[ Boy's Imp ] ไอ้ตัวร้าย...หวานใจรุ่นพี่ {YAOI}

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 : [หนีเที่ยว]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 เม.ย. 59



บทที่4
::หนีเที่ยว::




          ผมตื่นขึ้นมาในท่าที่พิสดารมาก เพราะทั้งตัวถูกไอ้ซันเซตมันพันธนาการไว้ เรียกง่ายๆคือมันจะทับร่างผมไว้อยู่แล้ว ทีนี้ผมก็ดิ้นสิครับรอไร พอมันเห็นผมดิ้นก็รัดตัวผมแน่นขึ้นจนผมต้องร้องตะโกนออกมา
          “ปล่อยกูนะไอ้เหี้ยยยยย!” ซันเซตมันลืมตาขึ้นมามองผมแต่ก็ยังไม่ปล่อยผมอยู่ดี “มึงทำไรกูเนี่ย!!”
          “มึงดิ้น” 
          “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่มึงมานอนกอดกูวะ!!” ผมเริ่มดิ้นอีกครั้งแต่คราวนี้มันยอมปล่อยตัวผม พอผมเป็นอิสระ ร่างทั้งร่างของผมก็เหมือนจะไถลไปข้างหลังแล้วผมก็ร่วงหล่นลงพื้นไป หลังผมกระแทกเข้ากับพื้นแข็งๆจนรู้สึกเจ็บขึ้นมา ผมลุกขึ้นนั่งก่อนจะตวัดสายตาไปมองไอ้คนที่ทำผมตกเตียง
          “สัสนี่!”
          “ไปอาบน้ำได้แล้ว” สั่งผมเสร็จมันก็เดินถือผ้าห่มกับหมอนออกไปเลย ผมที่ตื่นเต็มตาเพราะตกเตียงไปเมื่อกี้ก็ไม่สามารถกลับไปนอนได้อีก เลยเดินไปที่ห้องน้ำแล้วจัดการชำระร่างกายตัวเอง ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ 
          ผมเดินลงไปข้างล่างเห็นไอ้หน้าเจเปคนั่งอยู่ที่โซฟารอผม พอมันเห็นผมลงมาแล้ว มันเลยลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมเดินไปขึ้นรถ แต่ผมรีบวิ่งมาดักหน้ามันไว้แล้วถามมันถึงเรื่องเมื่อตอนเช้า คือผมสงสัยว่าตัวเองไปอยู่ในอ้อมกอดมันได้ยังไง
          “เมื่อคืนมึงทำอะไรกู?”
          “....”เหมือนเดิมครับมันมองหน้าผมกลับนิ่งๆ ตามสเต็ปมัน
          “ทำไมกูถึงไปอยู่ในสภาพนั้น”ซันเซตมันทำท่าจะเดินหนี ผมเลยต้องกันมันไว้ไม่ให้ไปไหน ถ้าผมไม่ได้รู้คำตอบก็อย่าหวังว่าจะได้ไปเรียนเลย
          “มึงดิ้นถีบกูทั้งคืน กูเลยจับมึงไว้”สุดท้ายมันก็ยอมตอบ แต่เดี๋ยวๆ ผมเนี่ยนะนอนดิ้น? ไม่ใช่ละผมไม่เคยนอนดิ้น แล้วจู่ๆจะมานอนดิ้นได้ไง มันโกหก
          “กูไม่เคยนอนดิ้น”
          “เรื่องของมึงที่จะไม่เชื่อกู”
          “มึงเป็นเกย์รึเปล่าเนี่ย?”ไอ้ซันเซตตวัดสายตามามองผมอย่างโกรธเคือง  ความจริงผมไม่คิดว่ามันจะเป็นหรอกครับเพราะมันดูออกจะแมน แต่เข้าใจมั้ยครับว่าหน้าผมมันไม่เหมือนชาวบ้าน บางทีไอ้ตายด้านนี้อาจจะมีอารมณ์กับผมก็ได้ใครจะไปรู้ แค่คิดก็ขนหน้าแข้งลุกแล้วครับ
          “กูเป็นผู้ชาย”ให้มันจริงเถ้อ หึ!
          “มึงอาจจะหน้ามืดมองกูเป็นผู้หญิง แล้วมึงก็เกิดมีอารมณ์กับกูก็ได้ อ๊าาาาก!! ต้องเป็นแบบนั้นแน่เลย ใช่มั้ยวะ!”ผมเอานิ้วชี้หน้ามัน
          “อย่ามาไร้สาระ” ซันเซตมันปัดมือผมทิ้งก่อนจะเดินชนไหล่ผมไปขึ้นรถแล้วครับ ผมกลัวมันจะทิ้งผมอีกเลยรีบวิ่งไปเปิดประตูและกระโดดขึ้นรถทันที
          “มึงอย่ามาพิศวาสกูแล้วกัน”
          “มึงนั่นแหละอย่ามาอ่อยกู” ไอ้เหี้ยนี่นับวันมันยิ่งจะปากหมาขึ้นทุกวันแล้วนะ สักวันผมคงได้เอากำปั้นยัดปากมันแน่ๆ

          ซันเซตมันขับรถเข้ารั้วมหาลัยและตรงดิ่งไปที่โรงจอดรถ พอมันจอดรถปุ๊บผมก็ลงรถแล้วเดินออกมาทันทีเราต่างคนต่างไป ผมก็เดินไปเข้าห้องเรียนของตัวเอง พอไปถึงห้องก็เห็นพวกไอ้บอสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว 
          “มาสายนะมึง”ไอ้บอสมันทักผมทันทีที่เห็นหน้า ท่าจะคิดถึงผมมาก หึ
          “กูมาเช้ากว่าอาจารย์ก็แล้วกัน” ผมสวนมันกลับไปก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างมัน
          “วาเลนกินข้าวมาหรือยัง?” ผมหันไปมองไอ้แว่นที่สะกิดผมยิกๆและพอผมหันไปมันก็ถามผมขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
          “ยัง ถามทำไมวะ จะไปซื้อให้กูไง๊”
          “เรามีขนมปัง กินมั้ย?” ไอ้แว่นยื่นขนมปังมาให้ผมชิ้นนึง ผมเลยหยิบมาจากมือมันแล้วแกะกินอย่างหน้าด้านๆครับ
          “ดีมาก วันหลังถ้ากูมาสาย มึงต้องซื้อมาเผื่อกูอีก เข้าใจ๊?” ผมสั่งมันและมันก็พยักหน้ารับทันที
          “อื้อ ถ้าวาอยากกินอะไรก็โทรสั่งเราได้เลยนะ” ผมมองมันอึ้งๆ นี่ผมกำลังกดขี่มันอยู่นะทำไมมันถึงทำตัวมีความสุขจังวะ รึมันชอบให้ผมเอาเปรียบมัน
          “วาเลน”ผมทวนชื่อตัวเองให้มันฟัง เพราะมันดันสะเออะมาเรียกผมวาเฉยๆเหมือนพวกไอ้บอส พอดีผมเป็นพวกสองมาตราฐานอ่ะ
          “อื้อ วาเลน” มันยิ้มให้ผมเหมือนเดิม ไม่โกรธที่ผมทำตัวออกห่างมันเหมือนไม่นับมันเป็นเพื่อน ก็ใช่ไงผมนับมันเป็นขี้ข้านี่ ดูชั่วมากสินะ แต่ผมก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีนี่หว่า
          “ไอ้วามึงไม่สงสารมันเหรอวะ แสดงออกเกินไปแล้วมึง” ไอ้บอสมันก้มมากระซิบกับผมที่นั่งกินขนมปังอยู่
          “เออนั่นดิ ให้มันซื้อของมาให้แล้วยังทำตัวเหมือนมันไม่ใช่เพื่อนมึงอีก เป็นกูต่อยมึงไปนานละ”ไอ้แอสตันก็มาเป็นทับเสริมครับ
          “กูก็ไม่เห็นมันจะสะทกสะท้านอะไร ดูออกจะชอบที่กูให้มันอยู่ตำแหน่งขี้ข้าซะอีก”
          "แรงไปละสัสวา กูล่ะสงสารมันจริงๆ ที่มาเจอคนอย่างมึงเนี่ย” 
          “ทำอย่างกับมึงเห็นมันเป็นเพื่อนงั้นแหละไอ้บอส” ผมรู้นะที่พวกมันคุยกับไอ้แว่นเพราะอยากลอกสมุดเลคเชอร์มัน
          “พวกกูก็ยังทำดีกับมัน ไม่เหมือนมึง”ก็กูเสแสร้งไม่เป็นเหมือนมึงนี่ไอ้ตัน
          “ใช่ๆ อย่างน้อยกูก็ไม่ได้ใช้ให้มันทำนู่นทำนี่เหมือนมึง” ไอ้ตินแมร่งก็ชอบเป็นกองหนุนให้พี่มันเหลือเกินนะ เดี๋ยวตบเรียงตัวเลยหนิ
          “อาจารย์เข้าห้องแล้วนะ”เสียงไอ้แว่นดังขึ้นทำให้พวกผมเลิกสุมหัวนินทามันแล้วหันไปสนใจอาจารย์ที่อยู่หน้าห้อง
          “พอดีวันนี้อาจารย์ติดธุระเลยจะให้งานไปทำนะ เป็นงานกลุ่มส่งพรุ่งนี้ “ มาถึงก็สั่งงานเลยครับ แล้วที่ผมต้องตื่นเช้ามาเรียนเพื่อไรวะ!
          “ครับ/ค่ะ”เสียงตอบรับอย่างดีใจของนักศึกษาเพราะไม่ได้เรียนแต่เสือกมีงานให้ทำครับ
          “ใครไม่เข้าใจให้ถามพวกรุ่นพี่นะเพราะบทนี้อาจารย์ยังไม่ได้สอน” แล้วจะสั่งมาทำไมถ้ามันจะยากขนาดนั้น รอสอนก่อนแล้วค่อยสั่งไม่ได้เหรอวะ
        อาจารย์ให้พวกผมแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มละสามคน พวกผมมีสี่ เอ่อไม่ใช่ดิ พวกผมมีห้าเลยต้องแบ่งออกไปสองคนคือไอ้สองแฝดที่ต้องไปหากลุ่มใหม่อยู่ส่วนกลุ่มผมมีไอ้บอสไอ้แว่นและก็ผม ผมจัดการโยนงานทุกอย่างให้ไอ้แว่นทำ แล้วพากันออกมาหาอะไรกินข้างนอกด้วยรถไอ้บอส
          “มึง กินไรดีวะ?”ไอ้บอสมันหันมาถามผม แล้วผมจะไปรู้ได้ไงผมไม่ใช่คนที่นี่นะ
          “อะไรก็ได้ ขอแค่อร่อยและแดกได้”
          “ถ้าว่าอร่อยที่นี่อร่อยทุกอย่างครับ มึงเป็นเด็กกรุงนี่ งั้นเดี๋ยวกูพาไปกินอาหารเหนือ”
          “เออๆ ถ้าไม่อร่อยมึงจ่ายนะ”
          “ชิ หาเรื่องไถตังกูตลอด”ไอ้บอสมันบ่นใส่ผม แต่ผมไม่สนใจมัน ผมกดต่อสายหาไอ้แอสตันแล้วบอกร้านที่ไอ้บอสจะพาผมไป
          พอมาถึงร้านอาหารเหนือที่ไอ้บอสว่าพวกผมก็เดินเข้าไปในร้านกัน ไอ้บอสสั่งอาหารกับพนักงานในร้านเป็นภาษาเหนือซึ่งผมไม่รู้จักเลย แต่มีบางอย่างที่ผมเคยกินแล้วเพราะน้าออนชอบทำอาหารเหนือให้ผมกินบ่อยๆ
          รอไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ และไอ้สองแฝดก็ลุกขึ้นไปไหนสักที่ พอมองตามมันไปก็เห็นมันเดินไปตักน้ำดื่ม ที่นี่เค้านิยมให้ลูกค้าตักน้ำดื่มเองมั้งครับ เมื่อวานที่ไอ้ซันเซตพาผมไปกินร้านข้างทางผมก็ได้ตักเอง และอีกอย่างที่เป็นจุดเด่นเลยคือทุกร้านจะต้องมีกระบวยตักน้ำไว้เพื่อใช้ตักน้ำใส่แก้วครับ ผมสังเกตมันทุกร้านที่ไปกินแล้ว สงสัยจะเป็นเทรนด์ของที่นี่มั้งครับ เพราะที่กรุงเทพฯผมไม่เคยเห็นเลย เอ๊ะ! หรือว่ามี? ช่างแมร่ง!!
          “ไอ้ตินกูฝากด้วย”ผมตะโกนไปบอกไอ้ตินก่อนจะตักข้าวเข้าปาก
          “ของกูด้วย”ไอ้บอสก็ขี้เกียจพอๆกับผมนั่นแหละครับ
          “ไอ้บอส ทำไมคนเหนือเค้านิยมใช้กระบวยตักน้ำกันวะ?” พอสงสัยผมก็เลยถามมัน
          “ไม่รู้ มันง่ายต่อการตักน้ำมั้ง กูใช้มาทั้งชีวิตไม่เคยสงสัยเลยไม่ได้ถามแม่”
          “แล้วทำไมไม่มีคนเสิร์ฟน้ำล่ะ ร้านก็ใหญ่นี่หว่า” ที่ถามนี่แค่อยากกวนมันไปงั้นแหละครับ ไม่ได้อยากรู้จริงจังหรอก
          “เค้าไม่มีเงินจ้างพนักงานมั้ง”มันก็เสือกเล่นกับผมไง
          ผมเลิกถามมันแล้วกินต่อ ร้านนี้ก็อร่อยดี แต่ก็มีบางอย่างที่มันไม่ถูกปากผม ระหว่างกินข้าวผมก็ชวนพวกมันคุยและถือโอกาสชวนพวกมันไปเที่ยวกันคืนนี้เลย เพราะน้าออนไม่อยู่และผมก็ไม่อยากอยู่บ้านกับไอ้มนุษย์หน้านิ่งนั่น มันน่าเบื่อครับ
          “คืนนี้ว่างมั้ยวะ ไปเที่ยวกัน” ผมเอ่ยชวนทุกคนและดูพวกมันจะนิ่งๆไป
          “ดูก่อนว่าแม่กูจะให้ไปป่าว” ไอ้บอสมันพูดขึ้นมาคนแรก นี่มันอายุเท่าไหร่แล้วเนี่ยยังต้องขอแม่อีก
          “ตินอยากไป”
          “ติน!” ผมกับไอ้บอสหันไปมองสองพี่น้องที่กำลังจะเปิดศึกเถียงกันแล้วครับ
          “ทำไมวะตัน กูโตแล้วอย่าทำเหมือนกูเป็นเด็กได้มั้ย!”
          “โตแต่ตัวน่ะสิ มึงอ่ะไม่ต้องไป แม่ไม่ให้ไปอยู่แล้ว”
          “งั้นถ้ากูขอได้กูจะไป กูไปด้วยไอ้วา”
          “เออๆ”ผมพยักหน้าให้ไอ้ติน ก่อนจะหันไปมองไอ้บอส
          “มึงต้องไปและหาร้านให้ด้วย”น้ำเสียงผมนี่บังคับมันสุดๆ
          “อ่าวไอ่นี่กูขออนุญาตแม่กูก่อนดิเห้ย!!”
          “มึงอายุห้าขวบรึไง ยังกลัวแม่อีก ไอ้ลูกแหง่เอ้ย!” ผมกำลังไซโคไอ้บอสให้เสียคนอยู่ครับ 
          “กูไม่ใช่ลูกแหง่แค่กูเคารพท่านเว้ย เค้าเรียกว่าลูกที่ดี”
          “ดีพ่องมึงดิสัส! กูไม่สน ตอนเย็นกูต้องได้สถานที่และมึงต้องไปด้วย ไม่งั้นกูโกรธ”
          “แมร่งโคตรเอาแต่ใจเลยมึงเนี่ย” มันด่าผมแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ฉะนั้นแปลว่ามันตกลงและเตรียมปลดปล่อยได้เลยครับ หึหึ

          ตอนนี้ผมนั่งอยู่ในรถไอ้ซันเซตและกำลังจะกลับบ้าน เราไม่ได้แวะกินอะไรกันข้างนอกเพราะผมไม่หิว แหงละ! ก็ผมกะว่าจะไปกินกับพวกไอ้บอสข้างนอกไง ผมไม่ได้บอกซันเซตว่าตัวเองจะไปผับเพราะไม่อยากคุยกับมัน อีกอย่างมันก็ไม่ได้ใส่ใจผมอยู่แล้วแค่ผมหายไปไม่กี่ชั่วโมงมันไม่แคร์หรอก ดีซะอีกที่ผมไม่อยู่กวนใจมัน
          พอมาถึงบ้านผมก็เดินขึ้นห้องไปแล้วจัดการอาบน้ำแต่งตัว ผมไม่ได้แต่งให้ดูดีอะไรมากแค่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดจากที่ผมมักจะเอาผมข้างหน้าลงตอนนี้ผมก็เสยมันขึ้นไปไว้ข้างหลังแทนเพราะมันจะทำให้หน้าผมดูไม่หวานมาก คือผมลองมันทุกทรงแล้ว ทรงนี้โอเคสุดแล้วครับ

          ครืดดดดด~ ครืดดดดดดด~

          เสียงโทรศัพท์ผมสั่นขึ้นเพราะผมวางมันไว้ที่โต๊ะตรงหัวเตียงเสียงมันเลยดังเป็นพิเศษ ผมเดินไปหยิบมันขึ้นมาดูที่หน้าจอ พอเห็นว่าเป็นเบอร์ไอ้ตินเลยกดรับสายมันทันที
            “ว่าไง?”
          “วา กูไปไม่ได้แล้วว่ะ แม่ไม่อนุญาต” ผมไม่เข้าใจเด็กที่นี่ กับอีแค่ไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนแค่นี้ทำไมต้องหวงด้วยวะ ลูกเป็นผู้ชายนะเว้ย ไม่ได้เป็นผู้หญิง ไม่ต้องห่วงขนาดนั้นก็ได้
          “อ่าวไอ่เชี่ยติน! มึงจะปล่อยให้กูไปกับไอ้บอสสองคนหรอวะ!!”
          “ก็ไอ้ตันอะดิมันไปเป่าหูแม่ก่อนที่กูจะขอ แม่กูเลยไม่ให้ไปเนี่ย”
          “อย่าเด็กดิวะไอ้ติน มึงโตจนหมาเลียตูดมึงไม่ถึงแล้วยังปล่อยให้แม่บังคับมึงได้อีก” มันต้องดูอย่างผมครับ บ้านผมนี่เอาผมไม่อยู่ตั้งแต่มอ.ต้นจนพวกท่านปล่อยผมไปตามยถากรรมแล้วครับ 
          “มึง ทำไงดีวะ กูอยากไปอ่ะ กูไม่เคยไปเที่ยวข้างนอกกับเพื่อนเลยนะไอ้วา กูคิดว่าพอกูเข้ามหาลัยแล้วเขาน่าจะปล่อยกูเป็นอิสระ แต่นี่ไรหวงกูเหมือนกูเป็นเด็กผู้หญิงไปได้” น่าสงสารมันนะ มันคงจะเก็บกดมานานที่ถูกคนทางบ้านตีกรอบให้ และดูเหมือนมันจะเก็บกดเอามากๆ ถ้าผมไม่ช่วยมันตอนนี้ก็กลัวมันจะเป็นเหมือนเพื่อนผมคนนึงที่ทางบ้านมันก็ห้ามทุกอย่างเหมือนไอ้ตินนี่แหละครับ จนมันทนไม่ไหว แอบไปลองเองตอนนี้กู่ไม่กลับเลย อย่างน้อยผมก็ไม่อยากให้ไอ้ตินเป็นเหมือนเพื่อนผมคนนั้นผมเลยต้องทำอะไรสักอย่าง ฟังดูเหมือนผมดีแต่เปล่าครับ ผมแค่อยากมีคนไปกินเหล้าด้วย
          “หนีเลย” ก็รู้ว่าการพาเพื่อนหนีเที่ยวนี่มันไม่ดี แต่เผอิญว่าผมก็ไม่ใช่คนดีซะด้วยซิ
          “เห้ย!! เอาจริงดิ?”
          “เออดิ”
          “แต่กูไม่กล้าว่ะ ถ้าแม่กับไอ้ตันจับได้ล่ะ” น้ำเสียงฟังดูกล้าๆกลัวๆ แต่มีหรือที่คนอย่างวาเลนจะตะล่อมคนอย่างไอ้ตินไม่ได้
          “มึงไม่ต้องกลัว ไอ้ตันมันไม่กล้าทำอะไรมึงหรอก หรือถ้ามีปัญหาเดี๋ยวกูช่วยมึงเอง”
          “แต่ว่า...”
          “ดื้อนิดหน่อยเค้าไม่กล้าทำไรมึงหรอกน่า ยังไงมึงก็คือลูกเค้า เชื่อกูดิ กูเคยลองมาแล้ว” ผมเปล่าเลวแค่จะช่วยเพื่อนครับ
          “ก็ได้ แล้วมึงจะให้กูทำไงวะ?” หึหึ! คนอย่างไอ้ตินหัวอ่อนจะตาย 
          “มึงส่งที่อยู่มาเดี๋ยวกูไปรับมึง ที่เหลือมึงก็แค่หาทางออกจากบ้านโดยไม่ให้คนในบ้านมึงรู้”
          “แล้วกูต้องทำไงอ่ะ?” ไอ้นี่มันซื่อหรือมันโง่วะ ความตอแหลแมร่งไม่มีเลยรึไง!
          “มึงก็แค่ทำท่าเป็นโกรธไม่ยอยออกจากห้องแล้วหาทางปีนหน้าต่างออกมา...ว่าแต่ห้องมึงมีหน้าต่างป๊ะว๊ะ?”
          “มีๆ งั้นเดี๋ยวกูส่งที่อยู่บ้านกูไปให้ แล้วมึงมีรถด้วยหรอไอ้วา!” ไม่อ่ะแต่ผมมีวิธิของผมแล้วกัน ถึงมันอาจจะดูบ้าไปหน่อยก็เถอะ
          “กูหาได้แล้วกันน่า มึงเอาตัวออกมาจากบ้านมึงให้ได้ก็พอ”
          “เออๆ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกกูด้วยนะเว้ย!” มันกดตัดสายไปแล้วครับ ทีนี้ก็เหลือแค่ผมที่ต้องเอารถไอ้ซันเซตไปให้ได้ ว่าแต่จะใช้วิธีไหนดีวะ ดูท่าทางมันหวงรถจะตาย ไปยืมตรงๆคงไม่ให้แน่นอน ฉนั้นคงต้องขโมยมาสินะ
          ผมเดินออกจากห้องไปยืนตรงหน้าประตูห้องข้างๆแล้วเคาะมัน ผ่านไปหนึ่งนาทีไม่มีคนมาเปิดผมเลยลองหมุนลูกบิดดู ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อคเลยลองเปิดเข้าไป ในห้องเงียบสงัดเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่พอเดินเข้าไปข้างในก็ได้ยินเสียงน้ำไหลจากในห้องน้ำเลยคิดว่ามันคงกำลังอาบน้ำอยู่ สวรรค์เข้าข้างแล้วโว้ยยยยย! หลังจากที่ทอดทิ้งกูมานาน
          ผมรีบมองหากุญแจรถซันเซตอย่างไวว่องเลย ก่อนจะไปเจอที่โต๊ะตรงหัวเตียงมัน เลยรีบคว้ามันมาแล้วออกจากห้องไปทันที ผมไม่ลืมที่จะปิดประตูให้เบาที่สุดแล้ววิ่งแจ้นไปที่รถ พอขึ้นรถได้ก็ขับออกไปเลยครับ รู้ว่าถ้ากลับมานี่ผมโดนหนักแน่ อาจจะโดนหนักกว่าไอ้ตินอีก ไม่มีใครรู้ว่าไอ้มนุษย์หน้านิ่งเวลาโกรธแบบสุดๆมันจะดูน่ากลัวขนาดไหน ผมก็ไม่รู้เพราะผมไม่เคยเห็นเลยอยากลอง ฮ่าาาาๆ~

          ผมมาถึงหน้าบ้านไอ้ตินแล้วครับ ตอนนี้กำลังรอมันอยู่ที่หลังบ้านเพราะมันจะออกมาทางนี้ ไม่นานผมก็เห็นมันวิ่งหน้าออกมา พอมันมาถึงก็สั่งผมออกรถเลยเหมือนกลัวใครมาเห็น
          “ไอ้วารีบๆออกรถเลยเร็วๆ เดี๋ยวมีคนมาเห็น” เป็นงี้แหละครับ เด็กพึ่งเคยหนีเที่ยว เดี๋ยวพอหนีบ่อยๆก็ชินเอง
          “เออๆ”ผมรีบสตาร์ทรถแล้วขับออกไปเลย ที่ผมมาบ้านมันถูกเพราะผมใช้ GPS นำทางมา กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ผมนี่หลงเป็นว่าเล่นเลยครับ คุณอย่าไปเชื่อ GPS ให้มันมากเพราะถ้ามีซอยเล็กๆน้อยๆทีไรมันจะพาคุณหลงทันที หรือไม่มันก็จะพาคุณอ้อมโลกไปไกลเลย  ฉะนั้นการไปผับที่ไอ้บอสบอกผมจะไม่พึ่งมันเด็ดขาด กว่าจะถึงอีกก็คงปาไปพรุ่งนี้ ไม่ต้องได้เที่ยวกันพอดี
          “ไอ้ติน มึงรู้มั้ยว่าผับที่ไอ้บอสบอกมันอยู่ตรงไหน”ผมถามไอ้เจ้าของถิ่นเผื่อมันจะรู้
          “กูไม่เคยไปแล้วกูจะไปตรัสรู้ได้ไงครับ” ดีมากไอ้เพื่อนติน แมร่งโคตรมีประโยชน์เลยมึง
          “งั้นมึงโทรถามไอ้บอสเลย แล้วไปนัดเจอกันที่ไหนก็ได้ที่มึงรู้จักใกล้ๆผับ” ผมสั่งไอ้ติน มันเลยหยิบมือถือขึ้นมากดๆแล้วเอาทาบหู รอไม่นานมันก็เริ่มพูดกัน เวลาสองคนมันพูดกันชอบพูดภาษาเหนือ บางคำผมก็ฟังออกครับ ไอ้ตินมันคุยกับไอ้บอสตกลงกันเรียบร้อยก่อนจะมาบอกทางผม
          “ขับเข้าเมืองไปเลย”
          “อืม” ถ้าเข้าเมืองก็พอได้เพราะทางไปมหาลัยผมอยู่ในเมือง
          “นี่มันรถพี่ซันเซตไม่ใช่หรอวะ พี่เค้าให้ยืมมาด้วยเหรอ”
          “เปล่า กูขโมยมา”ผมตอบไอ้ตินหน้าตาย แต่มันกลับตกใจมากครับ
          “มึงว่าไงนะไอ้เชี่ยวา ขโมยหรอ!!”
          “มึงจะตกใจทำไมเนี่ย กูเป็นคนขโมยไม่ใช่มึง”
          “แล้วพี่ซันเซตจะไม่โกรธมึงเหรอ ถ้าเค้าไล่มึงออกจากบ้านหรือบอกแม่เค้ามึงจะไม่ซวยรึไง?” มันดูจะตื่นเต้นกว่าผมที่เป็นคนขโมยรถมาอีกครับ
          “ไม่หรอก อย่างมากก็แค่โดนมันเอาคืน” ผมรู้ว่ามันไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกน้าออนแน่นอนเพราะมันไม่ได้ขี้ฟ้องเหมือนผม ส่วนเรื่องไล่ออกจากบ้านยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ น้าออนไม่ยอมแน่ หรือต่อให้ไล่ผมก็ไม่แคร์ ดีซะอีกจะได้หาเรื่องออกไปอยู่ข้างนอกเลย แต่ส่วนที่เป็นไปได้มากเลยคือมันต้องเอาคืนผมแน่ๆ แต่จะด้วยวิธีไหนนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
          “กูว่าเรื่องกูหนีเที่ยวนี่หนักแล้ว เจอของมึงแล้วเรื่องกูจิ๊บๆไปเลยว่ะ”
          “หายตื่นเต้นยังวะ”
          “เออ ดีขึ้นเยอะแล้ว” 
          หลังจากนั้นเราก็ไม่ค่อยได้พูดอะไรกันอีก จนตอนนี้เข้าเมืองมาแล้วครับ และไอ้ตินก็เริ่มบอกทางผมต่อจากนี้ มันบอกจนเราถึงตรงที่นัดไอ้บอสไว้ พอมากันครบก็พากันไปต่อทันทีเพราะถึงเวลาเปิดผับแล้ว หน้าผับมีการ์ดรอตรวจบัตรอยู่ แต่ไอ้บอสก็พาพวกผมเดินเข้าไปได้อย่างสบายๆ ผมงงเลยครับว่าเด็กติดแม่อย่างมันทำไมถึงมีเส้นสายในเรื่องแบบนี้
          “มึงเป็นไรวะไอ้ติน”ไอ้บอสถามไอ้ตินเมื่อเห็นร่างเล็กๆของมันเริ่มสั่นหน่อยๆ มันยังไม่รู้เรื่องที่ผมพาไอ้ตินหนีบ้านมาเที่ยว
          “กูตื่นเต้นว่ะ” เป็นธรรมดาที่คนไม่เคยออกมาเจอโลกภายนอกอย่างมันจะตื่นเต้นเวลาได้ออกมาที
          “ตื่นเต้นไรมึงเนี่ย ไม่เห็นจะมีไรให้ตื่นเต้นเลย”
          “ปล่อยมันไปเถอะคนไม่เคยก็เงี้ยแหละมึง”ผมหันไปบอกไอ้บอสแล้วเปลี่ยนไปเดินข้างไอ้ตินเมื่อเห็นเราเข้ามาในผับแล้ว เอาลูกเค้ามาก็ต้องดูแลมันหน่อยครับ
          ไอ้บอสพาพวกผมหาที่นั่งก่อนจะสั่งอะไรมากินกัน และผมก็เริ่มเปิดประเด็นในสิ่งที่สงสัยมานาน
          “ไอ้บอส มึงมีเส้นสายที่นี่ด้วยหรอวะ?”
          “ก็นิดหน่อย พอดีเจ้าของผับเป็นรุ่นพี่ที่กูรู้จักและมาเที่ยวเล่นบ่อยๆว่ะ” ไอ้บอสเนี่ยนะ
          “งั้นมึงก็ได้เที่ยวตลอดเลยดิ แล้วแม่มึงไม่ว่าเลยหรอ”ไอ้ตินถามไอ้บอสพอได้คำตอบมันก็เริ่มทำหน้าอิจฉาที่บ้านมันไม่ปล่อยแบบนี้บ้าง
          “แม่กูเค้าก็ปล่อยกูมาบ้างเป็นบางครั้ง ถ้าเริ่มหนักก็แค่เตือนๆกูแค่นั้นแหละ”
          “แหม~ ไอ้บอส ทีกูชวนแล้วเสือกทำเป็นเล่นตัวนะมึง”
          “ก็กูขี้เกียจนี่หว่า”สุดท้ายมันก็พูดความจริงออกมาจนได้ นี่ถ้าผมไม่บังคับมันมา มันคงแกล้งทำเป็นออกมาไม่ได้เพราะแม่บังคับแน่เลยสัสนี่
          “ดีว่ะ กูอยากให้แม่กับพี่กูปล่อยแบบนี้บ้าง”และไอ้ตินก็ประชดชีวิตด้วยการกระดกเหล้าเข้าปากไปแก้วนึงก่อนจะสำลักออกมา
          “แค่กๆ! ขมชิบหาย!” ก็เหล้านี่หว่าจะให้หวานเหมือนน้ำเชื่อมได้ไงวะ
          “ใจเย็นๆมึง” ผมลูบหลังให้ไอ้ติน

          ครืดดดด~ ครืดดดด~

          ไอ้ตินมันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน แล้วหันมามองหน้าผม
          “มึง ไอ้ตันโทรมา!”น้ำเสียงมันดูตกใจปนหวาดกลัวมากเลยครับ
          “เออ กูว่าจะถามอยู่ว่าทำไมไอ้ตันถึงกล้าปล่อยมึงออกมาคนเดียว ปกติเห็นตัวติดกันอย่างกับเนื้องอก”
          “ไว้ค่อยคุย ส่วนมึงรับสายไอ้ตันเลย”ผมหันไปพูดกับไอ้บอสแล้วหันกลับมาสั่งไอ้ติน
          “มันต้องรู้แล้วแน่เลยว่ากูแอบหนีมา”
          “หนีมา?”ไอ้บอสเหมือนจะเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างเพราะมันทำหน้าตกอกตกใจซะน่าถีบเลย นี่ยังไม่รวมเรื่องที่ผมขโมยรถใครมาด้วยนะ
          “เออ!”
          “เชี่ยยยย! พวกมึงทำไรกันวะเนี่ย หนีมาเที่ยวเนี่ยนะ ใครมันต้นคิด?”
          “กูเอง มีปัญหามั้ย ถ้ามีไว้ค่อยเคลียร์กันทีหลัง ตอนนี้เอาเรื่องไอ้ตินก่อน” ผมบอกไอ้บอส
          “เออๆ”
          “ตินมึงรับสายเลย แล้วห้ามบอกมันว่าอยู่ไหน”ผมสั่งไอ้ตินอีกรอบ จนมันต้องกดรับสายพี่มัน
          “มึงอยู่ไหนไอ้เหี้ยติน!!”ไอ้ตินมันเปิดลำโพงเลยได้ยินกันทั้งโต๊ะครับ น้ำเสียงไอ้ตันดูโมโหน้องมันมาก
          “อยู่...” ไอ้ตินอยุดพูดไปเมื่อผมส่งสายตาไปมองมัน กูไม่บอก” มันต้องอย่างนั้น ถ้าคิดจะดื้อมันต้องดื้อให้ถึงที่สุด
          “ไอ้ติน กูเคยสอนให้มึงเป็นแบบนี้หรอ รีบบอกมาว่ามึงอยู่ไหน อย่าให้กูได้ไปหาเอง!”ทางนั้นก็ขู่มาซะจนไอ้ตินเริ่มกลัวแล้วครับ
          “ต่อให้หามึงก็ไม่เจอกูหรอก อีกอย่างมึงเกิดหลังกูนะไอ้ตันมึงไม่มีสิทธิ์มาบังคับกู”ผมว่าเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้วครับ 
          “มึงอย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่ามึงอยู่ไหน มึงรอกูก่อนเถอะไอ้มาร์ติน” ไอ้ตันมันดูโกรธไอ้ตินแบบถึงขีดสุดแล้วดูจากสัพนามที่เปลี่ยนไป มันไม่เคยเรียกชื่อเต็มไอ้ตินเลยจากที่คบกับมันมา นี่ผมกำลังทำให้ไอ้สองพี่น้องนี่ทะเลาะกันแล้วครับ ผมไม่อยากให้เพื่อนมาแตกคอกันตอนนี้ผมเลยต้องดึงโทรศัพท์ออกมาจากมือไอ้ตินแล้วกดปิดลำโพงเพื่อจะคุยกับมันต่อ
          “ตันนี่กูวานะ”
          “มึงพาน้องกูหนีเที่ยว” เสียงมันนี่เหมือนจะฆ่าผมได้เลย
          “ใจเย็นมึง ไอ้ตินมันอยู่กับพวกกู มึงไม่ต้องเป็นห่วงมันขนาดนั้นก็ได้”
          “มึงพาไอ้ตินไปเสียคน” มันว่าผม แต่คนอย่างผมไม่ให้ใครมาด่าได้ฝ่ายเดียวหรอกครับ ต่อให้ผมรู้ว่าตัวเองผิดก็เถอะ และดูท่าจะคุยกันยาวผมเลยขอออกไปคุยข้างนอกเพราะเสียงข้างในมันดังเดี๋ยวคุยกันไม่รู้เรื่อง พอออกมาได้ผมก็เริ่มพูดอีกครั้ง
          “กูกำลังช่วยน้องมึงอยู่นะไอ้ตัน”
          “ช่วยอะไร ช่วยพามันใจแตกนะหรอ หึ!”
          “มึงดูไม่ออกเหรอวะว่าน้องมึงต้องการอะไร”
          “มึงพูดเรื่องไร?”
          “ไอ้ตินมันแค่อยากมีชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่น ถ้ามึงกักขังมันไว้ มันจะยิ่งเก็บกดและรอวันที่มันทนไม่ไหวถึงตอนนั้นมึงจะมั่นใจได้ไงว่าไอ้ตินจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม"
          "อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลยไอ้วาเลน" หลังจากที่มันพูดประโยคนี้ออกมาผมก็เริ่มจะมีน้ำโหแล้วครับ ผมก็ไม่ได้เป็นคนที่ใจเย็นสักเท่าไหร่ แต่เพื่อเจรจากับมันเลยต้องพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็นไว้
          "ถือว่ากูขอ ให้มันอยู่กับพวกกู เรียนรู้กับพวกกูไม่ดีกว่าหรอ อย่างน้อยพวกกูก็เพื่อนมัน กูจะไปทำไรมันได้”
         “.....”ไอ้ตันมันเงียบไปเหมือนกำลังคิดตามผมอยู่ ผมเลยรีบสมทบเพื่อให้มันใจอ่อน
          “ถ้ามึงไม่ปล่อยมันตอนนี้ สักวันมันจะไปเรียนรู้ด้วยตัวมันเอง และเมื่อวันนั้นมาถึงมึงจะควบคุมมันไม่ได้ เหมือนเพื่อนกู”
          “พวกมึงอยู่ที่เดิมใช่มั้ยวะ” นี่กูพูดไปตั้งเยอะเสือกเข้าหูซ้ายทะลุหูขวามันรึไงวะเนี่ย
          “ตัน”ในเมื่อการเจรจาไม่ได้ผลเลยต้องใช้อำนาจและน้ำเสียงไปขมขู่ครับ
          “เออๆ รู้แล้ว แค่จะไปกินด้วย” หือ? นี่สรุปมันยอมฟังผมแล้วใช่มั้ยวะ งง
          “มึงจะไม่ทำไรไอ้ตินใช่มั้ยวะ?” ถามเพื่อความแน่ใจ
          “เออ! รีบๆบอกมา”
          “ที่เดิม ที่ไอ้บอสมันบอกนั่นแหละ” ผมตอบมันไปก่อนจะกดตัดสายแล้วเดินเข้าข้างในไป หึหึ! เสร็จไปอีกหนึ่งปัญหา ทีนี้ก็เหลือแค่ปัญหาของตัวเองที่ท่าจะหนักอยู่ครับ เพราะไอ้เจ้าของรถมันโทรมาตามหลายรอบแล้วแต่ผมไม่ได้รับแถมยังกดปิดเครื่องอีกต่างหาก
          “ว่าไงบ้างวะไอ้วา”ไอ้บอสถามผมทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามานั่ง
          “ไอ้ตันมันจะมา” ผมปรายสายตาไปมองไอ้ตินนิดหน่อยเห็นมันเริ่มอยู่ไม่สุขแล้วครับ
          “มาได้ไง มันรู้ด้วยหรอว่าเราอยู่ไหน”
          “รู้ ก็ที่ไอ้บอสมันบอกว่าจะพามาที่นี่มันก็อยู่ด้วยทำไม่มันจะเดาไม่ออก” ผมแกล้งมัน เห็นหน้ามันแล้วตลกว่ะ ท่าจะกลัวพี่มันมากเลย
          “ย้ายร้านกันเหอะว่ะ” ไอ้ตินมันเตรียมลุกออกจากร้านเลยครับ แต่พอจะก้าวขาเดินออกไปกลับทำหน้าเหมือนเห็นผีแล้วรีบทิ้งตัวลงนั่งที่เดิม ผมมองตามสายตามันไปก่อนจะเจอกับไอ้ตันเลยเข้าใจว่าทำไมไอ้ตินถึงเป็นเเบบนั้น
          “มันมาแล้ว ทำไงดีวะเนี่ย!”
          “นิ่งๆไว้มึง” ไอ้บอสที่ไม่เคยจะตามเกมส์ผมทันก็เริ่มเป็นไปกับมันด้วย ถึงมันจะบอกให้ไอ้ตินนิ่งๆแต่เป็นมันนั่นแหละที่ทำตัวรุกรี้รุกรน
          “อ่าวไอ้ตัน มาได้ไงเนี่ย” ไอ้บอสหันไปทักทายไอ้ตันเหมือนเพิ่งเห็น แต่ไอ้ตันไม่ได้สนใจ มันมองเลยไปทางน้องมันก่อนจะไล่สายตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดหางเหมือนหาส่วนสึกหรอ
          “นั่งดิ” ผมบอกไอ้ตันเมื่อเห็นมันไม่ยอมนั่งลงสักที
          “อืม” มันยอมนั่งแต่โดยดีและนั่งข้างๆไอ้ตินด้วย ไอ้ตินเมื่อเห็นไอ้ตันนั่งลงข้างๆมันก็สะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็ยังเก็บอารมณ์ได้ แต่ผมนี่แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่แล้ว ทั้งไอ้ตินทั้งไอ้บอสดูสิหน้าเคร่งเครียดกันมากอ่ะ
          “ตัน” ท่ามกลางความเงียบสักพักจู่ๆไอ้ตินก็เรียกพี่มันขึ้นมา”คือกูขอ...”
          “ทำไมมึงแต่งตัวแบบนี้มาผับ” ไอ้ตันมันพูดแทรกน้องมัน ผมเลยหันไปสำรวจไอ้ตินดูว่ามันแต่งตัวแบบไหน เสื้อกล้ามสีขาวบางๆกับกางเกงสามส่วน ทำไมว่ะ มันก็ดูเข้ากับไอ้ตินดีออกนี่
          “หืม?” ไอ้ตินก็สำรวจตัวเองเหมือนกันก่อนจะหันไปทำหน้างงใส่ไอ้ตัน มันไม่ตอบแต่กลับถอดเสื้อกันหนาวออกแล้วส่งให้ไอ้ติน มาอีกแล้วครับโมเม้นต์ความน่ารักของพวกมัน ผมนี่อยากจะอ้วกออกมาแล้วเอามาปาใส่แม่ง ไม่ได้อิจฉาแค่มันเคืองตา
          “ไม่หนาวรึไง”
          “มึงไม่โกรธหรอที่กูหนีเที่ยว” ไอ้ตินมันถามพี่มันอย่างงงๆ 
          “มึงหนีมาแล้วหนิ จะให้กูทำไงได้”
          “แต้ก่ะ” เป็นภาษาเหนือที่แปลว่าจริงเหรอ อะไรประมาณนี้น่ะครับ
          “ถึงไอ้วาจะแก้ตัวให้เรื่องที่มึงหนีเที่ยวสำเร็จ แต่เรื่องที่มึงแต่งตัวแบบนี้มาผับกูจะคิดบัญชีแน่ติน” ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะผิดอะไรก็แค่เสื้อกล้ามกับกางเกงสามส่วน
          “เดี๋ยวๆ นี่มึงเข้าใจไอ้ตินแล้วเลยจะมากินด้วยหรอ?” ไอ้บอสเริ่มประมวลผลของเรื่อง
          “เออ!”
          “งั้นไอ้วาก็รู้อยู่แล้วว่ามึงไม่ได้มาเอาเรื่องไอ้ติน”
          “อืม”
          “ไอ่เชี่ยวา มึงหลอกพวกกูหรอวะ!” ไอ้บอสเริ่มโวยวายใส่ผม
          “ไอ้ตัน ไอ้วา พวกมึงรวมหัวกันใช่มั้ยเนี่ย!”ไอ้ตินก็เริ่มจะคิดได้ครับ
          “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกู”ไอ้ตันมันทิ้งผมเอาตัวรอดไปคนเดียวเฉยเลย
          “พอเห็นพวกมึงเครียดแล้วมันตลกนี่หว่า หน้าตาโคตรน่าแกล้งเลย”
          “ไอ้วาเลนนนนน”ทั้งสองกัดฟันกรอดแต่ก็ทำอะไรผมไม่ได้ เลยได้แต่ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ
          “ตินมึงกินเหล้าด้วยหรอ!” ไอ้นี่ก็ห่วงไอ้ตินจะเป็นจะตายแค่กินเหล้ามันจะอะไรนักหนา เดี๋ยวผมจะพาไอ้ตินหนีพี่มันแม่ง อยากรู้ว่าไอ้ตันมันจะตายมั้ย
          “ก็แค่เหล้าเองน่าไอ้ตันปล่อยๆมันไปเห้อ~”ผมบอกไอ้ตัน มันหันมาสบตากับผมก่อนจะยอมให้น้องมันกินต่อไป
          “วาแม่งเจ๋งว่ะ มึงไปกล่อมไอ้ตันท่าไหนมันถึงได้ยอมฟังมึงเนี่ย” ไอ้บอสมันถามผม
          “กูฉลาดไง”
          “มันเกี่ยวไรกับฉลาดไม่ฉลาดวะ?” ไอ้ติมเริ่มสงสัยแต่ก็นะ พวกโง่มักตามเกมไม่ทัน หึ
          “ถ้ามึงฉลาดต่อให้อยู่ในสถานการ์ณไหนมึงก็เอาตัวรอดได้ หรือมึงว่าไม่ใช่”
          “เออๆ กูยอมมึงก็ได้วะสัส มึงฉลาด พวกกูโง่”เสียงตัดพ้อมึงนี่มาแต่ไกลเลยนะไอ้บอส
          และพวกผมก็เริ่มหาไรคุยกันไปเรื่อยมีเล่นเกมส์กันบ้าง บางทีก็มีหญิงมาขอชนแก้วด้วย แต่ไอ้ตินนี่หนักเลยครับทั้งหญิงทั้งชายเข้าหามันไม่ขาดสาย จนไอ้ตันพี่ชายมันนั่งเงียบเหมือนรอพายุจะเข้า สาเหตุที่ฮอตเพราะชุดที่มันใส่นั่นแหละครับแม่งเห็นหมดแล้วมั้ง ของผมนี่ดีหน่อยเพราะผมแต่งตัวดูเป็นชายและที่สำคัญผมเสยผมขึ้น หน้าเลยออกเจ้าเล่ห์แทนที่จะไปหวานใส ไอ้ตินมันอยู่ไม่เป็นเหมือนผมไง 
          ว่าแต่ป่านนี้ไอ้ซันเซตมันจะเป็นไงมั่งวะ จะเลิกโทรหาผมรึยัง หึ! ป่านนี้คงใจสลายไปแล้วมั้งรถมันทั้งคันเลยนี่หว่า ถือว่าเอาคืนเรื่องหนังผีนั่นแล้วกันนะไอ้ซันเซต หึหึ

          Special:[sunset]
          ผมนั่งกดโทรศัพท์โทรหาไอ้เด็กปีศาจที่ริอาจมาขโมยรถผมออกไปไหนก็ไม่รู้ก่อนจะได้ยินเสียงฝากข้อความตามมาอีกรอบผมเลยกดตัดสายและล้มเลิกเรื่องที่จะโทรหามันไป หลังจากที่ผมออกมาจากห้องน้ำก็รู้สึกเหมือนกุญแจรถของผมจะหายไป ผมเป็นคนที่เอาของวางไว้ตรงไหนก็จะจำได้ พอมันหายผมก็สามารถรู้ได้ ลองหาดูก็ไม่เจอเลยเดินไปเคาะห้องข้างๆปรากฎว่าเงียบกริบ เลยเอากุญแจห้องมันมาไข อย่าลืมว่านี่บ้านผมกุญแจทุกดอกของบ้านหลังนี้อยู่ที่ผม ผมไขกุญแจเข้าไปก็พบกับความว่างเปล่า รู้เลยว่าใครเอารถผมไป 
          พอรู้ว่ารถอยู่ที่ใครผมก็เลยกดโทรหามันทันที ผมทั้งโกรธทั้งเป็นห่วงมัน วาเลนพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานกลัวมันจะหลง แต่คนอย่างมันไม่หลงง่ายๆหรอกมันคงเอาตัวรอดได้ แต่ใจก็ยังห่วงอยู่ดี ต่อสายหามันไม่นานมันก็กดตัดสายผมทิ้ง พอโทรไปอีกรอบก็ได้ยินเสียงฝากข้อความกลับ ไอ้เด็กนี่มันปิดเครื่องหนีผม ผมเลยลองโทรไปอีกนี่ก็สายที่สามแล้ว ตามที่เห็นผมเลิกโทรหามันแล้ว ตามไปก็ไร้ประโยชน์ คนอย่างมันไม่ตายง่ายๆหรอก รอแค่มันกลับมาผมจะสั่งสอนมันเอง ระหว่างนี้ก็คิดหาวิธีกำราบเด็กดื้อที่คิดต่อต้านผม เพราะมันเริ่มจะแผลงฤทธิ์ใส่ผมแล้วเลยต้องกำราบมันไว้ก่อนที่ฤทธิ์มันเยอะกว่านี้
          เวลาผ่านไปนานพอสมที่ผมนั่งรอมันอยู่ข้างล้าง ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือบ่งบอกว่าเป็นเวลาตีสองกว่าจะตีสาม นี่ผมนั่งอยู่ตรงนี้มากี่ชั่วโมงแล้ววะเนี่ย สงสัยคงจะโกรธมันมากไปหน่อยจนลืมอย่างอื่นไปเลย ลืมแม้กระทั้งว่าตัวเองต้องนอน พอแล้วผมจะไม่รอแล้วครับ ผมเดินไปล็อคประตูบ้าน ทุกช่องทางที่มันจะเข้ามาได้ ในเมื่อให้โอกาศแล้วก็เสือกไม่รีบมา ปล่อยให้นอนข้างนอกซะให้เข็ด
          ผมเดินขึ้นไปบนชั้นสองแล้วเดินเข้าห้องไอ้เด็กนั่นก่อน แค่เผื่อไว้มันจะปีนขึ้นชั้นสอง เพราะคนอย่างมันชอบทำอะไรที่ผมคาดไม่ถึงตลอด 
          พอปิดทุ่งช่องทางแล้วผมก็เดินเข้าห้องตัวเองไปและทิ้งตัวลงนอนก่อนจะหลับตาลงในใจก็คิดฟุ้งซ่านเรื่องของมัน ผมกลัวว่ามันจะเป็นไรรึเปล่าทำไมถึงยังไม่กลับมาอีก ถ้าแม่ผมรู้ว่ามันหนีเที่ยวต้องเป็นเรื่องแน่ และเรื่องนั้นมันก็จะตกมาที่ผมอีกว่าทำไมไม่ดูมันปล่อยให้มันหนีเที่ยวได้ยังไง ซึ่งมันดูวุ่นวายผมเลยไม่คิดจะบอกแม่อยู่แล้ว มันคงจะรู้ว่าผมไม่บอกแม่เลยได้ใจสินะ หึ 
          แต่คิดได้ไม่นานเสียงรถก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน กลับมาแล้วสินะ แต่ก็แค่นั้นพอรู้ว่ามันปลอดภัยผมก็โล่งใจไปหน่อยแต่ตอนนี้อารมณ์โกรธผมพุ่งปี๊ดมาก ไม่เคยมีใครกล้าทำให้ผมโกรธขนาดนี้เลยนะตั้งแต่เกิดมา ในเมื่อมันกล้าผมก็จะโกรธให้มันดู 
          
          Valen

          ปังๆๆๆๆ

          ผมยืนเคาะประตูอยู่หน้าบ้านเสียงดังลั่น ไม่คิดว่ามันจะกล้าล็อคประตูไม่ให้ผมเข้าบ้าน เกินไปแล้วนะเว้ย คิดจะให้กูนอนข้างนอกรึไงวะไอ้อำมหิตเอ้ย!!
          "ไอ้ซันเซต มึงออกมาเปิดประตูให้กูเลยนะ!!" ผมตะโกนขึ้นไปข้างบนเผื่อมันจะไม่ได้ตั้งใจทิ้งผมไว้ข้างนอก มันอาจจะแค่หลับไปไม่รู้ว่าผมกลับมา แต่เปล่าหรอกครับ มันทิ้งผมไว้ข้างนอกจริงๆเพราะผมทั้งทุบประตูทั้งร้องตะโกนก็ไม่เห็นมันจะโผล่หัวออกมาเปิดประตูให้เลย ถ้ามันจะหลับลึกขนาดนั้นก็เกินไปแล้ว ด้ายยยยย!
          "มึงจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย! อย่าให้กูขึ้นไปได้นะไอ้เจเปค! กูเอามึงตายแน่!!" ผมตะโกนออกไปอีกครั้งก่อนจะหาทางขึ้นไปข้างบน หลังบ้านคงล็อกแล้ว เอาง่ายๆทางเข้าข้างล่างถูกปิดตายแล้วเพราะถ้าจะแก้แค้นผมจริงๆมันคงไม่ปล่อยไว้หรอก อ่ะ!! ยังเหลือข้างบนนี่หว่า ผมลองคิดดูว่าตัวเองได้ล็อคประตูตรงระเบียงไว้รึเปล่าซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยล็อคครับส่วนมากแค่ปิดผ้าม่านไว้ 
          พอคิดได้ดังนั้นผมก็พาร่างอันมึนเมาด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์นิดหน่อยไปที่หลังบ้าน ถ้าจำไม่ผิดผมเห็นมันมีต้นไม้อยู่ต้นนึงที่สามารถปีนขึ้นไปบนนั้นได้ 
          เป็นดั่งคาดเมื่อมาถึงผมก็เห็นจริงๆ ผมเลยลงมือปีนมัน ค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเมื่อสติผมไม่ค่อยจะเต็มร้อยเท่าไหร่ ผมไม่ได้เมานะครับแค่มึน ไอ้พวกนั้นมันคิดจะมอมเหล้าผมน่ะเลยกระดกไปหลายแก้ว แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะผมคอทองแดงอยู่แล้ว เลยมึนๆกลับมา 
          ตอนนี้ผมปีนมาถึงกิ่งที่มันยื่นออกไปทางระเบียงห้องผมแล้ว และผมกำลังพยายามจะทรงตัวให้ได้ พอมองลงไปข้างล่างหัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นด้วยความกลัว มันสูงใช้ได้เลยครับ ตกไปมีหวังคอหักแขนหักแน่เลย ถ้าผมเป็นอะไรไปฝากบอกพ่อกับแม่ผมด้วยว่าผมขอโทษที่ไม่เคยทำตัวดีให้พวกท่านได้ภูมิใจเลย แต่ถ้าผมรอดไปได้ ยังไงผมก็ยังยืนยันที่จะทำตัวเหมือนเดิม นิสัยคนเรามันไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆนี่หว่า เอาล่ะ มันได้เวลาที่ผมจะต้องเสี่ยงชีวิตแล้ว ผมสูดลมหายใจเข้าปอดไปทีนึงเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะพยายามทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้ให้ได้เพราะมันไม่มีที่ให้จับแล้ว แต่ก็ทำได้ยากมากเพราะแอลกอฮอล์ในร่างกายผมมีมากเกินไปเลยทำให้สติผมไม่ค่อยจะเต็มร้อยเท่าไหร่ 
          ผมค่อยๆก้าวขาออกเดินพยายามไม่มองข้างล่าง ให้ตายสิ ทำไมชีวิตผมถึงต้องมาปีนต้นไม้ด้วยวะ!! เกิดมาเคยปีนที่ไหนกันเพราะไอ้เหี้ยซันเซตตัวเดียวเลย อีกหนึ่งข้อที่ผมจะทำถ้าผมรอดไปได้คือไปฆ่ามันให้ตาย ถึงจะรู้ว่าเป็นเพราะผมที่ทำตัวเองแต่ผมก็จะโทษมัน 
          ผมเดินมาได้ครึ่งทางแล้วครับเหลืออีกครึ่งทางเลยตัดสินใจก้าวเร็วๆเพื่อให้มันถึงระเบียงห้องตัวเองแค่ครั้งเดียวถ้าพราดก็แค่ตาย ว่าแล้วก็ออกวิ่งเลยครับก่อนจะถึงก็มีเหยีบพลาดไปก้าวนึงแต่ผมก็คว้าราวระเบียงไว้ได้ทันก่อนที่จะตกลงไป พอปีนเข้ามาได้ก็โล่งเลยรอดตายแล้ว หึหึ แค่นี้ทำไรกูไม่ได้หรอกไอ้เจเปค 
          ผมเดินไปที่หน้าประตูระเบียงก่อนจะเอื้อมมือไปจับแล้วเลื่อนมันให้เปิดออก แต่ก็ต้องงงเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ยอมเคลื่อนตามแรงดันของผม ไม่กระดิกเลยสักนิดเดียว พอคิดดูอีกทีว่าตัวเองได้ล็อคมันรึเปล่าคำตอบก็ยังเป็นเหมือนเดิม ผมไม่เคยล็อค แล้วใครล็อควะ! 
          ชิ้ง 
          สายตาผมตวัดไปมองห้องข้างๆทันที จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมัน นี่มันเล่นผมขนาดนี้เลยหรอวะ! แล้วมันเข้าห้องผมได้ไง ผมมั่นใจว่าล็อคห้องเรียบร้อยก่อนออกไป ผมเลิกคิดแล้วเดินไปที่ริมระเบียงที่มีผนังกั้นระหว่างระเบียงของผมกับของไอ้ซันเซต ไปถามให้รู้เรื่องและไปจัดการแม่งเลย เล่นแรงเกินไปละ หลอกให้ผมปีนต้นไม้มาเกือบตายสุดท้ายมันก็ไร้ประโยชน์ ผมไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนี้แน่ 
          ผมเริ่มลงมือปีนระเบียงตัวเองเพื่อข้ามไปฝั่งนั้นต่อ ให้ตายดิเห็นกูเป็นลิงรึไงให้ปีนอยู่นั่นแหละ เท้าผมข้ามไปฝั่งนั้นแล้วครับ ก่อนที่ผมจะเอี้ยวตัวไปอยู่กึ่งกลางระหว่างระเบียงทั้งสอง จู่ๆผมก็ได้ยินเสียงบานประตูฝั่งไอ้ซันเซตเลื่อนออกผมหันไปมองก่อนจะเห็นมันโผล่หน้าออกมา ผมตกใจจนเผลอปล่อยมือที่จับกับผนังกั้นออก
           "เฮ้ยยย!!" ผมร้องออกมาด้วยความตกใจเพราะร่างทั้งร่างของตัวเองกำลังจะล่วงหล่นลงไปข้างล่างครับ แต่ก่อนที่ผมจะหงายหลังลงไปไอ้ซันเซตก็รีบวิ่งมาคว้ามือผมไว้ได้ทันแล้วออกแรงดึงผมเข้ามาทางระเบียงฝั่งมัน ตัวผมถลาเข้าหาซันเซตอย่างแรงจนผมคิดว่าเราจะล้มไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ แต่เปล่าครับซันเซตมันยันร่างตัวเองไว้เพื่อรอรับแรงกระแทกของผมได้ มันช่วยพยุงผมไม่ให้ล้มไปด้วยการเอาแขนใหญ่ๆของมันมากอดตัวผมไว้
          "อยากตายมากนักรึไงวะ!" คำพูดนั้นถูกพ่นออกมาเบาๆแต่เพราะหน้าเราอยู่ใกล้กันมากผมเลยได้ยิน
          "เพราะมึงนั่นแหละ ทำให้กูเกือบตาย" ผมโทษมันไป ถึงจะไม่ใช่ความผิดมันก็ตาม 
          ตอนนี้ซันเซตปล่อยผมออกจากอ้อมแขน และผมก็กำลังผเชิญหน้ากับมันอยู่ ตอนแรกก็กะว่าจะข้ามมาเอาเรื่องมัน แต่พอเห็นสีหน้ามันแล้ว ผมพูดไม่ออกเลยครับ หน้ามันนิ่งมาก นิ่งจนผมเกิดกลัวมันขึ้นมา ซันเซตมันไม่ยอมพูดอะไรออกมาจนผมทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายพูดก่อน
          "หายกัน กูขโมยรถมึงไป มึงก็เอาคืนกูด้วยการล็อคบ้านไม่ให้กูเข้า ถือว่าเราหายกัน" ผมพูดขึ้นมาเพื่อให้เรื่องมันจบๆแต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอมจบครับ มันแสยะยิ้มร้ายกาจออกมา
          "หึ หนีเที่ยว ขโมยรถ ปิดโทรศัพท์หนีกู หายกันหรอ ฝันอยู่รึไง" มันพูดไว้แค่นั้นแล้วเตรีมจะเดินหนีผมเข้าห้อง
          "หมายความว่าไง" ผมถามมันก่อนจะได้รับคำตอบด้วยการถูกปิดประตูใส่หน้า 

          ปัง! แกร๊ก!

          นี่สินะคำตอบมัน ผมเข้าใจแล้ว มันคิดจะทิ้งผมไว้ข้างนอกนี่เอง แต่เฮ้!! กูไม่อยู่ข้างนอกนี่นะ กูจะเข้าข้างใน ว่าแล้วผมก็เดินไปเคาะประตูระเบียงมันและตะโกนด่ามันอยู่ข้างนอก

          ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

          "มึงมาเปิดประตูให้กูก่อน กูจะเข้าข้างใน ไอ้ซันเซต ไอ้เหี้ย! มาเปิดประตู!!"
          "...." มันเดินมาที่หน้าประตูและมองทะลุกับกระจกใสมาที่ผมนิ่ง แต่ผมรู้ว่ามันกำลังสมเพชผมอยู่ อย่าให้กูเข้าไปได้นะไอ้เหี้ยซันเซต

          ปังๆๆๆๆๆๆ

          "กูจะเคาะจนกว่ามึงจะมาเปิดประตูให้กู ถ้ามึงทนได้ก็เอาซี่สัสเซต!!" ผมจ้องหน้ามันกลับแล้วทุบกำปั้นใส่บานกระจกรัวๆ ไม่สนว่ามันแตกรึเปล่า 
          ตอนนี้ไอ้ซันเซตมันขึ้นเตียงนอนอย่างสบายใจไปแล้วครับ ที่ผมรู้เพราะมันไม่ได้ปิดผ้าม่านไว้ไง และผมยังออกแรงทุบไอ้บานประตูนี่ต่อไปเรื่อยๆ ปากก็ตะโกนด่ามันไปด้วย จนเรื่มหมดแรง ผมเลยพักก่อนด้วยการนั่งลงมันตรงหน้าบานประตูมันนั่นแหละ แต่ก็ไม่วายจะยกกำปั้นทุบเป็นระยะ จนร่างกายเริ่มไม่ไหว ตอนนี้น่าจะตีสามครึ่งแล้วครับ ลมแรงๆที่พัดเข้ามากระทบผิวเนื้อผมทำให้ร่างผมเริ่มสั่นด้วยความหนาวจากที่มึนๆด้วยแอลกอฮอล์ตอนนี้หายมึนไปโดยปริยาย ผมเอื้อมมือมากอดเข่าตัวเองเพื่อทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น ผมเอาหน้ามุดกับเข่าที่ตั้งชันของตัวเองเพราะเกิดง่วงขึ้นมา เวลานี้ต่อให้ฟ้าจะถล่มบ้านจะถลายผมก็จะหลับครับ ผมง่วงมากกกกก



#เด็กปีศาจ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------

          #บางคนอาจสับสนแอสตันกับมาร์ตินว่าใครเกิดก่อนเกิดหลังนะคะ คือมาร์ตินเกิดก่อนค่ะ แต่ความเชื่อในสมัยก่อนบอกว่าคนเป็นพี่จะถีบน้องออกมาก่อน เขาเลยนับคนที่เกิดก่อนเป็นน้องและคนที่เกิดทีหลังจะนับเป็นพี่ค่ะ มาร์ตินเลยเรียกแอสตันว่าพี่

         

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

33 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 / 12:09
    เอิ่ม เอือมระอากับวาเว้ย
    #13
    0
  2. #2 ploynantiya (@nantiya16018) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 11:49
    คือฟินตันตินอะค่ะ.. เป็นพี่น้องกันแท้ๆจริงๆหรอคะ อยากให้คู่กันจังเลย ฮืออ นี่ยังคงแอบหวังแบบไม่ใช่พ่อแม่เดียวกัน คือน่ารักมากอะแง
    #2
    0