บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 70 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 13 : เหตุผลของสงคราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,236
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    6 พ.ค. 60

 

จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 13 : เหตุผลของสงคราม

 

เสียงสวบสาบเสียดสีกันของผืนภูษาทำให้ร่างอรชรที่กำลังพริ้มหลับลืมตาตื่นขึ้น จากนั้นพลิกกายภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์อันอุ่นหนาอย่างเกียจคร้านไปทางต้นเสียงอีกด้านหนึ่งของเตียงหลังใหญ่ทำจากไม้แดงอันสูงค่า

 

 "ท่านแม่ทัพจักกลับแล้วหรือเจ้าค่ะ"

 

หญิงงามเอ่ยเสียงหวาน นัยน์ตาพราวพรายจ้องมองแผ่นหลังกว้างแกร่ง เจ้าของเรือนร่างกำยำที่กำลังสวมใส่อาภรณ์ชั้นนอก ก่อนจะคาดลัดเอวสอบด้วยสายคาดเอว

 

"เจ้านอนต่อเถิด" อัศม์เดชเอ่ยตอบเรียบสั้นแฝงความห่างเหินอยู่ในที

 

ได้ยินดังนั้น หญิงสาวพลันลุกจากที่นอนเผยให้เห็นเรือนร่างอรชรบอบบางเปลือยเปล่า ผิวพรรณขาวนวลผุดผ่อง เส้นผมดำขลับยาวสยายจรดบั้นเอว นางก้าวย่างเข้าหาแม่ทัพหนุ่มด้วยท่วงท่างดงามดุจการร่ายรำเข้าสวมกอดร่างสูงกำยำจากทางด้านหลัง

 

"เรืองไรจักเฝ้ารอทุกเช้าค่ำให้ท่านแม่ทัพแวะเวียนมาเยือนเรือนของนางรำผู้ต่ำต้อยเจ้าค่ะ"

 

"......"

 

 ไม่มีคำตอบรับหรือคำมั่นใดจากจอมทัพแห่งปักษีระ แม่หญิงเรืองไร...นางรำคนงามประจำราชสำนักจึงได้แต่แนบศีรษะกับแผ่นหลังกว้างชั่วครู่ แล้วจึงผละถอยห่างปล่อยให้อีกฝ่ายเปิดประตูออกจากห้องหับโดยมิคิดจะปริปากเอ่ยถ้อยวาจารั้งตัวใดๆ อีก เพราะนางรู้นิสัยของจอมทัพดีว่า....ขืนนางยังพิรี้พิไรกระง้ำกระงอกจนเกินงาม เรือนของนางจักมิได้ต้อนรับร่างสูงอีกเลยตลอดกาล

 

พอจอมทัพแห่งปักษีระกลับออกไปได้มินาน เพียงชั่วเพลาที่เรืองไรหยิบภูษาไพรไหมเนื้อบางเบาขึ้นคลุมกายเปลือยเปล่า ประตูลับที่ฝังอยู่กับผนังอย่างแนบเนียมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเตียงหลังใหญ่ก็พลันเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ในภูษาคลุมกายสีดำสนิท

 

"พี่เรวัต" เรืองไรเรียกขานนามของผู้มาใหม่ด้วยน้ำเสียงใสหวานอย่างยินดียิ่ง ก่อนจะโผเข้าหาอีกฝ่ายด้วยความรักใคร่เสน่หา

 

"ข้ามาเยี่ยมเจ้าเรืองไร" น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยตอบพร้อมกับสองแขนแกร่งโอบกระชับร่างบางให้ชิดใกล้

 

"น้องคิดถึงพี่มากเหลือเกิน" ว่าแล้วแม่หญิงเรืองไรก็เขย่งปลายเท้าแนบจูบอย่างลึกซึ้งกับผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดร่วมสายเลือด

 

เรวัตแลกจูบดูดดื่มกับผู้เป็นน้องสาว ทว่าก็เพียงจูบเท่านั้น บุรุษหนุ่มหาได้ร่วมเกินหรือโลมเล้าเรือนร่างอันงดงามเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจของผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนแต่อย่างใดไม่

 

"เรืองไร...ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่รึ ว่าจักมิมีความสัมพันธ์เยี่ยงนั้นกับเจ้า" ผู้เป็นพี่เอ่ยเสียงเข้มขึ้น เมื่อถูกมือเล็กเรียวขาวลูบไล้แผ่นหลัง

 

"ทำไม? เหตุใดพี่จึงกล่าวเยี่ยงนั้น หรือพี่ท่านหมดรักเรืองไรแล้ว" หญิงสาวตัดพ้อแง่งอน นัยน์ตาสองข้างร้อนผ่าว

 

"เรืองไรเอ๋ย ข้าหาได้หมดรักในตัวเจ้าไม่ หากแต่พวกเราเป็นพี่น้องกัน" ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้เกศาสีดำสนิทยาวสยายดุจม่านราตรีของผู้เป็นน้องสาว

 

"เป็นพี่น้องแล้วเยี่ยงไร ในเมื่อพวกเราเป็นคนของฝ่ายมืด ไยต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของผู้อื่น!" เรืองไรกล่าวอย่าดื้นรั้น แล้วเบียดเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นเข้าหากายาแกร่งสูงใหญ่ เพื่อหวังก่อกวนอารมณ์ปรารถนาของบุรุษเพศของพี่ชาย

 

ข้างฝ่ายเรวัตที่ถูกผู้เป็นน้องยั่วเย้าและรุกเร้าด้วยเสน่ห์แห่งอิสตรีเพศอย่างเหลือล้นนั้น บุรุษหนุ่มได้แต่ถอดทอนหายใจ

 

"เรืองไร....เพลานี้ข้าได้ทำสัญญาเป็นร่างทรงของผีเสื้อรัตติกาล หนึ่งในสี่แม่ทัพแห่งอสุระ ร่างกายนี้จึงมิอาจปรารถนาผู้ใดได้อีก"

 

"เอ๊ะ...พี่เรวัต แม่ทัพอสุระเลือกพี่เป็นร่างทรงกระนั้นรึ? ให้ข้าดูตราสาปแห่งพันธะได้หรือไม่" หญิงสาวกล่าวอย่างตื่นเต้น ใบหน้างามที่เปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาก่อนหน้ากลับมีสีหน้าไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อยที่กำลังได้ของเล่นชิ้นใหม่

 

ผู้เป็นพี่มิได้กล่าวว่ากระไรเพียงแหวกสาบเสื้อออก ที่อกข้างซ้ายตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจปรากฏตราสาปบุปผาสีดำ...ตราสาปบุปผาโลกันต์ที่สลักอักษราแห่งบาปทั้งเจ็ดไว้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ อันเป็นตราประทับแห่งพันธะที่ทำกับอสุราเท่านั้น หาได้เกิดจากการร่ายคำสาปของผู้ใช้มนต์ดำไม่

 

ครั้นพอแม่หญิงเรืองไรได้เห็นตราประทับที่หน้าอกของพี่ชาย นางพลันแนบจุมพิตกับตราแห่งพันธะ ก่อนตั้งจิตอธิฐานเอ่ยกระซิบออกมาว่า...

 

"นายท่าน...โปรดปกปักและให้พลังแก่พี่ชายข้า เพื่อทวงถามความอยุติธรรมและแก้แค้นโลกานี้ที่แย่งชิงทุกสิ่งไปจากพวกเรา เพียงเพราะพวกข้าเกิดมาเป็นฝาแฝดกลับต้องถูกทิ้งขว้างและถูกขายให้คนหยาบช้า มีชีวิตที่น่าเวทนายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน นายท่านได้โปรดทำความปรารถนาของพวกเราพี่น้องให้เป็นจริง แม้กายานี้ต้องดับดิ้นร่วงหล่นสู่ขุมนรก ข้าก็ยินดีจักภักดีแลรับใช้ท่านทุกชาติภพจนกว่าดวงวิญญาณนี้จักดับสิ้น"

 

สิ้นคำมั่นแห่งสัจจะ แม่หญิงนางรำก็คลี่ยิ้มให้กับพี่ชายก่อนจะดึงข้อมืออีกฝ่ายไปที่เตียง

 

"พี่เรวัตมิกอดเรืองไรเยี่ยงคนรักก็หาเป็นไรไม่ แต่ถ้านอนด้วยกันฉันพี่น้อง พี่คงมิปฏิเสธเรืองไรกระมั้ง"

 

"เจ้าอ้อนข้าถึงเพียงนี้จักให้ข้าปฏิเสธเจ้าได้เยี่ยงไร" เรวัต ผู้มีสีหน้าแข็งกระด้างอยู่เนืองนิตย์พลันเผยรอยยิ้มบางพร้อมกับเดินตามการชักจูงของร่างอรชร แล้วจึงล้มนอนเคียงข้างกันบนเตียงหลังใหญ่

 

"ว่าแต่พี่หาร่างสถิตที่เหมาะสมกับนายท่านได้แล้วรึไม่" ผู้เป็นน้องถามพลางขยับกายยกศีรษะเกยหนุนกับบ่ากว้าง

 

"นักอ่านดาราแห่งความมืดได้ให้คำทำนายข้าไว้ ว่าหากธิดาของสตรีแห่งความมืดที่ถูกส่งไปแฝงตัวในนาคานทร์มิอาจให้กำเนิด บุตรของนาคินทร์ได้แล้วไซร้ บุตรของนางที่เกิดกับชายอื่นคือภาชนะที่เหมาะสม"

 

"อ้าว แล้วถ้านางให้กำเนิดบุตรของนาคินทร์เล่า พี่มิต้องถูกนายท่านกลืนกินดวงวิญญาณจนหมดสิ้นดอกรึ"

 

"คงมิมีทางเกิดเรื่องเยี่ยงนั้นขึ้นดอกเรืองไร เพราะข่าวล่าสุดจากนาคานทร์ ดูเหมือนนาคินทร์จักลุ่มหลงชายารูปงามมากเอาการ ส่วนแม่หญิงผู้นั้นต้องอาญาถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวงด้วยข้อหาทำเสน่ห์ใส่นายเหนือหัว"

 

"แบบนั้นก็ยิ่งแย่มิใช่รึ นางอยู่ในคุกแล้วจักมีเด็กให้พี่ได้เยี่ยงไร"

 

"หึ อยู่ในคุกคงมีมิได้ แต่อีกมินานด้วยอิทธิพลเสนาบดีผู้เป็นบิดาคงหาทางช่วยนางออกมาได้ แล้วที่เหลือคนของพี่จักเป็นผู้จัดการเอง เจ้าวางใจเถอะ"

 

"แล้วเรื่องที่ให้น้องสังหารอัศม์เดชเล่า เมื่อใดพี่จักให้ลงมือเสียที"

 

แม่หญิงผู้มีใบหน้าหวานซึ้งกลับพูดจาโหดเหี้ยมออกมาได้หน้าตาเฉย ซ้ำยังเผยรอยยิ้มสนุกสนานเบิกบานอย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนหน้ามินานนางยังแสดงสีหน้าหมองเศร้าอาลัยอาวรณ์ยามจอมทัพหนุ่มเดินจากไป

 

"ยังก่อนเจ้า จนกว่าสงครามระหว่างปักษีระกับนาคานทร์จักผ่านพ้น และได้เบาะแสเปลวเพลิงแห่งสุริยา...กุญแจแห่งการไถ่ถอนตราผนึกแลคืนชีพองค์มหาอสุระ"

 

"แต่น้องเบื่อที่ต้องเล่นบทนางรำผู้เรียบร้อยอ่อนหวานเต็มที อีกทั้งอัศม์เดชก็หาได้ลุ่มหลงน้องไม่ มิรู้บุรุษผู้นั้นมิมีหัวใจหรืออย่างไร น้องมิเห็นว่าคนผู้นี้จักยอมหยุดอยู่ที่สตรีนางใดเลย แม้จักได้เสกสมรสกับรานี แต่เขากลับยังคงหลับนอนกับสตรีอื่นราวกับมิได้มีพันธะกับผู้ใด จักว่าไม่ซื่อสัตย์ไม่ภักดีก็มิใช่ เพราะหลังจากสิ้นรานี ยุพราชหายตัวไป แทนที่บุรุษผู้นี้จักถือโอกาสกุมอำนาจขึ้นครองเมือง เขากลับส่งคนออกตามหาเจ้าชายคีวายุแทบพลิกแผ่นดิน ซ้ำยังใช้ทุกวิถีทางทั้งปลอบทั้งขู่และโหดเหี้ยมเสียจนผู้คนทั้งหวาดหวั่นและชื่นชม"

 

เรืองไรเล่าความเป็นไปของจอมทัพแห่งปักษีระที่เกิดจากการสืบเสาะเพื่อหาจุดอ่อนของแม่ทัพหนุ่มให้พี่ชายฟัง

 

ส่วนเรวัตฟังผู้เป็นน้องเล่าพลางครุ่นคิดถึงกระไรบางอย่าง ก่อนเอ่ยถามความคิดเห็นของคนนอนข้างๆ กลับไปว่า...

 

"การที่อัศม์เดชออกตามหายุพราชที่หายไป เจ้าแน่ใจรึว่ามิใช่การเสแสร้งเพื่อหวังได้ใจของประชา แล้วค่อยขึ้นปกครองเมืองโดยชอบธรรม"

 

"น้องค่อนข้างแน่ใจ เพราะกว่าสองเดือนที่ผ่านมาเบาะแสของยุพราชยังคงไร้วี่แววให้ค้นพบ พวกขุนนางเริ่มหาลือและกล่าวอ้างว่าผู้ครองนครมิควรเว้นว่าง ขอให้อัศม์เดชขึ้นครองเมือง แต่คนผู้นี้กลับปฏิเสธเสียงแข็งทั้งยังมิยอมให้ราชนิกุลชั้นปลายแถวขึ้นครองเมืองอีกด้วย"

 

"มิว่าอย่างไรผู้ครองเมืองก็ต้องเป็นเจ้าชายคีวายุกระนั้นรึ?"

 

"ใช่แล้วพี่ข้า บุรุษผู้นั้นยืนกรานอย่างหนักแน่นจนน่าแปลกใจเชียวล่ะ"

 

"ฟังจากที่เจ้าเล่ามา ข้ากลับมิแปลกใจเท่าใดนัก" น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยเนิบนาบ หากนัยน์ตาที่เรียบนิ่งดุจน้ำในก้นบ่อกลับฉายประกายเหี้ยมเกรียมขึ้นมาครามครัน "เพราะดูเหมือนจอมทัพแห่งปักษีระจักมิใช่บุรุษผู้ไร้หัวใจดังเจ้าว่าเสียกระมัง"

 

"ฮึ! คนเยี่ยงนั้นน่ะรึจักมีหัวใจ น้องมิมีทางเชื่อดอก" ว่าแล้วก็พลิกร่างหันหลังให้ผู้เป็นพี่ชายด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่ง

 

ถ้าหากอัศม์เดชมีหัวใจจริง เหตุใดบุรุษผู้นั้นจึงมิลุ่มหลงนางเฉกเช่นบุรุษอื่นที่เคยมาติดพันเล่า ทั้งลุ่มหลงทั้งเสน่หาเสียจนแค่นางเอ่ยปากขอหัวใจ บุรุษหน้าโง่พวกนั้นก็ยินดีใช้มีดกรีดอกควักหัวใจให้กับนางเสียบัดนั้น แต่จอมทัพแห่งปักษีระกลับมิเหมือนผู้ใด เขาทำกับนางเหมือนดอกไม้ริมทางผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เย็นชากับนางจนน่าโมโหยิ่ง!

 

อัศม์เดชเอ๋ย...หากเจ้ามีหัวใจจริงดั่งพี่ข้าว่า สักวันข้าจักต้องแย่งชิงมาให้จงได้ แล้วค่อยทรมานเจ้า ให้เจ้าจบชีวิตที่แสนยโสอย่างช้าๆ แม้นอยากร้องขอความเมตตาให้แตกดับเสียบัดนั้น ข้าก็ยังจะค่อยๆ ทรมานเจ้า ให้เจ้าตายอย่างทุกข์ทรมานที่สุด! ข้าขอสาบานกับองค์มหา อสุระ!!

 

 

 

ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดสาวกแห่งความมืดลักลอบพบปะกัน จอมทัพแห่งปักษีระที่กลับเข้าจวนในค่ายทหารก็เริ่มตรวจตรากองเอกสาร ประทับตราอนุมัติระดมคนเกณฑ์ทหาร สั่งซื้อเสบียงเพิ่มจากพวกสมาคมพ่อค้าหน้าเลือด พร้อมทั้งอนุมัติสั่งให้โรงช่างทั่วนครตีอาวุธสำหรับทำการศึก ตัดไม้ในเขตหวงห้ามสำหรับทำลูกธนูและคันศร รวมทั้งให้เหมืองทั้งสี่แห่งในเทือกเขาปีกวาโยเร่งขุดอัญมณีแห่งมนตราให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

 

"ท่านแม่ทัพ ข้าคมกริชมีข่าวมารายงานขอรับ" เสียงนายทหารคนสนิทดังมาจากหลังประตูห้องหับ

 

"เข้ามา" อัศม์เดชเอ่ยอนุญาตโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองไปทางต้นเสียง นัยน์ตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ม้วนเอกสารในมือ

 

"เรียนท่านแม่ทัพ สายจากสุริยตราส่งข่าวมาว่าเจ้าหญิงดารารายยังคงสาบสูญ เจ้าชายสุริยทิศได้ออกตามหาที่บริเวณชายแดนติดกับศิวรันตรี ส่วนที่นาคานทร์มีข่าวลือว่าเจ้าหลวงนาคินทร์ลุ่มหลงในพระชายารูปงามจนมิมีอันทำการกระไรได้แต่เก็บองค์อยู่แต่ในพระตำหนักกลางลำน้ำ และปล่อยให้เจ้าหน่อหอหน้าออกว่าราชการแทนจนสร้างความมิพอใจให้กับเหล่าขุนนาง รวมทั้งเกิดข่าวลือเรื่องฝ่ายต่อต้านที่ต้องการให้นาคานทร์แยกเป็นอิสระจากสุริยตราขอรับ"

 

"เจ้าคิดว่าเยี่ยงไรคมกริช" เสียงห้าวๆ ถามกลับ ขณะที่มือยังคงประทับตราเอกสารที่เหล่าขุนนางเป็นผู้ร่างเสนอ

 

"ดูช่างประจวบเหมาะเกินไปขอรับ ที่จู่ๆ เจ้าหลวงนาคินทร์ที่ได้ชื่อว่ามากความสามารถจักมาลุ่มหลงพระชายาแห่งราชนิกุลสุริยตราเอาเพลานี้ จนถึงขนาดทำให้เกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงในช่วงก่อนที่เหมันตฤดูจักผ่านพ้น ดูคล้ายกับจงใจก่อขึ้นเองอย่างไรชอบกลขอรับ"

 

"ก็คงเป็นเยี่ยงนั้น...อืม นาคินทร์แห่งนาคานทร์ช่างเป็นราชาหนุ่มที่หลักแหลมและใจกล้าอาจหาญมิน้อย" จอมทัพแห่งปักษีระกล่าวปรารภเพียงแค่นั้นก็ยิ่งสร้างความอยากรู้ให้กับคมกริชมิน้อย

 

"การก่อความขัดแย้งในช่วงฤดูหนาวอันโหดร้ายมันจักเป็นการดีได้อย่างไร มันมิยิ่งสร้างความกดดันให้ผู้ต่อต้านยิ่งโกรธแค้นรุนแรงขึ้นไปอีกรึขอรับ...ท่านแม่ทัพ"

 

"ข้าถึงได้บอกว่าเจ้าหลวงหนุ่มผู้นี้ช่างอาจหาญนักที่หาญกล้าสร้างความขัดแย้งขึ้นในช่วงที่ยากเข็ญที่สุด เพื่อทำการกวาดล้างผู้มีใจคิดกบฏในคราวเดียว ถ้าหากมิมีใจเด็ดเดี่ยวแล้วไซร้คงมิกล้ากระทำการในช่วงเพลานี้เป็นแน่แท้ แต่เรื่องที่ว่าลุ่มหลงชายารูปงามที่เป็นบุรุษเพศเห็นท่าจักเป็นจริง เพราะถ้ามิกวาดล้างผู้ก่อกบฏให้เสร็จสิ้น ยามที่ต้องยกทัพมายังชายแดน มิเพียงผู้เป็นชายาจักตกอยู่ในอันตราย การที่หัวใจต้องมัวมาพะวักพะวงความปลอดภัยของอีกฝ่ายก็มีแต่จักทำให้การศึกเพลี่ยงพล้ำกับฝ่ายเรา"

 

พอพูดถึงเรื่องเปิดศึกกับนาคานทร์ คมกริชก็ใคร่มิสบายใจนัก ที่ไม่สบายใจมิใช่ว่าเขาขลาดกลัวเรื่องศึกสงคราม หากแต่เป็นเหตุผลในการเปิดศึกในครานี้ต่างหากเล่า!

 

"เอ่อ ท่านแม่ทัพ ท่านเชื่อคำพยากรณ์ของนักอ่านดาราแห่งความมืดหรือขอรับ"

 

"ข้า เชื่อ..." เสียงกระทบของตราประทับพลันหยุดลง "นางอาจจักชั่วร้าย อาจจักมีแผนการบางอย่างอยู่เบื้องหลัง หากแต่คำทำนายของนางเฒ่ามิเคยโป้ปด เมื่อข้าค้นพบเปลวเพลิงแห่งสุริยา...เปลวเพลิงสีทองอันเก่าแก่ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นก่อนเหล่าดาราศักดิ์สิทธิ์จักก่อกำเนิดในระหว่างทำสงครามกับนาคานทร์ได้แล้วไซร้ เปลวเพลิงแห่งสุริยาจักนำทางข้าให้ได้พบกับคีวายุ"

 

"หากท่านแม่ทัพเชื่อมั่นเฉกเช่นนั้น ข้าก็ขอเชื่อเยี่ยงนั้นเฉกเช่นกันขอรับ เพียงแต่เรื่องคำทำนายของนักอ่านดาราแห่งความมืดคงมิอาจป่าวประกาศใช้เป็นเหตุแห่งสงครามได้ดอกขอรับ ท่านคงต้องหาเหตุผลอันชอบธรรมในการเปิดศึกครานี้"

 

"เรื่องเหตุผลข้าคิดไว้แล้ว" อัศม์เดชว่าพลางผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก...รอยยิ้มที่คนเป็นลูกน้องคนสนิทมิได้เห็นมานานนับตั้งแต่ที่องค์ยุพราชหายสาบสูญ

 

"ก่อนสิ้นฤดูหนาวหนึ่งเดือนให้เจ้าหาคนที่ไว้ใจได้ปลอมเป็นคีวายุ จากนั้นให้ป่าวประกาศออกไปว่าทางเราตามหาองค์ยุพราชพบที่หุบเขาลึกแถบเทือกเขาปีกวาโย หากแต่พระองค์กลับประชวรด้วยโรคประหลาดหลับใหลมิได้พระสติราวกับโดนคำสาปนิทรา และมีแต่ดาราศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถไถ่ถอนคำสาปนี้ได้ รวมทั้งชำระล้างแผ่นดินปักษีระที่มีแต่ฤดูหนาวแลทุ่งน้ำแข็งให้กลับมาอุดม สมบูรณ์อีกครั้ง แล้วข้าจักส่งสาส์นถึงสุริยตราขอให้ส่งสุริยันส่องหล้ามาเพื่อแลกกับการระงับศึก แค่นี้คงเป็นเหตุผลอันชอบธรรมของเจ้าได้แล้วกระมัง...คมกริช"

 

"ขอรับท่านแม่ทัพ เพียงแต่พอท่านกล่าวอ้างถึงสุริยันส่องหล้าก็ให้ยิ่งน่าคิดและสมเหตุผลยิ่ง เพราะในขณะที่ปักษีระกลายเป็นทุ่งน้ำแข็ง ศิวรันตรีแปรเปลี่ยนเป็นผืนทราย กลับมีเพียงสุริยตราเท่านั้นที่ได้รับการปกปักคุ้มครอง มีเพียงแค่ที่นั่นที่ยังคงผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ ดูเหมือนทวยเทพจักลำเอียงเกินไปแล้วขอรับ"

 

"หากเจ้าคิดว่าทวยเทพลำเอียงล่ะก็ ข้าจักบอกเหตุผลที่แท้จริงให้ว่าเหตุใดปักษีระจึงกลับกลายเป็นทุ่งน้ำแข็ง ก่อนอื่นเจ้าลองบอกข้ามาว่าสิ่งใดที่ปักษีระและศิวรันตรีมีแต่สุริยตราไม่มี อ้อที่นาคานทร์ก็มิมีเฉกเช่นกัน"

 

แม้คำถามของผู้เป็นนายจะสร้างความงุนงงให้คมกริชมิน้อย ทว่านายทหารหนุ่มก็หาได้เอ่ยขัดหรือบ่นแต่อย่างใดไม่ ชายหนุ่มเพียงค่อยๆ รื้อค้นข้อมูลที่อยู่ในหัว ก่อนเลือกคำตอบที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ที่สุดออกมา

 

"ถ้าถามถึงสิ่งใดที่ปักษีระและศิวรันตรีมีแต่สุริยตรากับนาคานทร์หามีไม่ คงเป็นอัญมณีแห่งมนตรากระมังขอรับ เพราะแม้นนาคานทร์จักมีเหมืองอัญมณีเฉกเช่นกัน แต่ก็แค่อัญมณีธรรมดาที่ใช้เป็นเครื่องประดับ หากต้องทำการแปรเปลี่ยนให้เป็นเครื่องรางก็มีแต่ต้องจัดสร้างบรรจุมนตราเอาเอง"

 

"แล้วเจ้าคิดว่าอัญมณีแห่งมนตราที่เกิดตามธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นได้เยี่ยงไรหรือรับมนตรามาจากสิ่งใด?"

 

เป็นคำถามที่ทำให้นายทหารหนุ่มต้องขมวดคิ้วมุ่น เพราะจะมีผู้ใดมานั่งขบคิดเล่าว่าอัญมณีเหล่านั้นเกิดอย่างไรหรือมีมนตรามาได้เยี่ยงไร แต่หากถามว่าพบพวกมันได้ที่ใดก็ว่าไปอย่าง...ก็ในเมื่อพวกมันมีเกลื่อนในเทือกเขาปีกวาโย...

 

แล้วทันใดนั้นคมกริชก็พลันรู้คำตอบ! ว่าเหตุใดอัญมณีเหล่านั้นจึงได้เปี่ยมไปด้วยมนตรา!!

 

"ระ...เรื่องนั้นหรือว่า...หรือว่าจากผืนแผ่นดินหรือขอรับ!" ก็ในเมื่ออัญมณีคือกรวดหินที่เกิดขึ้นจากขุนเขา มนตราที่ถูกกลืนกินก็ย่อมมิพ้นแหล่งที่พวกมันถือกำเนิด! มนตราที่เปรียบได้ดั่งชีวิตของผืนแผ่นดิน!!

 

"เจ้ารู้เยี่ยงนั้นก็ดีแล้ว" จอมทัพหนุ่มกล่าวสำทับ ก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับกองเอกสารตรงหน้าราวกับว่าความจริงที่ได้บอกกล่าวออกไปนั้นเป็นเพียงเรื่องของฟ้าดินอากาศธรรมดาทั่วไป

 

 "ท่านล่วงรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อใดขอรับ" คมกริชกล่าวถามออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด

 

 "เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนไปสำรวจเหมืองที่เกิดหิมะถล่มที่เทือกเขาปีกวาโย...แล้วเจ้าก็มิต้องเสียเพลาไปครุ่นคิดจักทำกระไรเพื่อหยุดยั้งอัญมณีเหล่านั้น เพราะพวกมันจักมิยอมหยุดกลืนกินจนกว่าแผ่นดินจักแห้งเหือด หรือถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้งานหรือก่อสงครามอย่างไรเล่า"

 

"แต่ถ้าเราขุดพวกมันขึ้นมาทั้งหมดเล่าขอรับ บางที่อาจหยุดยั้งมิให้ผืนแผ่นดินต้องกลายเป็นเยี่ยงนี้"

 

"มิมีผู้ใดล่วงรู้ดอกเจ้า ว่าพวกมันมีจำนวนมากเท่าใด แล้วเหตุใดพวกมันถึงได้กำเนิดขึ้นมา ขนาดหลายร้อยปีที่ผันผ่านพวกมันถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้ในสงครามและยังประโยชน์ในชีวิตประจำวันตั้งมากมาย หินเหล่านั้นกลับมิคล้ายจักลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย"

 

ว่าแล้วร่างสูงก็หยิบอัญมณีสีแดงเพลิงจากกล่องเครื่องเงินบนโต๊ะขึ้นมาเม็ดหนึ่ง ก่อนจะโยนมันเข้ากองไฟในเตาผิงที่กำลังจักมอบดับ เปลวเพลิงสีแดงฉานพลันลุกพรึบส่งความอบอุ่นขับไล่ความหนาวเย็นและส่องแสงให้ภายในห้องสว่างไสวขึ้นทันตา

 

ส่วนคมกริชยังคงนิ่งอึ้ง สมองๆ น้อยของชายหนุ่มคล้ายกับยังอื้ออึงอับจนหนทางเมื่อได้ฟังถ้อยวาจาของจอมทัพหนุ่ม

 

"อ้อ...แต่บางทีเหล่าดาราอันศักดิ์สิทธิ์อาจช่วยหยุดยั้งหรือชำระล้างอัญมณีพวกนั้นให้กลับกลายเป็นก้อนกรวดธรรมดาก็เป็นได้" อัศม์เดชยังคงกล่าวเนิบๆ ราวกับมิเห็นว่าสิ่งที่บอกเล่านั้นจะสำคัญไฉน จนคนฟังทั้งปวดใจท้อแท้และสิ้นหวังในการพลิกฟื้นผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

 

"ถ้าข้าถามท่านว่าเหตุใดจึงมิส่งคนออกตามหาเหล่าดาราสวรรค์ ท่านแม่ทัพคงตอบข้าว่า...หากเหล่าดาราค้นหาได้ง่ายดาย ปักษีระคงมิต้องเปิดศึกช่วงชิงผืนแผ่นดินของสุริยตราใช่หรือไม่ท่านแม่ทัพ"

 

"...."

 

จอมทัพหนุ่มมิได้ตอบคำนายทหารคนสนิท เขาเพียงเผยรอยยิ้มให้เท่านั้น

 

คมกริชเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะโค้งกายคำนับผู้บังคับบัญชา ทว่าขณะหมุนร่างจะจากไป เสียงห้าวๆ พลันเอ่ยถามถึงผู้ใดบางคนจนนายทหารหนุ่มอดมิได้ที่ต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ

 

"ตอนนี้พิชยะเป็นเยี่ยงไร"

 

"เขายังถูกคุมขังในคุกขอรับ"

 

"งั้นรึ" นัยน์ตาคมกริบแฝงไปด้วยอำนาจจ้องสบนัยน์ตาที่มีแววตื่นตระหนกน้อยๆ ชั่วพริบตา ก่อนจะถูกเจ้าตัวลบทิ้งอย่างแนบเนียน

 

"พรุ่งนี้ตอนสายๆ ข้าจักไปเยี่ยมเขาที่คุมขัง" น้ำเสียงห้าวๆ เข้มขึ้นที่ท้ายประโยคราวกับจะเน้นย้ำ

 

"ขะ...ขอรับ" นายทหารหนุ่มรีบรับคำ ก่อนจะโค้งกายให้ผู้เป็นนายอีกครั้ง แล้วพยายามบังคับขาทั้งสองข้างมิให้ก้าวเร็วเกินจนเป็นที่ผิดสังเกต ทั้งที่หัวใจของชายหนุ่มนั้นเต้นระรัว หวาดกลัวว่าจอมทัพจะจับโกหกของเขาได้

 

มิน่าเลย! ข้ามิน่าไปนึกสงสารคนปากแข็งพรรค์นั้น จนเกือบจะซวยไปด้วย...ให้ตายเหอะ!! ปล่อยให้เจ็บหนักปางตายอยู่ในคุกนั่นก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ

 

คมกริชคิดแล้วก็อยากเอาหัวโขกเสาที่อยู่ตรงหน้านัก เพราะมิรู้กระไรดลจิตดลใจให้เขาพาพิชยะที่ถูกพิษไข้รุมเร้าเนื่องจากแผลที่ ถูกเขาเฆี่ยนตีเกิดการอักเสบอย่างหนักไปไว้ที่บ้านของตน

 

ให้ตายเถอะ! ทั้งๆ ที่ก็ย้ำนักย้ำหนาแล้วให้ดูแลใส่ยาให้ดี แล้วนี่มันเรื่องบ้าบอกระไร เจ้านั่นกลับเจ็บหนักอย่างกับมิเคยได้รับการดูแลรักษา มันน่าสั่งลงโทษผู้คุมทั้งเรือนจำให้หมดเสียจริง!!

 

นายทหารหนุ่มได้แต่บ่นงึมงำสบถสาบานไปตลอดทางจนถึงหน้าเรือนหลังน้อยอันเป็นบ้านที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของตน

 

"นั่นเจ้าเข้ามาทำกระไรในเรือนของข้า" คมกริชเอ่ยเสียงดุ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าร่างสูงผอมเดินออกมาจากประตูรั้วหน้าเรือน

 

"อะ...เอ่อ ข้ามาจากกองเยียวยาขอรับ ข้าได้รับคำสั่งจากท่านหมอหลวงให้มารักษาคนป่วยในเรือนของท่านขอรับ" เด็กหนุ่มรีบโค้งคำนับนายทหารยศระดับนายกอง พร้อมกับยื่นแผ่นป้ายแสดงตนให้

 

คมกริชรับแผ่นป้ายมาพิจารณาก่อนยื่นส่งคืนให้เด็กหนุ่ม

 

ชั่วขณะที่รับแผ่นป้ายคืนมาและได้สัมผัสฝ่ามืออุ่นจัดของนายทหารตรงหน้า ทำให้มนัสรับรู้เรื่องราวในอดีตส่วนหนึ่งของคมกริช

 

"อาการของเขาเป็นเยี่ยงไร" เสียงห้าวๆ ถามไถ่ มนัสจึงกล่าวตอบไปว่า...

 

"ไข้ลดลงแล้วขอรับ เพียงแต่ต้องคอยใส่ยาสมานแผลทุกๆ สองชั่วยามกับดื่มยาสมุนไพรที่ข้าน้อยบอกกล่าววิธีต้มให้กับเด็กรับใช้ของนายท่านแล้วขอรับ"

 

"อืม นี่ก็ดึกมากแล้ว ตอนกลับก็ระวังให้ดีๆ ล่ะ" นายทหารหนุ่มกล่าวเตือนไปตามประสาคนอายุมากกว่า

 

"ขอรับ นายท่านช่างจิตใจดียิ่งนัก" เด็กหนุ่มว่าแล้วโค้งคำนับให้อีกครั้ง

 

"หา! นั่นเจ้าว่ากระไร"

 

"มิมีอันใดขอรับ" ผู้เยียวยาฝึกหัดกล่าวแค่นั้นก่อนจะรีบเดินจากไป

 

"เด็กกระไรพูดจาชวนฟังพิลึกเชียว ว่าแต่หน้าตาดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ใดมาก่อน..." แต่นึกเท่าใดเขากลับนึกมิออก

 

เออช่างเหอะ กลับไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้ยังต้องมีเรื่องที่ต้องรีบเร่งจัดการให้เรียบร้อย

 

ส่วนเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยของคมกริชนั้นเพลานี้กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงของเขา

 

เอาเหอะแค่คืนนี้คืนเดียวยอมยกเตียงให้เจ้าก็ได้ คิดแล้วชายหนุ่มเจ้าของบ้านก็ล้มตัวลงนอนบนพรมขนสัตว์ข้างเตาผิง

 

อย่างไรเสียเขาเองก็ชอบมางีบหลับอยู่ตรงนี้อยู่บ่อยครั้งไป...

 

ขณะที่คมกริชกำลังเคลิ้มหลับ กลับมีมือลึกลับคู่หนึ่งช้อนอุ้มร่างของเขาขึ้นจากพื้น นายทหารหนุ่มพลันสะดุ้งเฮือก ก่อนที่แผ่นหลังจะสัมผัสกับที่นอนอันหนานุ่ม ตามติดมาด้วยอ้อมแขนและแผ่นอกเปลือยเปล่าอุ่นจัดกกกอดร่างของเขาไว้ในวงแขนแกร่ง

 

"นี่เจ้าจักทำกระไร พิชยะ!" คนถูกกอดจนมิอาจขยับมือเท้าได้ถามเสียงสูง เรียวคิ้วขมวดมุ่น

 

"นอนที่พื้นประเดี๋ยวก็เป็นหวัดดอกเจ้า" เสียงทุ้มห้าวติดจะงัวเงียหน่อยๆ เอ่ยกระซิบที่ข้างหู

 

"อืม...หรือเจ้าคิดว่าข้าจักทำอย่างว่ากับเจ้ากระนั้นรึ คมกริช" ท้ายเสียงคล้ายจะหัวเราะออกมาน้อยๆ

 

"อย่ามาท้าทายข้าพิชยะ ข้าอุตส่าห์เสี่ยงนำเจ้าออกมารักษาที่ข้างนอกนี่ หัดสำนึกบุญคุณเสียบ้าง"

 

"แต่ที่ข้าเจ็บหนักเยี่ยงนี้ มันก็เพราะฝีมือของเจ้ามิใช่หรือไรกัน" ว่าแล้วปลายจมูกโด่งก็เริ่มคลอเคลียอยู่ข้างแก้มคนในอ้อมกอด ก่อนที่ริมฝีปากของคนเคยปากหนักจะขบกัดเบาๆ ที่ต้นคออย่างจงใจให้เหลือรอยประทับไว้

 

"หยุดนะ! ไอ้คนลืมบุญคุณ!! ขืนกล้าทำกระไรประหลาดๆ อีกล่ะก็ ข้าจักฆ่าเจ้า!!"

 

"งั้น ก่อนตายก็ขอมีความสุขก่อนล่ะกัน" จบคำ พิชยะพลันแนบประกอบริมฝีปากของอีกฝ่าย บดจูบอย่างเร่าร้อนแทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปากอุ่นๆ ไล่ต้อนจนเรือนร่างของคนในอ้อมกอดสั่นระริกไร้แรงต่อต้านขัดขืน

 

"ทีนี้ถือว่าเราหายกัน หากคราวหน้าเจ้ายังเฆี่ยนตีข้าอีก ข้าจักปล้ำเจ้าจริงๆ ล่ะ บอกไว้ก่อนว่าข้าพูดจริงทำจริง"

 

"ไอ้หน้าด้าน! คราวหน้าข้าจักไม่เฆี่ยนตีเจ้า แต่จักฆ่าเจ้าต่างหาก!!" ว่าแล้วก็ออกแรงผลักดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง

 

ไอ้ยักษ์นี่แรงควายเป็นบ้า!!

 

ยิ่งคมกริชออกแรงดิ้นขัดขืน ร่างกายก็ยิ่งถูกอ้อมแขนแกร่งลัดแน่นยิ่งขึ้น

 

"หากเจ้ามิยอมหลับนอนดีๆ ข้าก็จักมิเกรงใจหลับนอนกับเจ้าจริงๆ" พิชยะกล่าวเสียงเรียบ แต่มือไม้เริ่มอยู่มิสุข

 

"นี่เจ้าเป็นพวกผิดเพศหรือไร หนึ่งคำก็จักกอดข้า สองคำก็บอกจักกอดข้า!"

 

"แล้วเจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นพวกผิดเพศจริงหรือแค่แกล้งอำ"

 

"ไม่! ผู้ใดจักอยากไปรู้เรื่องของเจ้ากัน" คมกริชรีบตอบปฏิเสธทันควัน ใบหน้าซีดเผือด เพราะหากอีกฝ่ายผิดเพศจริง เขาที่สู้แรงอีกฝ่ายมิได้ก็ย่ำแย่น่ะสิ!

 

"ดี เยี่ยงนั้นก็จงนอนหลับนิ่งๆ ไปเสีย เรื่องจักฆ่าจักแกงกระไรนั่น เอาไว้เป็นพรุ่งนี้เถอะ"

 

"กะ...ก็ได้...แต่เจ้าอย่ามาทำกระไรพิลึกอีกล่ะ"

 

แล้วคมกริชก็ยินยอมหลับตาลงด้วยความหวาดระแวง หากแต่เมื่อเพลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ พิชยะหาได้มีทีท่าคุกคามแต่อย่างใดไม่

 

คนถูกกอดจึงค่อยๆ ลดความหวาดระแวงลงก่อนจะเผลอหลับไปในที่สุด

 

"หึๆ นิสัยเจ้ามิเปลี่ยนจากตอนเด็กๆ เลยแม้แต่น้อย ช่างหลงเชื่อคนง่ายนัก" พิชยะเผยรอยยิ้มบาง จ้องมองใบหน้าคนหลับใหลภายใต้แสงไฟเรื่อเรืองจากเตาผิง ก่อนเรียวคิ้วดกหนาจักขมวดเข้าหากัน

 

"แต่เหตุใดเล่าคนจิตใจดีงามเช่นเจ้าจึงได้เลือกมาเป็นทหารแทนที่จักอยู่รับใช้เหล่าทวยเทพ"

 

ชายหนุ่มนึกแปลกใจยิ่งตั้งแต่ได้พบหน้ากันอีกครั้งหลังจากที่เขาถูกคัดเลือกให้มาเป็นองครักษ์ประจำองค์ยุพราช

 

คมกริชเอ๋ย...นี่ เจ้าลืมเรื่องเพื่อนสมัยเด็ก ลืมพิชยะคนนี้จริงๆ แล้วน่ะรึ?

 

แล้วเกิดกระไรขึ้นกับเจ้ากันแน่หลังจากที่ข้าออกจากบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าไปเป็นทหาร เจ้าก็ควรไปเป็นนักบวชฝึกหัดตามที่ใฝ่ฝันมิใช่หรือไร เหตุใดสิบปีให้หลังเจ้าถึงได้ไปอยู่ข้างกายคนโหดร้ายเยี่ยงอัศม์เดชได้เล่า

 

ยิ่งคิดเขายิ่งมิเข้าใจ หากแต่สองแขนแกร่งกลับตระกองกอดคนนอนหลับเอาไว้แน่นอย่างหวงแหน และมิคิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปเป็นหนที่สอง!

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

 
 
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

6,257 ความคิดเห็น

  1. #5979 tungminpe (@tungminpe) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 21:03
    มีอดีตด้วย ว้ายๆๆๆ
    #5979
    0
  2. #4466 +tO Dr3aM,To f Ly+ (@milmilmil) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 2 มีนาคม 2557 / 00:22
    เทพบิดรจะรักสนุกเกินไปไหม
    #4466
    0
  3. #4401 aj68 (@ai68) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:21
    พิชยะ กับ คมกริช น่ารักอ่ะ !
    #4401
    0
  4. #4236 Ma-A-Queen (@ma-a-queen) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2556 / 18:06
    :")
    #4236
    0
  5. #3904 nonyya (@nonyya) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 / 12:02
    รออยู่นานมาก ดีใจที่ได้อ่านซะที
    #3904
    0
  6. #3903 cizur's (@sojuiruye) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 / 20:32
    โอ้ย ฟินทุกคู่ น่ารักมากๆเลย
    แอบคิดถึงอรัณย์แล้ว แต่คงอีกสักพักใหญ่ๆ
    ใช่ไหมคะ แล้วเปลวไฟ หมายถึงทิวทิวใช่ไหมน้อ
    #3903
    0
  7. #3902 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 / 17:09
    โอ๊ยยย... คู่ฟินมาอีกแล้ว >w< !! มดกัดจนแสบไปทั้งตัวแล้วค่ะ =w=
    #3902
    0
  8. #3900 lormay (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2556 / 22:59
    เป็นผชที่ถึงจะไม่ใช่พระเอกแต่มาแรงมาก ทุกอย่างกินขาดได้คะแนนนำราชาแห่งภูติหมด

    เสียอย่างเดียวตรงที่คีวาไม่มีใจให้นี่แหล่ะ
    #3900
    0
  9. #3899 Rainbow_Jang (@bovy30) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2556 / 17:36

    จะติดตามเรือยๆค่ะ
    กำลังสนุกเลยจบตอนซะแล้ว
    #3899
    0
  10. #3897 sunshadow (@sunshadow) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2556 / 02:33
    ทำไมรู้สึกว่าภาคนี้มีหลายคู่จังนะ จนเริ่มจะงงแล้วล่ะ ก็เล่นโผล่มาแค่คู่ละนิดหน่อยเองนี่
    #3897
    0
  11. วันที่ 2 กรกฎาคม 2556 / 00:37
    อ๊ายย ฟินทุกคู่อ่ะเรื่องนี้>////<
    #3895
    0
  12. #3894 นักอ่าน...lnwcool (@lnwcool) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 20:32
    ฮ่ะๆๆ.....


    ได้เจอคู่อีกหนึ่งคู่แล้ววววววววววว

    น่ารักดีเนาะ
    #3894
    0
  13. #3893 nomkhon (@nomkhon) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 19:28
    ที่แท้เรื่องก็ยังไม่ถึงตอนสงครามในเรื่องจันทราสีเงินนั่นเอง
    แต่กำลังสนุกเลยนะคะ มีฉากกุกกิ๊กๆของคู่อื่นๆมาให้เห็นเรื่อยๆ
    อยากให้ถึงตอนต่อไปเร็วๆจังเลย><
    มันค้างงงงงงงงงงง 555++
    #3893
    0
  14. #3892 FanatismO (@love56) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 18:26
    มาทำให้ค้างอีกแล้ว รอตอนต่อไปค่า อัพๆ 
    #3892
    0
  15. วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 14:02
    ป้าดดดดดดดดด ชอบคู่คมกริซกับพิชยะอ่ะ
    #3890
    0
  16. #3889 neschan (@netsu) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 09:32
    สนุกมากๆค่ะ
    จะรออ่านต่อนะคะ
    #3889
    0
  17. #3888 นีน่ะ (@suganyaa) (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 08:59
    งง นิดหน่อยแหะ  แต่พอจะเข้าใจน่ะ
    ตอนต่อไปจะรออ่านน่ะ
    #3888
    0
  18. #3887 kizz (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 04:07
    สรุกมากคร่าาาาาาา รออัพพพจ้าาาา
    #3887
    0