ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 140 : เหล่าเจ้าสำนักรุ่นก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,607
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 723 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

 “เจ้าแดนกระบี่เดียวดายอย่างนั้นรึ” ฉินหลิงเอ่ยออกมาเมื่อเขาอ่านป้ายด้านหน้าของเจ้าสำนักปีศาจรุ่นที่สิบที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าของเขา ชื่อที่เต็มไปด้วยความอหังการของเจ้าแดนกระบี่ผู้นี้ทำให้ฉินหลิงรู้สึกมีแรงฮึดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

 

ถึงไม่รู้ว่าคำว่า เจ้าแดนที่อยู่นำหน้านามของเจ้าสำนักรุ่นที่10และ12 นั้นคืออะไร แต่ฉินหลิงก็มั่นใจว่ามันต้องไม่ใช่สิ่งธรรมดาอย่างแน่นอน

 

สิ่งหนึ่งที่ฉินหลิงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งก็คือหากเขาต้องการความแข็งแกร่งก็จำต้องไขว้คว้ามันด้วยมือของตัวเอง ใบหน้าของชายชราที่มีจมูกงุ้มปรากฏขึ้นมาภายในหัวอีกครั้ง ภาพการตายของถานอวี้จี้ทำให้ฉินหลิงกัดฟันแน่นพร้อมกับลากร่างกายที่นอนราบกับพื้นไปยังด้านหน้า

 

เทพเซียน คือสิ่งวิเศษที่เขาไม่สามารถอธิบายได้และเจ้าสำนักแต่ละรุ่นล้วนเป็นเทพเซียนที่เก่งกาจทั้งสิ้น ฉินหลิงที่เคยได้รับคำยืนยันจากเจ้าสำนักรุ่นที่12ก็มีความเชื่อมั่นว่าตนเองก็จะต้องแข็งแกร่งให้ได้ดั่งผู้อาวุโสเหล่านี้และจะต้องฟื้นคืนชีพภรรยาของเขาให้จงได้

 

เมื่อมีความหวังในการฟื้นคืนชีพภรรยา  ฉินหลิงก็แทบไม่รู้สึกทรมานอีกแล้ว เขามองตรงไปยังด้านหน้า ความเจ็บปวดจากแรงกดดันทำให้ร่างกายแก่ชราของฉินหลิงปริออกเป็นจุดๆ พลังปราณของจอมยุทธถูกผนึกราวกับเขาเป็นเพียงมนุษย์ที่ไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธใดๆ

 

ร่างกายของชายชราที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในความหวังในการฟื้นคืนชีพภรรยาที่ตายจากไปทำให้ ฉินหลิงใช้ปลายเท้าค่อยๆดันร่างกายไปเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ

 

เวลาค่อยๆไหลผ่านไปแต่ร่างกายที่แก่ชราของฉินหลิงก็ยังไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหว สายตาของเขาพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นอะไรแล้ว เนื้อตัวก็เต็มไปด้วยคราบเลือดที่ไหลซึมออกมาจากเสื้อผ้าซึ่งเกิดจากบาดแผลที่ปริแตกออกมาจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

 

ปลายเท้าของฉินหลิงถลอกจนทำให้เนื้อหนังหลุดออกและมีเลือดไหลออกจนเป็นทาง อาการบาดเจ็บของฉินหลิงในเวลานี้เกินกว่าร่างกายที่ซูบผอมของเขาจะทนรับได้แล้ว แต่ความหวังของเขาคือการนำคนรักกลับคืนมาถึงแม้ต้องตายเขาก็ยอมเสี่ยง

 

เมื่อปลายเท้าที่คอยพยุงร่างกายให้เคลื่อนไหวไปด้านหน้าหมดความรู้สึกลง ฉินหลิงก็ใช้นิ้วมือทั้งสองข้างจิกไปบนพื้นดินก่อนจะดึงร่างกายที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตให้ไปด้านหน้า

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเขามาถึงรูปปั้นรูปที่สองซึ่งห่างจากแท่นบูชาที่มีคัมภีร์ไม่ไผ่ตั้งอยู่ไม่ไกล แรงกดดันที่มหาศาลอยู่แล้วกลับเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวจนทำให้ฉินหลิงที่เคยฝืนร่างกายไปเบื้องหน้าได้กลับต้องถูกกดลงกับพื้นจนขยับไปไหนไม่ได้

 

อวัยวะภายในที่ถูกแรงกดดันจากพื้นที่โดยรอบทำให้ฉินหลิงรู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะร้องตะโกนออกมา แต่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลเช่นนี้แม้แต่เสียงที่จะเอ่ยออกมา ฉินหลิงยังไม่มีแรงเลย

 

ฉินหลิงไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆถึงมีแรงกดดันมหาศาลเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทั้งที่ตลอดทางที่เขาเลื้อยคลายมาก็ค่อยๆเพิ่มมาทีละนิด แต่เมื่อเขาถึงรูปปั้นที่สองกลับเพิ่มมาจนทำให้ฉินหลิงเจ็บปวดจนแทบอยากจะตายเพื่อให้พ้นทุกข์ทรมานที่กำลังเกิดขึ้น

 

ความเจ็บปวดทำให้ฉินหลิงแทบเป็นบ้า ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยทรมานร่างกายเช่นนี้มาก่อน ความเจ็บปวดที่จากแรงกดดันทำให้ฉินหลิงรู้สึกอยากตาย

 

เวลาก็ค่อยๆไหลผ่านไป แต่ร่างกายของฉินหลิงก็ยังคงจมอยู่บนจุดเดิมไม่อาจเคลื่อนที่ไปไหนได้ ร่างกายที่ถูกกดลงบนพื้นดินของฉินหลิงนั้นยังไม่หมดสติ ทุกครั้งที่เขารู้สึกไม่ไหวและกำลังสิ้นสติลงไป ความเจ็บปวดก็จะปลุกเขาให้รู้สึกตัว

 

ภายในหัวของฉินหลิงตอนนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขาไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้วนอกจากต้องการให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน

 

ทำไมถึงยังไม่ตาย ? เมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากที่บ้าๆพวกนี้เสียที! ใครก็ได้ช่วยฆ่าข้า!

 

ฉินหลิงไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงยังไม่ตาย เขาไม่รู้เรื่องอะไรอีกแล้ว แต่เมื่อพบกับความสิ้นหวังที่แม้แต่ความตายยังไม่อาจเทียบได้อย่างการต้องจมอยู่ในแรงกดดันเช่นนี้ ฉินหลิงก็ใช้แรงทั้งหมดเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

 

แท่นบูชาที่มีคำภีร์ไม้ไผ่วางอยู่นั้นทำให้เขาได้สติอีกครั้งหนึ่งหลังจากผ่านพ้นมาเป็นเวลานาน หนทางรอดเพียงอย่างเดียวของฉินหลิงก็คือเขาต้องคว้าคัมภีร์ดังกล่าวให้ได้ หากเขาทำไม่ได้เขาจะต้องทนทรมานกับแรงกดดันที่เกิดขึ้นตลอดไปอย่างแน่นอน

 

เมื่อเห็นจุดมุ่งหมายดูเบื้องหน้า สายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ร่างกายที่ถูกกดทับก็ค่อยๆเคลื่อนไหวทีละนิด ทีละนิด ระยะทางเพียงหนึ่งจั้ง(2.5ม.)ระหว่างรูปปั้นที่สองและคำภีร์ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้ารูปปั้นเจ้าสำนักรุ่นแรกนั้นดูยาวไกลราวกับหลายแสนลี้ แต่ด้วยจิตใจที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความเจ็บปวด ฉินหลิงจึงสลัดความเจ็บปวดทางกายออกไปจนสิ้น และลากร่างกายด้านหน้า

 

 

หลังจากฉินหลิงสลัดความรู้สึกทางกายจนหมดได้ เขาก็รู้สึกราวกับร่างกายถูกสายฟ้าผ่ากลางศีรษะก่อนจะรู้สึกวูบไปชั่วขณะ

 

เพียงชั่วพริบตาฉินหลิงก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาที่มีคำภีร์ไม้ไผ่ซึ่งตั้งอยู่หน้ารูปปั้นของเจ้าสำนักปีศาจทมิฬรุ่นแรก

 

อย่างไรก็ตามเมื่อฉินหลิงหันกลับไปมองดูยังด้านหน้ารูปปั้นที่สอง เขากลับพบร่างกายของชายชราผมขาวที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตกำลังนอนหายใจอย่างยากลำบากอยู่ด้านหน้ารูปปั้นชายชราในชุดเหมือนพวกลัทธิเต๋าใส่กัน

 

เมื่อเห็นกายหยาบของตนเองนอนอยู่เบื้องหน้า ฉินหลิงก็เหลือบมองมายังร่างกายของตัวเองที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าคัมภีร์ด้านหน้า ร่างกายเปลือยที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้าใดๆทั้งสิ้นนั้นไม่ได้สร้างความตกตะลึงแก่ฉินหลิงเท่ากับการต้องมาเห็นร่างกายของตัวเองโปร่งใสได้

 

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าจะใช้สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์จากชาติภพเก่าของเขาก่อนที่จะมาอยู่ในร่างของนายน้อยฉินแห่งเมืองไผ่เขียวอธิบายได้แล้ว การต้องมาเห็นร่างกายตัวเองอยู่เบื้องหน้านั้นทำให้ฉินหลิงรู้สึกสับสน

 

“หรือเราจะตายจนเปลี่ยนเป็นวิญญาณไร้รูปร่างไปแล้ว”  ฉินหลิงส่ายหัวเบาๆปฏิเสธความคอดดังกล่าวเมื่อพบว่าเขายังเห็นว่าร่างกายของตัวเองยังหายในอยู่

 

หลังจากมองร่างกายของตัวเองที่เหมือนกับกำลังสลบอยู่บนพื้น ฉินหลิงก็หันมามองคัมภีร์ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าของตนเองก่อนจะใช้มือหยิบขึ้นมา

 

มือโปร่งแสงที่เหมือนกับวิญญาณของฉินหลิงสามารถหยิบจับคัมภีร์ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเขาคลี่คัมภีร์ตรงหน้าออก ฉินหลิงก็พบว่ามันว่างเปล่า ใช่แล้ว! ภายในคัมภีร์ไม่มีสิ่งใดเลย ความพยายามทั้งหมดของเขาสูญเปล่า เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงไม่มีเคล็ดวิชาเซียนใดๆเลย

 

เพียงพริบตา ความหวังในการฟื้นคืนชีพให้แก่ถานอวี้จี้ถูกทำลายลงอีกครั้ง ร่างกายโปร่งแสงของฉินหลิงทรุดลงไปกับพื้น

 

ในขณะที่ฉินหลิงเกิดความรู้สึกสิ้นหวังจนแทบอยากจะตาย รูปปั้นทั้งสิบเอ็ดรูปที่เป็นตัวแทนของเจ้าสำนักรุ่นที่2จนถึงรุ่นที่12ก็ปรากฏแสงขึ้นที่กลางหน้าผากก่อนจะส่องมายังรอบกายของฉินหลิงที่ทรุดตัวลงอยู่บนพื้น

 

วูป!!!

 

ลำแสงจากบนหน้าผากของรูปปั้นของเจ้าสำนักแต่ละคนที่ส่องมาทางฉินหลิงค่อยๆปรากฏเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่มีผิวหนังโปร่งใสเฉกเช่นฉินหลิงในเวลานี้ เพียงแต่พวกเขาต่างมีชุดสวมใส่ซึ่งทำให้ฉินหลิงที่อยู่ในร่างเปลือยเปล่าเบิกตากว้างตกตะลึงเมื่อเห็นอภินิหารที่เกิดขึ้น

 

ชายและหญิงกว่าสิบเอ็ดคนที่ปรากฏตัวขึ้นรอบตัวของฉินหลิงนั้นคือเหล่าอดีตเจ้าสำนักปีศาจทมิฬที่เคยมีชื่อเสียงสะท้านฟ้าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น

 

“ฮาๆๆ ในที่สุดก็มีผู้สืบทอดต่อจากข้าแล้ว ว่าแต่เจ้าเป็นใคร? หน้าตาไม่คุ้นเลย แล้วเจ้าเด็กมนุษย์ที่ข้าเคยเจอเมื่อตอนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ”  ชายรูปร่างหล่อเหลาเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสบายๆก่อนจะหันไปมองชายชราที่มีหน้าตารูปร่างเหมือนกับรูปปั้นที่สอง “ตาแก่ ไหนท่านว่าสำนักของพวกเราจะจบลงที่รุ่นของข้า เห็นไหมมีคนมาสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักต่อจากข้าจริงๆ คำทำนายที่รู้ถึงสวรรค์อะไรคงเป็นท่านที่โม้เอาเองมากกว่ากระมัง”

 

ชายชราที่เป็นอดีตเจ้าสำนักรุ่นที่2ขมวดคิ้วแน่น “ในอดีตชายชราผู้นี้ได้ทำนายออกมาแล้วว่าสำนักของเราจะจบลงในรุ่นที่12 แต่ทำไมถึงมีคนมาสืบทอดเจ้าสำนักปีศาจทมิฬรุ่นที่13ได้ ท่านอาจารย์มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เอ่ยจบเจ้าสำนักก็หันไปมองรูปปั้นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มทะเล้น

 

“ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่แน่นอน พวกเราล้วนสิ้นชีพลงไปนานแล้วคงไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรได้อีก หน้าที่ที่เหลือของพวกเราก็คือต้องทำให้สำนักปีศาจทมิฬสืบทอดต่อไป” ชายในร่างกายบึกบึนแต่มีใบหน้าที่เหมือนอสูรเอ่ยออกมาพร้อมกับฟันในปากที่แหลมคมที่ดูน่าหวาดกลัวซึ่งหันมามองทางฉินหลิง

 

เมื่อได้ยินคำพูดของชายที่มีใบหน้าดั่งอสูร เหล่าเจ้าสำนักรุ่นอื่นๆที่กำลังพูดคุยราวกับญาติที่ไม่ได้เจอกันเป็นเวลานานก็หันมามองยังร่างชายชราที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าแตกต่างกัน

 

“เฮ้..เจ้านะ จงดีใจเอาไว้ที่สามารถผ่านบททดสอบจนเป็นเจ้าสำนักปีศาจทมิฬได้ ว่าแต่เจ้าเป็นใคร?” เหยาหมิง ชายรูปหล่อผู้มีฉายานามว่าเจ้าแดนหยินหยางเอ่ยออกมาพร้อมกับเหลือบมองไปยังร่างของฉินหลิง

 

“เอ่อ.. ข้าก็คือคนที่เคยพบกับท่านเมื่อครั้งก่อนยังไงขอรับ” ฉินหลิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบเจ้าสำนักรุ่นที่12ด้วยความสุภาพ

 

“ห๊ะ... เด็กหนุ่มในตอนนั้นกลายเป็นตาแก่แล้วรึ เจ้าใช้เวลาเท่าไหร่ถึงก้าวมาถึงขั้นเซียนเทียนกันแน่”

 

“หนึ่งปีขอรับ หลังจากได้เจอผู้อาวุโส ข้าก็ใช้เวลาหนึ่งปีในการบรรลุขั้นเซียนเทียน”

 

เหยาหมิงจ้องมองฉินหลิงอย่างจริงจัง “แล้วตอนนี้มันผ่านมากี่ปีแล้วหลังจากเจ้าบรรลุเป็นจอมยุทธของมนุษย์”

 

“เอ่อ...ราวสามสิบกว่าปีได้ขอรับ”

 

“ไอเด็กสารเลว ข้าเคยบอกมิใช่รึว่าหลังจากเจ้าบรรลุขั้นเซียนเทียนให้เจ้ากลับมาเพื่อรับเคล็ดวิชาอีกครั้ง แล้วเจ้าไปทำบ้าอะไรอยู่ตั้งสามสิบกว่าปี” อดีตเจ้าสำนักรุ่นที่12 ชี้หน้าตำหนิฉินหลิงอย่างไม่เกรงใจ หากใครมาเห็นชายหนุ่มชี้หน้าใส่ชายชราเช่นนี้คงทำให้เกิดเสียงต่อว่าเป็นแน่ แต่เทียบอายุของเซียนกับมนุษย์ปุถุชนแล้ว ฉินหลิงมีอายุเพียงเสี้ยวเดียวของชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังด่าทอเขาอยู่อย่างแน่นอน

 

ผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูป(15นาที)  หญิงสาวผมสีเงินที่มีใบหน้าเยือกเย็นราวกับฤดูเหมันต์ก็เอ่ยห้ามยุติการด่าของเจ้าสำนักรุ่นที่12  “ข้าว่าสมควรพอได้แล้ว เวลาที่เราจะปรากฏออกมาได้นั้นมีไม่เยอะ หากเจ้ายังมัวแต่ด่าคนผู้นี้อยู่ เรื่องราวต่างๆของสำนักเราคงไม่อาจดำเนินต่อไปได้”

 

“ขออภัยท่านเจ้าแดนเหมันต์” เจ้าสำนักรุ่นที่12เอ่ยสุภาพขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยตัณหาเมื่อมองไปยังหญิงรูปงามที่เต็มไปด้วยความเย็นชา

 

เหล่าอดีตเจ้าสำนักต่างหันมามองยังชายชราผู้เป็นเจ้าสำนักรุ่นที่2

 

“เนื่องจากข้าที่เป็นผู้อาวุโสที่สุดในที่นี้ ข้าขอกล่าวแนะนำเรื่องราวของสำนักปีศาจทมิฬก่อนก็แล้วกัน” เอ่ยจบชายชราก็หันไปมองยังร่างของเหล่าเจ้าสำนักรุ่นต่างๆพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยต่อไป “สำนักของเรานั้นถูกตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวคือการก้าวข้ามเป็นเซียนที่แท้จริง สิ่งที่เจ้ารับรู้มาทั้งหมดต่างเป็นเพียงเรื่องเล่าทั้งสิ้น เหล่าเทพเซียนที่เจ้าเคยรับรู้มานั้นต่างนับว่าเป็นเพียงผู้ฝึกตนเท่านั้น พวกเขาที่ดูแคลนเหล่ามนุษย์ราวกับมดปลวกก็มิได้ต่างจากเหล่าเทพเซียนที่แท้จริงที่มองดูเหล่าผู้ฝึกตนเช่นกัน โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรคือหนทางแห่งความยากลำบาก เหล่าผู้ฝึกตนต่างทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น การเข่นฆ่าปล้นชิงคือสิ่งที่เจ้าจะได้เห็นจนชินตาเมื่อเจ้าเริ่มบ่มเพาะพลัง ในการบ่มเพาะเพื่อเป็นผู้ฝึกเซียนนั้นเจ้าจำเป็นต้องตัดกรรมบางส่วนเพื่อเข้าสู่การเป็นผู้บำเพ็ญตน ดังนั้นจึงพบได้ทั่วไปว่าเหล่าสำนักหรือตระกูลต่างให้เด็กในการดูแลของพวกเขาเริ่มฝึกตนตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะกรรมที่พวกเขาจะตัดออกไปนั้นมีน้อยกว่าผู้ที่คิดเริ่มฝึกเซียนในวัยแก่ชราเช่นเจ้า”

 

“แล้วข้าควรทำเช่นใดต่อไป” ฉินหลิงเอ่ยพร้อมกับความรู้สึกสับสน

 

“จงทำตามใจตน!!!” เจ้าสำนักทั้งสิบเอ็ดคนเอ่ยออกมาพร้อมกัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 723 ครั้ง

2,324 ความคิดเห็น

  1. #1458 โม่เฉา (@Chisae) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 17:54

    ข้าว่าท่านคงต้องถี่หน่อยแล้วhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-big-07.png

    #1458
    0
  2. #1457 Mooza01 (@Mooza01) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 16:56

    ดองไว้ก่อนดีกว่าแบบนี้


    #1457
    0
  3. #1456 dlold (@dlold) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 15:27

    สมกลับทีตั้งใจรอเยี่ยม​ครับ
    #1456
    0
  4. #1455 Tawanpen27111999 (@Tawanpen27111999) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 12:48

    มาสักทีรอมานาน555+
    #1455
    0
  5. #1454 pee102pee (@pee102pee) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 23:18
    สวยๆเเก้เเค้น
    #1454
    0
  6. #1453 Taneylovelove (@Taneylovelove) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 22:44
    ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    #1453
    0
  7. #1452 MrDatTv (@MrDatTv) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 22:41
    ฉินหลง : หึหึหึหึฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

    เจ้าสำนักทั้ง12 : เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ

    ฉินหลง : ก็ท่านบอกให้ทำตามใจตนเองข้าก็ต้องหัวเราะกับโชคชะตาของข้าในตอนนี้สิ จะได้ไปอัดไอพวกอวดดีสักที

    เจ้าสำนักทั้ง12 : พวกเราว่ามันจะไปรอดไหม

    จสน.1 : ข้าไม่ขอพนัน
    จสน.2 : ข้าว่าม่องเท่ง
    จสน.3 : ข้าเชียฉินนะ
    ที่เหลือ : ข้าขอไปนอนละ เสียเวลานอนพวกข้าจริงๆ

    ฉินหลง : =3=
    #1452
    0
  8. #1451 สปายรีดเดอร์ (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 21:27

    ได้เวลาล้างแค้นน

    #1451
    0
  9. #1450 K@NomJeeB (@salapaona) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 21:17

    หึหึ สนุกแน่
    #1450
    0
  10. #1449 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:31
    ศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศศสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสวยยยยยซวย!!!!
    #1449
    0
  11. #1448 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 140)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:30
    สนุกละงานนี้
    #1448
    0