บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 72 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 15 : เปลวเพลิงแห่งสุริยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    28 ก.ค. 56

ภาคจอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 15 : เปลวเพลิงแห่งสุริยา

 

พอรู้สึกตัวอีกครั้ง....ท่ามกลางความมืดมิด เสียงเพรียกหาอันไพเราะแลโศกเศร้าพลันหยุดเงียบลง ก่อนถูกแทนที่ด้วยเสียงสายน้ำร้อยพันถาโถมหลั่งไหลจากที่สูงกระทบหินผาลงสู่เบื้องล่างที่มิอาจคาดหยั่งความลึกชันได้

 

หากแต่สดับจากเสียงสายน้ำแล้ว ม่านน้ำตกแห่งนี้มีขนาดใหญ่ไม่น้อย อีกทั้งกลิ่นชื้นจากไอดินและบุปผาไพรรอบด้านที่มิเคยคุ้นบ่งชัดว่านางมีเคยเหยียบย่างมายังสถานที่แห่งนี้

 

"ท่านพี่...ท่านพี่มยุเรศ!"

 

เสียงร้องเรียกของผู้เป็นอนุชาดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ...ทว่าเสียงร้องเรียกอันร้อนรนนั้นกลับทำให้นางรู้สึกกังวลยิ่ง จนเผลอขยับก้าวถอยไปหนึ่งก้าว โดยหารู้ไม่ว่าที่ด้านหลังคือปากเหวน้ำตก หากพลาดพลั้งพลัดตกลงไปร่างทั้งร่างอาจจมหายมิหวนกลับขึ้นมา

 

แต่ก่อนที่ร่างระหงจักก้าวถอยหลังไปอีกก้าวแล้วพลัดตกลงไปนั้น มือหนึ่งพลันเอื้อมมาเกาะกุมมือของนางไว้พร้อมกับฉุดร่างของหญิงสาวดึงกลับเข้ามาจากขอบเหวที่ร่างระหงเหยียบยืนอย่างหมิ่นเหม่แลดูน่าหวาดเสียวยิ่ง

 

ทว่าในจังหวะชั่วพริบตานั้น แม่หญิงมยุเรศผู้มิอาจมองเห็นสิ่งใด เพราะอำนาจตาทิพย์ยังคงถูกพิษสะกดไว้ นางกลับดึงกริชจากข้างเอวแทงสวนไปยังร่างเจ้าของมือเรียวขาวที่อุตส่าห์ช่วยนางมิให้พลัดตกลงไปในเหวลึก

 

ร่างที่ถูกประทุษร้ายพลันบิดกายเบี่ยงหลบปลายแหลมจากคมอาวุธที่พุ่งเข้าหาได้อย่างงดงาม

 

"ประเดี๋ยวก่อนท่านพี่ นี่ข้าเอง คีวายุ"

 

"เจ้ามิใช่"

 

มยุเรศสืบเท้าเข้าหาเสียงที่อ้างว่าเป็นน้องชายอย่างรวดเร็ว ก่อนตวัดปลายกริชในมืออย่างคล่องแคล่ว เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่องดุจสายน้ำไหล ตามติดสุ้มเสียงของอีกฝ่ายที่พลิ้วกายหลบไปมาอย่างมิให้มีจังหวะที่ว่างเว้น เพราะนางมิต้องการเปิดโอกาสให้คนตรงหน้าเอื้อนเอ่ยมนตราใดๆ ทั้งสิ้น

 

แต่แล้วจู่ๆ เสียงการขยับเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายกลับเงียบสงบลง ราวกับคนผู้นั้นได้ลบตัวตนหายไปจากตรงหน้า

 

มยุเรศได้แต่กำด้ามกริชในมือแน่น เรียวคิ้วโก่งสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ร่างบอบบางพยายามตั้งสมาธิสดับเสียงที่แปรเปลี่ยนรอบด้าน ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม รวมทั้งจับกลิ่นสาบคาวเลือดจางๆ ที่มิใช่กลิ่นเฉพาะตัวของคีวายุเป็นแน่

 

"ถ้าเจ้าคิดว่าการถ่วงเพลาเยี่ยงนี้เพื่อรอจอมภูตมาช่วยล่ะก็...ข้าบอกได้เลยว่าเปล่าประโยชน์ เพราะสถานที่ที่เจ้าก้าวเข้ามานั้นหาใช่ป่ามายาไม่ แลจอมภูตจักมิมีทางล่วงรู้ว่าเจ้าอยู่ ณ ที่ใด" เสียงอันหวานไพเราะจนน่าลุ่มหลงเอื้อนเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะน้อยๆ อย่างเบิกบาน แล้วกล่าวต่อไปว่า

 

"อ้อ แต่ก็อาจมีผู้ใดบางคนที่เจ้าห่วงหานักหนาหลงเข้ามาก็เป็นได้ เพราะกับดักเวทเคลื่อนย้ายที่ข้าจงใจวางไว้นั้นเป็นแบบฉบับที่ข้าสร้างขึ้นเพื่อดักจับลูกมนุษย์โดยเฉพาะ"

 

เพียงได้ฟังสุ้มเสียงหวานเสนาะเฉกเช่นเดียวกับเสียงสะกดที่เพรียกหา มยุเรศก็มั่นใจว่านางกำลังเผชิญหน้าอยู่กับผู้ใด

 

"ท่านต้องการสิ่งใดจากข้า แม่มดแห่งท้องทะเล" ร่างบอบบางค่อยๆ หมุนกายอย่างรัดกุมไปทางต้นเสียง

 

"เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ แม่หนูนักอ่านดารา"

 

"เยี่ยงนั้น ท่านออกจากที่คุมขังได้เยี่ยงไร?"

 

แม่มดแห่งท้องทะเลพลันหัวเราะน้อยๆ อย่างรื่นรมย์ออกมาอีกครั้ง "ข้าบอกแล้วว่าถ่วงเพลาไปก็เปล่าประโยชน์ แต่ถ้าเจ้ายินยอมมอบหัวใจให้ข้า ข้ารับรองว่าจักมิแตะต้องน้องชายที่แสนจักน่ากินของเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ"

 

"ท่านแค่ต้องการเพียงหัวใจข้ากระนั้นรึ?"

 

"มิได้ หัวใจที่ข้าหมายย่อมรวมถึงเปลวเพลิงแห่งสุริยาด้วยแม่หนู"

 

"ในเมื่อท่านมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ แม้ว่าจักต้องช่วงชิงชีวิตของผู้อื่นก็ตาม แล้วท่านยังจักอยากครอบครองเปลวเพลิงสีทองไปเพื่อสิ่งใด" มยุเรศกล่าวเหน็บด้วยสีหน้าแย้มยิ้มพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สายลมจากหุบเหวพลันกรูเกรียวพัดต้องเกศาสีแดงจนสยายพลิ้วไหวดุจเปลวเพลิง

 

"อืม ถ้าข้าพูดว่าเบื่อเข่นฆ่าผู้อื่นเพื่อต่อชีวิตให้ตนเล่า เจ้าจักยินดียกเปลวเพลิงอมตะให้แก่ข้าได้หรือไม่"

 

"ผู้ถือครองเปลวเพลิงแห่งสุริยามีเพียงปักษาแดงเท่านั้น"

 

"เยี่ยงนั้นข้าจักควักหัวใจเจ้าเป็นคนสุดท้ายก็แล้วกัน แม่หนูน้อย" เสียงไพเราะเอื้อนเอ่ยหวานเสนาะหู ทว่าถ้อยแห่งความหมายกลับช่างน่าขนลุกยิ่ง

 

อีกทั้งยังเสียงศาสตราวุธที่ค่อยๆ ถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ กับเสียงฝีเท้าย่างก้าวเข้าหาอย่างแผ่วเบา ทำให้แม่หญิงมยุเรศได้แต่ก้าวถอยหลังไปอีกสองก้าว จนฝาเท้าสะดุดเข้ากับขอบเหว เสียงเศษหินก้อนกรวดร่วงกราวร่วงหล่นสู่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าเบื้องล่าง ก่อนถูกกลบด้วยเสียงสายน้ำและสายลม

 

แม่หญิงมยุเรศพลันรู้สึกถึงเสียงหัวใจเต้นระส่ำร่ำร้องว่า 'แย่แล้ว! แย่แล้ว!' ซ้ำไปมา ทว่าท่าทีภายนอกของนักอ่านดาราผู้เก่งกาจที่สุดในแดนดินกลับยังคงรักษาท่าทีที่สงบนิ่ง ริมฝีปากระบายยิ้มน้อยๆ คล้ายกับว่านางได้ตัดสินใจกระไรบางอย่างได้แล้ว

 

ทว่าทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีมีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งเข้าหาลำคอซีดขาวของนางแม่มดอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แม่มดแห่งท้องทะเลจึงจำต้องชะงักเท้าเบี่ยงกายหลบไปด้านหลัง ก่อนจะกำชับมีดในมือแน่นพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้งโดยมิคิดจักสนใจผู้อื่นใดทั้งสิ้น นั่นเพราะผู้ครองเปลวเพลิงอมตะกำลังจะหนีนางด้วยการตั้งใจจะทิ้งร่างลงสู่เหวน้ำตก!

 

"ท่านพี่ อย่า!..." คีวายุร้องตะโกนก้อง ร่างสูงรีบกระโจนเข้าหาผู้เป็นพี่อย่างมิคิดชีวิต

 

เจ้าชายหนุ่มดึงรั้งเอวร่างบอบบางที่ทำท่าจะร่วงหล่นลงสู่เหวลึกเบื้องล่างเข้ามาในอ้อมกอด

 

"ขะ...ข้าดีใจที่ได้ปกป้องท่านพี่" เสียงของผู้เป็นน้องเอ่ยกระซิบแหบพร่าคล้ายกับเจ้าตัวกำลังอดกลั้นต่อสิ่งใด หากแต่กลิ่นเลือดเข้มข้นที่กำจายจากร่างสูงเพรียวลมที่กำลังโอบกอดนางมิยอมปล่อยกลับฟ้องชัดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

 

นัยเนตรสีน้ำตาลแดงที่มิอาจสะท้อนภาพใดๆ กลับจดจ้องมองนางแม่มดเขม็ง

 

"หือ? น้องของเจ้าผิดเองนะที่มาขวางทางข้า แต่เอาเถอะข้ามิปล่อยให้เขาแตกดับโดยเปล่าประโยชน์ดอกเจ้า" แล้วแม่มดผู้มีน้ำเสียงหวานไพเราะก็แลบลิ้นเลียของเหลวสีแดงฉานที่เปอะเปื้อนอยู่ที่ใบมีด

 

"อืม ทั้งหวานทั้งหอม รสชาติดียิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีกนะพ่อนกน้อยเอ๋ย" น้ำเสียงพึมพำหวานหยด ใบหน้าเยาว์วัยซีดเซียวแสดงชัดว่าเคลิบเคลิ้มคลั่งไคร้พออกพอใจในรสชาติที่ได้ลิ้มชิมรส

 

"ข้าจักไม่ยกเขาให้กับท่าน!" สิ้นคำ มยุเรศโอบกอดผู้เป็นอนุชา ก่อนจะทิ้งร่างตนแลคนในอ้อมแขนร่วงหล่นสู่หุบเหวน้ำตก

 

"หึ ปักษาแดงที่มิอาจใช้เปลวเพลิงของตนเผาผลาญสิ่งใด ทำได้แต่เพียงหนีเท่านั้น ช่างน่าสมเพชนัก" นางแม่มดจ้องมองสองร่างที่ร่วงหล่นหายไปกับสายน้ำแล้วพลันเหน็บรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "ข้าจักให้เพลาพวกเจ้าพี่น้องร่ำลากันเสีย ก่อนที่พวกเจ้าจักกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของข้า หึๆ นับว่าข้าดีต้องพวกเจ้าไม่น้อยเลยใช่หรือไม่"

 

 

 

หลังจากได้กระทำเรื่องที่สุดแสนจะสะใจแกมสมเพชผู้ที่ลวงหลอกผู้อื่นว่าตนคือปักษาแดง...เทพวิหคเพลิงในอดีต และเที่ยวเล่นไปตามขุนเขาพนาไพรจนพออกพอใจแล้ว สาวิตรี ธิดาของเทพวายุกับนางไม้ภูตพฤกษานั้น ก็พลิ้วกายดุจสายลมกลับมายังที่พำนักของผู้เป็นมารดา

 

"ลูกกลับมาแล้วรึ? สาวิตรี" น้ำเสียงนุ่มนวลดังมาจากหลังม่านเถาไม้เลื้อยที่ห้อยระย้าแต่งแต้มเต็มไปด้วยช่อผกาสีขาวเล็กๆ ตัดกับส่วนที่เป็นใบสีเข้มสด

 

"เจ้าค่ะ" หญิงสาวขานรับผู้เป็นมารดา พลางเลิกม่านเครือเถาไม้สาวเท้าเข้าไปในห้องหับ นัยน์ตาคู่สวยที่มักจะฉายแววเย่อหยิ่งอยู่เนืองนิตย์กลับทอดมองร่างบอบบางเจ้าของเกศาสีเหลืองอ่อนที่กำลังนั่งปั่นด้ายทอผ้าอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่

 

ทว่าพอนางเหลือบเห็นลวดลายวิหคขาวบนผืนผ้าทอไหมสีแมลงทับ ใบหน้าอันงดงามก็พลันบึ้งตึง แต่ถึงกระนั้นสาวิตรีก็หาได้ปริปากบ่นแต่อย่างใดไม่

 

"ผ้าไหมผืนนี้แม่ทอขึ้นเพื่อเจ้าชายแห่งปักษีระผู้พลัดถิ่นจ้ะ ลูกแม่"

 

มณฑาเปรยขึ้น เมื่อเห็นสายตามิสู้พอใจของบุตรสาว นางรู้ดีว่าผู้เป็นธิดามิชมชอบแม่หญิงมยุเรศเท่าใดนัก หากแต่นางก็มิคิดว่าบุตรสาวของตนจะใจแคบขนาดมิชอบผู้พี่แล้วพาลรังเกียจผู้น้อง

 

"ฮึ! มิรู้ว่าภูตรากลายเป็นสถานที่รับเลี้ยงลูกมนุษย์กำพร้าไปตั้งแต่เมื่อใด รับเลี้ยงคนพี่ยังไม่พอ ยังต้องมานั่งดูแลคนน้องอีก ช่างน่าสมเพชเสียจริง!"

 

"สาวิตรี แม่มิชอบเลยที่ลูกพูดจาใจคอคับแคบเยี่ยงนั้น" น้ำเสียงของผู้เป็นมารดาเข้มขึ้น สองมือละจากเส้นไหม ก่อนหันไปสบสายตาที่แฝงไปด้วยความคับข้องหมองใจของผู้เป็นบุตรี

 

"แม่เคยสอนลูกแล้วมิใช่หรือไร ไม่ว่าผู้ใดเผ่าพันธุ์ใดก็ล้วนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และยิ่งเขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น เราก็ยิ่งสมควรดูแลเอาใจใส่ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี"

 

"กับคนโป้ปดลวงหลอก ลูกมิเห็นว่าจักน่าเห็นใจหรือน่าช่วยเหลือที่ใดกัน"

 

มณฑาฟังคำพูดจาแฝงไปด้วยความชิงชังของบุตรีแล้ว นางได้แต่ทอดถอนใจ...

 

มิรู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ความเคารพรักชื่นชมบูชาราชาแห่งภูตของสาวิตรี ผู้ซึ่งขาดความรักความอบอุ่นจากบิดาถึงได้กลับกลายเป็นความรักใคร่ฉันหนุ่มสาว...ความรักที่ปิดตาเนื้อตาใจให้มืดบอด ทำให้ผู้คนหลงทาง จิตใจคับแคบ หัวใจผิดเพี้ยนร้อนเร่าด้วยเพลิงริษยา ทั้งไร้สติปัญญาและเย่อหยิ่ง!

 

นางที่เคยผ่านช่วงเพลาเหล่านั้นมาแล้ว เหตุใดจึงจะมิเข้าใจผู้เป็นบุตรสาว มณฑาจึงได้แต่พยายามใช้น้ำเย็นเข้าดับ ใช้เหตุผลให้บุตรสาวตระหนักถึงความเป็นจริง

 

"แม่หญิงมยุเรศ มิเคยกล่าวอ้างว่านางคือเทพวิหคเพลิง"

 

"กระนั้นนางก็มิเคยปฏิเสธ เมื่อผู้อื่นเรียกขานนางเยี่ยงนั้นมิใช่หรือท่านแม่" สาวิตรีโต้เถียงกลับเสียงสูงด้วยแรงอารมณ์

 

"นางคือนักอ่านดารา สิ่งที่แม่หญิงกระทำย่อมมีเหตุผลและมองการณ์ไกล"

 

"หรือไม่! นางก็แค่อยากเป็นที่รักขององค์ราชา!"

 

"สาวิตรี...เชื่อแม่เถิดคนดีว่า...เรื่องความรักเป็นเรื่องของหัวใจ คำมั่นสัญญาเมื่อหลายพันปีก่อนพันผูกตราตรึงด้วยจิตวิญญา มิว่าแม่หญิงมยุเรศจักใช่ปักษาแดงหรือไม่ องค์ราชาย่อมทรงรู้ดีแก่พระทัย แม่รู้ว่าเจ้าเทิดทูนจอมราชามากมายเพียงใด แต่เจ้าควรตัดอกตัดใจเถิดลูกแม่"

 

"ลูกจักตัดใจ ถ้านางคือเทพวิหคเพลิงจริง แต่นางหาใช่ไม่! นางมิใช่!"

 

หญิงสาวเอ่ยซ้ำๆ อย่างดื้อรั้นราวกับจะกล่าวย้ำให้ตนเองฟัง นัยน์ตาคู่งามปิ่มไปด้วยหยาดน้ำใส ทั้งความคับข้องใจ ทั้งความรักที่มิอาจสมหวัง ใช่ว่านางจักมิรู้ หากแต่ความรู้สึกมันอัดแน่นอยู่ในอก  และมิอาจจะทำกระไรได้ นอกจากไประบายและกลั่นแกล้งกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูหัวใจ! 

 

"โธ่...ลูกแม่" ผู้เป็นมารดาอุทานเสียงอ่อนลง ด้วยน้อยครั้งที่จะได้เห็นบุตรีหลั่งน้ำตา ทว่าพอมณฑาลุกจากเครื่องทอผ้าหมายจะเข้าไปโอบปลอบ มือสองข้างกลับต้องชะงักค้าง เมื่อนางได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายบุตรสาว...กลิ่นหอมที่นางจำแนกได้ว่าคือ หอมหยกม่วง....บุปผาที่มีขึ้นในเฉพาะป่ามายา อาณาเขตหวงห้ามที่หากมิได้รับราชานุญาตจากจอมภูต ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจล่วงผ่าน อีกทั้งป่าแห่งนั้นยังเป็นสถานที่กักขังแม่มดแห่งท้องทะเลผู้เคยกระทำผิดมหันต์!

 

"สาวิตรี เหตุใดลูกจึงมีกลิ่นของหอมหยกม่วง บุปผาที่มีแต่ในเฉพาะป่ามายา"

 

"เอ๊ะ? ผงสีม่วงนั่นทำจากดอกไม้จากป่ามายารึท่านแม่"

 

"ผง? ผงกระไร นี่ลูกไปทำกระไรมากันแน่! แล้วยังไปได้หอมหยกม่วงมาจากผู้ใด"

สีหน้าของผู้เป็นมารดาฉายชัดถึงความตระหนก ด้วยเพราะนางรู้ดีว่ามิมีทางที่บุตรสาวจักข้ามเขตแดนไปเก็บเองโดยที่จอมภูตมิล่วงรู้ อีกทั้งจากสีหน้าท่าทาง...เจ้าตัวคงจะมิรู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ได้ไปทำมาจากบุปผาหอมหยกม่วง

 

"ลูกได้ผงหอมหยกม่วงมาจากสัตว์กึ่งภูตตนหนึ่ง มันบอกกับลูกว่าผงนั่นสามารถระงับอำนาจจิตของผู้ที่สูดดมเข้าไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว ลูกก็เลย...." ท่าทีร้อนรนแลตึงเครียดจนเห็นได้ชัดของผู้เป็นมารดา ทำให้สาวิตรีชักรู้สึกถึงเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากล หากแต่สิ่งที่ได้ลงมือกระทำไปแล้ว นางก็มิอาจหวนกลับคืนได้อีก น้ำเสียงที่แผ่วลงก่อนหน้าจึงกล่าวออกมาชัดถ้อยชัดคำขึ้น "ลูกเลยใช้ผงที่ได้มากับมยุเรศ"

 

"สาวิตรี นี่ลูกทำกระไรลงไปรู้ตัวหรือไม่!" ผู้เป็นมารดาขึ้นเสียงสูง ทว่าร่างบอบบางกลับสั่นเทาแทบจะล้มพับไปในบัดเดี๋ยวนั้น ทั้งนัยน์ตายังแดงก่ำราวกับจักร่ำไห้ให้กับความโง่เขลามิรู้จักยั้งคิดของบุตรสาว

 

"ท่านแม่..." ผู้เป็นลูกร้องเรียกด้วยความตกใจในปฏิกิริยาของผู้เป็นมารดา ก่อนจะรีบเข้าประคองร่างบอบบางที่สั่นเทาทำท่าจะสิ้นสติเอาไว้

 

"สัตว์กึ่งภูตตนนั้นใช่มีรูปลักษณ์เยี่ยงนกเค้าแมวสีเทาใช่หรือไม่?"

 

"ใช่แล้วท่านแม่"

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างบอบบางอ่อนแอที่ทำท่าจะล้มพับกลับฝืนสังขาร ผลักไสบุตรีให้ออกห่าง จากนั้นรีบเร่งสาวเท้าคล้ายต้องรีบไปยังที่ใด

 

ทว่าสาวิตรีกลับพลิ้วกายยืนขวางหน้าประตูไว้ สีหน้าของหญิงสาวทั้งฉงนทั้งเป็นห่วงเป็นใยผู้เป็นมารดา

 

"ประเดี๋ยวก่อนท่านแม่ นั่นท่านจักรีบเร่งไปที่ใดทั้งที่มีสภาพร่างกายเยี่ยงนั้น แล้วนี่มันเรื่องราวใดกัน เหตุใดท่านถึงได้เคร่งเครียดนัก"

 

"เด็กโง่เอ๋ย เจ้ากลายเป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่นจนถึงชีวิตแล้วยังมิรู้ตัวอีก...นกเค้าแมวนั่นเป็นภูตรับใช้ของแม่มดแห่งท้องทะเล ส่วนผงหอมหยกม่วงมันมิได้มีฤทธิ์แค่ลบอำนาจจิตของผู้ที่สูดดมเข้าไป แต่มันยังสามารถครอบงำร่างกายของผู้อื่นให้กระทำตามผู้ร่ายมนตรากำกับไว้ได้อีกด้วย...ดังนั้นในเพลานี้ผู้ที่จักช่วยชีวิตแม่หญิงมยุเรศ รวมทั้งเจ้ามิต้องถูกลงโทษสถานหนักก็มีแต่ท่านธีโยเรเท่านั้น"

 

"งั้นแสดงว่าแม้แต่ท่านแม่ก็มิเชื่อว่ามยุเรศคือเทพวิหคเพลิง เพราะหากนางใช่ ผู้ถือครองเปลวเพลิงแห่งสุริยาที่แท้จริงย่อมหลุดพ้นจากมนต์สะกดใดๆ ได้ด้วยตนเอง" ธิดาวายุเทพยังคงยืนกรานดื้อดึงในความคิดของนาง แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกผิดอยู่กึ่งหนึ่งก็ตาม

 

"สาวิตรี! นี่มิใช่เพลามาโต้เถียงกันเรื่องนั้น" มณฑากล่าวดุบุตรี ทว่านัยน์ตาแดงก่ำนั้นจ้องมองผู้เป็นธิดาด้วยหัวใจปวดร้าวยิ่ง

 

"เข้าใจแล้วท่านแม่ ท่านไปหาท่านธีโยเรเถิด ส่วนลูกจักออกตามหามยุเรศอีกแรง" สิ้นคำ ร่างระหงบอบบางก็พลิ้วกายหายไปดุจดั่งสายลม

 

 

 

นอกอาณาเขตภูตรา ณ ที่ซึ่งแหงนมองเห็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ดวงดาราประดับประดาพร่างพราวระยับ ดวงจันทราทอแสงนวลลออเคียงข้างภูผาสีเงินอันกร้าวแกร่ง

 

แม้ว่าฤดูกาลจักผันเปลี่ยนจากเหมันต์สู่วสันตฤดู ทว่าสายลมที่พัดพาเอาไอเย็นจากยอดภูผาที่ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยปุยหิมะขาวพิสุทธิ์ลงสู่พื้นที่ราบเบื้องล่างนั้นยังคงความหนามเย็นยะเยือก

 

สายธาราที่เคยแข็งค้างหนาวเหน็บ แม้เพลานี้จักละลายไหลเอื่อยตามกระแส หากแต่สำหรับลูกมนุษย์ผู้เปราะบางแล้วไซร้ สายธาราในยามค่ำคืนย่อมยังคงหนาวเย็นจนเกินไป...หนาวเย็นเสียจนอาจทำให้เลือดในกายที่หล่อเลี้ยงหัวใจทำให้มันหยุดเต้นลงได้ในฉับพลัน

 

"คีวายุ...คีวายุ...น้องพี่"

 

มยุเรศร้องเรียกร่างที่ยังคงหมดสตินอนคว่ำหน้าอยู่ริมตลิ่งด้วยน้ำเสียงร้อนรนยิ่ง ขณะที่สองหัตถ์เล็กบางซีดขาวไร้สีเลือดและสั่นเทาพยายามฉุดร่างของผู้เป็นอนุชาให้พ้นจากสายธาราอันหนาวเย็น

 

และแม้นว่าสายน้ำจักช่วยสลายพิษหอมหยกม่วงให้หมดไปจนนางสามารถใช้ตาทิพย์รับรู้ถึงความเป็นไปรอบด้านได้กระจ่างชัด กระนั้นความเป็นจริงที่ปรากฏตรงหน้ากลับยิ่งทำให้นางหนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

 

"คีวายุ...คีวายุ...." น้ำเสียงเรียกขานสั่นสะท้าน เรียวนิ้วอังอยู่ที่นาสิกของอีกฝ่าย ลมหายใจของร่างที่สลบไสลร้อนผ่าวทว่าแผ่วเบายิ่ง...ราวกับจักสลายหมดสิ้นไปได้ในชั่วพริบตา....

 

ไม่! นางจักมิยอมให้คีวายุแตกดับไปเยี่ยงนี้!!

 

และชั่วพริบตานั้นเอง มยุเรศพลันเข้าใจในทันทีว่า ณ ที่แห่งนี้เพลานี้คือการเดินทางครั้งสุดท้ายที่นางจักต้องจากไปโดยลำพัง เพื่อคืนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับคีวายุ...ดั่งเช่นที่นางเคยได้รับการช่วยไว้

 

เพราะชะตาชีวิตของนางได้ถูกลิขิตไว้ให้แตกดับตั้งแต่ต้น...ตั้งแต่อยู่ในครรภ์พระมารดา ทว่าฝาแฝดของนางกลับมิยินยอม

 

แม้นว่าคีวายุจักจำมิได้ ทว่าตอนที่พวกเรายังเป็นเพียงทารกในครรภ์และนางกำลังถึงคราวแตกดับ คีวายุกลับดื้อดึงมอบเปลวเพลิงสุริยาให้นางเป็นผู้ถือครองเพื่อค้ำจุนชีวิต...น้องชายฝาแฝดของนางจึงถือกำเนิดมาโดยปราศจากมนตราแลจิตรานุภาพใดๆ ประหนึ่งมิใช่สายเลือดแห่งราชวงศ์อันสูงส่ง

 

และเพราะการเสียสละของคีวายุ นางจึงรอดชีวิต แม้ดวงดาราประจำกายจักแตกดับ แม้จักมีรูปลักษณ์เฉกเช่นปักษาแดง เทพวิหคเพลิงในอดีต เทพวิหคผู้ต้องสาปจากจอมขมังเวทฝ่ายมืดให้กลับกลายเป็นวิหคทมิฬ! ถูกขับไล่จากบ้านเกิดเมืองนอน ไร้นาม ไร้ตัวตนให้จารึก!

 

ถึงกระนั้น นางยังคงมีชีวิต แม้จักตาบอดสนิททั้งสองข้าง แต่สวรรค์กลับประทานดวงตาทิพย์ให้ อีกทั้งยังเป็นผู้ครอบครองเพลิงแห่งสุริยา เพลิงอมตะอันล้ำค่าเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต สามารถคืนชีพให้แก่ผู้ครอบครอง และมิมีตราผนึกหรือมนตราใดในโลกาที่เปลวเพลิงสีทองแห่งสุริยาจะมิอาจเผาผลาญปลดผนึกได้ ชีวิตของนางจึงสุ่มเสี่ยงมิน้อย นางต้องคอยหลบซ่อนปิดบังตัวตนจากพวกฝ่ายมืดที่หมายปองเพลิงอมตะเพื่อใช้ในการปลุกชีพมหาอสุระ และปลดผนึกประตูสู่พิภพแดนอสูร

 

แต่ถึงอย่างไรลิขิตฟ้าก็มิอาจฝืน นางที่ได้รับชีวิตใหม่ รวมทั้งชะตากรรมส่วนหนึ่งของผู้เป็นน้องชายคงถึงเพลาแล้วที่จักมอบคืนทุกสิ่งคืนกลับไป

 

"คีวายุ....อนุชาแห่งข้าเอ๋ย บัดนี้ถึงเพลาที่พี่จักมอบคืนเปลวเพลิงแห่งสุริยาให้กับเจ้า...ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอันแท้จริง"

 

มยุเรศเอื้อนเอ่ยพลางแตะฝ่ามือข้างหนึ่งที่อุระซ้าย แล้วฉับพลันทันใดนั้นดวงแก้วที่ลุกไหม้ไปด้วยเพลิงสีทองก็ปรากฏเผยออกมา

 

จากนั้นแฝดผู้พี่ประคองนำดวงแก้วสีทองวางไว้ที่อุระข้างซ้ายของแฝดผู้น้องตรงตำแหน่งที่ตั้งของดวงหทัย...ดวงแก้วพลันกลืนหายเข้าไปในร่างที่ยังหมดสติ แล้วมินานนักวรกายของเจ้าชายหนุ่มก็ลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงสีทองเรืองรองดุจทองคำ

 

บาดแผลทั่วทั้งร่างโดยเฉพาะแผลที่ถูกแม่มดแห่งท้องทะเลทำร้ายอย่างสาหัสค่อยๆ เลือนหายไป

 

ในขณะที่กายาของคีวายุถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงสีทอง มยุเรศที่จ้องมองผู้เป็นอนุชาตามิกระพริบอยู่ข้างๆ ทั้งๆ ที่นัยน์ตาคู่นั้นมิอาจมองเห็นสิ่งใด ทว่านางกลับจดจ้องภาพตรงหน้าไว้ราวกับจักประทับไว้ในความทรงจำ

 

และเมื่อเปลวเพลิงสีทองค่อยๆ มอดดับสลายหายไป แม้ว่าคีวายุยังคงมิได้สติ ทว่าลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอ วรกายอุ่นขึ้นมิเย็นเฉียบเหมือนดังก่อนหน้า เพียงเท่านี้มยุเรศก็วางใจได้แล้วส่วนหนึ่ง

 

ส่วนที่เหลือนั้น...

 

นางยกมืออันขาวซีดสั่นน้อยๆ เอื้อมไปปลดพลอยประดับรัดเกล้าสีเขียวมรกตที่สวมอยู่บนศีรษะ

 

ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็นของเนื้อหิน หากแต่หทัยดวงน้อยนั้นอุ่นซ่าน หยาดน้ำใสหยดหนึ่งพลันร่วงหล่นกระทบพลอยสีมรกต

 

“ลาก่อนและขอบคุณที่ท่านดูแลเคียงข้างข้ามาตลอด....มิว่าหนทางข้างหน้าจักมีอุปสรรค จักสับสนหรือต้องพลัดพรากจากกันกี่ครั้งกี่หน โปรดใช้หัวใจเป็นดั่งเครื่องนำทาง และมิว่าเมื่อใดก็ตามได้โปรดอย่าปล่อยให้ดวงหทัยที่รักยิ่งของท่านต้องว้าเหว่เดียวดาย....ราชาแห่งภูตเอ๋ย...ได้โปรดปกป้องดวงหทัยของท่าน ปกป้องคีวายุน้องชายที่ข้ารักยิ่งด้วยเถิด...”

 

มยุเรศกระซิบเสียงแผ่วเบาบอกกล่าวกับอัญมณีเครื่องรางคุ้มภัยสีมรกต ดั่งกำลังฝากความคิดคะนึงไปถึงผู้เป็นเจ้าของ ก่อนบรรจงวางหินประดับนั้นที่กลางอกของแฝดผู้น้อง

 

หินเครื่องรางพลันเปล่งแสงสีเขียวอ่อนล้อมรอบและซ่อนสองร่างพี่น้องให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบด้าน ลบทั้งตัวตนและกลิ่นอายให้พ้นจากเหล่าสัตว์ร้ายหรือผู้ใดก็ตามที่มีจิตใจมิประสงค์ดี

 

จากนั้นดวงหน้างดงามพลันแหงนเงยขึ้น นัยเนตรคู่งามใสกระจ่างคล้ายดั่งกำลังจ้องมองท้องฟ้ายามราตรีที่ดารดาษเต็มไปด้วยหมู่ดารา....

 

มยุเรศกำลังอ่านวิถีแห่งดวงดาวเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต!

 

ชะตากรรมของสามผนึก หนึ่งกุญแจช่างน่าเป็นห่วงยิ่ง

 

ดารายา...ยังคงหลับใหล ณ ต่างแดนอันไกลโพ้น

 

สุริยันส่องหล้า...ยังมิถึงคราจุติสู่โลกา

 

ศิลาแสงจันทร์....กลับอ่อนแสงคล้ายดวงดารากำลังหมองหม่น ทว่ามังกรฟ้าจักเป็นผู้โอบอุ้มประคับประคองไว้ รวมทั้งสายโลหิตแห่งสองนครจักเป็นผู้ปกป้อง

 

ส่วน...เปลวเพลิงแห่งสุริยาที่เป็นได้ทั้งกุญแจผนึกแลปลดปล่อยยังคงมีวิถีแห่งดวงชะตาที่แยกออกเป็นสอง...

 

วิถีกษัตริย์กับความรัก ความมืดกับแสงสว่าง รุ่งโรจน์ฤาล่มสลาย...คีวายุสามารถเลือกหนทางได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น?

                               

ครั้นพออ่านวิถีแห่งดารามาถึงตรงนี้....ร่างระหงพลันทอดถอนใจ หัตถ์ขาวซีดเล็กบางเอื้อมไปแตะสัมผัสพวงแก้มของผู้หลับใหลข้างกายด้วยความรักความห่วงหายิ่ง

 

“คีวายุเอ๋ย...จงจดจำไว้ว่าพี่มิได้อยู่ห่างกายเจ้าเลยแม้แต่น้อย พี่จักอยู่กับเจ้าเสมอ....จงอย่าโศกเศร้าไปเลย...น้องพี่”

 

ดอกรักเอย...

ยังมิทันแย้มบาน             กลับพบพานอุปสรรค

เจ้าดอกรักจึงต้องฝ่า         ขอชะตาอย่าผันเผือน

รักเอยอย่าร้างเลือน          อย่าบิดเบือนหัวใจตน

 

เสียงอันอ่อนหวานไพเราะใสดุจระฆังเงินขับขานบทเพลงขับกล่อมอนุชาผู้อยู่ในห้วงนิทราเป็นครั้งสุดท้าย แล้วร่างระหงบอบบางก็ล้มตัวลงนอนเคียงข้างน้องชายฝาแฝด ดวงเนตรอันงดงามหลับพริ้ม ริมโอษฐ์หยักโค้งน้อยๆ ราวกับกำลังแย้มยิ้ม ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจักสิ้นสุดลง

 

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ><

ในตอนนี้มันช่างเศร้าใจจริงๆ ค่ะ แต่การสูญเสียมยุเรศไปนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ เพราะวางพล็อตไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ภาคนี้มันช่างดราม่าที่สุดเลย (T^T)

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

6,257 ความคิดเห็น

  1. #5981 tungminpe (@tungminpe) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 21:34
    ฮืออออ น่าเศร้ามากกก
    #5981
    0
  2. #5326 TiwticAmp_90 (@winnaya) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 00:10
    ถึงจะเดาๆไว้ว่าเจ้าของเปลวเพลิงที่แท้จริงคือคีวายุ แต่ไม่คิดว่ามยุเรศจะต้องตาย TT'
    คีวายุจะต้องเสียใจมากแน่ๆเลย
    #5326
    0
  3. #5104 •-MaMaI-• (@mai032671597) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 31 มีนาคม 2558 / 20:41
    โหยยย น้ำตาคลอเลยน :(
    #5104
    0
  4. #4894 saenum (@krissae06) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 15:50
    กลับคือเป็นหนึ่งเดียวอีกครา ดราม่าหาที่ใดเปรียบ T^T
    #4894
    0
  5. #4403 aj68 (@ai68) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:38
    แง้งงงงงงงงงงงงงงงง. มยุเรศจะต้องตายจริง ๆ เหรอ TT
    #4403
    0
  6. #4240 Ma-A-Queen (@ma-a-queen) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2556 / 18:37
    เศร้าอีกแล้ว คีวายุจะไปแล้ว
    #4240
    0
  7. #4092 nomkhon (@nomkhon) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 7 กันยายน 2556 / 09:21
    ง่าาาาา เศร้าเกินไปแล้วนะ 
    สุดท้ายแล้วคีวายุก็คือเทพวิหกเพลิงจริงๆสินะ
    #4092
    0
  8. #4041 DolF (@cher7343) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2556 / 10:33
    ฮืออ บีบคั้นอารมณ์มาก น้ำตาไหล 

    สงสารคีวายุจังเลย มีแต่คนทิ้งตัวเองไปน้องต้องเสียใจมากๆแน่เลย
    #4041
    0
  9. #4021 ►thou₩an¿¡◄ (@chocola-snow) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2556 / 21:03
    เศร้าจัง มยุเรศT^T
    สงสารคีวายุตอนตื่นขึ้นมาแล้วต้องคิดว่าเป็นความผิดตัวเองแน่เลย...
    ท่านราชาภูตดูแลคีวายุดีๆนะ
    ไรเตอร์สู้ๆ เฮ้!!!
    #4021
    0
  10. #4020 Yara (@J-piya) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2556 / 12:52
    อย่างนี้พอคีวายุฟื้นขึ้นมา ต้องเสียใจมากแน่ๆ ที่ไม่สามารถปกป้องพี่สาวไว้ได้
    #4020
    0
  11. #4019 Tea for two (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2556 / 06:17
    Thumps up! really sad with Mayurate's fate. As writer said, it could be inevitable, however, at least the Phinix fire would treat Kevayu and make him alive. It'not so sad but it makes me concern about Kevayu when he wake up and see everything went wrong particularly the dead of his beloved sister. Cheer up! Kevayu
    #4019
    0
  12. #4018 Memory tale (@taenyloveforever) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2556 / 19:59
    อย่าหายไปนานอีกนน้าขอร้อง มยุเรศเป็นพี่ที่เท่มาก
    #4018
    0
  13. #4017 sunshadow (@sunshadow) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 / 23:06



       T T   T^T   T0T
       ต้องจากน้องชายไปอย่างห่วงๆอย่างนี้ เศร้าง่ะ
       สรุปว่าเปลวเพลิงนั่นก็เป็นของคีวายุแต่ต้นสินะ
       แต่แค่เปลวเพลิงไม่อยู่ที่ตัว ราชันแห่งภูติถึงกับจำคนรักไม่ได้เลยงั้นเหรอ
       หรือว่าจำได้ แต่ไม่ใส่ใจรักในอดีตกันแน่



    #4017
    0
  14. #4016 yon_hwa (@marymary) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2556 / 04:33
    ในที่สุด ไรเตอร์ก็กลับมา แงๆๆ เศร้าจัง ตอนนี้ ราชาแห่งภูตไปไหนเนี่ย - - สู้ๆ ติดงอมแงมค่า
    #4016
    0
  15. #4015 archmess (@anyfearless) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2556 / 03:34
    แม่หญิงมยุเรศ ท่านช่าง.....

    ไม่รู้จะพูดยังไงดี ฮือๆๆ
    #4015
    0
  16. #4012 KillerKill (@valasmps) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 19:32
    งืออออออ T^T
    มาอัพตอนต่อไปเร็วๆ นะ 
    #4012
    0
  17. #4011 pimdokyungsoo (@pimdajong) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 18:08
    กำลังน่าลุ้นเลย รีบมาอัพตอนหน้าเร็วๆนะค่ะ เรื่องมันน่าเศร้ายิ่งนัก
    #4011
    0
  18. #4010 iphone-pp (@iphone-pp) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 10:26
    ฮืออออออ มยุเรศจะตายจริงๆหรอ T^T

    คีวายุต้องเสียใจมากแน่ๆเลยอ่า เข้าใจละว่าทำไมคีวายุถึงได้ไม่มีเวทย์มนต์อะไรเลย ฮืออออ เศร้า TT
    #4010
    0
  19. #4009 kizz (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 02:36
    ฮืออออออออออออออออออ สงสารรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรอร๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา



    ขอให้คีวายุสมหวังงงงงด้วยยยน้าาาาาา
    #4009
    0
  20. #4008 lukbua (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 00:52
    งื้อออออ T^T

    แม่สาวิตรีนั่น ป่านนี้รู้ตัวหรือยังว่าทำอะไรลงไปปปปป

    #4008
    0
  21. วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 21:42
    ม่ายยยยยยยยยยยย
    #4005
    0
  22. #4004 TT_TT (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 21:22
    ทิ้งระยะไปเกือบเดือนกลับมามยุเรศก็มาตาย

    เจ้าชายน้อยน่าสงสารจัง พี่ๆทิ้งไปหมดแล้ว
    #4004
    0
  23. #4003 ✖ Nm'mi ✖ (@nametaji_miho) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 21:20
    มยุเรศไปแบบนี้คีวายุไม่ร้องไห้ลั่นหรอ สงสารมยุเรศจังเลย ที่คีวายุไม่มีพลังเพราะให้พี่ไปนี่เอง
    #4003
    0
  24. #4002 beautiful sunset (@beautifulsunset) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 20:12
    ไรต์กลับมาแล้วววววว//จุดพลุ ดราม่า มาตั้งแต่เริ่มเลยเนอะ หลับเถอะนะ หลับให้สบาย สงสารคีวายุ ใจสลายแน่ งานนี้
    #4002
    0
  25. #4000 moon (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 18:53
    เป็นพี่น้องที่รักกันจริงๆ นี่ขนาดไม่ได้โตมาด้วยกันนะ
    #4000
    0