ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 143 : เผ่าพันธุ์พฤกษาในอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 623 ครั้ง
    18 ก.ย. 62

ภายในบ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองไผ่เขียวเกิดคลื่นความผันผวนทางมิติก่อนจะค่อยแปรเปลี่ยนเป็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง

 

ชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าภายในบ้านก็เดินเซไปเซมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะควบคุมตัวเองได้อย่างปกติอีกครั้ง การถูกขับออกมาจากคัมภีร์จิตวิญญาณทมิฬทำให้ฉินหลิงรู้สึกไม่คุ้นชินจนปรับตัวไม่ทันอยู่ชั่วขณะ

 

ภายในมือของฉินหลิงยังคงกำคัมภีร์หินขนาดเท่าหนังสือทั่วไปอย่างแน่นหนา ซึ่งคัมภีร์หินนี้คือสิ่งวิเศษที่เคลื่อนย้ายเขาไปยังอีกมิติหนึ่งและทำให้เขาเป็นผู้ฝึกตนอย่างเต็มตัว

 

หลังจากใช้เวลาสงบอารมณ์ลงชั่วครู่  ฉินหลิงก็หันไปมองคัมภีร์หินในมือ อักขระที่ถูกสลักไว้บนคัมภีร์เหมือนดั่งปริศนาซูโดกุที่เขาเคยแก้เมื่อนานมาจางลงไปกว่าเดิมหลายส่วนจนแทบมองไม่เห็นอะไร

 

ฉินหลิงเรียบเรียงความคิดใหม่อีกครั้ง ตัวเขาในตอนนี้เริ่มสับสนในตัวเองเล็กน้อย  การต้องเจอกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในคัมภีร์ที่เอาไว้สืบทอดตำแหน่งของเจ้าสำนักปีศาจทมิฬทำให้เขารู้สึกสับสนในตัวเอง แต่เมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่เขาเผชิญมาก็ทำให้ฉินหลิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

 

เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเขาเป็นผู้ฝึกตนแล้ว ฉินหลิงก็สำรวจร่างกายตัวเองโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้ว และเปลี่ยนสีหน้าอารมณ์ไปเรื่อยๆจนเหมือนคนบ้า

 

การกระทำราวกับคนบ้าของฉินหลิงนั้นเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขากำลังสงสัย จากที่เขาได้รับฟังคำพูดของเจ้าสำนักรุ่นที่10 ซึ่งกล่าวว่าตัวเขาที่เริ่มฝึกเซียนจะต้องโดนตัดกรรมออกไปและอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์บางอย่างที่มีอยู่

 

อย่างไรก็ตามฉินหลิงก็รู้สึกเหมือนเดิมและไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากปกติแม้แต่น้อย หลังจากใช้เวลาสำรวจตัวเองอยู่พักใหญ่ ฉินหลิงก็ไม่คิดว่าตัวเองมีอะไรเปลี่ยนไป แต่คำพูดของเหล่าผู้อาวุโสนั้นย่อมเป็นจริงอย่างแน่นอน

 

เช่นนั้นแล้วทำไมตัวเขาถึงไม่โดนตัดกรรมไปล่ะ?

 

ฉินหลิงนึกสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ หากว่าคนที่จะเป็นผู้ฝึกตนได้นั้นจำเป็นต้องตัดกรรมออกไป แล้วตัวเขาก็น่าจะต้องโดนกระทำโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน แล้วเขามีอะไรแตกต่างจากคนอื่น?

 

ระหว่างกำลังนึกคิดฉินหลิงก็เบิกจากว้างขึ้นทันที สิ่งที่เขาไม่เหมือนใครก็คือจิตวิญญาณของเขาไม่ใช่คนจากโลกใบนี้ การใช้ชีวิตในร่างของนายน้อยฉินเมื่อหลายสิบปีก่อนทำให้ฉินหลิงแทบลืมตัวตนที่แท้จริงของเขาที่เป็นพนักงานขายของบริษัทแห่งหนึ่งไปเลย

 

บางทีการที่เขาไม่ถูกตัดกรรมออกไปอาจจะเป็นเพราะจิตวิญญาณของฉินหลิงไม่ใช่คนจากโลกใบนี้

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ฉินหลิงก็คิดขึ้นมาได้ทันทีว่าเขายังไม่รู้เลยว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ยังร่างของฉินหลิง ทายาทตระกูลแม่ทัพของแคว้นต้าเหยียน

 

ฉินหลิงรู้สึกสับสนกับตัวเองอย่างมาก การที่เขาใช้ชีวิตเป็นนายน้อยฉินแท้ที่จริงแล้วเขาทำไปเพื่ออะไร? ตอบสนองความต้องการตัวเอง? ต้องการแสดงเป็นวีรบุรุษ? หรือต้องการความใส่ใจจากครอบครัว!!

 

ครันนึกถึงเรื่องราวในอดีต ฉินหลิงก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเขาถึงกระทำสิ่งต่างๆลงไป ทำไมเขาถึงต้องไปสู้รบกับแคว้นต้าชิงด้วย? ทำไมเขาถึงต้องช่วยเหลือพวกทาสล่ะ? ฉินหลิงคนก่อนที่เป็นพนักงานขายจากชาติภพก่อนไม่ใช่เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและทำทุกอย่างเพื่อยอดขายหรอกรึ

 

ฉินหลิงรู้สึกว่าตลอดมาตัวเขากำลังสวมหน้ากากให้ตัวเองอยู่ การต้องมาอยู่ในต่างโลกที่ไม่คุ้นเคยทำให้ฉินหลิงสร้างหน้ากากที่เป็นอีกตัวตนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตโดยลืมไปเลยว่าจิตวิญญาณของเขาต้องการอะไร เขาเพียงกระทำลงไปเพราะจิตใต้สำนึก

 

ความคิดต่างๆผุดขึ้นมาภายในหัว ความทรงจำภายในอดีตก็ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม การที่เขาได้เป็นผู้ฝึกตนทำให้สมองของฉินหลิงทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบางทีการเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณนั้นทำให้เขาเริ่มรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วตัวเขาเป็นใครและต้องการอะไรกันแน่

 

“เจ้าจะหยุดทำท่าทีเหมือนคนบ้าได้รึยัง?

 

เสียงอันคุ้นเคยที่เขาไม่ได้ยินมาหลายสิบปีทำให้ฉินหลิงที่เปลี่ยนสีหน้าอยู่รู้สึกตัวขึ้นมาก่อนจะหันหลังกลับไปมองยังที่มาของเสียง ซึ่งนั้นก็คือเด็กน้อยวัยสิบขวบนิดๆกำลังจองมองมายังตัวเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน

 

หน้าตาของลู่ชิงก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงเหมือนบ่าวตัวน้อยเมื่อหลายสิบปีก่อน

 

ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยามตั้งแต่การหายไปของฉินหลิง ลู่ชิงในร่างเด็กน้อยก็สับสนอยู่เป็นเวลานานก่อนจะตัดสินใจทำป้ายหลุมศพบริเวณลานบ้านให้แก่ฉินหลิง ชายหนุ่มผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคุณชายของนาง

 

แต่ในขณะที่นางตัดสินใจกลับไปบำเพ็ญตนต่อ นางก็สัมผัสได้ถึงคลื่นมิติที่แปรปรวนภายในบ้านของฉินหลิง และนางจึงพบชายหนุ่มที่หายตัวไปปรากฏขึ้นอีกครั้งกำลังทำท่าทีแปลกประหลาด ซึ่งการแสดงท่าทีของฉินหลิงไม่ได้สร้างความแปลกใจเท่ากับการพบว่าจิตสัมผัสในร่างของฉินหลิงหายไปพร้อมกับร่างกายของฉินหลิงที่มีพลังจิตวิญญาณ

 

การพบว่าฉินหลิงกลายเป็นผู้ฝึกตนไปแล้วทำให้ลู่ชิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก เขาไปได้เคล็ดวิชาเซียนมาจากไหน การจะเริ่มฝึกเซียนนั้นหากไม่มีเม็ดยาก่อจิตวิญญาณก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเริ่มฝึกตนเป็นเซียน

 

นอกจากต้องใช้เม็ดยาก่อจิตวิญญาณแล้วยังจำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาเซียนเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกตน หรือฉินหลิงบังเอิญไปพบขุมทรัพย์บางอย่างโดยที่นางไม่รู้

 

 ในขณะเดียวกันฉินหลิงที่กำลังจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มร่างเล็กที่สูงเพียงหน้าอกเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน  หากเป็นในอดีตฉินหลิงคงพูดคุยกับคนผู้นี้ได้อย่างปกติ แต่เมื่อได้รับรู้ว่าบ่าวตัวน้อยเป็นผู้ฝึกตนที่มีอายุยืนยาว ฉินหลิงก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่ที่ถูกเหล่าเซียนใช้เป็นเครื่องมือเล่นตลก

 

“ท่านจะมองดูข้าอีกนานไหม นายน้อย!” ลู่ชิงเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อเห็นชายตรงหน้ายังคงจ้อมมองนาง

 

“ทำไม?” ฉินหลิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

เมื่อเห็นท่าทีที่แตกต่างไปจากความทรงจำ ลู่ชิงก็หรี่ตาลง “เจ้าสงสัยอะไรรึ หรือเจ้ายังสงสัยเกี่ยวกับตัวข้าอยู่ ข้าก็เคยบอกไปแล้วนิว่าข้านั้นเป็นหนี้ชีวิตปู่ของท่าน ดังนั้นเพื่อตัดกรรมระหว่างข้าและเขา ข้าเลยรับปากที่จะดูแลเจ้า ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะทำอันตรายใดๆแก่เจ้า”

 

“ในเวลานั้นทำไมเจ้าถึงเลือกช่วยเพียงแต่ข้า ทำไมเจ้าถึงไม่ช่วยอวี้จี้” เมื่อกล่าวถึงถานอวี้จี้ ฉินหลิงก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว อย่างน้อยเขาก็ได้รู้ได้ว่าความรักที่เขามีให้ต่อภรรยานั้นเป็นของจริงไม่ใช่เป็นเพียงหน้ากากที่ถูกเรียกว่าฉินหลิง

 

ลู่ชิงถอนหายใจออกมา “หากจะให้พูดจริงๆก็คือข้าในเวลานั้นเพียงแสดงหรอกตาแก่นั้นเพื่อให้หนีไปเท่านั้น เมื่อตอนที่ท่านโดนโจมตีโดยตาแก่นั้นอาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดีแถมยังต้องฝืนเค้นพลังเพื่อช่วยเหลือท่านจึงทำให้อาการของข้าทรุดลงกว่าเดิมอีกและเจ้าแก่นั้นต้องการร่างของฮูหยินท่านจริงๆ หากข้ายังฝืนช่วยนาง ข้าเชื่อว่าคนผู้นั้นต้องสู้เป็นตายเพื่อให้ได้ร่างของฮูหยินท่านอย่างแน่นอน และไม่เพียงแต่ข้าที่จะจบชีวิตลง ตัวเจ้าก็จะถูกหลอมเป็นโอสถและตายอย่างทุกข์ทรมานเช่นกัน”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของลู่ชิง เขาก็รับรู้ว่าในเวลานั้น หากตัวลู่ชิงฝืนต่อสู้กับผู้ฝึกตนสายมารเช่นนั้นอาจจะทำให้พวกเขาจบชีวิตลงก็เป็นได้

 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ทำไมข้าถึงต้องโดนหลอมเป็นโอสถด้วย” ฉินหลิงเอ่ยถามพร้อมกับความรู้สึกสับสน

 

ลู่ชิงจ้องมองไปยังฉินหลิงด้วยดวงตาที่ส่องแสงสีเงินออกมา “ร่างกายของเจ้ามีโลหิตของเผ่าพฤกษาอยู่... ซึ่งในตัวปู่ของเจ้านั้นไม่ได้มีสายเลือดอื่นเลย ดังนั้นหากข้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นมารดาของท่านที่เป็นหนึ่งในเผ่าที่หายากชนิดนี้ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมเผ่าพันธุ์ที่แทบจะหายสาบสูญไปแล้วถึงปรากฏตัวบนโลกใบนี้ได้และมีทายาทเช่นเจ้าขึ้นมาได้”

 

ฉินหลิงรู้สึกสับสนหนักยิ่งกว่าเดิม ตัวเขาที่อยู่ในร่างของฉินหลิงมานานก็รับรู้ประวัติของพ่อแม่ตัวเองมาไม่น้อย บิดาของเขาสิ้นชีพในสงคราม ส่วนมารดาก็ตรอมใจตายหลังจากให้กำเนิดเขา ซึ่งเรื่องราวความจริงที่ว่ามารดาของเขาเป็นคนต่างเผ่าพันธุ์นั้นทำให้ฉินหลิงรู้สึกมึนงง

 

จากในอดีต ฉินเจินเคยเล่าให้ฟังเพียงแค่ว่าบิดาของเขาได้บังเอิญเจอมารดาของเขาและทั้งสองก็ตกหลุมรักกันจนในที่สุดก็มีทายาทตระกูลฉินรุ่นที่3ขึ้นมา แต่ไม่ได้พูดเกี่ยวกับเบื้องหลังของฝ่ายมารดาเลย

 

ในตอนนี้เขาก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมมารดาของเขาถึงไม่ได้เอ่ยถึงตระกูลของนาง นั้นเป็นเพราะพวกนางไม่ใช่มนุษย์นั้นเอง บางทีพลังปราณสีเขียวและพลังควบคุมพืชหญ้านั้นอาจเป็นสิ่งสืบทอดจากสายโลหิตฝั่งมารดาก็เป็นได้

 

“เผ่าพฤกษามันคืออะไร?” ฉินหลิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขามั่นใจว่าลู่ชิงย่อมต้องรู้เรื่องราวอยู่ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นย่อมไม่กล้าเอ่ยยืนยันต่อเขาอย่างแน่นอน

 

“คำว่าเผ่าพฤกษานั้นเป็นคำพูดโดยรวมของเหล่าเผ่าพันธุ์ที่เกิดมาจากต้นไม้แห่งโลก ซึ่งพวกเขามาจากสถานที่ที่ถูกเรียกกันว่าโลกพฤกษา ซึ่งเมื่อหลายหมื่นปีก่อนเผ่าพฤกษาที่ฮึกเหิมจากความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานจากพลังชีวิตที่มากล้นกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ทำให้พวกมันประกาศสงครามกับโลกต่างๆจนก่อเกิดเป็นหายนะครั้งใหญ่ และสุดท้ายพวกเขาที่หยิ่งยโสจากพลังที่มาจากต้นไม้โลกก็ตกตายลงด้วยน้ำมือของผู้อาวุโสจากโลกกระบี่และต้นไม้โลกอันเป็นตัวแทนแห่งเผ่าพฤกษาก็ถูกโค่นลงโดยชายผู้เป็นเจ้าแห่งกระบี่ ท่านเจ้าแดนกระบี่เดียวดาย” ลู่ชิงเอ่ยถึงเรื่องราวของเผ่าพันธุ์พฤกษาตามที่นางรู้มาอย่างไม่ปกปิด

 

ฉินหลิงเองก็เบิกตากว้างเช่นกัน เขาไม่ได้ตกใจเกี่ยวกับการที่เผ่าพันธุ์พฤกษาถูกทำลาย แต่เขาตกใจในชื่อของผู้ที่ตัดต้นไม้แห่งโลกต่างหาก ชื่อเจ้าแดนกระบี่เดียวดายนั้นคุ้นหูฉินหลิงอย่างยิ่ง

 

ฉินหลิงแทบไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าเผ่าพฤกษาที่มีต้นไม้โลกหนุนหลังจนสามารถก่อสงครามเป็นวงกว้างจะมาจบลงในน้ำมือของหนึ่งในเจ้าสำนักปีศาจทมิฬ บางทีเขาอาจจะประเมินสำนักปีศาจทมิฬต่ำเกินไปแล้ว!

 

ลู่ชิงที่เห็นท่าทางตื่นตะลึงของชายหนุ่มก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “หลังจากพ่ายแพ้ศึกในครั้งนั้นเผ่าพันธุ์พฤกษาก็หายหน้าไปจากประวัติศาสตร์เลย ต้นไม้โลกที่เคยเป็นพลังให้แก่เหล่าเผ่าผู้คนจากเผ่าพันธุ์นี้ก็ถูกทำลาย เผ่าพฤกษาก็ถูกจับตัวไปเป็นทาสและเฉลยศึกอย่างมากมาย จนมีนักหลอมโอสถผู้หนึ่งค้นพบว่าหากนำโลหิตของเผ่าพฤกษามาหลอมโอสถจะเพิ่มสรรพคุณแก่ตัวยาได้ หลังจากนั้นเผ่าพฤกษาก็ถูกตามล่าอย่างบ้าคลั่งจนทำให้เผ่าพันธุ์ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตนั้นแทบสูญพันธ์”

 

ฉินหลิงพยักหน้าเบาๆ เรื่องราวการต่อสู้แย่งชิงกันของเหล่าผู้ฝึกตนก็แทบไม่แตกต่างกับเหล่ามนุษย์ ความโลภนั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ยามมีอำนาจพวกเขาต่างข่มผู้อื่นอย่างลืมตัวตน และมาสำนึกเสียใจในยามที่พวกเขาสูญเสียทุกอย่างไป นี้คือสิ่งที่ฉินหลิงสรุปได้จากเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ฝั่งมารดา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 623 ครั้ง

2,265 ความคิดเห็น

  1. #1959 akaraphon236 (@akaraphon236) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 16:32
    ตัดกรรมคืออะไรทำยังไงครับงง
    #1959
    0
  2. #1684 เงาสายลม (@fenrir_m) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 09:49
    ภาคนี้ขอฮาเร็มได้มั้ย แม่เป็นเผ่าพฤกษา เหมือนนิยายถังซาน
    #1684
    0
  3. #1479 BlackEye2427 (@BlackEye2427) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 20:40
    เดี่ยวจะมีเรื่องกับโลกกระบี่แน่นวน ตั่งแต่เลือกอาจารย์​ละ นี้ยังมีปมของแม่อีก หึหึมันแน่
    #1479
    0
  4. #1478 S_suika (@suikajang) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 20:28

    ตัวป่วนคืนชีพแล้ว กำลังปรับตัวอยู่ ไม่อยากจะคิดถึงความวอดวาย เอ้ยความสนุกในคราถัดไป
    #1478
    0
  5. #1477 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 20:27
    ........รอ
    #1477
    0
  6. #1476 โม่เฉา (@Chisae) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 20:25

    ขออีกกกขออีกกกข้ากำลังจะตาย

    #1476
    0