[ Boy's Imp ] ไอ้ตัวร้าย...หวานใจรุ่นพี่ {YAOI}

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 : [หนังผี]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 เม.ย. 59



บทที่ 2

:: หนังผี ::



     “ถ้าพรุ่งนี้สายอีกฉันจะทิ้งนาย” สั่งเสร็จมันก็เดินขึ้นบ้านไปเลย ผมเดินตามหลังมันไปก่อนจะเข้าห้องของตัวเองและปิดประตูล็อคเรียบร้อย ส่วนร่างกายก็สั่งให้ผมไปอาบน้ำและนอนซะ วันนี้ผมเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ลายซงลายเซ็นต์ไรก็ได้นิดเดียว พวกรุ่นพี่แม่งเอาแต่กวนตีนผม
      ผมเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตู เลยเดินออกมาเปิด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครมันเคาะ 
     “มีไร?” ผมถามมันทันทีที่เปิดประตูออกมา 
     “แม่ให้มาตามไปกินข้าวก่อน”
     “ไม่หิว”ง่ายๆสั้นๆครับ ผมเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำอะไรตอนนี้ ผมอยากพักผ่อน
     “ลงไปบอกเอง”ว่าแล้วมันก็เดินลงข้างล่างไปเลย ด้วยความเหนื่อยทำให้ผมไม่ตะโกนด่ามันกลับแต่ก็บ่นมันอยู่ในใจ
      แม่งกวนตีนชิบหาย ยังไงก็จะเดินลงไปอยู่แล้วฝากบอกหน่อยนี่มันจะตายรึไงวะ เดี๋ยวพรุ่งนี้แกล้งสายมันซะเลยหนิ
     ผมโยนผ้าเช็ดตัวลงบนเตียงก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปบ้านหลังใหญ่ พอไปถึงก็เห็นทุกคนนั่งประจำที่กันครบแล้ว น้าออนทักผมทันทีที่เจอหน้า
     “มาแล้วหรอจ๊ะ” ผมเดินไปนั่งที่ของตัวเอง ก่อนจะตอบรับคำทักทายของน้าออน
     “ครับ”
     “เป็นไงบ้าง มหาลัยโอเคมั้ย มีปัญหาอะไรรึเปล่า อยู่ได้มั้ยลูก” น้าออนถามผมมาเป็นชุดเลยครับ เล่นเอาผมไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี 
     แต่ผมอยากบอกน้าว่าผมโอเคทุกอย่าง ยกเว้นไอ้คนข้างๆที่นั่งทำหน้าเจเปค ทำตัวตายด้านใส่ผมนี่แหละครับ  แต่เมื่อตอนบ่ายมันดันมีอีกหน้านึงเพิ่มเข้ามาในอัลบั้มหน้ามันคือหน้าแสยะยิ้ม ซึ้งผมมั่นใจว่ายังไม่เคยมีใครเห็นมันยกเว้นผม
     “ก็ดีครับ”
     “แล้ว….”
     “คุณ พอได้แล้ว ปล่อยให้หลานกินข้าวเถอะ ถามเยอะเดี๋ยวหลานจะรำคาญ”คุณลุงสันปรามน้าออนหน่อยๆ ซึ่งผมก็ขอบคุณมากครับ เพราะผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน 
     ตอนแรกก็กะจะมาบอกว่าไม่หิวทานกันไปเลย แต่ไหนๆก็มาแล้วเลยกินนิดหน่อยจะได้ไม่หิวตอนดึกๆ ผมนั่งกินข้าวเงียบๆ จนหมดจานและขอตัวไปอาบน้ำนอน ปกติผมไม่นอนเร็วขนาดนี้หรอกครับ แต่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี้ผมดูเป็นเด็กอนามัยโคตรๆ นอนตั้งแต่สามทุ่มตื่นแปดโมง อาจจะเป็นเพราะว่าผมเหนื่อยกลับมาทุกวันบวกกับที่นี้ไม่มีอะไรให้ผมทำเหมือนตอนอยู่ที่นู่น 
     เมื่อก่อนตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ชีวิตผมไม่ได้เป็นเด็กดีขนาดนี้หรอกครับเลิกเรียนเสร็จก็ไปเที่ยวกับเพื่อน กลับบ้านเกือบสว่าง วันไหนไหวก็ไปเรียน บางวันก็นอนตายโรงเรียนไม่ไปส่วนมากจะเป็นอันหลังครับ เลยทำให้เกรดเฉลี่ยผมตอนม.ปลายดูแย่สุดๆ ผมไม่ไปเรียนจนอาจารย์ต้องโทรไปบอกผู้ปกครอง ซึ่งพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผมมากแต่ก็มีเตือนผมบ้างหักเงินค่าขนมผมบ้าง พวกท่านไม่กล้าทำอะไรผมมากว่านี้เลย ดูรักผมจะตายแถมยังตามใจผมทุกอย่าง มีเรื่องที่มาสอบที่นี่กับเรื่องที่มาเรียนที่นี้แหละครับที่พวกท่านบังคับผม แต่ชีวิตที่โน่นก็สนุกสุดเหวี่ยงกว่าที่นี่อยู่ดี
     ยังครับ มันยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะออกลาย อีกอย่างผมยังไม่ค่อยคุ้นชินกับที่นี้ไว้รู้ที่รู้ทางแล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย หึหึหึ!!

     ก๊อก ก๊อก ก๊อก

     ผมพาร่างอันงัวเงียของตัวเองเดินมาที่ประตูเพราะยังไม่สร่างจากอาการง่วงนอน ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูให้คนข้างนอกทันที ไม่ต้องรอให้มันเคาะซ้ำ เพราะถ้าผมไม่เปิดให้แม่งก็เคาะอยู่นั่นแหละจนกว่าผมจะเปิด มีอยู่คนเดียวเท่านั้นแหละครับที่มาเคาะห้องผมในเวลานี้
     “สามสิบนาที” ซันเซตมันพูดขึ้นทันทีที่เจอหน้าผม
     “อืม” ผมรับคำมันสั้นๆแล้วปิดประตูใส่หน้ามัน
     “เลิกใส่บ็อกเซอร์มาเปิดประตู กูไม่ชอบให้ใครมาเปลือยต่อหน้า”เสียงมันดังมาจากหน้าประตู ผมไม่ได้ตอบกลับไป แต่เดินไปที่เตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนต่อ ขออีกสิบนาทีแล้วผมจะลุกไปอาบน้ำครับ สายนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ยังไงมันก็ไม่กล้าทิ้งผมหรอกครับดูจากวันนั้นที่มันรอผม

     อ้เหี้ยซันเซต แม่งทิ้งกู!!
     หลังจากที่ผมขอพักสายตาสิบนาทีผมก็หลับยาวเลยไปยี่สิบนาที แต่ผมก็อุตส่าห์เร่งให้มันแล้วนะ ขนาดยอมไม่สระผมไปมอเลยนะเว้ย พอแต่งตัวเสร็จผมก็รีบบึ่งลงมาข้างล่างทันที ผมสายไปแค่ห้านาทีเองนะแต่พอลงมาแล้วดันไม่เห็นไอ้ซันเซตแล้วครับรถก็ไม่มี กร๊รรรรรรส อยากพ่นไฟโว้ยยยย กูสายแค่ห้านาทีมึงเล่นทิ้งกูเลยเหรอวะ แล้วกูจะไปมอยังไงวะเนี่ย
     ผมได้แต่ยืนทำหน้าเอ๋ออยู่หน้าบ้าน โกรธมากครับที่ถูกทิ้งไว้เหมือนหมา แต่ก็ต้องหาวิธีไปมอก่อน ไม่เอาน่าวาเลน คนอย่างมึงไม่ยอมจนตรอกง่ายๆหรอก มันต้องมีสักทางที่ผมจะไปมอได้ แต่ก่อนอื่นขอไปฟ้องก่อนครับ เล่นทิ้งผมไว้แบบนี้น้าออนจะต้องไม่พอใจแน่ๆ ผมพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานยังไม่คุ้นทางเลย ยังกล้าทิ้งกันได้ งานนี้มึงตายแน่ไอ้มนุษย์เจเปค
     ผมเดินไปทางบ้านหลังใหญ่เห็นคนใช้เลยถามหาน้าออน พอรู้ว่าอยู่ลานหลังบ้านผมเลยเดินไปหาน้าออนทันที พอน้าออนเห็นผมท่านก็ยิ้มรับผมมาเลย
     “อ้าววา ยังไม่ไปมหาลัยอีกหรอจ๊ะ น้าได้ยินเสียงรถนึกว่าไปแล้วซะอีก”
     “พี่ซันเซตคงมีธุระเร่งด่วนมั้งครับ นัดผมไว้แปดโมงครึ่ง แต่ผมดันสายไปห้านาทีเค้าเลยออกไปก่อน”
     “จริงเหรอจ๊ะ!!”น้าออนดูตกใจมาก คงไม่คิดเหมือนกันที่ลูกท่านจะทิ้งผมได้ 
     “คุณน้าพอมีรถให้ผมยืมมั้ยครับวันนี้ผมมีวิชาสำคัญที่ขาดไม่ได้ด้วย” โกหกล้วนๆครับ มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอกครับไปถึงผมก็นั่งหลับอยู่ดี
     ตายจริง น้าไม่มีจ้ะ วันนี้ลุงเอารถออกไปข้างนอก ส่วนมอไซค์ก็ให้จ๋าเอาไปตลาดแล้ว” ดีที่หนูคิตตี้ไปเที่ยวตลาด ไม่งั้นผมคงต้องได้พึ่งพาให้มันไปส่งผมที่มอแหงๆ
     “หรอครับ”ผมทำหน้าเหมือนหมดหวังมากๆ เพื่อให้ดูว่าผมซีเรียสกับวิชานี้ขนาดไหน แต่เปล่าหรอกครับวิชานี้อาจารย์ไม่เช็คชื่อด้วยซ้ำ
     “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมลองหาทางดู”
     “ทำไมเซตถึงทำอย่างนี้ วาไม่ต้องเป็นห่วงนะเดี๋ยวเรื่องนี้น้าจะจัดการเอง เซตนะเซต”
     “ผมสายเองแหละครับ น้าออนอย่าโทษพี่ซันเซตเลย” ปากว่าอย่างนั้นแต่ในใจนี่สะใจสุดๆ ทำไมผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กขี้ฟ้องจังวะ
     “ถึงขนาดปล่อยน้องให้ไปมหาลัยเองมันเกินไป น้ารับไม่ได้ วารอแปปนะจ๊ะ น้าขอจัดการไอ้ลูกตัวดีก่อน” น้าออนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาลูกชายทันที ตามแผนครับ ขี้เกียจด่าเอง ฝากน้าออนด่าเจ็บใจกว่าเยอะ~ ฮ่าๆๆๆ
     “เซต ทำไมลูกทำแบบนี้ ทิ้งน้องไว้ได้ไงห๊ะ...” น้าออนขึ้นเสียงใส่ทันทีที่มันรับสาย ปลายสายเหมือนจะตอบกลับมา ผมคิดออกเลยว่ามันจะตอบว่าไง “สายนิดสายหน่อยมันจะอะไรนักหนา ลูกก็รู้ว่าน้องพึ่งมาอยู่ที่นี่ไม่นานลูกก็ยังกล้าทิ้งน้องได้ลง เป็นพี่ภาษาอะไรกัน....กลับมารับน้องเดี๋ยวนี้...” ผมรู้ว่ามันต้องตอบว่าไม่ทันที เรื่องอะไรที่มันจะกลับมารับผม ตั้งสิบกว่ากิโลเลยนะ “ไม่รู้แหละ ยังไงลูกก็ต้องกลับมารับน้อง...เซต เซต ซันเซต!” เหมือนทางนู้นจะตัดสายไปแล้วครับ
     “ลูกคนนี้นี่จริงๆเลย”
     “ไม่ป็นไรครับ เดี๋ยวผมให้เพื่อนมารับก็ได้” ผมบอกออกไปก่อนจะต่อสายหาไอ้บอส ไม่นานมันก็รับสาย ผมเลยบอกให้มันมารับที่บ้านพร้อมบอกที่อยู่ 
     "น้าขอโทษแทนลูกชายน้าด้วยนะจ๊ะ"
     "ไม่เป็นไรครับน้าออน"ผมยิ้มให้น้าออนและนั่งเล่นเป็นเพื่อนท่านรอไอ้บอส
     
     กว่าไอ้บอสจะวนรถมารับผมและต้องย้อนกลับไปมหาลัยก็เล่นเอาเกือบหมดคาบเช้า ผมเลยไม่เข้าเรียนแม่ง รอเข้ารับน้องทีเดียวตอนเย็นเลย เพราะตอนบ่ายพวกผมไม่มีเรียน 
     “น่าเบื่อว่ะ”ไอ้บอสพูดขึ้นมาหลังจากที่พวกเรากินข้าวเสร็จและยังนั่งแช่อยู่ที่โรงอาหารด้วยไม่รู้จะไปที่ไหนดี มันว่างซะจนพวกผมเบื่อ ไหนจะนั่งรอเวลาที่รุ่นพี่นัดอีกตอนสี่โมงอีก พวกผมไม่นั่งเหี่ยวตายกันรึไงวะ
     “ไปเที่ยวกันมั้ย?”ไอ้แอสตันพูดขึ้นมา ซึ่งมันเป็นความคิดที่ดีมากครับ
     “ไปไหนดีวะตัน”ไอ้มาร์ตินถามพี่มัน
     “นี่เลยเพื่อน ซาฟารีเลยครับ” ไอ้บอสเสนอขึ้นมาซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร
     “ไปหาบรรพบุรุษมึงรึไงไอ่เหี้ย”
     “มันคือไรวะ” ผมถามไอ้ติน ผมไม่รู้ครับว่าพวกมันหมายถึงอะไรกัน
     “สวนสัตว์ไงครับ”
     "สมองมึงคิดได้แค่นี้หรอวะ” ผมหันไปด่าไอ้บอสจนมันต้องหันมาแยกเขี้ยวใส่ผม
     “เออไอ้เก่ง ไหนมึงลองเสนอมาซิครับไอ้คุณวาเลน”
     “ห้าง” ผมตอบอย่างไม่คิดเลย
     “ไอ้เด็กเมืองกรุงอย่างมึงก็คิดได้แค่นี้แหละ ชิ” ไอ้บอสเถียงผมต่อ อย่างน้อยของผมก็ดีกว่าของมันแหละน่า
     "ไปเดินเล่นฆ่าเวลาในห้างก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ร้อนด้วย” เห็นมั้ย ไอ้ตินมันยังคิดเหมือนผมเลย
     “งั้นกูไปกับตินนะ”
     “เออๆ เจอกันที่ห้าง” ไอ้แอสตันมันเดินจูงมือน้องมันไปแล้วครับ ผมมองตามพวกมันสองตัวไป
     “กูว่าสองคนมันแม่งไม่เหมือนพี่น้องกันเลยว่ะ เหมือนผัวกับเมียมากกว่า” ผมพูดขี้นมา ตาก็ยังมองไอ้สองแฝดที่เดินจูงมือกันออกไปไกลแล้ว
     “เออว่ะ” ไอ้บอสกับผมหันมามองหน้ากันก่อนจะทำท่าขนลุกกันทั้งคู่
     อี๋
     “มีไรกันเหรอ” ไอ้แว่นที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนเอ่ยขึ้นมาข้างๆหูผม
     “อ่าวแว่น มึงไปไหนมาวะ” ไอ้บอสถามไอ้แว่น จะว่าไปผมก็พึ่งเห็นมันเหมือนกัน
     “เราก็อยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้นนะ” อ่าวเชี่ย! ผีรึเปล่าวะเนี่ย อยู่ตรงนี้ทำไมพวกผมถึงไม่เห็นมัน ผมกระเถิบหนีมันไปหาไอ้บอสทันที
     “ทำไมพวกกูถึงไม่เห็นมึงวะ” ไอ้บอสก็น่าจะคิดเหมือนกันกับผม เพราะมันก็เตรียมจะวิ่งเต็มที่ครับ
     “ก็เราไม่ได้พูด เลยพากันมองไม่เห็นล่ะมั้ง ปกติก็ไม่ค่อยมีใครมองเห็นเราหรอก แฮ่ๆ” ไอ้แว่นมันยกมือขึ้นเกาหัว นี่มันเป็นบุคคลที่โลกลืมขนาดนั้นเลยหรอวะ มีคนแบบนี้อยู่บนโลกด้วย
     “เออๆ ทีหลังก็อย่าโผล่มาเงียบๆแบบนี้อีกนะ พวกกูหัวใจจะวายตาย” ผมว่ามัน
     “ไปเที่ยวก็กลับมาให้ทันพวกรุ่นพี่นัดตอนเย็นด้วยนะ มาสายเดี๋ยวจะโดนทำโทษ” สัสนี่กล้าสั่งผมด้วยว่ะ
     “มึงจะไม่ไปว่างั้น” ที่ถามนี่ไม่ได้อยากให้ไปด้วยนะครับ ผมก็ถามมันไปงั้นแหละ 
     “วาเลนจะให้เราไปด้วยหรอ?” เอ่อ ผมก็แค่ถามไม่ได้บอกให้ไปด้วย 
     “กูบอกหรอ”
     “วาชวนเราไปห้างด้วย เราไปสิ เราไปอยู่แล้ว ขอบใจนะ” 
     “เดี๋ยวๆ กูชวนมึงตอนไหนเนี่ย มั่วแล้ว” อย่ามโนสิเห้ย
     “ป้ะ เราพร้อมแล้ว” ไอ้แว่นมันเก็บของเรียบร้อยแล้วเดินนำพวกผมไปอย่างเริงร่า ถ้าผมบอกไม่ให้ไปมันคงร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ สงสารเลยต้องยอม
     ไม่นานพวกผมก็มาเดินเอื่อยกันในห้างใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยผมมากนัก ขี่รถแปปเดียวก็ถึง แถมรถก็ไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯ ด้วย แต่ที่น่ารำคาญคือไอ้แว่นแม่งเอาแต่พูดอยู่ตลอดทาง ว่าผมใจดีมากที่ชวน มันยังบอกอีกว่าผมเป็นเพื่อนคนแรกของมันทั้งที่ไม่รู้เลยว่าผมเห็นมันเป็นขี้ข้าไม่ใช่เพื่อน นี่ผมหลวมตัวไปยุ่งกับไอ้แว่นได้ไงวะเนี่ยคิดผิดมหันต์เลย ผมทนนั่งฟังมันไม่ไหวเลยต้องบอกให้มันหุบปากไม่งั้นผมจะจับมันโยนลงรถ แต่ก็หุบได้แค่บนรถเท่านั้นครับ พอมาถึงห้างมันก็เริ่มเปิดปากพูดอีกครั้ง พูดไม่หยุดเหมือนคนเก็บกดมานานจนไอ้แอสตันต้องถามมันว่าไปเก็บกดมาจากที่ไหน มันกลับตอบว่า
     ‘วาเลนบอกให้เราพูดมั่งเค้าจะได้รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้’ 
     ความผิดกูอีกที่เสือกบองให้มันแสดงที่ตั้งของตัวเอง แต่แม่งจะเชื่อฟังคำสั่งผมเกินไปละ
     พวกผมพากันหลบออกห่างไอ้แว่นทำเหมือนไม่รู้จักมัน แต่มันกลับตามมาเดินใกล้จนผมต้องด่ามันไปเพื่อให้มันหยุดพูดหรือไม่ก็ไปห่างๆ นั่นแหละครับมันถึงเงียบได้
     “มึง ไปดูหนังกันเถอะ” อยู่ๆไอ้ตินก็พูดขึ้นมาก่อนจะหันมามองหน้าพวกผม
     “จะทันหรอวะ” ผมก้มลงไปมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ก็ ใกล้จะบ่ายแล้วเพราะพวกผมออกมาตั้งแต่เที่ยง ถ้าดูรอบบ่ายก็น่าจะทัน
     “ดูหนังกันเถอะตัน ตินอยากดู” ไอ้ตินมันหันไปอ้อนไอ้ตัน ส่วนผมกับไอ้บอสหันมามองหน้ากันอย่างรู้ๆกันอยู่
     “ตั๋วหนังใบนึง ไอ้ตันยอมแน่นอน” ไอ้บอสมันหันมาพูดกับผมแบบที่ให้ได้ยินกันสองคน
     “สัส มึงจะพนันในสิ่งที่รู้อยู่แล้วทำซากไรวะ” ผมตอบมันไป
     “นะ” เสียงไอ้ตินยังอ้อนพี่มันไม่เลิก
     “เออๆ ถามพวกไอ้วาก่อนว่าจะไปกับเรามั้ย” และก็เป็นอย่างที่คิดครับ คนที่ตามใจน้องจนเคยตัวอย่างไอ้ตันไม่มีทางปฏิเสธไอ้ตินอยู่แล้ว 
     “ไปดิ กูอยากดูหนังอยู่พอดีเลย”
     
     ตอนนี้พวกผมอยู่หน้าโรงหนังแล้วครับ กำลังดูรอบหนังกันอยู่ ผมไล่สายตาไปมองหน้าจอที่ฉายรอบหนังก่อนจะกลือนน้ำลายดังเอือก สัส!! แม่งมีหนังผีด้วย หวังว่าคงไม่มีใครคิดวิปริตดูหนังผีกันหรอกนะ ผมยิ่งไม่ค่อยถูกกับเรื่องพวกนี้อยู่ด้วย
     “ตินจะดูเรื่องไร” เรียกกันน่ารักเชียว อี๋
     “ตินอยากดู Allegiant แต่มันมีรอบเย็นอ่ะ”
     “เรื่องนี้เลยมึง Friend request” ผมมองตามนิ้วไอ้บอสที่ชี้ไปบนหน้าจอ ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นชื่อภาษาไทยตัวเบ้อเร้อว่า ผี แอด เพื่อน เหี้ยยยย หนังผีนี่หว่า ไอ้เหี้ยบอสมันเล่นกูแล้วไงสัส ผมรีบหาเรื่องอื่นทันทีก่อนที่พวกมันจะเออออไปกับไอ้บอส
      “นี่มึงเรื่องนี้ กูอยากดู Jane got a gun น่าจะยิงกันเลือดสาด”
     “แต่เราว่าเรื่องของบอสน่าดูนะ มันน่ากลัวดี” ชิ้ง! ผมหันสายตาอันคมกริบของตัวเองไปมองไอ้แว่นเป็นการบังคับมันนัยๆว่ามึงต้องเลือกเรื่องของกู มันหันมามองผมก่อนจะแปรพักตร์แทบไม่ทัน
     “เอ่อ แต่ของวาเลนน่าดูกว่านะ เราว่ามันน่าจะโหดดี แฮ่ๆ” หึ ทีนี้ก็สองต่อหนึ่ง แน่นอนว่าไอ้ตินมันไม่ดูหนังผีหรอก มันขี้กลัวจะตาย เท่านี้ผมก็ชนะใสๆ
     “มึงกลัวผีหรอวะไอ้วา”
     “เปล่าเว้ย! แต่กูเห็นเรื่องนี้มันน่าหนุกกว่านี่หว่า” ผมโกหกมันอย่างแนบเนียน จะให้ใครรู้เรื่องที่ผมกลัวสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงไม่ได้ มันเป็นจุดอ่อนของผมเลยนะ ซึ่งผมจะไม่มีวันให้ใครรู้นอกจากพ่อกับแม่
     “แล้วมึงสองคนว่าไง จะดูเรื่องไหน” ไอ้บอสมันหันไปถามไอ้สองแฝด
     “ไอ้ตินดูเรื่องไหนกูก็ดูเรื่องนั้นแหละ” ผมเคยได้ยินว่าพวกฝาแฝดมันจะรักกันมากท่าจะจริงว่ะ ดูจากไอ้คู่แฝดตรงหน้าผมแล้วอ่ะนะ รักกันจริงๆเลยนะไอ้สองแฝด  
     “งันตินเลือก อ่าวพี่เทค หวัดดีครับ” ไอ้ตินมันมองเลยพวกผมไป ผมหันหลังไปมองตามสายตาไอ้ตินก่อนจะเจอกับกลุ่มรุ่นพี่ปีสามยืนอยู่ด้านหลัง สายตาผมเหลือบไปเห็นไอ้คนที่มันโดดเด่นกว่าเพื่อน ขนาดไปหลบอยู่ด้านหลังแล้วนะความหล่อยังเด่นหลามาเลยครับ เราสบตากับแปปนึงก่อนที่มันและผมจะเบือนหน้าหนี มันคงจะโกรธผมเรื่องเมื่อเช้าถึงได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่ผม และผมก็โกรธมันเหมือนกัน กล้าดียังไงมาทิ้งผม ชิ
     “หวัดดีครับพี่ๆ” พวกผมยกมือไหว้พวกรุ่นพี่ เหมือนเดิมครับ...ผมข้ามซันเซตไป
     “พวกพี่มาดูหนังกันหรอครับ” ไอ้บอสถามรุ่นพี่คนนึงถ้าผมจำไม่ผิดมันน่าจะชื่อเทคละมั้ง ไอ้พี่หน้าโหดที่เคยมีเรื่องกับผมตอนรับน้องวันแรกนั่นแหละครับ ผมก็เรียกมันแต่ไอ้หน้าโหดจนชินเลยจำชื่อมันไม่ค่อยได้
     “ตอนบ่ายว่างพอดีเลยออกมาเดินเล่นหน่อย เจอพวกนายก็เข้ามาทักเนี่ย”
     “พวกผมก็ว่างเหมือนกันครับว่าจะดูหนังไปพรางรอเวลาที่พวกพี่นัดนั่นแหละครับ”
     “ดูเรื่องไรกัน เลือกกันยังวะ”
     “ยังเลยครับ พี่มาก็ดีแล้วช่วยผมเลือกหน่อยระหว่างหนังผีกับหนังแอคชั่นจะดูอันไหนดี” ไอ้ตินมันถามพี่เทคส่วนผมก็ได้แต่ภาวนาขอให้มันเลือกของผมอย่าเลือกหนังผีเลยเถอะ สาธุ!
     “พี่ชอบทั้งสองแนวว่ะ เลยยังไงก็ได้ แต่เดี๋ยวไปถามไอ้เซตแปปมันชอบให้คำตอบที่ตรงใจพี่”ว่าแล้วมันก็เดินไปหาซันเซตก่อนจะเอ่ยถาม หมดหวังเลยสิครับผม อย่างหมอนั่นรึจะเลือกหนังผม ฝันเอาเถอะครับมันยิ่งจ้องจะแก้แค้นผมอยู่ทุกวัน
     แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่รู้สักหน่อยว่าผมกลัวผี หน้าอย่างผมมันต้องคิดว่าผมเลือกหนังผีแน่นอนเพราะฉะนั้นมันก็จะไม่เลือกหนังผีแล้วผมก็จะรอด
     “เซตหนังผีกับหนังแอคชั่นมึงจะเลือกดูเรื่องไหนวะ” ถามออกไปแล้วครับ แต่ก่อนที่ไอ้ซันเซตจะตอบออกไปมันกลับหันมามองผมแล้วเหยียดยิ้มมุมปากอยางชั่วร้าย วินาทีนั้นร่างกายผมแข็งทื่อ รู้เลยครับว่าตัวเองไม่รอดแน่ๆ  มันรู้ว่าผมกลัวผี! ผมรู้ว่ามันรู้เพราะไอ้รอยยิ้มเมื่อกี้ก็ถือเป็นคำตอบที่ใช่เลย มันรู้ได้ไงวะ? ขนาดเพื่อนที่คบกันมาตั้งสามปียังไม่รู้เลย เรื่องนี้มีแค่พ่อกับแม่ผมเท่านั้นที่รู้ ผมมองหน้ามันนิ่งก่อนที่มันจะหันไปตอบไอ้พี่เทคอย่างเสียงดังฟังชัด
     “หนังผี” 
     “หนังผีวะไอ้ติน”
     “งั้นสรุปเอาหนังผีนะ” ย้ำจังเลย ย้ำกูจังเลย ย้ำอยู่นั่นแหละ ไอ้พวกเหี้ยแม่งไม่เห็นใจกูเลย
     “ไหนๆก็เป็นคนเลือกหนังแล้วงั้นพวกพี่ดูด้วย เลี้ยงพวกแกด้วยเอา” ผมจะดีใจมากๆถ้าพี่มันจะเลี้ยงสเต็ก หรือเฟรนฟราย หรือไก่ย่าง อะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่หนังผี!
     “จะดีหรอครับ?”อย่าทำมาเป็นพูดไอ้บอส กูรู้นะว่าข้างในมึงลิงโลดสุดๆที่จะมีคนเลี้ยงหนัง อย่าให้กูรู้จุดอ่อนมึงแล้วกันไอ้เหี้ยบอส
     “พวกพี่เลี้ยงได้น่า ตกลงมั้ยเพื่อน”ไอ้พี่เทคมันหันไปถามเพื่อนๆและทุกคนตกลง ผมหันไปมองหน้าไอ้ซันเซตตาขวาง ขอบอกว่าผมโกรธมาก แกล้งเรื่องอื่นผมไม่ว่า แต่ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้ มันเห็นความกลัวของผมเป็นเรื่องสนุกเห็นมันเป็นเรื่องเล่นๆหรอวะ เล่นแรงเกินไปแล้ว
     “น้องวาดูเงียบๆไปนะครับ เป็นไรรึเปล่า?”ไอ้พี่เทคถามผมแต่ก่อนที่ผมจะได้ตอบพี่มันเสียงไอ้บอสก็ดันแทรกขึ้นมา
     “ไอ้วามันกลัวผีครับพี่”
     “จริงหรอครับน้องวา”
     “มึงหุบปากไปเลยไอ้บอส ใครที่ไหนมันจะไปกลัวของพันนั้นกันวะ มันมีจริงที่ไหน ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวกูเข้าโชว์เลย” โคตรเก่งอะ แต่ข้างในนี่สั่นพั่บๆแล้วโว้ย!

     ไอ้บอสมันอาสาเข้าไปซื้อตั๋วมาแจกจ่ายให้ทุกคน ผมเลือกที่นั่งคนแรกและเลือกติดมุมฝั่งขวาด้วยครับ ความลับขอมผมจะได้รั่วไหลไปให้แค่ไอ้คนทางซ้ายผมคนเดียว หลังจากนั้นค่อยไปขู่มันทีหลังเอาก็ได้ แค่นี้เรื่องที่ผมกลัวผีก็จะไม่รั่วไหลออกไปแถมยังอยู่ติดมุมอีก อย่างน้อยมันก็ช่วยลดความกลัวของผมลงนิดนึงแหละน่า ดีกว่าอยู่ตรงกลางเยอะเลย ที่เหลือก็รอดูว่าใครมันจะมานั่งข้างผม 
     และดูเหมือนสวรรค์กำลังลงโทษผมอยู่เลยครับ ดันส่งไอ้ซันเซตมานั่งข้างผม คือมึงเลือกกันยังไงครับและไอ้บ้านี่ทำไมแตกหน่อเหลือเกินเพื่อนมันอยู่คนละฝั่งกับมันเลย เสือกกะโหลกมานั่งตรงนี้อีก ผมมองหน้ามันแวบนึงก่อนจะเบือนหน้าหนี เกลียด - มัน - เข้า - ไส้
     ตัวอย่างหนังจบไปก่อนที่จอตรงหน้าผมจะมืดสนิท ผมหลับตาตั้งแต่ตรงนั้นแหละครับไม่อยากเห็นไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น ถึงตาจะปิดสนิทแต่เสียงก็ยังได้ยินอยู่ และรู้มั้ยครับว่าการดูหนังผีในโรงมันน่ากลัวกว่าดูข้างนอกเป็นร้อยเท่าพันเท่า! เพราะเสียงแม่งดังเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ผมหลับตาแน่นขึ้น แถมร่างกายยังเกร็งไปทั้งตัวเหงื่อก็ผุดขึ้นตามใบหน้า หัวใจก็เต้นเร็วขึ้นตามเสียงหนังที่ดังก้องเข้ามาในหู เสียงเหมือนมันจะทะลุออกมาจากจอแล้วมาพูดอยู่ข้างหูผมทำให้ผมเกร็งยิ่งกว่าเดิม
     หมับ
     อยู่ๆผมก็รู้สึกว่ามือมันอุ่นๆจนผมเผลอคลายมือที่เกร็งอยู่ของตัวเองออกแล้วบีบมือที่กุมผมไว้แทน ผมรู้ว่าเป็นมือของใครแต่วินาทีนี้ผมไม่สน ในเมื่อมันยื่นมาให้ผมเอง ผมก็จะรับมันไว้ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงตึงตัง ผมจะบีบมือซันเซตด้วยความตกใจ ผมหลับตาแน่นจนปวดไปหมดแล้ว
     “หันมาทางนี้”เสียงทุ่มๆของซันเซตเอ่ยขึ้นข้างๆหูผม เหมือนมันจะโน้มหน้าลงมากระซิบกับผมก่อนที่ผมจะสัมผัสได้ถึงมือที่จับตรงศรีษะผมแล้วดันมันเข้าไปพิงกับอะไรสักอย่าง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นไหล่ของซันเซต ผมไม่รอช้ารีบมุดหน้าไปซบไหล่มันแล้วคลายเปลือกตาออกก่อนจะส่งแรงบีบไปที่มือแทน 
     “ออกไปข้างนอก”เสียงของซันเซตดังอยู่ใกล้หูผมอีกครั้ง แต่ผมกลับส่ายหัว
     “ไม่!” ยังไงผมก็ไม่ออกไป ทนมาจนจะครึ่งเรื่องแล้ว ออกไปตอนนี้พวกนั้นต้องสงสัยแน่ ถ้ารู้แม่งถูกล้อยันโคตร
     ยิ่งเวลาผ่านไปเนื้อเรื่องก็ยิ่งเข้มข้น ฟังจากเสียงเอา ผมเริ่มเกร็งจนตะคริวจะกินไปทั้งตัวแล้วครับ ส่วนหน้าผมก็ยังวางอยู่บนไหล่ซันเซต เหมือนซันเซตจะหันไปคุยกันไอ้ตันเพราะผมได้ยินเสียงแต่ก็ไม่รู้ว่าคุยไรกัน หรือมันจะบอกให้ไอ้ตันดูความอัปยศของผมวะ 
     อ่ะ!
     จู่ๆหัวผมก็หล่นจากบ่าไอ้ซันเซตเพราะมันดันลุกขึ้นโดยไม่บอกผม ผมเงยหน้าขึ้นไปมองมันอย่างโกรธๆ แต่มันก็ไม่สนใจผมแถมยังดึงมือผมให้ยืนขึ้นและลากออกไปอีก ผมพยายามยื้อตัวเองไว้แต่ก็สู้แรงมันไม่ได้เลยต้องเดินตามมันไป แวบนึงที่ผมหันไปดูจอมอนิเตอร์ที่กำลังฉายหนังอยู่และเป็นจังหวะเดียวกับที่ผีมันโผล่ออกมาเต็มหน้าจอเลยครับและเต็มตาผมด้วย ผมสะดุ้งสุดตัว ความตกใจทำให้ผมลืมหายใจไปเลย ซันเซตที่จับมือผมหันมามองและรีบลากผมออกจากตรงนี้ทันที
     “ลืมตาได้แล้ว” ผมลืมตาตามที่ซันเซตบอกก่อนจะเห็นแสงไฟสว่างจ้าขึ้นมา ตอนนี้ผมอยู่หน้าโรงหนังแล้ว
     ผมผ่อนลมหายใจอย่างเบาใจ ได้ออกมาจากนรกนั่นแล้วรู้สึกโล่งครับ แต่มือก็ยังไม่ได้ปล่อยออกจากมือหนาของซันเซตนะครับ ผมกลัวมันจะเดินหนีถ้าผมปล่อยมือมันออก ถึงจะออกมาข้างนอกแล้วแต่ผมก็ยังกลัวอยู่ ไหนจะภาพที่ติดตาผมมาเมื่อกี้อีกนั่นคงทำให้ผมหลอนไปอีกหลายวันเลยแหละครับ 
     “อย่าคิดว่าช่วยกูแล้วกูจะหายโกรธมึงนะ” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากมือมัน
     “....”ซันเซตมันทำเป็นไม่สนใจคำพูดของผม และเงียบตามสเต็ปมันแหละครับ
     ในเมื่อผมไม่ยอมปล่อยมือมันออก มันเลยเดินจับมือผมพาออกมานอกห้างและตรงไปที่โรงจอดรถของห้าง
"ปล่อยมือกูได้ยัง" มันถามผมเมื่อเรามาถึงรถแล้ว ผมรีบสะบัดมือมันทิ้งแล้วเดินขึ้นไปนั่งในรถทันที อายครับเล่นจับมือมันไม่ยอมปล่อยแบบนั้น มือของศัตรูเลยนะครับไม่อายก็ให้มันรู้ไป

     ซันเซตพาผมกลับมามหาลัย เพื่อรอเวลาสี่โมงเราเลยมานั่งกันที่โรงอาหารใต้ตึกและไม่พูดอะไรกันเลย ผมที่ไม่อยากเห็นหน้ามันเลยฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พอจะหลับตาก็ดันเห็นหน้าผีที่ติดตามาจากโรงหนังนั่นอีก ใครไม่เป็นผมไม่รู้หรอกครับว่ามันน่ากลัวขนาดไหน อย่าถามครับว่ากลัวไปทำไมเพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงจะบอกตัวเองว่าอย่ากลัวอย่าคิดแต่หัวใจมันก็ยังเต้นแรงทุกครั้งที่เจอเรื่องพวกนี้
     กึก
     ทันทีที่ผมรู้สึกว่าคนข้างๆกำลังจะลุกออกไป ผมก็เงยหน้าขึ้นมาและจับเข้าที่ชายเสื้อนักศึกษามันไว้แน่น
     หมับ
     "จะไปไหน" ตอนนี้ทิทงทิฐิไรผมไม่สนแล้ว กับไอ้บ้านี้ที่รู้อยู่แล้วว่าผมกลัวไม่จำเป็นต้องมีมันตอนนี้ก็ได้ ทิ้งไปก่อน ไอ้เซตมองหน้าผมก่อนจะตอบมาสั้นๆ
     "หาไรกิน"
     "ที่ไหน" ถามเหมือนเป็นเมียมันเลยวุ้ย แต่ผมแค่อยากรู้ว่ามันจะไปไกลมั้ย จะนานรึเปล่า คือกูไม่อยากอยู่คนเดียว แต่มันกลับชี้ไปตรงร้านขายขนมที่อยู่ห่างจากโต๊ะไปไม่มาก
     "ไปด้วย"
     "จะกลัวไรนักหนา"
     "หุบปากไปเลย! เพราะมึงนั่นแหละสัส!" ผมด่ามันกลับ ไอ้ซันเซตเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ เพราะผมพูดไม่เพราะกับมัน มันไม่ชอบให้ผมพูดคำหยาบน่ะ
     "ให้เกียรติกูด้วย กูเป็นพี่มึง" 
     "เรื่องของกู ไม่แปลกที่กูจะพูดหยาบกับมึง เพราะกูไม่ชอบมึงไง" ผมพูดตามความจริง ชอบก็บอกว่าชอบ เกลียดก็บอกว่าเกลียด ไม่มีการเสแสร้งอะไรทั้งนั้น
     "หึ เกลียด แต่จับมือกูไม่ปล่อยเลยหนิ" ซันเซตกระตุกยิ้มมุมปากส่งมาให้ มันดูเหมือนแสยะยิ้มมากกว่า นั่นทำให้ผมคิดคำเถียงมันแทบไม่ทัน แต่จะเถียงไงวะ ก็ที่มันพูดนั่นเรื่องจริงนี่ครับ แต่ก่อนที่ผมจะคิดคำด่ามันได้ เจ้าตัวก็เดินออกไปแล้วครับ ผมเลยต้องเดินตามมันไป อย่าเข้าใจผิดซะล่ะ ผมไม่ได้กลัวแต่แค่หิวเลยเดินออกมาหาของกินก็เท่านั้น (?)
     ผมยืนเลือกขนมอยู่นานกว่าจะได้ พอเห็นไอ้คนข้างๆเลือกได้แล้วกำลังจะไปจ่ายเงินผมก็เลยหยิบมามั่วๆแล้วเดินไปวางของรวมกับของๆมัน
     "คิดรวมครับ"ผมบอกกับคุณป้าเจ้าของร้าน ไอ้ซันเซตหันมามองหน้าผมแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแค่ชักสีหน้าใส่แล้วก็จ่ายเงิน ด่าไม่ได้ก็ผลาญเงินมันซะเลย

                                                                                                                                                               
                                                                                                                                                                      #เด็กีศาจ


-------------------------------------------------------------------------------------


อ่านเสร็จแล้วอย่าลือมาเม้นกันด้วยนะคะ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

33 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 / 00:56
    มันจะไปชอบกันท่าไหนเนี่ย
    #11
    0