ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 10 : ตามหา (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,615
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,367 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

ฉินหลิงที่กำลังหงุดหงิดอยู่ก็เมื่อได้ยินสาวใช้ผู้นั้นเอ่ยเรียกนามผู้ที่ตนกำลังตามหาคือ ‘น้องถาน’ จึง ทำให้เขาอดรู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างไม่ได้ ก่อนที่จะรีบเดินเข้าไปหาสาวใช้นางนั้นเเละใช้สองมือพยุงสาวใช้ที่กำลังสั่นกลัวให้ลุกขึ้นมา


หญิงสาวผู้นั้นเมื่อเห็นนายน้อยผู้นั้นเดินเข้ามาตรงหน้าตนก็รู้สึกหวาดกลัวจนร้องไห้เสียงดัง ก่อนจะรีบเอ่ยขอโทษเพราะเธอรู้ดีว่าเธอเป็นเพียงสาวใช้ในหอคณิกาแห่งหนึ่ง แต่กลับไปตำหนินายน้อยผู้นั้นที่แม้แต่เเม่เล้ายังเกรงกลัว แล้วนับประสาอะไรกับตนที่เป็นเพียงสาวใช้ในครัว “ ข้าขอโทษเจ้าค่ะ  นายน้อยอย่าฆ่าข้าเลยนะเจ้าค่ะ ข้ายังมีพ่อแม่ต้องเลี้ยงดู น้องสาวข้าก็ยังเด็กอยู่เลย ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ”


ฉินหลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อยก่อนแสดงสีหน้าขมขื่นออกมาเเละรีบเอ่ยกับสาวใช้นางนั้น “ หยุด..ไม่ต้องร้อง  ข้าไม่ได้จะทำอะไรเจ้า  ข้ามาหาแม่นางถานที่เจ้าบอกเท่านั้น เจ้าช่วยพาข้าไปหานางได้รึไม่ ไม่ต้องห่วงข้าให้ค่าตอบแทนเจ้าเต็มที่ ”


สาวใช้นางนั้นที่กำลังสะอึกสะอึ้น เงยหน้าขึ้นมาก่อนมองนายน้อยผู้นี้เล็กน้อยพลางเอ่ย “ ท่านจะไม่พาข้าไปฆ่าแน่รึเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนโง่ ท่านต้องหลอกพาข้าไปนอกเมืองแล้วฆ่าข้าทิ้งแน่ๆ แงๆๆ ”


ฉินหลิงกุมขมับก่อนพูดด้วยเสียงปลอบโยน “ ข้าคือนายน้อยฉิน หลานชายเจ้าเมืองแห่งนี้ เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก หากเจ้าพาข้าไปหานางได้ ข้าจะให้รางวัลเจ้า แล้วก็ให้เจ้าไปทำงานในจวนเจ้าเมืองดีไหม ”


สาวใช้เบิกตากว้างก่อนมองไปยังนายน้อยหนุ่มแล้วเอ่ยเสียงดัง “ ทะ..ท่าน ท่านคือปีศาจราคะฉินนี้เอง ท่านคิดจะพาข้าไปยังจวนเจ้าเมือง เพื่อจะกักขังเพื่อข่มเหงและทรมานข้าเป็นแน่ ข้าไม่ไปกับท่านแน่ แงๆ ”


ฉิงหลิงถึงกับเข่าทรุดก่อนจะเอามือกุมขมับตัวเองอย่างแน่น โดยที่เขาไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีกับหญิงสาวจอมมโนที่อยู่เบื้องหน้าของตน


ฮิฮิ


เสียงหัวเราะขบขันของเจ้าบ่าวตัวน้อยดังขึ้นมาก่อนจะรีบหันไปเอ่ยกับสาวใช้ผู้นั้น “ พี่สาว นายน้อยข้าไม่ได้มีเจตนาไม่บริสุทธิ์กับท่าน เพียงแต่นายน้อยข้ากำลังตามหาคุณหนูถานผู้นั้นเพื่อพาตัวไปแต่งเป็นฮูหยินน่ะขอรับ ไม่ทราบว่าท่านช่วยพวกเราได้รึไม่ ” ลู่ชิงกล่าวจบก่อนจะหันหน้ามากระพริบตานายน้อยด้วยใบหน้าทะเล้น


‘ เจ้าเด็กบัดซบนี้ ข้าบอกตอนไหนว่าข้าจะแต่งงาน ’ ฉินหลิงจ้องหน้าลู่ชิงด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย


สาวใช้นางนั้นหันมามองบ่าวตัวน้อยแล้วหันมามองนายน้อยหนุ่มก่อนเอ่ยเสียงเบา “ แหะๆ ขอโทษที่ข้าเข้าใจผิดด้วยเจ้าค่ะ ท่านน่าจะบอกข้าตั้งแต่แรกว่าจะมาสู่ขอน้องถาน แต่น้องถานเป็นคนดี ต่อไปท่านอย่าได้รังแกนางนะเจ้าค่ะ ชีวิตของนางน่าสงสารมาก ”


ฉินหลิงกรอกตามองบ่าวตัวน้อยที่สร้างเรื่องให้กับเขา ก่อนที่เขาจะนึกถึงภาพทรงจำในอดีตที่เหลืออยู่ของร่างนี้ก็จำได้คราวๆว่าการแต่งตัวของหญิงสาวแซ่ถาน ผู้นั้นดูเหมือนสาวชาวบ้านทั่วไปแถมยังค่อยข้างซอมซ่อด้วยซ้ำ และเวลานั้นที่ตัวเขาคนก่อนข่มเหงนางก็ยังฉีกเสื้อผ้าจนหลุดลุ่ยออกมาอีก


ฉิงหลิงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนหันมาเอ่ยกับสาวใช้นางนั้น “ เช่นนั้น เจ้าก็พาข้าไปหาแม่นางถานก่อนเถอะ ”


“ เรื่องนี้ไว้ใจข้าได้เลยเจ้าค่ะ ” หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทีสดใส แตกต่างจากเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน


หลังจากจัดการเรื่องราวเสร็จเขาก็หันมาหาพูดกับผู้ดูแลหอคณิกาหุ่นสะบึมด้วยเสียงสุภาพขึ้น “ ข้าต้องขอโทษด้วยที่รบกวนท่าน ส่วนเรื่องราววันนี้ท่านก็ไปเก็บค่าใช้จ่ายที่จวนเจ้าเมืองก็แล้วกัน วันนี้ท่านก็ปิดไปก่อนเถอะ ถือซะว่าข้าเหมาหอนารีพิสุทธิ์วันนี้ก็แล้วกัน  เช่นนั้นข้าลาล่ะ ” กล่าวจบเขายกมือคารวะราวกับบัณฑิตหนุ่มซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์ที่แสดงออกยามสั่งเหล่าทหารปิดล้อมที่แห่งนี้ราวกับเป็นคนละคน


หลังจากฉินหลิงเสร็จเรื่องราวในหอคณิกาเสร็จสิ้น เขาก็รีบเดินขึ้นมาบนรถม้า ก่อนที่จะเอนหลังครุ่นคิดเรื่องราวที่จะกระทำต่อจากนี้ เมื่อเขาพบหน้าหญิงสาวนางนั้น เขาควรที่จะต้องทำเช่นไรต่อไป  คุกเข่าขอโทษ?  รับผิดชอบด้วยการสู่ขอเข้ามาเป็นฮูหยิน?  ให้เงินชดเชย?  และนี้เขาต้องมาคอยแก้ปัญหาที่ค้างคาใจของเจ้าเด็กบัดซบนี้  


เมื่อฉินหลิงที่กำลังขบคิดวิธีแก้ปัญหาก็เหลือบไปเห็นสาวใช้นางนั้นกำลังมองดูรถม้าตนด้วยทีท่าสนใจ

 

“ เจ้ามองอะไร ไม่ขึ้นมารึไง ” ฉินหลิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย


“ ถ้าข้าขึ้นไปแล้วทำรถม้าท่านสกปรก ไม่ใช่ว่าท่านจะให้ข้าชดใช้หรอกรึ  ข้าไม่มีเงินมาซื้อรถม้าคืนให้ท่านหรอกนะ ท่านหลอกข้าไม่ได้หรอก ”  สาวใช้นางนั้นเหลือบมองเขาบนรถม้าก่อนจะกอดอกแล้วเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ


‘ บัดซบ ทำไมเวลาข้าคุยกับหญิงสาวผู้นี้ถึงทำให้ข้ารู้สึกอยากจะตายนัก ’


ใบหน้าฉินหลิงดำคล้ำลงเพราะอารมณ์หงุดหงิดก่อนพูดเสียงดัง “ หุบปาก...แล้วขึ้นมานั่งได้แล้ว ถ้าเจ้ายังพูดมากกว่านี้อีก ข้าจะให้ทหารนำเจ้าไปทิ้งไว้ในป่าช้านอกเมือง ”


เมื่อสาวใช้ได้ยินดังนั้นจึงรีบเอามือทั้งสองมาปิดปากทันที พร้อมกระโดดขึ้นรถม้ามานั่งด้านตรงข้ามนายน้อยผู้นี้ทันที หลังจากนั้นไม่นานรถม้าก็เคลื่อนออกไปยังทางด้านประตูเมืองทิศใต้ตามคำบอกกล่าวของแม่สาวใช้ผู้นี้


หลังจากรถม้าเคลื่อนไปได้สักระยะเขาก็เอ่ยถามสาวใช้ที่นั่งอีกฝั่งของเขาด้วยความจริงจัง “ เอาล่ะ ข้าลืมถามเจ้าไป เจ้ามีนามว่าอะไร แล้วเจ้ารู้จักแม่นางเถาผู้นี้ได้อย่างไรรึ ”


สาวใช้ที่เอามือปิดปากก่อนเปิดออกเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ ข้าพูดได้แล้วหรือเจ้าค่ะ ไม่ใช่ท่านสั่งให้ข้าปิดปากหรือเจ้าค่ะ หรือว่าท่านไม่ชอบขี้หน้าข้า..ท่านเลยหาเรื่องให้ข้าพูดแล้วพาข้าไปปล่อยป่าช้าแน่เลย  แงๆ ”


‘ อ๊ากกกกก  ข้าอยากจะบ้าตาย ข้าไปทำเวรกรรมอะไรไว้ทำไมข้าต้องมาเจอกับนางเนี่ย ’


ฉินหลิงสูดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหันมาจ้องหน้าสาวใช้ผู้นั้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ เจ้าฟังข้าให้ดีแล้วตอบที่ข้าถามเท่านั้น ถ้าเจ้ายังพูดมากอีกข้าจะพาเจ้าไปปล่อยในป่า ”


เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเอามือปิดปากอีกครั้งก่อนพยักหน้าแรงๆ


เมื่อได้เห็นหญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ  เขาจึงค่อยเอ่ยถามนาง “ ดี เช่นนั้นเจ้าก็ตอบข้ามา เจ้าชื่ออะไร และรู้จักแม่นางถานได้อย่างไร ”


สาวใช้นางนั้นเปิดปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ ข้าชื่อเสี่ยวหลู่เจ้าค่ะ ส่วนที่ว่าข้ารู้จักน้องถานได้ยังไงนะรึเจ้าค่ะ ข้ากับน้องถานเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน บ้านของพวกเราอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเจ้าค่ะ พอข้าอายุได้สิบเจ็ดส่วนน้องถานอายุได้ราวสิบห้าซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว พวกเราก็ตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองมาหางานทำ เพราะในช่วงหน้าแล้งที่บ้านพวกข้าไม่สามารถเพาะปลูกได้ ดังนั้นพวกข้าจึงเข้ามาหาเงินยังเมืองแห่งนี้ ทีแรกพวกเราเข้าทำงานในโรงเตี๊ยมด้วยกัน โดยข้าทำงานในครัว ส่วนน้องเถาที่มีหน้าตางดงาม เถ้าแก่ร้านจึงให้นางเป็นคนเสริฟอาหารเจ้าค่ะ  แต่ด้วยฝีมือครัวข้าที่สุดยอดจึงไปถูกใจผู้ดูแลที่หอนารีพิสุทธิ์ซึ่งบังเอิญมากินที่ร้าน จึงทำให้ข้าได้รับเชิญก่อนที่ไปทำงานที่นั้นซึ่งให้เงินเยอะกว่าโรงเตี๊ยมเก่าอีกด้วยเจ้าค่ะ”


ฉินหลิงมองออกไปยังด้านนอกสังเกตุเห็นเหล่าชาวบ้านและพ่อค้ากำลังเดินไปมาก่อนเอ่ย “ แล้วตอนนี้นางยังทำงานอยู่ที่โรงเตี๊ยมนั้นหรอกรึ ”


“ เจ้าคะ นางยังทำงานอยู่ที่เดิม ถึงรายได้จะน้อยแต่เถ้าเเก่ร้านมีห้องพักให้ ทำให้ช่วยพวกเราประหยัดมากขึ้นเลยนะเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลู่ตอบนายน้อยตรงหน้าด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะหันไปมองนายน้อยด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะเอ่ยถาม “ ตอนนั้นทำไมท่านไม่ไปสู่ขอนางให้ดีๆละเจ้าคะ แล้วทำไมท่านถึงต้องใช้ความรุนแรงกับนางด้วย ข้ายังจำได้เลย วันนั้นนางเอาอาหารมาส่ง แต่หลังจากท่านพบนาง ท่านก็ลากนางเข้าไปในห้องทันที ข้าก็รีบเข้าไปห้ามและพยายามบอกว่านางไม่ใช่หญิงบริการเหล่านั้น แต่ท่านก็ไม่ฟัง แล้วก็ทำไมท่านถึงกับต้องปล่อยนางเดินออกมาพร้อมเสื้อผ้าขาดๆด้วยละเจ้าค่ะ ข้าต้องรีบวิ่งจุ้นไปหาเสื้อผ้ามาให้นางใส่เลย ทำไมท่านถึงไม่ให้เงินนางไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ละเจ้าค่ะ ท่านเป็นถึงหลานเจ้าเมืองน่าจะมีเงินมากมายไม่ใช่รึ ” เสี่ยวหลู่เอ่ยถามออกมา


แค๊กๆ

ฉินหลิงถึงกับหน้ามืดกับคำด่าของเสี่ยวหลู่ ราวกับว่านางเอามีดไปรนไฟจนเเดงเเล้วนำมาแทงเขาเเละยังไปเอาน้ำเกลือมาเทราดอีกรอบ แต่ก่อนที่เขาพูดต่อว่าอีกฝ่ายกลับ เขาก็นึกสงสารเด็กสาวแซ่ถานผู้นั้นไม่น้อย เพียงแค่นำอาหารมาส่งกับลูกค้า ตัวเองกับโดนชายหนุ่มที่ไหนไม่รู้มาใช้กำลังฉุดคร่าพรหมจรรย์ตนเองไป พูดเเล้วเขาอยากจะกระทืบเจ้าเด็กบัดซบเจ้าของร่างเดิมนัก


เมื่อเห็นฉินหลิงเงียบไม่ตอบกลับอะไร เสี่ยวหลู่ก็เอ่ยกับอีกฝ่าย  “ ข้ารู้ว่าท่านรู้สึกผิดต่อน้องถาน แต่ข้าบอกท่านเลยนะเจ้าคะ น้องถานไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป นางเป็นผู้หญิงแกร่งที่ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก อย่างตอนนางทำงานในโรงเตี๊ยมมีเหล่าพ่อค้าที่ร่ำรวยมากมายมาสู่ขอนางเป็นเมีย แต่นางก็ยังไม่สนใจเลย หากนางหวังร่ำรวย นางคงเลือกแต่งกับเหล่าพ่อค้าหรือขุนนางได้อย่างไม่ยาก แต่ที่นางไม่เเต่งเพราะนางเคยเอ่ยกับข้าว่านางจะแต่งกับคนที่นางรักและใช้ชีวิตด้วยกันจนแก่เฒ่า ไม่ใช่รักกันแค่ที่หน้าตาของนางเท่านั้น  ดังนั้นข้าขอให้ท่านอย่าได้ไปบังคับจิตใจนางเลยนะเจ้าคะ ”


ฉิวหลิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนเอ่ยกับอีกฝ่าย “เอาเถอะ...เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ ข้าจะรับผิดชอบเท่าที่ทำได้ละกัน ”


เสี่ยวหลู่หันมามองนายน้อยผู้นี้ด้วยสายตาเบิกกว้างก่อนเอ่ย “ ท่านก็นับได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะเจ้าค่ะ แตกต่างจากข่าวลือไม่น้อยเลย ข้าขออวยพรให้ท่านเอาชนะใจน้องถานให้ได้นะเจ้าค่ะ ข้าเป็นกำลังใจให้ ”


‘ บิดาไม่ได้บอกสักคำว่าจะไปเอาชนะใจน้องสาวเจ้าเลย ’


ก่อนที่ฉินหลิงจะได้เอ่ยอะไร ลู่ชิงบ่าวตัวน้อยที่นั่งบังคับรถม้าอยู่ด้านหน้าก็ตะโกนออกมาว่าได้มาถึงโรงเตี๊ยมที่เป็นจุดหมายแล้ว









ถานอวี้จี้  ยามที่กำลังทำงานอยู่ในโรงเตี๊ยม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.367K ครั้ง

2,237 ความคิดเห็น

  1. #1701 jkooktaev (@jkooktaev) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 00:35
    อื้อหื้อออ ถ้าเป็นเรามาเจอแบบนี้ก็หงุดหงิดเหมือนกันแหละ มโนขั้นสุด พูดแบบเหมือนพรุ่งนี้จะไม่ได้พูดอีกแล้วอ่ะ ... เหอะๆ -_-
    #1701
    0
  2. #550 enosenza (@enosenza) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 01:23

    งามแต้ๆ เจ้า

    #550
    0
  3. #467 Ladda Aew (@ladda2523) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 10:57
    ขนาดกลัวตายนะนั้น พูดเป็นต่อยหอยเลย
    #467
    0
  4. #73 BlueStone3369 (@BlueStone3369) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 16:25
    น้ำล้นแล้ว
    #73
    0