ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 144 : พูดคุยกับลู่ชิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,943
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 651 ครั้ง
    18 ก.ย. 62

“ข้ายืนเล่าเรื่องให้เจ้าฟังตั้งนานจนเมื่อยหมดแล้ว ไม่คิดจะเชิญข้าไปนั่งจิบชาบ้างรึ นายน้อยฉิน” ลู่ชิงเอ่ยออกมาพร้อมท่าทางหยอกล้อที่เขาไม่ได้เห็นมานานจนทำให้ฉินหลิงอดไม่ได้ที่จะกรอกตาใส่ หากเขายังเชื่อว่าผู้ฝึกตนอย่างลู่ชิงยืนจนเมื่อยได้ เขาก็คงไปเกิดใหม่ได้แล้ว

 

“แล้วข้าควรจะทำอย่างไรต่อไป?” ฉินหลิงเอ่ยออกมาอย่างเป็นกังวล หากเผ่าพันธุ์พฤกษาถูกตามล่าเพราะเป็นตัวยา แล้วตัวเขาที่มีโลหิตของเผ่าพฤกษาอยู่ด้วยก็แสดงว่าตัวเขานั้นเป็นเป้าของเหล่าผู้ฝึกตนเลยนะซิ 

 

ขนาดยังไม่ได้เริ่มฝึกวิชาอะไรซักอย่าง เขาก็เป็นเป้าล่อของเหล่าผู้ฝึกตนเสียแล้ว หากไปเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ฝึกตนจริงๆเขาไม่เป็นอันฝึกวิชาอย่างแน่นอน

 

“เฮ้ๆ เจ้าจะไม่เชิญข้าไปนั่งดื่มชาจริงๆรึ นายน้อยฉิน”

 

“ทำไมข้าต้องเชิญเจ้าไปนั่งดื่มชาด้วย เจ้าปกป้องข้าก็เพราะตอบแทนบุญคุณ สรุปแล้วเจ้ากับข้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกันอีก” ฉินหลิงเอ่ยออกมาพร้อมกับส่ายหน้า

 

“พอข้ามสะพานได้ เจ้าจะเผาสะพานทิ้งเช่นนี้ไม่ได้ หากไม่มีข้าอยู่เจ้าคงตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว” ลู่ชิงเอ่ยออกมาด้วยเสียงฮึดฮัด

 

ฉินหลิงขมวดคิ้วอย่างสงสัยเมื่อได้ยินคำพูดของลู่ชิง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

 

“ฮิฮิ... เจ้าสงสัยรึ?

 

“หึ.. หากเจ้าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก” เอ่ยจบฉินหลิงก็เตรียมจะเดินออกไป

 

ลู่ชิงเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “เจ้านี้มันเป็นคนไม่รู้บุญคุณคนจริงๆ หากรู้ว่าเจ้าจะแสดงท่าทางเช่นนี้ไม่สู้ปล่อยให้ตายไปตั้งนานแล้วดีกว่า คนอะไรไม่รู้หาเรื่องตายได้ไม่เว้นวัน”

 

ฉินหลิงหยุดเท้าลงก่อนจะสูดหานใจแน่น “เอาล่ะ.. เช่นนั้นท่านผู้อาวุโสได้โปรดบอกข้าได้รึไม่ว่าข้าไปหาเรื่องตายตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

เมื่อได้ยินว่าฉินหลิงเรียกนางว่าท่านอาวุโส ลู่ชิงก็กรอกตาใส่ชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ “ถึงแม้ในโลกการฝึกตนจะเคารพผู้แข็งแกร่งกว่าเป็นดั่งผู้อาวุโส แต่ได้ยินคำพูดของเจ้า ทำไมข้ารู้สึกไม่ชอบใจเลย”

 

ฉินหลิงเริ่มรำคาญเจ้าเด็กตรงหน้า “เช่นนั้นจะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไร”

 

“ฮิฮิ... เรียกข้าว่าชิงชิง หรือชิงน้อยก็ได้ ข้าไม่ถือ” ลู่ชิงเอ่ยพร้อมกับท่าทางไร้เดียงสา

 

“แค๊กๆ”  ฉินหลิงสำลักออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเด็กตรงหน้า เขาไม่ยอมให้รูปร่างหน้าตาอันไร้เดียงสาของลู่ชิงหลอกเด็ดขาด ใครจะรู้ ไม่แน่ว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นตาเฒ่าพันปี “เอาล่ะข้าจะเรียกท่านเหมือนเดิม ลู่ชิง อย่างนี้ก็แล้วกัน”

 

“ชิ...เจ้ามันคนไม่เอาไหนจริงๆเลย” ลู่ชิงพึมพำอย่างไม่ค่อยพอใจ

 

“ท่านเล่าให้ข้าฟังได้รึยังว่าท่านช่วยข้ารอดจากความตายได้ยังไง” ฉินหลิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเขาไม่เชื่อว่าลู่ชิงจะโกหกในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

 

เมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่มตรงหน้า ลู่ชิงก็เอามือไพล่หลังพร้อมกับเดินด้วยท่าทางเหมือนดั่งผู้อาวุโสที่ผ่านโลกมาอย่างมากมาย เพียงแต่ด้วยร่างกายที่เป็นเด็กสิบกว่าขวบทำให้มันดูช่างน่าขันจนฉินหลิงเกือบหัวเราะออกมา

 

ลู่ชิงเหลือบมองฉินหลิงที่กำลังกั้นไม่ให้หัวเราะด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจ “เจ้านี้มันเป็นสารเลวน้อยจริงๆ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกในนิทานข้างถนนหรอกรึยังไงที่พุ่งเข้าหาปัญหาโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ข้าจะเล่าให้ฟังว่าเจ้าสมควรตายไปแล้วกี่ครั้ง ในอดีตตอนที่เจ้าถูกลอบทำร้ายที่หมู่บ้านโคเขียวของฮูหยินเจ้า ในเวลานั้นอาวุธที่โจรพวกนั้นใช้มีพิษที่สังหารได้แม้กระทั้งจอมยุทธอยู่ หากไม่ใช่ข้ามีหรือเจ้าจะรอด แล้วยังตอนที่เจ้าห้าวจัดจนไปสู้รบกับตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงจนเกือบถูกลอบทำร้าย หากไม่ใช่ข้าเคล็ดวิชาลวงใจปู่ของเจ้า มีหรือเขาจะไปช่วยเจ้าทัน นั้นยังไม่รวมตอนที่เจ้าเจอกับวิญญาณหยิงที่เข้าไปสิงในศพนั้นอีก หากไม่ใช่ข้าเป็นคนกดพลังมันลงไปมีหรือปีศาจหยินที่มีพลังในระดับก่อตั้งวิญญาณจะถูกจอมยุทธที่เป็นมนุษย์ธรรมดาโค่นลงได้ แล้วเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกรึที่คบเพลิงที่เป็นจุดอ่อนของปีศาจหยินยังส่องสว่างจนทำให้เจ้าสังเกตเห็นอย่างง่ายดาย เจ้าโชคดีขนาดไหนแล้วที่มีข้าเป็นผู้พิทักษ์ หากมิใช่ปู่ของเจ้าเคยช่วยเหลือข้ามาก่อนมีเหลือเจ้ายังคงยืนอยู่ตรงหน้าข้าได้”

 

หลังจากได้ฟังเรื่องราวในอดีต ฉินหลิงก็ยืนแข็งทื่ออย่างไม่รู้ตัว ในอดีตเขาคิดว่าตัวเองอหังการและทำทุกอย่างได้อย่างไม่ประสบปัญหาใดๆราวกับเป็นตัวเอกของนิยาย แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย การที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้ได้เป็นเพราะหนี้บุญคุณที่ท่านปู่สร้างไว้อย่างไม่รู้ตัวต่างหาก

 

“ที่ข้าเอ่ยขึ้นมาไม่ใช่เพื่อต้องการให้เจ้าคิดว่าตัวเองติดหนี้บุญคุณใดๆแก่ข้า แต่ข้าอยากให้เจ้าคิดให้ดีก่อนกระทำอะไรลงไป ข้าจะไม่ถามว่าทำไมเจ้าถึงหายตัวไปและกลายเป็นผู้ฝึกตนได้ แต่หากเจ้ายังบ้าบิ่นและทำตัวเหมือนในอดีต ข้ามั่นใจว่าสุดท้ายเจ้าจะเหลือเพียงกองกระดูก ในโลกการฝึกตนนั้นโหดร้ายกว่าที่คิดนัก” ลู่ชิงเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง เพราะนางต้องการสอนให้ฉินหลิงเข้าใจถึงความโหดร้ายของการบำเพ็ญตน เพราะอย่างไรนางก็ไม่อาจปกป้องชายผู้นี้ไปได้ตลอดอยู่แล้ว ถึงแม้จะใช้คำว่าหนี้บุญคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ลู่ชิงที่อยู่อาศัยกับนายน้อยฉินมาตั้งแต่เขายังเด็กก็ก่อให้เกิดความผูกพันอย่างไม่รู้ตัว

 

เมื่อเห็นท่าทางของฉินหลิง ลู่ชิงก็รีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ตกลงเจ้าไม่คิดจะเชิญข้าไปนั่งจิบชาเลยรึ”

 

“อ่า... โต๊ะอยู่ทางนั้น เดียวข้าไปชงชาให้” ฉินหลิงเอ่ยออกมาพร้อมกับอาการเหม่อลอย ก่อนจะเดินออกไปเพื่อปรับอารมณ์

 

การต้องมารับรู้ว่าตัวเขานั้นเกือบตายมาหลายครั้งทำให้ฉินหลิงต้องขบคิดเกี่ยวกับตัวเองอีกครั้ง ในอดีตเขาโชคดีที่มีลู่ชิงเป็นผู้พิทักษ์ แต่ในอนาคตนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เขาที่มีเป้าหมายเป็นเจ้าแดนนั้นย่อมไม่อาจให้มาดูแลได้

 

ฉินหลิงเดินไปครัวพร้อมกับครุ่นคิดถึงหนทางในอนาคต 500ปี หากนับตั้งแต่ถานอวี้จี้ตายไป เขาก็มีเวลาไม่ถึง500ปีแล้ว แต่จากคำพูดของเหล่าผู้อาวุโสที่กล่าวไว้ว่าต้องใช้เวลาหลายพันหรือหลายหมื่นปีในการบรรลุเป็นเจ้าแดนได้ทำให้ฉินหลิงรู้สึกกดดันอย่างหนัก

 

เขารู้ว่าเหล่าอดีตเจ้าสำนักปีศาจทมิฬแต่ล่ะรุ่นล้วนเป็นตัวตนที่น่าเกรงขามในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แล้วเขามีอะไรเทียบกับผู้อาวุโสเหล่านี้ได้ ขนาดเหล่าผู้อาวุโสยังใช้เวลานับพันปีถึงจะก้าวมาเป็นเจ้าแดนได้ แล้วตัวเขาจะทำได้รึป่าว?

 

เพียงไม่นานฉินหลิงก็เดินเข้ามาในครัวอย่างไม่รู้ตัว ในขณะที่เขากำลังจะเตรียมน้ำร้อนใส่ชา เขาก็พบว่าตัวเขาไม่รู้วิธีจุดไฟ ตั้งแต่อดีตเขาที่มีฐานะเป็นนายน้อยจากตระกูลใหญ่ก็ไม่เคยเข้าครัวเลย ดังนั้นในเวลานี้ฉินหลิงจึงไม่รู้วิธีการจุดไฟจริงๆ

 

ฉินหลิงที่ตั้งใจมาต้มน้ำเพื่อชงชาให้แก่ลู่ชิงกลับยืนนิ่ง

 

ผ่านไปชั่วครู่ ฉินหลิงที่กำลังเกาหัวก็หัวมองซ้ายขวาเพื่อดูว่าไม่มีใครอยู่ก่อนจะจ้องไปยังถ่านไม้สีดำที่ถูกกองไว้ก่อนจะชี้นิ้วไปทางถ่านไม้ตรงหน้า “ไฟ”

 

ฉินหลิงสับสนเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นมีไฟไหลออกมาตามความคิด เขาเป็นผู้ฝึกตนแล้วทำไมถึงไม่สามารถเรียกไฟออกมาได้ หากใครรู้เข้าคงอับอายไม่น้อย

 

หลังจากปรับอารมณ์ให้สงบลงได้ ฉินหลิงก็ชี้นิ้วไปทางถ่านหินอีกครั้ง

 

“ไฟจงปรากฏให้แก่ข้า”

 

“อัคคี”

 

“อัคคีเอ๋ยจงเป็นพลังให้แก่ข้า”

 

“เปลวเพลิงจงลุกโชน”

 

“ใต้สวรรค์เหนือพิภพ อัคคีธาตุจงปรากฏ”

 

“ข้าขออัญเชิญเปลวเพลิง”

 

ฉินหลิงกำหมัดแน่นอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นไม่มีไฟลุกขึ้นมาแม้แต่น้อย “บัดซบแล้วข้าต้องร่ายคาถาอะไรถึงจะก่อเกิดเป็นไฟได้ล่ะเนี่ย”

 

ขณะที่ฉินหลิงกำลังกุมขมับจากการไม่สามารถปล่อยไฟออกมาได้ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาด้านหลัง “ฮาๆๆ.. โอ๊ยไม่ไหวแล้ว ขำเหลือเกิน ตั้งแต่เริ่มฝึกตนมา ข้าพึ่งเคยเห็นผู้ฝึกตนร่ายคาถาเรียกไฟเพื่อจุดถ่านครั้งแรก”

 

ฉินหลิงที่รู้สึกอับอายเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนหน้าอย่างรวดเร็ว “อะแฮ่ม..ท่านมีอะไรรึ อีกเดี๋ยวข้าจะนำชาไปเสริ์ฟแล้ว”

 

“เช่นนั้นข้าจะรอดู” เอ่ยจบลู่ชิงในร่างเด็กน้อยก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฉินหลิงที่ถอนหายใจออกมาไว้เบื้องหลัง

 

เมื่อไม่มีทางเลือกใดๆในอับอายอีกแล้ว ผู้ฝึกตนฉินหลิงก็นำไม้ที่กองอยู่ในครัวมาปั่นไปมา ด้วยความสามารถของผู้ฝึกตน แรงที่ใช้ปั่นไปมาของไม้เสียดสีกันจนก่อเกิดประกายไฟอย่างรวดเร็ว หากรู้ว่าต้องอับอายต่อหน้าลู่ชิงไม่สู้เขาใช้วิธีเหมือนคนในยุคดึกดำบรรพ์ตั้งแต่แรกดีกว่า

 

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ฉินหลิงก็ออกมาพร้อมกับถ้วยชา

 

หลังจากมองลู่ชิงดื่มชาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ ฉินหลิงก็เอ่ยปัญหาของตัวเขาขึ้นมา “ข้าควรจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้สายเลือดพฤกษาของข้าไปสะดุดตาของผู้อื่นเข้า”

 

ลู่ชิงถือถ้วยชาค้างไว้พร้อมกับจ้องไปยังชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม “การผนึกสายเลือดนั้นมีหลายวิธีซึ่งส่วนมากมักจะเป็นวิชามารเสียมากกว่า ซึ่งตัวข้าที่ฝึกในเคล็ดวิชามายาไม่ค่อยชำนาญมากนัก หากจะให้ข้าปกปิดสายเลือดเจ้าโดยสร้างภาพมายาก็พอทำได้อยู่ แต่หากมีผู้ฝึกตนขั้นตัดวิญญาณขึ้นไปสังเกตเห็น เจ้าจะเป็นที่สนใจของคนเหล่านั้นยิ่งกว่าเดิม”

 

“แล้วข้าต้องทำอย่างไร” ฉินหลิงเอ่ยด้วยความกระวนกระวายใจ

 

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ต้องฝึกตนอย่างโดดเดี่ยวไม่พบปะกับผู้ใด ไม่ข้องแว้งกับผู้อื่นและใช้ชีวิตหลบซ่อนจนกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเอง ดังเช่นคนอ่อนแอก็มีวิถีดั่งคนอ่อนแอ คนแข็งแกร่งก็มีแนวทางของคนแข็งแกร่ง” ลู่ชิงเอ่ยแนะนำออกไปเพราะนางต้องการให้ฉินหลิงบำเพ็ญตนแบบสันโดษ นางรู้ดีถึงนิสัยของฉินหลิง หากให้เขาเข้าไปวังวนแห่งโลกบำเพ็ญตนแล้วล่ะก็..คงหนีไม่พ้นการต่อสู้แย่งชิงเหมือนดั่งในอดีตอย่างแน่นอน

 

ฉินหลิงส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ได้หรอก... ข้าต้องเป็นเจ้าแดนภายในห้าร้อยปี”

 

เพล้งงงง!!!

 

 จอกน้ำชาในมือของลู่ชิงตกลงบนพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

“จะ...เจ้าพูดบ้าอะไร เจ้าเข้าใจรึไม่ว่าเจ้าแดนคืออะไร? เจ้าต้องการเป็นเจ้าแดนไปทำไมกันแน่ ฉินหลิง!!” ลู่ชิงเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงสั่นเครือ

 

เมื่อเห็นท่าทีของลู่ชิง ฉินหลิงก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าข้าต้องการเป็นเจ้าแดน แต่ข้าต้องเป็นเจ้าแดนให้ได้ต่างหาก”

 

“หึ... เจ้าที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกฝึกตนน่ะรึที่จะเป็นเจ้าแดนภายใน500ปี เช่นนั้นข้าก็อยากรู้นักว่าเจ้าจะมีคุณสมบัติหรือไม่” เอ่ยจบดวงตาของลู่ชิงเปลี่ยนเป็นสีเงินสว่างพร้อมกับพลังวิญญาณพุ่งเข้าใส่ร่างกายของฉินหลิง

 

อย่างไรก็ตาม จิตสัมผัสของนางที่พุ่งเข้าไปในร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก็เจอกับกลุ่มหมอกที่ก่อตัวเหมือนพุ่มหญ้าที่เหลมคม

 

ราวกับได้พบเจอศัตรูทางธรรมชาติ หมอกหนาเปลี่ยนเป็นเส้นสายที่แหลมคมทิ่มทะลวงสัมผัสจิตวิญญาณของลู่ชิงจนแหลกสลายอย่างไม่ปราณี

 

ด้วยขั้นพลังของลู่ชิงที่เหนือกว่าฉินหลิงมากโข นางจึงถอนจิตสัมผัสออกมาได้ส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามการถูกทำลายสัมผัสวิญญาณไปส่วนหนึ่งก็ทำให้นางกระอักโลหิตสีม่วงออกมา

 

“จะ..เจ้าเป็นใครกันแน่” ลู่ชิงเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นซึ่งมีความรู้สึกความหวาดกลัวปะปนอยู่ด้วย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 651 ครั้ง

2,274 ความคิดเห็น

  1. #1485 โม่เฉา (@Chisae) (จากตอนที่ 144)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 07:35

    ข้ากระหายนิยายตอนต่อๆไปยิ่งนัก!! อั้กก//กระอักเลือด

    #1485
    0
  2. #1484 Senatus (@lisoon) (จากตอนที่ 144)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 23:11
    ข้าก็กระอักเหมือนกัน อยากอ่านต่อ เฮื้อกกก
    #1484
    0
  3. #1483 รำใย (จากตอนที่ 144)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 21:56

    วิถีก..ะรี่เซียนอี..ด..ก

    #1483
    0
  4. #1482 rithan (@rithan) (จากตอนที่ 144)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 21:54

    นิยายเรื่องต้องอ่านต่อเลยมันไม่พอเลยย
    #1482
    0
  5. #1481 ปากกาเงาสายลม (@AK_HOTO-KASA) (จากตอนที่ 144)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 21:43
    รู้ข้ามไป
    #1481
    0
  6. #1480 wachasataya (@wachasataya) (จากตอนที่ 144)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 21:34
    รู้สึกไม่พอจริงๆกับการอ่านเรื่องนี้
    #1480
    0