บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 96 : ภาคจอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 39 : คืนกลับภูตรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

ภาคจอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 39 : คืนกลับภูตรา

 

 รุ่งอรุณ...เมื่อดวงตะวันฉายฉานกลางผืนนภาเหนือยอดพฤกษา แสงอบอุ่นจากดวงสุริยาพลันสาดส่องต้องพระพักตร์หล่อเหลา ยุพราชแห่งปักษีระขยับพลิกวรกายหันพระพักตร์หนีอย่างเกียจคร้าน

 

ยามสายลมพัดผ่าน กลีบบุปผาพลันปลิวตามลอยละลิ่ว ก่อนร่วงหล่นพร่างพรมห่มกายาผอมเพรียว หมู่พฤกษาสั่นพลิ้วก่อสำเนียงเสียงคีตา เหล่าสกุณาขับขานประสานเสียงเจื้อยแจ้วปลุกเจ้าชายหนุ่มให้ฟื้นตื่นจากห้วงนิทรารมย์อันแสนสุข

 

ภาพแรกที่ปรากฏในคลองจักษุ หลังจากลืมพระเนตรตื่นขึ้น คือเพดานโค้งสูงก่อจากศิลาสีขาวนวลอันคุ้นพระเนตรยิ่ง

 

เมื่อทรงหันพระพักตร์ไปทางต้นเสียงเจื้อยแจ้วก็พบกับชานระเบียงไม้กว้างเปิดโล่งประดับประดาไปด้วยบุปผาไม้เลื้อยและเหล่าวิหคน้อยฝูงย่อมๆ กำลังขับขานบทเพลงแห่งพงไพร ไกลออกไปทรงทอดพระเนตรเห็นพฤกษาโบราณสูงใหญ่ตระหง่านง้ำโดดเด่น ลำต้นเหยียดตรงสีขาวพิสุทธิ์ตัดกับใบไม้ผลิสีเหลืองอ่อน ยามสายลมโชยพัดพลิ้วกลีบพฤกษาพลันสะบัดปลิดปลิวลอยละล่อง ประหนึ่งฝูงผีเสื้อเริงระบำอยู่กลางผืนนภา

 

ที่นี่....ภูตรากระนั้นรึ?

 

พอจะขยับลุกขึ้น ก็มีอันต้องชะงักค้าง ด้วยพระองค์รู้สึกปวดร้าวระบมไปทั่วร่าง ครั้นพอระลึกได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด พระพักตร์หล่อเหลาพลันรู้สึกร้อนผะผ่าวขึ้นมาทันที

 

เมื่อคืนข้า...กับจอมภูต...

 

ยิ่งนึกถึงก็ให้ยิ่งรู้สึกเขินอาย พอจะหยุดคิด ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนกลับยิ่งผุดขึ้นมาฉากแล้วฉากเล่า จนต้องซุกพระพักตร์กับหมอนหนุน ทั้งๆ ที่พระองค์เองก็อยู่เพียงลำพัง หามีผู้อื่นใดรับรู้ แลปราศจากเงาร่างของผู้เป็นตัวต้นเหตุ

 

ถึงกระนั้น พระนาสิกกลับกรุ่นกลิ่นหอมเย็นอยู่ถ้วนทั่วไปหมด ทั้งที่นอนหนานุ่ม ผ้าห่ม หมอนหนุน ล้วนได้กลิ่นวรกายประจำองค์ภูเตชิต

 

คีวายุนึกผิดสังเกต จึงค่อยๆ ขยับลุกนั่ง สายพระเนตรกวาดสำรวจทั่วห้อง ก็ให้รู้สึกว่าห้องหับแลดูกว้างขวางโอ่โถงผิดแผกไป แท่นพระที่หลังใหญ่ยังสลักเสลาลวดลายอ่อนช้อยมิคุ้นตา ส่วนเครื่องเรือนอื่นๆ ก็ล้วนสรรค์สร้างอย่างประณีตงดงามเกินฐานะห้องหับที่ไว้ใช้รับรองอาคันตุกะ ลูกมนุษย์ผู้พลัดถิ่น

 

อีกทั้งทิวทัศน์ภายนอกโดยเฉพาะมหาพฤกษาสีเหลืองอ่อนก็คล้ายมิได้อยู่ในตำแหน่งมุมมองที่เคยเห็น

 

รึข้ากำลังพำนักอยู่ตำหนักอรุณรุ่งมิใช่ผาอัสดงที่เคยได้อาศัยพักพิงในคราก่อน

 

การที่ข้าซึ่งเป็นลูกมนุษย์พำนักอยู่ ณ ที่นี้จะมิเป็นกระไรรึ? ก็ในเมื่ออรุณรุ่งคือ...ที่ประทับของเหล่าราชา 

 

เจ้าชายคีวายุดำริพลางขมวดเรียวพระขนง ก่อนก้าวพระบาทลงจากแท่นพระที่ เพื่อสรงพระพักตร์ แล้วจึงหยิบอาภรณ์ชั้นนอกสีเขียวอ่อนที่พาดไว้กับราวไม้ ข้างๆ อ่างไม้สำหรับล้างหน้า สวมใส่ทับภูษาชั้นในสีขาวแบบบาง คาดทับด้วยภูษาคาดบั้นพระองค์สีเขียวใบไม้เดินเส้นลวดลายไหมปักวิหคทอง

 

จากนั้นทรงเปิดบานพระทวาร ก้าวย่างพระบาทออกไปภายนอกที่ประทับ

 

วรองค์สูงโปร่งเพรียวลมหันซ้ายแลขวา มองไปด้านใดก็เห็นแต่ทางเดินมากมายวกวนคดเคี้ยวทอดยาวสุดสายพระเนตร พระกรรณสดับได้เพียงเสียงวิหคน้อย เสียงใบไม้ไหว กับแว่วเสียงน้ำตกจากที่ไกลๆ ไร้วี่แววสาวใช้หรือเสียงฝีเท้าของผู้ใดเดินผ่าน

 

เห็นดังนั้น คีวายุก็อดนึกถึงยามิลขึ้นมามิได้...เจ้าแมวส้มลายเสือ สหายกึ่งภูตตัวน้อยตนแรกที่ได้พบพาน มันทั้งคอยนำทางแลบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในภูตราให้เขาฟัง ถ้าหากเพลานี้ได้พบกับเจ้าแมวเหมียวก็คงจะดีมิน้อย

 

คิดแล้วก็ได้แต่ถอนพระทัยอย่างเงียบเหงา

 

“มายืนทอดถอนใจตรงทางเดิน ประเดี๋ยวความสุขก็บินหายไปหมดดอกเหมียว”

 

จู่ๆ เสียงของแมวเหมียวที่กำลังคิดถึงพลันดังขึ้น เจ้าชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยง รีบก้มลงมองที่ปลายพระบาท สายพระเนตรพลันปะทะเข้ากับร่างปราดเปรียวขนฟูสีส้ม

 

“ยามิล...เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด?

 

“เก๊าะตั้งแต่ที่เจ้าชายออกมาจากห้องน่ะเหมียว”

 

“แต่เมื่อครู่ข้ามองแล้วมิเห็นผู้ใดอยู่นอกห้องหับ”

 

“แต่ข้าเห็นเจ้าชายเปิดประตูออกมานะเหมียว” แมวสีส้มเอียงคอขมวดคิ้ว

 

จะว่าไปมันมาเยือนตำหนักของเหล่าราชาด้วยเหตุอันใด ตัวมันเองกลับนึกมิออก อีกทั้งหมู่นี้อาการหลงๆ ลืมๆ ของมันชักจะเริ่มหนักข้อ อย่างเหตุการณ์วุ่นวายที่อมนุษย์และสัตว์อสูรบุกทำลายป่ามายา มันก็กลับจำมิได้ ว่าในเพลานั้นมันอยู่ ณ ที่ใด และกำลังทำกระไรอยู่

 

มันครุ่นคิดหาเหตุผลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสละความคิดนั้นทิ้งเสีย ก็ในเมื่อนึกมิออก มันก็คร้านที่จะนึกอีกต่อไป

 

“เอาเถอะสหายข้า มิว่าเจ้าจักมาตั้งแต่เมื่อใด เพลานี้เจ้าก็ได้อยู่ต่อหน้าข้าแล้ว เจ้าจักช่วยนำทางให้ข้าได้หรือไม่?

 

“แล้วเจ้าชายประสงค์จักไปที่ใดล่ะเหมียว?

 

“ข้าอยากกลับผาอัสดง”

 

“หือ...อรุณรุ่งมีอันใดมิสะดวกหรือเหมียว?

 

“มิมีอันใดไม่สะดวกดอกเจ้า เพียงแต่ข้ารู้สึกว่ามิใคร่สมควรนักที่จักพำนักอยู่ที่นี่”

 

“ในเมื่อเป็นพระประสงค์ขององค์ราชา เจ้าชายจักคิดมากไปไยเหมียว”

 

“ถึงกระนั้น ข้าก็อยากกลับผาอัสดง”...กลับไปยังสถานที่ที่ทรงเคยได้ใช้ชีวิตร่วมกับท่านพี่มยุเรศ แม้มันจะเป็นเพียงช่วงเพลาสั้นๆ หากก็เป็นความทรงจำที่มีค่าแลมีความสุขยิ่ง

 

“ถ้าเจ้าชายยืนกรานเยี่ยงนั้น ข้าก็จักพาท่านไปเองเหมียว” มันว่าพลางออกเดินนำหน้า พวงหางฟูสีส้มสะบัดไปมา คีวายุสาวเท้าเดินตามพร้อมกับชวนอีกฝ่ายสนทนาไปเรื่อยๆ

 

“ว่าแต่ก่อนที่ข้าจักจากไป ข้าได้ยินว่าเกิดเหตุร้ายที่ป่ามายา”

 

“โอ้....มันเป็นเรื่องเลวร้ายมากเลยเหมียว เพราะราตรีนั้นเป็นคืนพระจันทร์เสี้ยว พวกอมนุษย์แลสัตว์อสูรจึงแข็งแกร่งยิ่ง ซ้ำองค์ราชายังมาหายองค์ไป และที่เลวร้ายที่สุดคือ บางสิ่งที่ถูกผนึกไว้ที่ป่ามายาก็หายไปด้วย”

 

“บางสิ่งที่ว่า คือสิ่งใดรึ? ยามิล”

 

“ข้าเองก็มิรู้ดอกเจ้าชาย ว่ามันมีหน้าตาเยี่ยงไร หรือถูกเรียกขานว่าอย่างไร หากแต่มีคำร่ำลือว่าเจ้าสิ่งนั้นคือสิ่งชั่วร้ายดำมืดมาแต่ครั้งบรรพกาล ตั้งแต่สมัยมหาสงครามศักดิ์สิทธิ์กระนู้นล่ะเหมียว”

 

“เช่นนั้นที่พวกฝ่ายมืดบุกมา ก็คงหวังนำสิ่งนั้นกลับไปกระมัง”

 

“ก็คงเป็นเยี่ยงนั้นแหละเหมียว”

 

“แต่น่าแปลกนะ ที่เพิ่งจักบุกมาชิงเอาป่านนี้ มิรู้เป็นเพราะเหตุใดกัน” เจ้าชายหนุ่มปรารภ 

 

“มิแปลกดอกเจ้า เพราะพวกมันกำลังเฝ้ารอเพลาที่เหมาะสม ช่วงเพลาที่ดายิกาเกิดกลียุค ตราผนึกจักเสื่อมสิ้นสุด ยุคมืดจักหวนคืน อสุราจักฟื้นตื่น....” จู่ๆ สุ้มเสียงของยามิลพลันแหบต่ำ เอื้อยเอ่ยถ้อยคำราวกับบทกวีพยากรณ์ เจ้าชายคีวายุชะงักพระบาท ก่อนก้มมองคนข้างๆ ที่หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน นัยน์ตากลมโตสีส้มคล้ายกำลังเหม่อมองไกล ราวกับกำลังรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง

 

“ยามิล....เจ้าเป็นกระไรหรือไม่?” น้ำเสียงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

 

“เอ๋? ข้าก็สบายนี่เหมียว” มันเงยหน้าจ้องมองดวงหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยของสหายผู้ทรงศักดิ์

 

“แต่เมื่อครู่ เจ้าเหมือนมิใช่ตัวเจ้า”

 

“ข้าก็เป็นตัวข้า จักเป็นผู้ใดได้ล่ะเหมียว” เจ้าแมวส้มสะบัดหางไปมาก่อนย่างอุ้งเท้าเล็กๆ ปุกปุยออกเดินต่อไป

 

“แต่เจ้า....”

 

“เงียบก่อนเหมียว พวกเรากำลังจักเดินผ่านลานประชุมบัลลังก์ราชา สภาของเหล่าภูตอาวุโส”

 

เมื่อได้สดับดังนั้น คีวายุที่กำลังจะเปิดโอษฐ์กล่าวกระไรบางอย่างก็ได้แต่เงียบเสียงลง สายพระเนตรยังคงจดจ้องร่างเล็กปราดเปรียวขนฟูที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกมิใคร่สบายพระทัยนัก คล้ายกับรู้สึกถึงสังหรณ์ร้าย และทุกคราที่พระองค์รู้สึกเช่นนั้น พระองค์ก็มักจะสูญเสียผู้ใดบางคนไป

 


 

 

“ท่านเป็นถึงราชา เหตุใดจึงวิวาห์ง่ายๆ เยี่ยงนั้นเล่าขอรับ!” เสียงทุ้มห้าวอย่างขุ่นเคืองของบุรุษดังก้องไปทั่วลานประชุมบัลลังก์ราชา สภาของเหล่าภูตอาวุโสลานประชุมที่จัดตั้งเก้าอี้ศิลาเพียงแปดตัวเรียงเป็นวงกลม ณ ใจกลางของตำหนักอรุณรุ่ง

 

เจ้าชายคีวายุที่เสด็จผ่านมาพร้อมกับยามิลถึงกับชะงักพระบาท กลั้นพระทัย เมื่อได้สดับถ้อยวาจามิพอใจจากหนึ่งในเจ็ดภูตอาวุโส

 

“เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ข้าจักวิวาห์กับผู้ใด ณ ที่ใดก็เป็นเรื่องของข้า” องค์ภูเตชิตที่ประทับนั่งเป็นประธานบนบัลลังก์ราชาท่ามกลางเหล่าภูตอาวุโสตรัสด้วยสุรเสียงเบื่อหน่ายเต็มที

 

“แต่ท่านเป็นราชาของพวกเรา ท่านจักปัดความรับผิดชอบไปได้เยี่ยงไร?” อนล...ภูตอาวุโส ผู้จุดประเด็นคัดค้านเรื่องวิวาห์ของจอมภูตโต้แย้งผู้เป็นนายอย่างมิเห็นด้วย

 

“ที่ข้าเรียกประชุมพวกเจ้า ก็ด้วยเหตุวุ่นวายที่ป่ามายา มิใช่ให้พวกเจ้ามาซักฟอกเรื่องส่วนตัวของข้า!

 

“โอ้....เรื่องที่สิ่งนั้นตกอยู่ในหัตถ์ของราชาพยัคฆ์ เพราะท่านเป็นผู้ปลดผนึกเพื่อที่จักได้เป็นอิสระจากคุกแห่งกาลเวลา แล้วรีบเร่งไปช่วยลูกมนุษย์ผู้ถือครองเปลวเพลิงอมตะ โดยทิ้งให้เหล่าข้ารับใช้ต้องเผชิญกับอมนุษย์ สัตว์อสูร ในคืนพระจันทร์เสี้ยวตามลำพังนั้น พวกข้าหาติดใจกระไรไม่ สิ่งที่ถูกช่วงชิงไปพวกข้าพร้อมที่จักออกไล่ล่าเพื่อทวงสิ่งนั้นกลับคืนมา แต่เรื่องที่พวกเรามิเห็นด้วยแลมิอาจยอมรับได้ก็คือการวิวาห์ของท่านกับเจ้าชายคีวายุ”

 

ภูตอาวุโสนาม อินทรธนูเอ่ยเสริมผู้เป็นสหาย แม้ถ้อยวาจาออกจะเป็นการตำหนิกึ่งเสียดสีอยู่บ้าง หากแต่เจ้าตัวยังคงท่าทีสุภาพนอบน้อมต่อองค์ราชา มีเพียงท้ายประโยคเท่านั้นที่อินทรธนูแสดงออกทางสีหน้าว่ามิอาจยอมรับเรื่องราวระหว่างจอมภูตกับเจ้าชายแห่งปักษีระได้จริงๆ

 

“แม้แต่เจ้าก็คัดค้านข้ากระนั้นรึ? ธีโยเร” องค์ภูเตชิตทรงหันมาถามภูตหมาป่าสีขาวที่นั่งอยู่ทางซ้ายของพระองค์

 

“ขอรับ เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่ข้ามิเห็นด้วย” ธีโยเรตอบกลับผู้เป็นนาย ก่อนพยักพเยิดหน้าไปทางเก้าอี้ว่างเปล่าทางด้านขวาของจอมภูต “หากแม้นมาคีเข้าร่วมประชุม เขาก็มิคงมีความเห็นมิต่างกับข้าดอกขอรับ”

 

“ฮึ! มิว่าพวกเจ้าจักเห็นด้วยหรือไม่ ข้าก็ได้ให้คำสัตย์สาบาน ณ พงไพรแห่งการหวนคืน คีวายุคือคู่ชีวิตของข้า” จอมภูตตรัสพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเป็นการตัดบทยุติการประชุม

 

“หากสภาภูตอาวุโสมิยินยอม เจ้าชายคีวายุจักเป็นได้เพียงลูกมนุษย์พลัดถิ่น ตำหนักอรุณรุ่งเป็นที่พำนักของเหล่าราชา ดังนั้นเจ้าชายน้อยมิควรพำนัก ณ ที่นี้”

 

“มันจักมากไปแล้ว อนล! เจ้าอย่าได้เอาจารีตของพวกมนุษย์มาใช้ที่ภูตรา!!” สุรเสียงทุ้มห้าวทรงอำนาจตวาดก้อง พระพักตร์บึ้งตึงเย็นชาเสียจนเหล่าข้ารับใช้ผู้ติดตามที่อายุน้อยๆ ต่างพากันตัวสั่นเทา มือไม้ลนลาน ด้วยช่วงชีวิตเพียงมิกี่ร้อยปี พวกเขาจึงมิเคยได้พบเห็นจอมภูตที่แสนเย็นชาแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดเลยสักหน ผิดกับเหล่าภูตอาวุโสทั้งหก เหล่าภูตสายเลือดบริสุทธิ์ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ครั้งแผ่นดินเก่าก่อน ผู้เคยผ่านมหาสงครามร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าราชา พวกเขาเพียงนั่งนิ่งอย่างสงบด้วยชินชาเสียแล้วกับพระอารมณ์โกรธาดุดันของราชาหมาป่าสีเงิน

 

“ราชาแห่งข้า โปรดระงับโทสะด้วย เป็นเพราะพวกเรานั้นเทิดทูนท่านเหนือสิ่งอื่นใด อีกทั้งท่านยังเป็นราชาองค์สุดท้ายของภูตรา การได้เห็นท่านวิวาห์นั้นย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี เพียงแต่....” ภูตหมาป่าสีขาวชะงักคำพูด เมื่อเขาเห็นเจ้าชายแห่งปักษีระผู้ตกเป็นหัวข้อสนทนาของความขัดแย้งสาวพระบาทก้าวเข้ามายังลานประชุม

 

“พวกท่านมิจำเป็นต้องถกเถียงเรื่องของข้า เพราะข้ากำลังจักกลับผาอัสดง ส่วนเรื่องเมื่อคืนที่ป่าแห่งการหวนคืน ข้ามิได้ตอบรับอันใดกับคำสัตย์สาบานของจอมภูต ดังนั้นขอเหล่าผู้อาวุโสโปรดอย่าได้ตำหนิจอมภูตอีกเลย เพราะตัวข้านั้นหาได้มีความสัมพันธ์อันใดกับราชาของพวกท่านไม่” กล่าวจบ ดวงพักตร์หล่อเหลาเยาว์วัยพลันคลี่ยิ้มบางให้กับจอมภูต ก่อนจะค้อมพระเศียรให้กับเหล่าภูตอาวุโส จากนั้นหมุนร่างสาวพระบาทออกจากลานประชุม

 

ทว่ายังมิทันที่วรองค์เพรียวลมจะก้าวพระบาทพ้นจากลานหินกว้างซึ่งประดับประดาไปด้วยไม้พุ่มสีเขียวตัดกับเหล่าบุปผาสีสันสดใสเบ่งบานส่งกลิ่นหอมหวาน พระกรรณพลันได้สดับสุรเสียงทุ้มห้าวดุเรียกขานนามแห่งพระองค์

 

“คีวายุ!!

 

เมื่อพระองค์หันกลับไปก็พบกับดวงพระพักตร์หล่อเหลาสง่างามบึ้งตึงอยู่ตรงหน้า เรียวพระขนงขมวดมุ่น นัยเนตรสีเขียวแกมฟ้าวาวโรจน์!

 

“เจ้าพูดว่ามิมีสัมพันธ์อันใดกับข้ารึ?! เด็กน้อย” สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับกำลังสะกดกลั้นพระอารมณ์ไว้เต็มที

 

“ข้าเพียงมิต้องการเป็นตัวปัญหาสำหรับท่าน...จอมภูต ไม่ว่าข้าต้องอยู่สถานะใดในภูตรา ขอเพียงความจริงที่ว่าท่านรักข้าแค่นั้นก็พอ อีกอย่างข้ามิใช่อิสตรีที่จักต้องมาร่ำร้องของสิทธิ์ฐานะหรือความรับผิดชอบใดจากท่าน ดังนั้นข้าจักกลับตำหนักผาอัสดง ขอบคุณที่ให้เกียรติพาข้ามายังอรุณรุ่ง” คีวายุว่าพลางแย้มยิ้มให้ แม้ในพระทัยจะรู้สึกขื่นขมอยู่บ้างที่มิได้รับการยอมรับว่าคู่ควรกับราชาหมาป่าสีเงิน....ถึงกระนั้นพระองค์ก็หาได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่

 

ผิดกับองค์ภูเตชิต ในสายพระเนตร รอยยิ้มของพ่อนกน้อยที่ส่งมาให้ช่างแลดูว้าเหว่เดียวดายไร้ที่พึ่งพิง ทั้งๆ ที่พระองค์ได้ให้คำสัตย์สาบานว่าจะดูแลปกป้อง ทะนุถนอมดวงหทัยที่ได้รับมาดวงนี้ในฐานะคู่ชีวิต แล้วพระองค์มัวแต่กระทำสิ่งใดอยู่เล่า? จึงปล่อยให้เจ้าตัวเผยรอยยิ้มเฉกเช่นนี้

 

“พวกเราเป็นกันเถอะ....ยามิล” เจ้าชายคีวายุเอ่ยชวนเจ้าแมวส้ม ก่อนหมุนองค์หันหลังให้ ชั่วขณะที่กำลังจะเสด็จจากไป บุปผากลีบหนึ่งกลับร่วงหล่นประดับบนเรือนผมสีแดงเพลิง....

 

ท่ามกลางสายลมโบกพัด

เกศาสีเพลิงสะบัดพลิ้วไหว

หนึ่งกลีบบุปผาแตะแต้มเจ้าจอมใจ

ภูวไนยเอื้อมคว้ามาแนบจูบ

 

พ่อนกน้อยพลันชะงักฝีเท้า ด้วยรู้สึกถึงสัมผัสปลายนิ้วจากร่างสูงใหญ่ “ข้าจักรอท่านที่ผาอัศดงเสมอ” หันมากล่าวทิ้งท้ายเพียงแค่นั้น ก่อนจะสาวเท้าเดินตามร่างปราดเปรียวสีส้มหายลับไปกับทางเดินอันวกวน เฉกเช่นหัวใจผู้คนที่ยังคงวุ่นวายสับสนมิรู้จบสิ้น

 

เมื่อลับร่างเจ้าชายแห่งปักษีระ องค์ภูเตชิตทรงเหม่อมองกลีบบุปผาสีขาวนวลในพระหัตถ์ กลีบบุปผาหนึ่งกลีบที่ทรงหยิบฉวยมาจากเรือนเกศาของพ่อนกน้อย กลีบบุปผาที่แลดูบอบบางทำได้เพียงล่องลอยไปตามกระแสลมอย่างเงียบเหงา คีวายุเองก็คล้ายกับบุปผากลีบนี้ แม้นภายนอกจะทำเป็นเข้มแข็ง มิกลัวเกรงต่อกระแสลมใด ถึงกระนั้นเจ้าตัวกลับมักจะยินยอมให้กระแสลมพัดพา มิว่าหนทางข้างหน้าจะต้องทนทุกข์หรือเจ็บปวดเพียงใด เด็กโง่นั่นก็จักขอรับไว้เองแต่ผู้เดียว  

 

ส่วนตัวข้าเองก็ผิดที่มัวแต่ถือทิฐิ หากว่าสิ่งนั้นจักทำให้ใจของเจ้ารู้สึกมั่นคงแล้วไซร้....ข้าก็จักมิคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระอีกต่อไป

 

องค์ภูเตชิตดำริพลางตรัสอนุญาตในสิ่งที่สภาภูตร้องขอ

 

“หากพวกเจ้าต้องการจักจัดพิธีขึ้นใหม่ ก็จงกระทำเสียในราตรีนี้”

 

“น้อมรับพระบัญชา ราชาแห่งพวกข้า” เหล่าภูตอาวุโสต่างลุกขึ้น ค้อมกายให้กับราชาหมาป่าสีเงิน ก่อนแยกย้ายกันไปตระเตรียมงานในค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะมีขึ้นเป็นครั้งแรกและอาจจะมีเพียงครั้งเดียวในรอบหลายพันปี

 

มีเพียงภูตหมาป่าสีขาวเท่านั้นที่ยังคงรั้งอยู่ข้างวรกายจอมภูต

 

“ดูเหมือนเจ้าชายน้อยจักเข้าพระทัยผิดในเจตนาของสภาภูตอาวุโส” ธีโยเรเปรยขึ้น เมื่อลานประชุมเหลือเพียงเขากับผู้เป็นนาย “จักให้ข้าแก้ไขความเข้าใจผิดนี้หรือไม่ขอรับ”

 

“มิจำเป็น ไว้คืนนี้ให้เขาได้ยลยินด้วยตัวตนเองน่าจักดีกว่า”

 

“เยี่ยงนั้นข้าจักส่งข่าวให้กับมาคีกลับมานะขอรับ”

 

“เจ้าบอกให้เขาพาธีรามาด้วยก็แล้วกัน”

 

“ขอรับ”

 

 

 

หลังจากเสด็จออกจากพระตำหนักอรุณรุ่ง ระหว่างทางมุ่งหน้าตัดผ่านผืนป่าไปยังผาอัสดง เจ้าชายคีวายุพลันได้พบกับร่างอรชรบอบบาง เจ้าของเรือนเกศายาวจรดกลางหลังหยักเป็นลอนน้อยๆ สีฟางข้าว ทว่าใบหน้าอันงดงามเฉิดฉันที่เคยได้ทอดพระเนตรภายใต้แสงจันทร์ราตรีกลับถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีขาวครึ่งหน้า ดวงนัยนาสีฟ้าอ่อนงามแปลกตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ก็คล้ายกับไร้ประกายแห่งชีวิต

 

“ธิดาวายุเทพ....แม่หญิงสาวิตรี” คีวายุเรียกขานนามอีกฝ่าย

 

“ข้ายินดีที่ได้พบพานกับเจ้าชายอีกครั้ง” ดวงหน้างามที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากครึ่งหน้าซ้ายพลันประดับไปด้วยรอยยิ้ม

 

“ใบหน้าของแม่หญิง? รึจักเป็นฝีมือของนางแม่มด”

 

“แผลที่ได้รับเป็นเพราะข้าประมาทเอง เจ้าชายมิจำเป็นต้องสนพระทัย” เรียวนิ้วขาวผ่องยกสัมผัสหน้ากากสีขาวที่ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก

 

“ในตอนนั้นข้าควรจักเอ่ยห้ามแม่หญิง” สีพระพักตร์เจ้าชายหนุ่มแสดงชัดว่าเสียพระทัยยิ่งที่ในวันนั้นพระองค์มิอาจไปตามนัด แล้วตรัสห้ามในสิ่งที่หญิงสาวกำลังจะกระทำ

 

รู้ทั้งรู้ว่านางแม่มดตนนั้นเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายเพียงใด แต่ข้ากลับมัวแต่ลังเล คิดแต่อยากจะแก้แค้นจนตามืดบอด หากข้าห้ามนางเร็วกว่านี้ หญิงสาวผู้งดงามตรงหน้าก็คงมิต้องพบกับเรื่องราวที่น่าปวดร้าวเช่นนี้

 

“ข้าบอกแล้วว่าแผลนี่เป็นเพราะข้าประมาทเอง เจ้าชายมิจำเป็นต้องเสียพระทัย” ธิดาวายุเอื้อนเอ่ยพร้อมกับพลิ้วกายอันบอบบางขยับเข้าใกล้ยุพราชแห่งปักษีระในระยะประชิด “เจ้าชายรังเกียจหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้หรือไม่”

 

“แม่หญิง....อันรูปกายภายนอกนั้นมิจีรัง รูปลักษณ์ภายในใจต่างหากเล่าที่ยืนยง ข้าจักรังเกียจแม่หญิงได้เยี่ยงไร”

 

“อันรูปกายภายนอกมิจีรังงั้นรึ?” ธิดาวายุทวนคำ นัยนาสีฟ้าอ่อนพลันเข้มขึ้น “วจีนี้ควรแล้วหรือที่จักออกจากปากผู้ถือครองเปลวแห่งสุริยา”

 

“แม่หญิง!

 

ชั่วแวบหนึ่งเจ้าชายคีวายุคล้ายสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมุ่งร้ายจากร่างบอบบางตรงหน้า

 

“ธิดาวายุเทพ ท่านเพิ่งจักฟื้นจากอาการบาดเจ็บมิใช่รึเหมียว”

 

เสียงของเจ้าแมวเหมียวโพล่งออกมาทำลายบรรยากาศแปลกๆ ให้สลายหายไป อีกทั้งมันยังย่างอุ้งเท้าอันปุกปุยพาตัวฟูๆ ของมันแทรกกลางระหว่างหนึ่งบุรุษหนึ่งอิสตรี

 

“เรื่องที่ท่านหายตัวไป รวมทั้งกลับมาพร้อมกับบาดแผลไฟไหม้เต็มตัวมันยังมิกระจ่างชัดเลยนะเหมียว ข้าว่าท่านรีบกลับตำหนักพักผ่อนเยอะๆ ดีกว่า หรือจักให้ข้าไปบอกกับท่านธีโยเรว่าท่านฟื้นแล้ว ซ้ำยังแข็งแรงดีพอให้เขาสามารถสอบสวนท่านได้” ร่างปราดเปรียวสีส้มเอ่ยข่มขู่ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ หากนัยน์ตาหรี่ลงคล้ายกำลังจ้องจับผิดกระไรบางอย่างจากสตรีกึ่งเทพกึ่งภูตที่อยู่ตรงหน้า 

 

“เรื่องนี้มิใช่กงการกระไรของเจ้า....เจ้าแมวกึ่งภูต” น้ำเสียงหวานเกรี้ยวกราดทิ้งท้าย ก่อนร่างอรชรจะพลิ้วหายไปกับสายลม

 

“ที่เจ้าพูดมาหมายความเยี่ยงไรรึยามิล” เจ้าชายคีวายุตรัสถาม สายพระเนตรส่อแววสงสัยยิ่ง

 

“เจ้าชายมิควรเข้าใกล้ธิดาวายุเทพนะเหมียว”

 

“เพราะเหตุอันใดรึ?”

 

แม้ธิดาวายุเทพจะแลดูอารมณ์ร้ายอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้พูดคุยกันพระองค์ก็มิเห็นว่านางจะเลวร้ายจนถึงกับมิให้เข้าใกล้อย่างที่สหายตัวน้อยเอ่ยเตือน

 

“เพราะนางหลงรักองค์ภูเตชิต อีกทั้งเมื่อครู่นางยังโป้ปด”

 

“นางโป้ปดอันใด?”

 

“บาดแผลที่ตัวนางเกิดจากเปลวเพลิงร้อนแรงเผาผลาญ ทว่าแม่มดแห่งท้องทะเลมิอาจเรียกขานมนตราแห่งอัคคี”

 

“ถึงจักเรียกขานมิได้ แต่ยังมีอัญมณีแห่งมนตราหรือยาพิษหลายชนิดที่ทำให้เกิดบาดแผลไฟไหม้” คีวายุอดมิได้ที่จะแก่ต่างให้กับหญิงงาม

 

“เชื่อข้าเถอะเจ้า ว่าแม่มดแห่งท้องทะเลจักมิมีวันใช้วิธีการใดทำลายรูปโฉมของหญิงงาม หากว่าวันหนึ่งร่างอันงดงามนั้น นางเกิดต้องการใช้หรืออยากได้ขึ้นมา”

 

“เจ้าพูดราวกับรู้จักนางแม่มดดี”

 

เป็นอีกครั้งที่คีวายุสังเกตได้ถึงความแปลกไปของสหายตัวน้อย

 

“เอ๊ะ? กระไรหรือเหมียว ข้าน่ะรึรู้จักนางแม่มดดี” จู่ๆ เจ้าแมวส้มก็ทำหน้างุนงงขึ้นมา “เมื่อครู่เราสนทนาถึงที่ใดแล้ว” ใบหน้ากลมๆ ยังคงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

 

“ข้าว่าเจ้าไปหาเฟนหรือท่านธีโยเรตรวจร่างกายเสียหน่อยเป็นไร” เจ้าชายหนุ่มเสนอแนะด้วยอดที่จะห่วงอีกฝ่ายมิได้

 

“ข้าก็สบายดีนี่ เหตุใดต้องไปหาผู้เยียวยาล่ะเหมียว” ว่าแล้วอุ้งเท้าเล็กๆ ก็ออกเดินต่อ ทำให้คีวายุจำต้องเดินตามเคียงข้างไปโดยปริยาย หากแต่ยังมิหยุดหว่านล้อมอีกฝ่ายให้ไปหาเหล่าผู้เยียวยา

 

“ก็เจ้าดูเหมือนจักหลงๆ ลืมๆ ซ้ำบางครายังพูดจาแปลกๆ สำเนียงรึก็ผิดแผกไป”

 

“บางทีเพราะข้าอาจอยู่มาเนิ่นนานเกินไปก็ได้เหมียว” ซ้ำอยู่มาจนป่านนี้กลับมิอาจกลายร่างเป็นภูตเต็มตัวก็นับว่าแปลกๆ อยู่เหมือนกัน “ดูเหมือนอายุขัยของข้าอาจกำลังจักสิ้นสุดลงก็ได้เหมียว” มันว่าเยี่ยงนั้นด้วยน้ำเสียงสดใสปราศจากความหดหู่ใดๆ แม้แต่น้อย

 

“ยามิล....เจ้าอย่าได้พูดจาเยี่ยงนั้น มิเช่นนั้นข้าจักโกรธเจ้า”

 

“โอ้...เจ้าชายการคืนสู่วัฏจักรสงสารนั้นเป็นเรื่องธรรมดายิ่งเหมียว”

 

“เยี่ยงนั้น ตัวข้าที่ถือครองเพลิงอมตะเล่า มิผิดแผกจากกฎธรรมชาติกระนั้นรึ”

 

“ตัวท่านที่ถือครองเพลิงอมตะคงเป็นเพราะเจตจำนงแห่งฟ้ากระมัง ถึงกระนั้นเมื่อครั้งเทพวิหคเพลิงสิ้นชีพในมหาสงคราม เทวาปักษายังได้คืนกลับวัฏจักรมิใช่หรือเหมียว ดังนั้นเจ้าชายก็มิได้ผิดแปลกไปดอกเหมียว” ยามิลร่ายยาวพร้อมกับฉีกยิ้มจนนัยน์ตากลมโตเหลือเพียงเส้นโค้งสองเส้นอยู่บนใบหน้ากลมๆ

 

เมื่อหนึ่งเจ้าชายผู้ทรงศักดิ์กับอีกหนึ่งแมวเหมียวกึ่งภูตเดินเคียงกันจนพ้นจากชายป่าละเมาะที่กั้นกลางระหว่างตำหนักอรุณรุ่งกับผาอัสดง สิ่งที่ปรากฏสู่สายพระเนตรของเจ้าชายคีวายุคือขุนเขาที่สลักเสลาแปรเปลี่ยนบางส่วนให้กลับกลายเป็นตำหนักราชวังอันโอ่อ่าสง่างาม และจะยิ่งแลดูงดงามในยามที่ผาอัสดงอาบไล้ไปด้วยแสงสุริยาที่กำลังลาลับขอบฟ้า

 

“ข้ากลับมาแล้ว....ท่านพี่มยุเรศ” น้ำเสียงรำพึงแผ่วเบาราวกระซิบ หยาดอัสสุชลพลันกลิ้งไหลลงอาบสองพวงแก้มขาว

 

“โอ๊ะ!...ผาอัสดงยินดีต้อนรับเจ้าชายแห่งปักษีระคืนกลับเหมียว” ว่าแล้วเจ้าแมวส้มก็ยืดตัวขึ้น ใช้ขาหน้าแตะที่หน้าอกค้อมกายน้อยๆ เลียนแบบท่วงท่าของเหล่าข้าราชบริพารประจำราชสำนัก….เห็นดังนั้นเจ้าชายหนุ่มพลันหัวเราะทั้งน้ำตา

 

“ยามิล....วันนี้เจ้าจักอยู่เป็นเพื่อนเล่นหมากรุกกับข้าสักสองสามกระดานพร้อมกับชมความงดงามยามพระอาทิตย์อัสดงได้หรือไม่”

 

“แหม....อยู่เล่นจนถึงเช้าเลยก็ได้นะเหมียว” ว่าแล้วเจ้าแมวส้มก็สะบัดหาง ยิ้มจนนัยน์ตาปิด สาวอุ้งท้าวก้าวเดินตามเจ้าชายผู้ทรงศักดิ์สู่ตำหนักผาอัสดง

 
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

6,257 ความคิดเห็น

  1. #4865 amy (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 13:55
    ไรเตอร์ขอหละ ก่อนที่จะมีไรเกิดขึ้นขอให้ได้แต่งกันก่อนทีเถอะ ขอฉากหวานๆ ในวันแต่งก่อนน๊าาาาา เพี้ยง
    #4865
    0
  2. #4863 บาสบอย (@rados) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2557 / 10:32
    อ่า...รออ่านตอนต่อไปไม่ไหวแล้วครับ องค์ภูเตชิตนับวันยิ่งแอบโรแมนติก แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังรอทิวทิววิหคน้อยกลอย

    ใจกับพ่ออัศม์เดชเสมอนะครับ คู่นี้มันน่ารักมากครับ
    #4863
    0
  3. #4861 STvancy (@samu1615) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 01:03
    ชื่อตอนต่อไปรู้สึกอยากให้ถึงเร็วๆมากเลยนะคะ ฮ่าๆๆๆ
    ชอบสำนวนไรต์จริงๆ สำนวนสวยเสมอเลยค่ะ อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้อารมณ์ดีเสมอเลยนะคะ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆค่ะ ขอฝากตัวฝากใจเป็นแฟนพันธ์แท้ทันทีทันใดเลยค่ะ ^^
    #4861
    0
  4. #4859 pote16 (@pote16) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 00:08
    ตอนาวิตรีออกมา นี่คนอ่านใจหายวูบเลยค่ะ

    กลัวเธอจะก่อเรื่องอะไรอีก เดี๋ยวไม่ได้แต่งกันพอดี

    กว่าจะยอมเปิดปากเปิดใจ บอกรักกันได้ก็ยากแสนยาก

    แถมตอนนี้คีวายุกำลังเข้าใจผิดอีก ก่อนพายุใหญ่จะมา ขอให้คู่นี้หวานกันก่อนเถิด 

    คนอ่านและพ่อนกน้อยจะได้มีกำลังใจ ต่อสู้กับความทุกข์ที่กำลังจะมาเยือน



    ปล.คิดถึงคู่ราชาอินทรีย์ล่องนภา พ่อหมาป่ากับกระต่าย และพ่ออัศกับทิวทิวค่ะ อย่าให้หายไปนานนักนะคะ (สรุปคิดถึงทุกคู่)
    #4859
    0
  5. วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 00:01
    เข้าใจผิดไปแล้วแฮะ แต่องค์ภูเตชิตนี่รีบจริงๆเลย. ได้ปุ๊ปแต่งปั๊ป 5555555
    #4858
    0
  6. #4857 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 21:34
    แต่งงานแล้วโว้ยยย/ตะโกนไปสามบ้านแปดเมือง(?)
    #4857
    0
  7. #4856 ฟิน (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 18:56
    รอตอนหน้า ต้องเป็นตอนทึ่สวยมาก ๆ แน่ อยากเห็นราชาแห่งภูติเข้าพิธี

    #4856
    0
  8. วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 18:05
    แต่งงานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
    #4855
    0
  9. #4854 Helyhua Blythe (@helyhua2014--) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 17:10
    ตอนนี้ที่รอคอย ...กรี๊ดดดด >< เขิลอะแต่กะมีเศร้าๆมาจนได้ จริงๆแล้วสภาภูตแค่อยากให้จัดงานใหม่ใช่ไหม. ไม่ใช่ไม่อยากให้แต่งงานด้วย (ตอนแรกที่อ่านแอบเสียใจแทนคีวายุ) ตอนนี้นู๋คีวายุน้อยใจตายแล้วจอมภูติ รีบมาเครียร์ด่วน ไม่งั้นงานจะเข้ามากกว่านี้ หมายเหตุตอนหน้าอยากอ่านๆเร็วจังเลยค่ะ ถ้าคีวายุท้องได้จะเยี่ยมฝุดๆค่ะไรเตอร์^^
    #4854
    0
  10. #4853 imTHEE (@muggle476) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 16:54
    เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว เขาจะจัดงานใหญ่ให้หรอกก่อนหน้านั้นจัดงานไม่สมพระเกียรติราชาแห่งภูตรา
    #4853
    0
  11. #4852 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 16:42
    ยามิลต้องเป็นตัวแปรสำคัญแน่ๆเลยยยย โอ้ยพ่อหมาป่า ยอมทั้งตัวและใจ ทำไมพ่อถึงอบอุ่นแบบนี้TwwT
    #4852
    0
  12. #4851 LoverMinJae (@pim-lovemj) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 13:25
    รออออออ ค่ำคืนวิวาห์จร้าาาาาาา
    #4851
    0
  13. #4849 Another-Eye (@eyefull) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 12:34
    ในที่สุด พ่อนกน้อยกะจอมภูตก็มาอัพซะที
    ยามิลลึกลับมากๆ รอตอนต่อไปค่า
    #4849
    0
  14. #4848 kaokorn (@kaokorn) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 11:40
    ดูเหมือนชีวิตคีวายุมีแต่ความเข้าใจผิดตลอดๆ
    เหนื่อยแทนเลย T_T
    #4848
    0
  15. #4847 แป๋งแป้ง (@papa-h) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 07:49
    ไม่ได้เจอพ่อนกน้อยซะนาน แหมๆ ไอเราก็เข้าใจผิดไปด้วย มีสปอยตอนหน้าด้วยแหะ =w=
    #4847
    0
  16. #4846 blue bunny (@minerwa13) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 05:37
    นึกว่าไม่พอใจที่จอมภูติแต่งกับมนุษย์ แต่ที่ไหนได้ ไม่พอใจที่แต่งกันเรียบง่ายไป 555 พ่อนกน้อยนี่น้าาาาา....
    #4846
    0
  17. #4845 illusion (@Nokheek) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 00:31
    มีแอบโปรยตอนหน้า ปูเสื่อรอเลยจ้า5555555
    #4845
    0
  18. #4844 waruki (@ka-mi-na-ri) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2557 / 23:52
    เจ้าชายน้อยน่าสงสารจังเลย ยามิลเป็นใครกันแน่นะ อยากอ่านต่ออีกแล้วค่าาา 
    #4844
    0
  19. #4843 RUMINA (@blue-diamond) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2557 / 23:48
    รอตอนต่อไปค่ะ อร๊ายยยยย
    #4843
    0