[Harry Potter and Everything has changed] OCx?

ตอนที่ 71 : [Special] Dobby (98%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 163 ครั้ง
    31 ส.ค. 62



[Special] Dobby



                หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างวัยยี่สิบปีกำลังนั่งคร่ำเคร่งอยู่กับเอกสารกองใหญ่ตรงหน้า ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วที่เธอนั่งจมอยู่กับมัน และดูท่าว่ามันจะยังไม่สิ้นสุด เมื่อมีฝูงนกฮูกร่อนจดหมายลงบนโต๊ะทำงานข้างๆอีก เฟริน่าไม่สนใจที่จะเปิดจดหมายเหล่านั้น เพราะจดหมายของเดิมยังเปิดไม่หมด เธอมักจะพ่นลมหายใจทุกๆครึ่งชั่วโมง หลังจากที่เห็นจำนวนกองจดหมายที่ดูจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร เพราะมีคนร้องเรียนว่าพบผู้คุมวิญญาณที่ออกเร่รอนและเที่ยวทำร้ายมักเกิ้ลหรือผู้วิเศษ

หลังจากที่จบสงครามฮอกวอตส์กับโวลเดอมอร์ เหล่าผู้คุมวิญญาณก็ถูกปลดจากอัซคาบัน พวกมันเริ่มเร่รอนหลบหนีการตามล่าตัว แน่นอนว่ามือปราบมารมีงานล้นมือกับการลากตัวผู้เสพความตายที่ยังเหลืออยู่ งานหินและยากที่ไม่มีใครอยากทำจึงตกเป็นของสำนักงานเพื่อการกักกันและจัดระเบียบผู้คุมวิญญาณที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้การควบคุมดูแลของกองออกระเบียบและควบคุมสัตว์วิเศษ

มีจดหมายร้องเรียนจำนวนมากต้องการให้กระทรวงเวทมนตร์เร่งจัดการกับสิ่งไม่พึงประสงค์เหล่านั้นโดยเร็ว เฟริน่าพยายามอ่านจดหมายให้ทัน เพื่อจดรายงานพื้นที่ที่ถูกพบผู้คุมวิญญาณ และส่งเรื่องไปยังหัวหน้าสำนักงาน เพื่อจ่ายงานให้แก่เจ้าหน้าที่กักกักอีกทีหนึ่ง ถึงแม้ว่าตอนเธอเรียนจบและเข้ามาทำงานที่กระทรวงเวทมนตร์ เธอไม่ได้นึกฝันมาก่อนว่าจะได้ลงเอยในตำแหน่งที่ไร้ประโยชน์นี้ แต่เมื่อตำแหน่งดีๆในกองไม่มีที่ว่างพอสำหรับเธอ และเฮอร์ไมโอนี่ที่ระดับคะแนนสูงมากกว่าได้ตำแหน่งดีๆที่เหลืออยู่ไปครอบครอง ตำแหน่งจดรายงานจากจดหมายร้องเรียนจึงกลายเป็นของเฟริน่าแทน

เสียงเคาะโต๊ะทำงานเธอดังขึ้น และเมื่อเฟริน่าเงยขึ้นไป เธอก็เห็นเพื่อนผมฟูยืนอยู่พร้อมกับสีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด

“ไปกินมื้อเที่ยงกัน” เฮอร์ไมโอนี่บอก

“ขอฉันอ่านฉบับนี้จบก่อน แล้วเดี๋ยวจะไป” เฟริน่าพูดและก้มหน้าอ่าน อีกมือหนึ่งจดระวิงใส่กระดาษรายงานที่หัวกระดาษมีตรากระทรวงเวทมนตร์ และเมื่ออ่านจบ เธอก็พับจดหมายแนบรายงานใส่ซองร่อนมันลงตระกร้าใบใหญ่ข้างๆตัว หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างบิดขี้เกียจและลุกขึ้นยืน

สองสาวเดินออกจากกองของตนและเดินไปหยุดอยู่หน้าลิฟต์ที่ไม่มีใครใช้ เพราะเวลานี้บ่ายแก่ๆแล้ว ซึ่งล่วงเลยเวลาที่ใครต่อใครจะออกไปพักกลางวัน แต่สำหรับพวกเธอนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองก้าวเข้าไปในนั้น เมื่อประตูเลื่อนเปิดออก เฮอร์ไมโอนี่ยังคงทำหน้าบึ้งตึงจนกระทั่งทั้งสองออกจากกระทรวงเวทมนตร์มานั่งที่ร้านอาหาร

เฟริน่าสั่งแซนวิชมากินง่ายๆกับน้ำผลไม้สด เธอไม่ได้หิวมาก เพราะใจกำลังพะวงว่าเพื่อนผมฟูเป็นอะไร และทันทีที่บริกรเดินจากไปพร้อมกับรายการอาหารแล้ว หญิงสาวก็เริ่มเปิดปากถามทันที

“เกิดอะไรขึ้น คุณพีลเล่นงานอะไรเธออีก”

ราวกับเฮอร์ไมโอนี่รอเวลานี้มานาน หญิงสาวผมฟูใช้มือตบโต๊ะเสียงดัง โชคดีที่มีคนในร้านไม่มากนัก และกำลังคุยกันอยู่จนไม่สนใจ

“เขาหาว่าความคิดฉันที่เสนอไปงี่เง่า ไร้สาระอีกแล้ว เขาบอกให้ฉันหันไปจดจ่อกับหน้าที่การจัดระเบียบพวกโนมเสียยังดีกว่ามาเรียกร้องสิทธิให้เอลฟ์

“เธอตื๊อเขาบ่อยๆ เดี๋ยวเขาก็ยอมเปลี่ยนใจเองแหละน่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้” เฟริน่าบอก พลางสะบัดผ้าเช็ดปากวางลงบนตักอย่างบรรจง

“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น เฟริน่า ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เขาบอกว่าไม่มีเอลฟ์ตัวไหนมีแนวคิดหลุดโลกผ่าเหล่าผ่ากอหรอก และฉันจะไปวิ่งเต้นเป็นเดือดเป็นร้อนแทนพวกนั้นทำไม ในเมื่อพวกเอลฟ์ชอบแบบนี้ ชอบเป็นทาสพ่อมดแม่มด” เฮอร์ไมโอนี่พูดอย่างมีอารมณ์

“แล้วทำไมเธอไม่บอกว่ามีเอลฟ์ตัวหนึ่งที่มีแนวคิดแบบเดียวกับเธอล่ะ ด๊อบบี้ไง ให้แฮร์รี่ช่วยยืนยันก็ได้ เขาคงเกรงใจแฮร์รี่ -- ”

“ไม่มีทางที่ฉันจะพึ่งแฮร์รี่ใช้เส้นสายเพื่อให้ตัวเองได้มาในสิ่งที่ต้องการหรอกนะ” เฮอร์ไมโอนี่พูดอย่างขุ่นเคืองใจ “ถึงฉันจะบอกว่ามีเอลฟ์ที่ชื่อด๊อบบี้มีความคิดเป็นไท แต่เขาก็เสียชีวิตไปแล้ว อีตาพีลนี่ก็หัวเราะเยาะ และโบกมือไล่ให้ฉันกลับไปทำงานต่อ เขาบอกว่าเป็นผู้หญิงก็อยู่เงียบๆไปอย่าทำตัวน่ารำคาญ! เขาดูถูกฉันชัดๆ เขาคงเห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย และฉันจะยอมให้เขาดูถูกไม่ได้”

“แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ เขาเป็นหัวหน้าเธอนะ” เฟริน่าถาม พลางหันไปรับอาหารที่สั่ง หญิงสาวยกแก้วน้ำผลไม้สดขึ้นดื่ม

เฮอร์ไมโอนี่กำลังกัดเล็บอย่างใช้ความคิดและดูโกรธมาก เธอยังไม่แตะอาหารที่สั่ง ระหว่างที่เฟริน่านั่งจัดการแซนวิชของตัวเองไปเรื่อยๆ พลางจ้องมองดู ในที่สุดเฮอร์ไมโอนี่ก็พูดขึ้นมาว่า

“ฉันคิดว่าฉันต้องทำอะไรสักอย่าง”

“อย่าทำอะไรไม่เข้าท่าล่ะ” เฟริน่าเตือน เพราะรู้นิสัยเพื่อนของเธอเป็นอย่างดี

“อย่างเช่นอะไรล่ะ” เฮอร์ไมโอนี่ถาม

“ก็... ใช้เครื่องย้อนเวลาไปหาด๊อบบี้ยังไงล่ะ”

 



บ่ายแก่ๆในสัปดาห์ต่อมาสำหรับเฟริน่าก็เหมือนเดิม แต่ที่ต่างออกไปคือตอนนี้จดหมายสูงเท่าภูเขากองย่อมๆแล้ว หญิงสาววางกระดาษลง พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เธออดไม่ได้ที่จะต้องพักสายตาลงด้วยความอ่อนล้า หลังจากที่โหมทำงานหนักมาตลอดทั้งเช้า ขณะกำลังนั่งคิดว่ากลางวันนี้จะกินอะไรดี เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาที่ข้างฝาผนังก็ทำให้เธอนึกสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมเฮอร์ไมโอนี่ยังไม่มาตามเธอไปกินมื้อเที่ยงอีก

เฟริน่าลืมตาขึ้น ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมมาสวม เมื่อตัดสินใจได้ว่าเธอน่าจะเดินไปหาเพื่อนผมฟูที่โต๊ะสักหน่อย หญิงสาวก้าวเร็วๆ และเอนหัวไปทางขวาเพื่อหลบนกฮูกตัวหนึ่งที่บินผ่านมา ในไม่ช้าเธอก็มาถึงยังโต๊ะของเฮอร์ไมโอนี่ แต่ก็พบว่าเพื่อนของเธอนั้นไม่อยู่ มีเพียงกระดาษสองสามแผ่นที่หัวกระดาษมีอักษรย่อ ส.ร.ร.ส.อ. เฟริน่าเลิกสนใจและหันไปมองรอบๆว่าเพื่อนของเธออยู่ที่ไหน แต่กลับเห็นเจ้าหน้าที่คนอื่นๆกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่โต๊ะของตัวเองแทน

“ไปไหนของเขานะ” เฟริน่าพึมพำ ก่อนจะเหลือบไปเห็นรูปถ่ายด๊อบบี้ที่แลบออกมาจากกองเอกสารปึกหนึ่งใกล้ๆ หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างอดไม่ได้ที่จะดึงรูปถ่ายนั้นออกมา เธอมองดูเอลฟ์ประจำบ้านที่เสียชีวิตไปแล้วสามปี ก่อนจะพลิกด้านหลัง มีลายมือสวยเป็นระเบียบของเฮอร์ไมโอนี่อยู่บนนั้น

 

กองปริศนา เครื่องย้อนเวลาที่ซ่อมแล้ว

 

เฟริน่าขมวดคิ้วนึกสงสัยว่าข้อความนี้หมายถึงอะไร แต่แล้วคำพูดของเฮอร์ไมโอนี่เมื่อสัปดาห์ก่อนเรื่องด๊อบบี้ก็ผุดขึ้นมาในสมอง หญิงสาวรีบออกจากที่นั่นและตรงไปที่ลิฟต์อย่างรวดเร็ว เธอเผลอชนเข้ากับก๊อบลินตัวหนึ่งจนล้มหน้าหงาย

“ขอโทษค่ะ! เธอรีบพยุงก๊อบลินขึ้นมา ก่อนพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ เสียงผู้ประกาศบอกชั้นวันนี้ดูเชื่องช้ากว่าที่เคย เฟริน่าแทบทนรอไม่ไหว แต่เมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้นแปด เฟริน่าก็เห็นแผ่นหลังเฮอร์ไมโอนี่กับชายหนุ่มร่างสูงผมแดงกำลังเดินข้ามห้องโถงไปอย่างเร่งร้อน หญิงสาวไม่รอช้า เธอรีบเบียดพ่อมดที่ยืนขวางอยู่ออกไปอย่างรวดเร็วและเพิ่งเห็นทั้งสองไปหยุดยืนต่อแถวอยู่หน้าเตาผิง เฟริน่าพยายามเดินตามทั้งคู่ให้ทัน แต่เฮอร์ไมโอนี่กับรอนก็ก้าวเข้าเตาผิงคนละเตาพร้อมกับร้องว่า ตรอกไดแอกอน! ก่อนที่ร่างทั้งสองจะหายไป

หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างแซงคิวทันที เมื่อเธอแน่ใจว่าตัวเองเห็นสายสร้อยของเครื่องย้อนเวลาที่รอบคอเฮอร์ไมโอนี่ เธอไม่สนใจเสียงทักท้วง แต่รีบร้องตะโกนไปตรอกไดแอกอนตามเพื่อนๆของเธอ

ทันทีที่ถึงร้านหม้อใหญ่รั่ว เฟริน่าก็ชะเง้อคอมองหา และทันเห็นเพื่อนทั้งสองผลักประตูออกนอกร้านไป เธอรีบเบียดแทรกพ่อมดแม่มดในร้านจนก้าวออกไปยืนบนถนน เฮอร์ไมโอนี่กับรอนกำลังก้าวเข้าไปในตรอกหนึ่งห่างออกไป เฟริน่ากลัวว่าจะช้าเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งติดตามทั้งสองแทน

“ – บ้า เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เฮอร์ไมโอนี่” รอนว่า

“เงียบเถอะน่า! มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันจะไม่ถอยเด็ดขาด ขอบใจนายที่ช่วยหลอกพวกเจ้าหน้าที่กองปริศนาออกไปนะ ตอนนี้นายกลับไปได้ -- ”

“เฮอร์ไมโอนี่! เธอจะทำอะไรน่ะ” เฟริน่าถาม เมื่อวิ่งตามมาทัน

เฮอร์ไมโอนี่ดูตกใจ ในขณะที่รอนทำหน้าบึ้งตึง

“ไหมล่ะ ฉันคิดไว้แล้วว่าเฟริน่าก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้” มือปราบมารผมแดงพูด

“เฮอร์ไมโอนี่จะทำอะไรหรือ รอน” เฟริน่าถาม ในใจนึกภาวนาว่าคงไม่ใช่แบบที่เธอคิด

แต่ก่อนที่ชายหนุ่มหน้าตกกระจะตอบ เพื่อนผมฟูก็ชิงคว้าเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาและหมุนมันอย่างรวดเร็ว

“เฮอร์ไมโอนี่! วางมันลงเดี๋ยวนี้นะ ถ้าเธอคิดจะย้อนเวลาไปหาด๊อบบี้ -- ” เฟริน่าไม่อาจต่อประโยคได้จนจบ เมื่อเห็นร่างของเพื่อนตัวเองกำลังค่อยๆเลือนหายไป เธอไม่รอช้ารีบกระโจนเข้าไปคว้าแขนเฮอร์ไมโอนี่ไว้ แต่ทุกอย่างคงสายไปแล้ว เสียงรอนร้องตะโกนถูกตัด มีเสียงลมวูบหนึ่ง เธอไม่เห็นอะไรเลยเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูจะพุ่งผ่านรอบตัวไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดทุกอย่างก็หยุดลง ภาพรอบตัวกลับมาชัดขึ้นอีกครั้ง และพวกเธอพบว่าตัวเองยืนอยู่ในอุโมงค์ท่อน้ำทิ้งขนาดใหญ่ที่มีน้ำเน่าขังสกปรก...


______________20%_____________


 “เยี่ยมเลย!” เฟริน่าประชด เมื่อพบว่ารองเท้าเธอจมอยู่ในแอ่งน้ำเน่าจนถึงข้อเท้า เธอหยิบไม้กายสิทธิ์ของตัวเองออกมาเช่นเดียวกับเฮอร์ไมโอนี่บ้างพร้อมกับพึมพำคาถาจุดไฟที่ปลายไม้ “ลูมอส!

“เฟริน่า ฉันอธิบายได้ -- ”

“เฮอร์ไมโอนี่ ฉันเตือนเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำอะไรไม่เข้าท่า” หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างขัดขึ้น แสงไฟส่องกระทบใบหน้ารู้สึกผิดระคนดื้อรั้นของเฮอร์ไมโอนี่

“ฉันขอโทษ แต่เธอก็รู้ว่าอีตาพีล -- ”

“เราหาทางออกจากที่นี่ก่อนดีกว่าไหม” เฟริน่าพูดแทรกขึ้น เมื่อกลิ่นเหม็นของน้ำเน่าทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก

ทั้งสองจึงยกไฟที่ปลายไม้กายสิทธิ์ขึ้นส่องไปรอบๆตัว แสงไฟกระทบผนังอุโมงค์เมือกๆ มีหนูสกปรกตัวใหญ่สีดำวิ่งไปมา ผิวน้ำเน่าสีดำสนิทกระเพื่อม เมื่อแม่มดทั้งสองเริ่มออกเดินลุยน้ำไปตามท่อทะมึน ในที่สุดเมื่อเดินไปได้เพียงไม่นาน พวกเธอก็เจอเข้ากับบันไดเหล็กสนิมเขรอะที่ทอดตัวอยู่บนผนังด้านหนึ่ง

“นั่นน่าจะเป็นทางออกไปยังฝาท่อน้ำทิ้งนะ” เฮอร์ไมโอนี่พูดและรีบขยับเข้าไปใกล้ หญิงสาวผมฟูเงยหน้าขึ้นไปพร้อมกับยกไม้กายสิทธิขึ้นสูงกว่านี้และเห็นว่าบันไดนั้นทอดยาวขึ้นไปสุดกับโลหะ

“พวกเรารีบปีนขึ้นไปเถอะ ฉันหายใจจะไม่ออกอยู่แล้ว” เฟริน่าเร่ง

เฮอร์ไมโอนี่และเธอปีนบันไดขึ้นไปอย่างยากลำบาก เมื่อมือข้างหนึ่งต้องคอยกำไม้กายสิทธิไว้ ฝ่ามือของเฟริน่าเจ็บไปหมดเพราะบันไดนั้นคมมาก โชคดีที่มันไม่บาดจนเกิดแผล เฮอร์ไมโอนี่ปีนขึ้นไปจนสุดปลายบันได ก่อนจะใช้มือดัน มีเสียงโลหะขูดไปกับพื้นที่ดังสะท้อนลงมาเมื่อฝาท่อน้ำทิ้งค่อยๆเลื่อนเปิดออก เฮอร์ไมโอนี่รีบปีนขึ้นไป ก่อนจะหันมาช่วยดึงมือเธอ

เฟริน่ารู้สึกหายใจสะดวกอีกครั้ง เมื่อได้ออกมาจากอุโมงค์ท่อน้ำทิ้งสกปรก รอบๆเป็นซากสิ่งปลูกสร้างร้างที่มีใบประกาศเก่าๆขาดวิ่นปิดอยู่บนผนัง แม่มดทั้งสองรีบพึมพำดับไฟที่ปลายไม้กายสิทธิ รอบตัวมืดครึ้มบ่งบอกว่าเป็นเวลาค่ำ

“ฉันคิดว่าเราอยู่ไม่ไกลจากร้านหม้อใหญ่รั่วนะ” เฮอร์ไมโอนี่บอกพร้อมกับยัดไม้กายสิทธิใส่กระเป๋าเสื้อคลุม ก่อนจะรีบเดินนำออกจากซอกตึก เฟริน่าทำอย่างเดียวกัน และทันทีที่พ้นออกมาจากที่ร้างจึงเห็นถนนใหญ่ ผู้คนต่างมีทรงผมและการแต่งกายที่ดูโบราณราวกับพวกเธอหลุดเข้ามาในอดีตหลายปี

“หวังว่าฉันคงไม่หมุนเครื่องย้อนเวลามากเกินไป” เฮอร์ไมโอนี่พูดอย่างกังวล

“บอกฉันทีว่าเธอต้องการย้อนเวลากลับมาในช่วงไหนกันแน่” เฟริน่าถาม

หญิงสาวผมฟูอึกอัก แต่ก็ยอมตอบเมื่อเห็นสายตาเขียวปั๊ดของเพื่อน “ฉันคิดว่าจะย้อนเวลามาในช่วงที่เราหนีออกจากคฤหาสน์มัลฟอย เธอจำได้ไหม ที่เลสแตรงจ์ฆ่าด๊อบบี้ตายน่ะ”

“เฮอร์ไมโอนี่!” เฟริน่าเหวใส่ แต่เมื่อเห็นคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมามองเธอ หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างจึงลดเสียงลงเป็นกระซิบว่า “นั่นมันตั้งสามปี เธอจะบ้าหรือไง กฎของการย้อนเวลา -- ”

“ฉันรู้ๆ แต่ถ้าจะช่วยด๊อบบี้ -- ”

“ช่วยเหรอ เธอจะบ้าหรือไง เราไปเปลี่ยนอดีตอะไรไม่ได้ เธอก็รู้ ทำไมเธอถึงยัง – โอ๊ย ให้ตายเถอะ!

เฮอร์ไมโอนี่สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะพูดด้วยท่าทางจริงจังว่า “เธอไม่อยากกลับมาช่วยชีวิตศาสตราจารย์สเนปหรือยังไง เฟริน่า”

เฟริน่าหยุดโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ใบหน้าเปลี่ยนมาซีดเผือดแทน “อย่าเอาเขามาล้อเล่นนะ เธอจำได้ไหมว่าห้ามเปลี่ยนอดีต มันเสี่ยงและอันตรายต่อตัวเราเอง อันตรายต่อเวลา มันจะเสี่ยงมากถ้าเราย้อนมาเกินห้าชั่วโมง เธอรู้กฎดีเฮอร์ไมโอนี่ แต่ -- ”

“ฉันรู้นะว่าเธอรู้สึกผิดที่ครั้งนั้นช่วยสเนปไม่ได้ ถ้าเธออยากช่วยเขา -- ”

“แต่เขาตายไปแล้ว ถ้าเราเปลี่ยนอดีตได้จริงๆ ทำไมเขายังตายอีกล่ะ รวมทั้งด๊อบบี้ด้วย” เฟริน่าพูดลอดไรฟัน เธอไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก เพราะทำให้เธอเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนีและเงียบเสียงลง

เฮอร์ไมโอนี่ได้ยินเสียงสูดจมูกมาจากเพื่อนที่สนิทที่สุด หญิงสาวผมฟูรู้สึกผิดที่เผลอไปสะกิดแผลในใจของเฟริน่าจึงเลื่อนมือไปแตะบ่าเบาๆ แต่เฟริน่าสะบัดตัวหนี

“อย่ามาแตะตัวฉันนะ!

“เฟริน่า ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้ง -- ”

“เธอก็รู้ว่าฉันเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ แต่เธอก็ยังพูดถึง” เฟริน่าพูดเสียงแหลม

“ฉันขอโทษ ฉันจะไม่พูดถึงมันอีก -- แต่เธอก็รู้ว่าตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้แล้ว ในเมื่อตอนนี้เราย้อนอดีตมา ฉันก็ไม่อยากให้เสียเปล่า”

เฟริน่าสูดลมหายใจลึกๆ เธอรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากหาทางกลับไปโดยที่อายุของเธอกับเฮอร์ไมโอนี่ไม่เพิ่มขึ้นจนเสียชีวิตเหมือนเอลัวอิส มินทัมเบิล

“เอาล่ะ บอกแผนเธอมา”

หญิงสาวผมฟูยิ้มกว้าง พลางรีบลากตัวเธอเข้าไปหลบซอกตึกอีกครั้ง ก่อนจะมองไปรอบๆอย่างระแวดระวังและกระซิบว่า “ฉันคิดว่าเราคงย้อนกลับมาหลายปีมากๆ ดังนั้น ตอนนี้ด๊อบบี้ต้องอยู่ที่คฤหาสน์มัลฟอย”

“พวกมัลฟอยอาศัยอยู่ในเขตวิลท์เชอร์ แต่ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่านี่มันปีคริสต์ศักราชที่เท่าไหร่” หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างพูด

แม่มดทั้งสองก้าวออกมาที่ริมถนนอีกครั้ง ก่อนที่เฟริน่าจะเดินไปสะกิดผู้ชายคนหนึ่งที่สวมสูทและกำลังยืนสูบบุหรี่ ผมของเขาใส่น้ำมันและหวีเสยเปิดหน้าผากขึ้นไป เขาทำให้เธอนึกถึงพอล วารจัค พระเอกในเรื่องมื้อเช้าที่ทิฟฟานีส์

“สวัสดีตอนเย็นค่ะ คุณพอจะทราบไหมคะว่าตอนนี้ปีอะไร” เฟริน่าถาม

ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้งสูงพลางมองเธออย่างสงสัย เขาคีบบุหรี่ออกจากปาก ก่อนจะเคาะปลายให้เศษขี้เถ้าร่วงลงพื้น

“คุณว่าอะไรนะ”

เฟริน่าหันไปสบตาเฮอร์ไมโอนี่ ก่อนที่จะถามชายคนนั้นอีกครั้ง “คือเราแค่กำลังสงสัยว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ค่ะ”

“เออ วันนี้วันที่ 5 ตุลาคม 1961

ทันทีที่ได้ฟัง แม่มดสาวทั้งสองก็อ้าปากค้าง

“พวกคุณมีอะไรหรือเปล่า” ชายคนนั้นถาม ก่อนที่เขาจะเลิกชายแขนเสื้อสูทข้างซ้ายขึ้นมาดูนาฬิกาข้อมือ “ถ้าพวกคุณไม่มีคำถามอะไรแล้ว บังเอิญว่าผมมีนัดเดท และผมกำลังจะสาย”

“ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” เฟริน่ารีบหันไปดึงแขนเฮอร์ไมโอนี่ให้เดินออกห่างมาเรื่อยๆ และเมื่อแน่ใจว่าชายคนนั้นเลิกสนใจพวกเธอและเห็นเขาเพิ่งโบกเรียกรถแท็กซี่คันโบราณ หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างก็หันไปพูดกับเพื่อนสนิทว่า “ดูเหมือนว่าเธอจะหมุนเกินไปหน่อยนะ เฮอร์ไมโอนี่”

“ฉัน – ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนนั้นฉันตกใจที่เห็นเธอเดินตามมา ก็เลยรีบหมุนมันและน่าจะนับพลาด” เฮอร์ไมโอนี่รีบพูด

เฟริน่าพ่นลมหายใจดังพรืด พยายามระงับความหงุดหงิดไว้ “ช่างเถอะ เราเลิกพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่า ตกลงว่าตอนนี้เราโผล่มาในสมัยที่ -- ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างหยุดเดินและเริ่มนับจำนวนปีในใจ โดยนับย้อนจากปีเกิดของเซเวอร์รัสเสนป เพื่อเทียบว่าตอนนี้ลูเซียส มัลฟอยน่าจะอายุเท่าไหร่ และเมื่อเธอนับย้อนไปแล้วก็อุทานด้วยความตกใจว่า “ให้ตายเถอะ! ตอนนี้นายลูเซียส มัลฟอยอายุเจ็ดปี”

“เจ็ดปี!” เฮอร์ไมโอนี่ร้อง ก่อนจะรีบลดเสียงลงเมื่อเห็นสายตาผู้หญิงที่ผมสั้นม้วนเป็นลอนใหญ่สีบลอนด์สวมส้นสูง แต่งหน้าจัดหันมาจ้องมองพวกเธออย่างสงสัย หญิงสาวผมฟูดึงแขนเฟริน่าและออกเดินต่อไป “ฉันไม่นึกว่าจะย้อนมาไกลขนาดนี้ ฉันสาบานได้”

“ตอนนี้ที่เราต้องทำคือ รีบหายตัวไปที่เขตวิลท์เชอร์ เราหาคฤหาสน์มัลฟอยไม่ยากหรอก พวกเขาถือครองที่ดินผืนใหญ่ พวกมักเกิ้ลที่นั่นคงรู้จัก” เฟริน่าพูด

หญิงสาวทั้งสองตัดสินเดินย้อนกลับไปทางเดิม ก่อนจะรีบเข้าไปในซอกตึกร้าง มีเสียง เปรี้ยง! สองเสียง แล้วร่างของแม่มดทั้งสองก็อันตธานหายไปจากที่นั่น

 



ทุ่งกว้างๆที่ปูด้วยผืนหญ้ากำมะหยี่สีเข้มปรากฏสู่สายตา บนยอดหญ้ามีหยดน้ำเกาะเพื่อบ่งบอกว่าฝนเพิ่งหยุดตกไปไม่นาน เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ต่างกวาดตามองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง มีบ้านหลายหลังที่เห็นแสงไฟลอดออกมาสีส้มนวลตาอยู่ไกลๆ ควันไฟลอยเอื่อยๆออกมาจากปล่องไฟของบ้านแต่ละหลังที่ปลูกกันห่างๆ ที่ถัดออกไปไกลเป็นพื้นที่ราบดูสะอาด มีพุ่มไม้ที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีตขึ้นรอบราวกับรั้วเพื่อแบ่งอาณาเขต

“ฉันว่ารั้วพุ่มไม้นั่นน่าจะเป็นสุดเขตของผืนที่ดินที่พวกมัลฟอยถือครอง” เฮอร์ไมโอนี่พูด

“เราควรถามพวกมักเกิ้ลที่อยู่ใกล้ๆนั่น บางทีพวกเขาอาจรู้ว่าใช่หรือเปล่า เพราะฉันมองไม่เห็นคฤหาสน์เลย” เฟริน่าบอก “มาเถอะ รีบเดินลงไปกัน เราควรหาที่พักสำหรับคืนนี้ด้วย”

 หญิงสาวทั้งสองเดินย่ำหญ้าเปียกชื้นลงไปยังที่ราบด้านล่าง พวกเธอไม่กล้าเสี่ยงหายตัวอีก เพราะกลัวว่าจะมีมักเกิ้ลมาเห็น ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ทั้งสองก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง ภายในบ้านมีเสียงชายชรากำลังคุยกับเด็กผู้หญิง

เฮอร์ไมโอนี่ไม่รอช้าและก้าวไปหยุดที่หน้าบานประตูเก่าและเคาะ เสียงคุยหยุดลง มีเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้พร้อมกับเสียงปลอบใจแหบชรากระซิบเบาๆ

มีเสียงกุกกักก่อนที่ประตูจะถูกแง้มเปิดออกที่พอให้เห็นดวงตาสีเทาฝ้าฟาง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและผิวหน้าคล้ำบ่งบอกให้รู้ว่าชายชราผู้นี้ทำงานหนักอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์โผล่มาให้เห็นเพียงเสี้ยว เขาจ้องมองหญิงสาวทั้งสองอย่างกังวลระคนหวาดกลัว

“พวกคุณต้องการอะไร”

“เออ พวกเราแค่มีเรื่องอยากจะถามค่ะ” เฮอร์ไมโอนี่บอกและพยายามยิ้มเพื่อซื้อใจชายชราที่ยังคงมองพวกเธออย่างระแวง

“เรื่องอะไร” เขาถาม

“คุณรู้จักคฤหาสน์ตระกูลมัลฟอยไหมคะ พวกเรา -- ”

“พวกคุณรู้จักพวกมัลฟอยด้วยหรือ” ชายชราขยับบานประตูให้แคบลงอีกอย่างหวาดระแวง

เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่มองหน้ากันอย่างสงสัยว่าทำไมเมื่อเอ่ยถึงตระกูลมัลฟอย ชายชรายิ่งหวาดผวา หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างกระแอมให้คอโล่ง

“พวกเราไม่ได้รู้จักหรือเป็นญาติกับคนในตระกูลมัลฟอยค่ะ แต่พวกเรามีธุระบางอย่างที่ต้องไปที่นั่น”

“ไปที่นั่น” ชายชราถามอย่างประหลาดใจ “พวกคุณมีธุระอะไร”

“เออ -- ” เฮอร์ไมโอนี่อ้ำอึ้งและเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น “พวกเราแค่มีธุระ -- ”

“พวกคุณไปถามคนอื่นเถอะ ผมไม่มีอะไรจะบอกหรอก” เขากระแทกประตูปิดใส่หน้าโดยไม่รอฟังอีก

หญิงสาวทั้งสองสบตากัน ก่อนจะเดินออกห่างจากประตูบ้านและเริ่มกระซิบ

“ฉันว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ” เฟริน่าเริ่มต้น

“บางทีชื่อเสียงตระกูลมัลฟอยคงไม่ดีสักเท่าไหร่สำหรับมักเกิ้ล พนันกันได้ว่าคฤหาสน์มัลฟอยต้องอยู่หลังรั้วพุ่มไม้นั่นแน่ๆล่ะ” เฮอร์ไม่โอนี่ตั้งข้อสังเกต

“เราต้องหาที่พักก่อน และมาคิดว่าจะเข้าไปหาด๊อบบี้ได้ยังไง” เฟริน่าพูดพลางมองไปรอบๆ บ้านทุกหลังปิดประตูสนิท ทั้งสองก้าวเดินไปบนถนนปูด้วยหินสายมืดๆหวังจะเจอโรงแรมหรือที่พักชั่วคราวสำหรับนักเดินทาง แต่เดินไปได้ไม่ไกล พวกเธอก็เห็นผู้ชายผมบลอนด์สว่างตัดสั้นที่ถูกหวีเสยขึ้นไป ใบหน้าซีดตอบนั้นดูราวกับคนป่วย ปลายจมูกรั้น ดวงตาสีซีดนั้นกำลังกวาดมองไปรอบๆอย่างถือดีและเย่อหยิ่ง เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำผ้าเนื้อดีราคาแพง

“นั่นต้องไม่ใช่มักเกิ้ลแน่ๆ” เฮอร์ไมโอนี่กระซิบและรีบดึงเฟริน่าเข้าไปซ่อนตัวอยู่ที่หลังบ้านหลังหนึ่ง ทั้งสองแอบชะโงกออกมามองอย่างระมัดระวัง ชายคนนั้นหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ไกลออกไป เขาก้าวไปหยุดยืนที่ประตู ก่อนจะหันกลับไปมองทางเดิม เสียงทุ้มแหบห้าวนั้นฟังดูยานคางเอ่ยเรียกด้วยเสียงไม่ดังนักว่า

ลูเซียส รีบเดินเร็วเข้า คืนนี้พ่อมีเวลาไม่มากนัก”

เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่กลั้นใจแอบดูต่อไป และวินาทีต่อมาเด็กผู้ชายผมบลอนด์อายุเจ็ดปีก็ปรากฏสู่สายตา ใบหน้าของเขาเสี้ยมแหลมดูคล้ายเดรโก เพียงแต่จมูกของเขานั้นยาวกว่า สีหน้าดูหยิ่งจองหองรีบเดินมาหยุดอยู่ข้างชายที่เป็นพ่อของเขา

นายอะบราซัส มัลฟอยยิ้มอย่างพอใจที่เห็นลูกชายของตัวเอง ก่อนที่เขาจะหันไปเคาะประตูบ้านหลังนั้นและพูดด้วยเสียงข่มขู่ว่า

“คาร์ล เปิดประตู ฉันต้องการคุยเรื่องที่ดิน”


______________35%_____________


รอนหายตัวมาที่กระทรวงเวทมนตร์ เขากลับมาที่สำนักงานใหญ่มือปราบมาร พลางเดินโดยไม่มองใคร ชายหนุ่มไม่เป็นตัวของตัวเองได้แต่เดินอย่างเร่งรีบชนคนไปทั่วโดยไม่เอ่ยคำขอโทษ และเมื่อถึงโต๊ะของตัวเองก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างแรงมือขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง ก่อนจะเหลือบไปมองรูปถ่ายที่ติดอยู่บนข้างผนัง เป็นรูปเพื่อนสนิทสี่คนกอดคอหัวเราะกัน

“ใช่แล้ว! ฉันต้องรีบเขียนจดหมายไปหาแฮร์รี่” เขาพูดกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมามือควานหากระดาษจากกองที่ฝังอยู่มุมโต๊ะ กระดาษยับยู่ยี่ถูกกางออก รอนยกปากกาขนนกขึ้นมา แต่มือของเขาสั่นจนไม่สามารถเขียนตัวหนังสือออกมาอ่านรู้เรื่อง ชายหนุ่มผมแดงสบถ ก่อนจะใช้ไม้กายสิทธิ์เคาะลบตัวหนังสือ ขณะจรดปลายปากกาขนนกลงบนกระดาษอีกครั้ง ฝ่ามือของใครสักคนก็แตะไหล่ของเขาเบาๆ รอนสะดุ้งจนหัวไปชนกับตะเกียงโคมไฟที่เฮอร์ไมโอนี่ซื้อให้เป็นของขวัญ

“นายกำลังทำอะไรน่ะ” เนวิลล์ถาม พลางจ้องมองใบหน้าซีดเผือดตัดกับผมสีแดงของรอนที่ดูน่าขันอย่างตกใจ

“นายมีอะไร เนวิลล์” รอนถามด้วยเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นแต่ไม่สำเร็จ

“เออ ฉันแค่จะมาบอกนายว่า แฮร์รี่เพิ่งกลับจากอเมริกา ฉันเห็นว่านายยังไม่รู้เลยมาบอก เฮ้! นายเป็นอะไรหรือเปล่า” เนวิลล์ถามอย่างกังวล

สีหน้าของรอนยิ่งซีดเผือดมากขึ้นจนแทบเขียว เขากลืนน้ำลายลงคอ จ้องมองหน้าเพื่อนร่วมงานอย่างตกตะลึง “แฮร์ – แฮร์รี่กลับมาแล้วเหรอ นายเห็นแฮร์รี่เลยใช่ไหม หรือนายแค่ได้ยินมา บางทีนายอาจจะฟังผิดก็ได้”

“ใช่ ฉันเพิ่งเห็นเขาไปรายงานตัวกับแม้ดอายสักพักแล้วล่ะ คงโดนซักถามชุดใหญ่ว่าพวกมาคูซาให้ความร่วมมือสนับสนุนสร้างพื้นที่กักกันผู้คุมวิญญาณหรือเปล่า รวมทั้งนักโทษที่ล้นคุกอัซคาบันด้วย” เนวิลล์ตอบ ก่อนจะมองชายหนุ่มผมแดงอย่างเป็นห่วง “ฉันว่านายหน้าซีดจนเขียวแล้วนะ บางทีนายน่าจะไปเซนต์ -- ”

“ไม่ ฉันสบายดี แค่ – แค่ – ช่างมันเถอะ ฉันจะไปหาแฮร์รี่เดี๋ยวนี้” รอนตอบอย่างยอมจำนน ก่อนจะเดินไหล่ตกตรงไปยังหน้าห้องทำงานของหัวหน้ามือปราบมาร มีเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของมู้ดดี้ดังออกมาเป็นระยะ ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ

ชายหนุ่มวีสลีย์จ้องบานประตูพลางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด เขาเดินกลับไปกลับมามือสั่นอยู่หน้าประตูตลอดเวลา ภาวนาให้การสนทนาระหว่างชายหนุ่มผมยุ่งกับหัวหน้ามือปราบมารกินเวลานานๆ แต่แล้วเสียงคำรามในห้องก็หยุดลง ก่อนที่ลูกบิดประตูจะเริ่มขยับ รอนจ้องโลหะทรงกลมพลางกลืนน้ำลาย เหงื่อไหลลงมาข้างใบหน้า

และเมื่อประตูห้องทำงานถูกเหวี่ยงเปิดออก แม้ดอายที่กำลังตบบ่าแฮร์รี่ก็เดินออกมาพร้อมกัน

“ – ไม่พลาดแน่ ฉันจะรอรับบัตรเชิญงานแต่ง – วีสลีย์!” หัวหน้ามือปราบมารร้องทักเสียงดัง เมื่อลูกตาวิเศษเลื่อนมาสบกับใบหน้าของรอน ก่อนจะหมุนติ้วต่อไปอย่างน่ากลัว “ฉันเห็นเธอยืนรออย่างกระวนกระวายอยู่นานแล้ว มีอะไรหรือเปล่า”

รอนเผลอเปล่งเสียงแปลกๆคล้ายสำลักออกมา เมื่อเพิ่งนึกได้ว่ามู้ดดี้คงเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของเขาด้วยดวงตาวิเศษมานานแล้ว “เปล่าครับ ผมแค่ตื่นเต้นที่แฮร์รี่กลับมากะทันหัน”

“อย่างนั้นเรอะ!” หัวหน้ามือปราบมารคำรามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หันไปตบบ่าชายหนุ่มผมยุ่งอีกครั้ง “ฉันได้รู้จนพอใจแล้ว ขอบใจมากพอตเตอร์ที่ทำให้พวกมาคูซางี่เง่าเข้าใจขั้นตอนการทำงานมือปราบมารของอังกฤษ”

“ผมแค่อธิบายเท่าที่จะทำได้ครับ” แฮร์รี่บอกอย่างประหม่าเมื่อได้รับคำชม

“ถ่อมตัวเสียจริง” แม้ดอายคำรามอีกครั้ง “ฉันคงต้องขอกลับไปจัดทำจดหมายอย่างเป็นทางการไร้สาระนั่นก่อน พวกมาคูซางี่เง่าแท้ จะอยากได้เอกสารไปทำไม”

มู้ดดี้เดินโขยกเขยกโดยมีไม้เท้ายาวพะยูงกลับเข้าห้องโดยไม่ลืมปิดประตูตามหลัง ทันทีที่เกิดความเงียบ แฮร์รี่ก็หันมายังรอนทันที

“ฉันว่าเย็นนี้เราคงต้องฉลองกัน ขอโทษด้วยที่ไม่ได้เขียนจดหมายมาบอกก่อนล่วงหน้า” มือปราบมารแว่นกลมบอกและก้าวยาวๆไปให้พ้นจากหน้าห้องหัวหน้ามือปราบมาร รอนเดินตามหลังและกลืนน้ำลายหลายอึก ทั้งสองเดินจนไปถึงโต๊ะทำงานของแฮร์รี่ “แล้วเฮอร์ไมโอนี่กับเฟริน่าล่ะ ฉันพนันได้ว่าสองคนนั้นต้องประหลาดใจมากแน่ๆ” แฮร์รี่พูดต่อไปพลางก้มลงไปใต้โต๊ะดึงกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นมา “ฉันซื้อของฝากมาเยอแยะเลย นายว่าเฟริน่าจะชอบหมวกใบนี้ไหม ฉันไปดูมันที่ร้านตั้งหลายครั้งกว่าจะตัดสินใจซื้อ สีนี้คงเข้ากันดีกับผมสีน้ำตาลสว่างของเธอ”

รอนไม่ได้สนใจหมวกสีน้ำเงินเข้มที่ถูกดึงออกมาวางบนโต๊ะ แฮร์รี่ดูกระตือรือร้นมาก เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าชายหนุ่มผมแดงหน้าซีดเหงื่อตกขึ้นเรื่อยๆ

“โอ้! ของฝากนายกับเฮอร์ไมโอนี่ก็มีนะ ขอฉันล้วงหาก่อน – ของเยอะเป็นบ้า นายต้องไม่เชื่อแน่ว่าฉันดีใจมากแค่ไหนที่การเจรจาบ้านี่จบลงเร็วกว่าที่คิด งานแต่งงานมีของต้องเตรียมหลายอย่างมาก บ้านที่ก็อดดริกส์โฮลโล่ปรับปรุงใกล้เสร็จ ฉันหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนที่ฉันกับ -- ”

“แฮร์รี่ -- ” รอนตัดสินใจว่าเขาควรบอกความจริง แม้ว่าหากแฮร์รี่รู้จะต้องโกรธมากก็ตาม

ชายหนุ่มผมยุ่งหยุดมือที่กำลังรื้อดึงของฝากออกมาวางจนเกลื่อนโต๊ะทำงาน “เฮ้! นายสบายดีหรือเปล่า หน้านายซีดมาก รอน” แฮร์รี่ถามเมื่อเพิ่งสังเกตหน้าชายหนุ่มผมแดง

“คือ – แฮร์รี่ ฉันมีบางอย่างจะบอกและมันสำคัญมาก – อันที่จริงฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น นายต้องเข้าใจ ฉันไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ฉัน -- ”

แฮร์รี่ยกมือขึ้นห้าม “นายกำลังพูดวกไปวนมา รอน นายตั้งสติก่อนเพื่อน มีเรื่องอะไร มันคงไม่ใช่แค่สำคัญมากแน่ๆ”

รอนสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะรีบเล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่เฮอร์ไมโอนี่บ่นเรื่องคุณพีลเพื่อขอให้เขาช่วยเรื่องเครื่องย้อนเวลาที่ถูกซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ แนวคิดเรื่องด๊อบบี้ รวมทั้งแผนการที่หญิงสาวผมฟูใช้ให้เขาเสกคาถาใส่เจ้าหน้าที่กองปริศนา และจบลงที่เฮอร์ไมโอนี่ใช้เครื่องย้อนเวลา แต่เฟริน่าตามมาทัน ก่อนที่หญิงสาวทั้งสองจะถูกเครื่องย้อนเวลาที่ซ่อมแซมดึงไปในช่วงเวลาอดีต

ทันทีที่แฮร์รี่ฟังจบ เขาก็อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้าง ดวงตาสีเขียวจ้องมองใบหน้ารอนอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“อะ – อะไรนะ นายหมายความว่า -- ” ชายหนุ่มผมยุ่งละล่ำละลักถามเมื่อหาเสียงตัวเองเจอแล้ว

รอนพยักหน้าอย่างหวาดๆ “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนที่ฉันจะกลับมาสำนักงานใหญ่มือปราบมาร และ – และเนวิลล์ก็เดินมาบอกฉันว่านายกลับมาแล้ว” ชายหนุ่มผมแดงจ้องมองใบหน้าของแฮร์รี่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงสลับขาวอย่างน่ากลัว

“นายกำลังจะบอกฉันว่า – รอน นายไปร่วมมือกับแผนงี่เง่าของเฮอร์ไมโอนี่ แล้ว -- ” แฮร์รี่หัวเราะแบบไร้เสียง “ – แล้วเฟริน่าก็ถูกดึงไปในอดีต นายคิดอะไรอยู่!

รอนย่นคอตัวเอง เขารู้อยู่แล้วว่ามือปราบมารผมยุ่งต้องโกรธมาก “แต่แฮร์รี่ นายก็รู้ว่าเฮอร์ไมโอนี่หัวรั้นแค่ไหน ฉันพยายามปฏิเสธแล้ว แต่นายก็รู้ – สรรสอ อะไรนั่น ยายนั่นก็บังคับให้พวกเราเข้ารณรงค์บ้าๆด้วย นายเองยังปฏิเสธไม่ได้เลยตอนนั้น แล้วตอนนี้เฮอร์ไมโอนี่ยิ่งหัวแข็งเมื่อคุณพีล -- ”

“ฉันคิดว่าเฮอร์ไมโอนี่คงจำกฎการใช้เครื่องย้อนเวลาได้ดี ห้ามย้อนเกินกว่าห้าชั่วโมง จึงจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” แฮร์รี่พูดเมื่อนึกขึ้นได้

“ฉันก็หวังว่าอย่างนั้น แต่แฮร์รี่ นายจำได้ไหมว่าเครื่องย้อนเวลาถูกทำลายไปในตอนนั้น และมันก็กลับมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่ซ่อมแซมแล้ว ฉันได้ยินมาว่ามันยังไม่ได้รับการทดลองว่าปลอดภัยที่จะใช้ได้ นายจำได้ไหมที่มีประกาศในหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตหาอาสาสมัครมาทดลองใช้มัน” รอนกลืนน้ำลายอีกครั้ง “แฮร์รี่ นายคิดไหมว่าเครื่องย้อนเวลานั่นจะไม่เป็นอันตรายน่ะ ฉันเพิ่งมาคิดได้หลังจากที่เห็นสองคนนั้นหายวับไปกับตา มันเพิ่งถูกซ่อมเมื่อห้าเดือนก่อน แต่บางทีฉันอาจคิดมากไปเอง มันคงใช้ได้ดีเหมือนเดิมก็ได้”

แฮร์รี่จ้องมองไปยังหมวกสีน้ำเงินเข้มที่ตั้งใจซื้อมาฝากเฟริน่า เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธและตั้งสติ “เราจะรู้ว่ามันไม่อันตรายหรือไม่ เราต้องไปหาเจ้าหน้าที่กองปริศนา”



 

ศาสตราจารย์ซอล โครเกอร์อุทิศเวลาเกือบทั้งชีวิตในกองปริศนา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับเวทมนตร์ เมื่อห้าปีก่อนที่กองปริศนาถูกบุกรุกและเครื่องย้อนเวลาที่เขาเฝ้าถนอมและหลงใหลก็ถูกทำลายลงเพราะความงี่เง่าของกลุ่มผู้เสพความตายกับเด็กนักเรียนปีห้าของฮอกวอตส์ โครเกอร์ไม่เคยลืมเลือน เขาไม่เคยให้อภัยพวกทำลายสิ่งประดิษฐ์ทางเวทมนตร์ที่ทรงคุณค่าและเปี่ยมล้นไปด้วยความลึกลับ โดยเฉพาะแฮร์รี่ พอตเตอร์ และผองเพื่อนของเขาที่โง่งมทำให้สิ่งที่มีค่าที่เขาทุ่มเทสร้างมันขึ้นมาต้องพังทยายย่อยยับลงภายในวันเดียว โครเกอร์ไม่ได้ยกย่องพอตเตอร์เช่นเดียวกับผู้วิเศษคนอื่นๆในเรื่องที่เขาทำลายคนที่ทุกคนก็รู้ว่าใครสำเร็จลง

ดังนั้น หลังจากสี่ปีกว่าที่โครเกอร์ต้องรื้อค้นบันทึกงานเก่าๆของเขาขึ้นมา เพื่อซ่อมแซมเครื่องย้อนเวลาให้กลับมาอีกครั้ง แต่เนื่องจากวันที่คนที่ทุกคนก็รู้ว่าใครและผู้เสพความตายเข้ามายึดอำนาจกระทรวงเวทมนตร์ไว้ งานค้นคว้าวิจัยของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ว่าเขาจะเก็บรักษาเป็นอย่างดี รวมทั้งบางส่วนของงานก็ถูกขู่เข็ญเอาไป เครื่องย้อนเวลาที่มีอยู่ตอนนี้จึงยังไม่สมบูรณ์และยังไม่ได้รับการทดสอบว่ามันอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้โดยไม่เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้หรือไม่ เขาเคยลงประกาศในหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต เพื่อหาอาสาสมัครที่เต็มใจใช้เครื่องย้อนเวลา แต่กลับไม่มีจดหมายสักฉบับที่ติดต่อมาเพื่อยอมเสี่ยงชีวิตกับเครื่องย้อนเวลาที่ถูกซ่อมแซม

โครเกอร์เอนหลังพิงผนักเก้าอี้พลางถอนหายใจ เคราสีขาวตามแนวสันกรามเริ่มยาวเมื่อเขาแทบไม่มีเวลาเล็มมันเหมือนเช่นทุกที หัวศีรษะล้านเลี่ยนนั้นไม่มีผมสักเส้น ใบหน้าชรามีรอยยับย่นเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ร่างกายซูบผอมลงเกิดจากการคร่ำเคร่งค้นคว้าวิจัยงานอย่างหักโหมจนหลงลืมกินอาหารบ่อยครั้ง ห้องทำงานของโครเกอร์เต็มไปด้วยเครื่องมือแปลกประหลาดมากมายที่ไม่มีใครรู้ว่ามันทำงานอย่างไร

ขณะกำลังคิดว่าจะลองเพิ่มเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่ใจกล้ายอมอาสามาทดลองใช้เครื่องย้อนเวลาอีกสักกี่เกลเลียนอยู่นั้น เสียงประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น เมื่อมีใครมาเคาะประตูอยู่หน้าห้อง ชายชราขมวดคิ้วมุ่น นึกสงสัยว่าเวลานี้เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ต่างพากันทยอยกลับบ้าน แล้วใครกันที่มาพบเขาในเวลานี้

โครเกอร์ลุกจากเก้าอี้เดินตรงไปยังประตู และทันทีที่ประตูเหวี่ยงเปิดออก เขาก็เห็นมือปราบมารหนุ่มสองคน คนหนึ่งสวมแว่นกลม ผมสีดำยุ่งเหยิง ดวงตาสีเขียว กับอีกคนผมสีแดงเพลิงใบหน้าซีดจนเขียวอย่างน่ากลัว ชายชรากำลังจะถามว่ามีธุระอะไร แต่เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นไปยังหน้าผากของชายหนุ่มผมยุ่งและเห็นแผลเป็นสายฟ้าฟาด ความโกรธก็ปะทุขึ้นมาในทันทีราวกับมีสกรู๊ตปะทุไฟนับร้อยตัวช่วยกันพ่นไฟ

 



“ลูเซียสตอนอายุเจ็ดปี พระเจ้า! เขาหน้าตาเหมือนเดรโก มัลฟอยเปี๊ยบเลย” เฮอร์ไมโอนี่อุทานเบาๆ

“ชู่ว! เฟริน่าปรามและตั้งใจเงี่ยหูฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

นายอะบราซัสเคาะประตูอีกครั้ง ในที่สุดประตูบ้านไม้โทรมๆก็เหวี่ยงเปิดออก มีผู้ชายวัยกลางคนผอมสูงผิวกรำแดด ใบหน้าของเขาทั้งอมทุกข์และหวาดผวาเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“สวัสดีขอรับ นายท่านมัลฟอยและนายน้อยมัลฟอย” ชายคนนั้นกล่าวอย่างนอบน้อม

ลูเซียสในวัยเจ็ดปีเชิดหน้าขึ้นสูงและออกอาการเย่อหยิ่งอย่างชวนน่าโมโห เมื่อได้ยินคำที่ชายคนนั้นเรียกเขา

“คาร์ล” นายอะบราซัสเริ่มต้น “ฉันต้องเสียสละเวลาอันมีค่ามาเพื่อเตือนความจำ แกจำได้ไหมว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่”

ชายที่ชื่อคาร์ลหน้าตายิ่งอมทุกข์มากขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า “วันที่ห้าเดือนสิบขอรับ แต่นายท่านมัลฟอยขอรับ กระผมจำไม่ได้ว่าเคยไปกู้ยืมเงินและทำสัญญาจำนองที่ดินและบ้านหลังนี้ กระผมไม่มีความจำเป็นต้อง -- ”

“แน่ใจอย่างนั้นหรือคาร์ล แล้วนี่คืออะไร” นายอะบราซัสถามเสียงเข้มพร้อมกับล้วงเอาม้วนกระดาษออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม เขากางมันออกตรงหน้าชายที่ชื่อคาร์ล “แกจำลายมือตัวเองไม่ได้หรือไง คาร์ล วันนั้นแกเข้ามาในคฤหาสน์อ้อนวอนขอทำสัญญากู้เงินฉันไปลงทุนทำคอกสัตว์ แล้วฉันก็ขอหลักประกัน แกจึงได้ทำสัญญาจำนองฉบับนี้ ดูซะให้เต็มตา!

“โธ่! นายท่านขอรับ กระผมและภรรยาได้ใคร่ครวญดู เราไม่ได้มีความจำเป็นต้องทำคอกสัตว์ เราเลี้ยงหมูเอาไว้แค่สามตัวและกั้นเป็นเล้าเล็กๆ และจนบัดนี้กระผมกับภรรยาก็หาเงินก้อนนั้นไม่พบว่าได้ลงทุนไปทำคอกสัตว์ -- ”

“นั่นมันเรื่องของแก! ฉันกับพ่อมีหน้าที่ต้องสนใจด้วยหรือไงว่าแกจะกู้เงินแล้วไปทำอย่างที่พูดหรือเปล่า” ลูเซียสตวาดเสียงแหลม

ทั้งเฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่านายลูเซียสจะร้ายกาจมากถึงขนาดนี้ หญิงสาวทั้งสองหันกลับไปมองนายอะบราซัสว่าเขาจะตักเตือนลูกชายตัวเองไหม แต่เขากลับหัวเราะชอบใจพลางลูบศีรษะลูเซียส

“ทำดีมาก ลูเซียส ต้องอย่างนี้สิ ไม่เสียแรงที่พ่อคอยสอนว่าควรวางตัวยังไงกับพวกที่ต่ำต้อย ยากจน ไม่ใช่พวกวิเศษและสูงศักดิ์อย่างตระกูลมัลฟอย”

มีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนใบหน้าเสี้ยมแหลมของลูเซียส ก่อนที่นายอะบราซัสจะหันไปข่มขู่ด้วยเสียงต่ำกับมักเกิ้ลผู้ยากจนต่อ “ฉันจะไม่อดทนรอแกกับครอบครัวหาเงินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านอีกต่อไป แกกับครอบครัวโสโครกต้องรีบย้ายออกไปในคืนนี้ ถ้าพรุ่งนี้เช้าฉันเห็นว่าพวกแกยังไม่ย้ายออกไป เจอดีแน่ ที่ดินและบ้านโกโรโกโสตกเป็นของตระกูลมัลฟอยตามสัญญาที่แกเป็นคนเซ็นเองแล้ว”

“นายท่านมัลฟอยขอรับ! กระผมจะย้ายไปอยู่ที่ไหนได้ กระผมมีลูกยังเล็กถ้าออกไปคืนนี้ พวกแกจะไปซุกหัวนอนที่ไหน เมตตาเถิดขอรับ กระผมจำไม่ได้ว่ากู้เงินและจำนองจริงๆ” นายคาร์ลลงไปคุกเข่าอ้อนวอน

“แกต้องออกไป ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น” นายอะบราซัสตวาด

นายคาร์ลรีบคลานไปเกาะชายเสื้อคลุมลูเซียส “นายน้อยมัลฟอยขอรับ ผมมีลูกอายุไล่เลี่ยเท่านายน้อย ได้โปรดเมตตา -- ”

“เอามือสกปรกของพวกเลือดสีโคลนออกไป!” ลูเซียสร้องและกระชากชายเสื้อคลุมออกจากมือหยาบกร้านของคาร์ล เขาแสดงสีหน้าออกว่ารังเกียจและดูถูกอย่างไม่ปกปิดแม้แต่น้อย

มักเกิ้ลที่ชื่อคาร์ลยังคงคร่ำครวญแม้ว่ามัลฟอยทั้งสองจะเดินจากไปแล้ว

“ร้ายกาจมากๆ พวกมัลฟอยทำแบบนี้กับนายคาร์ลได้ยังไง” เฮอร์ไมโอนี่โกรธจนหน้าแดงจัด

“ฉันเคยได้ยินมาบ้างว่าตระกูลมัลฟอยปลูกฝังลูกของพวกเขาแบบนี้ แต่ไม่เคยนึกเลยว่าพวกมัลฟอยจะสอนสิ่งเลวร้ายตั้งแต่ยังเด็ก เธอเห็นไหมลูเซียสอายุแค่เจ็ดปี แต่เขากลายเป็นเด็กร้ายกาจโดยสมบูรณ์แบบ” เฟริน่าเอ่ยอย่างเผ็ดร้อน

หญิงสาวทั้งสองเดินออกห่างจากบ้านมักเกิ้ลผู้โชคร้าย ทั้งสองติดตามสองพ่อลูกตระกูลมัลฟอยไปอย่างเงียบกริบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเธอเห็นพ่อลูกผมบลอนด์เดินไปจนถึงรั้วต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งอย่างงดงามห่างไกลจากหมู่บ้านของมักเกิ้ลรอบๆ เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่ตามต่อไปใกล้กว่านี้ไม่ได้แล้ว เมื่อบริเวณนั้นไม่มีที่ให้ซ่อนตัว ทั้งสองจึงยืนหลบอยู่หลังโรงเก็บของและจ้องมองไปในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องมาสลัวๆให้เห็น และในตอนนั้นเองที่ประตูรั้วเหล็กเหวี่ยงเปิดออก มีเสียงลั่นเอี๊อดอ๊าดของบานพับ

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่เห็นเงาตะคุ่มของสิ่งมีชีวิต หูของมันกางใหญ่คล้ายค้างคาว จมูกแหลมยาวและแขนผอมเก้งกาง นิ้วมือยาวผิดปกติ  ในความมืดนั้นสิ่งมีชีวิตสวมสิ่งที่คล้ายปลอกหมอนเก่าสกปรกกำลังก้มหัวคำนับสองพ่อลูกตระกูลมัลฟอยจนปลายจมูกจมลงไปในพื้นหญ้าสีเขียวเข้ม มีเสียงแหลมเล็กดังมาให้ได้ยินในความมืด

“ยินดีต้อนรับกลับขอรับ นายท่านมัลฟอยและนายน้อยมัลฟอย”

นายอะบราซัสไม่ตอบอะไร แต่เดินเชิดหน้าผ่านไป ในขณะที่ลูเซียสหยุดฝีเท้าและจ้องมองเอลฟ์ประจำบ้าน ก่อนจะเอ่ยเสียงยานคางว่า

“แก เจ้าแก่ด๊อบบี้โสโครก! วันนี้แกเอาเตารีดทับมือเป็นการลงโทษที่ทำไข่ดาวสุกเกินไปหรือยัง”

ในความมืดสลัวนั้นทั้งเฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าเห็นด๊อบบี้ยืนตัวสั่น มันยื่นมือออกมาข้างหน้า และพูดเสียงแหลมสูงว่า “ด๊อบบี้ลงโทษตัวเองตามที่นายน้อยสั่งแล้วขอรับ”

“ดีมาก! ลูเซียสพูดอย่างพึงพอใจ และในตอนนั้นเองเด็กชายผมบลอนด์วัยเจ็ดปีก็ใช้เท้าเตะเข้าที่ลำตัวของเอลฟ์ประจำบ้านอย่างแรง ด๊อบบี้ยืนกุมท้องตัวงอ มีเสียงสำลักดังสลับกับเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดเมื่อลูเซียสยังเตะเข้าอีกสองสามครั้ง “งี่เง่าเอ๊ย! หน้าของแกทำให้ฉันนึกถึงไข่ดาวเมื่อเช้านี้ แกต้องลงโทษตัวเองโดยการเอาประตูห้องครัวหนีบมือแรงๆหลายครั้งรู้ไหม”

ด๊อบบี้พยายามยืนตัวตรงแม้มือผอมๆจะกุมท้องเอาไว้ เฟริน่าคว้าตัวเฮอร์ไมโอนี่ไว้ได้ทันก่อนที่จะพุ่งออกไปสาปลูเซียส เอลฟ์ประจำบ้านละล่ำละลักขอโทษและสัญญาว่าจะลงโทษตัวเองให้หนักๆตามคำสั่ง เสียงรั้วประตูเหล็กปิดลง พร้อมกับเด็กชายจอมร้ายกาจเดินอย่างหยิ่งผยองหายเข้าไปในความมืด ด๊อบบี้ใช้เวทมนตร์ร่ายคาถาล็อกประตูรั้วเอาไว้

ภายใต้แสงจันทร์ เฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าเห็นหยาดน้ำตาคลออยู่ในดวงตาสีเขียวกลมโตเท่าลูกเทนนิส ก่อนที่ด๊อบบี้จะเดินตัวงอหายเข้าไปในความมืด...


______________40%_____________


“ที่นี่ไม่ต้อนรับ! กรุณากลับไป” โครเกอร์ตวาด

แฮร์รี่รีบดันประตูไว้ไม่ให้ปิด และพูดด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังว่า

“คุณโครเกอร์ครับ ผมมีเรื่องต้องขอให้คุณช่วย”

“ขอให้ช่วยเรอะ! ปีศาจเป็นพยาน! พอตเตอร์ผู้มีชื่อเสียงจะมาขอให้ศาสตราจารย์โครเกอร์ผู้ต่ำต้อยให้ช่วยเหลือ” ชายชราพูดประชดประชัน “ผมไม่มีอะไรจะช่วยคุณหรอก กลับไปซะ!

“ไม่ได้นะครับ ถ้าคุณไม่ช่วย แม่มดสองคนต้องแย่แน่ๆ” รอนร้องบอกและช่วยแฮร์รี่ดันประตูให้เปิดออก

“หืม ว่าอะไรนะ” โครเกอร์ชะงักประตูไว้พลางขมวดคิ้ว

“คุณต้องช่วย เพราะเรื่องมันเกิดจากเครื่องย้อนเวลาที่คุณเพิ่งซ่อมมันขึ้นมา” แฮร์รี่บอก

ชายชราจ้องมองมือปราบมารทั้งสอง “เครื่องย้อนเวลานั่นยังอยู่ในกองปริศนา ผมไม่รู้ว่าคุณสองคนเอาอะไรมาพูด ไม่มีใคร -- ”

“แฟนสาวผมเธอเอามันไปใช้!” รอนแทรกขึ้น

“ว่าอะไรนะ! เฮอะ ผมไม่เข้าใจว่าพวกคุณจะจองล้างจองผลาญผมไปถึงเมื่อไหร่ เมื่อห้าปีที่แล้วก็ทำให้เครื่องย้อนเวลาเสียหาย แล้วนี่ยังขโมยไปอีก ผมช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

ประตูถูกเหวี่ยงปิดลงอย่างแรง มีเสียงล็อกประตูอย่างแน่นหนา ทั้งแฮร์รี่และรอนต่างดึงไม้กายสิทธิ์ออกมาและช่วยกันใช้คาถาที่นึกออกทุกบทปลดล็อก แต่ประตูบานนั้นกลับนิ่งสนิท

“คุณโครเกอร์! คุณต้องช่วย พวกเธอต้องแย่แน่ๆ ได้ยินไหม” แฮร์รี่ตะโกนพร้อมกับทุบประตู แต่เมื่อชายชราผู้หัวแข็งไม่ยอมเปิดประตู เขาก็ขยี้ผมตัวเอง “โธ่เอ๊ย!

“เราจะทำยังไงกันดี แฮร์รี่” ชายหนุ่มผมแดงถามอย่างห่อเหี่ยว

“ในเมื่อเขาไม่ยอมช่วยเรา ฉันคิดว่าพวกเราควรลองไปรอตรงที่สองคนนั้นหายตัวไป บางทีอีกห้าชั่วโมงพวกเธออาจกลับมาก็ได้” แฮร์รี่ตอบ

ชายหนุ่มทั้งสองรีบออกจากกระทรวงเวทมนตร์ มีเสียง เปรี้ยง! สองเสียง ก่อนที่ทั้งคู่จะมาโผล่ซอกตึกใกล้ร้านหม้อใหญ่รั่ว รอนพาแฮร์รี่ตรงไปยังบริเวณที่หญิงสาวทั้งสองถูกเครื่องย้อนเวลาดูดกลับไปในอดีต แฮร์รี่แทบเปลี่ยนมาเป็นวิ่ง ทันทีที่ถึงซอกตึกมืดๆ เขาพึมพำคาถา ลูมอส! พลางยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นสูง ไม่มีร่องรอยอะไรเหลือทั้งนั้น มือปราบหนุ่มก้มลงไปที่พื้นหวังอย่างสุดใจว่าจะเห็นอะไรบ้างที่พอจะช่วยได้ แต่กลับคว้าน้ำเหลว

“พวกเธอน่าจะหายไปเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว” รอนพูดเมื่อเก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อคลุม ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว

น็อกซ์!” แฮร์รี่ดับไฟก่อนจะเก็บไม้กายสิทธิ์ลง “เราไปนั่งในร้านนั้นและจับตาดูดีกว่า” เขาเดินผ่านชายหนุ่มผมแดงข้ามถนนไปอีกฝั่ง ตรงข้ามกันนั้นมีร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงของมักเกิ้ล

มือปราบมารทั้งสองหยิบเครื่องดื่มไปจ่ายเงินและหาที่นั่งริมหน้าต่าง รอนทำหน้าเหยเกเมื่อดื่มกาแฟดำเข้าไปอึกใหญ่ ในขณะที่แฮร์รี่แทบไม่ละสายตาไปจากซอกตึกนั้น

เสียงหึ่งๆของเครื่องปรับอากาศดังอยู่ในร้านฟังแล้วชวนง่วงนอน รอนนั่งเท้าคางและเผลอสัปหงกอยู่ข้างๆ บนโต๊ะตรงหน้าแฮร์รี่มีถ้วยกาแฟสองสามใบ ชายหนุ่มยังคงจ้องไปยังที่เดิมอย่างไม่ละความพยายาม เสียงเข็มวินาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนครึ่งแล้ว

“กลับมาสักที กลับมาเถอะฉันขอร้องล่ะ” ชายหนุ่มผมยุ่งพึมพำ

เวลายังคงเดินต่อไปโดยไร้วี่แววใดๆทั้งสิ้น ตอนนี้ชายหนุ่มผมแดงนอนหลับคาเก้าอี้ส่งเสียงกรนอยู่ข้างๆและกำลังจะไถลตกเก้าอี้ แฮร์รี่ลุกไปดันตัวให้รอนไหลไปพิงกระจกแทน ชายหนุ่มแว่นกลมเดินกลับมานั่งที่เดิม เขาซุกมือลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุมและสัมผัสไปโดนซองจดหมายที่เขายังไม่ได้เปิดอ่าน แฮร์รี่ดึงมันออกมา

มันเป็นจดหมายจากลูน่า เลิฟกู๊ด เขาแกะมันออกและพบว่าเป็นการ์ดแต่งงานหลายแบบแตกต่างกัน มีข้อความสั้นๆแนบมาด้วยว่า

 

ลองเลือกสักแบบนะ

ลูน่า

 

แฮร์รี่ยัดมันใส่ซองและเก็บใส่กระเป๋าเสื้อคลุมเหมือนเดิม ตอนนี้ฝนข้างนอกเริ่มโปรยปรายลงมาแล้วและดูท่าว่าจะตกยาวไปจนถึงตอนเช้า เขายกกาแฟขึ้นดื่มอีกครั้ง อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆจนกระจกขึ้นเป็นฝ้า แล้วเสียงนาฬิกาตีบอกว่าตีหนึ่งก็ดังขึ้น

ผ่านมาห้าชั่วโมงแล้ว เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้น แฮร์รี่ผลักประตูออกไปนอกร้านวิ่งตรงไปยังซอกตึกนั้น สายฝนยังกระหน่ำเทลงมา แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ เขาย่ำน้ำที่ระบายลงท่อไม่ทันพลางพึมพำคาถา ประกายไฟถูกจุดบนปลายไม้กายสิทธิ์ ชายหนุ่มส่องไปรอบๆขับไล่ความมืดด้วยความหวังว่าจะเห็นแม่มดทั้งสอง

ผนังกร่อนที่เห็นเนื้ออิฐปรากฏสู่สายตา แฮร์รี่ยังคงส่องไฟและเดินเข้าไปลึกขึ้นจนถึงทางตัน แต่ไร้เงาของหญิงสาวทั้งสอง ชายหนุ่มเดินไหล่ตกออกมาพึมพำดับไฟ เขาทรุดตัวลงนั่งที่ทางออกพิงกำแพง ไม่สนใจสภาพอากาศ ใบหน้าฝังอยู่บนฝ่ามือ

 



“เธอจะห้ามฉันทำไม! เขาต้องถูกสั่งสอน” เฮอร์ไมโอนี่ว่าอย่างโกรธๆ

“เธอก็รู้กฎว่าเราให้ใครเห็นตัวไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่อาจรู้จักเราในอนาคต” เฟริน่าแย้ง ตอนนี้ทั้งสองเดินฝ่าลมเย็นๆเพื่อหาที่พัก

“เขาทำแบบนั้นได้ยังไง ด๊อบบี้ที่น่าสงสาร ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมด๊อบบี้ถึงอยากได้อิสรภาพนัก” หญิงสาวผมฟูพูด

“เฮอร์ไมโอนี่ เราควรหาที่พักก่อนคืนนี้ เธอมีเงินมักเกิ้ลติดตัวบ้างไหม” เฟริน่าตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากให้เพื่อนผมฟูหงุดหงิดไปมากกว่านี้

“ฉันพอมีอยู่บ้าง แต่สงสัยว่าจะใช้กับยุคสมัยนี้ไม่ได้น่ะสิ ธนบัตรมักเกิ้ลที่มีมันเป็นปีที่เพิ่งพิมพ์ออกมาหลังจากนี้” เฮอร์ไมโอนี่ตอบ ก่อนจะร้องว่า “แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะเสกเปลี่ยนรูปและปีสักหน่อยมันคงใช้ได้แล้วล่ะ”

เฟริน่าอ้าปากค้าง “ไม่ได้นะ! ทำแบบนั้นก็เท่ากับหลอกพวกมักเกิ้ลน่ะสิ”

“จริงด้วย” เฮอร์ไมโอนี่พึมพำพลางรีบเก็บไม้กายสิทธิ์และธนบัตรในมือลงอย่างอายๆ “ให้ตายเถอะ! ฉันเพิ่งนึกได้”

ในความมืดสลัวหญิงสาวผมฟูออกเดินนำอย่างเร่งร้อนจนกระทั่งห่างจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของพวกมักเกิ้ล ทั้งสองเดินจนถึงที่โล่งกว้างใกล้เนินเขาที่พวกเธอเพิ่งเดินลงมา เฮอร์ไมโอนี่จัดแจงเปิดกระเป๋าที่สะพายตลอดเวลา ก่อนจะดึงเต็นท์หลังหนึ่งออกมา เฟริน่าอุทานด้วยความดีใจ ก่อนที่จะหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาช่วยกางเต็นท์เล็กๆ

ทันทีที่กางเสร็จฝนก็เริ่มตกมาอีกระลอกใหม่ หญิงสาวทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปข้างในที่กว้างขวางและมีห้องน้ำ ขนาดของมันผิดจากข้างนอกลิบลับ แม่มดทั้งสองอาบน้ำล้างกลิ่นน้ำเน่าในท่อน้ำทิ้ง ก่อนจะกลับมาในชุดนอนตัวยาว มีเตียงสองชั้นอยู่สุดผนัง เฮอร์ไมโอนี่ปีนขึ้นไปนอนชั้นบน

ระหว่างที่นอนมองแสงไฟจากตะเกียงทอไปบนหลังคาเต็นท์และฟังเสียงเม็ดฝนกระทบดังช่วยขับกล่อม เฟริน่าที่กำลังจะเผลอหลับไปด้วยความอ่อนล้า ก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“เฮอร์ไมโอนี่”

“หืม”

“เราย้อนเวลามาหลายปีแบบนี้ เราจะหาทางกลับไปได้เหรอ”

ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงฟ้าผ่าดังมาให้ได้ยินไกลๆ ก่อนที่เฮอร์ไมโอนี่จะตอบเสียงสั่นๆว่า “มันต้องมีวิธีฉันรู้ มันต้องมี”

เฟริน่าพลิกตัว และได้ยินเสียงสูดจมูกของหญิงสาวผมฟู จึงคิดว่าควรเปลี่ยนเรื่อง “เฮอร์ไมโอนี่ แล้วเรื่องด๊อบบี้ล่ะ เราจะทำยังไง เราให้ใครเห็นตัวเราไม่ได้ มันอันตรายและเสี่ยงเกินไป ถ้าเราไปยุ่งกับเวลา – จำที่ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์เตือนได้ไหม – ”

“เราต้องช่วยด๊อบบี้” เฮอร์ไมโอนี่ยืนยันอย่างหนักแน่น “เธอเห็นสิ่งที่ลูเซียสทำกับด๊อบบี้ไหม เธอไม่รู้สึกอะไรเลยใช่ไหม บอกฉันสิว่าเธอไม่รู้สึกอะไร”

เฟริน่าเม้มริมฝีปากแน่น เธอหลับตาลงคำเตือนของพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ดังก้องสะท้อนไปมาในหัว แต่คำถามของเฮอร์ไมโอนี่ก็ดังมากกว่าขึ้นทุกที

“รู้สึกสิ” เธอตอบในที่สุด “แต่เราจะทำอะไรได้ล่ะ”

“ต้องได้สิ เราต้องหาทางยุติเรื่องไม่ยุติธรรมนี้” เฮอร์ไมโอนี่บอก “และฉันคิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างพรุ่งนี้ – ถ้าเราจะต้องติดอยู่ในช่วงเวลานี้ตลอดไป เราก็ต้องได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อด๊อบบี้”



 

รุ่งเช้าวันต่อมาแม่มดทั้งสองรีบเก็บเต็นท์ตั้งแต่เช้ามืด ทั้งคู่เดินย่ำกลับเข้าไปและหาทางลอบเข้าหลังรั้วพุ่มไม้ โชคดีที่ไม่มีกับดักอะไรรออยู่ มีเพียงนกยูงสีขาวแสนสวยหลายตัวเดินกันให้ว่อน พวกมันวิ่งหนีเมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสอง แต่ก่อนที่มันจะวิ่งไปจนทำให้พวกมัลฟอยรู้ว่ามีผู้บุกรุก เฮอร์ไมโอนี่ก็เสกคาถางงงันใส่มัน พวกนกยูงจึงกลับไปเดินเอื่อยๆตามเดิม

เฟริน่าวิ่งไปจนถึงตัวคฤหาสน์หลังงาม และรีบกวักมือเรียกเฮอร์ไมโอนี่เมื่อได้ยินเสียงประตูหน้าคฤหาสน์ หญิงสาวทั้งสองนั่งหลบอยู่ข้างตัวบ้านใต้หน้าต่างอย่างเงียบกริบ และเมื่อชะเง้อคอมองออกไปก็เห็นถังโลหะลอยอยู่กลางอากาศ ข้าวเปลือกจำนวนมากถูกสาดออกไปรอบๆโดยมือที่มองไม่เห็น ฝูงนกยูงรีบถลาเข้าไปจิกกิน

“ฉันว่าเราปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้ดีกว่า” เฮอร์ไมโอนี่บอกเมื่อได้ยินหน้าต่างหลายบานเริ่มเปิดออกด้วยเวทมนตร์เพื่อรับอากาศยามเช้า เฟริน่าพยักหน้า ก่อนที่จะวิ่งตรงไปยังต้นไม้สูงใหญ่ใกล้ๆ ทั้งสองปีนขึ้นไปจนซ่อนตัวอยู่ใต้ใบไม้ที่ขึ้นดกหนา

“ด๊อบบี้! เจ้าแก่ด๊อบบี้!” เสียงลูเซียสดังออกมาจากคฤหาสน์

“ขอรับนายน้อยมัลฟอย” เสียงแหลมของด๊อบบี้ขานรับ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดหนึ่งครั้งก่อนจะเงียบลง

“ไอ้เด็กเหลือขอ!” เฮอร์ไมโอนี่กระซิบอย่างโกรธแค้น แล้วเสียงประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง

ลูเซียสในชุดเสื้อคลุมหรูหราย่ำออกมา เขาเดินตัดกลางฝูงนกยูงจนพวกมันพากันวิ่งหนีไป

“เกะกะจริง! ด๊อบบี้ แกรีบตามมาเดี๋ยวนี้เลย เมื่อวันก่อนแกเอาไม้กวาดฉันไปขัดลงน้ำมัน แล้วตอนนี้มันหายไปไหน” เด็กชายผมบลอนด์ร้องตวาดและเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ที่เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ซ่อนตัวอยู่

เอลฟ์ประจำบ้านที่มีรอยช้ำบนใบหน้ารีบเดินติดตามมาด้วยท่าทางร้อนรน

“ด๊อบบี้ทำตามคำสั่งนายน้อย เขาคืนให้นายน้อยตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า นายน้อยยังขี่เล่น -- ”

“แกหาว่าฉันทำหายเองงั้นเรอะ!” ลูเซียสตวาดก่อนจะใช้มือตบหัวเอลฟ์จนล้มลงไปนอนที่พื้น

“นายน้อยมัลฟอย ด๊อบบี้พูดความจริง เขาไม่ได้ทำไม้กวาดนายน้อยหาย เขาคืนนายน้อยตั้งแต่เมื่อวาน เขา -- ”

“แล้วมันจะหายไปได้ยังไง!” ลูเซียสร้องถาม “ต่อให้เมื่อวานแกคืนฉันแล้ว แกก็ต้องมีหน้าที่หาให้เจอ ไม่ใช่ฉัน ไอ้เอลฟ์โสโครกสกปรก!” เด็กชายหน้าเสี้ยมแหลมตรงเข้าไปเตะด๊อบบี้อีกหลายที

เฟริน่ากำลังจะยกไม้กายสิทธิ์ออกมาหยุดลูเซียส แต่เฮอร์ไมโอนี่ไวกว่า

เพ็ตตริพีคัส โททาลัส!

ร่างของลูเซียสเจ็ดปีรวบติดเข้าหากันและล้มตึงลงบนพื้นหญ้า

ด๊อบบี้ลุกขึ้นยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขาเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีเขียวเท่าลูกเทนนิสเบิกกว้างจนน่ากลัวว่าจะถลนออกมานอกเบ้า

“เป็นคุณทำอะไรนายน้อยมัลฟอย -- ด๊อบบี้ต้องปกป้องนายน้อย ด๊อบบี้เป็นเอลฟ์ที่ดี!” ด๊อบบี้รีบเข้ามายืนขวางลูเซียสไว้ ในขณะที่เฮอร์ไมโอนี่ปีนลงมาจากต้นไม้

“เขาสมควรโดนแบบนี้แล้ว! ด๊อบบี้คุณต้องไม่ปกป้องเขา คุณต้อง -- ”

“เป็นคุณรู้จักด๊อบบี้ เป็นคุณรู้จักเขาได้อย่างไร” ด๊อบบี้ถามอย่างหวาดระแวง ลูเซียสที่นอนอยู่บนพื้นเบิกตากว้าง ดวงตาสีซีดจ้องมองหญิงสาวผมฟูอย่างตกใจ

“เฮอร์ไมโอนี่!” เฟริน่ากระซิบอย่างเหลืออดพลางรีบปีนต้นไม้ลงมาหยุดข้างๆ “เธอทำอะไรลงไป ให้ตายเถอะ!

“ฉันจะไม่ทน ฉันรู้ว่าเราต้องให้ด๊อบบี้เห็นเท่านั้น แต่เธอเห็นไหม ดูสิ่งที่ลูเซียสทำสิ” เฮอร์ไมโอนี่แย้ง

“เราต้องจัดการความทรงจำของเขาเดี๋ยวนี้ก่อนที่คนอื่นจะมาเห็น” เฟริน่าชี้ไม้กายสิทธิ์ไปยังลูเซียสที่พยายามดิ้นรนอยู่บนพื้น

“ห้ามทำร้ายนายน้อย ด๊อบบี้ไม่ยอม! เป็นคุณห้ามทำร้ายนายน้อย” ด๊อบบี้ยกมือผอมแห้งที่มีนิ้วเรียวยาวขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะใช้คาถาปกป้องลูเซียส เฮอร์ไมโอนี่ก็พูดขึ้นว่า

“ฟังนะด๊อบบี้! คุณไม่จำเป็นต้องทนความไม่ยุติธรรมนี้ เราทำให้มันจบลงได้ คุณควรเป็นไท เป็นอิสระ -- ”

“เป็นคุณไม่ควรพูดแบบนั้น! เป็นคุณน่ากลัวเหลือเกิน ออกไปเดี๋ยวนี้” เอลฟ์ไล่

“คุณไม่รู้สึกบ้างหรือไงที่เขาทุบตีทำร้าย คุณไม่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมบ้างเหรอ คุณทำงานบ้านทุกอย่าง ทำตามคำสั่ง คุณควรได้รับค่าจ้าง วันหยุด สวัสดิการ ควรได้รับสิ่งตอบแทน ไม่ใช่แบบนี้ ด๊อบบี้คุณต้องคิดให้ดีๆ”

แววตากลมโตเริ่มสับสน เขายืนตัวสั่นพลางเหลียวไปจ้องมองลูเซียสบนพื้นหญ้า ก่อนจะยืนห่อไหล่ตัวงอหันกลับมาจ้องเฮอร์ไมโอนี่อย่างหวาดระแวง

“เป็นคุณพูดอะไร เอลฟ์มีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่ง เป็นคุณไม่ควรพูดแบบนั้นกับด๊อบบี้ เขาต้องโดนลงโทษแน่ถ้ามีความคิดน่ากลัวแบบนั้น”

เฟริน่าได้ยินเสียงประตูบ้านด้านหน้าอีกครั้ง เธอไม่มีทางเลือกอีกต่อไป

“ขอโทษนะด๊อบบี้ – สตูเปฟาย!

ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาปะทะร่างของเอลฟ์จนมันไถลออกไป

“เฟริน่า! เฮอร์ไมโอนี่กระซิบอย่างโมโห

เฟริน่าไม่สนใจและก้มลงไปข้างๆนายลูเซียสก่อนจะใช้ไม้กายสิทธิ์จ่อที่ขมับ เธอแปลงความทรงจำเด็กชายเสียใหม่ ลูเซียสตาเหลือกลอยก่อนจะหลับไป เธอรีบลุกขึ้นจะตรงไปแปลงความทรงจำด๊อบบี้ แต่ก่อนที่เธอจะเดินไปถึง

“เป็นคุณน่ากลัว!” ด๊อบบี้ร้องเสียงแหลมสูง เฟริน่ารู้สึกจุกที่ท้องเหมือนมีกำปั้นที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่ เธอกระเด็นไปชนกับเฮอร์ไมโอนี่ เอลฟ์ประจำบ้านรีบวิ่งตาลีตาเหลือกไปหยุดข้างลูเซียสที่หลับสนิท “เป็นคุณทำร้ายนายน้อย เขาอภัยให้ไม่ได้ เขาต้องปกป้องนายน้อย”

“แย่แล้ว!” เฮอร์ไมโอนี่ร้อง แต่ก่อนที่พวกเธอจะพากันหายตัว สำแสงสีแดงก็พุ่งตรงมาที่หญิงสาวผมฟูโดนเข้าที่เครื่องย้อนเวลาอย่างจัง ทำให้เครื่องเล็กจิ๋วนั้นหมุนติ้วอย่างแรง

“เฮอร์ไมโอนี่!” เฟริน่าร้องและพยายามกระชากสร้อยนั้นออกจากตัวเพื่อน

เสียงทุกอย่างรอบตัวถูกตัด มีลมวูบพัดมาราวกับตัวพวกเธอพุ่งไปข้างหน้า ทุกอย่างในสายตากลายเป็นภาพที่พุ่งผ่านมองไม่ชัด แต่แล้วภาพก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หญิงสาวทั้งสองจะหล่นตุบลงบนพื้นหญ้าเปียกๆ ทั้งสองกลิ้งไปบนพื้น

บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแม้แต่แสงจันทร์

“เฟริน่า!” เฮอร์ไมโอนี่ร้องพยายามควานมือหาเพื่อนในความมืด

“ฉันอยู่ตรงนี้ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เฟริน่าถาม ก่อนจะจุดไฟที่ปลายไม้กายสิทธิ์ เธอเห็นใบหน้าเพื่อนผมฟูมีรอยฟกช้ำและเลือดกำเดาไหล

“เฟริน่าเธอเลือดกำเดาไหล” เฮอร์ไมโอนี่ร้องบอก

หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างใช้หลังมือปาดออก และพบว่ามีคราบเลือดเปื้อนอยู่บนนั้น

“มันคงเป็นเพราะเราเดินทางข้ามเวลาไปอีก” เฟริน่าบอก “เธอเองก็เลือดกำเดาไหล”

เฮอร์ไมโอนี่รีบใช้มือเช็ดเลือดก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว

“เราย้อนเวลามาอีกไกลแค่ไหน” เฟริน่าตั้งคำถาม และเมื่อเธอมองไปด้านหลังเห็นคฤหาสน์มัลฟอยจึงรีบดับไฟที่ปลายไม้กายสิทธิ์ทันที

เฮอร์ไมโอนี่มองไปรอบๆ “มีทางเดียวที่จะรู้ เราต้องออกไป -- ”

เฮอร์ไมโอนี่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงประตูเหล็กเหวี่ยงเปิดออกก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ ขณะที่ตั้งใจเงี่ยหูฟัง ในที่สุดก็มีเสียงคนย่ำเท้าอย่างเร่งรีบ หญิงสาวทั้งสองรีบไปซ่อนด้านข้างคฤหาสน์ใต้หน้าต่างบานเดิม และเห็นร่างผู้ชายสองคน คนหนึ่งรูปร่างสูง ในขณะที่อีกคนตัวเตี้ยมาก

“จอมมารอยู่ในนั้นจริงๆใช่ไหม” ชายร่างเตี้ยถามเสียงสั่น น้ำเสียงส่อว่าทั้งหวาดกลัวและตื่นเต้น

“ถูกต้อง จอมมารรอแกอยู่และแกคงรู้ว่าถ้าข่าวนั้นไม่น่าพอใจ แกจะเจออะไร” เสียงยานคางแหบห้าวตอบ

และเมื่อชายทั้งสองเร่งฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที แสงจากตะเกียงก็สาดส่องใบหน้าทั้งสอง เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่เกือบร้องอุทานออกมา เมื่อพบว่า ชายสองคนนั้นคือลูเซียสวัยหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีและที่วิ่งตามมานั้นคือปีเตอร์ เพ็ตติกรูวส์...

 



เป็นเวลาตีสองแล้วเมื่อนาฬิกาที่ข้างผนังตีบอก โครเกอร์ยังคงนั่งทำงานอย่างขะมักเขม้น เขาทั้งโกรธและโมโหมากเมื่อพบว่าเครื่องย้อนเวลาที่ซ่อมแซมขึ้นมาถูกขโมยไป ขณะกำลังไล่เปิดสมุดบันทึกของตัวเองอยู่นั้น เสียงเคาะประตูอย่างแรงก็ดังขึ้น

“คุณโครเกอร์! ออกมาเดี๋ยวนี้ คุณต้องออกมา อย่าให้ผมต้องพังประตูเข้าไป” เสียงแหบห้าวของพอตเตอร์ดังจากอีกฟากของบานประตู เสียงนั้นฟังดูโกรธมาก แล้วเสียงเคาะประตูนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นทุบ “ถ้าคุณไม่ออกมา! อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจ”

“คุณโครเกอร์! คุณต้องช่วยเรา” เสียงมือปราบมารผมแดงอีกคนร้อง

ชายชราพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด เขาคงทำงานไม่ได้แน่ ถ้ายังมีเสียงเคาะประตูและเสียงตะโกนดังอยู่แบบนี้ และดูท่าว่าชายหนุ่มทั้งสองคงยืนส่งเสียงอยู่แบบนี้ตลอดทั้งคืนแน่ๆ รวมทั้งในกรณีพอตเตอร์ เขาคงพังประตูเข้ามาจริงหากจะทำ โครเกอร์ไม่นึกอยากเสี่ยงให้ประตูห้องทำงานพังตอนนี้จึงยอมเปิด

แต่ทันทีที่เปิดออก พอตเตอร์ก็พุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อเขาและผลักจนติดผนัง ไม้กายสิทธิ์ยกขึ้นจ่อไม่ไกลจากปลายจมูกของชายชรา

“คุณต้องทำอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้! พาพวกเธอกลับมา” พอตเตอร์ตะคอก

“แฮร์รี่ ใจเย็นๆก่อน” ชายหนุ่มผมแดงรีบร้องห้าม “นายปล่อยเขาลงก่อน นายจะบ้าหรือไง เอาไม้กายสิทธิ์ลง”

“ไม่! จนกว่าเขาจะรับปากว่าจะช่วยพวกเธอกลับมา”

โครเกอร์เคยได้ยินเรื่องพอตเตอร์มามาก แต่ไม่เคยรู้เลยว่าชายหนุ่มผู้ล้มจอมมารได้จะกล้าทำร้ายคนบริสุทธิ์

“คุณต้องการอะไร คุณทำแบบนี้ งานของผมก็ไม่เสร็จกันพอดี” ชายชราร้องบอก

“แฮร์รี่ ลดไม้กายสิทธิ์ลง นายทำแบบนี้ไม่ได้นะ” ชายหนุ่มผมแดงพยายามห้าม

“คุณจะยอมรับปากไหม รับปากมาสิ! แล้วผมจะไม่ทำร้ายคุณ”  พอตเตอร์ถาม แววตาสีเขียวดูดุร้ายอย่างน่ากลัว โครเกอร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ตกลงๆ ผมตกลงปล่อยผมก่อน โอ๊ย! หลังของผม” ชายชราร้องบอกอย่างยอมจำนน

มือปราบมารแว่นกลมยอมปล่อยมือออกจากคอเสื้อ แต่ไม้กายสิทธิ์ยังถือในท่าเตรียมพร้อม เขาเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่าน

“บอกผมมาว่าคุณจะช่วยพวกเธอกลับมาได้เร็วสุดแค่ไหน” เขาตั้งคำถามทันที

โครเกอร์นวดหลังตัวเอง ก่อนจะจ้องมองพอตเตอร์อย่างหวาดๆ “ผมมีเครื่องย้อนเวลาที่เพิ่งซ่อมสำเร็จอยู่อันเดียว แต่เพื่อนของคุณขโมยมันไป ผมใช้เวลาตั้งสี่ปีกว่าถึงจะซ่อมมันเสร็จหนึ่งอัน -- ”

“เดี๋ยวนะ! นี่คุณหมายความว่าต้องใช้เวลาถึงสี่ปี” มือปราบมารผมแดงร้องถาม “ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเลย”

“ผมยังพูดไม่จบ ที่ผมจะบอกก็คือ -- ” ชายชราลอบมองพอตเตอร์ที่ยังไม่ยอมละสายตา เขารู้สึกว่าหากตอบคำถามไม่ดีพอ พอตเตอร์ต้องทำร้ายเขาแน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถโกหกได้ “รู้ไหม การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเวลา มันเสี่ยงและอันตราย ที่สำคัญ – ที่สำคัญ” เขาไม่กล้าพูดต่อ

“แล้วยังไง” พอตเตอร์เร่ง

โครเกอร์กลืนน้ำลายอีกครั้ง รู้สึกเหงื่อตก “ผมไม่รู้ว่าเครื่องย้อนเวลาอันนั้นมันทำงานเสถียรแค่ไหน หากพ้นเวลาห้าชั่วโมงไปที่พวกเธอยังไม่กลับมา ผมเดาว่า – นี่คุณพอตเตอร์ ผมกำลังจะพูดความจริง ดังนั้น อย่าทำร้ายผม ไม่อย่างนั้นคุณไม่เหลือใครให้ช่วยอีกแล้ว” เขารีบเตือน

“ว่าต่อไป” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม

“ก็ได้ๆ” ชายชรารีบพูดและอธิบายต่อไปว่า “ผมเดาว่าเจ้าเครื่องนั้นคงจะพาพวกเธอย้อนเวลาเกินกว่าห้าชั่วโมง และถ้าเป็นแบบนั้น – เออ ผู้ที่เดินทางข้ามเวลาไกลๆไม่เคยรอดชีวิตกลับมา การทดลองนี้เลยถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบเก้า แต่ต่อมาเอลัวอิส มินทัมเบิลเผลอติดอยู่ในปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันสี่ร้อยสองเป็นเวลาถึงห้าวัน ทำให้ร่างกายเธอแก่ขึ้นถึงห้าศตวรรษ ก็ราวๆห้าร้อยปี พอเธอกลับมาในยุคปัจจุบัน ร่างกายเธอเสียหายมาก แล้วเธอก็ตายลงอย่างรวดเร็วที่เซนต์มังโก ไม่ใช่เฉพาะเธอที่เสียชีวิต เกิดความเสียหายหลายประการแก่คนรอบตัวเธอ เพราะไปรบกวนเวลา เป็นการเสียหายที่ใหญ่หลวงมาก มีการเปลี่ยนแปลงลำดับเหตุการณ์ชีวิตของคนเหล่านั้นกะทันหัน และทำให้คนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคนที่เป็นลูกหลานของคนเหล่านั้นอันตรธานหายไป

“เนื่องจากเหตุการณ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ทำให้คนเหล่านั้นเกิดมาไม่ได้ พอเกิดเรื่องนี้ กระทรวงเวทมนตร์จึงเข้มงวดกับการใช้เครื่องย้อนเวลามาก มีกฎหมายออกมาเข้มงวดที่สุดรวมทั้งบทกำหนดโทษในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการศึกษาเรื่องการเดินทางข้ามเวลา นั่นแหละที่ผมจะบอก”

เกิดความเงียบชวนน่าอึดอัดปกคลุมทั้งห้อง เขาเห็นพอตเตอร์หยุดเดินและก้มหน้านิ่ง ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนผมสีดำที่ปรกลงมานั้นดูน่ากลัวอย่างอธิบายไม่ถูก ทำให้โครเกอร์พยายามหาทางหนีทีไล่

“แต่ – แต่เราเห็นคุณลงประกาศหาอาสาสมัครในเดลี่พรอเฟ็ต ถ้ามีกฎหมายเข้มงวดขนาดนั้น ทำไมคุณถึงลงประกาศนั่นได้ล่ะ” มือปราบมารผมแดงแย้ง

“ก็เพราะในกระทรวงนี้มีแค่ผมคนเดียวที่ศึกษาเรื่องนี้ละเอียดที่สุด จึงมีข้อยกเว้นให้ผมเพียงคนเดียว” ชายชราบอกอย่างภาคภูมิใจ

“คุณโครเกอร์” ในที่สุดพอตเตอร์ก็เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ “ถ้าคุณหาอาสาสมัครมาได้ คุณจะใช้เวลาประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลาได้เร็วกว่านี้ไหม”

“แน่นอน ถ้ามีอาสาสมัครอะไรๆก็จะง่ายขึ้น ผมมีเครื่องย้อนเวลาที่อยู่ในระหว่างซ่อมแซมอยู่” ชายชรารีบตอบ

“แล้วคุณหาได้หรือยัง” ชายหนุ่มผมยุ่งถามต่อ

“ถ้าผมหาได้ คุณคงไม่เห็นประกาศนั้นทุกวันหรอก” โครเกอร์ตอบอย่างรำคาญ

พอตเตอร์เก็บไม้กายสิทธิ์ลงใส่กระเป๋าเสื้อคลุม และเดินเข้ามาใกล้ ชายชราจ้องมองเขาอย่างระแวง นึกสงสัยว่าเขาจะทำอะไร

“ผมจะเป็นอาสาสมัครเอง”

โครเกอร์เบิกตากว้าง รู้สึกประหลาดใจที่พอตเตอร์ยอมเสี่ยงชีวิตอย่างไม่ลังเล

“ผม – ผมกับเพื่อนขอเวลาคิด” มือปราบมารผมแดงรีบพูดและกระชากตัวพอตเตอร์ออกไปจากห้องโดยไม่ลืมปิดประตูไล่หลัง

 



“นายจะบ้าเหรอ!” รอนร้องถามหลังจากที่กระชากตัวแฮร์รี่ออกจากห้องทำงานโครเกอร์แล้ว

“ฉันไม่ได้บ้า ฉันพูดจริง” แฮร์รี่พูดด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง

“แต่แฮร์รี่ นั่นเสี่ยงมาก นายอาจตายเหมือนยายแก่มินทัมเบิลก็ได้นะ” ชายหนุ่มผมแดงว่า

“แล้วตอนนี้เรามีทางเลือกอะไรบ้าง นายบอกฉันมาสิ” แฮร์รี่ถามเสียงเรียบ

“นายรอสักประเดี๋ยว” รอนพูด ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องโครเกอร์อีกครั้ง “ผมได้ยินคุณบอกว่ามินทัมเบิลกลับมาในยุคปัจจุบัน เธอกลับมาได้ยังไง”

“จัดการนำเธอกลับมา”

“งั้นก็แปลว่าคุณมีทางช่วยพวกเธอกลับมาสิ แล้วคุณจะหาอาสาสมัคร -- ”

ชายชราหัวเราะเสียงแหบ “ขอประทานโทษด้วยนะ คุณคงยังไม่เข้าใจ การที่เราจัดการนำคุณมินทัมเบิลกลับมา เราจำเป็นต้องใช้เครื่องย้อนเวลากลับมา โอ้! ผมคงพูดไม่ละเอียด ผมหมายถึงตู้เครื่องย้อนเวลา ขุมทรัพย์เมื่อห้าปีก่อนที่พอตเตอร์กับเพื่อนๆของเขารวมทั้งกลุ่มผู้เสพความตายทำให้เสียหายแตกละเอียด”

รอนอ้าปากค้าง ก่อนจะถามเสียงสั่นว่า “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคุณก็ยังจำเป็นต้องใช้อาสาสมัครทดลอง”

ชายชราพยักหน้า “ถูกต้อง”

“แต่ – ถ้าคุณมีอาสาสมัคร ต้องใช้เวลาแค่ไหนกว่ามันจะสำเร็จ”

“ผมตอบไม่ได้ แต่ก็ย่นเวลาจากสี่ปีกว่าลงมาได้เยอะ”

ชายหนุ่มผมแดงไม่รู้จะถามอะไรต่อ “ผมขอไปคุยกับเพื่อนของผมก่อน”

รอนเปิดประตูออกมา เขาเห็นแฮร์รี่นั่งอยู่บนพื้นและฝังใบหน้าลงบนฝ่ามือ เขาทรุดลงไปนั่งข้างๆ

“แฮร์รี่”

ชายหนุ่มผมยุ่งใช้ฝ่ามือลูบใบหน้าตัวเองโดยเฉพาะดวงตาหลังแว่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา “ฉันจะทำ ต่อให้มันอันตราย ฉันก็จะทำ”

“ฉันไม่ได้จะห้ามนาย” รอนบอก ก่อนจะพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่นว่า “ฉันจะอาสาด้วย เราต้องช่วยพวกเธอกลับมา”

ทั้งสองกลับเข้าไปในห้องทำงานของโครเกอร์อีกครั้ง ชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม

“พวกเราสองคนจะอาสาทำการทดลอง แต่ผมมีเรื่องที่ต้องตกลงกับคุณก่อน” แฮร์รี่บอกอย่างระมัดระวัง

“คุณบอกข้อตกลงมาเลย”

“ผมให้เวลาคุณแค่หนึ่งสัปดาห์”

ข้ามหลังกริฟฟอนด้วยม้า! คุณจะบ้าหรือยังไง” โครเกอร์ตวาด “หนึ่งสัปดาห์ ให้ผมขี่ม้าข้ามหลังกริฟฟอนเสียดีกว่า”

“ถ้าคุณไม่ตกลง เชิญหาอาสาสมัครต่อไป” ชายหนุ่มผมยุ่งยื่นคำขาด

“เฮอะ! พวกคุณไม่มีผมก็ทำไม่ได้หรอก อย่าลืมว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้” โครเกอร์บอกอย่างดูถูก

“ผมมีวิธีของผมก็แล้วกัน และผมไม่จำเป็นต้องบอกว่าผมจะทำอะไร คุณโครเกอร์” แฮร์รี่บอกด้วยท่าทางสงบนิ่งโดยไม่หลบสายตาชายชรา

ชายชรารู้สึกหวาดหวั่นชายหนุ่มตรงหน้าไม่น้อย “ก็ได้ๆ ผมจะทำก็ได้ ปีศาจเป็นพยานเถอะ! แต่ผมก็มีข้อตกลงเหมือนกัน และคุณหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับไม่ได้ด้วย”

“บอกมาได้เลย” รอนรีบพูด รู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อชายชรารับปากว่าจะทำให้สำเร็จภายในหนึ่งสัปดาห์

โครเกอร์หรี่ตามองชายหนุ่มทั้งสอง “คุณจำเรื่องที่ผมเล่าได้ใช่ไหม เรื่องคุณมินทัมเบิล เธอหลุดไปในปีที่ไกลเกินไปและติดอยู่ถึงห้าวัน จึงทำให้อายุเพิ่มขึ้นถึงห้าร้อยปี พอกลับมาในยุคปัจจุบันก็ตายลงอย่างรวดเร็ว ผมจึงต้องขอให้พวกคุณทั้งสองเตรียมทำใจไว้ด้วย ถ้าพวกเธอกลับมาแล้วไม่เหมือนเดิม คุณจะโทษผมไม่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ตาม”

มือปราบมารหนุ่มทั้งสองไม่ตอบ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ชายชราจ้องมองพวกเขาก่อนจะพูดว่า

“ถ้าพวกคุณรับผลที่ตามมาไม่ได้ ก็ล้มเลิกซะ ทำใจเรื่องสองคนนั้นได้เลย”

รอนเลื่อนสายตาไปยังแฮร์รี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเห็นชายหนุ่มผมยุ่งกำมือแน่นจนสั่นไปหมด

“ผมแน่ใจว่าผมรับได้” แฮร์รี่ตอบอย่างมุ่งมั่น


______________50%_____________


“เราต้องสติกันก่อน” เฮอร์ไมโอนี่พูดเสียงสั่นๆขณะจ้องมองไปที่ตัวคฤหาสน์ เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าโวลเดอมอร์อยู่ข้างใน ตอนนี้ลูเซียสและเพ็ตติกรูวส์พากันหายเข้าไปข้างในแล้ว

“ก่อนอื่นเราต้องออกไปห่างๆจากที่นี่ ให้แน่ใจว่า -- ” เฟริน่าไม่อาจพูดจนจบประโยคเมื่อมีใครบางคนเดินมาด้านหลังและกรีดร้องร่ายคาถาปลดอาวุธ

เอกซ์สเปลล์ลิอาร์มัส! พวกแกเป็นใคร!

แม่มดร่างผอมสูง ผมดำหยิกฟู ดวงตามีสีเขียว เธอมีเปลือกตาหนาและเล็บที่แหลมยาว ในมือมีกายสิทธิ์ยาวชี้มาทางนี้

“ฉันถามว่าพวกแกเป็นใคร! ใครใช้พวกแกมา” เธอถามอีกครั้ง

เฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าสบตากันอย่างกังวลเมื่อจำได้ว่าแม่มดคนนี้คือเบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ ในวัยสาว

“เราเดินหลงมา” เฮอร์ไมโอนี่ตอบเสียงสั่นเมื่อยังจำได้ว่าเคยโดนแม่มดคนนี้ใช้คำสาปกรีดแทง

เบลลาทริกซ์ถลึงตาอย่างน่ากลัว “หลงมา! ถ้าฉันเชื่อแกฉันก็โง่เต็มทนแล้ว”

“พวกเราหลงมาจริงๆ” เฟริน่าช่วยโกหก เบลลาทริกซ์หันปลายไม้กายสิทธิ์มาทางเธอ หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างพยายามเก็บความรู้สึกเกลียดชังที่ล้นขึ้นมาจนถึงลำคอไว้ แม้ว่าใจจริงเธออยากฆ่าผู้หญิงคนนี้ให้ตายที่พรากซิเรียสไปจากเธอก็ตาม

“ฉันควรพาแกสองคนไปหาจอมมาร แล้วดูซิ! ท่านจะทำอย่างไรกับพวกที่ดัมเบิลดอร์ส่งมา”

“ไม่ใช่นะ! ดัมเบิลดอร์ไม่ได้ส่งเรามา” หญิงสาวผมฟูโพล่งออกไปและเมื่อเห็นรอยยิ้มแสยะอยู่บนใบหน้าของเบลลาทริกซ์ เฮอร์ไมโอนี่ก็รู้ว่าทำพลาดไปแล้ว

“ดัมเบิลดอร์ต้องส่งพวกแกมาแน่ๆ ดี! จอมมารต้องพอใจกับสิ่งที่ฉันพบมาก ตามมา!” เบลลาทริกซ์ขู่เสียงแหลม

เฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าไม่อาจขัดขืนได้อีกต่อไป พวกเธอเดินไปที่หน้าประตูคฤหาสน์

“เปิดประตู” เบลลาทริกซ์สั่ง

เฟริน่ายื่นมือไปหมุนลูกบิดพยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองมือสั่น และเมื่อผลักประตูเข้าไปเธอก็เห็นทางเดินมืดสลัวมีเทียนจุดอยู่ไม่กี่เล่มบนเชิงเทียน พื้นหินอ่อนนั้นทอดยาวไปในความมืด

“เข้าไป!

หญิงสาวทั้งสองจำใจเดินเข้าไป ในขณะที่สมองคิดหาทางหนีเร็วจี๋ แต่ก่อนที่จะเดินไปจนถึงห้องหนึ่งที่ปิดประตูสนิทแต่มีแสงลอดออกมาจากใต้ประตู ชายหนุ่มผมบลอนด์ยาวก็เดินเข้ามาขวางไว้ ดวงตาสีซีดจ้องมองพวกเธออย่างสงสัยก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังเบลลาทริกซ์

“เบลล่านั่นเธอพาใครเข้ามา” ลูเซียสถามด้วยเสียงยานคางแหบห้าว

“นังสองคนนี้แอบอยู่ข้างคฤหาสน์ ฉันคิดว่าดัมเบิลดอร์คงส่งพวกมันมาสอดแนม” เบบลาทริกซ์ตอบ “ฉันจะพาไปพบท่าน --”

“ฉันเกรงว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก เบลล่า” ลูเซียสพูดอย่างเย็นชาพลางเชิดหน้าขึ้นสูงด้วยท่าทางดูถูก “ตอนนี้จอมมารกำลังมีแขกคนสำคัญที่ฉันพามา ฉันไม่ต้องการให้เธอเอาเรื่องไร้สาระเข้าไปรบกวนท่านในตอนนี้”

เบลลาทริกซ์จ้องลูเซียสตาแทบถลน “แกว่ายังไงนะ นี่แกกล้าออกคำสั่งกับฉันงั้นเรอะ!

“ฉันไม่ได้ออกคำสั่ง แต่ฉันกำลังจะบอกว่าท่านต้องพอใจกับข่าวที่ฉันหามาได้มากกว่าข่าวไร้สาระของเธอ เบลล่า รู้ไหม ฉันพาใครมา เธอต้องคาดไม่ถึงแน่”

“ใคร! แกพาใครมาพบจอมมาร”

ไม่เคยมีครั้งใดที่เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่จะเห็นด้วยกับลูเซียสมาก่อน ตอนนี้เธอทั้งสองภาวนาให้เบลลาทริกซ์ไม่พาพวกเธอเข้าไปพบโวลเดอมอร์

ลูเซียสหัวเราะเบาๆอย่างถือดี ก่อนจะตอบว่า “ฉันพาปีเตอร์ เพ็ตติกรูวส์มา มันบอกว่ามันเป็นผู้รักษาความลับของพวกพอตเตอร์ และมันรู้ว่าพวกพอตเตอร์นำลูกชายคนเดียวของพวกเขาไปซ่อนไว้ที่ไหน ฉันถึงได้เตือนว่าเธอไม่ควรเข้าไปขัดตอนนี้ ฉันหวังดีต่างหากล่ะ เบลล่า”

เบลลาทริกซ์ขบฟันแน่นอย่างขัดใจ “แต่ฉันเจอตัวนังสองคนนี้ที่ดัมเบิลดอร์อาจส่งมา”

“เรื่องนี้สามารถรอได้ เธอควรพาไปขังที่คุกใต้ดินก่อน รอจอมมารคุยธุระเสร็จ ค่อยพามาพบท่านก็ยังไม่สาย” ลูเซียสยิ้มเยาะ

แม้เบลลาทริกซ์จะไม่พอใจที่ตกเป็นรองอยู่ตอนนี้ แต่เธอก็รู้ว่าจอมมารต้องการอะไรมากที่สุดถ้าไม่ใช่ที่อยู่ของพวกพอตเตอร์ แม่มดร่างผอมสูงหันไปใช้ไม้กายสิทธิ์ทิ่มหลังเฟริน่าแรงๆ

“เดินไปเร็วๆเข้า!

เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ทั้งสองถูกบังคับให้เดินไปตามทางเดินมืดๆลงบันไดไปยังใต้ดินที่ทั้งเย็นและมืด มีเพียงแสงจากคบไฟบนผนังเท่านั้นที่ไม่ทำให้พวกเธอพลัดตกบันไดชันๆ ในที่สุดก็มาถึงประตูบานใหญ่ของห้องขัง เบลลาทริกซ์สั่งให้พวกเธอเข้าไปในนั้นและปิดประตูขังไว้ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าห่างออกไปแล้ว เฟริน่าก็พูดขึ้นว่า

“เราจะทำยังไงดี เฮอร์ไมโอนี่”

“ฉันคิดว่าถ้าเบลลาทริกซ์กลับมาอีกครั้ง เราควรร่วมมือกันชิงไม้กายสิทธิ์มา เราจะให้คนที่เธอก็รู้ว่าใครเห็นไม่ได้” หญิงสาวผมฟูตอบ

“แต่ตอนนี้ทั้งเลสแตรงจ์กับนายมัลฟอยเห็นเราทั้งคู่แล้วนะ เราต้องแย่แน่ๆ” เฟริน่าพูดอย่างหมดหวัง

“ฉันถึงได้บอกยังไงล่ะว่าเราต้องได้ไม้กายสิทธิ์คืนมาก่อน หลังจากนั้นค่อยคิดกันอีกทีว่าจะแปลงความทรงจำพวกเขายังไง”

ในความมืดพวกเธอนั่งจับมือกันอย่างกังวล หลังจากที่อยู่เงียบๆคอยเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างนอก ในที่สุดก็มีเสียงย่ำเท้าเตาะแตะเบาๆ ก่อนที่ประตูจะเหวี่ยงเปิดออก ขณะที่เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่รีบไปหลบอยู่หลังประตูเพื่อรอจู่โจมเบลลาทริกซ์นั้น พวกเธอกลับเห็นสิ่งมีชีวิตหูกางใหญ่คล้ายค้างคาวแทน และในความมืดที่อาศัยเพียงแสงจากกคบเพลิงข้างนอก หญิงสาวทั้งสองก็ตระหนักได้ว่านั่นคือด๊อบบี้

ทันทีที่เอลฟ์ประจำบ้านเห็นพวกเธอ เขาก็เบิกตาโตจนแทบถลนออกมานอกเบ้า ในมือที่มีผ้าพันแผลนั้นถือถาดใส่อาหารมาด้วย

“ด๊อบบี้!” ทั้งสองร้องด้วยความดีใจ แต่เอลฟ์ประจำบ้านรีบกระถดตัวถอยหลังอย่างหวาดกลัว

“เป็นคุณทั้งสองคน ใช่เป็นคุณทั้งสองจริงๆด้วย” ด๊อบบี้พูดด้วยเสียงแหลมสูงอย่างตื่นตระหนก “ด๊อบบี้จำได้ เขาจำแม่มดสองคนที่มีความคิดน่ากลัวได้ และเขาสงสัยว่าใช่หรือไม่ จึงแอบ – ด๊อบบี้เลว! ด๊อบบี้ชั่ว!

ถาดอาหารถูกหวดใส่หัวตัวเองหลายครั้งพร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมสูงของเอลฟ์ประจำบ้าน เฮอร์ไมโอนี่รีบดึงตัวด๊อบบี้เข้ามา ในขณะที่เฟริน่ารีบปิดประตูไม่ให้เสียงของเอลฟ์ลอดออกไปจนถึงชั้นบน หลังจากที่ต่อสู้อยู่นานในที่สุดเฮอร์ไมโอนี่ก็แย่งถาดใส่อาหารออกจากมือผอมแห้งของเอลฟ์สำเร็จ ด๊อบบี้เดินโซเซและร่วงปุไปอยู่บนพื้น ในความมืดสลัวนั้นดวงตาของเขาเขไปข้างหนึ่ง

“คุณจำพวกเราได้ ฉันดีใจจริงๆ” เฮอร์ไมโอนี่โล่งใจ

“คุณช่วยพวกเราออกไปจากที่นี่ได้ไหม” เฟริน่าถาม เพราะกลัวว่าเบลลาทริกซ์อาจลงมาที่คุกใต้ดินเวลาใดเวลาหนึ่ง

แววตาของด๊อบบี้ฉายความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน ตัวของเขาเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ เฟริน่าเพิ่งสังเกตว่าตัวของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลและมีรอยไหม้ที่ใบหูกับรอยเขียวช้ำที่ใต้ดวงตาจางๆ เอลฟ์มีรอยแผลมากกว่าที่พวกเธอเจอเมื่อครั้งก่อนหลายเท่า

“เป็นคุณขอมากไป ด๊อบบี้มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของครอบครัว นายท่านมัลฟอยต้องไม่พอใจแน่ๆ ถ้าเขาแอบปล่อยตัวนักโทษไป เขาต้องถูกลงโทษหนักแน่ๆ” ด๊อบบี้บิดหูตัวเองอย่างแรงและเริ่มร้องไห้โหยหวนเสียงแสบแก้วหู

“ด๊อบบี้ คุณต้องสงบสติอารมณ์ก่อน ถ้าคุณส่งเสียงดัง พวกข้างบนต้องได้ยินแน่ และเราต้องเดือดร้อน” เฟริน่าบอกเอลฟ์

“ด๊อบบี้ คุณต้องใจเย็นๆ คุณแค่ช่วยพวกเรา ฉันเคยบอกคุณแล้วว่าสิ่งที่พวกมัลฟอยทำกับคุณนั่นไม่ยุติธรรมเลย คุณควรเป็นไท คุณควรได้รับอิสระในการตัดสินใจ”

คำพูดของเฮอร์ไมโอนี่ยิ่งทำให้เอลฟ์ร้องไห้หนักกว่าเดิม ด๊อบบี้พุ่งเข้าไปเอาหัวโขกกำแพงและร้องเสียงแหลมว่า

ด๊อบบี้เลว! ด๊อบบี้มีความคิดหักหลังครอบครัว! เขามันชั่ว! เขามันเลวและร้ายกาจ!

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ต่างช่วยกันดึงร่างของเอลฟ์ให้ออกห่างจากกำแพง หญิงสาวทั้งสองช่วยกันทั้งปลอบและขู่ให้เขาเงียบเสียงลง ในที่สุดเอลฟ์ก็นั่งสะอึกสะอื้นตัวสั่นอยู่บนพื้น พวกเธอเงี่ยหูฟังด้วยหัวใจเต้นโครมครามด้วยความกลัวว่าเสียงของด๊อบบี้น่าจะดังขึ้นไปถึงข้างบนนั้นแล้ว

“นั่นเสียงอะไร! ซิสซี่” ลูเซียสถามเสียงดัง

“ฉันคิดว่าเดรโกคงร้องไห้ แกคงสะดุ้งตื่นกลางคืนตามเคย ฉันจะรีบขึ้นไปดูแกเดี๋ยวนี้ค่ะ” เสียงผู้หญิงร้องตอบที่เดาได้ว่าน่าจะเป็นเสียงของนาร์ซิสซ่า

ทั้งเฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่พวกเธอจะตัดสินใจได้ว่าควรหาทางเกลี้ยกล่อมด๊อบบี้ด้วยคำพูดอื่น

“ด๊อบบี้” เฟริน่าเริ่มต้นอย่างใจเย็น “การที่คุณช่วยเราสองคนไม่ใช่การหักหลังหรือทรยศครอบครัวมัลฟอย”

เอลฟ์เงยหน้าที่เปียกไปด้วยน้ำตาขึ้นมา ดวงตากลมโตเท่าลูกเทนนิสนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย เขาใช้ปลอกหมอนเก่าที่สวมอยู่สั่งน้ำมูกเสียงดัง ก่อนจะร้องถามเสียงแหลมสูงว่า

“แต่เป็นคุณเป็นนักโทษ ถ้าด๊อบบี้พาพวกคุณออกไป  -- ”

เมื่อเห็นริมฝีปากของเอลฟ์เริ่มสั่นเป็นสัญญาณเตือน เฮอร์ไมโอนี่ก็รีบพูดขึ้นว่า “ไม่ พวกเราไม่ได้เป็นนักโทษของมัลฟอย คนที่จับเรามาคือเลสแตรงจ์ ด๊อบบี้ คุณเป็นเอลฟ์ของมัลฟอยไม่ใช่เลสแตรงจ์นี่ การที่คุณปล่อยนักโทษของเลสแตรงจ์ก็เท่ากับคุณไม่ได้หักหลังมัลฟอย”

ด๊อบบี้เบิกตากว้าง มีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า “เป็นคุณพูดถูก ด๊อบบี้ไม่ใช่เอลฟ์ที่เลว เขาแค่มีความคิดที่จะปล่อยนักโทษของเลสแตรงจ์ แม่มดคนนั้นร้ายกาจ เขาโดนแม่มดคนนั้นทรมานนับครั้งไม่ถ้วน ด๊อบบี้ไม่ชอบเลสแตรงจ์ เธอชั่วร้ายและเจ้าแห่งศาสตร์มืด -- ” ด๊อบบี้ตัวกระตุกอย่างแรง เขายกมือปิดหน้าและเริ่มสะอึกสะอื้นราวกับไม่อยากพูดถึง

เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่สบตากันและต่างรับรู้ได้ว่าช่วงเวลาที่โวลเดอมอร์เรืองอำนาจนั้น พวกเอลฟ์ลำบากกันมากแค่ไหน เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่างๆที่ล้วนแล้วแต่ทรมาน แต่เพราะคืนที่จอมมารไปฆ่าแฮร์รี่ และหายตัวไป ชีวิตของพวกเอลฟ์ก็ดีขึ้นมากจนทำให้ด๊อบบี้ฝังใจและเทิดทูนบูชาแฮร์รี่มาก

“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยเราสองคนออกจากที่นี่ได้ไหม” เฟริน่าถาม

ด๊อบบี้ดึงมือออกจากใบหน้า พลางใช้ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าหญิงสาวทั้งสอง ก่อนจะพยักหน้าจนใบหูกางกว้างนั้นสั่นไหว

“ด๊อบบี้จะช่วย เขายินดีจะช่วยนักโทษของเลสแตรงจ์ผู้ช่วยร้าย”

ทั้งเฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่จะบอกแผนการให้เอลฟ์ฟัง



 

ด๊อบบี้ย่องไปในทางเดินมืดๆอย่างระมัดระวัง เขาเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะรีบพุ่งไปยืนแอบฟังยังห้องที่จอมมารอยู่ในนั้น เอลฟ์แนบใบหูกางกว้างแอบฟังและได้ยินเสียงจอมมารกำลังคุยกับแขกที่เป็นพ่อมดร่างเตี้ยอยู่ เมื่อแน่ใจว่าจอมมารที่น่ากลัวจะไม่โผล่ออกมายังทางเดิน เขาก็รีบตรงไปยังห้องทำงานของลูเซียสอย่างรวดเร็ว

บานประตูถูกแง้มเปิดออก ด๊อบบี้แอบยื่นหน้าเข้าไป เมื่อแน่ใจว่าลูเซียสไม่ได้อยู่ในนี้ เขาก็ตรงไปยังชั้นเก็บขวดแก้วต่างๆ ด๊อบบี้ใช้ดวงตากลมโตอ่านป้ายกระดาษที่ติดอยู่และเมื่อเจอขวดที่ต้องการ เขาก็เสกให้มันลอยลงมา ก่อนจะรีบออกจากห้องนั้น เอลฟ์มุ่งหน้าต่อไปยังห้องซักรีด เขาตรงเข้าไปที่กองเสื้อผ้ายังไม่ได้ซัก ก่อนจะดึงเส้นผมจากชุดของเบลลาทริกซ์และนาร์ซิสซ่าออกมาและกลับไปยังคุกใต้ดินอีกครั้ง

 



รอนแทบไม่มีสมาธิในการเขียนรายงานส่งให้สคิมเจอร์เลยสักนิด สายตาเขาเอาแต่เหลือบมองไปที่นาฬิกาตลอดเวลา ในยามนี้เขาเอาแต่พะวงว่าการทดลองของโครเกอร์ที่จะเริ่มในเย็นนี้คืออะไร หลังจากที่ว้าวุ่นใจและรายงานที่เขียนนั้นไม่ได้มากกว่าสามบรรทัดตั้งแต่เมื่อเช้านี้ ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ ก่อนจะเก็บทุกอย่างยัดใส่มุมโต๊ะและเดินตรงไปหาแฮร์รี่ที่โต๊ะทำงาน

แต่เมื่อเดินไปถึง เขาก็เห็นแผ่นหลังของลูน่าและแฮร์รี่มีสีหน้ายุ่งยากใจไม่น้อย ทันทีที่มือปราบมารผมยุ่งเลื่อนสายตามายังรอน เขาก็รีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือ

ชายหนุ่มผมแดงจึงรีบตรงเข้าไปและร้องทักว่า “สวัสดี ลูน่า เธอมาทำอะไรที่นี่”

หญิงสาวสติเฟื่องหันมายิ้มให้ “สวัสดี รอน แฮร์รี่ไม่ตอบจดหมายฉันเรื่องบัตรเชิญงานแต่งงาน ฉันจึงต้องมาที่นี่ โอ้! เธอมีตัวนาร์เกิ้ลแน่ะ”

รอนนิ่วหน้าก่อนจะกระแอมให้คอโล่ง “เออ ลูน่า คือตอนนี้ฉันมีธุระเรื่องงานที่ต้องปรึกษาแฮร์รี่ และ -- ” เขาเห็นแฮร์รี่พูดแบบไร้เสียงที่อ่านได้ว่า ให้เธอกลับไปก่อน แล้วฉันจะติดต่อไปเอง “เออ – คือฉันมีงานที่ปรึกษานานเลย ค่อนข้างสำคัญมากและ -- ”

เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาว่าเที่ยงดังแทรกขึ้น ลูน่าปรบมือด้วยความดีใจ “เราน่าจะไปกินมื้อกลางวันด้วยกันนะ แล้วเฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่าล่ะ”

รอนเลื่อนสายตาไปขอความช่วยเหลือแฮร์รี่ มือปราบมารผมยุ่งรีบพูดแบบไร้เสียงอีกครั้งว่า จะให้ลูน่ารู้ไม่ได้เรื่องเฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่ จำกฎหมายที่โครเกอร์พูดได้ไหม รอนหัวเราะแห้งๆใส่ลูน่าที่ยังจ้องมองเขาอย่างรอฟังคำตอบ เขาเพิ่งสังเกตเห็นตุ้มหูพวงใหญ่ที่ใบหูของเธอมีสีสดคล้ายแครอทห้อยต่องแต่งดูประหลาด

“สองคนนั้นมีธุระ งานยุ่งมากน่ะ คงไม่ได้มากินด้วยและอีกอย่างฉันกับแฮร์รี่คงยังไม่ได้กินในตอนนี้เหมือนกัน งานยุ่งมาก! ใช่ พวกเรางานยุ่งมาก”

ลูน่ามีสีหน้าเศร้าหมองก่อนจะหันกลับไปหาแฮร์รี่อีกครั้ง “โอ้ ฉันคงมารบกวนพวกเธอใช่ไหม”

“ไม่ใช่แบบนั้น ลูน่า” แฮร์รี่รีบอธิบาย “คืองานยุ่งมากจริงๆ เอาไว้เราค่อยนัดกันใหม่นะ และ -- ” รอนเห็นแฮร์รี่รวบเก็บบัตรเชิญงานแต่งงานใส่ซองอย่างรวดเร็ว “เอาไว้ฉันว่างๆจะรีบเลือกและเขียนจดหมายไปบอกนะ”

“พอตเตอร์!”เสียงคำรามของมู้ดดี้ดังขึ้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนั้นบูดเบี้ยวที่บ่งบอกว่าอารมณ์เสียมาก

“เดี๋ยวฉันมานะ” แฮร์รี่รีบลุกออกจากโต๊ะไป

“เอาจดหมายบ้านี่ไปให้กองความร่วมมือด้านเวทมนตร์ระหว่างประเทศทีสิ! บอกพวกนั้นด้วยว่าฉันขอให้พวกมาคูซารีบให้คำตอบเป็นทางการบ้าบอนี่ให้จบสักที ส่วนเธอก็ช่วยไปยืนยันด้วยล่ะว่าทางอเมริกาเห็นด้วยและยอมตกลง เอ้านี่!” แม้ดอายยัดซองจดหมายยับๆใส่มือแฮร์รี่

“บางทีเราน่าจะไปพร้อมกัน” ลูน่าพูดเสียงเพ้อๆและเก็บซองที่ภายในบรรจุบัตรเชิญงานแต่งงานใส่กระเป๋าใบใหญ่ที่ปักกระดุมหลากสีเต็มทุกตารางนิ้ว

รอนเห็นแฮร์รี่ยิ้มฝืนๆและส่งสายตาให้เขาตามไปด้วย ทั้งสามออกจากสำนักงานใหญ่มือปราบมาร ผ่านระเบียงทางเดินที่มีหน้าต่างมนตราและไปหยุดอยู่ที่หน้าลิฟต์ ลูน่าฮึมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะเล่นสายสร้อยลูกปัดสีฉูดฉาดไปด้วย รอนภาวนาให้ลิฟต์มาสักทีและเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเสียงเคร้งคร้าง ทั้งสามก็เห็นหญิงสาวผมสีดำสนิทรูปร่างเล็กหน้าตาสวยและน่ารัก เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นทั้งสามก็มีรอยยิ้มแบบฝืนๆ

“โอ้ แฮร์รี่” โช แชงเอ่ยขึ้นอย่างประหม่า ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปเห็นจดหมายยับๆในมือ “ฉันกำลังมาตามจดหมายที่จะส่งให้พวกมาคูซาพอดีและมาตามเธอด้วย”

“ฉันกำลังจะขึ้นเอาไปให้” แฮร์รี่ตอบตามมารยาท

“โช เธอว่างไหม” ลูน่าร้องถามพลางยื่นซองที่มีบัตรเชิญงานแต่งงานออกมาอวดให้โชดู “แฮร์รี่ยังไม่มีเวลาเลือกบัตรเลยล่ะ เขางานยุ่งตลอดเวลา เธอทำงานที่กระทรวงเวทมนตร์งานยุ่งเหมือนกันไหม” ลูน่าสงสัย

รอนเห็นโชมีสีหน้าประหลาดใจและรีบเลื่อนสายตาไปยังแฮร์รี่อย่างรวดเร็ว “ฉันนึกว่าเธอจะรีบแต่งงานเสียอีก เห็นใครๆก็พูด – เออ ที่ฉันพูดไม่ได้หมายความว่าฉันสนใจ แต่ – แต่ฉันบังเอิญได้ยินมาอีกที” ใบหน้าของโชเป็นสีชมพู

แฮร์รี่กระแอมให้คอโล่ง “ฉันว่าเราน่าจะขึ้นลิฟต์ก่อนนะ”

รอนเห็นสีหน้าของแฮร์รี่นิ่งสนิท มีแต่โชที่คอยชำเลืองมองเขาอยู่หลายครั้งและเมื่อลิฟต์มาถึงชั้นห้า ทั้งสามก็ก้าวออกจากลิฟต์ โดยที่ลูน่าโบกมือลาและยังคงฮึมฮัมเพลงทำนองแปลกๆต่อไป รอนดีใจที่หลุดออกมาจากลิฟต์ได้เสียที

“มู้ดดี้บอกให้ฉันไปยืนยันด้วยตัวเองเรื่องที่มาคูซาตกลงเรื่องกักกันผู้คุมวิญญาณกับนักโทษล้นคุกอัซคาบันน่ะ” แฮร์รี่พูดขึ้น

“งั้นตามฉันมาก็ได้ ทางนี้เลย” โชบอกอย่างกระตือรือร้น ตลอดทางที่ไปยังห้องหัวหน้ากองโชเอาแต่ชวนแฮร์รี่คุยเรื่องงานที่เธอทำ รอนรู้สึกเหมือนไม่มีตัวตน แต่เขาคิดว่าแฮร์รี่คงอยากเป็นเขาเสียมากกว่าในตอนนี้

ขณะเดินไปตามทางเดินที่กรุผนังด้วยไม้ขัดเงาหรูหราต่างกับสภาพสำนักงานใหญ่มือปราบมารลิบลับ โชก็เอ่ยเสียงเบาขึ้นว่า

“แฮร์รี่ งานแต่งงานเธอมีปัญหาอะไรเหรอ ลูน่าบอกว่าเธอยังไม่มีเวลาเลือกบัตรเชิญ ให้ – ให้ฉันช่วยอะไรไหม” ใบหน้าของโชเป็นสีชมพูและจ้องมองใบหน้าแฮร์รี่ตาไม่กะพริบ

รอนที่เดินตามอยู่ข้างหลังอ้าปากค้าง แม้เขาจะซื่อบื้ออย่างที่จินนี่สบประมาทบ่อยๆ แต่สายตาและท่าทางของโช แชงนั้นชัดเจนว่าดีใจมากแค่ไหนที่งานแต่งงานของแฮร์รี่มีปัญหา

“โช หัวหน้าเธออยู่ห้องไหน รีบนำไปสิ ฉันมีงานที่ค้างอีกเยอะ จะได้ว่างมีเวลาเลือกบัตรเชิญงานแต่งงานน่ะ” แฮร์รี่บอกอย่างเย็นชา

ใบหน้าของโชแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่เธอจะก้มหน้าก้มตาและรีบเดินนำไปยังห้องทำงานของหัวหน้ากอง

 



โครเกอร์นั่งลูบเคราอย่างใจลอย สายตาจ้องไปยังนาฬิกาที่ผนังห้อง นึกสงสัยว่าพอตเตอร์กับเพื่อนของเขาจะมาตามนัดหรือไม่ เพราะเขาได้อธิบายถึงความเสี่ยงการเดินทางข้ามเวลาแล้ว รวมทั้งความหวังที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เพื่อนของทั้งสองคนที่ถูกเครื่องย้อนเวลาดูดไปในช่วงเวลาอื่นที่น่าจะย้อนไปไกลหลายปีอาจไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม ชายชรานึกสงสัยว่ามือปราบมารหนุ่มทั้งสองจะรับได้จริงอย่างที่รับปากไว้หรือไม่ ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“พวกคุณตรงเวลาดี” เขาเอ่ยชมและหอบอุปกรณ์หน้าตาแปลกประหลาดที่ทำจากทองเหลืองไปด้วย “เราต้องไปทำการทดลองที่อื่น บ้านของผมมีห้องใต้ดินอยู่ ตรงนั้นเหมาะกว่าที่นี่มาก”

 



บ้านสามชั้นที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบ้านไร่ย่านชานเมืองปรากฏสู่สายตาเมื่อทั้งสามหายตัวมาแถวดอร์เซ็ต มือปราบมารหนุ่มทั้งสองเดินตามชายชราไปยังรั้วไม้เตี้ยๆ เขาเดินนำไปยังบ้านหลังนั้นและเมื่อเข้าไปในบ้านที่ดูอบอุ่นและน่าสบาย รอนก็ได้ยินโครเกอร์ตะโกนบอกเอลฟ์แก่ๆให้เตรียมชา ก่อนจะเดินไปยังประตูบานหนึ่ง เขาผลักมันเปิดออก รอนชะเง้อคอมองและเห็นบันไดไม้ที่ถูกขัดเงาลงน้ำมันอย่างดีทอดตัวลงไปในความมืดข้างล่าง โครเกอร์สะบัดไม้กายสิทธิ์ คบเพลิงที่อยู่บนผนังก็มีไฟลุกติดขับไล่ความมืด ทั้งสามเดินลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินที่ไม่ใช่คุกใต้ดินอย่างที่คาดเอาไว้ ข้างใต้นี้มีอุปกรณ์แปลกตามากมาย มีกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือและภาพร่างของเครื่องย้อนเวลารูปแบบต่างๆติดอยู่บนฝาผนังเต็มไปหมด ที่สุดมุมห้องมีโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีของรกวางเต็มจนแทบไม่มีที่ ชายชราวางอุปกรณ์ทิ้งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ก่อนที่จะจุดไฟในเตาผิงที่ฝังอยู่ในผนังด้านตรงข้ามกับบันได บนพื้นหน้าโต๊ะทำงานนั้นมีแท่นไม้ยกสูงแปลกๆที่กว้างพอขนาดให้คนหนึ่งยืนได้สบายอยู่สองอัน

“เอาล่ะ นี่คือห้องทดลองของผมเอง นอกจากที่กระทรวงเวทมนตร์” ชายชราผายมือออกไปรอบๆด้วยท่าทางภาคภูมิใจ และเมื่อเห็นรอนกำลังจะเลื่อนมือไปแตะอุปกรณ์ทรงกลมแปลกๆที่มุมห้องเขาก็รีบร้องห้ามเสียงดังทันที “กรุณาอย่าแตะต้องอะไรทั้งนั้น ผมขอเตือน ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องเสียใจแน่ๆ”

ชายหนุ่มผมแดงรีบหดมือกลับอย่างรวดเร็ว

“ผมว่าคุณบอกมาเลยว่าผมกับรอนต้องทำอะไรบ้าง” แฮร์รี่เข้าเรื่องทันที เขาปฏิเสธชาที่เอลฟ์แก่ส่งให้ ในขณะที่รอนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่และรับคุกกี้กับชามากินด้วยความหิว

“เอ้า! ในเมื่อคุณไม่อยากพักผ่อนให้สบายก่อน ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่เกรงใจล่ะนะ”


______________60%_____________


เสียงประตูห้องขังคุกใต้ดินเปิดออกอีกครั้งเมื่อด๊อบบี้ก้าวเข้ามา เขานำขวดน้ำยาสรรพรสขวดใหญ่ติดมือมาด้วยหนึ่งขวดพร้อมถ้วยสองใบที่คว้าออกมาจากห้องครัวก่อนลงมาที่นี่

“ด๊อบบี้นำยาสรรพรสมาแล้ว เป็นคุณรีบดื่ม เขาเอาเส้นผมเลสแตรงจ์กับคุณนายมัลฟอยมาด้วย”

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่รีบเทน้ำยาข้นหนืดลงในถ้วยสองใบ ก่อนจะหย่อนเส้นผมสีดำและสีบลอนด์ลงในแต่ละถ้วย เกิดเสียงฟู่เมื่อมันเริ่มเปลี่ยนสี

“ด๊อบบี้ เลสแตรงจ์เอาไม้กายสิทธิ์ของเราไป คุณเห็นไหมว่าเธอเอาไปเก็บไว้ที่ไหน” เฮอร์ไมโอนี่ยังไม่ยอมดื่มน้ำยาและถามอย่างร้อนรน

“ด๊อบบี้ไม่เห็นแม่มดร้ายกาจเลสแตรงจ์ เขารู้แต่เจ้าแห่งศาสตร์มืด -- ” เอลฟ์ตัวกระตุกอย่างแรงอีกครั้งอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะนั่งลงบนพื้นและเริ่มโยกตัวไปมา มือยกปิดหน้าพลางพึมพำคำพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์ผสมปนเปไปกับเสียงสะอื้น

“ด๊อบบี้ เขาทำ -- ”

เฟริน่ารีบปิดปากเฮอร์ไมโอนี่ไว้ก่อนที่จะเผลอถามคำถามที่ทำให้เอลฟ์ประจำบ้านปล่อยโฮออกมา

“ด๊อบบี้ คุณช่วยเราหาไม้กายสิทธิ์ได้ไหม ถ้าเราถูกปล่อยตัวออกไป แต่ไม่มีไม้กายสิทธิ์ พวกเราต้องแย่แน่ๆหากไปเจอเข้ากับเลสแตรงจ์และคุณนายมัลฟอยตัวจริง” เฟริน่าอธิบาย

ด๊อบบี้สั่งน้ำมูกเสียงดังใส่ปลอกหมอนเก่าๆอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน “เป็นคุณขอมากไป ด๊อบบี้ไม่กล้าไปขโมยของของผู้หญิงร้ายกาจคนนั้น เขากลัว -- ” เอลฟ์กอดตัวเองพลางตัวสั่นเมื่อนึกถึงความรุนแรงที่เบลลาทริกซ์ทำกับเขา ด๊อบบี้สั่นหัวอย่างแรงจนใบหูโบกสะบัด

“ด๊อบบี้ ถ้าคุณไม่กล้าขโมยมา เราจะไม่บังคับ” เฮอร์ไมโอนี่พูดเสียงอ่อนอย่างเห็นใจ เฟริน่าหันมามองเพื่อนผมฟูที่อยู่ๆเกิดเพี้ยนขึ้นมา แต่เฮอร์ไมโอนี่ไม่สนใจและพูดกับเอลฟ์ต่อไปว่า “คุณแค่บอกว่าไม้กายสิทธิ์พวกเราเก็บอยู่ที่ไหน เดี๋ยวเราสองคนจะไปเอามันมาเอง”

 



บันไดไม้ขัดเงาลงน้ำมันอย่างดีทอดตัวขึ้นไปยังด้านบนของคฤหาสน์ เฟริน่าที่ตอนนี้ปลอมเป็นนาร์ซิสซ่า ในขณะที่เฮอร์ไมโอนี่ปลอมเป็นเบลลาทริกซ์ค่อยๆย่องขึ้นบันไดตามหลังด๊อบบี้ไปอย่างเงียบกริบ ในความมืดสลัวนั้น บริเวณชั้นสองมีแสงลอดออกมาจากใต้ประตูบานหนึ่งไม่ไกล เอลฟ์กวักมือเรียกพวกเธออย่างเร่งร้อนและพาเข้าไปในห้องที่อยู่ตรงข้ามและมืดสนิท

“ตรงนั้นคือห้องของแม่มดร้ายกาจ เธออยู่ในนั้นด๊อบบี้รู้ เขาได้ยินเสียงเธออยู่ในนั้นกับคุณนายมัลฟอยและนายน้อยมัลฟอย” เอลฟ์บอกด้วยเสียงแหลมสูงอย่างหวาดกลัว “เขารู้ว่าเลสแตรงจ์จอมชั่วร้ายชอบเก็บของของเธอในนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นคุณล่อพวกเธอออกมาได้ไหม เราสองคนจะได้แอบเข้าไปเอาไม้กายสิทธิ์คืนมา” เฟริน่าถาม

ด๊อบบี้ตัวสั่นอีกครั้ง “ด๊อบบี้กลัว เขากลัว เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับเลสแตรงจ์ ถ้าแม่มดคนนั้นจับได้ เธอต้องพาเขาไปหาเจ้าแห่งศาสตร์มืด -- เป็นคุณขอมากไปอีกแล้ว” เอลฟ์กระถดตัวไปหลบอยู่ใต้โต๊ะและเริ่มร้องไห้โหยหวนเสียงดัง

“ไม่! เราหมายถึงให้คุณทำเสียงอะไรก็ได้ดึงให้พวกเขาออกมาจากห้อง แล้วเราจะรีบเข้าไปในนั้นเอาไม้กายสิทธิ์ของเราคืนมา” เฮอร์ไมโอนี่กระซิบบอก

“คุณต้องหยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ ด๊อบบี้ เสียงของคุณกำลังจะเรียก -- ”

“นั่นเสียงเจ้าเอลฟ์โสโครกนี่!” เบลลาทริกซ์ตวาดเสียงดัง แล้วก็มีเสียงเด็กร้องไห้ “ซิสซี่! ทำให้เดรโกหยุดร้องเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวจอมมารก็โมโหหรอก ท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่”

“ชู่ว! เดรโกหยุดร้องนะ อย่าร้องไห้นะลูกรัก แม่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่เป็นไร หยุดร้องนะ” นาร์ซิสซ่าพยายามปลอบ

“แกอยู่ไหน ไอ้เอลฟ์สกปรก!” เบลลาทริกซ์ถาม มีเสียงใกล้เข้าทุกทีจากอีกฟากของบานประตู เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ช่วยกันดึงด๊อบบี้ออกจากใต้โต๊ะ เขากำลังใช้มือปิดปากตัวเองไว้อย่างแน่นหนาด้วยความหวาดกลัว พวกเธอรีบพาเขาไปหลบอยู่หลังบานประตูเมื่อได้ยินเสียงลูกบิดหมุน

แต่ก่อนที่ประตูจะเหวี่ยงเปิดออก เสียงของลูเซียสก็ดังขึ้นอย่างหวาดกลัว

“จอมมารให้มาถามว่าเดรโกร้องไห้ทำไม”

“คุณไปบอกจอมมารว่าเดรโกกำลังจะเงียบเสียงแล้ว แกจะไม่ร้องไห้อีก” นาร์ซิสซ่าพูดอย่างลนลาน

“ผมพยายามบอกท่านแล้ว แต่ท่านก็ยังให้ผมขึ้นมาถาม ซิสซี่ ทำยังไงก็ได้ให้เดรโกหยุดร้อง ไม่อย่างนั้นท่านจะขึ้นมาดูแกด้วยตัวเอง” ลูเซียสบอกเสียงสั่น

“เดี๋ยวฉันไปพบท่านเอง ฉันจะลากเจ้าแก่ด๊อบบี้ไปด้วย มันส่งเสียงดัง ทำให้เดรโกต้องตื่น” เบลลาทริกซ์บอก “ด๊อบบี้! ออกมาเดี่ยวนี้”

“โอ้ ไม่ๆ” เฮอร์ไมโอนี่กระซิบอย่างกังวล “เราจะให้เลสแตรงจ์พาตัวด๊อบบี้ไปไม่ได้ เขาต้องถูกทรมานอีกแน่ๆ”

เฟริน่ามองหาของในห้องนี้ที่น่าจะช่วยได้ แต่ไม่มีอะไรพอจะช่วยได้เลย ในนี้มีแต่ชั้นใส่หนังสือเต็มห้อง

“ด๊อบบี้! แกยังไม่ออกมาอีกหรือ จะลองดีกับฉันใช่ไหม”

ตอนนี้เอลฟ์กอดเฮอร์ไมโอนี่ไว้แน่น เล็บของเขาจิกเข้าไปในเสื้อคลุมของหญิงสาวผมฟู เฟริน่าคิดว่าสิ่งที่เลสแตรงจ์และโวลเดอมอร์ทำคงเลวร้ายมากจนเอลฟ์ไม่สามารถจะบรรยายออกมาได้

“เธอกับด๊อบบี้อยู่ตรงนี้ ซ่อนตัวไว้ เดี๋ยวฉันจะเบี่ยงเบนความสนใจเอง” เฟริน่าบอก เธอหายตัวไปที่ชั้นหนึ่ง ก่อนจะคว้าเชิงเทียนที่มีไฟติดอยู่และพุ่งออกจากประตูหน้าลงไปที่สนามหญ้าข้างนอก

เพล้ง!

เชิงเทียนถูกขว้างลงพื้น ไฟลามพื้นหญ้าอย่างรวดเร็ว เฟริน่ารีบวิ่งหนีไปซ่อนหลังพุ่มไม้ไกลๆ

“นั่นใครน่ะ! -- ไฟไหม้! รีบไปดับเร็วเข้า” เสียงร้องโหวกเหวกดังมาจากในคฤหาสน์  ก่อนที่จะปรากฏร่างของลูเซียสและเบลลาทริกซ์วิ่งออกมาจากประตูหน้า ทั้งสองช่วยกันดับไฟอย่างรวดเร็วและเริ่มกวาดตามองไปรอบๆ

“มันต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ” เบลลาทริกซ์บอก

“จอมมารต้องโมโห ท่านต้องโมโห พวกเราจะตายกันหมดที่ปล่อยให้มีคนแอบบุกรุกเข้ามาได้” ลูเซียสพูดเสียงสั่น

“ต้องเป็นนังสองคนนั้นแน่ๆ ต้องเป็นพวกมัน! ฉันจะไปดูที่คุกใต้ดิน” เบลลาทริกซ์วิ่งกลับเข้าไปอีกครั้ง ในขณะที่ลูเซียสยังคงเดินค้นหาบริเวณสนามหญ้าจนทั่ว เฟริน่าหลบอยู่หลังพุ่มไม้พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเมื่อเห็นนายมัลฟอยเฉียดเข้ามาใกล้ แต่แล้วก็มีเสียงเบลลาทริกซ์ร้องมาว่า

“ลูเซียส มาช่วยฉันข้างในนี้เร็วเข้า พวกมันซ่อนอยู่ในบ้าน”

นายมัลฟอยสบถเสียงดังและวิ่งกลับเข้าไป ในความมืดนั้นมีเสียงประตูหน้าบ้านปิดลง เบลลาทริกซ์ยังอยู่ข้างนอก เฟริน่าเพ่งสายตาและเห็นเธออุ้มเดรโกไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินตรงมาใกล้กับบริเวณที่ไฟดับมอดลงไปแล้ว

“เฟริน่า” เธอกระซิบ

หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างโล่งอก เธอกวักมือเรียกให้เฮอร์ไมโอนี่เข้ามาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้

เฟริน่ากำลังจะถามว่าเพื่อนผมฟูอุ้มเดรโกออกมาด้วยทำไม เธอก็เพิ่งสังเกตว่านั่นไม่ใช่เด็กผู้ชาย แต่เป็นเอลฟ์ที่ยัดตัวเองอยู่ในชุดเด็กทารก

“ฉันทิ้งเขาไม่ได้” เฮอร์ไมโอนี่รีบพูดเมื่อเห็นเฟริน่าอ้าปากค้าง

“ช่างมันเถอะ แต่เราต้องแปลงความทรงจำเลสแตรงจ์กับพวกมัลฟอยนะ” เฟริน่าเตือน “พวกนั้นเห็นเราแล้ว”

มีเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดที่ทำให้กระดูกสันหลังเย็บวาบจนตัวสั่นดังขึ้น ด๊อบบี้เริ่มสะอึกสะอื้นไม่มีเสียงและตัวสั่นกระตุกอย่างแรง

“เจ้าแห่งศาสตร์มืดโมโห ด๊อบบี้ไม่ปลอดภัยแล้ว เป็นคุณทั้งสองต้องรีบหนี ด๊อบบี้รู้จักที่หนึ่ง เขาจะพาเป็นคุณไปซ่อนเอง ที่ซ่อนนี้ไม่มีใครรู้ ครอบครัวเขาก็ไม่รู้”

เอลฟ์ยื่นมือผอมแห้งมาจับแขนเฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ไว้ มีเสียง เปรี้ยง! แล้วด๊อบบี้ก็พาพวกเธอหนีไป

 



“เครื่องนี้ยังไม่เสถียร แต่มันสมบูรณ์ที่สุดแล้วในบรรดาทุกเครื่องที่ผมมีอยู่ในตอนนี้” โครเกอร์ไขกุญแจเปิดตู้กระจกหลังโต๊ะทำงาน และหยิบเครื่องย้อนเวลาที่แตกหักน้อยที่สุดออกมา “เนื่องจากผมมีพวกคุณเป็นอาสาสมัครแค่สองคนและไม่อยากเสียเวลาลงประกาศในหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตอีก ผมจึงตัดสินใจว่าควรให้พวกคุณผลัดกันลองใช้มัน”

“ผมขอลองก่อน” พอตเตอร์ยื่นมือมารับเครื่องนั้นไป

“สิ่งที่ผมต้องการคือให้คุณหมุนมันแค่หนึ่งรอบ ผมไม่ต้องการให้คุณย้อนเวลากลับไปไกลเกินกว่าหนึ่งชั่วโมง ผมกับคุณวีสลีย์จะนั่งคอยอยู่ในนี้ เอลฟ์ของผมจะเปิดประตูรอรับ เมื่อคุณกลับมาขอให้ลงมาที่นี่ – ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มยี่สิบเอ็ดนาที เอาล่ะเริ่มได้” ชายชราบอกด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ

รอนนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้นวมและจ้องมองแฮร์รี่หมุนเครื่องย้อนเวลาหนึ่งครั้งอย่างไม่ลังเล ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มผมยุ่งจะหายไปอย่างช้าๆ

เสียงเข็มวินาทีบนฝาผนังที่ผ่านไปเรื่อยๆชวนให้รู้สึกอึดอัด ทั้งรอนและโครเกอร์เฝ้ารอฟังเสียงที่หน้าประตูบ้าน แต่เมื่อผ่านไปถึงหนึ่งนาทีแล้ว แฮร์รี่ก็ยังไม่กลับมา

“คุณโครเกอร์ มีบางอย่างผิดพลาดหรือเปล่า” รอนถาม เขารู้สึกพะอืดพะอมจนอยากคายคุกกี้ที่เพิ่งกินไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ชายชราลูบเคราอย่างกังวล ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเคร่งเครียด

“รออีกสักหน่อย” เขาตอบ

รอนหันกลับไปจ้องมองนาฬิกาบนผนังอีกครั้ง ตอนนี้ใกล้ผ่านไปอีกนาทีแล้ว แต่เสียงหน้าบ้านก็ยังเงียบสนิท มีเพียงเสียงจานชามกระเบื้องกระทบกันอยู่ที่ห้องครัวด้านบน เมื่อเอลฟ์แก่ตัวนั้นกำลังทำความสะอาด ชายหนุ่มผมแดงไม่เคยรู้สึกว่าแต่ละวินาทีที่ผ่านไปนั้นช่างอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออกมาก่อน ในที่สุดเมื่อผ่านมาสี่นาที เสียงฝีเท้าย่ำอยู่ที่หน้าบ้านก็ดังขึ้น มีเสียงประตูเปิดออกและวิ่งลงมาตามขั้นบันได แฮร์รี่พุ่งเข้ามาในห้อง มีเหงื่อไหลโทรม เขาตรงเข้ามาวางเครื่องย้อนเวลาและพูดว่า

“มันไม่ได้พาผมย้อนไปแค่หนึ่งชั่วโมง คุณโครเกอร์ มันพาผมย้อนไปหนึ่งสัปดาห์”

ชายชราอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ก่อนที่จะรีบหยิบเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาและควานหาแว่นขยายออกมาส่องมัน

“แฮร์รี่นายมานั่งพักตรงนี้ก่อน” รอนรีบไปพยุงชายหนุ่มผมยุ่งมานั่งบนเก้าอี้นวม ก่อนจะส่งชาให้ดื่ม “แล้วนายไปโผล่ที่ไหนมา”

“ฉันก็โผล่มาที่ห้องใต้ดินที่นี่ แต่ – คุณโครเกอร์ ผมต้องยอมรับว่าคุณคิดค้นคำสาปป้องกันห้องใต้ดินอย่างแน่นหนาจนผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด” แฮร์รี่วางถ้วยชาลงและไม่สนใจมันอีก “หมุนหนึ่งรอบ แต่กลับย้อนไปถึงหนึ่งสัปดาห์ คุณเคยบอกผมว่ากฎคือห้ามย้อนเวลาไปเกินห้าชั่วโมงจึงจะไม่เป็นอันตราย แต่ผมยังสบายดี นั่นก็แปลว่าพวกเธอ -- ”

“แฮร์รี่! นายเลือดกำเดาไหล” รอนร้อง

ชายหนุ่มแว่นกลมรีบใช้หลังมือเช็ดออก เขามองของเหลวสีเข้มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“กฎยังคงเหมือนเดิม” โครเกอร์ตอบโดยไม่ละสายตาจากเครื่องย้อนเวลา ตอนนี้เขากำลังวางเครื่องนั้นบนฐานกลมๆที่มองดูคล้ายกล้องจุลทรรศน์และตั้งใจตรวจดูเครื่องย้อนเวลาอย่างละเอียด “การที่คุณย้อนไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ ร่างกายคุณจึงเกิดความเสียหาย เลือดกำเดาไหลนั่นน่าจะเป็นสัญญาณเตือน”

รอนหันไปจ้องหน้าแฮร์รี่ด้วยความตกใจ ก่อนจะละล่ำละลักถามว่า “แล้วเขาจะเป็นอะไรไหมครับ”

“ไม่ ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรเลวร้าย แค่เลือดกำเดาไหล แต่ถึงอย่างนั้นถ้าคุณย้อนไปไกลกว่านี้ คงส่งผลมากกว่า นี่คือการคาดเดาของผมนะ” โครเกอร์เงยหน้าจากเครื่องย้อนเวลา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังรอน “ถึงตาคุณแล้ว วีสลีย์ ทำอย่างที่คุณพอตเตอร์ทำ ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มสามสิบสี่นาที ขอให้คุณโชคดี”

รอนรับเครื่องย้อนเวลาไปด้วยมืออันสั่นเทา เขาจ้องมองสิ่งประดิษฐ์ในมือและหมุนมันหนึ่งครั้ง

 



แฮร์รี่จ้องมองรอนหายตัวไป เขาไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งนิ่งๆและรอคอยเวลา แต่แล้วโครเกอร์ก็เป็นฝ่ายความทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

“ตลอดหนึ่งสัปดาห์คุณหายไปที่ไหนมา คุณพอตเตอร์”

“ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องรู้ แค่ผมไม่โผล่ไปให้ใครเห็นตัวก็น่าจะพอแล้ว” แฮร์รี่ตอบเสียงเรียบๆ

“คุณต้องบอกว่าคุณเห็นอะไรมาบ้าง ผมต้องบันทึกไว้ในรายงานของผม” ชายชราย้ำ

“ผมกลับไปที่ห้องพักของผมและอยู่ที่นั่นตลอดหนึ่งสัปดาห์ เพราะตัวของผมในช่วงเวลานั้นเดินทางไปอเมริกาพอดี คุณพอใจหรือยัง คุณโครเกอร์”



 

ชายชราหรี่ตามองมือปราบมารหนุ่มอย่างสงสัย เขาไม่อยากเชื่อว่าชายหนุ่มจะเพียงซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน เสียงเข็มวินาทีผ่านไปเรื่อยๆและในที่สุดเมื่อผ่านมาแล้วห้านาที ชายหนุ่มผมแดงก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าเพิ่งตื่น

“ขอโทษที ผมย้อนเวลาไปหนึ่งสัปดาห์เหมือนกัน ผมแอบไปซ่อนอยู่โรงนาของมักเกิ้ลแถวนี้ แต่เผลอหลับไปเมื่อเช้า พอสะดุ้งตื่นก็รีบมาที่นี่เลย” วีสลีย์วางเครื่องย้อนเวลาลงบนโต๊ะ “รับรองได้ว่าไม่มีใครเห็นผมแน่ๆ”

โครเกอร์ถอนหายใจอย่างหนักและหยิบเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาส่องกับแสงตะเกียง เขาพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมการหมุนหนึ่งครั้งจึงย้อนไปไกลขนาดนั้น เขาเลื่อนสายตาไปยังชายหนุ่มทั้งสอง ก่อนที่วีสลีย์จะเลือดกำเดาไหลอีกคน

“ผมคิดว่าพรุ่งนี้เราค่อยทดลองกันใหม่” โครเกอร์พูดขึ้นในที่สุด

“คุณว่าอะไรนะ!” วีสลีย์ร้องถาม

“ผมยังไหว คุณโครเกอร์ ขอผมทดลองอีก” พอตเตอร์กล่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

ชายชราสั่นหัวช้าๆ “ผมคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ คืนนี้ผมจะลองตรวจดูอย่างละเอียดอีกที ถ้ายังไงพรุ่งนี้ตอนเย็นเราค่อยเริ่มกันใหม่อีกครั้ง”



 

ร้านหม้อใหญ่ในช่วงกลางสัปดาห์บรรยากาศไม่ได้คึกคักเหมือนคืนวันศุกร์ มือปราบมารหนุ่มสองคนจึงได้นั่งอยู่ที่มุมสงบของร้าน รอนจ้องมองดูแฮร์รี่ที่ดื่มวิสกี้ไฟแก้วที่สามอย่างเป็นห่วง ใบหน้าของชายหนุ่มผมยุ่งแดงระเรื่อ เขาเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาตั้งแต่ออกจากบ้านโครเกอร์แล้ว

“แฮร์รี่ ฉันว่านายดื่มหนักไปแล้ว” รอนแย่งวิสกี้ไฟออกจากมือแฮร์รี่ได้สำเร็จ “นายไม่ต้องเครียดไปหรอกน่า เดี๋ยวโครเกอร์ก็หาทางช่วยเฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่กลับมาได้เองแหละ”

“ฉัน -- ฉันขอตัวกลับก่อน” แฮร์รี่ลุกขึ้นยืน มือของเขาสั่นเทาขณะพยายามหยิบทองเกลเลียนออกมาจากในกระเป๋า

“ให้ฉันไปส่งนายดีไหม” รอนถามอย่างกังวล

“ไม่เป็นไร ฉันสบายดี ฉัน – ฉันกลับเองได้ รอน ไม่ต้องห่วง” แฮร์รี่ตอบก่อนจะเดินโซเซผลักประตูร้านหม้อใหญ่รั่วออกไป

 



เนินเขาปรากฏสู่สายตา ลมพัดแรงจนเฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ต้องกระชับเสื้อคลุม ทั้งสองตามด๊อบบี้ที่กวักมือเรียกเข้าไปยังถ้ำที่มีทางเข้าลึกลับซับซ้อน มีซอกแคบๆที่คนตัวเล็กๆสามารถลอดผ่านเข้าไปได้ทีละหนึ่งคน ทันทีที่เข้ามาข้างใน พวกเธอก็พบว่าอากาศเย็นชื้นที่แผ่ออกมาจากผนังถ้ำทำให้ข้างในหนาวไม่ต่างจากข้างนอก รวมทั้งเสียงลมหวีดหวิวที่ดังอยู่ก็ฟังดูขนลุกและน่ากลัว เอลฟ์ตรงไปจุดไฟที่พื้นถ้ำด้วยเวทมนตร์ เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ลงไปนั่งผิงไฟใกล้ๆเพื่อให้หายหนาว

แสงไฟขับไล่ความมืดออกไป มันทอทอดไปถึงข้างบนและเห็นว่าถ้ำนี้ไม่ได้กว้างใหญ่นัก มีหินงอกหินย้อนขึ้นเต็มไปหมดเหลือที่ว่างกว้างๆแค่ตรงกลาง แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นที่หลบภัยที่แทบไม่มีใครเห็นหากมองขึ้นมาจากที่ราบข้างล่างนั่น

ด๊อบบี้นั่งกอดเข่า ดวงตาโปนเท่าลูกเทนนิสมีน้ำตาคลอเบ้า แสงไฟทำให้เห็นร่องรอยการถูกทำร้ายทารุณชัดเจนขึ้น มีรอยเหมือนโดนน้ำกรดจนผิวหนังพุพองอยู่ที่ขาขวาของเอลฟ์ และเมื่อเขาเห็นพวกเธอจ้องมอง เอลฟ์ก็รีบพูดด้วยเสียงสั่นว่า

“เลสแตรงจ์บังคับให้ด๊อบบี้ใช้น้ำยา เขาถูกบังคับให้ใช้ตามคำสั่งของเจ้าแห่งศาสตร์มืด” ด๊อบบี้มักตัวสั่นกระตุกอย่างแรงเมื่อเอ่ยถึงโวลเดอมอร์ “แต่น้ำยาตัวนั้นเป็นกรด เขาทรมานอยู่หลายวัน เจ็บเหลือเกิน เขาเจ็บเหลือเกิน แต่เขากลัวมากกว่าจึงต้องยอมทำตาม ไม่เพียงแต่ด๊อบบี้ มีเอลฟ์ตัวอื่นๆที่ถูกทรมาน ถูกใช้ทำงานอันตราย พวกเอลฟ์อยู่กันอย่างหวาดกลัว”

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ต่างมองด๊อบบี้อย่างเห็นใจและสงสาร

“ด๊อบบี้ ฉันคิดว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากของคุณใกล้จะจบลงแล้วล่ะ” เฮอร์ไมโอนี่พูด

“เป็นคุณรู้ได้อย่างไร เป็นคุณอย่ามาโกหกด๊อบบี้ เขาไม่มีวันเชื่อ ไม่มีทางที่ใครจะทำให้เจ้าแห่งศาสตร์มืดหายไป ไม่มี แม้แต่ดัมเบิลดอร์ พ่อมดที่ใครๆต่างบอกว่ายิ่งใหญ่ ด๊อบบี้ไม่เห็นเขาทำอะไรสักอย่าง” เอลฟ์บอกอย่างเศร้าหมอง “ด๊อบบี้ต้องตายแน่ๆ เลสแตรงจ์ต้องรู้แล้วว่าเป็นด๊อบบี้เอง เขาแอบปล่อยนักโทษออกไป และแม่มดร้ายกาจคนนั้นคงไปบอกเจ้าแห่งศาสตร์มืด และด๊อบบี้ -- ”

เอลฟ์เริ่มร้องไห้เสียงแหลมโหยหวยแสบแก้วหู เสียงของมันดังก้องสะท้อนอยู่ในถ้ำ เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่รีบปิดหูตัวเองไว้

“ด๊อบบี้! คุณกำลังจะทำให้หูเราแตก” เฟริน่าร้องบอก

“คุณต้องตั้งสติก่อน คุณจะไม่เป็นอะไร เชื่อเราสิ!” เฮอร์ไมโอนี่ตะโกนแข่งกับเสียงร้องไห้ของเอลฟ์

“เป็นคุณโกหก! เป็นคุณโกหก! ด๊อบบี้ต้องแย่แน่!

“ฉันพูดความจริง เพราะพวกเรามาจากอนาคต!” เฮอร์ไมโอนี่โพล่งออกไป

เสียงร้องไห้ของด๊อบบี้เงียบลงในทันที เขาเลื่อนดวงตากลมโตขึ้นมาจ้องมองใบหน้าพวกเธออย่างตื่นตกใจ “เป็นคุณเดินทางมาจากอนาคต!

“ใช่ พวกเราพลัดหลงมาและพยายามหาทางกลับ” เฮอร์ไมโอนี่อธิบาย “แต่คุณเสกคาถาใส่ฉัน คุณจำได้ไหมที่สวนวันนั้น วันที่ลูเซียสทำร้ายคุณด้วยเรื่องไม้กวาด เวทมนตร์คุณไปโดนที่เครื่องย้อนเวลาแล้วมันก็พาเราหลุดมาในช่วงเวลานี้”

เฟริน่ากระแอมให้คอโล่ง เธอไม่รู้ว่าควรโมโหเพื่อนผมฟูดีไหมที่เล่าสิ่งที่ไม่ควรพูดให้เอลฟ์ฟัง

“เราไม่มีทางเลือกแล้ว เฟริน่า ถ้าครั้งนั้นเธอแปลงความทรงจำด๊อบบี้สำเร็จ เขาก็คงจำไม่ได้และไม่ช่วยเราออกมาจากคุกใต้ดินแน่ๆ” เฮอร์ไมโอนี่พูด พลางล้วงเอาไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม ตอนนี้พวกเธอทั้งสองคืนร่างเดิมแล้วเมื่อน้ำยาสรรพรสหมดฤทธิ์ “เลสแตรงจ์วางมันไว้บนโต๊ะ ตอนที่ยายนั่นกับลูเซียสวิ่งออกมาเพราะไฟไหม้สวน ฉันก็รีบเข้าไปในห้องนั้นและเห็นนาร์ซิสซ่าอยู่ข้างใน เธอคิดว่าฉันเป็นเบลลาทริกซ์เลยไม่สงสัยจนฉันหยิบและวิ่งหนีออกมาพร้อมด๊อบบี้”

“เป็นคุณทั้งสองมาจากอนาคตจริงใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นที่เป็นคุณบอกว่าด๊อบบี้จะไม่เป็นอะไรก็เป็นเรื่องจริง” สีหน้าของด๊อบบี้ดีขึ้นมาก เขาเลิกร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ใช่ และในอนาคต คุณแปลงความทรงจำเลสแสตรงจ์และครอบครัวมัลฟอยสำเร็จ ไม่มีใครรู้เรื่องพวกเรา” เฟริน่ารีบพูด และไม่สนใจสายตาตำหนิของเฮอร์ไมโอนี่

“ด๊อบบี้แปลงความทรงจำแม่มดผู้ชั่วร้ายกับครอบครัวมัลฟอยที่รับใช้สำเร็จ” เอลฟ์พูดอย่างเคลิ้มฝัน เขาใช้มือกอดตัวที่กำลังสั่นด้วยความตื่นเต้นไว้ “เขาแอบฝ่าฝืนคำสั่งครอบครัวมัลฟอย เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำได้ ถ้าเขาตั้งใจจะทำอะไร ครอบครัวมัลฟอยก็ขวางไม่ได้ เป็นคุณทำให้เขารู้ว่าเขามีอิสระ”

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ไม่ได้พูดอะไรเพื่อขัดช่วงเวลาที่ด๊อบบี้กำลังมีความสุข เอลฟ์ยังคงนั่งพูดพึมพำซ้ำไปซ้ำมา ตอนนี้เฟริน่าเริ่มสงสัยว่า ความคิดผ่าเหล่าผ่ากอนี้ของด๊อบบี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากพวกเธอย้อนเวลามาปลูกฝังความคิดนั้นให้ต่างหาก

ระหว่างที่ปล่อยให้ด๊อบบี้มีความสุข เฮอร์ไมโอนี่ก็สะกิดเรียกเธอ ทั้งสองออกไปข้างนอกและนั่งหลบอยู่ในเงามืด

“เฟริน่า ฉันคิดว่าเรามีทางกลับไปอนาคตโดยที่ไม่ตายอย่างมินทัมเบิลล่ะ”

“เธอแน่ใจเหรอ เฮอร์ไมโอนี่”

“จำได้ไหม จากปีที่ลูเซียสอายุเจ็ดปี แต่เพราะด๊อบบี้เสกเวทมนตร์โดนเครื่องย้อนเวลาจนมันทำงานอีกครั้ง ฉันคิดว่ามันคงหมุนสวนอีกทาง มันจึงพาเราเดินทางมาในอนาคตถึงยี่สิบปี แต่เราสองคนกลับไม่เป็นอะไรเลย ถ้าไม่นับเรื่องเลือดกำเดาไหลนะ ฉันคิดว่าเราน่าจะลองเสี่ยงหมุนสวนทางเดินไปข้างหน้า แต่คงหมุนเพียงนิดเดียว เพราะฉันคิดว่ามันทำงานไม่เสถียร เราต้องค่อยๆย้อนเวลากลับไปจนถึงปีปัจจุบัน นั่นน่าจะไม่เป็นอันตรายสำหรับเราสองคน”

เฟริน่าคิดว่าคำพูดของเฮอร์ไมโอนี่แม้จะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าครั้งถัดไปพวกเธอจะไม่อายุเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว

“ตอนนี้เราไม่มีทางเลือกนะ เฟริน่า ฉันคิดว่าเราควรลองเสี่ยงดู” เฮอร์ไมโอนี่พูดด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง

“ก็ได้ แต่ฉันอยากให้ด๊อบบี้แปลงความทรงจำเลสแตรงจ์กับพวกมัลฟอยเสียก่อน”



 

เสียงลมสงบลงเมื่อใกล้เวลาเช้า เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่เผลอหลับอย่างไม่รู้ตัวและถูกปลุกด้วยกลิ่นอาหารหอมๆ ด๊อบบี้กำลังใช้เวทมนตร์ทำอาหารที่ดูน่ากินชวนน้ำลายสอ พวกเธอเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา ใช้เวลาไม่นานอาหารก็หมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เฟริน่าจะพูดขึ้นว่า

“ด๊อบบี้ คุณอย่าลืมแปลงความทรงจำพวกเขา มันสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่เรารู้มาจะเปลี่ยนไปหมด”

เอลฟ์พยักหน้าด้วยท่าทางขึงขัง เขารับปากอย่างดีและรีบหายตัวกลับไปยังคฤหาสน์มัลฟอยอีกครั้ง เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่นั่งรอเอลฟ์กลับมารายงานว่าสำเร็จอย่างกระวนกระวายใจ จนกระทั่งสายมากแล้วแต่ด๊อบบี้ก็ยังไม่กลับมา

“ทำยังไงดี เธอคิดว่าด๊อบบี้จะโดนจับได้ไหม” เฟริน่าถาม

“เราควรรอจนถึงกลางคืนแล้วค่อยลงไปดู ถ้าด๊อบบี้ทำไม่สำเร็จ พนันได้เลยว่ารอบคฤหาสน์ต้องมีผู้เสพความตายเดินกันให้ขวักไขว่รอจับตัวพวกเราแน่ๆ”

เวลาเคลื่อนไปจนถึงเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม ลมเย็นจัดเริ่มพัดมาอีกครั้ง หญิงสาวทั้งสองนั่งรออยู่ในถ้ำและคอยฟังเสียงของด๊อบบี้อย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่กำลังตัดสินใจว่าจะหายตัวกลับไปตามหาด๊อบบี้ก็มีเสียง เปรี้ยง! ดังขึ้น ก่อนที่เอลฟ์จะวิ่งด้วยหน้าตื่นเต้นเข้ามา

“ด๊อบบี้ทำสำเร็จ! เขาแอบย่องเข้าไปแปลงความทรงจำเมื่อเช้านี้ เป็นคุณออกเดินทางได้แล้ว เจ้าแห่งศาสตร์มืดไม่อยู่ ที่คฤหาสน์มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น”

“เกิดอะไรขึ้น” เฟริน่ารีบถาม แม้จะโล่งใจที่เบลลาทริกซ์และพวกมัลฟอยถูกแปลงความทรงจำแล้ว แต่เธอก็อยากรู้ว่าวันนี้มันใช่วันที่เธอคิดไหม

“ด๊อบบี้รู้เพียงเจ้าแห่งศาสตร์มืดออกไป เขาดีใจมากที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดออกไป” เอลฟ์ตอบซ้ำๆ

เฮอร์ไมโอนี่อดทนรอไม่ไหวจึงถามว่า “ด๊อบบี้ วันนี้วันที่เท่าไหร่”

เอลฟ์เลิกกระโดดโลดเต้นไปมาและร้องตอบด้วยเสียงแหลมสูงว่า “สามสิบเอ็ด เดือนตุลาคม ปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบเอ็ด วันนี้เป็นวันฮาโลวีน!

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่รู้สึกตัวชาวาบเมื่อวันนี้เป็นวันที่โวลเดอมอร์เดินทางไปฆ่าพวกพอตเตอร์

“เราต้องไปแล้ว” เฮอร์ไมโอนี่จับมือเย็นเฉียบของเฟริน่าไว้เพื่อดึงสติ ก่อนจะหันไปบอกกับด๊อบบี้ว่า “เราสองคนเป็นหนี้คุณมากด๊อบบี้ ขอบคุณมากจริงๆ แต่คุณต้องจำไว้ว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร”

“ด๊อบบี้สัญญา! เขาจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ขอให้เป็นคุณโชคดีและหวังว่าเขาคงได้เจอเป็นคุณในอนาคตนี้” เอลฟ์โบกมือลาด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มกว้าง ก่อนที่เขาจะหายตัวไป

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่พยายามฝืนยิ้ม เพราะอนาคตที่พวกเธอจากมา ด๊อบบี้ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกอีกต่อไปแล้ว

“เอาล่ะ พร้อมนะ” เฮอร์ไมโอนี่ถามเมื่อคล้องสร้อยไปที่คอเฟริน่าแล้ว หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างพยักหน้าและจ้องมองเฮอร์ไมโอนี่หมุนเครื่องย้อนเวลา

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งต่างๆรอบตัวพุ่งผ่านไป เสียงถูกตัดพร้อมกับรู้สึกถึงลมวูบหนึ่ง ก่อนที่พวกเธอจะโผล่มาที่จุดเดิมในช่วงเวลาที่แตกต่างออกไป พวกเธอก้าวออกจากถ้ำ

“ฉันว่านี่ไม่ใช่ปีปัจจุบันนะ” เฟริน่าพูดขึ้นเมื่อมองลงไป มีแต่บรรยากาศอึมครึมแปลกๆที่เบื้องล่างหมู่บ้านมักเกิ้ลรอบๆคฤหาสน์มัลฟอย

เฮอร์ไมโอนี่สูดลมหายใจลึกๆ “เราหายตัวลงไปถามว่านี่ปีอะไรเถอะ”

เปรี้ยง!

พวกเธอโผล่มาใกล้กับบ้านมักเกิ้ลหลังหนึ่งที่ไม่ใช่บ้านไม้โทรมๆอีกต่อไป มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้าและทันทีที่เห็นพวกเธอ หญิงวัยกลางคนก็ร้องถามว่า

“พวกคุณไม่ใช่คนแถวนี้นี่”

“เราแค่ผ่านมาและอยากถามคุณว่า นี่ปีอะไรคะ” เฟริน่าถาม

หญิงวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างสงสัย แต่ก็ตอบว่า “มีนาคมปีหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบแปด”

เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ตัวสั่น เมื่อจำได้เป็นมันเป็นช่วงเวลาที่ด๊อบบี้ถูกเบลลาทริกซ์ฆ่าตาย

 



โครเกอร์จ้องมองไปยังบันไดพลางรอฟังว่าเมื่อไหร่พอตเตอร์จะปรากฏตัว แต่เพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีหลังจากที่เขาเพิ่งใช้เครื่องย้อนเวลาหายตัวไปอีกเป็นครั้งที่สอง ในที่สุดชายหนุ่มผมยุ่งก็ปรากฏตัวด้วยใบหน้าอิดโรย มีเคราหรอมแหรมขึ้นอยู่รอบกราม พอตเตอร์ดูโทรมขึ้นมากจนน่าตกใจ

“แฮร์รี่! เคราเมอร์ลิน ฉันว่านายควรพักได้แล้ว นายจะไม่ไหวแล้วนะ ให้ฉันทดลอง -- ”

พอตเตอร์ผลักเพื่อนผมแดงของเขาออกไปและเดินโซเซมายังโต๊ะของชายชรา “ขอผมลองอีกครั้ง”

“คุณไม่ไหวแล้ว ให้เพื่อนคุณทดลองบ้างเถอะ คุณพอตเตอร์” โครเกอร์พูด

“ขอผมลองอีกแค่ครั้งเดียว”

ชายชราพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด เมื่อเห็นเลือดกำเดาของชายหนุ่มผมยุ่ง “ผมคิดว่าคุณควรพอก่อนที่คุณจะไม่ไหวแล้วต้องหยุดการทดลองไปตลอด คุณพอตเตอร์ และเลือดกำเดาคุณไหลอีกแล้ว”

ชายหนุ่มรีบเช็ดเลือดกำเดาอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขอร้อง ชายหนุ่มก็เป็นลมล้มลงไปนอนที่พื้น

“แฮร์รี่!” วีสลีย์พุ่งเข้าไปหา ก่อนจะลากตัวพอตเตอร์ขึ้นไปนอนบนเก้าอี้นวม “คุณไม่ควรยอมให้เขาฝืนทดลองถึงสองครั้งเลย”

“เฮอะ! คุณวีสลีย์ คุณก็รู้ว่าเพื่อนคุณคนนี้หัวแข็งแค่ไหน นี่ถ้าไม่สลบไป คงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่” ชายชราขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดพลางหันไปยกเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาส่องใกล้ๆและพึมพำว่า “แปลกมาก มันทำงานไม่เสถียร แถมยังย้อนเวลาออกไปไกลมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ผมว่ามันแปลกมากจริงๆ”

“ผมคิดว่าคุณคงซ่อมมันกลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วล่ะ หมุนครั้งเดียวแต่ย้อนเวลาไปหนึ่งเดือน!” ชายหนุ่มผมแดงเดินไปมาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน “ผมคิดว่าครั้งที่สองนี้ แฮร์รี่ต้องย้อนเวลาไปไกลมากกว่าหนึ่งเดือนแน่ๆ”

ชายชราหรี่ตามองพอตเตอร์ที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเก้าอี้นวม ร่างกายของชายหนุ่มซูบผอมและดูอิดโรยมาก เขากำลังสงสัยว่าการเดินทางข้ามเวลาไกลๆกำลังส่งผลเสียอย่างอื่นที่ไม่ใช่อายุเพิ่มขึ้นอย่างมินทัมเบิลหรือเปล่า แต่มีทางเดียวที่จะรู้ได้

“คุณวีสลีย์ ถึงตาคุณแล้ว หมุนแค่ครั้งเดียวอย่าเกินเชียวล่ะ” เขาสั่ง

“ผมรู้แล้วล่ะน่า” ชายหนุ่มผมแดงบอกอย่างรำคาญ เขาคว้าเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาและหมุนรอบหนึ่ง ก่อนที่ร่างจะหายไปจากสายตาช้าๆ

โครเกอร์เอนหลังพิงผนักเก้าอี้ เขาจ้องมองไปยังพอตเตอร์อย่างใช้ความคิด แต่เสียงเดินย่ำบันไดลงมาอย่างเร่งร้อนก็ดังขึ้น มือปราบมารวีสลีย์วิ่งหน้าตั้งเข้ามา

“ผมย้อนไปหกเดือน!

“ว่าอะไรนะ!” โครเกอร์ผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ ชายหนุ่มผมแดงถอดสายสร้อยเครื่องย้อนเวลาคืนเขาพลางเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลออกมาอย่างรู้หน้าที่

“และให้ตายเถอะ! ผมเลือดกำเดาไหลเป็นว่าเล่นเลย” วีสลีย์เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้านวมอีกตัวอย่างแรง “นี่แน่ะ คุณโครเกอร์ ผมขอพักก่อนนะ ติดอยู่ในอดีตตั้งหกเดือนโดยไม่ให้มีใครเห็นจะทำผมโรคประสาท!

โครเกอร์จ้องมองใบหน้าซีดเผือดของวีสลีย์สลับกับพอตเตอร์

มีบางอย่างผิดปกติ...

เขาคิด ก่อนจะกางสมุดบันทึกออก “เอาล่ะ คุณวีสลีย์เล่าให้ผมฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้างในช่วงตลอดหกเดือนในอดีต”

หลังจากที่จดบันทึกถ้อยคำของชายหนุ่มผมแดงเสร็จแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงกรนดังตามมาในไม่กี่นาที วีสลีย์ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว โครเกอร์ยกถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นจิบ เขาหยิบสมุดที่จดบันทึกถ้อยคำของพอตเตอร์ขึ้นมาเทียบกัน มีบางอย่างผิดปกติ สิ่งที่วีสลีย์บอกเล่านั้นละเอียดมาก ในขณะที่พอตเตอร์กลับสั้นนิดเดียวราวกับกำลังปกปิดอะไรบางอย่าง

“ต้องมีอะไรแน่ๆ” เขาพูดกับตัวเองและเลื่อนสายตาไปจับจ้องใบหน้าอิดโรยของมือปราบมารหนุ่มผมสีดำสนิทอย่างสงสัย


______________70%_____________


“ด๊อบบี้ถูกมีดเงินของเบลลาทริกซ์แทงใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่เราจำได้!” เฮอร์ไมโอนี่เฝ้าแต่พูดและเดินกลับไปกลับมาเหมือนคนเสียสติ ตอนนี้พวกเธอซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่เดิม

“เฮอร์ไมโอนี่ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะช่วยด๊อบบี้จากความตาย เขาตายไปแล้ว เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้” เฟริน่าร้องอย่างเหลืออดหลังจากที่ฟังประโยคนี้ของเพื่อนผมฟูเป็นสิบๆครั้ง

เฮอร์ไมโอนี่หยุดเดินและหันมาจ้องมองเธอด้วยใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก “แต่ถ้าเราเปลี่ยนอดีตได้ล่ะ ถ้าเราเปลี่ยนได้โดยไม่กระทบต่ออนาคตที่เรารู้”

“เธอหมายความว่ายังไง” เฟริน่าถาม

เฮอร์ไมโอนี่ไม่ตอบและตรงเข้าไปค้นกระเป๋าใบใหญ่ที่พกติดตัวไว้ตลอดเวลา ปากบ่นพึมพำว่า “อยู่ไหนนะ อยู่ไหนนะ” ซ้ำๆที่ฟังดูน่าหงุดหงิด

“เฮอร์ไมโอนี่ ฉันขอร้องล่ะ นี่ไม่ใช่เวลามานึกถึงอีตาพีลนั่น สิ่งที่เราควรทำคือ -- ”

“ฉันเจอมันแล้ว!” เพื่อนผมฟูชูขวดแก้วเล็กๆสองใบที่ภายในบรรจุของเหลวสีเขียวและสีชมพูอ่อน

“นั่นคือน้ำยาอะไร”

เฮอร์ไมโอนี่มีสีหน้าภาคภูมิใจมาก “สีชมพูอ่อนคือน้ำยาตายทั้งเป็น มันมีฤทธิ์ช่วยให้ผู้ดื่มหลับเหมือนตาย ส่วนสีเขียวคือน้ำยาวิกเกนเวลด์เป็นยาแก้พิษน้ำยาตายทั้งเป็น”

“เดี๋ยวนะ เธอคิดที่จะทำอะไรกับมัน” เฟริน่าหรี่ตามอง เธอรู้ว่าเฮอร์ไมโอนี่คิดอะไรอยู่

“ฉันกำลังคิดว่าเราควรจะแอบเข้าไปในคฤหาสน์มัลฟอย -- ”

“เธอจะบ้าเหรอ นั่นเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ!” เฟริน่าร้อง

“ฉันจะสลับมีดสีเงินของเลสแตรงจ์ ให้ยายนั่นใช้มีดที่อาบน้ำยาตายทั้งเป็นแล้ว แน่นอนว่านั่นเป็นมีดปลอมที่ต่อให้แทงก็ไม่ตาย และฉันเก่งเรื่องวิชาแปลงร่างมากเธอก็รู้ดี” เฮอร์ไมโอนี่พูดด้วยท่าทางมั่นใจ

“แต่มีดเล่มนั้นเลสแตรงจ์เคยใช้จ่อที่คอเธอนะ ถ้าเธอลืมไป เธออาจโดนน้ำยาตายทั้งเป็นจนหลับไปเลยก็ได้”

“ฉันจำได้ว่าตอนนั้นตัวเองหมดสติ ต่อให้โดนน้ำยาตายทั้งเป็นก็ไม่มีใครรู้หรอก เฟริน่าเราต้องร่วมมือกันเข้าไปในคฤหาสน์เดี๋ยวนี้”

“สวรรค์โปรด! เธอกำลังจะเปลี่ยนอดีต เฮอร์ไมโอนี่ผู้ยึดถือในกฎเกณฑ์หายไปไหน” เฟริน่าถามอย่างเหลืออด

“บางทีกฎอาจมีไว้ให้เราแหกก็ได้ รอนพูดกับฉันอยู่บ่อยๆ” เฮอร์ไมโอนี่บอก “เอาล่ะ เรามา -- ”

“โวลเดอมอร์อยู่ในนั้น ถ้าเราไป เขาต้องฆ่าเราแน่ แถมในนั้นมีผู้เสพความตาย ทั้งมนุษย์หมาป่าเกรย์แบ็กอีก เราสองคนเข้าไปมีแต่จะตาย และเราไม่ควรไปยุ่งกับเวลา มันอันตราย เธอรู้ดีเฮอร์ไมโอนี่”

“ถ้าเราช่วยด๊อบบี้ได้ นั่นก็แปลว่าเรามีทางช่วยสเนป”

เฟริน่าอ้าปากค้าง ก่อนจะเริ่มโกรธจนตัวสั่น “ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่าเอาเขามาล้อเล่น!

“ฉันไม่ได้ล้อเล่น! ถ้าเธอรู้สึกผิดมากจริงๆที่ช่วยเขาไม่ได้ในตอนนั้น นี่แหละคือโอกาส ฉันพูดถูกหรือเปล่า เธอเอาแต่หนีตลอด เธอหนีความจริงที่ว่าเขาได้ตายไปแล้ว เธอเอาแต่โทษตัวเองว่าที่เขาตายเป็นเพราะเธอช่วยเขาไม่ได้ แล้วในเมื่อตอนนี้เรามีโอกาส ทำไมเธอไม่รีบคว้ามันไว้” เฮอร์ไมโอนี่ตวาดเสียงแหลมสูง

เกิดความเงียบอึดอัดปกคลุม ก่อนที่เฮอร์ไมโอนี่จะพูดขึ้นว่า

“ถ้าเธอไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไร ฉันจะทำเองคนเดียว ฉันไม่พึ่งเธอหรอก ฉันจะช่วยด๊อบบี้ ไม่ว่าเธอจะพูดยังไงก็ตาม”

เฟริน่าเห็นเฮอร์ไมโอนี่คว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายและเดินย่ำเท้าตึงตังออกไป

“เฮอร์ไมโอนี่ ฉันจะช่วย เธอทำเองคนเดียวไม่ได้หรอก!

 



พวกเธอหายตัวไปโผล่ใกล้กับหมู่บ้านมักเกิ้ล ซึ่งอยู่ห่างจากประตูรั้วของพวกมัลฟอยมากในอดีต และเมื่อยืนอยู่ในหมู่บ้านมักเกิ้ลและมองลงไปก็เห็นรั้วพุ่มไม้อยู่ไกลลิบ บริเวณรอบๆเป็นถนนสายหนึ่งโล่งๆที่นำไปสู่ประตูรั้วเหล็ก

“เธอจำวันที่ด๊อบบี้ตายได้ไหมว่ามันวันที่เท่าไหร่” เฮอร์ไมโอนี่ถาม

แต่คำตอบของเธอก็ได้รับอย่างรวดเร็วเมื่อมีเสียง เปรี้ยง! ดังขึ้น เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่พยายามก้มหลบอยู่หลังบ้านมักเกิ้ลและมองเห็นกลุ่มคนที่เพิ่งหายตัวมา และที่ตรงนั้นมีกลุ่มนักโทษและพวกเกรย์แบ็กพร้อมกับสมาชิกนักต้อนยืนอยู่หน้าประตูเหล็ก

เฮอร์ไมโอนี่อุทาน ก่อนจะรีบตั้งสติและพูดขึ้นว่า “เราไม่มีเวลาแล้ว ตอนนี้เราต้องแอบเข้าไปพร้อมกับพวกนั้น”

แต่ช้าไปเสียแล้ว ทันทีที่พวกเธอวิ่งมาถึงอย่างเงียบกริบ พวกนักต้อนก็ลากกลุ่มแฮร์รี่เข้าไปหลังประตูเหล็ก ทั้งสองรีบถอยออกมาให้ไกลที่สุด เฮอร์ไมโอนี่ยัดน้ำยาสรรพรสใส่มือเฟริน่า ทั้งสองรีบกลืนมันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เฮอร์ไมโอนี่จะเปลี่ยนเป็นเบลลาทริกซ์ ในขณะที่เฟริน่าเปลี่ยนเป็นนาร์ซิสซ่า

“เราเข้าไปกันเถอะ” เฮอร์ไมโอนี่พูดด้วยท่าทางถือดีเลียนแบบเบลลาทริกซ์ตัวจริง เฟริน่าพยายามรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นไว้และเดินตามเฮอร์ไมโอนี่ไปที่หน้าประตูเหล็ก “เปิดประตู! เจ้าขยะโสโครก”

ประตูเหล็กที่ถูกเสกให้ป้องกันการเข้าออกอย่างหนาแน่นเริ่มบิดงอและขดม้วนกลายเป็นหน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัว มันพูดด้วยเสียงโกร่งกร่างว่า “แจ้งจุดประสงค์มา!

เฮอร์ไมโอนี่ทำหน้าตาดุร้ายใส่ประตูเหล็กนั้นและพูดเสียงแหลมอย่างแนบเนียนว่า “เปิดประตู! แกคิดว่าฉันเป็นใคร ฉันเบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ เจ้าสกปรกถือดีมาพูดจาแบบนี้ได้ยังไง เปิดประตู!

ประตูเหวี่ยงเปิดทันที เฟริน่ารีบเดินตามเฮอร์ไมโอนี่เข้าไป ผ่านนกยูงสีขาวเผือก ทั้งสองเดินตัดสนามหญ้าจนไปถึงประตูหน้าบ้าน เฮอร์ไมโอนี่รีบผลักประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว เวลานี้ทางเดินถูกจุดไฟสว่างจ้า ภายในถูกตกแต่งใหม่แตกต่างจากในอดีต พวกเธอเดินเชิดหน้าผ่านห้องโถงทางเดิน มีรูปภาพเหมือนแขวนเรียงรายอยู่บนผนัง และมีเสียงดังมาจากห้องนั่งเล่นที่เปิดประตูแง้มไว้

“พวกมันบอกว่าได้ตัวพอตเตอร์” เสียงเย็นๆของนาร์ซิสซ่าดังออกมา “เดรโก มานี่”

“เร็วเข้า อีกเดี๋ยวเบลลาทริกซ์ก็จะมา เราต้องรีบสลับมีดเงินกับยายนั่นก่อน” เฟริน่าบอกและรีบวิ่งตรงขึ้นบันไดไปยังชั้นบนห้องที่ด๊อบบี้เคยพาเธอมา ทางเดินปูด้วยพรมราคาแพง เฟริน่ารีบผลักประตูเข้าไปอย่างไม่รีรอ ในขณะที่เฮอร์ไมโอนี่หลบอยู่ที่ห้องตรงกันข้าม

เบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ตัวจริงนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม เธอเงยหน้าขึ้นมา เปลือกตาหนาอันเป็นเอกลักษณ์ ตอนนี้เธอมีดวงตาโหลลึกผลพวงจากการถูกขังในอัซคาบันมาหลายปี ทำให้ใบหน้าดูน่ากลัวกว่าสมัยที่ยังเป็นสาว

“มีอะไร ซิสซี่ เข้ามาไม่เคาะประตูก่อน”

เฟริน่าพยายามรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ “ฉันจำได้ว่าเธอมีมีดสีเงินเล่มหนึ่ง ฉันกำลังจะตัดเส้นด้ายที่รุ่ยออกมาจากชายแขนเสื้อ แต่หามีดใกล้ๆไม่พบ เลยมาขอยืมเธอ”

เบลลาทริกซ์ไม่สงสัยอะไรและล้วงเอามีดสีเงินออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมส่งให้อย่างรวดเร็ว “เอาไปสิ”

“ขอบใจ”

เฟริน่าพูดเสียงเย็นและเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีสงบ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปยังห้องตรงข้าม เฮอร์ไมโอนี่มีปากกาขนนกอยู่ในมือ เฟริน่ารีบส่งมีดสีเงินให้ เฮอร์ไมโอนี่โบกไม้กายสิทธิ์แล้ววินาทีต่อมาปากกาขนนกก็กลายเป็นมีดสีเงินเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน เฟริน่าช่วยเปิดขวดน้ำยาตายทั้งเป็นรดใส่มีดเงินของปลอม เมื่อแน่ใจว่าโดนอาบจนเรียบร้อยแล้ว เธอก็รีบถือกลับไปคืนให้เบลลาทริกซ์

ขณะที่กำลังจะเดินออกไปจากห้อง เบลลาทริก์ก็ถามว่า “ความจริงเธอใช้คาถาตัดเส้นด้ายมันก็ขาดแล้วนะ ซิสซี่”

เฟริน่าหมุนตัวกลับมาพยายามรักษาสีหน้าไว้ แม้ว่าจะเห็นสีหน้าเคลือบแคลงใจของเบลลาทริกซ์ก็ตาม “ก็แค่ตัดเส้นด้ายน่ะเบลล่า”

ทันทีที่ประตูงับปิดลง เฮอร์ไมโอนี่ก็รีบวิ่งลงบันไดอย่างเงียบกริบ ทั้งสองเดินผ่านห้องนั่งเล่น

“แล้วยายเลือดสีโคลนนี่ล่ะ ถ้างั้น” เสียงคำรามของเกรย์แบ็กทำให้พวกเธอตัวสั่นและรีบวิ่งอย่างเร็วที่สุดออกไปทางประตูหน้า

“เปิดประตู!” เฮอร์ไมโอนี่ร้องตวาด เมื่อเห็นว่าน้ำยาสรรพรสกำลังจะหมดฤทธิ์แล้ว

เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น เมื่อประตูเหล็กเหวี่ยงเปิดออก เฟริน่าวิ่งตามเฮอร์ไมโอนี่จนกระทั่งถึงหมู่บ้านมักเกิ้ล ทั้งสองนั่งซ่อนตัวอยู่ในเงาของบ้านที่พาดลงและนั่งรอคอยเวลาที่ด๊อบบี้จะพาแฮร์รี่หนีไปยังบ้านเปลือกหอย

 



“พอตเตอร์! เป็นอะไรไป หน้าตาเหมือนนอนไม่พอ” เสียงคำรามของมู้ดดี้ดังจากอีกฟากของสำนักงานปลุกให้รอนที่มีสภาพอดหลับอดนอนสะดุ้งตื่น

“ผมคงโหมงานหนักไปหน่อยครับ” เสียงแฮร์รี่ดังตอบกลับมา

รอนรีบตาลีตาเหลือกลบรอยคราบน้ำลายที่หกเลอะเทอะรายงานที่เขาเขียนค้างไว้ สคิมเจอร์เพิ่งสั่งให้เขาเร่งมือเขียนงานที่ค้างไว้สองสัปดาห์ให้จบ ระหว่างที่ชายหนุ่มผมแดงกำลังเค้นความจำเกี่ยวกับงานจับกุมผู้เสพความตายอยู่นั้น แฮร์รี่ก็เดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีมีลับลมคมใน

“รอน ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย”

มือปราบมารหนุ่มทั้งสองเดินออกจากสำนักงานใหญ่มือปราบมารอย่างรีบเร่ง ทั้งคู่ออกจากกระทรวงเวทมนตร์ตรงไปยังบริเวณเงียบๆที่ไม่มีคนพลุ่กพล่าน สีหน้าแฮร์รี่ดูหงุดหงิดรำคาญใจมาก

“รอน นายรู้สึกไหมว่าการทดลองสองวันที่ผ่านมาไม่เห็นมีตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับการนำเฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่กลับมาเลย”

“แต่โครเกอร์เขาบอกอยู่ว่าถ้าไม่มีเครื่องย้อนเวลา -- ”

“มีเครื่องย้อนเวลาแล้วยังไงล่ะ พวกเราย้อนเวลาไป แต่ก็ต้องรอจนถึงปัจจุบัน นายพูดเองว่าต้องหลบซ่อนไม่ให้ใครเห็นถึงหกเดือน ฉันไม่เห็นว่ามันจะได้อะไรขึ้นมาจากการทดลองนี้เลย” แฮร์รี่พูดอย่างหงุดหงิด รอนรู้สึกว่าพักนี้ชายหนุ่มผมยุ่งดูไม่มีความสุข เขาหงุดหงิดทุกสิ่งอย่างรอบตัว

“แฮร์รี่ ถ้านายสงสัยจริงๆ เย็นนี้เราก็ถามเขา” รอนเสนอ “ฉันรู้ว่านายเครียดมาก แต่นี่เพิ่งผ่านไปแค่สองวัน -- ”

แค่สองวัน! นายกล้าพูดได้ยังไงว่าแค่สองวัน นายจำเรื่องมินทัมเบิลไม่ได้เหรอ” แฮร์รี่พูดอย่างเหลืออด “เธอติดอยู่ในอดีตห้าวันและเมื่อกลับมาก็ตายลงอย่างรวดเร็ว นายยังไม่เข้าใจอีกหรือไงว่ายิ่งเรานำพวกเธอกลับมาช้าเท่าไหร่ ทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้ายขึ้นเท่านั้น”

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง! สิ่งที่พวกเราทำได้มีแต่อาสาทดลอง แต่นายดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิ เครื่องย้อนเวลาอันนั้นมันทำงานไม่เสถียร แล้วนายมาโมโหหงุดหงิดใส่ฉันให้มันได้อะไรขึ้นมา ถ้านายจะโทษว่าเป็นความผิดที่ฉันไปร่วมมือกับเฮอร์ไมโอนี่จนเกิดเรื่อง นายก็สาปฉันเลยสิ! ฉันเองก็รู้สึกผิด รู้สึกแย่ไปไม่น้อยกว่านายหรอกนะ แต่นายจะให้ฉันทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อสิ่งที่ฉันทำได้ก็มีแค่นี้ ถ้ามีหนทางอื่นฉันคงทำไปแล้ว” รอนพ่นใส่เป็นชุด



 

ตลอดทั้งบ่ายในวันนั้นทั้งแฮร์รี่และรอนก็ไม่พูดกันอีก ต่างคนต่างนั่งอยู่ในที่ของตัวเอง จนกระทั่งถึงตอนเย็นทั้งสองจึงไปพบโครเกอร์ที่บ้านของเขาในห้องใต้ดิน

“ก่อนที่จะมาเริ่มการทดลอง ผมมีเรื่องอยากจะถาม” แฮร์รี่เริ่มต้น

“ว่ามาเลย ผมยินดีอธิบายข้อสงสัยของคุณทุกอย่าง” ชายชราตอบโดยไม่เงยหน้าจากชิ้นส่วนเครื่องย้อนเวลาที่ถูกแยกออกเป็นชิ้นๆและกำลังประกอบเข้าไปใหม่

“ผมสงสัยว่าการทดลองนี้มันจะช่วยให้เราพาพวกเธอกลับมาได้ยังไง ในเมื่อผมกับรอนย้อนเวลาไป แต่คุณก็ไม่เคยนำพวกเรากลับมา แต่ปล่อยให้เราต้องติดอยู่ที่นั่นรอเวลาถึงปัจจุบัน”

โครเกอร์ชะงักมือที่กำลังประกอบวงแหวนชิ้นเล็ก เขาละมือจากงานและตอบว่า “คุณกำลังรู้สึกใช่ไหมว่าเหมือนเป็นการทดลองที่ไร้จุดหมาย ไม่มีส่วนไหนที่เชื่อมโยงการที่จะนำพวกเธอกลับมา เอาล่ะ งั้นผมคงต้องอธิบายลึกหน่อย คุณเห็นแท่นไม้ยกสูงบนพื้นหน้าโต๊ะทำงานของผมไหม – นั่นเป็นตัวยึดโยงที่จะช่วยนำผู้ที่เดินทางไปไกลกลับมา แต่สิ่งที่จำเป็นต้องใช้มันไม่ได้มีอยู่นั้น ผมจำเป็นต้องใช้เครื่องย้อนเวลาที่เสถียรและแม่นยำ ต้องใช้อุปกรณ์แปลกๆที่เห็นในห้องเป็นตัวแปลงค่ามิติเวลา ถ้าเรารู้ว่าคนที่เราต้องการนำกลับมาอยู่ในช่วงเวลาไหน มันจำเป็นต้องใช้เครื่องย้อนเวลาใส่เข้าไปในกล่องทองเหลืองนี่ -- ” เขาชี้มือไปยังวัตถุทรงสี่เหลี่ยมทำจากทองเหลืองที่วางพิงอยู่

“ – มันทำหน้าที่แสดงให้เราเห็นภาพจำลองในช่วงเวลาที่คนๆนั้นติดอยู่ จากนั้นผมต้องต่อมันเข้ากับลำกล้องทองเหลืองนั่น โดยหันด้านแหลมเสียบเข้าไปยังช่องเล็กๆหลังกล่องนั่นคุณเห็นไหม และหันด้านปากกว้างไปยังแท่นไม้บนพื้นนั่น บนนั้นมีอักษรรูนโบราณถูกสลักอยู่ที่ขอบ ถ้าคุณลองสังเกตดีๆ

“และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทดลองว่าเครื่องย้อนเวลามันเสถียรไหม ถ้ามันทำงานไม่ปกติ เราไม่มีทางค้นหาว่าคนที่เราต้องการนำกลับมาหลุดไปอยู่ช่วงไหน”

“แล้วคุณมั่นใจมากแค่ไหนว่าเครื่องย้อนเวลาที่คุณจะให้เราทดลองในวันนี้ มันเสถียรแล้ว” แฮร์รี่ถาม

“ผมตอบไม่ได้ ผมแกะมันออกมาดูและประกอบใหม่ตั้งแต่ต้น ผมเองก็หวังให้มันใช้ได้ไปไม่น้อยกว่าคุณหรอก คุณพอตเตอร์”

รอนจ้องมองดูแฮร์รี่ใช้เครื่องย้อนเวลา เขาหมุนมันหนึ่งครั้งเหมือนเช่นทุกทีและหายลับไปจากสายตา ระหว่างที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เสียงเดินผ่านเข้ามาทางประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น  แฮร์รี่ที่มีใบหน้าอิดโรยและดูแก่ขึ้นเดินลงมาจากบันได มีถุงใต้ตาคล้ำหลังกรอบแว่นกลม ผมของเขายาวประบ่า

“มันพาผมย้อนไปหนึ่งปีก่อน” ชายหนุ่มแว่นกลมพูด

“ว่ายังไงนะ! ทั้งรอนและชายชราร้องพร้อมกัน

“ผมไม่คิดว่าคุณควรทดลองมันอีก คุณพอตเตอร์” โครเกอร์รีบคว้าเครื่องย้อนเวลามาจากมือแฮร์รี่

“คุณจะล้มเลิกตอนนี้ไม่ได้นะ! มันอาจจะกำลังสำเร็จ -- ”

“ปีศาจเป็นพยานเถอะ! หนึ่งปี หนึ่งปีเชียวนะที่คุณติดอยู่ แล้วดูสภาพคุณตอนนี้สิ คุณแก่ขึ้นอีกหนึ่งปี -- ไม่ๆ ผมไม่คิดว่าคุณควรเสี่ยง” ชายชราสั่นหัวแรงๆ

แฮร์รี่เช็ดเลือดกำเดาที่ไหลออกมาพร้อมกับผลักรอนออกไปห่างๆ “คุณจะล้มเลิกตอนนี้ไม่ได้! ผมไม่สนใจว่าผมจะแก่ขึ้นอีกกี่ปี แต่คุณต้องไม่ล้มเลิกในตอนนี้”

“งั้นคุณตอบคำถามผมมาก่อนสิ คุณพอตเตอร์” โครเกอร์พูดด้วยท่าทางดูแคลน “ตลอดเวลาหนึ่งปี หรือหกเดือน คุณทำอะไร คุณเอาแต่ซ่อนตัวจริงๆอย่างที่คุณบอกงั้นเหรอ คุณให้รายละเอียดผมน้อยมาก ต่างกับคุณวีสลีย์ คุณกำลังปิดบังอะไรผม ถ้าคำตอบของคุณไม่ดีพอ ผมจะล้มเลิก”

รอนเห็นแฮร์รี่กำมือแน่นจนสั่นไปหมด เวลานี้ชายหนุ่มผมสีดำสนิทดูโกรธมากจนน่ากลัว

“ผมซ่อนตัวจริงๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอธิบายรายละเอียดให้ยืดยาว” แฮร์รี่ตอบเสียงเรียบ

“คุณกลับไปก่อน แล้วผมจะคิดดูอีกทีว่าต้องทำยังไง” โครเกอร์พูด และเมื่อเห็นรอนจะเดินตามแฮร์รี่ไปด้วย เขาก็รีบพูดขึ้นว่า “ไม่ คุณวีสลีย์ คุณต้องอยู่ที่นี่ก่อน มีบันทึกก่อนหน้านี้ที่ผมสงสัยและอยากถาม”

รอนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เขาเห็นแฮร์รี่ขึ้นไปยังชั้นบนโดยไม่รอ มีเสียง เปรี้ยง! ที่บ่งบอกว่าชายหนุ่มผมยุ่งหายตัวออกไปจากที่นี่แล้ว รอนเดินไปนั่งที่เก้าอี้นวม ชายชรายังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานและไม่สนใจเครื่องย้อนเวลาที่วางอยู่ ดวงตาคู่นั้นกลับจ้องมาที่ชายหนุ่มผมแดงตาไม่กะพริบจนรอนรู้สึกอึดอัด

“คุณมีอะไรจะถามผมอย่างนั้นเหรอ” รอนถาม

“ผมได้ยินมาว่าคุณเป็นเพื่อนที่สนิทของพอตเตอร์ใช่ไหม”

“ใช่ ผมกับเขาเราสนิทกันตั้งแต่เข้าเรียนฮอกวอตส์ปีหนึ่ง” รอนตอบอย่างงุนงง

“แล้วสองวันมานี้เขาเล่าให้คุณฟังบ้างไหมว่าเขาทำอะไรบ้างกับช่วงเวลาอดีต” โครเกอร์ถามต่อพลางโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อตั้งใจฟัง

รอนส่ายหัว “ไม่นะ พักนี้เขาพูดน้อยมาก ผมพยายามชวนเขาคุย แต่เขาทำแต่งาน ผมเองก็รู้สึกว่าเขาขี้หงุดหงิดและพูดน้อยจนน่าเป็นห่วง ผมไม่เคยถามว่าเขาทำอะไรบ้างในอดีต ผมไม่กล้าถามหรอก ปกติเขามีอะไรก็จะเล่าเอง”

ชายชรามีสีหน้าครุ่นคิด “คุณวีสลีย์ ผมคิดว่าคุณพอตเตอร์ไม่ปกติ

รอนกระโดดลุกขึ้นพร้อมกับร้องตวาดเสียงดัง “คุณหาว่าเพื่อนผมเป็นบ้าเหรอ!

“ผมไม่ได้หมายถึงว่าเขากำลังเป็นบ้า ผมหมายถึงว่าเขากำลังป่วย

ป่วย” รอนทวนคำ

“นี่แน่ะ คุณวีสลีย์ ผมมีอะไรจะบอก” โครเกอร์พูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม “ผมเคยมีอาสาสมัครคนหนึ่ง เขาสูญเสียคนที่เขารักไปในอดีต ตอนที่ผมรับเขามาเป็นอาสาสมัคร ผมไม่รู้หรอกว่าเขามีภูมิหลังแบบนี้ ผมซักประวัติเขาแล้วไม่พบพิรุธอะไร เขาบอกผมทุกอย่างยกเว้นเรื่องนั้น ผมไม่รู้เลยว่าเขาต้องการอะไรจากงานนี้นอกจากได้เงิน แรกๆเขาดูปกติดีมากในการทดลองครั้งที่สองและสาม แต่พอในครั้งที่สี่เขาก็เริ่มป่วย ไม่ใช่ป่วยทางกาย แต่เป็นการป่วยทางจิตใจ ผมเพิ่งมารู้ในตอนหลังว่าเขาหลงติดอยู่ในอดีต เขาโหยหาและยึดติดอยู่กับมัน จนสุดท้าย เขาพยายามไม่ยอมกลับมาและต้องการเปลี่ยนอดีตบางอย่าง โชคดีที่ผมรู้เสียก่อน เขาจึงทำแบบนั้นไม่สำเร็จ

“เอาล่ะ คุณวีสลีย์ ผมมีคำถามอีกข้อที่อยากจะถามคุณ ถ้าคุณเป็นห่วงคุณพอตเตอร์ล่ะก็ กรุณาตอบตามความจริง หนึ่งในผู้หญิงสองคนนั้น มีคนใดที่สำคัญกับเขาหรือเปล่า”

รอนกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากราวกระดาษทราย เขาไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องบ้าๆแบบนี้เกิดขึ้นด้วย

“หนึ่งในสองคนนั้นเธอชื่อ เฟริน่า โพสัน -- เธอเป็นคู่หมั้นของแฮร์รี่ ทั้งสองคนกำลังจะแต่งงานกันภายในปีนี้”

ชายชราส่ายหน้าพลางบ่นพึมพำอะไรบางอย่างในลำคอ ก่อนจะพูดด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังว่า

“ถ้าอย่างนั้นผมคงไม่อาจให้คุณพอตเตอร์ทำการทดลองได้อีก มันอันตรายเกินไป ผมกลัวว่าเขาจะมีความคิดเปลี่ยนอดีต การไปยุ่งเกี่ยวกับเวลามันอันตราย ผมฝากคุณไปบอกเขาด้วยว่าพรุ่งนี้เขาไม่ต้องมาอีก ขอบคุณ”

 



รอนผลักประตูเข้าไปในร้านหม้อใหญ่รั่วด้วยใจที่หนักอึ้ง เขาไม่รู้จะเริ่มต้นบอกแฮร์รี่อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะกวาดสายตามองหาแฮร์รี่อยู่นั้น เจ้าของร้านหม้อใหญ่ก็เดินเข้ามาสะกิด พร้อมกับบอกว่าแฮร์รี่กลับออกไปก่อนหน้านี้เมื่อสิบนาทีก่อน ชายหนุ่มผมแดงก้าวออกจากร้าน ถ้าแฮร์รี่ไม่อยู่ที่ร้านหม้อใหญ่รั่วก็คงอยู่ห้องพักของตัวเอง

แต่เมื่อชายหนุ่มผมแดงไปถึงแฮร์รี่กลับไม่ได้อยู่ที่นั่น เขานึกได้อีกเพียงที่เดียวนั่นคือห้องพักของเฟริน่า ทันทีที่มาถึงตึกสี่ชั้นที่แบ่งห้องให้เช่าที่แสนจะคุ้นเคย รอนก็รีบเปิดประตูขึ้นไปยังชั้นสาม เขาเดินมาจนสุดทางเดินและเห็นว่าใต้ประตูห้องสุดท้ายมีแสงลอดออกมา

“แฮร์รี่  เปิดประตู” เขาเคาะประตูห้อง แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ เขาจึงเคาะอีกครั้ง “แฮร์รี่ ฉันมีบางอย่างจะบอกนาย คุณโครเกอร์ฝากมา ถ้านายไม่เปิด -- ”

ประตูห้องถูกเหวี่ยงเปิดออก รอนเห็นดวงตาหลังกรอบแว่นของชายหนุ่มผมยุ่งนั้นมีคราบน้ำตา

“เข้ามาก่อนสิ” แฮร์รี่พูดเสียงเนือยๆ เขาอยู่ในชุดนอน แสงไฟจากเตาผิงที่ฝังตัวอยู่ในผนังพาดลงมาบนพื้นพรมหน้าเก้าอี้นวม บนพื้นนั้นมีอัลบั้มรูปวางทิ้งไว้

“นายไม่กลับห้องตัวเองหรือไง” รอนว่า

“กลับทำไม ที่นี่ก็เป็นเหมือนบ้านอีกที่ บางครั้งฉันก็มานอนค้าง” แฮร์รี่พูดและเลี่ยงที่จะสบตา “โครเกอร์ฝากนายมาบอกอะไร”

“แฮร์รี่ หนึ่งปีที่แล้วนายทำอะไร ทำไมนายไม่พูดออกมาให้หมดล่ะ ฉันเป็นเพื่อนนายนะ นายสามารถบอกฉันได้หมดทุกเรื่องไม่ว่า -- ”

“ฉันบอกนายแล้วฉันจะได้อะไร มันแก้ไขอะไรได้” ชายหนุ่มผมยุ่งขัดขึ้น สายตาไม่ละจากภาพถ่ายในมือ “แต่ถ้านายอยากรู้จริงๆล่ะก็ เครื่องย้อนเวลามันพาฉันไปคริสต์มาสเมื่อปีที่แล้ว”

รอนถึงกับพูดไม่ออก เขาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอะไร ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่มีเพียงเสียงฟืนแตกในเตาผิง ก่อนที่แฮร์รี่จะพูดด้วยเสียงแหบห้าวว่า

“นายคงคิดว่ามันสุดยอดเลยใช่ไหม ที่ฉันได้ย้อนเวลาไปวันนั้น ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรตามไปดู เพราะมันไม่ช่วยอะไร แต่ความจำฉันดี รู้สึกตัวอีกทีฉันก็เดินตามเฟริน่าไปยังร้านเล็กๆที่ฉันกับเธอนัดเจอกันในวันคริสต์มาสเป็นประจำ ฉันแอบดูไม่ให้เธอเห็น ไม่ให้แม้กระทั่งตัวฉันเองในตอนนั้นรู้

“หลังจากนั้นตัวฉันในอดีตก็พาเธอไปที่ลานน้ำแข็ง ฉันรู้ว่าเฟริน่าเล่นสเก็ตไม่เก่ง ถึงจะรู้แต่ก็ยังอยากจะแกล้งเธอ พอไปถึงฉันก็ไม่รอช้า เราทั้งคู่เช่ารองเท้าสเก็ต เฟริน่าเกาะมือฉันไว้แน่น ฉัน – ฉันจำได้ว่าฉันหัวเราะเสียงดังมากแค่ไหน ในขณะที่เธอส่งสายตาเขียวปั๊ดให้”

ถึงตรงนี้แฮร์รี่ก็หัวเราะเบาๆ “แล้วเมื่อฉันพาเธอไปจนถึงตรงกลางลานน้ำแข็ง ฉันก็คุกเข่าลงตรงหน้าเธอ ล้วงหยิบแหวนออกมาจากในกระเป๋า ใบหน้าของเฟริน่าเป็นสีชมพูทั้งที่อากาศรอบข้างหนาวจนติดลบ แล้วฉันก็ถามเธอ – เฟริน่า แต่งงานกับฉันไหม แล้วเธอก็ตอบ – เธอตอบฉันว่าตกลง พอฉันลุกขึ้นมาและสวมแหวนแต่งงานให้เธอ ฉันไม่เคย – ไม่เคยรู้สึกมีความสุขมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต มีความสุขยิ่งกว่าฉันได้ขี่นิมบัสสองพันหรือไฟร์โบลต์ครั้งแรกเสียอีก รอยยิ้มของเธอวันนั้นสวยมาก พอเธอจะลื่นล้ม – ฉันก็บอกกับเธอ – ฉัน – ฉันสัญญากับเธอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ”

แฮร์รี่ก้มหน้าลงและเริ่มร้องไห้

“นายรู้ไหม ตลอดทั้งชีวิต... ฉันสูญเสียพ่อแม่ สูญเสียพ่อทูนหัว สูญเสียอาจารย์ที่เคารพถึงสองคน ตอนนี้ฉันเหลือเฟริน่า.. และเธอกำลังจะเป็นครอบครัวเดียวกับฉัน ครอบครัวที่ฉันสร้างขึ้นเอง แต่ – แต่มาตอนนี้ ฉันกำลังจะเสียเธอไปอีกคน รอน ฉันรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ฉัน – ฉันทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว”

รอนนิ่งเงียบ เขาไม่กล้าเอ่ยคำพูดใดๆออกมา ได้แต่ตบบ่าปลอบใจแฮร์รี่ ตลอดเวลาที่คบเป็นเพื่อนกันมา เขาไม่เคยเห็นแฮร์รี่ร้องไห้หนักมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต และไม่เคยเห็นแฮร์รี่เสียใจมากเท่าตอนที่สูญเสียซิเรียส...


______________80%_____________


เสียงคลื่นทะเลสาดซัดกระทบหินชายฝั่งดังขึ้นรอบตัว หลังจากที่เฝ้าอยู่นอกคฤหาสน์และได้ยินเสียงสั่นสะเทือนของโคมไฟระย้าแก้วเจียระไนที่ร่วงหล่นลงมากลางห้องนั่งเล่น เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่ก็หายตัวมาที่กระท่อมเปลือกหอย กลิ่นเกลือเค็มลอยอยู่ในอากาศ หญิงสาวทั้งสองเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่ห่างๆใต้ร่มเงาไม้ มองจากทางนี้เห็นด้านข้างของตัวบ้าน เฮอร์ไมโอนี่ต้องการให้แน่ใจว่าพวกเธอหลบอยู่ใกล้บริเวณที่ด๊อบบี้พาแฮร์รี่หายตัวกลับมาให้มากที่สุด

เสียงประตูบ้านดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มผมแดงยาวที่มัดเป็นหางม้าก้าวออกมาจากบ้าน ในมือมีไม้กายสิทธิ์ยกขึ้นในท่าเตรียมสู้ เสียงการหายตัวของเฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่คงทำให้บิล วีสลีย์เดินออกมา และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆไม่เห็นสิ่งใด บิลจึงกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง

เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียง เปรี้ยง! ดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มแฮร์รี่ที่หนีออกจากคฤหาสน์มัลฟอยเพิ่งมาถึง แฮร์รี่ปล่อยมือจากด๊อบบี้และกำลังวางกริ๊บฮุกลงบนพื้นไม่ได้สนใจที่จะหันดูเอลฟ์ ชั่ววินาทีนั้นเฮอร์ไมโอนี่ตวัดไม้กายสิทธิ์ไปที่ด๊อบบี้ที่ยืนห่างจากแฮร์รี่ไปไม่กี่ฟุต

“นั่นเป็นแค่มีดปลอม ด๊อบบี้จะแค่จุก และฉันต้องทำให้แน่ใจว่าด๊อบบี้ดูเหมือนตายจริงๆ” หญิงสาวผมฟูกระซิบ แต่เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเฟริน่า เธอจึงกลอกตาและพูดว่า “เขาต้องมีเลือดออกและตาแข็งค้าง แล้วลูน่าก็เป็นคนปิดตาเขาลงจำได้ไหม”

เฟริน่ายังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงแฮร์รี่ตะโกนก็ดังขึ้น

ด๊อบบี้!

เอลฟ์กำลังยืนโยนเล็กน้อย พวกเธอเห็นเพียงแผ่นหลังอันผอมบางของเอลฟ์เท่านั้น แฮร์รี่และด๊อบบี้กำลังก้มลงมองแผลที่หน้าอก มีมีดสีเงินสั้นปักลึกจนเห็นเพียงแค่ด้าม

ใบหน้าของแฮร์รี่วัยสิบเจ็ดปีซีดเผือด “ด๊อบบี้ – อย่า – ช่วยด้วย!” เขาตะเบ็งเสียงไปยังกระท่อม “ช่วยด้วย!

ด๊อบบี้ค่อยๆกางแขนเดินโงนเงนเข้าไปหาแฮร์รี่ เขารีบคว้าตัวด๊อบบี้ไว้พร้อมกับวางตะแคงบนพื้นหญ้า

เสียงแฮร์รี่คร่ำครวญปนสะอื้นลอยมาตามสายลม

“ด๊อบบี้ อย่า อย่าตาย อย่าตาย -- ”

เฮอร์ไมโอนี่ที่นั่งอยู่ข้างๆสูดจมูกเสียงดังและใช้หลังมือเช็ดหน้า เฟริน่าจึงหันไปดึงให้เธอมาพิงไหล่

“วันนั้นฉันถูกทรมานจนสลบ ฉัน – ฉันไม่ได้เห็นตอนเขาตาย” เฮอร์ไมโอนี่พึมพำด้วยเสียงขาดห้วง “ฉันเสียใจ – ฉันพูดเสมอว่าฉันจะเรียกร้องความยุติธรรม – ทั้งๆที่ฉันก็อยู่ที่นั่น แต่ – ” มีเสียงสะอื้น เธอเลื่อนมือมากอดเฟริน่าไว้แน่น ฝังใบหน้าลงบนด้านหน้าเสื้อคลุม

เสียงแฮร์รี่ร้องเรียกชื่อด๊อบบี้นั้นฟังดูสะเทือนใจ เฮอร์ไมโอนี่ยังคงนั่งร้องไห้อยู่เงียบๆ เฟริน่าไม่เอ่ยคำพูดปลอบใจและปล่อยให้เพื่อนผมฟูร้องไห้จนพอ

“มันเหมือนเป็นตราบาปไปตลอดชีวิตของฉัน เธอต้องเดาไม่ถูกแน่ว่าฉันเสียใจมากแค่ไหนตลอดสามปีที่ผ่านมา” เฮอร์ไมโอนี่เงยหน้าขึ้น

เฟริน่ายังคงไม่ตอบอะไร เธอจ้องมองไปยังแฮร์รี่ที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างร่างเอลฟ์ เขาถอดเสื้อแจ็กเกตออกคลุมร่างด๊อบบี้ไว้ ทุกคนออกมาจากในบ้านเปลือกหอยและยืนรุมล้อม เฟริน่ากลืนน้ำลายลงคอที่ตีบตัน เธอเลื่อนนิ้วไปแตะที่แหวนหมั้น เมื่อความรู้สึกคิดถึงแฮร์รี่เอ่อล้นขึ้นมา

เฮอร์ไมโอนี่คงไม่ทันสังเกตเห็น เพราะเธอกระซิบว่าจะใช้นำน้ำยาวิกเกนเวลด์ไปแก้ให้กับตัวเอง และกลับมาในอีกอึดใจเดียวต่อมาก่อนที่ดีนจะอุ้มกริ๊บฮุกเข้าไปในบ้านโดยมีเฟลอร์รีบเร่งตามไป

พวกเธอต่างนั่งซ่อนอยู่ในเงามืด จ้องมองแฮร์รี่ระบายความเศร้าโศกเสียใจด้วยการขุดหลุมศพ เฟริน่าเห็นตัวเองในวัยสิบเจ็ดปีนนั่งอยู่ข้างหลุมศพ ไม่พูดอะไร ได้แต่มองดูแฮร์รี่ใช้เสียมทำงาน เขากำลังขุดอย่างบ้าคลั่งจนเหงื่อไหลท่วมตัว

“เฟริน่า เราจะต้องกลับไปได้ เธอต้องเชื่อฉัน” เสียงเฮอร์ไมโอนี่ทำให้เฟริน่าละสายตาจากแผ่นหลังของแฮร์รี่ที่ตอนนี้ร่างของเขาจมอยู่ในหลุมที่กำลังขุด

“แล้วถ้าเรากลับไปแต่เป็นเหมือนมินทัมเบิลล่ะ ฉัน – ฉันไม่คิดว่าแฮร์รี่จะทนรับเรื่องแบบนี้ได้อีก เธอก็รู้ว่าชีวิตของเขามีแต่การสูญเสีย” เฟริน่าพูดเสียงสั่น เธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองแฮร์รี่อีก

“แต่เราก็ไม่แก่ขึ้น เธอดูพวกเราสิ” เฮอร์ไมโอนี่แย้ง ก่อนที่เลือดกำเดาจะไหล

“เราไม่แก่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เป็นอะไรนี่” เฟริน่าเองก็รู้สึกว่าเลือดกำเดาตัวเองไหล แต่ก่อนที่หญิงสาวผมฟูจะแย้งอีกครั้ง เสียงของลูน่าก็ลอยมาตามสายลม ตอนนี้ความมืดโรยตัวลงมาหลังจากที่แฮร์รี่ขุดหลุมฝังศพของด๊อบบี้เสร็จ ตัวของเขาเปื้อนโคลนสกปรกไปหมด ทุกคนยืนล้อมร่างเล็กกะจ้อยร่อยและกล่าวคำลา นั่นคงเป็นงานศพของเอลฟ์ตัวแรกบนโลกก็ว่าได้ ก่อนที่บิลจะชูไม้กายสิทธิ์ขึ้น กองดินข้างหลุมฝังศพจึงลอยขึ้นในอากาศและกลบลงในหลุมที่เอลฟ์นอนอยู่

แฮร์รี่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ยอมขยับไปไหน ก่อนที่เขาจะเหลียวมองรอบตัวและเดินไปหยิบก้อนหินสีขาวที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา แฮร์รี่วางมันลงเหนือหลุมศพ เขาล้วงเอาไม้กายสิทธิ์ออกมาและเริ่มสลักข้อความบนนั้นก่อนจะเดินจากไป เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่ยังไม่ขยับไปไหน เมื่อเห็นแฮร์รี่หยุดยืนอยู่ที่ช่องประตูแต่ไม่เข้าบ้าน ขณะที่รอคอยในที่สุดแฮร์รี่ก็เดินหายเข้าไปในนั้น

“เอาล่ะ ฉันไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลไหม แต่ขอให้มันได้ผลทีเถอะ” เฮอร์ไมโอนี่กระซิบ ทั้งสองวิ่งเร็วจี๋พยายามให้เงียบกริบที่สุด แต่ไม่จำเป็นเลยเมื่อเสียงคลื่นลมทะเลดังกลบเสียงฝีเท้า เพียงไม่กี่วินาทีก็มาถึงหลุมศพเล็กๆของด๊อบบี้ เฮอร์ไมโอนี่โบกไม้กายสิทธิ์ดินเหล่านั้นก็ลอยขึ้นมาในอากาศ เฟริน่าอุ้มร่างด๊อบบี้ที่หลับตาสนิทราวกับตายขึ้นมา ตัวของเขาเย็นอย่างน่าใจหาย ก่อนจะหยิบก้อนหินสองสามก้อนยัดใส่เข้าไปแทนที่ เฮอร์ไมโอนี่โบกไม้กายสิทธิ์อีกครั้งดินก็กลบลงตามเดิมเหมือนมันไม่เคยถูกขุดขึ้นมาเลย

“เราต้องพาเขาออกไปจากที่นี่ให้ไกล เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครในกระท่อมเปลือกหอยรู้ว่าเขายังไม่ตาย” เฟริน่าบอกและอุ้มด๊อบบี้ไว้แนบอก

เฮอร์ไมโอนี่พยักหน้าขึงขัง ทั้งสองออกเดินเข้าไปในป่าห่างจากถนนและตัวบ้านเปลือกหอยจนกระทั่งไกลพอ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีพวกนักต้อนอยู่ใกล้ๆ หญิงสาวผมฟูจึงเริ่มเดินวนเสกคาถาป้องกันไว้รอบๆ ก่อนจะจัดแจงดึงเต็นท์ออกมาจากกระเป๋า ชั่วเวลาไม่กี่นาที เฟริน่าก็อุ้มด๊อบบี้ที่ตัวซีดและเย็นชืดจนน่ากลัวเข้าไปนอนบนเตียงนิ่มๆ เนื้อตัวของเขาอ่อนเปลี้ยและสกปรกไปด้วยโคลนดิน เฮอร์ไมโอนี่เช็ดดินออกจากใบหน้าของเขา และหยิบขวดน้ำยาสีเขียวออกมา

“แล้วเราต้องทำยังไง หยดน้ำยาลงในปากด๊อบบี้งั้นเหรอ” เฟริน่าถาม

“ไม่ ที่ฉันจำได้คือแม่มดเลทิเซีย ซอมโนเลนส์วายร้ายอาบน้ำยาตายทั้งเป็นลงบนเข็มกระสวย พอเจ้าหญิงโดนทิ่มก็กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา แต่มีพ่อมดหนุ่มมาช่วยเธอ เขาทาน้ำยาวิกเกนเวลด์ลงบนริมฝีปากและจูบให้เจ้าหญิงฟื้น ฉันคิดว่าฉันก็คงต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน”

เฮอร์ไมโอนี่จัดแจงทาน้ำยาสีเขียวรอบริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะบรรจงจูบลงบนริมฝีปากของด๊อบบี้

“อย่าให้รอนรู้เชียว” เฮอร์ไมโอนี่กำชับ หลังจากที่เงยหน้าขึ้นมาแล้ว

เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่ยังคงคุกเข่าอยู่ข้างเตียง สายตาจับจ้องที่ด๊อบบี้ตาไม่กะพริบ หัวใจเต้นโครมครามเมื่อเห็นเอลฟ์ยังนิ่งสนิท

“โอ้ ไม่ๆ มันต้องได้ผลสิ” เฮฮร์ไมโอนี่ร้อง ใบหน้าขาวซีดจนเขียวด้วยความหวาดกลัว

แต่ร่างของเอลฟ์ยังนิ่งสนิทไม่ไหวติง

“เฮอร์ไมโอนี่ ฉันคิดว่า -- ”

มีเสียงไอสำลักดังขึ้น ก่อนที่เศษดินจะพุ่งออกมาจากริมฝีปากเอลฟ์ เขาเลื่อนมือผอมๆมากุมท้องและโก่งคอสำลักดินออกมา

“ด๊อบบี้อยูที่ไหน” เอลฟ์มองไปรอบๆอย่างมึนงง ก่อนที่ดวงตากลมโตจะมีประกายตื่นตระหนก “แฮร์รี่ พอตเตอร์! แฮร์รี่ พอตเตอร์! เขาปลอดภัยดีไหม เขากับเพื่อนของเขาถึงบ้านเปลือกหอย -- ”

“ชู่ว! ด๊อบบี้” เฟริน่าปรามให้เขาเงียบเสียงลง

ทันทีที่ด๊อบบี้เห็นพวกเธอทั้งสอง ดวงตาของเขายิ่งเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้าและเริ่มกรีดร้องเสียงแหลมสูงด้วยความตื่นเต้นดีใจ กว่าเขาจะสงบลงได้ก็หลายนาที เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่เริ่มต้นเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นและกำชับว่าใครๆต่างคิดว่าเขาตายแล้ว เขาจึงไม่ควรโผล่ไปให้ใครเห็นอีก

“แต่เขาต้องช่วยแฮร์รี่ พอตเตอร์” ด๊อบบี้พูดอย่างขึงขัง “ถ้าแฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่มีด๊อบบี้คอยช่วย เขากับเพื่อนของเขาต้องแย่แน่ๆ”

“เราจะเปลี่ยนในสิ่งที่ทุกคนเข้าใจในตอนนี้ไม่ได้ คุณต้องเชื่อเรา ไม่อย่างนั้นสิ่งอันตรายต้องเกิดขึ้นแน่” แฟริน่าบอก

“ฉันรู้ว่าเราจะต้องทำยังไง ด๊อบบี้ คุณอยากช่วยเราไหม”

“ด๊อบบี้ทำได้ทุกอย่างเขาอยากช่วย เขาทำได้แม้จะให้ซ่อนตัวจนไม่มีใครหาเขาพบ เขาก็ทำได้” ด๊อบบี้ตอบ

เฟริน่าหันไปสบตาเฮอร์ไมโอนี่ “อย่าบอกนะว่าเธอ -- ”

เฮอร์ไมโอนี่ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น “ด๊อบบี้ ฉันมีบางอย่างที่ต้องขอให้คุณช่วย”

“บอกเขามาได้เลย!” เอลฟ์พูดเสียงแหลมสูง

“เราสองคนต้องการช่วยชีวิตเซเวอร์รัส สเนป”

 



หลังจากที่เฝ้ารอจนแน่ใจว่าโวลเดอมอร์ขโมยไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์มาจากหลุมศพของดัมเบิลดอร์แล้ว เฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ก็ตัดสินใจว่าเพื่อความปลอดภัย ควรเดินทางไปในวันที่สองพฤษภาคมช่วงเวลาค่ำ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเจอกับคนรู้จักให้มากที่สุด

ทางเดินปราสาทฮอกวอตส์ที่คุ้นเคยปรากฏสู่สายตาเมื่อด๊อบบี้พาเฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่โผล่มายังทางเดินยาวที่ทอดนำไปสู่ห้องทำงานอาจารย์ใหญ่

“ไม่ๆ หยุดก่อน” เฟริน่ารีบร้องห้ามไว้ เมื่อด๊อบบี้กำลังจะใช้เวทมนตร์เปิดประตูห้องทำงานโดยไม่ต้องบอกรหัสผ่าน

“เธอจะรออะไร สเนปอยู่ในนั้น” เฮอร์ไมโอนี่ว่า “เราต้องรีบไปเตือนเขาว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“เธออย่าลืมสิ! ตอนนี้มีสองพี่น้องแคร์โรว์อยู่เป็นผู้ช่วยสเนปที่นี่ ขืนเราทะเล่อทะล่าเข้าไป มีหวังถูกจับได้แน่ – ด๊อบบี้ฉันขอให้คุณช่วยแอบเข้าไปดูข้างในก่อนว่ามีเพียงสเนปในนั้นใช่ไหม”

“เขาจะไปเดี๋ยวนี้” เอลฟ์รับคำ มีเสียง เปรี้ยง!

เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่ยืนรออย่างกระวนกระวายและเหลียวมองไปรอบๆ และอีกไม่กี่อึดใจถัดมา ด๊อบบี้ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับบอกว่าไม่มีใครอยู่ในนั้นนอกจากชายจมูกตะขอ เอลฟ์ใช้เวทมนตร์ทำให้รูปปั้นสัตว์ประหลาดกระโดดออกไป บันไดวนที่แสนคุ้นอยู่ด้านหลัง เฮอร์ไมโอนี่ดันแผ่นหลังเฟริน่าเบาๆ

“ขอฉันทำใจก่อนสิ ฉันไม่ได้เจอเขามาสามปีตั้งแต่เขาตาย” เฟริน่าพูดเสียงสั่น

“เธอมีเวลาเหลือไม่มากที่จะช่วยเขา เฟริน่า” เฮอร์ไมโอนี่มีสีหน้าขึงขัง

เฟริน่าสูดลมหายใจลึกๆและก้าวขึ้นบันไดที่วนพาไปหยุดอยู่หน้าประตูไม้ขัดเงา เธอเคาะประตูห้อง มีเสียงเยียบเย็นอันแสนจะคุ้นเคยและคิดถึงดังลอดออกมา

ประตูบานหนักๆถูกผลักเปิดออก และเธอก็เห็นชายผมเงาเป็นมันเยิ้มที่หล่นลงมาระกรอบใบหน้าซีดตอบ จมูกงองุ้มเหมือนตะขอ ดวงสีดำสนิทที่ดูเย็นชา แต่ใครจะรู้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่อบอุ่นที่สุด เขายังมีชีวิต มีลมหายใจและร่างกายที่ยังจับต้องได้...

 



สเนปเคยได้ยินเรื่องฝันเฟื่องมาจากดัมเบิลดอร์หลายเรื่อง แต่ในหลายพันเรื่องเหล่านั้น กลับมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาเฝ้ารอมาโดยตลอด มันเป็นเรื่องที่ตลกและน่าจะเหลือเชื่อที่สุด เป็นเรื่องที่ชายชราผู้ล่วงลับไปแล้วได้รับฟังคำบอกเล่ามาจากเอลฟ์สติเพี้ยนๆที่ชื่อว่าด๊อบบี้ เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงสองคนที่เดินทางมาไกลจากอนาคต บางครั้งสเนปก็อดคิดไม่ได้ว่าเอลฟ์ที่มีความคิดผ่าเหล่าผากอตัวนั้นน่าจะโดนพวกมัลฟอยทรมานจนสมองผิดปกติเสียมากกว่า

แม้จะหงุดหงิดรำคาญใจอยู่บ้างที่ดัมเบิลดอร์คล้อยตามไปกับเรื่องเล่านี้ แต่สเนปรู้ดีแก่ใจว่าลึกๆแล้ว เขาเองก็ปรารถนาให้มันเป็นความจริงเข้าสักวัน

แต่เวลานี้เอง เมื่อสิ่งที่เหลือเชื่อได้เกิดขึ้น เขาก็ปล่อยมือจากทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่ ลุกเดินออกมาจากหลังโต๊ะทำงานอาจารย์ใหญ่ที่เขาไม่อยากได้ตำแหน่งที่ดัมเบิลดอร์ผลักภาระมาให้เลยสักนิดเดียว สเนปคิดว่าเขาคงกำลังฝันไป สิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ได้นั่นคือ...

ขาของเขาก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ชายเสื้อคลุมสีดำสนิทลากผ่านพื้นพรม สเนปก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดตรงหน้าหญิงสาววัยยี่สิบปี ใบหน้าของเธอดูโตขึ้นต่างจากเด็กผู้หญิงที่เขาเฝ้าดูแลทะนุถนอม เด็กผู้หญิงที่ตอนนี้อายุสิบเจ็ดปีและกำลังหนีการตามล่าจากจอมมาร เขาไม่เห็นใบหน้าเธอมาเกือบปี แต่พอเจอกันอีกครั้ง เธอกลับกลายเป็นผู้หญิงวัยยี่สิบปีที่เดินทางมาจากอนาคตตามเรื่องเล่าตลกของดัมเบิลดอร์

มือซีดเซียวคล้ายคนป่วยสั่นเทา ขณะยื่นไปแตะสัมผัสที่แก้มของเธอ ทั้งสีตา สีผม จมูก ริมฝีปาก เขาไม่มีทางลืมแน่ ต่อให้ไม่ว่าเธอจะอยู่ในช่วงอายุเท่าไร

“เซเวอร์รัส...” เธอเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง มีน้ำตารื้นอยู่ในดวงตาสีฟ้าอมเขียวเจิดจ้าที่สเนปเฝ้าคิดถึงและเป็นห่วงทุกคืนวัน และโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ เธอก็โผเข้ากอดเขาไว้แนบแน่น แน่นจนเขาเกือบจะหายใจไม่ออก เขาโอบกอดเธอไว้อย่างหลวมๆ พยายามซึมซับช่วงเวลานี้ไว้ เพราะเขารู้ว่าอีกไม่นาน เขาต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

แต่แล้วสติสัมปชัญญะทุกอย่างก็ดึงเขากลับมาสู่ความเป็นจริงที่โหดร้าย ถ้าเรื่องเล่าตลกร้ายของดัมเบิลดอร์เป็นความจริง นั่นก็แปลว่า เธอเดินทางย้อนกลับมาเพื่อช่วยชีวิตเขา



 

เฟริน่ารู้สึกถึงมือแข็งๆที่บีบไหล่เธอไว้และดันตัวเธอออก ใบหน้าขาวซูบซีดนั้นบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงจ้ำๆ คิ้วสีดำเข้มขมวดเข้าด้วยกันจนเกิดร่องลึก ดวงตาสีดำเย็นชาที่เธอโหยหายิ่งเย็นชาเมื่อจ้องมองดูเธอ

“เธอควรรีบกลับไป คุณโพสัน” เขาประกาศกร้าวและถอยห่างออกไป “นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาของเธอกับคุณเกรนเจอร์”

“ศาสตราจารย์รู้เหรอคะ” เฮอร์ไมโอนี่ร้องถามและรีบหันไปหาด๊อบบี้ที่รีบบิดหูตัวเองและกระถดเข้าไปยืนหลบมุมมืด “ด๊อบบี้!

“อย่าโทษเจ้าเอลฟ์นั่น เขาคงโดนดัมเบิลดอร์ค้นความลับ และที่ฉันรู้ก็เพราะดัมเบิลดอร์มาบอกกับฉัน” สเนปเคลื่อนตัวกลับไปนั่งหลังโต๊ะทำงาน “กลับไป พวกเธอสองคนอยู่ผิดที่ ที่นี่ไม่มีอะไรที่เธอต้องทำอีกต่อไปแล้ว”

“แต่หนูกลับมาเพื่อช่วยคุณ เราเปลี่ยนอดีต -- ”

“เปลี่ยนอดีตเรอะ!” สเนปตวาด “เด็กน้อย ถ้าเธอเปลี่ยนอดีตสำเร็จ แล้วทำไมในอนาคตที่เธอจากมาถึงไม่มีฉันอยู่ที่นั่น เธอกำลังเสียเวลาเปล่า เธอทั้งสองคน อย่าทำอะไรที่โง่ไปหน่อยเลย -- ฉันบอกให้กลับไป”

“แต่พวกเราช่วยด๊อบบี้สำเร็จ ถ้าอาจารย์รู้ เราช่วยด๊อบบี้สำเร็จค่ะ” เฮอร์ไมโอนี่ดึงเอลฟ์ออกมา “นี่ยังไงคะหลักฐาน อาจารย์ก็เห็น”

เส้นเลือดปูดเต้นตุบๆอย่างน่ากลัวอยู่บนขมับของสเนป เขาลุกขึ้นยืนและจ้องเขม็งไปที่เอลฟ์

“เธอกำลังยุ่งกับเวลา มันอันตราย คุณเกรนเจอร์ และฉันไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ฉันไม่รู้ว่าการที่เธอช่วยให้เอลฟ์เพี้ยนๆนั่นรอดชีวิตจะส่งผลอะไรในอนาคตบ้าง ดังนั้น กรุณาอย่าลากฉันเข้าไปเกี่ยวข้อง” เขาพูดเสียงเย็นชาและนั่งลงตามเดิม

“เฮอร์ไมโอนี่พูดถูกเราทำสำเร็จเรื่องด๊อบบี้ หนูไม่สนว่าอนาคตจะเปลี่ยนเป็นยังไง แต่ในเมื่อหนูมาถึงที่นี่ และตอนนี้คุณยังมีชีวิตอยู่ หนูจะไม่ยอมปล่อยให้คุณตายอีก ไม่ว่าคุณจะพูดยังไงก็ตามค่ะ เซเวอร์รัส” เฟริน่าแย้ง

“คุณโพสัน! เดี๋ยวนี้เธอกล้าเถียงฉันงั้นหรือ เธอปีกกล้าขาแข็งจนไม่เชื่อฟังฉันอีกแล้วใช่ไหม!” เขาตวาดก้องอย่างเหลืออด สีหน้าดูดุร้ายจนน่ากลัว “จอมมารยังอยู่ และเธอรู้เหตุผลดีว่าทำไมฉันต้องเสียสละชีวิต ถ้าเขาเกิดระแคะระคายว่าคนที่เป็นเจ้าของไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์คือพอตเตอร์ แต่ไม่ใช่ฉัน มันจะเกิดหายนะแค่ไหน”

“ต่อให้เขารู้ว่าแฮร์รี่เป็นนายไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรคะ! ยังไงเขาก็ต้องการฆ่าแฮร์รี่อยู่ดี คุณไม่จำเป็นต้องเสียสละตัวเอง เซเวอร์รัส” เฟริน่าเถียงกลับ “คุณบอกว่าเดี๋ยวนี้หนูไม่เชื่อฟังคุณแล้วใช่ไหม หนูยังเชื่อฟังและเคารพคุณเสมอ แต่ครั้งนี้หนูจะไม่ยอมเชื่อค่ะ ถ้าเชื่อในสิ่งที่คุณบอกแล้วคุณต้องตาย หนูจะเชื่อไปทำไมคะ!

สเนปหายใจฟืดฟาด “การเข้าไปยุ่งกับอดีต เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะส่งผลกระทบอะไรบ้างในอนาคต ถ้าอนาคตที่เธอจากมาไม่มีฉัน นั่นก็แปลว่ามันต้องเป็นไปแบบนั้น อย่าเห็นแก่ตัว! เธอไม่รู้หรอกว่าการกระทำของเธอเพียงคนเดียวจะทำให้ใครหลายคนอันตรธานหายไปหรือเปล่า – กลับไปซะ กลับไปตอนนี้เลย ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเด็กเหลือขออย่างเธอ!

“ไม่ค่ะ! หนูไม่กลับ ยังไงหนูก็จะไม่กลับ” เฟริน่าตะโกน

“ทำไมเธอถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้!” สเนปก้าวออกจากโต๊ะทำงานและเดินตรงมาหา ดวงตาสีดำสนิทมีประกายมุ่งร้าย เขาคว้าแขนเธอและบีบแรงๆ “เธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้อีกหรือไง! ตอนนี้ ช่วงเวลานี้ จอมมารยังอยู่ ถ้าเธอในอนาคตกลับมาที่นี่เพื่อเล่นตลกบ้าๆ เธออย่าคิดว่าเธอจะไม่ตายลงที่นี่ในเวลานี้ ถ้าเธอตาย แล้วที่ฉันอุตส่าห์เสียสละชีวิตให้พวกเธอรอด ให้พอตเตอร์รอด มันจะมีประโยชน์อะไร!

“เธอคิดจริงๆหรือว่าดัมเบิลดอร์จะไม่บอกทุกอย่างแม้กระทั่งวันที่ฉันต้องตายและตายอย่างไร ฉันรู้ว่าที่เพิงโหยหวน พอตเตอร์กับพวกเธออีกสามคนอยู่ข้างล่างนั่น ถ้าตอนนั้นฉันไม่ยอมตาย เพื่อให้จอมมารออกไปจากที่นั่น พวกเธอจะทำอย่างไร ฮึ! ตอบฉันสิ คุณโพสัน เธอคิดว่าเด็กสี่คนที่หนีออกจากโรงเรียนจะสู้จอมมารได้หรือ แล้วที่ฉันยอมตายเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่ให้พวกเธอสี่คนรอด แล้วเธอตอบแทนฉันด้วยวิธีนี้ใช่ไหม โดยการกลับมาจากอนาคต เพื่อมาเปลี่ยนอดีตที่มันแก้ไขไม่ได้แล้ว กลับมาเพื่อมาจบชีวิตลงในวัยยี่สิบปีที่นี่อย่างเปล่าประโยชน์”

เฟริน่าอ้าปากค้าง มีเสียงเฮอร์ไมโอนี่อุทานด้านหลัง เธอไม่เคยรู้เลยว่าดัมเบิลดอร์จะเล่าการตายให้เซเวอร์รัสฟังละเอียดขนาดนั้น เธอยังคงจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของสเนป และทันเห็นน้ำตารื้นขึ้นมา ก่อนที่เขาจะรีบกะพริบและเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว

เขาพูดเสียงเย็นชาที่กดเสียงสั่นๆไว้

“กลับไปซะ อย่าให้การตายของฉันต้องสูญเปล่า ตอนนี้ทุกคนเกลียดฉัน คิดว่าฉันมันสองหน้าขี้ขลาดตาขาวที่เมื่อดัมเบิลดอร์ตายก็รีบโผไปอยู่ใต้อำนาจจอมมาร ฉันต้องปั้นหน้า แม้จะได้ยินเสียงกระซิบถ้อยคำหยาบคายที่นินทาฉันลับหลัง รวมถึงบางครั้งจงใจให้ได้ยิน แต่ฉันไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง ฉันเพียงทำตามหน้าที่ที่ดัมเบิลดอร์มอบไว้ให้สำเร็จ พวกเธอจะเรียกว่าเป็นไถ่บาปสำนึกผิดที่ฉันมีต่อลิลี่ก็ได้ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันสมัครใจยอมทำ -- ”

สเนปเลื่อนดวงตาสีดำสนิทที่มีประกายสั่นไหวกลับมายังเฟริน่าอีกครั้ง เขาไม่ยอมพูดต่อจนห้องตกอยู่ในความเงียบนานหลายนาที แล้วเขาก็พูดประโยคถัดมาด้วยเสียงแหบห้าวราวกับไม่ใช่เสียงตัวเขาเองว่า

“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เห็นพวกเธอสองคนในวัยยี่สิบปี”

 



“สเนป!” เสียงเคาะประตูแรงๆดังขึ้น

เซเวอร์รัสรีบปล่อยมือจากแขนเฟริน่าอย่างรวดเร็ว “ด๊อบบี้ พาพวกเธอไปซ่อน -- ”

แต่ยังไม่ทันทีที่เขาจะเอ่ยจนจบประโยค ประตูก็เปิดผัวะอย่างแรง เฟริน่าเห็นผู้เสพความตายตัวเตี้ยหลังค่อมหน้าเหมือนหมูวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ดวงตาเล็กหยีนั้นกลอกไปทางเฟริน่า เฮอร์ไมโอนี่ และเอลฟ์ที่ยืนตัวสั่นอย่างสงสัย แต่แล้วเขาก็จ้องมองใบหน้าเฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่อีกครั้ง

“ยายเด็กเลือดสีโคลนที่เป็นเพื่อนพอตเตอร์นี่!

สเนปรีบก้าวขึ้นมาขวางหน้าไว้และเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “อะมีคัส นี่ไม่ใช่ สองคนนี้เพิ่งมาแจ้งฉันว่าบังเอิญเห็นพอตเตอร์กับเพื่อนของเขาที่ฮอกส์มี้ด”

“เฮอะ! คุณนี่มีสายข่าวรายงานเร็วเหมือนกันนะ สเนป แต่ตอนนี้คาถาแมวครวญดังหวีอยู่ข้างนอกนั่น พวกของเรากำลังควานหาตัวไอ้เด็กนั่นกับเพื่อนๆของมันอยู่ ผมมาที่นี่เพื่อบอกกับคุณว่า อะเล็กโตแอบเข้าไปรอที่หอคอยเรเวนคลอแล้ว คุณต้องไม่แย่งความดีความชอบไปจากเราสองพี่น้อง ถ้าเราจับพอตเตอร์ได้ก่อน” อะมีคัสพูดด้วยเสียงหิวกระหาย

“ถ้าคุณทำสำเร็จ นั่นก็ถือเป็นผลงานของคุณ ผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่ๆ” สเนปบอกเสียงต่ำ “ถ้าคุณไม่มีธุระอะไร ก็ออกไปได้แล้ว”

“เดี๋ยว!” อะมีคัสร้อง ดวงตาเล็กหยียังจับจ้องที่ใบหน้าของเฟริน่าและเฮอร์ไมโอนี่ “ผมคิดว่าคุณคงมีเรื่องปิดบังผมอยู่นะ เซเวอร์รัส ผู้หญิงสองคนนี้ไม่ใช่เพื่อนของพอตเตอร์แน่ๆใช่ไหม ผมเคยเห็นหน้าสองคนนี้จากใบประกาศจับ -- ”

“ผมบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่สิ!” สเนปคำราม เมื่อเห็นอะมีคัสกำลังก้าวเข้ามาใกล้ “พอตเตอร์กับเพื่อนๆของเขาอายุสิบเจ็ดปี ยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่น แต่สองคนนี้อายุยี่สิบปี คุณน่าจะไปตัดแว่นใส่ได้แล้ว อะมีคัส ดูไม่ออกหรือไงว่าไม่ใช่”

อะมีคัสยังมีสีหน้าสงสัย เขาเลื่อนสายตามาจ้องใบหน้าขาวซีดของสเนปเขม็ง “คุณอาจให้พวกเธอดื่มน้ำยาเพิ่มอายุก็ได้ ผมต้องขอตรวจสอบก่อน”

“ไม่!” สเนปตวาด “ผมเป็นข้ารับใช้ที่จอมมารไว้วางใจที่สุด ผมฆ่าดัมเบิลดอร์ด้วยมือของผมเอง ถ้าคุณลืมไปนะ อะมีคัส แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้อง -- ”

“เหตุผลก็คือคุณคิดจะยึดความดีความชอบไว้กับตัวเองน่ะสิ!”อะมีคัสยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา “อย่านึกว่าผมไม่รู้นะ ใครๆก็รู้ว่าคุณมันสองหน้า จอมมารไว้ใจคุณก็จริง แต่พวกเราไม่เคยมีใครไว้ใจคุณทั้งนั้น และที่ผมกับอะเล็กโตมาที่นี่ ก็เพื่อมาจับตาดูคุณต่างหากล่ะ และการที่คุณฆ่าดัมเบิลดอร์ นั่นก็เป็นแค่สิ่งที่คุณแย่งมันมาจากมือเดรโก มัลฟอย พอท่านกลับมา คุณก็เกิดกลัวตาย จึงต้องทำแบบนั้นน่ะสิ!

“พวกเรามาแจ้งข่าวเรื่องพอตเตอร์จริงๆ” เฟริน่าพูดขึ้น

“ใช่ คุณก็ได้ยินแล้วว่าคาถาแมวครวญดังขึ้น ถ้าคุณมาเสียเวลาสงสัยอยู่ตอนนี้ ฉันรับรองเลยว่า ต้องมีใครเอาความดีความชอบไปจากคุณแน่ๆ” เฮอร์ไมโอนี่เสริม

“ตอนนี้ อะเล็กโต น้องสาวฉันไปรอที่หอคอยเรเวนคลอแล้ว ท่านเป็นคนสั่งเองว่าพอตเตอร์จะไปที่นั่น ฉันคิดว่าถ้าน้องสาวฉันจัดการกับพอตเตอร์ได้ และตัวฉันเองจัดการกับเพื่อนๆและจับไอ้วายร้ายสเนปสองหน้าได้ รับรองเลย -- ”

มีลำแสงสีแดงพุ่งปะทะร่างของอะมีคัสอย่างแรง เขาล้มลงไปกระแทกกำแพงและหมดสติ ด๊อบบี้เดินเตาะแตะออกมาข้างหน้าด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว

“ไอ้จอมวายร้ายคนนี้ก็เคยทรมานเอลฟ์ ด๊อบบี้จำได้!” ด๊อบบี้ร้อง

“เราต้องแปลงความทรงจำเขา” สเนปก้มลงไปคุกเข่าข้างๆพลางใช้ไม้กายสิทธิ์ทิ่มลงไปที่ขมับผู้เสพความตายอย่างแรง ตาของอะมีคัสเหลือกลอยก่อนจะปิดสนิทลงอีกครั้ง สเนปร่ายคาถาสะกดใจให้อะมีคัสกลับไปยังที่เดิม

เมื่อประตูปิดลงแล้ว สเนปก็หันใบหน้าเย็นชามาจ้องเขม็งที่หญิงสาวทั้งสอง

“ฉันคิดว่าจะเป็นการดีกว่า หากพวกเธอสองคนกับเอลฟ์จะพากันหายตัวไปที่อื่นไกลๆจากฮอกวอตส์ เพื่อใช้เครื่องย้อนเวลา” เขาพูดเสียงห้วนๆ “อีกประเดี๋ยวพอตเตอร์กับพวกเธอจะเข้ามาในปราสาทแล้ว ฉันคงต้องออกไปรอที่ชุดเกราะตรงทางเดินและซ่อนตัว จนกว่ามิเนอร์ว่าจะมาเจอ พวกเธอสองคนควรรีบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้”

“ไม่! หนูไม่ไป” เฟริน่ายืนยันหนักแน่น

“คุณเกรนเจอร์” สเนปหันไปยังเฮอร์ไมโอนี่แทน “เธอควรรู้นะว่าควรทำยังไง ฉันไม่อยากพูดมาก”

“ค่ะ ศาสตราจารย์” เฮอร์ไมโอนี่บอกอย่างยอมจำนน

แต่แล้วก็มีเสียงระเบิด ร่างของสเนปกระแทกไปชนตู้หนังสืออย่างแรง เขานอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ในขณะที่เฟริน่าอุทานออกมาด้วยความตกใจและรีบตรงเข้าไปดูเขาใกล้ๆ

“ด๊อบบี้!” เฮอร์ไมโอนี่กรีดร้อง

“ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์บอกว่าเขาเป็นคนดี ใครๆก็ไม่อยากให้เขาตาย แต่เขาอยากจะตาย ด๊อบบี้ไม่เข้าใจ เขาพยายามช่วยศาสตราจารย์สเนป” เอลฟ์บอกเสียงแหลมด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

“แล้วเราจะทำยังไงดี เขาสลบไปแล้ว” เฮอร์ไมโอนี่เริ่มสติแตก

เฟริน่ารีบลุกไปยังตู้เก็บของด้านหลัง เธอควานหาขวดแก้วทุกใบและเมื่อเจอน้ำยาสรรพรสแล้ว เธอก็คว้ามันลงมาพร้อมถ้วย

“เราไม่มีทางเลือกแล้ว จะให้ใครรู้ไม่ได้ เฮอร์ไมโอนี่ เธอถอดเสื้อคลุมเขาออกมาที และด๊อบบี้ คุณพาเขากับเฮอร์ไมโอนี่ออกไปจากที่นี่ก่อน เดี๋ยวฉันจะปลอมเป็นเขาเอง หลังจากนั้นคุณช่วยกลับมารับฉันด้วย”

 



ทันทีที่ด๊อบบี้พาเฮอร์ไมโอนี่และสเนปไปยังที่ปลอดภัยแล้ว เฟริน่าก็กระชับสื้อคลุมสีดำและกลืนน้ำยาสรรพรสลงคอไปสามอึกใหญ่ๆ ผลของน้ำยาเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะจบลงที่เธอฟุบลงไปที่พื้นห้อง เฟริน่าหมุนมือซีดเซียวตรงหน้าไปมา เธอรีบเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกเงาใกล้ๆ และเห็นใบหน้าตื่นตกใจของสเนปสะท้อนกลับมา

ระเบียงทางเดินมืดสลัว เฟริน่าที่อยู่ในร่างสเนปเดินลดเลี้ยวไปเรื่อยๆ พยายามเค้นสมองคิดว่าเธอควรเดินไปยังทางไหนที่จะเจอกับมักกอนนากัล ขณะที่เกือบสะดุดชายเสื้อคลุมอีกเป็นครั้งที่สี่ ในที่สุดเมื่อเดินเลี้ยวที่มุมห้องที่มีห้องเรียนและชุดเกราะเรียงรายชิดผนังอยู่ เธอก็รีบยืนหลบซ่อนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำอยู่ในความมืด เหงื่อเย็นๆไหลซึมออกมาจนถึงขมับ มือที่กำไม้กายสิทธิ์ไว้เปียกชุ่ม การที่ต้องเผชิญหน้ากับมักกอนนากัลไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เลย แต่ถึงอย่างนั้นเฟริน่าก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าเธอต้องทำได้ เพราะในอดีตที่เกิดขึ้นนั้นลูน่าเป็นคนเล่าว่าสเนปกับมักกอนนากัลต่างสาดคำสาปอะไรใส่กันบ้าง และหากว่าสเนปในตอนนั้นคือเธอจริงๆ เธอก็ต้องทำได้

“ใครอยู่ที่นั่น” เสียงมักกอนนากัลดังขึ้น

หัวใจของเฟริน่าเต้นโครมคราม เธอพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองและร้องตอบเสียงต่ำๆไปว่า “ผมเอง” พร้อมกับก้าวออกมาจากด้านหลังชุดเกราะและถือไม้กายสิทธิ์ในท่าเตรียมพร้อมและเอ่ยถามเสียงเบาว่า “พี่น้องแคร์โรว์อยู่ที่ไหน”

“ก็คุณสั่งให้พวกเขาไปอยู่ที่ไหนล่ะ เซเวอร์รัส” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลย้อนถาม

เฟริน่านึกสงสัยว่าแฮร์รี่กับลูน่ายืนอยู่ใต้ผ้าคลุมล่องหนตรงไหน เพราะเธอไม่อยากเสี่ยงเสกคำสาปโดนสองคนนั้น ขณะเหลือบสายตามองผ่านศาสตราจารย์มักกอนนากัลไปยังบริเวณรอบๆ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจพูด เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์

“ผมเข้าใจว่า อะเล็กโตจับผู้บุกรุกได้”

“จริงหรือ แล้วอะไรทำให้คุณเข้าใจเช่นนั้นล่ะ”

เฟริน่าขยับแขนซ้ายเพียงนิดเดียว ศาสตราจารย์มักกอนนากัลชำเลืองมองแขนซ้ายอย่างรังเกียจและพูดว่า

“อ้อ จริงสินะ ผู้เสพความตายแบบพวกคุณมีวิธีสื่อสารส่วนตัว ฉันลืมไป”

เฟริน่าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นี่น่ะหรือสิ่งที่สเนปบอกกับเธอ นี่น่ะหรือ สิ่งที่เขาต้องทนรับไว้ ทั้งที่ไม่อยากทำ เธอกลืนน้ำลายลงคอที่ตีบตัน รู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอย่างจับใจว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง เฟริน่ายังคงสำรวจรอบๆตัวอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์ ในใจยังนึกถึงสเนปที่เขาต่อสู้เพียงลำพังโดยที่ไม่มีใครรู้เลย

“ผมไม่รู้ว่าคืนนี้เป็นเวรคุณลาดตระเวน มิเนอร์ว่า” เธอตัดสินใจทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้

“คุณขัดข้องหรือ”

“ผมสงสัยว่าอะไรทำให้คุณออกมาจากเตียงนอนในเวลาดึกดื่นเช่นนี้”

“ฉันคิดว่าฉันได้ยินเสียงเอะอะผิดปกติ” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลตอบ

“จริงหรือ แต่ทุกอย่างดูเงียบสงบดีนะ” เฟริน่าจ้องเข้าไปในดวงตาของอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์ “คุณเห็นแฮร์รี่ พอตเตอร์หรือเปล่า มิเนอร์ว่า เพราะถ้าคุณเห็น ผมต้องยืนยัน -- ”

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเฟริน่าเกือบตั้งตัวไม่ทัน ศาสตราจารย์มักกอนนากัลตวัดไม้กายสิทธิ์ผ่านอากาศ เฟริน่ารีบชูไม้กายสิทธิ์เสกเกราะวิเศษออกมาทันเฉียดฉิว เธอเห็นมักกอนนากัลเสียหลักถูกกระแทก ก่อนที่จะหวดไม้กายสิทธิ์ไปที่คบไฟบนกำแพง พวกมันกระโจนออกมาจากเหล็กเสียบกลายเป็นบ่วงเพลิงแผ่ออกมาเต็มระเบียง เฟริน่าเห็นมันพุ่งตรงมาหา เธอคิดอะไรไม่ออกจึงเปลี่ยนให้มันกลายเป็นงูสีดำตัวใหญ่ แต่แล้วก็ถูกมักกอนนากัลระเบิดเป็นกลุ่มควัน  ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นมีดสั้นหลายเล่มพุ่งเข้ามาหา

เฟริน่าคว้าชุดเกราะข้างๆขึ้นมากำบังไว้ มีเสียงมีดเสียบจมทะลุเกราะเหล่านั้นดังเคร้งๆ

“มิเนอร์ว่า!” เสียงแหลมของศาสตราจารย์ฟลิตวิกดังขึ้น ที่วิ่งตามมาติดๆคือศาสตราจารย์สเปราต์ ซลักฮอร์นวิ่งหอบอยู่รั้งท้าย ทั้งสามอยู่ในชุดนอน “อย่านะ! แกต้องไม่ทำฆาตกรรมที่ฮอกวอตส์อีก!” ฟลิตวิกกรีดเสียง

แล้วชุดเกราะที่เฟริน่าซ่อนตัวอยู่ก็ขยับ เมื่อศาสตราจารย์ฟลิตวิกเสกให้มันมีชีวิต ชุดเกราะนั้นหันมาใช้แขนโอบรัด มีเสียงโกร่งกร่างยามที่มันพยายามรัดเธอแน่นขึ้น เฟริน่าพยายามดิ้นจนหลุดสำเร็จและส่งชุดเกราะเหินกลับไปเพื่อขัดขวางคาถาอื่นๆที่อาจตามมา เฟริน่าไม่สนใจและรีบออกวิ่งหนีสุดชีวิต มีเสียงฝีเท้าโครมครามดังไล่หลัง

ขณะที่กำลังคิดสมองแทบระเบิดว่าจะหนีพ้นจากอาจารย์ถึงสี่คนอย่างไร เธอก็เห็นด๊อบบี้กวักมือเรียกมาจากห้องเรียนข้างหน้า เฟริน่ากระโจนเข้าไปในนั้น เธอหวดไม้กายสิทธิ์มีค้างคาวตัวใหญ่พุ่งไปชนกระจกแตก ก่อนที่เธอจะกระโดดออกไปทางหน้าต่าง มีเสียง เปรี้ยง! เมื่อเอลฟ์พาเธอหายไปจากที่ตรงนั้นทันเวลาก่อนร่วงตกลงพื้น

 



เฟริน่ายืนโงนเงนอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง แสงจากไฟในเตาผิงสว่างจ้าจนเธอต้องกะพริบตาหลายทีเพื่อปรับใช้ชิน หลังจากที่เดินอยู่ในทางเดินมืดๆของฮอกวอตส์เป็นเวลานาน และเมื่อเธอมองไปรอบๆก็เห็นเฮอร์ไมโอนี่ อาเบอร์ฟอร์ธ ด๊อบบี้ และสเนปที่นอนไม่ได้สติอยู่

ขณะกำลังงุนงงที่เห็นน้องชายของดัมเบิลดอร์ เธอก็รู้สึกว่าฤทธิ์ของน้ำยาสรรพรสกำลังหมดลงเมื่อชายเสื้อคลุมเริ่มยาวลากพื้นขึ้นเรื่อยๆ รองเท้าก็ใหญ่เทอะทะ อาเบอร์ฟอร์ธไม่ได้ถามอะไร เฟริน่าเชื่อว่าเฮอร์ไมโอนี่คงพยายามอธิบายเรื่องทั้งหมดแล้ว เธอจึงจัดแจงออกไปเปลี่ยนชุดและกลับเข้ามาในห้องใหม่อีกครั้ง

“พี่ชายฉันขยันสร้างเรื่องจริงๆ” อาเบอร์ฟอร์ธพึมพำ “ฉันคิดว่าคืนนี้มีเรื่องบ้าๆเกิดขึ้นหลายอย่าง คนเดินทางมาจากอนาคต ด๊อบบี้ไม่ได้ตายอย่างที่พอตเตอร์บอก เคราเมอร์ลิน! พวกเธออยากจะทำอะไรก็รีบทำ ก่อนที่บ้านฉันจะกลายเป็นทางผ่านให้พวกภาคีเข้าออกฮอกวอตส์อีกครั้ง ฉันขอเตือน” เขาปิดประตูลงอย่างแรง

“เดี๋ยวเราจะแปลงความทรงจำเขาทีหลัง” เฮอร์ไมโอนี่รีบบอกเมื่อเห็นสีหน้าเฟริน่า

เสียงสเนปขยับตัว ทำให้เฟริน่ารีบเข้าไปคุกเข่าข้างๆ ชายจมูกตะขอค่อยๆลืมตาขึ้นมา เขารีบกุมแขนซ้ายไว้และผุดลุกขึ้นนั่ง

“นี่พวกเธอสองคนทำบ้าอะไรลงไป!” เขาร้องถามเมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่ฮอกวอตส์

“ตอนนี้คุณโดนไล่ออกแล้วค่ะ เซเวอร์รัส คุณกลับไปที่นั่นไม่ได้แล้ว” เฟริน่ารีบพูด เมื่อเห็นเขาคว้าเสื้อคลุมมาสวม

“จอมมารมาถึงที่นี่แล้ว ฉันต้องรีบกลับไปพบท่าน” เขาพูดห้วนๆโดยไม่มองหน้า

“คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ด๊อบบี้รู้จักเจ้าแห่งศาสตร์มืดดี” เอลฟ์ตัวกระตุกอย่างแรง แต่ก็พูดต่อไปว่า “ถ้ากลับไป สิ่งที่เพื่อนของแฮร์รี่ พอตเตอร์ทำก็จะสูญเปล่า คุณต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น”

เซเวอร์รัสจ้องมองเอลฟ์อย่างดูแคลน “ฉันไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งแก!

ด๊อบบี้สั่นหัวจนหูโบกไปมา “คุณไม่เข้าใจ แต่ด๊อบบี้เข้าใจดีทุกอย่าง คุณเห็นแก่ตัว! คุณไม่นึกถึงว่าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะรู้สึกยังไง คุณเห็นแก่ตัว ด๊อบบี้เกลียดคุณ! เขาเกลียดคุณ เพราะคุณเห็นแก่ตัว”

“แกว่าอะไรนะ!” สเนปคำรามและสาวเท้าเข้าไปหาด๊อบบี้ ใบหน้าถมึงทึงขึ้นเป็นสีแดง เขาดึงไม้กายสิทธิ์ออกมา แต่ด๊อบบี้กำมือแน่นและจ้องเขม็งกลับไป

“ด๊อบบี้พูดชัดเจนหมดทุกคำ คุณคิดว่าการตายทำให้ทุกอย่างจบลงง่ายๆหรือ ด๊อบบี้เพิ่งเข้าใจเมื่อไม่นานมานี้ เขาคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่เพื่อนๆของแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็ช่วยให้เขาฟื้นจากความตาย ด๊อบบี้ฟื้นแล้วยังได้ช่วยแฮร์รี่ พอตเตอร์ ช่วยใครอีกตั้งมากมาย” เอลฟ์สั่นหัวอีกครั้ง ก่อนจะจ้องเขม็งไปยังสเนป

“แต่คุณเห็นแก่ตัว ถ้าคุณตายก็เหมือนคุณหนีเอาตัวรอด ทิ้งภาระและความเจ็บปวดไว้ให้กับผู้ที่ยังอยู่ คุณตายไปแล้ว คุณก็ช่วยเหลือใครไม่ได้อีก แต่ด๊อบบี้ไม่! ด๊อบบี้จะไม่ยอมตาย! ในเมื่อเขามีโอกาสอีกครั้งที่ เฟริน่า โพสันและเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์หยิบยื่นให้ เขาก็จะใช้ให้มันคุ้มค่าที่สุด เขาจะช่วยทุกๆคน ด๊อบบี้ต่างจากคุณที่เห็นแก่ตัว!

ใบหน้าของเซเวอร์รัส สเนปบิดเบี้ยวด้วยความโกรธอย่างน่ากลัว แต่แล้วเขาก็เก็บไม้กายสิทธิ์ลงและหมุนตัวกลับไปยังประตู

“ศาสตราจารย์คะ คุณต้องตายแน่ๆ ถ้าคุณกลับไป” เฮอร์ไมโอนี่เข้ามายืนขวางหน้าประตูไว้

“หลีกไป จอมมารเรียกหาฉันอยู่ตอนนี้” เขาพูดเสียงเย็นและยกแขนขึ้น พลางเลิกชายแขนเสื้อ ตรามารเริ่มร้อนจนแขนของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างน่ากลัว เฮอร์ไมโอนี่ผงะถอยหลังด้วยความตกใจ

“เซเวอร์รัส หนูขอร้องล่ะค่ะ คุณ -- ”

มีเสียงระเบิดโครม! ก่อนที่เฟริน่าจะรู้สึกเจ็บระบมที่ศีรษะอย่างแรง ชายจมูกตะขอทรุดตัวลงมาใกล้ๆ มือขาวซีดเลื่อนมาปัดปอยผมของเธอออกไป ใบหน้าซีดของเซเวอร์รัสตอบนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง

“ฉันคงเห็นแก่ตัวจริงๆที่อยากให้เธอมีชีวิตต่อไป...”


______________90%_____________


รอนนั่งกัดเล็บด้วยความกลัดกลุ้มอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง เขาแทบไม่เป็นอันทำอะไรเลยตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากที่ไม่กล้าบอกแฮร์รี่เรื่องที่โครเกอร์ไม่ยินยอมให้เขาทดลองอีก ชายหนุ่มผมแดงก็พยายามเค้นสมองคิดหาวิธีที่จะบอกความจริงให้นุ่มนวลที่สุด

“ถ้าเฟริน่าอยู่ เธอต้องมีวิธีดีๆแน่” เขาขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง

ระหว่างที่คิดไม่ตกอยู่นั้น เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงวันก็ดังขึ้น รอนเงยหน้าขึ้นมาพลางกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคออย่างยากลำบาก อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาเย็นแล้ว หากเขาไม่รีบทำอะไรสักอย่างในตอนนี้ แฮร์รี่ได้ไปโผล่ที่บ้านโครเกอร์แน่ๆ เขายังไม่อยากให้แฮร์รี่ได้รับรู้ความจริงอันโหดร้าย

หลังจากที่ครุ่นคิดจนสมองแทบระเบิดในที่สุดก็เหลือเพียงแค่ทางเลือกเดียวที่รอนทำได้ เขาลุกออกจากที่ตรงไปยังโต๊ะของแฮร์รี่ ชายหนุ่มผมยุ่งที่ตอนนี้หนวดเคราขึ้นหรอมแหรมและดูโทรมลงไปถนัดตากำลังจดข้อความข่าวในหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตใส่โน้ตกระดาษ

“แฮร์รี่ นายหิวหรือยัง เราไปกินมื้อเที่ยงกันเถอะ” รอนเริ่มต้น

 



ร้านหม้อใหญ่รั่วเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แต่ที่มุมหนึ่งที่เจ้าของร้านกันไว้ให้นั้น มีมือปราบมารหนุ่มสองคนกำลังนั่งใจลอยและใช้ส้อมเขี่ยอาหารในจาน แฮร์รี่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามหน้าซีด แก้มตอบอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่รอนนั่งนิ่งและชำเลืองมองแฮร์รี่หลายครั้ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยตัดความเงียบว่า

“แฮร์รี่ ฉันยังไม่ได้บอกนายเรื่องที่คุณโครเกอร์ฝากมา”

“ฮื่อ” ชายหนุ่มผมยุ่งยังไม่เงยหน้าจากเศษไส้กรอกในจานที่กำลังเขี่ยไปมา

รอนกระแอมให้คอโล่ง “นี่แน่ะ แฮร์รี่ ฉันมีเรื่องสมมติ -- ถ้าสมมติว่าเครื่องย้อนเวลาต้องใช้เวลาซ่อมแซมออกไปอีกสักหน่อย โดยที่เราต้องหยุดพักการทดลองไว้ก่อน นายจะว่าอะไรไหม”

คิ้วเข้มของแฮร์รี่ขมวดเข้าด้วยกันทันทีอย่างไม่พอใจ “ทำไมต้องหยุด เขาสัญญาแล้วว่าทุกอย่างจะเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์ ทำไมเขาถึงทำไม่ได้อย่างที่พูด”

“แฮร์รี่ใจเย็นๆ และฟังที่ฉันพูดให้จบก่อน คือ -- ” รอนพยายามแต่งเรื่องโกหกต่อไปอย่างรวดเร็วเท่าที่เขาจะทำได้ “นายก็รู้ว่าเครื่องย้อนเวลามันมีความซับซ้อนและคุณโครเกอร์น่าจะได้รับเวลามากกว่านี้ในการซ่อมแซมมัน”

เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้น เมื่อแฮร์รี่ลุกขึ้นยืน ใบหน้าถมึงทึงนั้นเต็มไปด้วยความเครียด “ฉันจะไปคุยกับเขาเอง”

รอนอ้าปากค้าง “ไม่ได้นะ! นายไปคุยกับเขาไม่ได้ คือ – ให้ตายเถอะ! แฮร์รี่ นายต้องหัดใจเย็น -- ”

“ฉันจะใจเย็นลงได้ต่อเมื่อ เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่กลับมาแล้วและพวกเธอปลอดภัยดี” แฮร์รี่บอกขรึมๆ “ฉันไม่รู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงได้ใจเย็นแบบนี้ รอน”

“ไม่ใช่นะ! ฉันเองก็ร้อนใจพอๆกับนายนั่นแหละ เพียงแต่ -- ” รอนเลี่ยงสายตาแฮร์รี่ เขาไม่รู้จะบอกยังไงว่าแฮร์รี่ป่วย ถ้าเขาพูดไปเชื่อได้เลยว่าแฮร์รี่ต้องไม่เชื่อและโกรธมากแน่ๆ

“นายจะพูดอะไรกันแน่”

รอนถอนหายใจ เขาตัดสินใจได้ว่าควรพูดความจริง “คุณโครเกอร์เขาบอกว่านายไม่ต้องกลับไปทดลองอีก เขาบอกว่านายกำลังป่วย แต่ – ไม่ได้หมายความนายเป็นบ้านะ เขาหมายถึงนายกำลังยึดติดกับอดีตและนั่นจะเป็นอันตรายต่อตัวนายเอง หากนายกลับไปทดลอง”

สีหน้าแฮร์รี่นิ่งสนิท แต่ถึงอย่างนั้นรอนก็เห็นเส้นเลือดเต้นตุบๆอย่างน่ากลัวที่ขมับของเขา

“เขาพูดอย่างนั้นเหรอ” แฮร์รี่หัวเราะอย่างเครียดๆ “เขากำลังกลัวว่าฉันจะพยายามเปลี่ยนอดีตใช่ไหม” เขานั่งลงและจัดการอาหารในจานต่อไปจนหมด

รอนคิดว่าแฮร์รี่ดูน่ากลัวมากในตอนนี้ แฮร์รี่คงป่วยมากจริงๆอย่างที่โครเกอร์บอกเอาไว้และบางทีเขาน่าจะรีบเตือนให้ชายชรารู้และรีบนำเครื่องย้อนเวลาไปซ่อน

ทันทีที่ออกจากร้านหม้อใหญ่รั่ว รอนก็โกหกแฮร์รี่ว่าเขามีธุระและให้ลงลิฟต์ไป ก่อนที่เขาจะไปใช้ลิฟต์อีกตัวพาไปยังกองปริศนา เสียงประตูลิฟต์ดังเคร้งคร้างจนรอนที่ใกล้จะสติแตกทุกทีสะดุ้ง เขารีบก้าวยาวๆและเดินตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของโครเกอร์

“คุณโครเกอร์ครับ! ผม รอน วีสลีย์” เขาเคาะประตู

“มีอะไร คุณวีสลีย์” ชายชราเปิดประตูออกมาถามด้วยน้ำเสียงรำคาญ

“ผมมีเรื่องด่วนที่ต้องเตือนคุณ” รอนรีบก้าวเข้าไปข้างในและปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว

“เรื่องด่วน เรื่องด่วนอะไร!” โครเกอร์ถาม บนโต๊ะของเขามีกระดาษที่จดด้วยลายมือหลายแผ่นวางจนเต็มพื้นที่

“ผมบอกแฮร์รี่ตามที่คุณสั่งแล้ว แต่ผมคิดว่าคุณควรเอาเครื่องย้อนเวลาไปซ่อน คือ – คือ ผมคิดว่าแฮร์รี่อาจจะมาขโมยมันไป เขาน่าจะมีความคิดน่ากลัวๆแบบที่คุณบอก”

ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นซีดเผือดทันที ปากเริ่มบ่นพึมพำ ก่อนจะหันมาถามรอนว่า “คุณแน่ใจนะว่าเขามีอาการแปลกๆ”

รอนพยักหน้า “ผมคิดว่าผมเดาไม่ผิด มีโอกาสมาก เมื่อคุณปฏิเสธเขาแล้ว เขาคงหาทางอื่น – โอ๊ย! ผมจะทำยังไงดี คุณคงไม่ให้ใครมาจับตัวเขาไปนะ เขาคงแค่ทนรับความเสียใจไม่ได้เท่านั้น เดี๋ยวผมจะหาทางเกลี้ยกล่อมเขาอีกที แต่คุณควรซ่อนเครื่องย้อนเวลาก่อน ผมมาเตือนเท่านี้แหละ”



 

ลิฟต์มาถึงชั้นสอง ชายหนุ่มผมแดงเหลียวมองไปรอบๆและรีบก้มหน้าก้มตาเดินไปยังสำนักงานใหญ่มือปราบมาร แต่ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เขาแวะดูที่โต๊ะของแฮร์รี่ และเมื่อเห็นชายหนุ่มผมยุ่งยังนั่งทำงานเป็นปกติ เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะกลับไปยังที่ของตัวเอง

ตลอดเวลาทั้งบ่ายนั้น รอนคอยเดินโฉบผ่านไปที่โต๊ะของแฮร์รี่บ่อยๆ ทุกอย่างปกติดีจนเขาเริ่มคิดว่าแฮร์รี่คงไม่ได้มีความคิดน่ากลัวแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตามในตอนเย็นเขาก็ชวนแฮร์รี่ออกไปนั่งดื่มที่ร้านหม้อใหญ่รั่ว ชายหนุ่มผมยุ่งเสนอว่าจะเลี้ยงเหล้าเป็นการขอโทษที่ช่วงนี้หงุดหงิดใส่ รอนไม่ได้สงสัยอะไร เขาดื่มวิสกี้ไฟและเหล้าองุ่นไปเสียหลายแก้วก่อนจะเริ่มรู้สึกหัวหมุนจนต้องหยุดอยู่แค่นั้นและรีบขอตัวกลับ

 



โครเกอร์ยังคงนั่งวิเคราะห์ชิ้นส่วนเครื่องย้อนเวลาที่เขาแกะออกมาเป็นชิ้นๆ พยายามตรวจดูให้ละเอียดอีกครั้งว่ามีตรงส่วนไหนที่ทำงานผิดปกติบ้าง แซนวิชเย็นชืดถูกวางทิ้งไว้มีรอยกัดไปแค่คำเดียว ขณะที่ชายชรากำลังส่องแว่นขยายดูแกนสีทองเหลืองใกล้ๆว่ามีรอยบิ่นแตกหักหรือไม่ เขาก็ได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านที่ชั้นบน

“ซอลลี่! นั่นใครมา” เขาร้องถามเอลฟ์แก่ๆ แต่เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ ชายชราก็นึกถึงคำเตือนวีสลีย์ เขาล้วงเอาไม้กายสิทธิ์ออกมาเตรียมไว้และค่อยๆก้าวขึ้นบันไดไปอย่างเงียบกริบ แนบใบหูที่บานประตู ไม่มีเสียงอะไรทั้งนั้น โครเกอร์คิดว่าผิดปกติมากที่ซอลลี่จะไม่ขานรับ เขารีบเสกวัวผู้พิทักษ์ออกมา “บอกวีสลีย์ด้วย พอตเตอร์อยู่ที่นี่”

โครเกอร์รีบลงบันไดและกลับไปนั่งที่หลังโต๊ะทำงาน แต่แล้วก็มีเสียง โครม! ประตูหน้าบันไดกระเด็นลงมากระแทกที่พื้นเสียงดัง เศษไม้ปลิวว่อน

เอกซ์สเปลล์ลิอาร์มัส!

ไม้กายสิทธิ์ของโครเกอร์ลอยหวือขึ้นไปยังชั้นบน

ชายชราผวาตกใจอยู่บนเก้าอี้ ตอนนี้มีเสียงย่ำลงบันไดมา

“ผมคิดว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน คุณโครเกอร์” พอตเตอร์บอกด้วยเสียงทุ้มห้าว ใบหน้าของเขาเรียบสนิท แต่ถึงอย่างนั้นชายชราก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังถูกข่มขู่ เขาเห็นพอตเตอร์เก็บไม้กายสิทธิ์ของเขาลงใส่กระเป๋าเสื้อคลุม

“ถ้าคุณจะมาคุยกับผมเรื่องการทดลอง ผมพูดออกไปชัดเจนแล้ว คุณกำลังป่วย และนั่นเป็นสาเหตุที่ผมไม่อนุญาตให้คุณมาที่นี่อีก”

“ผมไม่ได้ป่วย ผมสบายดี”

“แต่คุณไม่ยอมบอกผมว่าคุณอยู่ที่ไหนและทำอะไรบ้าง คุณปิด -- ”

“ไอ้การที่ผมไม่บอกนั่นแปลว่าผมป่วยงั้นหรือ!” พอตเตอร์ตะโกน “แค่ผมไม่บอกว่าผมทำอะไร คุณก็ไปบอกรอนว่าผมป่วย! คุณคิดว่าผมบ้างั้นเหรอ!

“ผมไม่ได้บอกว่าคุณบ้า คุณต้องใจเย็นและฟังสิ่งที่ผมพยายามจะบอก คุณพอตเตอร์” โครเกอร์เหงื่อตก เมื่อเห็นชายหนุ่มผมยุ่งเดินกลับไปกลับมา แววตาจ้องมองมานั้นเครียดจัดจนน่ากลัว ชายชราภาวนาให้วีสลีย์มาที่นี่เร็วๆ

“แต่คุณไม่ให้ผมทดลองอีก ถ้าคุณไม่คิดว่าผมป่วย งั้นคุณส่งเครื่องย้อนเวลามา”

“ผมยังซ่อมมันไม่เสร็จ คุณเอามันไปใช้ตอนนี้ไม่ได้หรอก การทดลองต้องหยุดไว้ก่อน และคุณควรไปเซนต์มังโกเดี๋ยวนี้ ผมคิดว่าคุณกำลังป่วย คุณต้องได้รับการบำบัด”

พอตเตอร์หัวเราะด้วยเสียงเครียดๆ “คุณยังคิดอยู่จริงๆด้วยว่าการที่ผมไม่ยอมบอกว่าผมทำอะไรตอนย้อนเวลาแปลว่าผมป่วย ถ้าคุณอยากจะรู้จริงๆนะ” เขาเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวม โน้มตัวมาข้างหน้า สายตาจับจ้องชายชราตาไม่กะพริบ “ผมไม่ได้ซ่อนตัวอย่างที่คุณเข้าใจ ผมยอมรับว่าผมโกหกคุณ แต่ถึงผมจะไม่ได้ซ่อนตัว แต่ก็ไม่มีใครเห็นผม ผมผิดด้วยหรือแค่ – แค่ตามคู่หมั้นตัวเองไปทุกๆที่ที่เธอไป ผมสาบานได้ว่าเธอไม่เห็น ตัวผมเองในอดีตก็ไม่เห็น”

“นั่นเป็นการกระทำที่โง่และอันตรายมาก คุณพอตเตอร์” โครเกอร์พูดเสียงสั่น “นั่นแหละ คุณกำลังป่วย คุณติดอยู่กับอดีต และความคิดแบบนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายคุณ คุณต้องรู้สึกตัวสักที”

ผมบอกว่าผมไม่ได้ป่วย!” ชายหนุ่มตวาด

 “ถ้าคุณไม่ได้ป่วย ไหนคุณตอบผมมาตามความจริง คุณเคยมีความคิดที่จะแก้ไขไหม แก้ไขไม่ให้คู่หมั้นคุณใช้เครื่องย้อนเวลา คุณเคยมีความคิดนี้บ้างไหม” โครเกอร์จ้องเขม็ง

พอตเตอร์กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ถ้าคุณคิดว่าผมป่วยจริงๆ ก็ส่งเครื่องย้อนเวลามา ผมจะพิสูจน์ให้คุณดูว่าผมไม่ได้ป่วย”

“ไม่! คุณตอบผมมาก่อนสิว่าคุณเคยมีความคิดน่ากลัวแบบนั้นผุดเข้ามาในสมองหรือเปล่า” ชายชราถามด้วยท่าทางดุดัน

 



รอนรีบหายตัวมายังบ้านของโครเกอร์อย่างรวดเร็ว แม้ตอนนี้จะมีอาการเมาค้างอยู่บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือหยุดแฮร์รี่ไม่ให้ทำเรื่องโง่ๆ เขารีบเปิดประตูและเห็นเอลฟ์แก่ตัวหนึ่งนอนอยู่บนพื้นกลางบ้าน รอนรีบตรงไปดูใกล้ๆและพบว่าเอลฟ์ตัวนี้แค่หมดสติไป มีเสียงตะโกนคุยกันดังมาจากห้องใต้ดิน

“แฮร์รี่ นายจะทำบ้าอะไรน่ะ!” รอนกระโจนลงจากบันไดไปอย่างรวดเร็ว แฮร์รี่ชี้ไม้กายสิทธิ์มาที่เขาแทน ชายหนุ่มผมแดงรีบยกมือขึ้นสูง “แฮร์รี่ นายบ้าไปแล้วเหรอ”

“รอน นายไม่เข้าใจฉันหรอก นายยังมีครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ถึงจะขาดเฟร็ดไป แต่นายก็ยังมี แต่ฉัน -- ” แฮร์รี่เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงขาดห้วง “ฉัน – ไม่มีอะไรเลย นายจะให้ฉันทำยังไง ก้มหน้า – ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างนั้นเหรอ ไม่เอา – ฉันไม่เอาแบบนี้อีกแล้ว นายเข้าใจไหม”

“แฮร์รี่ นายใจเย็นๆก่อนนะ คุณโครเกอร์ยังไม่บอกนี่ว่าไม่มีทางช่วยเฟริน่า นายต้องใจเย็นๆ” รอนพยายามเขยิบเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง “ถึงนายจะไม่ได้ทดลอง แต่ฉันยังทดลองต่อได้ เราจะลงประกาศหาอาสาสมัครอีก ถึงตอนนั้น ฉันเชื่อว่าทุกอย่างต้องสำเร็จ แฮร์รี่ นายต้องเชื่อฉัน นายก็รู้ว่าเฮอร์ไมโอนี่เองก็หายไป ฉันก็ทุกข์ใจไม่แพ้นายหรอก แต่ที่ฉันดูเหมือนใจเย็น ความจริงแล้วเพราะคุณโครเกอร์ยังพยายาม – จริงใช่ไหมครับ คุณยังพยายามอยู่” รอนหันไปถามชายชรา

“ใช่ ผมยังพยายามอยู่ ต่อให้คุณไม่ได้ร่วมทดลอง แต่ผมไม่ได้ปฏิเสธไม่ให้คุณวีสลีย์ทดลองด้วย คุณต้องใจเย็นๆและคิดให้ดีๆสิ คุณพอตเตอร์” โครเกอร์เสริม

“แต่ – แต่คุณก็บอกเองว่ายิ่งหลายวันเกินไป มันก็ยิ่งเสี่ยง” แฮร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนสำลัก

“มันไม่เสี่ยงหรอก แฮร์รี่ มันยังพอมีหนทางอยู่” รอนรีบส่งสายตาให้ชายชราพูดในสิ่งที่จะช่วยให้แฮร์รี่ใจเย็นลง

“เออ มันก็พอที่จะเป็นแบบนั้นได้อยู่” โครเกอร์ตอบไม่เต็มเสียงนัก

“เห็นไหม มันยังพอมีหนทางอยู่ เฟริน่ากับเฮอร์ไมโอนี่คงกลับมาได้ในเร็วๆนี้ นายลดไม้กายสิทธิ์ลง เก็บเข้ากระเป๋าซะ” รอนพูดเมื่อเห็นแฮร์รี่ดูใจเย็นลง

“แล้วเอาไม้กายสิทธิ์ผมคืนมาด้วย ผมจะได้รีบเร่งทำงานต่อ” ชายชรารีบเสริม

 



รอนพ่นลมออกจากปาก เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าต่างชั้นสาม อากาศคืนนี้เริ่มหนาวเพราะใกล้เดือนธันวาคมแล้ว เขารีบเดินตัดข้ามถนนไปอีกฝั่งและเงยหน้าขึ้นไปยังหน้าต่างบานเดิมที่ปิดไฟมืดสนิท หลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นวายที่ห้องใต้ดินของโครเกอร์ แฮร์รี่ก็ยอมสงบลง เขายอมรับคำว่าจะอยู่ห่างๆจากเครื่องย้อนเวลาและให้เวลาชายชราในการซ่อมแซมออกไป

ทันทีที่ออกจากดอว์เซ็ต แฮร์รี่ก็ปฏิเสธที่จะกลับห้องพักตัวเอง เขายืนยันว่าจะกลับมานอนที่ห้องของเฟริน่า รอนรู้สึกสงสารแฮร์รี่จับใจ เมื่อนึกถึงว่าตัวเขาเองยังโชคดีกว่าแฮร์รี่มากนักที่ยังมีครอบครัว เขาปล่อยให้แฮร์รี่นอนอยู่ที่ห้องเฟริน่า เพราะรู้ว่าชายหนุ่มผมยุ่งคงเฝ้ารอด้วยความหวังว่าเฟริน่าอาจจะกลับมาที่ห้อง

ขณะเดินฝ่าลมหนาวไปในความมืด เขาก็เห็นอะไรบางอย่าง และเมื่อเขาเพ่งสายตามองดีๆก็ต้องร้องอุทานด้วยความตกใจ



 

“ – เธอ พวกเธอ ตื่นเดี๋ยวนี้ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น”

เสียงอาเบอร์ฟอร์ธดังขึ้นดึงสติเฟริน่าให้กลับมาอีกครั้ง เธอลุกขึ้นนั่งพลางยกมือลูบศีรษะที่ปวดร้าวจนแทบแตกและเมื่อหันมองไปรอบๆ เธอก็เห็นเฮอร์ไมโอนี่มีสภาพไม่ต่างกัน

“เกิดอะไรขึ้นคะ” เฮอร์ไมโอนี่ถาม

“ฉันต้องถามเธอสองคนมากกว่าว่าทำไมสภาพบนนี้เหมือนเพิ่งถูกระเบิด” อาเบอร์ฟอร์ธย้อนถาม

“แล้วเซเวอร์รัสล่ะคะ” เฟริน่าถามอย่างร้อนรน

“เขาออกไปได้สักพักแล้ว”

“ด๊อบบี้หายไปไหนคะ” เฮอร์ไมโอนี่ร้องถามบ้าง

“ฉันกำลังจะถามเธออยู่เหมือนกัน”

เฟริน่ารีบวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าเวลานี้ใครจะมาเห็น เธอวิ่งห้อตรงไปยังเพิงโหยหวนที่อยู่ไกลๆ ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท หัวใจของเธอเต้นโครมคราม ในสมองเอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมาว่าขอให้เธอไปถึงที่นั่นทัน เธอไม่สนใจที่จะรอเฮอร์ไมโอนี่ที่กำลังวิ่งตามมาติดๆ

ซากปรักหักพังที่เรียกว่าเพิงโหยหวยอยู่ไม่ไกลแล้ว เฟริน่ากัดฟันวิ่งต่อไป แม้เธอจะเริ่มเจ็บเสียดที่ซี่โครงก็ตาม เพราะหากเธอช่วยสเนปไม่ได้อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย

น่าประหลาดที่บนถนนในฮอกส์มี้ดนั้นเงียบสงบราวกับเปิดทางให้ ไม่มีผู้เสพความตาย ไม่มีคาถาแมวครวญที่จะดังแจ้งเตือน แม้แต่ผู้คุมวิญญาณก็ไม่อยู่ที่นั่น ตลอดทางนั้นช่างเงียบกริบและหดหู่ คงมีเพียงเสียงฝีเท้าของเธอที่ยังคงออกวิ่งต่อไป มันดังก้องสะท้อนไปมา

“ขอให้ทัน – ขอให้ทัน -- ” เธอพูดกับตัวเองราวกับอธิษฐาน

ทันทีที่มาถึงเพิงโหยหวยและปีนข้ามรั้วเตี้ยๆเข้าไป เธอก็วิ่งตรงไปยังบ้านหลังนั้น เวลานี้มันเงียบสนิทอย่างน่ากลัว ไม่มีเสียงฝีเท้าย่ำข้างใน ไม่มีเสียงคนคุยกัน เฟริน่าคงจะยินดีมากหากเธอได้ยินเสียงโวลเดอมอร์ที่บ่งบอกว่าเขายังไม่ได้ไปจากที่นี่ เขายังอยู่และกำลังออกคำสั่งให้ลูเซียสไปตามสเนป แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับเงียบราวกับป่าช้า เธอเดินวนรอบบ้าน หน้าต่างทุกบานถูกตอกปิดตาย และในที่สุดเธอก็พบบานที่ยังเปิดอยู่เพียงบานเดียว เป็นบานที่โวลเดอมอร์ยืนอยู่ใกล้ที่สุด แต่เมื่อเงี่ยหูฟังกลับไม่มีเสียงสนทนาลอดออกมาให้ได้ยิน

เฟริน่าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอไม่สนว่าแฮร์รี่หรือตัวเธออีกคน หรือแม้กระทั่งใครๆจะมาเห็นเธอตอนนี้ มีเสียงโครม! เมื่อประตูถูกระเบิดออก

เธอก้าวเข้าไปในบ้าน ภายในนี้เหมือนถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครเหลืออยู่เลย หัวใจเต้นกระแทกซี่โครงอย่างปวดร้าว เธอชูไม้กายสิทธิ์ขึ้นสูง และเดินขึ้นบันไดไปอย่างระมัดระวัง ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงขั้นบันไดผุๆลั่นยามที่เธอเหยียบขึ้นไปทีละขั้น เฟริน่าคอยเงี่ยหูฟังด้วยความหวังว่าโวลเดอมอร์จะโผล่มา จะใครก็ได้ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากลุ่มผู้เสพความตายยังอยู่ที่นี่

เมื่อเธอขึ้นไปถึงชั้นบน ในความมืดสลัวที่อับแสงของห้องนั้น เธอก็เห็นร่างหนึ่งบนพื้น ร่างที่สวมเสื้อคลุมสีดำยาวสนิทและนอนแน่นิ่ง ต่อให้อีกกี่ปีเธอก็ไม่มีวันลืม

“เซเวอร์รัสคะ...” เธอเรียกชื่อเขาอย่างกล้าๆกลัวๆ

แต่เขายังคงนอนนิ่งสนิท เฟริน่ารีบตรงเข้าไปคุกเข่าลงข้างๆ ใบหน้าซีดตอบนั้นว่างเปล่า ดวงตาลืมค้างจ้องมองอย่างไร้จุดหมาย

เฟริน่าซบลงบนหน้าอกของสเนป น้ำตาไหลรินออกมาเปื้อนซึมเสื้อคลุมด้านหน้าของเขา เธอไม่สนใจเสียงอุทานของเฮอร์ไมโอนี่ ไม่สนใจสิ่งใด แขนโอบกอดร่างไร้ลมหายใจของสเนปไว้แน่น

เธอทำไม่สำเร็จ เธอช่วยชีวิตเขาไม่สำเร็จ...

 ผู้ชายที่แสนอบอุ่นคนนี้ได้จากเธอไปตลอดกาลอีกแล้ว เฟริน่ารู้ว่าต่อให้เธอร้องไห้จนเป็นสายเลือด ต่อให้เธอจะย้อนเวลากลับมาอีกสักกี่ครั้ง เขาก็ยังต้องตายอยู่ดี

เมื่อครั้งที่เธออายุสิบเจ็ดปีและรู้ว่าสูญเสียเขาไป เธอร้องไห้เสียใจอยู่หลายวัน น้ำตาเหือดแห้งจนเธอไม่คิดเลยว่าทั้งชีวิตนี้เธอจะร้องไห้ให้ใครได้เยอะอีกมากเท่านี้ แต่ผู้ชายคนนี้ ชายที่ชื่อ เซเวอร์รัส สเนป สามารถทำให้เธอเสียน้ำตาได้อีกครั้ง น้ำตาที่เคยคิดว่าไม่น่าจะมีเหลือกลับร่วงพรูออกมาเป็นสาย

เธอยังคงนอนกอดร่างเย็นชืดของเขาไว้ ในเพิงโหยหวยไม่มีเสียงอื่นใด นอกจากเสียงร้องไห้เจ็บปวดใจที่ต้องพบกับการสูญเสียอีกเป็นครั้งที่สอง...


______________95%_____________


เฟริน่าไม่รู้ว่าเธอนอนกอดร่างที่เย็นชืดของสเนปนานแค่ไหน เพราะเมื่อรู้สึกตัวอีกที เฮอร์ไมโอนี่ก็พยายามดึงเธอออกมา หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างที่บัดนี้ไม่มีน้ำตาจะไหลอีกแล้วเดินตามเพื่อนผมฟูออกจากเพิงโหยหวน เธอไม่แม้แต่จะสนใจมองดูเฮอร์ไมโอนี่ที่กำลังหมุนเครื่องย้อนเวลา  

ฉับพลันร่างของหญิงสาวก็ถูกดึงไปข้างหน้า เสียงทุกอย่างถูกตัดอย่างรวดเร็ว ลมพัดผ่านเส้นผม ก่อนที่เฟริน่าจะตกลงบนพื้นหินเย็นๆ 

“เธอรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ” เฮอร์ไมโอนี่บอกด้วยสีหน้าร้อนรนพลางเช็ดเลือดกำเดาออกจากจมูก 

เฟริน่าลุกขึ้นยืนพร้อมกับใช้แขนเสื้อคลุมปาดของเหลวข้นออก เธอพยายามดึงสติตัวเองกลับมา แต่แล้วเสียงแหลมด้วยความดีใจของหญิงสาวผมฟูก็ดังขึ้น 

เฟริน่า เรากลับมาแล้ว! เรากลับมาได้แล้ว!” เฮอร์ไมโอนี่วิ่งมากอดรัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงหัวเราะอย่างดีใจระคนโล่งอกดังก้องอยู่ข้างเพิงโหยหวน  

“เธอแน่ใจได้ยังไง” เฟริน่ารีบถาม ตอนนี้สติสัมปชัญญะกลับมาแล้วด้วยความตกใจ 

“ฉันวิ่งลงไปถามคนในหมู่บ้านฮอกส์มีี้ด ถามว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ -- เราไม่ได้กลับมาในวันที่เราหลุดไปในอดีต นี่เลยจากวันนั้นมาตั้งหลายวัน 

เฟริน่ารีบยกมือคลำใบหน้าตัวเอง ก่อนจะดูมือและแขนที่ไม่ได้เหี่ยวย่นอย่างคนอายุมากขึ้น “แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง ที่เราไม่ได้แก่ขึ้นเลย” 

“โอ๊ย! ช่างมันเถอะ ฉันว่าคงมีอะไรผิดพลาด แต่มันคือเรื่องดี!” เฮอร์ไมโอนี่ร้อง และเมื่อเห็นสีหน้าที่เศร้าหมองของเฟริน่า เฮอร์ไมโอนี่ก็รีบเสริมอย่างร้อนรนและรู้สึกผิดว่า “แล้วเธอเป็นยังไงบ้าง -- คือ -- ฉันหมายถึง -- ” 

เซเวอร์รัสพูดถูก” หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างสั่นหัวช้าๆ “ถ้าเราช่วยเขาสำเร็จ เขาก็ต้องมีชีวิตอยู่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”  

“ฉัน -- ฉันเสียใจจริงๆนะ” เฮอร์ไมโอนี่พูดเสียงแผ่ว  

ความเงียบแผ่มาปกคลุมทั้งสองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หญิงสาวผมฟูจะเป็นฝ่ายทำลาย  

“ฉันจะไปส่งเธอก่อน” 

“ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้ เธอ -- ” 

“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้เป็นอย่างที่พูด เธอหลอกฉันไม่สำเร็จหรอก”   

เฟริน่ารู้สึกอุ่นวาบเมื่อเฮอร์ไมโอนี่กุมมือเธอไว้พร้อมกับบีบเบาๆ  หญิงสาวคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่มีเพื่อนอย่างเฮอร์ไมโอนี่ที่มองออกว่าเธอรู้สึกอะไรอย่างทะลุปรุโปร่ง แม้ว่าบางครั้งเพื่อนผมฟูคนนี้จะทำตัวให้น่าโมโหบ้างก็ตาม 

“ฉันแพ้แล้ว ก็ได้ ฉันจะให้เธอไปส่ง” หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างบอกในที่สุด 

เกิดเสียง เปรี้ยง! สองเสียง แล้วร่างของทั้งสองก็หาวับออกจากที่นั่นและมาโผล่ซอกอาารใกล้กับถนนสายหนึ่ง 

“อากาศหนาวจริงๆ” เฮอร์ไมโอนี่พึมพำ ก่อนจะมองออกไปข้างนอก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีมักเกิ้ลสังเกตเห็นว่ามีแม่มดสองคนเพิ่งหายตัวมา หญิงสาวผมฟูจึงเดินนำออกไปก่อนแล้วเฟริน่าตามหลัง ทั้งสองก้าวยาวๆอย่างรวดเร็ว เวลานี้ดึกมากแล้ว แทบไม่มีผู้คนบนถนน แต่แล้วเมื่อเดินไปใกล้ถึงตึกสี่ชั้นที่คุ้นตา เสียงทุ้มห้าวของใครบางคนก็ดังขึ้น 

“ปีศาจเป็นพยาน!” 

“รอน!” เฮอร์ไมโอนี่ร้อง ก่อนที่จะรีบวิ่งไปกอดชายหนุ่มผมแดงไว้ เฟริน่ายืนมองทั้งคู่พึมพำคุยกันด้วยความดีใจและโล่งอก ใบหน้าของรอนซีดเผือดเมื่อดันตัวเฮร์ไมโอนี่ออกพร้อมจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวผมฟูอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะก้าวถอยหลังมองเฮอร์ไมโอนี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างทึ่งๆ 

“เดี๋ยวก่อนนะ! ทำไมเธอถึงไม่แก่ล่ะ เฮอร์ไมโอนี่” รอนถามอย่างสงสัย ก่อนจะหันมามองเฟริน่า “ทำไมพวกเธอถึงไม่แก่ หรือว่าที่จริงแล้วพวกเธอย้อนเวลาไปไม่ไกลกว่าห้าชั่วโมง” 

แม่มดสาวทั้งสองจึงผลัดกันเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น รอนได้แต่นิ่งอึ้งและอ้าปากค้าง เขาถึงกับพูดไม่ออก 

“เหลือจะเชื่อ!” รอนร้องเมื่อได้ฟังจนจบ “แต่ -- ฉันสงสัย ถ้าพวกเธอช่วยด๊อบบี้ไว้ แล้วทำไมจนถึงตอนนี้เขาถึงไม่ออกมาปรากฏตัวล่ะ” 

เฮอร์ไมโอนี่และเฟริน่ามองหน้ากัน  

“จริงสิ! ทำไมด๊อบบี้ถึงหายไปล่ะ หรือหลังจากที่พวกเรากลับมาแล้ว ด๊อบบี้ถูกผู้เสพความตายฆ่า” หญิงสาวผมฟูตั้งข้อสังเกต 

กมัลฟอยเหรอ” เฟริน่าสงสัย 

“ฉันว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น” ชายหนุ่มผมแดงขมวดคิ้ว “สุดท้ายก็ช่วยใครไม่ได้อยู่ดีสินะ” 

เฮอร์ไมโอนี่เผลอกัดเล็บด้วยความเครียดอย่างลืมตัว 

“แล้วที่นี่เป็นยังไงบ้าง มีใครสงสัยไหมเรื่องที่พวกฉันหายไป” เฟริน่าถาม 

“ทุกอย่างเรียบร้อย ใครๆต่างก็คิดว่าพวกเธอลาป่วยกัน ฉันกับแฮร์รี่ -- ” รอนตบหน้าผากตัวเองเสียงดัง “ฉันลืมแฮร์รี่ไปเสียสนิท! เฟริน่า เธอต้องรีบกลับไปที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย” 

แฮร์รี่อยู่ที่มาคูฆ่าไม่ใช่เหรอ" เฮอร์ไมโอนี่ถาม 

รอนรีบส่ายหน้า ก่อนจะเล่าว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทันทีที่ฟังจบเฟริน่าก็คิดว่าเธอควรรีบกลับไปหาแฮร์รี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่เขาจะกลายเป็นบ้าไปจริงๆ 

“ฉันต้องรีบไปแล้วล่ะ รอน นายช่วยไปส่งเฮอร์ไมโอนี่ที” 

“ฮื่อ เธอรีบไปเถอะ ฉันเป็นห่วงแฮร์รี่ ตอนนี้เขาอยู่คนเดียว” ชายหนุ่มผมแดงบอก 

หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังตึกสี่ชั้น เธอกระโดดข้ามบันไดไปหลายขั้นจนมาถึงชั้นสาม ทันทีที่่มาหยุดอยู่หน้าห้อง เธอก็เคาะประตู มีเสียงกุกกักจากข้างใน ก่อนที่ประตูจะถูกเหวี่ยงเปิดออก

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราพร้อมกับถุงใต้ตาบ่งบอกว่าชายหนุ่มตรงหน้าคงแทบไม่ได้นอนเลย ทั้งผมสีดำสนิทที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วยิ่งยุ่งมากขึ้นไปอีก เฟริน่าสาบานกับตัวเองว่า ถ้าการที่เธอหายตัวไปแล้วทำให้ของายหนุ่มที่เธอรักต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เธอจะไม่ยอมห่างจากเขาไปไหนอีก 

ดวงตาสีเขียวที่เศร้าหมองเปลี่ยนเป็นตกตะลึง แฮร์รี่อ้าปากค้าง เขาถึงกับพูดไม่ออก ก่อนที่ชายหนุ่มจะตั้งสติพลางยื่นมือหนาหยาบกร้านที่สั่นเทิ้มแตะใบหน้าของหญิงสาว เพื่อให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ภาพหลอน ทันทีที่แน่ใจว่าหญิงสาวตรงหน้ามีตัวตนอยู่จริงๆ แขนแข็งแรงก็รวบตัวเธอมากอดไว้แน่น ไม่มีคำพูดอะไรออกจากปากมือปราบมารหนุ่ม มีแต่เสียงสะอื้นไห้ที่เต็มไปด้วยความดีใจ 

เฟริน่าเลื่อนแขนโอบกอดเขาไว้พร้อมกับกระซิบปลอบประโลมว่าเธออยู่ตรงนี้แลจะไม่จากเขาไปที่ไหนไกลๆอีก ไหล่กว้างของแฮร์รี่ยังคงสั่นเทิ้ม เขาคลายวงแขนและเปลี่ยนมาบีบมือเธอไว้แทน เฟริน่าก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับปิดประตูตามหลัง  ทั้งสองเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้นวมตัวยาวหน้าเตาผิงที่แผ่ไออุ่นน่าสบายออกมา ก่อนที่หญิงสาวจะตั้งต้นเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทันทีที่ฟังจบ ชายหนุ่มก็ดึงเธอมากอดไว้อีกครั้ง 

“ฉันนึกว่าจะไม่ได้เห็นเธออีกแล้ว” แฮร์รี่พูดเสียงแหบต่ำ 

“ฉันก็คิดแบบนั้น” เฟริน่ารู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากที่ระบายเรื่องทุกอย่าง 

“ฉันเสียใจเรื่องศาสตราจารย์สเนปด้วยนะ” มือปราบมารหนุ่มดันตัวเธอออก พลางจ้องเข้ามาในดวงตาของเธอ “เธอทำดีที่สุดแล้วที่พยายามช่วยชีวิตเขา แต่เขาต้องการเลือกทางนี้เอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดเธอ” 

หญิงสาวผมสีน้ำตาลสว่างพยักหน้า หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดแทบไม่ได้พัก ความอุ่นจากอ้อมกอดและไฟในเตาผิงก็เตือนให้รู้ว่า เธอคิดถึงเตียงนอนอุ่นๆมากแค่ไหน และแฮร์รี่ก็สังเกตเห็นได้ในทันที 

“เธอควรจะเข้านอนได้แล้ว” 

เฟริน่ายอมทำตามอย่างว่าง่าย เธอเข้าไปในห้องนอน เปลี่ยนชุดนอนสะอาดๆ แต่ก่อนจะปีนขึ้นเตียง เธอก็นึกถึงสีหน้าของแฮร์รี่และเรื่องราวที่รอนเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา หญิงสาวคิดอะไรบางอย่างที่ทำให้ใบหูของเธอต้องเปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินไปเปิดประตูและทันเห็นแฮร์รี่ี่เพิ่งล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้นวมตัวยาว 

แฮร์รี่ 

“อะไร” ชายหนุ่มรีบผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ เฟริน่าเห็นดวงตาของเขาที่ดูอิดโรยยังเต็มไปด้วยความกังวลใจ 

“ฉันได้ยินเรื่องที่รอนพูดทั้งหมดแล้ว”  

แฮร์รี่หลุบตาลง “งั้นเหรอ เขาเงียบไปจนทำให้ได้ยินแต่เสียงฟืนแตกอยู่ในเตาผิง ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า “เขาคงคิดว่าฉันเป็นบ้าแล้วเธอก็คงคิด -- ” 

“ไม่ แฮร์รี่ เฟริน่ารีบปฏิเสธทันควัน พร้อมกับเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเขา “ฉันไม่ได้คิดว่านายบ้า” 

“แต่ฉันอาจจะเป็นบ้าจริงๆก็ได้ ฉันรู้ เพราะฉันคิดว่าเสียเธอไปแล้ว -- ตลอดกาล” แฮร์รี่พูดเสียงแผ่วพลางจับมือเธอไว้และจ้องตา “จริงๆนะ ฉันเองก็คิดว่าตัวเองคงจะกลายเป็นบ้าไปแน่ๆ เพราะฉัน -- เพราะฉันรับเรื่องแบบนี้ไม่ไหวแล้ว” เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แต่ไม่สำเร็จ 

“ฉันรู้ ว่านายไม่อยากสูญเสียใครไปอีก” เฟริน่าบีบมือเขาเบาๆ และตอนนี้ฉันก็รู้ว่านายยังกังวลว่าฉันจะหายไปอีกใช่ไหม” 

ชายหนุ่มผมยุ่งงึมงำในลำคอเสียงเบาที่ฟังได้ว่าใช่ 

เฟริน่ารีบหลบสายตาพร้อมกับกระแอมให้คอโล่ง เธอกำลังคิดถึงเรื่องงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามาทุกที และบางที... 

“นายอยากเข้ามานอนในห้องนอนฉันไหม” 

แฮร์รี่หันมาจ้องหน้าเธออย่างรวดเร็วจนคอแทบเคล็ด “ว่าไงนะ!” 

“ฉันไม่พูดซ้ำอีกแล้วนะ” หญิงสาวพึมพำ  

แฮร์รี่ดูตกใจ ก่อนที่ใบหูของเขาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ชายหนุ่มรีบกระแอมให้คอโล่งพลางหลบสายตา “เธอแน่ใจเหรอ” 

“นายยังกลัวว่าฉันจะหายไปอยู่รึเปล่าล่ะ” 

“ฮื่อ” แฮร์รี่พยักหน้า แต่ยังไม่กล้าสบตา   

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นอะไรหรอก -- เราแค่ -- เราแค่ -- นอนกอดกันเฉยๆ” เฟริน่าบอกอย่างตะกุกตะกัก 

หญิงสาวคิดว่าตัวเองทันเห็นแฮร์รี่มีสีหน้าผิดหวัง ก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว  

 



สองสัปดาห์ต่อมาทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ คุณโครเกอร์บ่นเสียดายที่รอนไม่ขอร่วมทำการทดลองกับเขาต่อ เฟริน่าถูกย้ายไปทำงานที่มีประโยชน์มากขึ้น และแน่นอนว่าเธอชอบมาก เพราะเธอกลายเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างกระทรวงเวทมนตร์ของอังกฤษและมาคูฆ่าในเรื่องควบคุมผู้คุมวิญญาณ และที่สำคัญแฮร์รี่ก็ย้ายมาทำหน้าที่นี้ด้วย แม้จะชั่วคราวก็ตาม เฟริน่ามีความสุขมาก เพราะเธอคงต้องรู้สึกแย่มากแน่ๆ ในเมื่อโช แชงก็ลงมาช่วยงานนี้เหมือนกัน 

แน่นอนว่าหญิงสาวากกองความร่วมมือด้านเวทมนตร์ระหว่างประเทศไม่พอใจสักเท่าไหร่ที่แฮร์รี่อยู่ในสายตาของเฟริน่าตลอดเวลา ทั้งชายหนุ่มก็ไม่นึกอยากเสี่ยงมีปัญหากับเธอ เขาจึงพยายามหลบหน้าโชให้มากที่สุดและหาเรื่องมาขลุกกับเธอแทน 

วันคริสต์มาสมาถึงในที่สุด ทุกคนต่างไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่บ้านโพรงกระต่าย นางวีสลีย์ยัคงเตรียมอาหารรสเลิศและหรูหรารอทุกคนไว้เหมือนเช่นทุกปี 

ในขณะที่เฟร็ดและจอร์จโดนนางวีสลีย์ดึงใบหูคนละข้างไว้ เพราะแอบนำสินค้าจากร้านเกมกลวีสลีย์ที่ยังไม่วางขายมาวางปะปนกับห่อของขวัญที่วางกองไว้อยู่นั้น 

เฟริน่าก็อดนึกถึงสเนปไม่ได้ เมื่อเห็นเฟร็ดที่ยังมีชีวิตอยู่กำลังเถียงแม่ตัวเอง เธอจึงออกมานั่งที่ขั้นบันไดนอกบ้านพลางเหม่อมองออกไปยังสนามหญ้าของตระกูลวีสลีย์ที่บัดนี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะตัดกับสีของท้องฟ้ายามค่ำคืน 

ฮร์รี่ ฉันว่านายพาเฟริน่ากลับดีไหม ฉันคิดว่าคุณนายวีสลีย์คงไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่” เสียงเฮอร์ไมโอนี่ดังขึ้นดึงเฟริน่าออกจากห้วงความคิด เธอเพิ่งเห็นว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว แต่แฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่็ที่เพิ่งก้าวออกมาจากหลังประตูต่างทิ้งตัวลงนั่งที่ขั้นบันไดข้างๆเธอ 

“แต่ของขวัญ -- ” 

“เถอะน่า รอน! นายคิดจริงๆหรือว่าแม่ของนายจะยอมปล่อยเฟร็ดกับจอร์จไปง่ายๆน่ะ” หญิงสาวผมฟูกลอกตา  

เฟริน่าขมวดคิ้ว “ฉันไม่เป็น -- ” 

“อย่าพูดว่าเธอไม่เป็นอะไร เฟริน่า” เฮอร์ไมโอนี่ทำตาวาววับ “ฉันกำลังคิดว่าคืนนี้เราสี่คนน่าจะไปฉลองต่อที่ห้องเฟริน่าแทน 

เฟริน่ารู้ว่าเสียเวลาเปล่าที่จะคัดค้านความคิดเพื่อนผมฟู ในเมื่อเฮอร์ไมโอนี่กระตือรือร้นที่จะออกจากที่นี่ และอยู่ให้ห่างจากนางวีสลีย์ที่เหมือนระเบิดเวลา 

“ฉันเตือนไว้ก่อนนะว่าที่ห้องฉันไม่มีอะไรเลย” 

รอนเหมือนจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่เปลี่ยนเป็นร้องเสียงหลงแทน เมื่อเฮอร์ไมโอนี่เผลอไปเหยียบเท้า 

“ขอโทษที ฉันไม่เห็นเท้านาย” หญิงสาวผมฟูพูด 

ทั้งสี่บอกลานายวีสลีย์แทน เพราะนางวีสลีย์ดูจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากทำอย่างไรให้หูของฝาแฝดหลุดออกจากศีรษะ 

เสียง เปรี้ยง! สี่เสียงดังขึ้นพร้อมกันเมื่อมาปรากฏตัวใกล้กับตึกสี่ชั้น เฟริน่าก้าวออกไปก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีมักเก