หรือใครจะเป็นพ่อบุญธรรมของเธอ  เฮอะ!”  สเนปพูดอย่างดูถูก  แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงอ้าปากจะเถียง  เขาจึงพูดขึ้นต่อไปว่า  “ฉันจะขยายความให้เธอเข้าใจ  ฟังให้ดีนะ  --  คนที่เธอควรจะคิดถึงความรู้สึก  ควรจะห่วงความรู้สึก  คือ  อัสบัส  ดัมเบิลดอร์

คำพูดของชายจมูกตะขอ  ทำให้เด็กหญิงขมวดคิ้ว  และเมื่อสเนปเห็นสีหน้าของเธอ  เขาก็จ้องมองเธออย่างดูแคลน 

“เธอลองคิดซิ  คุณโพสัน  ใครกันที่อุปการะเธอตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่  ใครกันที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด  เธอเคยคิดถึงบ้างไหมว่าใคร  ฉันไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอหรอกนะ  แต่ในเมื่อเธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา  ฉันก็เลยคิดว่าต้องเตือนความจำเธอสักหน่อยว่าใครที่ทำอะไรให้เธอตั้งมากมาย  ถ้าเธอจะให้ฉันไล่ว่าดัมเบิลดอร์ทำอะไรให้เธอบ้าง  มันคงจะมีรายการที่ยาวเหยียดจนพูดวันเดียวก็คงไม่จบ  อย่างวันนี้เธอก็คงจะเห็น  เขารีบมากแค่ไหน  เขาถึงขนาดพังประตูเข้ามา  ช่วยเธอแก้สถานการณ์ที่เธอเกือบเพลี่ยงพล้ำให้ฟัดจ์  ถึงแม้เขาจะมีปัญหากับคณะกรรมการโรงเรียน  แต่เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากขอร้องให้เธอช่วย  แต่กลับให้เธอนึกถึงแต่คดีของแบล็ก   และสิ่งที่เธอคงจะไม่รู้อีกสองเรื่อง  เรื่องแรกเมื่อปีที่แล้ว  เขาทั้งโกรธและกลัวมากแค่ไหนที่รู้ว่าเธอถูกจอมมารลักพาตัวไปห้องแห่งความลับ  เรื่องที่สอง  เธอไม่แปลกใจบ้างหรือว่าทำไมเพ็ตติกรูวส์ถึงได้ยอมสารภาพง่ายๆ  เมื่อคืนนี้ระหว่างที่เธอกำลังหลับ  รู้ไหมว่าดัมเบิลดอร์เดินทางไปที่อัซคาบันด้วยตัวเอง  เธอนึกไม่ออกแน่ว่าเขาเดินทางไปเกลี้ยกล่อมให้เพ็ตติกรูวส์ยอมรับสารภาพ   เฮอะ!  ทีนี้เธอจำได้บ้างหรือยังว่าดัมเบิลดอร์ทำอะไรให้เธอบ้าง   และถ้าเธอจะถามฉันว่าเขาทำไปทำไม  เธอน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว  ดัมเบิลดอร์น่ะรักและเอ็นดูเธอมากขนาดไหน  แต่พอถึงเวลาที่ซิเรียสกำลังจะเป็นอิสระ  เธอก็ทิ้งดัมเบิลดอร์ไปทันที  เธอคิดออกไหมว่าดัมเบิลดอร์จะรู้สึกอย่างไร”  เซเวอร์รัสพ่นลมหายอย่างหงุดหงิด 

เฟริน่าได้แต่นั่งนิ่งเมื่อได้ฟังในสิ่งที่ชายจมูกตะขอพูด 

“ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าบางครั้งฉันก็ยังหงุดหงิดที่เขาให้ตาแก่นาฟส์เข้ามาเดินเพ่นพ่านในฮอกวอตส์  แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทำอะไรให้เธอตั้งมากมาย  ฉันถึงได้มองข้ามเรื่องงี่เง่าไปบ้าง”

เด็กหญิงหลุบตามองต่ำ  จริงอย่างที่เซเวอร์รัสพูด  ดัมเบิลดอร์ทำอะไรให้เธอตั้งมากมาย  มากจนเธอไม่นึกว่าเขาจะทำให้มากขนาดนี้  เธอยอมรับว่าครั้งนี้เธอตัดสินใจไปโดยลืมนึกถึงดัมเบิลดอร์  ถึงเธอจะรู้ว่าดัมเบิลดอร์จะรักและผูกพันกับเธอ  แต่มันคงไม่มากขนาดนั้น  เพราะเธอไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย  และแฮร์รี่ที่เขาเองก็เอ็นดู  เขาก็ยังใช้เป็นหมากตัวหนึ่งที่จะเอาชนะโวลเดอมอร์  ดังนั้นเธอจึงไม่คิดว่าดัมเบิลดอร์จะรักและเอ็นดูเธอมากขนาดที่จะทำให้เขารู้สึกอะไรหากเธอจะเป็นลูกบุญธรรมของซิเรียส

“หนู  --  หนูขอโทษ  --  “

“คนที่เธอควรขอโทษคือ  ดัมเบิลดอร์  ไม่ใช่ฉัน  คุณโพสัน”  สเนปบอกห้วนๆ  “และถ้าเธอจะลืมไปอีกอย่าง  ทุกวันนี้ครอบครัวที่ดัมเบิลดอร์มีอยู่คือ อาเบอร์ฟอร์ธ  ดัมเบิลดอร์  แต่ถึงอย่างนั้น  ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนิทกันเหมือนกับพี่น้องทั่วไป  ตอนนี้ดัมเบิลดอร์ก็เหมือนตัวคนเดียว  แล้วตอนนี้เธอยังจะมาทิ้งเขาไปอีก  เธอคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร”

คำพูดของสเนปทำให้เฟริน่ายิ่งรู้สึกผิดต่อพ่อมดชรา 

“งั้น  --  เรากลับฮอกวอตส์เลยได้ไหมคะ”  เด็กหญิงถามเสียงอ่อย

เซเวอร์รัสไม่ตอบ  เขาเพียงลุกขึ้นไปจ่ายเงินค่าไอศกรีมและเดินออกไปนอกร้าน  เฟริน่าเดินก้มหน้าตามเขาไปติดๆ  และเมื่อเขายื่นมือมาจะพาเธอหายตัวไปฮอกส์มี้ด  เด็กหญิงก็รีบถามสิ่งที่กวนใจเธออยู่ตอนนี้

“เซเวอร์รัสคะ”

“อะไรอีกล่ะ”  เขาขมวดคิ้วอย่างรำคาญ

“แล้วความรู้สึกของคุณล่ะคะ  คุณโกรธหนูไหม  ที่หนูตอบตกลงซิเรียส”

สีหน้าของสเนปดูตกใจไปชั่วขณะเมื่อได้ฟังคำถามของเด็กหญิง  ก่อนจะเปลี่ยนมาหงุดหงิด

“ถ้าเธอเป็นลูกบุญธรรมของแบล็ก  เธอเตรียมตัวโดนฉันหักคะแนนบ้านบ่อยๆได้เลย  คุณโพสัน”  เขาแยกเขี้ยว

เฟริน่ากลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆ   เมื่อเห็นได้ชัดว่าศาสตราจารย์วิชาปรุงยาทั้งโกรธและไม่พอใจมากกับเรื่องนี้  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังยอมพูดคุยกับเธอ  เฟริน่าก็ถือว่าเธอยังพอโชคดีอยู่บ้าง  แม้จะครึ่งเดียวก็ตาม...



 

ทันทีที่ถึงฮอกวอตส์  เฟริน่าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปหาเพื่อนๆทั้งสาม  เพราะในตอนนี้เธอกำลังพะว้าพะวงความรู้สึกของดัมเบิลดอร์มากกว่าว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร  เด็กหญิงจำคำพูดของซิเรียสได้ว่าเขาได้พูดเรื่องนี้กับอาจารย์ใหญ่แล้ว  และพ่อมดชรารับปากกับซิเรียสว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง 

เฟริน่าไม่สนใจว่าเวลานี้เป็นช่วงเปลี่ยนชั่วโมงเรียน  เธอวิ่งไปตามระเบียงทางเดินของฮอกวอตส์  และเผลอเตะถูกถังน้ำหกกระจาย  เธอเพิ่งเห็นอาร์กัส  ฟิลช์กำลังถูพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฟักทองแช่แข็งที่พีฟส์กำลังขว้างปาใส่พื้นเล่น

“นังเด็กนี่!  แก!”  ฟิลช์ตวาดเสียงดังลั่นอย่างเกรี้ยวกราด

“โอ้!  ยัยเด็กโพสันชั่วร้าย  โอ้!  ยัยเด็กโพสันขี้โกง  โอ้!  ยัยเด็กโพสันปลิ้นปล้อน”  พีฟส์ร้องเป็นเพลงเสียงดังแข่งกับเสียงของภารโรงประจำปราสาท  แล้วมันก็เริ่มห้อยหัวลง  พร้อมกับหัวเราะเยาะฟิลช์ที่ดูโกรธจัดมาก 

เฟริน่ารีบวิ่งหนีอย่างเร็วจี๋ทันที  เมื่อเห็นศาสตราจารย์มักกอนนากัลเดินเลี้ยวมาจากมุมห้อง  เพื่อดูว่าเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรขึ้น  เด็กหญิงวิ่งขึ้นบันไดเพื่อไปยังชั้นถัดไป  และมาโผล่ทางเดินยาวที่นำไปสู่ห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ 

ไม้กายสิทธิ์รสชะเอม!” 

เมื่อรูปปั้นสัตว์ประหลาดกระโดดออกไป  เฟริน่าก็กระโจนขึ้นบันไดไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องทำงาน  เธอยืนพิงประตูและหายใจหอบด้วยความเหนื่อย  และหวังว่าเวลานี้อาจารย์ใหญ่น่าจะถึงห้องทำงานแล้ว   เด็กหญิงเคาะประตูห้อง  และตั้งใจรอฟังเสียงดัมเบิลดอร์เอ่ยอนุญาต  แต่กลับไม่มีเสียงใดๆลอดออกมา  เธอจึงเคาะประตูอีกครั้ง  แต่ก็ได้รับความเงียบตอบกลับมา  เด็กหญิงแนบใบหูกับประตู  เธอได้เสียงกุกกักเบาๆมาจากข้างใน  และอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

เฟริน่าผลักประตูให้เปิดออกช้าๆ  เธอค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปและเห็นดัมเบิลดอร์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน  บนโต๊ะมีอ่างหินก้นตื้นใบหนึ่งวางอยู่  แสงสีเงินส่องออกมาจากสิ่งที่อยู่ในอ่าง  มันส่องกระทบใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชรา  เขากำลังก้มหน้าเหนืออ่างเพนซิฟ  จมูกหักๆของเขาแทบจะแตะสิ่งที่อยู่ในอ่างอยู่แล้ว  เฟริน่ารู้สึกลังเลว่าเธอควรพูดอะไรให้ดัมเบิลดอร์รู้หรือไม่ว่าเธอเข้ามาในห้อง  แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปาก  เสียงสะอึกสะอื้นก็ดังมาจากดัมเบิลดอร์  เด็กหญิงค่อนข้างตกใจจนเผลอก้าวถอยหลังไปชนกับบานประตูเสียงดัง  อาจารย์ใหญ่รีบเงยหน้าขึ้นมาจากอ่างเพนซิฟ  เฟริน่าสังเกตเห็นว่ามีคราบน้ำตาอยู่บนแก้มของเขา

“เอ่อ  --  หนูเคาะประตูแล้วค่ะ”  เธอรีบบอก  ดัมเบิลดอร์ไม่ตอบอะไร  เขายกเพนซิฟขึ้นมา  ก่อนจะรีบหมุนตัวไปยังตู้สีดำหลังโต๊ะทำงาน  มีเสียงกุกกักเมื่อเขากำลังเก็บอ่างหินใบนั้น  และเฟริน่าเห็นชายชรายกชายแขนเสื้อคลุมขึ้นมาใกล้กับหน้าตัวเอง  ก่อนจะหันกลับมาด้วยใบหน้าที่ไร้คราบน้ำตา 

“เธอมีอะไรจะคุยกับฉันหรือ  เฟริน่า”  ดัมเบิลดอร์ถาม  มีรอยยิ้มใจดีระบายอยู่บนใบหน้า  “เธอไม่ต้องกังวลเรื่องคดีของซิเรียสไปนะ  ฉันคิดว่าฟัดจ์คงจะพยายามดื้อรั้นในแบบของเขา”

เฟริน่าไม่รู้จะพูดอะไร  เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนที่บังเอิญมาเห็นดัมเบิลดอร์กำลังร้องไห้  และเธอรู้ว่าอาจารย์ใหญ่ก็คงจะรู้ว่าเธอเห็น  แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เด็กหญิงเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงาน  พอเธอได้มาเห็นหน้าพ่อมดชราจริงๆ  เธอก็เริ่มพูดไม่ออก 

“เธอมีอะไรจะบอกกับฉันหรือเปล่า”  ดัมเบิลดอร์ถามอีกครั้ง  เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเงียบไป

เฟริน่าอดที่บีบมือตัวเองไปมาด้วยความกังวลไม่ได้  เธอชำเลืองมองอาจารย์ใหญ่ว่าเขากำลังรู้สึกอะไรบ้างในตอนนี้  แต่สิ่งที่เธอเห็นคือพ่อมดชรากำลังจ้องมองเธออย่างใจดีและอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง  แล้วเด็กหญิงก็คิดว่ายังไงเธอก็ต้องพูดเรื่องนี้  และเธอเองก็อยากจะรู้ว่าจริงๆแล้วดัมเบิลดอร์รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้  รวมทั้งภาพที่เธอเห็นเขาสะอึกสะอื้นเหนืออ่างเพนซิฟ  มันจะใช่เรื่องนี้หรือไม่

“ศาสตราจารย์คะ  คือ  --  เรื่องที่ซิเรียสบอกว่าจะรับหนูเป็นลูกบุญธรรม  คือ  --  “  เฟริน่าหยุดพูดไป  เธอแน่ใจว่าเห็นดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นมีประกายเจ็บปวดก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

“แสดงว่าฉันเดาถูกว่าวันนี้ซิเรียสคงบอกกับเธอแล้วใช่ไหม”  ดัมเบิลดอร์หัวเราะน้อยๆ  “ถ้าให้ฉันเดาอีกครั้ง  เธอคงตอบตกลงซิเรียสไปแล้ว  ฉันคิดว่าเธอคงได้ย้ายไปอยู่กับซิเรียสก่อนคริสมาสตร์นี้  เรื่องที่เหลือฉันจะจัดการ  -- “

“ศาสตราจารย์คะ”  เฟริน่ารีบแทรกขึ้น  เธอคิดว่าเซเวอร์รัสพูดถูก  และเธอไม่อาจทนดูดัมเบิลดอร์แกล้งทำเป็นไม่รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ต่อไปได้  รวมทั้งเธอไม่ต้องการให้พ่อมดชราเข้าใจว่าเธอกำลังจะทิ้งเขาไป

“เธออยากจะพูดอะไรอย่างนั้นหรือ  เฟริน่า”  ดัมเบิลดอร์ถาม

“หนูตอบตกลงซิเรียสไปก็จริงค่ะ  แต่  --  แต่ศาสตราจารย์คะ  หนู  --  “  เฟริน่าพยายามกลืนก้อนสะอื้นไป  เธอพยายามบังคับไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา  “  --  หนูมาคิดอีกที  หนูอาจจะไม่เป็นลูกบุญธรรมของซิเรียสแล้วค่ะ”

อาจารย์ใหญ่เลิกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจ

“ถ้าเธอกำลังกังวลว่าใครๆจะมองเธอช่วยซิเรียสและโยงมาเรื่องที่เธอจะเป็นลูกบุญธรรมของเขา  ฉันขอบอกกับเธอเลยว่า  ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้น  เฟริน่า”

เด็กหญิงสั่นหัว  “ไม่ใช่เรื่องนั้นค่ะ  ศาสตราจารย์” 

ชายชราดูจะยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก  แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากถามเธอ  เฟริน่าก็รีบพูดต่อไป

“หนู  --  หนูทิ้งศาสตราจารย์ไม่ได้ค่ะ  ถ้าหนูไปอยู่กับซิเรียสแล้ว  ศาตราจารย์จะอยู่กับใครล่ะคะ  ถึงแม้ว่า  --  ถึงแม้ว่าหนูจะอยู่กับมิสซิสฟิก  แต่ก็เป็นการอยู่ในความดูแลของศาสตราจารย์มาตลอด   ดังนั้น  หนูตัดสินใจแล้วว่าหนูจะอยู่กับศาสตราจารย์ค่ะ  หนูจะไม่ทิ้งศาสตราจารย์ไปไหน”

เฟริน่าเห็นดัมเบิลดอร์รีบลุกขึ้นและหมุนตัวไปยังชั้นหลังโต๊ะทำงาน  เขากำลังง่วนทำอะไรบางอย่าง  และเฟริน่าก็เห็นชายชรายกชายแขนเสื้อคลุมไปใกล้กับใบหน้าอีกครั้ง

“เฟริน่า  ฉันคิดว่าจะเป็นการดีกว่าที่เธอจะอยู่ในความดูแลของซิเรียส  เขาจะมีเวลาให้เธอมากกว่า  เธอคงสังเกตเห็นได้ว่า  ฉันแทบไม่มีเวลาเลย  เพราะฉันเป็นตาแก่งานยุ่งตลอดเวลา  และคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”  เขาหัวเราะเสียงเบาในตอนท้าย  และยังคงง่วนอยู่กับการจัดของบนชั้นต่อไป

“หนูไม่เคยรู้สึกว่าศาสตราจารย์ไม่มีเวลาให้หนูเลยนะคะ  หนู  --  หนูเห็นศาสตราจารย์ดูแลและปกป้องหนูมาตลอด...  และ...”  เฟริน่ารู้สึกว่าการควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นนั้นทำได้ยากขึ้นทุกที  ขอบตาร้อนผ่าว  ตอนนี้เธอรู้สึกถึงน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่พากันไหลลงมาอาบแก้ม 

“ศาสตราจารย์อย่าพูดว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนะคะ...  ศาสตราจารย์จะต้องไม่ตายค่ะ...  อย่า...  ศาสตราจารย์อย่าตายนะคะ...  หนู...  ฮึก...  หนูจะอยู่กับศาสตราจารย์...  จะไม่ไปไหน...  ศาตราจารย์ก็ห้ามไปไหน...  ห้ามไปไหนเหมือนกัน...”

ดัมเบิลดอร์ยกชายแขนเสื้อคลุมขึ้นมาที่ใบหน้าอีกครั้ง  ชายชรายังคงยืนหันหลังให้เธอเงียบๆ  และเมื่อเฟริน่าเห็นว่าเขาไม่เอ่ยอะไร  เธอจึงสูดจมูกและพูดต่อไปว่า

“แต่ถ้าศาสตราจารย์ไม่อยาก...  ไม่อยากจะอุปการะหนูแล้ว...”

“เฟริน่า  ไม่มีวันไหนที่ฉันจะคิดแบบนั้น”  เสียงแหบชราเอ่ยขึ้นมาทันที  เขาหมุนตัวหันมา  ถึงแม้ว่าใบหน้าเหี่ยวย่นจะไม่มีคราบน้ำตาให้เห็น  แต่ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นกลับเปียกชื้นกว่าปกติ 

เฟริน่าพยายามจะกลั้นเสียงสะอื้นไว้  แล้วเธอก็ก้าวเข้าไปกอดชายชราไว้แน่น  ก่อนจะฝังใบหน้าลงบนเสื้อคลุมด้านหน้าของดัมเบิลดอร์  แล้วน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นก็ไหลออกมา  ตอนนี้เธอรู้สึกถึงมือของดัมเบิลดอร์กำลังลูบผมเธอเบาๆ

“หนูขอโทษนะคะ  ศาสตราจารย์  ขอโทษที่ตอบตกลงซิเรียสไปแบบนั้น  หนูน่าจะคิดถึงว่าศาสตราจารย์จะรู้สึกยังไง  แต่...  แต่ตอนนี้หนูจะไม่ทิ้งศาสตราจารย์ไปไหนค่ะ...  จะไม่ทิ้งไปไหน...”  เด็กหญิงกอดร่างผอมๆของอาจารย์ใหญ่ไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม  แล้วเธอก็ได้ยินเสียงของชายชราหัวเราะเสียงค่อย

“แล้วเธอจะบอกกับซิเรียสว่ายังไง”  ดัมเบิลดอร์ถาม

เฟริน่าค่อยๆผละออกจากร่างของพ่อมดชรา  เธอเงยหน้าที่แดงและเปียกปอนไปด้วยน้ำตาขึ้นไปจ้องมองใบหน้าของอาจารย์ใหญ่

“หนูคงบอกซิเรียสว่า  หนูจะให้เขาเป็นพ่อทูนหัวค่ะ”  เธอตอบและพยายามเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า

ดัมเบิลดอร์เลิกคิ้วสูง  “ฉันคิดว่าซิเรียสคงเสียใจน่าดูล่ะนะ”

“ก็หนูไม่อยากทิ้งศาสตราจารย์นี่คะ”  เธอบอก

“จริงๆแล้ว  การที่เธอเป็นลูกบุญธรรมของซิเรียส  ไม่ได้แปลว่าเธอกำลังทิ้งฉันหรอก  เฟริน่า”  ชายชราบอก  พลางยกมือลูบผมเธออีกครั้ง

“ดูยังไงก็เหมือนหนูทิ้งศาสตราจารย์อยู่ดีค่ะ”  เธอพูดเสียงแผ่ว

ดัมเบิลดอร์หัวเราะเบาๆ  ก่อนจะหันไปหยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากชั้น  เขาพลิกหน้าหนังสือ  ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“รู้ไหม  การที่สถานะทางกฎหมายของเธอเปลี่ยนเป็นลูกบุญธรรมของซิเรียส  ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของเธอที่มีต่อฉันเปลี่ยนไปหรอกจริงไหม”

เฟริน่าพยักหน้า 

ดัมเบิลดอร์ละสายตาจากหนังสือเล่มนั้นและหันมามองดูเด็กหญิง  ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนว่า

             “เฟริน่า  ไม่ว่าสถานะทางกฎหมายเธอจะเป็นลูกบุญธรรมของใคร  แต่นับจากวันนี้เป็นต้นไป  ฉันจะรู้เสมอว่าเธอไม่ได้ทิ้งฉัน”            

_____________________95%__________________

รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์เดินอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ในห้องทำงาน  เขาเพิ่งกลับจากห้องพิจารณาคดี  ขณะที่เขากำลังหมุนหมวกสีเขียวมะนาวในมือ  นาฬิกาก็ตีระฆังบอกว่าเวลาเพิ่งเข้าสู่ช่วงบ่าย  และเขาก็พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด  แต่แล้วขณะที่เขากำลังเดินไปทิ้งตัวลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน  เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น  พร้อมกับมีเสียงแหลมๆของเด็กสาวดังลอดเข้ามา

“เข้ามา!”  ฟัดจ์ร้องบอก 

ประตูห้องทำงานถูกเหวี่ยงเปิดออก   เผยให้เห็นแม่มดใบหน้ากางกว้างคล้ายคางคก  หล่อนรีบก้าวเข้ามาในห้องและปิดประตูลงทันที

“เป็นยังไงบ้าง”  ฟัดจ์รีบถาม

อัมบริดจ์แสยะยิ้มอวดฟันแหลมคม

“ดิฉันคิดว่าแฮร์รี่  พอตเตอร์เชื่อในสิ่งที่ดิฉันพูดค่ะ  บางทีเราอาจกล่อมให้เขาช่วยเราได้”  หล่อนบอก  ก่อนจะพูดขึ้นต่อไปว่า  “ได้ยินว่าผลการพิจารณาวันนี้  ทำให้ท่านเสียหน้ามากใช่ไหมคะ”

ฟัดจ์วางหมวกของเขาลงบนโต๊ะทำงาน

“ใช่  ดัมเบิลดอร์จงใจประกาศสงครามกับฉันชัดๆ  ฉันคิดว่าตัวเองเดาไม่ผิด  เขาพยายามที่จะแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ไปจากฉัน”  เขาบอกด้วยเสียงกลัดกลุ้ม  “และฉันเผลอพูดไปว่าตัวเองมีพยานหลักฐาน  อัมบริดจ์  ฉันจะทำยังไงดี  ถ้าสมมติว่าครั้งหน้าแฮร์รี่ไม่ยอมช่วยเรา  ฉันจะทำยังไงดี  ฉันไม่มีพยานหลักฐานอื่นเลย”

อัมบริดจ์ไม่ตอบ  แต่กลับหัวเราะคิกคักเสียงแหลมที่ฟังดูน่าขนลุก  ฟัดจ์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดที่ในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้  อัมบริดจ์กลับเห็นเป็นเรื่องตลก

“คุณหัวเราะอะไร”

“ดิฉันเพิ่งได้รับรายงานว่าเมื่อคืนนี้ดัมเบิลดอร์เดินทางไปที่อัซคาบัน”  หล่อนบอก  ก่อนจะเดินไปที่มุมห้องและรินวิสกี้ไฟใส่แก้วสองใบ  ก่อนจะส่งแก้วใบหนึ่งให้ฟัดจ์รับไป  แล้วหล่อนก็ยกแก้วขึ้นจิบ

“ว่ายังไงนะ!  เขาไปที่นั่นทำไมอีก  แล้วทำไมต้องไปตอนกลางคืนด้วย”  ฟัดจ์ถาม  เขาไม่ได้ยกวิสกี้ไฟขึ้นจิบเลยแม้แต่น้อย

“ท่านคิดว่ามันแปลกไหมคะที่วันนี้เพ็ตติกรูวส์ยอมรับสารภาพง่ายๆ”  อัมบริดจ์ถาม  หล่อนหันไปรินวิสกี้ไฟให้ตัวเองอีกครั้ง

ฟัดจ์ขมวดคิ้ว  “ฉันก็ค่อนข้างแปลกใจอยู่ที่เพ็ตติกรูวส์ยอมรับง่ายเกินไป  หรือว่า  --  “ 

“ถูกแล้วค่ะ  ดิฉันคิดว่าดัมเบิลดอร์เดินทางไปที่นั่นและคงพูดอะไรบางอย่างกับเพ็ตติกรูวส์”

รัฐมนตรีเดินไปกระแทกแก้วลงบนโต๊ะทำงาน  วิสกี้ไฟกระเด็นหกลงบนโต๊ะ  แต่เขาไม่สนใจ  ใบหน้าอวบอูมเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ

“เขาเล่นสกปรก!”  ฟัดจ์ร้อง  ก่อนจะพูดต่อไปอย่างกลัดกลุ้มมากกว่าเดิม  “งั้นฉันจะทำอย่างไรดี  ตอนนี้ฉันต้องแย่แน่ๆ”

“โอ้  ดิฉันไม่คิดว่าเราจะแย่หรอกนะคะท่าน”  อัมบริดจ์พูดอย่างอารมณ์ดี 

“เธอหมายความว่ายังไง  ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  ในเมื่อดัมเบิลดอร์ไปเกลี้ยกล่อมจนเพ็ตติกรูวส์ยอมรับสารภาพ  จะให้เพ็ตติกรูวส์กลับคำพูด  ฉันไม่คิดว่าสมาชิกศาลสูงฯจะฟังหรอกนะ”  ฟัดจ์เริ่มเดินไปมาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านอีกครั้ง

“ใช่ค่ะ  เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว”  อัมบริดจ์ยอมรับ  หล่อนหันไปรินวิสกี้ไฟอีกครั้ง  “แต่ท่านไม่คิดบ้างหรือคะ  ในเมื่อดัมเบิลดอร์ทำได้  ทำไมเราจะทำไม่ได้บ้าง”

ฟัดจ์หยุดเดินและหมุนตัวกลับมาจ้องหน้าอัมบริดจ์อย่างงุนงง

“หมายความว่ายังไง”  เขาถามอย่างหงุดหงิดที่เห็นแม่มดหน้ากางกว้างแสยะยิ้ม

“วันนี้เราก็จะเดินทางไปที่อัซคาบันเหมือนกัน”

“แต่เพ็ตติกรูวส์  --  “

“ไม่ใช่เพ็ตติกรูวส์ค่ะที่เราต้องไปหา”  อัมบริดจ์พูดแทรก  ฟัดจ์ไม่ทันเห็นสีหน้าหงุดหงิดของแม่มดหน้าคางคก  เพราะหล่อนหมุนตัวไปวางแก้วลงข้างขวดวิสกี้ไฟ

“แล้วเราจะต้องไปหาใครล่ะ”

“เราต้องไปหา  เบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์  ค่ะ”  อัมบริดจ์หมุนตัวกลับมายิ้มกว้างอวดฟันแหลมคมอีกครั้งราวกับหล่อนไม่ได้หงุดหงิดความไม่ฉลาดของรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์

ฟัดจ์ขมวดคิ้ว  แล้วปลัดอาวุโสฯก็บอกแผนการของหล่อน  แต่เมื่อฟัดจ์ได้ฟังว่าอัมบริดจ์จะทำอะไร  ใบหน้าของเขาก็ขาวซีดและตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

“มันจะดีหรือ  อัมบริดจ์  ผมว่า  --  “

“ท่านอยากให้ดัมเบิลดอร์ชนะและชิงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ไปหรือคะ”  หล่อนถามด้วยเสียงกระเส่า  ฟัดจ์จึงกลืนคำพูดทั้งหมดลงไป  แม้ว่าเขาจะค่อนข้างหวาดกลัวในสิ่งที่อัมบริดจ์จะทำ  แต่เขาก็กลัวเสียตำแหน่งไปมากกว่า

“เอ้า!  ถ้าเธอมั่นใจอย่างนั้น  งั้นเราไปอัซคาบันกันเลย”  เขาบอก  พลางคว้าหมวกสีเขียวมะนาวมาสวม 

 



ฟัดจ์เดินตามหลังอัมบริดจ์ไปตามทางเดินสกปรกของป้อมปราการอัซคาบัน  เขามองไปรอบๆและเห็นบรรดาผู้คุมวิญญาณกำลังยืนอยู่รอบๆ  รัฐมนตรีรู้สึกตัวสั่นกับบรรยากาศรอบตัว  แม้จะเป็นเวลาบ่าย  แต่ที่นี่กลับมืดสนิท  ถ้าไม่มีแสงจากร่างของผู้พิทักษ์  พวกเขาก็คงจะมองอะไรไม่เห็น   รัฐมนตรีจ้องแผ่นหลังของปลัดอาวุโสฯ  หล่อนเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น  โดยไม่หวาดเกรงต่อสิ่งรอบตัวเลย  บางครั้งฟัดจ์ก็ทำใจให้ชอบอัมบริดจ์ไม่ได้  ยามที่หล่อนเผลอแสดงความคิดด้านอำมหิตออกมา  แต่เขาก็ไม่อาจผลักไสหล่อนไปได้  เมื่อความคิดของหล่อนบางอย่างช่วยให้เขาสามารถเอาชนะดัมเบิลดอร์ได้  แม้ว่าบางความคิดเขาจะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม  เหมือนกับความคิดครั้งนี้...  ฟัดจ์รู้สึกขนลุกด้วยความกลัว  เขาไม่แน่ใจว่าแผนการที่อัมบริดจ์กำลังจะทำสำเร็จหรือไม่  ฟัดจ์ได้แต่เดินตามหลังหล่อนไปเรื่อยๆ  ตอนนี้ซุ้มประตูที่มีทางเดินแคบๆปรากฏสู่สายตา  ทางเดินนี้เองที่นำไปสู่ห้องขังที่ได้รับการขังแยกต่างหากสำหรับนักโทษร้ายกาจ  เป็นทางเดินที่นำไปสู่ห้องขังของซิเรียส  แบล็ก  และนักโทษคนอื่น  แต่วันนี้พวกเขาไม่ได้ไปยังห้องขังของซิเรียส  แบล็ก  แต่เดินเลี้ยวไปในอีกทางที่ลึกและมืดกว่า  ฟัดจ์พยายามไม่มองไปยังห้องขังที่ฝังตัวอยู่บนกำแพงที่เต็มไปด้วยนักโทษคดีน่ากลัวที่ล้วนถนัดทรมานเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 

แล้วที่สุดทางก็มีห้องขังหนึ่ง  ฟัดจ์เห็นนักโทษหญิงกำลังนั่งกอดเข่าชิดกับกำแพง  ผมดกดำเป็นมันทิ้งลงมาปิดใบหน้า  หล่อนไม่ขยับตัวเลย  แม้จะมีแสงสีเงินจากผู้พิทักษ์ทอดเข้ามาในห้อง

“เลสแตรงจ์”  เสียงแหลมแบบเด็กสาวเอ่ยเรียกชื่อนักโทษคนนั้น  แต่เบลลาทริกซ์ก็ยังคงไม่ขยับตัว  “เบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์  ได้ยินที่ฉันเรียกไหม”

เบลลาทริกซ์ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา  ฟัดจ์กลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว  เบลลาทริกซ์มีใบหน้าซีดตอบ  ดวงตาโหลลึกและช้ำ  แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็ยังมีเปลือกตาหนาที่เป็นเอกลักษณ์  ริมฝีปากแตกระแหง   หล่อนผอมมากจนเห็นโหนกแก้มชัดดูคล้ายหัวกะโหลก  ดวงตาที่ดูเลื่อนลอยกำลังจ้องมองมาที่เขากับอัมบริดจ์  แล้วหล่อนก็คลานมาเกาะลูกกรงช้าๆอย่างน่าขนลุก  ฟัดจ์เห็นมือของหล่อน  มันผอมแห้งและเห็นข้อกระดูกปูดโปนอย่างชัดเจน   ดูราวกับผิวหนังสีซีดนั่นทำหน้าที่ห่อหุ้มไม่ให้ใครก็ตามเห็นกระดูกเท่านั้น  เบลลาทริกซ์ไม่ต่างจากโครงกระดูกที่เคลื่อนไหวได้

“ฉันโดโลเรส  อัมบริดจ์  ปลัดอาวุโสขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี  และนี่คอร์นีเนียส  ฟัดจ์  รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์”  อัมบริดจ์บอกด้วยเสียงแหลม  ฟัดจ์สังเกตว่าอัมบริดจ์ไม่มีท่าทางหวาดผวาเลย  แต่ใบหน้ากางกว้างนั่นดูกระหายแปลกๆ 

“เธอแน่ใจนะ  ว่ามันจะได้ผล”  ฟัดจ์อดไม่ได้ที่จะกระซิบถามอย่างหวาดๆ  เขายังคงไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้ 

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ดิฉันเองค่ะ  ท่าน”  อัมบริดจ์พูดอย่างมั่นใจ  ก่อนจะหันไปจ้องมองเบลลาทริกซ์ที่ยังเกาะลูกกรงไว้  “ที่พวกเรามาที่นี่  เพราะต้องการยื่นข้อเสนอให้กับเธอ”  

เบลลาทริกซ์ยังคงนิ่งไม่ไหวติง  ฟัดจ์เริ่มไม่แน่ใจว่าหล่อนเสียสติไปจนฟังไม่รู้เรื่องหรือไม่

“เอาล่ะ  ที่ฉันจะบอกกับเธอก็คือตอนนี้คดีของซิเรียส  แบล็กถูกรื้อขึ้นมาพิจารณาใหม่  และเขากำลัง  --  “

“ไอ้ทรยศต่อเลือดไอ้ทรยศต่อเลือด!”  เบลลาทริกซ์ร้องอย่างชิงชัง  มือผอมแห้งกำรอบลูกกรงแน่น  สีหน้าเลื่อนลอยดูคลุ้มคลั่งทันทีที่ได้ยินชื่อของซิเรียส  แบล็ก  ฟัดจ์จ้องมองนักโทษที่ดูจะโกรธแค้นอย่างๆหวาด  เขาเผลอก้าวไปยืนหลบด้านหลังของอัมบริดจ์

“ใช่  ซิเรียส  แบล็ก  เป็นผู้ทรยศต่อเลือดบริสุทธิ์”  อัมบริดจ์บอกด้วยเสียงสะใจที่เห็นเบลลาทริกซ์ยังจำซิเรียสได้และดูโกรธแค้นมาก  “ที่พวกเรามา  เพราะต้องการให้เธอช่วย  ตอนนี้ซิเรียส  แบล็กกำลังจะชนะคดี  เขากำลังจะได้ออกจากอัซคาบัน  เพราะดูเหมือนเขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ฆาตกรรมมักเกิ้ลทั้งสิบสองคนเมื่อสิบสองปีก่อน  รวมทั้งไม่ได้ฆ่าปีเตอร์  เพ็ตติกรูวส์  แต่ยังมีอีกเรื่องที่รอพิสูจน์นัดหน้า” 

“ไอ้ทรยศต่อเลือด!  ฉันจะจัดการกับมัน  ไอ้ทรยศต่อเลือด!”  เบลลาทริกซ์ยังคงคลุ้มคลั่งเมื่อได้ยินว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

“ใช่  เราถึงมาพบเธอ  เพื่อให้เธอจัดการกับซิเรียส  แบล็ก  การนัดพิจารณาครั้งต่อไป  เราจะต้องพิสูจน์ว่าซิเรียส  แบล็กไม่ใช่ผู้เสพความตาย  ดังนั้น  สิ่งที่เราต้องการคือ  ให้เธอช่วยไปเบิกความเป็นพยานว่าเขาร่วมมือกับเธอทรมานลองบัตท่อม  และเขาเป็นผู้เสพความตาย”  อัมบริดจ์พูดในสิ่งที่ต้องการอย่างไม่อ้อมค้อม

ฟัดจ์กลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆ  เขากำลังเฝ้าดูปฏิกิริยาของเบลลาทริกซ์หลังจากที่ได้ยินในสิ่งที่อัมบริดจ์พูด  หล่อนกำลังนิ่งราวกับคิดอะไรอยู่  

“ว่าไงล่ะ  เธอต้องการจัดการกับเขาไม่ใช่หรือ  เธออยากเห็นคนที่ทรยศต่อเลือดได้รับอิสรภาพหรือไง  อีกอย่างนะ  ถ้าเขาออกไปได้  ฉันได้ยินมาว่าเขาเป็นพ่อทูนหัวของแฮร์รี่  พอตเตอร์  เขาคงจะไปดูแลเจ้าเด็กคนนั้น  เธอจำได้ไหมว่าใครที่ทำให้คนที่เธอก็รู้ว่าใครหายไป”

คำพูดของอัมบริดจ์ดูเหมือนจะโหมให้ความโกรธของเบลลาทริกซ์ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง  ใบหน้าซูบตอบนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและชิงชังอย่างน่ากลัว  ฟัดจ์รู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆที่ผุดบนหน้าผาก  เขาไม่นึกว่าเบลลาทริกซ์จะดูน่ากลัวขนาดนี้

“ฉันจะจัดการกับศัตรูของท่าน!  ฉันจะจัดการกับไอ้ทรยศต่อเลือด!  ฉันจะฆ่าพวกมัน!  พวกมันต้องทรมาน!”  เลสแตรงจ์พูดอย่างเสียสติ 

แล้วฟัดจ์ก็ได้ยินอัมบริดจ์หัวเราะคิกคักเสียงแหลมอย่างสะใจ  รัฐมนตรีเริ่มไม่แน่ใจว่าอัมบริดจ์เสียสติตามนักโทษอัซคาบันไปแล้วหรือไม่  ดูเหมือนปลัดอาวุโสจะไม่มีความหวาดกลัวต่อภาพตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย  อัมบริดจ์ดูมีความสุขมากกับความคิดอำมหิตนี้

“แล้วเธออยากรู้อะไรไหมว่าใครกันที่ยื่นฎีการื้อฟื้นคดีของซิเรียส  แบล็ก  ขึ้นมา”  อัมบริดจ์ดูสนุกสนานมากที่ทำให้เบลลาทริกซ์คลุ้มคลั่ง  ดวงตาโปนๆเต็มไปด้วยความกระหายน่ากลัวที่ฟัดจ์ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เห็นจากแม่มดผู้ชื่นชอบของสีชมพูประดับลวดลายด้วยแมว

“มันเป็นใคร!”  เบลลาทริกซ์ถาม 

คราวนี้อัมบริดจ์หยิบหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตออกมา  ที่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์มีรูปเด็กผู้หญิงผมสีน้ำตาลสว่าง  เธอกำลังสำลักควันสีม่วง

“อัมบริดจ์  ผมว่า  --  “  ฟัดจ์พยายามทักท้วงอัมบริดจ์  ถึงเขาจะไม่ชอบเด็กผู้หญิงในรูป  แต่ความคิดที่จะนำรูปเด็กคนนี้ให้นักโทษที่น่ากลัวอย่างเบลลาทริกซ์ดูก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

“ให้ดิฉันจัดการเองค่ะท่าน”  อัมบริดจ์ไม่สนใจ  หล่อนยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นผ่านลูกกรงเข้าไป  ฟัดจ์เห็นเบลลาทริกซ์กระชากออกจากมืออัมบริดจ์ไปทันที  ดวงตาโหลลึกจ้องมองรูปเด็กผู้หญิงบนหน้าหนึ่งราวกับจะแผดเผา

“อัมบริดจ์  ผมว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี  --  “

อัมบริดจ์ไม่สนใจ  และหันไปพูดกับเบลลาทริกซ์ว่า

“เด็กคนนี้เรียนอยู่ฮอกวอตส์  เป็นพวกที่เกิดจากมักเกิ้ล  หรือที่เรียกกันว่า  เลือดสีโคลน”  อัมบริดจ์บอกอย่างสะใจ  เบลลาทริกซ์กำหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไว้แน่นและจ้องมองรูปเด็กผู้หญิงคนนั้นต่อไปราวกับจะเก็บรายละเอียดห  “เด็กคนนี้ชื่อ  เฟริน่า  โพสัน  อยู่บ้านกริฟฟินดอร์  ปีสาม  ถ้าเธออยากรู้นะ  เลสแตรงจ์  ฉันคิดว่าเด็กคนนี้มีความเมตตาต่อซิเรียส  แบล็ก  และดูเหมือนซิเรียส  แบล็กเองก็ชื่นชอบเด็กเลือดสีโคลนคนนี้เหมือนกัน  ฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงเลยนะที่เขาจะรับเด็กเลือดสีโคลนคนนี้มาเลี้ยง  เพราะเด็กคนนี้ก็กำพร้า  เธอคิดออกไหมว่าซิเรียส  แบล็กทำตัวอย่างกับเป็นพวกยกย่องมักเกิ้ล  ผิดกับสายเลือดบริสุทธิ์แบล็ก  เขาเป็นผู้ทรยศต่อเลือดเต็มตัวจริงๆ”

ฟัดจ์เห็นเบลลาทริกซ์ยังคงจ้องรูปบนหนังสือพิมพ์โดยไม่แม้แต่จะขยับตัว

“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”  อัมบริดจ์ถามเมื่อเห็นเลสแตรงจ์เงียบไป

“ฉันมองไม่เห็น”  เบลลาทริกซ์กระซิบ

“เธอพูดว่าอะไรนะ”  อัมบริดจ์ถาม

“ฉันมองไม่เห็นรูป  ในนี้มันมืดเกินไป”  เบลลาทริกซ์กระซิบอีกครั้ง  “ฉันเห็นหน้าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ชัดเลย  ฉันมองไม่เห็น  ฉันมองไม่เห็น”  หล่อนกระซิบซ้ำไปซ้ำมาอย่างเสียสติ 

อัมบริดจ์หัวเราะคิกคัก  “เดี๋ยวฉันจะส่องไฟให้  เธอจะได้เห็นยัยเด็กเลือดสีโคลนชัดๆ”

ฟัดจ์กำลังจะร้องห้ามไม่ให้ปลัดอาวุโสฯเข้าไปใกล้ลูกกรงมากเกินไป  แต่สายไปเสียแล้ว  ทันทีที่อัมบริดจ์ยื่นไม้กายสิทธิ์ที่มีไฟอยู่บนปลายลอดผ่านลูกกรงเข้าไป  เบลลาทริกซ์ก็กระชากไม้กายสิทธิ์ออกจากมือทันที  มือผอมแห้งอีกข้างรวบลำคอสั้นๆของปลัดอาวุโสฯไว้แน่นจนร่างของอัมบริดจ์กระแทกกับลูกกรงอย่างแรง  แล้วเบลลาทริกซ์ก็ทิ่มไม้กายสิทธิ์ลงที่คอของอัมบริดจ์อย่างแรง

“เปิดประตู”  เบลลาทริกซ์กระซิบ  หล่อนหันดวงตาโหลลึกมาที่ฟัดจ์  ใบหน้าของเลสแตรงจ์ในยามนี้ดูคล้ำอย่างน่ากลัวและอันตราย  รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์รู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

“ท่านคะ  ช่วยดิฉันด้วยค่ะ!”  อัมบริดจ์ร้องอย่างหวาดกลัว

“ผม  --  “  ฟัดจ์พูดไม่ออก

“ฉันบอกให้เปิดประตู”  เบลลาทริกซ์กระซิบอีกครั้ง  ฟัดจ์เห็นหล่อนทิ่มปลายไม้กายสิทธิ์ลงที่ลำคอสั้นๆของอัมบริดจ์มากขึ้นไปอีกจนทำให้ใบหน้าของอัมบริดจ์เริ่มเขียวคล้ำอย่างน่ากลัว

“ท่านคะ  ช่วยด้วยค่ะ”  อัมบริดจ์อ้อนวอน  ฟัดจ์รู้สึกว่าเขาไม่มีทางเลือก  แล้วรัฐมนตรก็ใช้ไม้กายสิทธิ์ตัวเองแตะที่ลูกกรงห้องขังอย่างกล้าๆกลัวๆ  เขารู้ว่านี่ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก  แต่เขาไม่รู้จะแก้สถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี 

เสียงประตูลูกกรงลั่นเอี๊ยดอ๊าด  เมื่อมันเหวี่ยงเปิดออกช้าๆ  เบลลาทริกซ์ก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง  มือผอมแห้งยังคงรวบคออัมบริดจ์ไว้  ฟัดจ์สังเกตว่าท่อนแขนข้างนั้นของเบลลาทริกซ์ยังติดอยู่ในซี่ลูกกรง  ดวงตาโหลลึกจ้องมาที่ฟัดจ์ไม่กะพริบอย่างน่ากลัว  ฟัดจ์ชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่หล่อนและก้าวถอยหลังไปชิดกำแพงห่างๆด้วยความหวาดกลัวจับใจ  แล้วเบลลาทริกซ์ก็รีบปล่อยมือจากลำคออัมบริดจ์  พร้อมกับดึงแขนออกจากซี่ลูกกรงอย่างรวดเร็ว  และเมื่อหล่อนก้าวออกมาพ้นจากห้องขัง  แต่ก่อนที่ปลัดอาวุโสฯจะหนีออกมาให้พ้น  เบลลาทริกซ์ก็พุ่งเข้ามาคว้าลำคออัมบริดจ์อีกครั้ง

“เสกคาถาผู้พิทักษ์ต่อไป”  เบลลาทริกซ์กระซิบสั่ง  ปลายไม้กายสิทธิ์ทิ่มเข้าที่ลำคอของอัมบริดจ์อีกครั้ง  ฟัดจ์พูดไม่ออก  เขาต้องยอมจำนนทำตามคำสั่งของเบลลาทริกซ์  ใบหน้าอวบอูมของรัฐมนตรีเวลานี้ขาวซีดอย่างน่ากลัว  “เดินไป”  หล่อนกระซิบสั่งอีกครั้ง 

ฟัดจ์กลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆและออกเดินนำหน้า  มีหลายครั้งที่เขาหันกลับมาชำเลืองมองเบลลาทริกซ์  หล่อนยังคงกำรอบคออัมบริดจ์ไว้แน่นจนฟัดจ์นึกกลัวว่าปลัดอาวุโสฯจะขาดอากาศหายใจตาย  เมื่อใบหน้ากางกว้างเป็นสีเขียวคล้ำอย่างน่ากลัว  ปลายไม้กายสิทธิ์ยังคงทิ่มลงไปที่คอสั้นๆ 

ทันทีที่ทั้งสามมาถึงทางแยก  เบลลาทริกซ์ก็เริ่มหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งเสียงดัง  เสียงของหล่อนสะท้อนไปมาอย่างน่ากลัวในทางเดินแคบๆนี้  ฟังดูราวกับมีเลสแตรงจ์ถึงสิบคน

“ซิเรียส  แบล็ก!  แก  ไอ้ทรยศต่อเลือด               !”  เบลลาทริกซ์กรีดเสียงอย่างสะใจและคลุ้มคลั่ง  ฟัดจ์เห็นจากไฟของผู้พิทักษ์ที่ทอดไปยังทางเดินอีกฝั่งที่มีห้องขังของซิเรียสอยู่ในนั้น  เขาเห็นร่างผอมซูบของซิเรียสเดินมาเกาะลูกกรง  ดวงตาโหลลึกของซิเรียสดูตกใจกับภาพที่เห็น

“เบลลาทริกซ์!”  ซิเรียสตะโกน  “นั่น   --  “

เบลลาทริกซ์หัวเราะเสียงดังกลบเสียงของซิเรียส  ก่อนจะพูดว่า

แกคิดหรือว่าแกจะได้ก้าวออกไปจากที่นี่!  ฉันได้ยินเรื่องของแกแล้ว  ได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้น  แกคิดว่าแกจะได้กลับไปเป็นพ่อทูนหัวของแฮร์รี่  พอตเตอร์หรือ!  ฉันจะดับฝันโง่ๆของแกซะ!  ไอ้ทรยศต่อเลือด!

แกจะทำอะไร!”  ซิเรียสตะโกน  เขากำลูกกรงไว้แน่น  สีหน้าดูโกรธจัด  “แกคิดจะทำอะไร  เบลลาทริกซ์!

เบลลาทริกซ์ไม่ตอบ  แต่กลับหัวเราะคลุ้มคลั่งอย่างน่ากลัว

แล้วนังเด็กเลือดสีโคลนนั่น!  นังเด็กที่ชื่อเฟริน่า  โพสัน!   แกคิดหรือว่าแกจะได้กลับไปเกลื้อกกลั้วกับสวะเลือดสีโคลน!  โอ้!  ซิเรียส  แกกำลังฝันหวานอยู่ใช่ไหม!  ฉันจะทำให้แกลิ้มรสความทรมาน  แกจะต้องถูกลงโทษที่แกเป็นผู้ทรยศต่อเลือด!  ฉันจะฆ่า!  ฉันจะฆ่าเด็กสองคนนั้นซะ!  แกได้ยินไหม!  ฉันจะฆ่าแฮร์รี่  พอตเตอร์กับเฟริน่า   โพสันซะ!  เบลลาทริกซ์หัวเราะอีกครั้ง  ฟัดจ์ยืนชิดกำแพงอย่างหวาดผวา  ร่างของรัฐมนตรีสั่นเทิ้ม 

อย่านะ!  เบลลาทริกซ์  แกห้ามแตะต้องเด็กสองคนนั้น!  แกมาจัดการกับฉันนี่!  อย่ายุ่งกับเด็กสองคนนั้น!”  ซิเรียสคำราม  มีเสียงเขย่าลูกกรงดังตามมา  “อย่ายุ่งกับเด็กสองคนนั้น!  ถ้าแกแตะต้อง!  ถ้าแกแตะต้องเด็กสองคนนั้น!  ฉันจะฆ่าแก  เบลลาทริกซ์!

เบลลาทริกซ์ไม่สนใจ  หล่อนหัวเราะอย่างเสียสติ  และหันมาจ้องมองฟัดจ์อย่างข่มขู่  แล้วรัฐมนตรีก็ต้องออกเดินนำหน้าต่อไป

เสียงหัวเราะที่ฟังดูคลุ้มคลั่งยังคงดังสะท้อนไปมายามที่เบลลาทริกซ์  เลสแตรงจ์หัวเราะไปตามทางเดิน  มันเป็นเสียงหัวเราะที่บาดหูและทำให้ซิเรียส  แบล็กที่ยืนเกาะลูกกรงหวาดกลัวจับใจ  เขารู้นิสัยอำมหิตของหล่อนดี

“ฉันจะทำยังไงดี  ฉันจะทำยังไงดี  ฉันจะทำยังไงดี”  ซิเรียสเดินพึมพำไปมาในห้องขังอย่างเสียสติ  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่พื้นห้อง  ใบหน้าฝังอยู่บนฝ่ามือทั้งสองข้าง  

เวลานี้ซิเรียสรู้สึกหวาดกลัวจับใจ  ตอนนี้แฮร์รี่และเฟริน่าตกอยู่ในอันตราย  เขาต้องทำอะไรสักอย่าง  เขาจะปล่อยให้สิ่งที่เขารักถูกพรากไปอีกไม่ได้  เขาจะไม่ยอม  ซิเรียสคิดอย่างเครียดๆ   แล้วชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือ  เขาต้องทำอะไรสักอย่าง  เขาต้องตามล่าเบลลาทริกซ์  เขาต้องขัดขวาง  เขาต้องปกป้องเด็กสองคนนั้น  แล้วความคิดนี้เองก็ผลักดันให้เขาต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ 

ฉับพลันห้องขังของซิเรียส  แบล็กก็ว่างเปล่า  มีเพียงสุนัขตัวใหญ่สีดำซูบผอมที่กำลังลอดตัวผ่านซี่ลูกกรงออกมา  สุนัขสีดำตัวนี้เดินผ่านบรรดาผู้คุมวิญญาณที่ตอนนี้กำลังสับสนวุ่นวาย  เมื่อมีนักโทษหญิงหนีออกไปโดยมีปลัดอาวุโสฯเป็นตัวประกัน  ไม่มีผู้คุมวิญญาณตนใดที่จะสังเกตหรือจับความรู้สึกสุนัขตัวนั้นได้  พวกมันต่างปล่อยให้สุนัขตัวใหญ่สีดำตัวนั้นวิ่งออกไปจากป้อมปราการ  และบ่ายวันนั้นก็มีนักโทษถึงสองคนแหกออกจากอัซบัน

 เย็นนั้นหนังสือพิมพ์อีฟนิ่งพรอเฟ็ตก็เป็นฉบับที่ขายดีที่สุดเป็นประวัติการณ์  เมื่อลงข่าวใหญ่ครึกโครมว่าภายในบ่ายวันเดียวกัน  สถานที่ที่นับว่าเป็นคุกที่แข็งแกร่งที่สุด  กลับมีนักโทษถึงสองคนแหกคุกออกมาสำเร็จ

              คนหนึ่งออกมาเพื่อฆ่า...  ส่วนอีกคนออกมาเพื่อปกป้อง...           


____________________________________________________     

               ในที่สุด!!!!!  100%  สักที  55555555   กรีดร้อง  จุดพลุ  ปล่อยโคม เดี๋ยวๆๆ  ขอโทษค่ะ  ไรท์ดีใจมากไปหน่อย  คือบทนี้เป็นอะไรที่แต่งยากมากกกกกกกก  เพราะมีหลายเรื่องที่ไรท์ตั้งใจใส่ลงไป  มีหลายอารมณ์ความรู้สึก  อยากจะบอกว่าบทนี้เป็นบทที่เครียดที่สุดสำหรับไรท์  เพราะมันค่อนข้างเขียนยากค่ะ  เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกตัวละครหลายตัว  และใส่ปริศนาลงไปอีก  รวมทั้งคาแรกเตอร์ตัวละครสำคัญ  เขียนยากมากๆ  ดีใจที่จบลงได้  ฮืออออออ  แต่บทต่อไป  ก็ยังมีเรื่องอารมณ์ตัวละครมาอีก  ยากพอๆกับบทนี้  55555  (ทำไมไรท์ต้องเขียนอะไรยากๆด้วยนะ  TT) 

                ไปๆมาๆผิดคาดนิดหน่อย  5%  นี้ดันยาวเกินควบคุม  เพราะมีรายละเอียดที่ต้องใส่เยอะ  ขั้นตอนการแหกคุกที่เป็นไปได้ของเบลลาทริกซ์  อารมณ์กดดันของซิเรียส  และความบ้าคลั่งของเบลลาทริกซ์  เขียนยากไหม  ไรท์ว่าเขียนยากนะ  ไรท์เขียนไปเครียดไปมากๆเลยค่ะ  คือบีบหัวใจมาก  5%  ที่เหลือนี่  เมื่อทุกอย่างกำลังจะเป็นไปได้ด้วยดี  ซิเรียสจะพ้นมลทิน  แต่กลับมามีเรื่องนี้เกิดขึ้น  บีบหัวใจไรท์มากค่ะ  TT  สงสารซิเรียสมากๆ  สงสารที่ในที่สุดเรื่องราวก็เดินมาถึงจุดที่ซิเรียสต้องแหกคุกออกมาเพื่อปกป้องสิ่งที่เขารัก  แม้ว่าเขาจะไม่อยากทำเลย  แต่เขารู้นิสัยเบลลาทริกซ์ดีกว่าใคร  รู้ถึงความอำมหิต  ไรท์เครียดตามซิเรียสเลยล่ะค่ะ    ฮืออออออ  เป็นเล่มที่บิดเนื้อเรื่องมาก  และมีฉากปวดใจเยอะมาก  อย่างที่เคยบอกไป  เป็นเล่มที่หนูเฟจะร้องไห้บ่อยและหนักมาก  ค่อนข้างดาร์คมากเล่มนี้  บอกเลย  แต่ก็มีฉากฟินๆ  กุ๊กกิ๊กๆน่ารักอยู่นะคะ  รีดอย่าเพิ่งหนีกันไป  TT  ใครเรือพี่เซด  เรือพี่ทอม  เรือป๋าเนป  จะมีมุมน่ารักมาให้เห็นกันค่ะ  โดยเฉพาะมุมที่ป๋าเนปกับซิเรียสมาอยู่ในฉากเดียวกัน  อยากจะบอกว่าป๋าทั้งสองเวลาทะเลาะกันเรื่องหนูเฟ  น่ารักมากกกกกกกกก  มีการแอบลอบแกล้งกันไปมาทั้งต่อหน้าและลับหลังหนูเฟค่ะ  จะช่วยเบรคความดาร์คของเล่มนี้ลงไป  รวมกับฉากพี่เซด  ความหวานของพี่เซดก็จะช่วยลดความดาร์คเหมือนกัน  ส่วนพี่ทอมจะมากร๊าวใจทุกคนค่ะ   5555  สำหรับเรือแฮร์รี่  ไรท์ขอไม่บอกนะคะ  แต่ผู้โดยสารเรือแฮร์รี่อย่าเพิ่งเสียใจไป  ไรท์ไม่ใจร้ายกับเรือแฮร์รี่อย่างแน่นอน  แต่ช่วงนี้ไรท์ก็ต้องขอให้ทุกคนช่วยกันเข้าใจมุมของแฮร์รี่หน่อยนะคะ  นุ้งรี่ไม่ได้อยากทำแบบนั้น  แต่รีดหลายคนคงรู้แหละว่าต้องมีฉากปวดใจที่เพื่อนต้องทะเลาะกัน  แต่นุ้งรี่ก็ยังรักหนูเฟนะคะ  ถึงจะทะเลาะกัน  แต่มีสิ่งหนึ่งที่นุ้งรี่ไม่มีวันทำร้ายหนูเฟค่ะ  อยากบอกว่านุ้งรี่น่ารักและกล้าหาญมากนะคะ  เพียงแต่หนูเฟจะไม่รู้เท่านั้นเอง  ว่านุ้งรี่แอบทำอะไรเพื่อหนูเฟ  ดังนั้น  จะเรียกว่าเรือนุ้งรี่ถึงขนาดอับปางลงเลยก็คงไม่สนิทใจนัก  ดังนั้น  อย่าโกรธนุ้งรี่เลยนะคะ  สำหรับเรือนุ้งเดร  มีฉากที่นุ้งเดรทำให้หนูเฟต้องเสียน้ำตาด้วยล่ะค่ะ  นุ้งเดรในเล่มนี้ยังเด็ก  ยังไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้วหนูเฟต้องการอะไร  แต่ในท้ายที่สุด  ถึงแม้จะโดนหนูเฟเย็นชาใส่  ความรู้สึกที่นุ้งเดรมีต่อหนูเฟก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ถึงจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง  แต่ในตอนใกล้จบของเล่มนี้  เรือนุ้งเดรจะแล่นไปข้างหน้ากว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน  และเริ่มเข้าใจว่าหนูเฟต้องการอะไร  ไม่ใช่ในแบบที่ตระกูลมัลฟอยสอนเขามาตลอด  

               ไม่เพียงแต่นุ้งเดรที่เริ่มเข้าใจชีวิตอะไรมากขึ้น  พี่ทอมคนโฉดตอนจบ  จะโดนประโยคเด็ดของหนูเฟค่ะ  จนพี่ทอมไปต่อไม่ถูก  และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง  และเริ่มออกค้นหาคำตอบ  เป็นช่วงรอยต่อเล่มสามกับเล่มสี่เลย  ขอบอกแค่นี้นะคะ  เอาเป็นว่าตอนนี้พี่ทอมยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับหนูเฟนอกจากของสะสม  แต่เล่มสี่เขาจะเริ่มมีความรู้สึกแปลกๆที่เริ่มไม่เข้าใจบ้างละ  หลังจากกลับมาจากค้นหาคำตอบ  ใครเรือพี่ทอมต้องรอฟินจริงๆตอนเล่มสี่ค่ะ  

              เอาล่ะ  หลังจากนี้ไรท์คงหายยาวอีกนะคะ  TT   ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ  ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ  

              ปล.ไรท์จะค่อยๆทยอยตอบเม้นนะคะทุกคนนนนนน


ไรท์ขอขอบคุณ ooODarkblueOoo มากๆๆๆๆๆเลยนะคะ  ไรท์เพิ่งเข้ามาเห็นค่ะ  ปกติไรท์เข้าเด็กดี  จะเข้าไปหน้าแต่งนิยาย   ไม่ค่อยเข้าไปหน้านิยายตัวเองหรอกค่ะ  แล้วเด็กดีก็ไม่แจ้งเตือนด้วยว่ามีใครมาวิจารย์นิยายเราบ้าง  ขอโทษจริงๆค่ะที่เพิ่งมาเห็นและตอบ  ไรท์ซาบซึ้งและประทับใจมากค่ะที่มาเขียนวิจารย์นิยายเรื่องนี้ให้  ไรท์ชอบทุกตัวอักษร  ทุกบรรทัดเลยค่ะ  คืออ่านแล้วมีกำลังสุดๆ  ดีใจที่ได้มีส่วนทำให้รีดอ่านแล้วมีความสุขนะคะ  แล้วคือไรท์ต้องขอบคุณอีกครั้งที่คอยให้กำลังใจและมาเม้นให้ตลอด  เป็นแรงผลักดันให้ไรท์เลยค่ะ  แฟนฟิคเรื่องนี้จะเดินต่อไปไม่ได้เลย  หากไรท์ขาดกำลังใจที่ดีจากรีดนะคะ  พอได้อ่านแล้วทำให้เรารู้ว่า  แฟนฟิคเรายังมีคนรออ่านอยู่นะ  อย่าให้พวกเขารอนาน  งือออออ  นั่นคือความรู้สึกของไรท์ทุกครั้งที่ได้อ่านเม้น  แต่ช่วงนี้ติดหลายอย่าง  เวลาไม่ค่อยมี  ไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับมาอัพบ่อยๆเหมือนเดิม  ใจน่ะอยากกลับมาอัพมากกก  แต่ปัจจัยหลายอย่างไม่อำนวย  อยากตอบเม้นเหมือนที่เคยตอบด้วย  เสียดายมากเลยล่ะค่ะ  

ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ //โค้ง  ไรท์จะพยายามสู้ต่อไปค่าาาาา  55555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 439 ครั้ง

2,383 ความคิดเห็น

  1. #2248 Aeron Moore (@jessiejazzy) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 13:54
    ได้แต่อ่านแล้วก็คิดว่า อะไรวะเนี่ย555555
    #2248
    1
    • #2248-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      9 เมษายน 2562 / 13:41
      คงเป็นตอนที่หลากหลายอารมณ์มากจนต้องอะไรวะ 55555
      #2248-1
  2. #2093 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:09
    โอเค ตอนนี้เราเกลียดยัยเจ้คางคกสีชมพูนั่นที่สุด! โง่!โง่! คิดจะใช้งานเบลล่า รู้ทั้งรู้อยู่ว่าหล่อนบ้าเเค่ไหน
    #2093
    1
    • #2093-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      22 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:54
      ใช่ค่ะ!!! เจ๊คางคกนี่ไม่สมควรให้อภัยเลย ว้ากกก น่าสาปจริงๆ
      #2093-1
  3. #2086 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 02:15
    ฟัดจ์ก็เหมือนหมาจนตรอก ยังดันทุรังกัดคนที่เข้ามา ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าแพ้ เหอะ! อ่านแล้วหงุดหงิดแทนมาก ไม่รู้ว่าเฟกับดับเบิ้ลดอร์ทนไม่ให้เสกอวาดาเคดาฟร่าใส่ฟัดจ์ได้ยังไง ขอเถอะไรท์ จุดจบฟัดจ์ ให้ตายไปเลยนะ น่ารำคาญจริงว้อยยย หงุดหงิดดดดด ทั้งฟัดจ์ทั้งอัมบริด พวกสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจ! อ้ากกกกก
    #อินค่ะ555
    #2086
    1
    • #2086-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      22 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:41
      ฟัดจ์เป็นพวกหัวรั้นค่ะ พยายามทำอะไรที่คิดว่าดีกับตัวเอง ปต่ลืมคิดว่ามันกระทบกับคนอื่นหริอเปล่า หวงขาเก้าอี้เกินไปแล้วจริงๆ ฟัดจ์ก็นะถูกอัมบริดจ์เสี้ยมสอนค่ะ จริงๆฟัดจ์ไม่ได้เลวร้ายเท่าอัมบริดจ์นะ เจ๊คางคกนั่นตัวร้ายเลย ไรท์ยังคิดเลยว่าทำไมพวกเซ็นทรอถึงไม่จัดการนางให้หนักกว่านี้ (ตอนเล่มห้า) อ่านแล้วหงุดหงิดเหมือนกันค่ะ
      #5555 อินจนอยากสาปทั้งคู่เองเลยใช่มั้ย
      #2086-1
  4. #1989 Ralaza (@bacon1) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 00:33
    เอาจริงๆไม่มีการใช้สัจจะเซรุ่มในการพิจารณาคดีหรอ? อันนี้สงสัย555555
    #1989
    1
    • #1989-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 พฤศจิกายน 2561 / 09:43
      เท่าที่ไรท์เคยหาข้อมูลมา ต้นฉบับไม่อนุญาตให้ใช้สัจจะเซรุ่มค่ะ เรื่องนี้ป้าเจเคเคยบอกไว้ ไว้ไรท์ว่างๆจะเอามาลงให้อ่านนะคะ
      #1989-1
  5. #1963 love-trafalgar (@love-trafalgar) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 16:25
    ฟัดจ์กับอัมบริดจ์อย่างเลวอ่ะ ทุเรศจริงๆไม่เห็นหัวใครเลยห่วงแต่เก้าอี้ น่ารังเกียจและน่ารำคาญมากๆ ไรท์เก่งนะทำให้เราอินได้ขนาดนี้55 ส่วนแฮร์รี่...โอ้ เทอจบศาสตร์การมโนมาสินะ ช่างมโนได้ล้ำลึก เชื่อคนเมื่อแล้วเอาไปคิดผิดๆตลอด แฮร์รี่! ทำไมไม่เชื่อหนูเฟย์ฮะ ตื่น! ตาสว่างทีค่ะ พอตเตอร์!!
    #1963
    1
    • #1963-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 พฤศจิกายน 2561 / 09:16
      มนุดลุงป้าผู้มีความพยายาม(อย่างน่าเกลียด) สามารถทำให้มีแต่รีดสรรเสริญได้ 555555 ขอบคุณที่อินนะคะ หนูรี่ก็มโนไปเรื่อย ก็ยังเด็กอะนะ? 5555 ผลจากการมโนของน้องน่าจะได้รับแล้วล่ะ เริ่มสงสารหนูรี่เบาๆ
      #1963-1
  6. #1933 Tidvita (@Tidvita) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 21:55

    น้ำตาไหลอีกแล้วตอนที่หนูเฟคุยกับดับเบิลดอร์ (ที่เธอเห็นแค่ฝุ่นมันเข้าตา~ ฉันไม่ได้ร้องไห้~)
    #1933
    1
    • #1933-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      25 กันยายน 2561 / 00:43
      ปู่ดัมผู้ไม่ยอมร้องไห้ให้ใครเห็น แต่ชอบโมเม้นนี้มากอบอุ่นดีค่ะ
      #1933-1
  7. #1720 gun-writer (@Angun_ugly) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 23:00

    เข้าใจความรู้สึกของซีเรียสเลยอะ ความรู้แบบ 'เชี่ยแล้วไง..'
    #1720
    1
    • #1720-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      5 กันยายน 2561 / 23:49
      เชี่ยแล้วจริงๆ... 555555
      #1720-1
  8. #1694 carapanda (@carapanda) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 08:49

    ร้องไห้หนักมากกก สงสารนุ้งเฟ #ไรท์แต่งได้เข้าถึงอารมณ์มากค่ะ
    #1694
    1
    • #1694-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      25 สิงหาคม 2561 / 23:36
      ขอบคุณค่าาาา ดีใจจริงๆที่มีรีดบอกว่าแต่งเข้าถึงอารมณ์
      #1694-1
  9. #1656 ภณงับ (@9dragon9) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:53
    หลังจบภาคนี้ ฟัดจ์และอัมบริดจ์ น่าจะโดน ยื่นมติไม่ไว้วางใจ ว่าฝักใฝ่ศาสตร์มืดนะ ฟัดจ์เอ๋ยทำตัวเองแท้ๆกลัวคนอื่นมาเลื่อยขาเก้าอี้ แต่ตัวเองดันทุบขาเก้าอี้ทิ้งซะงั้น
    #1656
    3
    • #1656-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:26
      รัฐมนตรีในโลกเวทมนตร์การลงจากอำนาจไม่เหมือนกับในโลกมักเกิ้ลน่ะสิ ไว้ไรท์จะหาบทความเรื่องรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์มาให้อ่านนะคะ
      #1656-1
    • #1656-3 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      25 สิงหาคม 2561 / 23:32
      ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะคะ ไรท์จำรีดได้ด้วยล่ะ
      #1656-3
  10. #1655 Achyls (@mynamenane) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 20:18
    อีลุงงงงง อีป้าาาาาาาา //ต่อยหมอน
    #1655
    1
    • #1655-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:24
      ลุงป้าขยันสร้างหายนะจริงๆ
      #1655-1
  11. #1654 SarutaRoilap (@SarutaRoilap) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 19:01
    ไรท์คะถ้าเป็นไปได้ให้เบลลาทริกซ์เอาไม้กายสิทแทงคออัมบริดจ์ให้ตายไปเลยค่ะลำไยป้าคางคกมากเวอร์ น่าจับมาเรียนวิชาปรุงยากับป๋าเนปสักปีสองปีจิงๆเลย -_-!
    #1654
    7
    • #1654-5 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:43
      ไม่เคยคิดจะเทเลยค่ะ ตอนนี้มีความคิดอยู่อย่างเดียว อย่กมีเวลาแต่งเรื่อยๆมากกกก แต่งานยุ่งและมีเรื่องหลายอย่างเมากค่ะตอนนี้ จริงๆการแต่งแฮร์รี่แบบไม่ต้องหลับต้องนอนคือทำได้นะ (ถ้าอีกวันไม่ต้องทำงาน ทำโออ่ะนะ) ไรท์ว่าการแต่งแฮร์รี่เป็นอะไรที่สนุกมากเลยค่ะ ฮืออออ อยากแต่งมากกกก วอแวสุดๆ เดี๋ยวๆ อะไรคือบ้านบึ้ม//กลัว 555 ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ตอนนี้ทยอยตอบเม้นก่อน
      #1654-5
    • #1654-7 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:45
      😚😚😚
      #1654-7
  12. #1653 Mari'n lukiji (@LukchanPanrawin) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:36
    อารมณ์เราประมาณ ตรูจะฆ่า-!!!!!อิคางคก อิหน้าปลวก อิอัมบริดจ์ อิป้ามหาภัย!!!!! ประมาณนี้ค่ะ555
    #1653
    3
    • #1653-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:23
      อุ๊ยยยย รีดหัวร้อนเลยยยยย
      #1653-1
    • #1653-3 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      19 สิงหาคม 2561 / 07:51
      😂😂😂😂
      #1653-3
  13. วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:28
    เบลล่าทริกซ์!! ฉันสนับสนุนเธอให้ฆ่าสองคนนั้น(ฟัดจ์กับอัมบริดจ์)ซะ!! 555555+
    ซีเรียส!! ช่วยเฟริน่ากับแฮร์รี่ให้ได้นะ! จะได้พิสูจน์ตัวเองต่อผู้วิเศษคนอื่นๆ... //ส่งสายตามุ่งมั่นไปให้
    #1652
    1
    • #1652-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:23
      ลุงป้าไม่ตาย ปัญหายังตามมาอีกเพียบ สงสารหนุเฟเลย ซิเรียสต้องมาช่วยแฮร์รี่กับเฟริน่าแ่ๆค่ะ
      #1652-1
  14. #1651 wissturn (@OTAkuuu) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:09
    อมก สุดท้ายซีเรียสก็ออกมาอยู่ดี !!!
    #1651
    1
    • #1651-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:22
      ออกมาอยู่ดี แต่ "จบไม่เหมือนเดิม แต่ดำเนินเรื่องไม่ต่างกัน" ค่ะ อ่านไปเรื่อยๆรีดจะเข้าใจประโยคนี้
      #1651-1
  15. #1650 Liana-milky (@Liana-milky) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:07
    เกิดอาการอยากตบคางคก กับรัฐมนตรีงี่เง่า เอาเถอะอัมบริดจ์อ่ะ ตายไปได้ก็ดี แต่ซีเรียสอ่ะแย่มาก จะชนะคดีอยู่แล้ว หนีออกมาอีก แล้วหนูเฟจะพยายามไปเพื่ออะไร แล้วทีนี้แฮร์รี่ก็จะเห็นว่า เบลล่าทริกซ์กับซีเรียสร่วมมือกัน เพราะงั้นก็ต้องเชื่อเรื่องเล่าของป้าคางคกแน่ๆ ทีนี้หนูเฟก็จะไม่เหลือใครล่ะ
    #1650
    1
    • #1650-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:22
      ป้าไม่ตายน่ะสิ แถมยังขยันสร้างเรื่องอีก ซิเรียสน่ะใจร้อนค่ะ และเครียดด้วย ตอนนั้นคงไม่ทันคิดให้ดี เลยด่วนตัดสินใจไปหน่อย ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกเบลลาทริกซ์ดีว่าหล่อนสายทรมานและอำมหิต เลยอดห่วงแฮร์รี่กับหนูเฟไม่ได้ ก็เขารักเด็กสองคนนั้นนี่นะ เลยตัดสินใจว่าต้องออกมาช่วย
      #1650-1
  16. #1649 MILOLY (@jinnapat1200) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:05
    ชั่วจนได้เรื่องมั้ยล่ะนังป้าาาาา โอ้ยยยยตายๆๆๆ กำลังจะจบสวยอยู่แล้วเชียว ต่อรองกับใครไม่ต่อไปต่อรองกับเบลลาทริกซ์เนี่ยนะ ซีเรียสจะได้กลับสู่สังคมในฐานะผู้บริสุทธิ์มั้ยเนี่ย เครียดดดดด

    แงงงง เราจะรอค่ะไรต์ เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ;-; สู้ๆๆๆ
    #1649
    1
    • #1649-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:18
      ความโง่ของป้านำหายนะมาชัดๆเลยยยยย คิดว่าไปต่อรองกับเลสแตรงจ์ง่ายๆ ง่ายไหมล่ะป้า เรื่องนี้จะไม่จบเหมือนต้นฉบับ แต่ก็ไม่ต่างกัน งงมั้ย เอาเป็นว่ารีดแค่คิดไว้ก็พอว่า เล่มสามจบไม่เหมือน แต่เรื่องดำเนินไม่ต่างกันค่ะ

      ขอบคุณที่เป็นกำลังใจ เม้น และรอนะคะ ;^;
      #1649-1
  17. #1648 nannanejung (@nannanejung) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 17:52
    อีป้า!! เบลล่าฆ่ามันเลย!!! ฆ่าอีป้านั้น!!!
    #1648
    6
    • #1648-3 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:19
      ต้องรอดูต่อไปว่าลุงป้าจะทำอะไรอีก
      #1648-3
    • #1648-5 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:25
      เดี๋ยวๆๆ ทำไมเริ่มต้นตบแฮร์รี่ได้ล่ะนั่น 555 แถมจบที่ป๋าเซฟเฉยเลยยย
      #1648-5
  18. #1647 Nattawadee1808 (@Nattawadee1808) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 17:35

    แต่รีดคนนี้ขอเดานะคะ สเนปนี่คิดไว้ว่าตัวเอง จะเป็นพ่อบุญธรรมของหนูเฟรึเปล่า? หรือแค่ไม่ชอบใจ(หึงแหละ หึงเถอะ)ที่หนูเฟจะไปกับซีเรียส

    #1647
    1
    • #1647-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:16
      ป๋าเนปมีความลับเยอะมาก ส่วนเรื่องพ่อบุญธรรมนั้น รอดูกันต่อไป ตอนที่ซิเรียสปรากฏตัวค่ะ 55555
      #1647-1
  19. #1646 Nattawadee1808 (@Nattawadee1808) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 17:31

    น้ำตาซึมเลยอ่าาา สู้ๆนะคะไรท์รักนิยายเรื่องนี้มาก รักไรท์ด้วยนิยายแต่ละตอนนี่ยาวอ่านสะใตมากค่ะ555

    #1646
    1
    • #1646-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:15
      ขอบคุณที่เป็นกำลังใจและรักฟิคเรื่องนี้นะคะ รักรีดเช่นกันที่มีส่วนผลักดันให้ฟิคเรื่องนี้ดำเนินมาไกลถึงตอนนี้ได้ แต่ละตอนยาวจริงๆ 5555
      #1646-1
  20. #1645 หญิงปริศนา (@-rity-) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 17:23
    โอ้ยยย ซิเรียสสสสส แงงงงงงง
    #1645
    2
    • #1645-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:14
      สงสารซิเรียส
      #1645-1
    • #1645-2 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:14
      สงสารซิเรียส
      #1645-2
  21. #1644 หญิงคิม (@mikan_1579) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 17:05
    อัมบริดจ์นังงูพิษอีป้ามหาภัย!!
    #1644
    1
    • #1644-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:13
      อื้อหือออ ชื่อป้าที่ถูกตั้งขึ้นใหม่
      #1644-1
  22. #1643 Hoshi_ruri (@tuesday6483) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 17:04
    อิป้าโง่=_=…………
    #1643
    1
    • #1643-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:11
      ป้าโง่จนเกิดหายนะ
      #1643-1
  23. #1642 wissturn (@OTAkuuu) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 15:59
    ขอแอบกรี้สพี่ทอมด้วย ฮื่ออ
    #1642
    1
    • #1642-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:11
      พี่ทอมนี่กร๊าวใจจริงๆเลย ขนาดบทมาน้อยนะนั่น
      #1642-1
  24. #1641 Liana-milky (@Liana-milky) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 13:43
    อยากจะคอมเม้นยาวๆแต่ขี้เกียจอ่ะไรท์ เอาเป็นว่า กริ๊ดดดดดดดดดดดดด อะไรคือความสเนปหึง(?) สงสารดับเบิลดอร์จัง ปู่ดัมมม พอล่ะ หนูขี้เกียจพิมพ์
    #1641
    1
    • #1641-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:11
      555555 ป๋าเนปผู้เกรี้ยวกราดตลอดเวลา พูดซะจนหนูเฟรู้สึกผิด นั่นคือหึง(?) ถถถถ สงสารดัมเบิลดอร์เหมือนกันค่ะ ;^;
      #1641-1
  25. #1640 หญิงปริศนา (@-rity-) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 11:12
    โง้ยย น้ำตาไหลตามเลย ปู่อย่าร้องง ดัมเบิลดอร์ละมุนมากจริงๆฮืออออ
    #1640
    1
    • #1640-1 StarKit (@timetraval) (จากตอนที่ 64)
      17 สิงหาคม 2561 / 22:09
      ปู่มีเรื่องที่ต้องแบกรับเยอะมาก และพอมีหนูเฟเข้ามา เหมือนจากที่อยู่ตัวคนเดียว ก็มีหนูเฟเข้ามา ปู่เลยละมุนเลยยย
      #1640-1