ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 15 : รักษามารดาที่ป่วยหนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,299
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,214 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

ท่ามกลางแสงจันทร์ส่องประกายงดงามท่ามกลางคืนเดือนมืด ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเคียงคู่กันมา ในขณะที่ฝ่ายชายกำลังเข็นรถเข็นขายอาหารคันเก่าด้วยสีหน้าที่ไม่อาจบ่งบอกได้เพราะหน้ากากสีขาวที่เขาได้สวมอยู่จึงทำให้เขาดูลึกลับขึ้นมาไม่น้อย ส่วนหญิงสาวในชุดชาวบ้านธรรมดาที่เดินเคียงคู่กันมาก็มีใบหน้างดงามราวกับสามารถทำให้เทพธิดาอับอายได้  จึงก่อให้เกิดภาพผสมผสานระหว่างความสวยงามและความลึกลับทำให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดไม่น้อย


หลังจากทั้งสองเดินมาได้สักระยะหนึ่ง ถานอวี้จี้ สาวงามประจำหมู่บ้านแห่งนี้ก็หันมามองหน้าชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากขาวเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ ทำไมท่านต้องสวมหน้ากากด้วยรึเจ้าคะ ”


เมื่อได้ยินหญิงสาวพูดขึ้นมาก็ทำให้ฉินหลิงที่กำลังเข็นรถเข็นต้องหยุดลงทันทีก่อนที่เขาจะหันมามองสาวงามด้านข้างก่อนจะเงยหน้ามองบนฟ้าแล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบ “ หากข้าจะบอกเจ้าว่า หน้าตาข้าอัปลักษณ์ดุจดั่งอสูรร้าย เจ้าจะเชื่อข้ารึไม่ ”


ถานอวี้จี้ได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกผิดที่ตนไปละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น “ ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ”


“ ฮ่าๆ ไม่เป็นไร หากเจ้ารู้ว่าภายใต้หน้ากากนี้เป็นเช่นไร เจ้าอาจจะไม่อยากจะเห็นหน้าข้าอีกเลยก็ได้ ” เสียงเยือกเย็นของฉินหลิงแฝงไปด้วยความเศร้าและอับจนหนทางราวกับกำลังโดดเดี่ยวท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในฤดูเหมันต์


เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เศร้าโศกของฉินหลิง ถานอวี้จี้ก็รู้สึกนึกเสียใจไม่น้อยที่ตนได้เอ่ยถึงใบหน้าของบุรุษหนุ่มด้านข้าง และนึกถึงน้ำเสียงโดดเดี่ยวที่เขาเอ่ยออกมาพลางนึกในใจว่าคงเป็นเพราะเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับรูปลักษณ์ของตนเป็นแน่ สาวงามครุ่นคิดถึงเรื่องราวของชายหนุ่ม โดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่าชายหนุ่มด้านข้างนางนั้นเป็นคนเดียวกับผู้ที่ทำให้นางเสียใจมากที่สุด


“ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น คือว่า..ข้าไม่ได้รังเกียจท่านแม้แต่น้อยจริงๆนะเจ้าคะ ” หญิงสาวแซ่ถานเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่งดงามเพื่อให้กำลังชายหนุ่มหน้ากากขาว


เมื่อฉินหลิงได้เห็นรอยยิ้มที่งดงาม ก็อดรู้สึกชื่นบานใจไม่ได้แล้วก่อนจะเอ่ยอย่างไม่รู้ตัว “ เช่นนั้น...หากว่าเจ้าไม่รังเกียจใบหน้าข้า เจ้าจะแต่งกับข้าได้รึไม่ ”


ถานอวี้จี้หยุดเดินฉับพลันเมื่อได้ยินชายหนุ่มสวมหน้ากากเบื้องหน้าขอแต่งงานทั้งที่รู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวัน ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นและตื่นตกใจไม่น้อย เพราะถึงแม้มีคนมาจีบนางมากมายจนรู้สึกเฉยชา แต่คำขอแต่งงานจากบุรุษเบื้องหน้านาง ก็ทำให้นางอดหวั่นไหวไม่ได้ ก่อนที่นางจะตั้งสติไก้เเล้วส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะเกิดความรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด “ คุณชาย ท่านล้อข้าแล้ว ”


“ หากข้าบอกเจ้าว่า...ข้าไม่ได้ล้อเล่น แต่เป็นเรื่องจริงละ ” น้ำเสียงภายใต้หน้ากากขาวดังขึ้นอีกครั้ง


ถานอวี้จี้หันไปจ้องมองดวงตาฉินหลิง ก่อนจะเห็นแววตาที่เต็มไปมุ่งมั่นและจริงใจของชายหนุ่มเบื้องหน้า ก็ทำให้เธอใจสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นางจึงค่อยหันหน้าออกไปด้านข้างเพื่อหลบใบหน้าที่กำลังแดงกล่ำและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า “ หาใช่เพราะข้ารังเกียจใบหน้าท่านไม่  แต่ตัวข้านั้นมีมลทินแล้ว คุณชายอย่างท่านอย่าได้ลดเกียรติตัวเองมาสนใจหญิงชาวบ้านอย่างข้าเลย  ข้าไม่ดีพอสำหรับท่านหรอกเจ้าคะ ”


สำหรับโลกใบนี้ มีค่านิยมที่หญิงสาวจำต้องเก็บรักษาพรหมจรรย์ของตนไว้ให้ผู้เป็นสามี หากมีหญิงสาวนางใดที่เสียพรหมจรรย์ให้กับบุรุษที่ไม่ใช่สามีตน ก็ถือได้ว่าเป็นดั่งพวกไร้ยางอายเฉกเช่นหญิงคณิกาที่ไร้ศักดิ์ศรี ที่ทำได้เพียงเป็นอนุภรรยาที่คอยรองรับตัณหาให้กับนายท่านของตนเท่านั้น ซึ่งถานอวี้จี้ที่มีความหยิ่งยโสในศักดิ์ศรี นางย่อมไม่ต้องการเป็นดั่งเครื่องรองรับอารมณ์ให้กับบุรุษ ดังนั้นนางจึงเลือกที่ใช้ชีวิตที่พึ่งพาตนเองดีกว่าต้องเป็นอนุของเหล่าพ่อค้าขุนนาง


คำพูดของถานอวี้จี้ เปรียบดั่งศรที่กระหน่ำยิงเข้ามาในใจเขาอย่างแรงก่อนจะเอ่ยถามนางด้วยด้วยเสียงสั่นเครือ “ ละ..แล้วเจ้าโกรธเกลียดผู้ที่ทำให้เจ้าต้องมีมลทินบ้างรึไม่ ”


แววตาของถานอวี้จี้สั่นสะไหวอย่างช่วยไม่ได้ เพราะนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่นางเสียความบริสุทธิ์ไป เเละมีคนมาเอ่ยถามนางเช่นนี้ ซึ่งส่วนมากหลังจากรู้ว่านางต้องมลทินมักหลีกห่าง ราวกับนางสกปรกทั้งที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของนาง แต่ชายหนุ่มด้านข้างนางกลับเอ่ยถามถึงรู้สึกของเธอ


ดวงตาที่แดงกล่ำที่มีหยดน้ำน้อยๆเกาะอยู่ขอบตาของสาวงามที่กำลังฝืนยิ้มออกมา ประกอบกับฉากเบื้องหลังที่เป็นทุ่งป่าที่มีต้นไม้สีเขียวขจีพริ้วไหวไปมา ทำให้นางดูราวกับเป็นนางไม้ตัวน้อยที่กำลังโศกเศร้าอยู่ จึงทำให้หัวใจเขาสั่นสะท้านไม่น้อย


 “ โกรธ โกรธมาก ข้าโกรธแค้นเขามากเลยเจ้าคะ แค้นจนอยากจะสับเขาให้เป็นชิ้นๆ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก นอกจากนี้ข้ายังมีแม่ที่ต้องดูแล ข้าเลยไม่อยากนึกถึงบุรุษเลวทรามเช่นนั้นอีก  ” เสียงเรียบเฉยที่เอ่ยออกมาของแม่นางถานผู้นี้ ทำให้ฉินหลิงเจ็บปวดในหัวใจยิ่งนัก โดยเฉพาะอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นมาโดยเขาไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้น่าจะเป็นผลกระทบจากร่างเก่าที่ฝังแน่นไว้กับร่างกายของเขาตอนนี้


ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไร เสียงหัวเราะเบาๆของหญิงสาวดังขึ้น เเละเอ่ยด้วยเน้ำสียงเศร้าใจเล็กน้อย “ หากว่าข้ารู้จักกับท่านเร็วกว่านี้ซักหน่อยก็คงดีไม่น้อย ไม่แน่ข้าอาจตอบตกลงแต่งกับท่านเเล้วก็ได้  แต่เรื่องราวตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้แล้ว พวกเรายังเป็นสหายที่ดีต่อกันได้ ขอให้ท่านลืมความคิดตบเเต่งข้าไปเถอะ แล้วใช้ชีวิตให้มีความสุขมากๆนะเจ้าคะ ”


ฉินหลิงที่กำลังยืนปรับอารมณ์ตัวเองอยู่ก็กำหมัดแน่นจนเล็บฝังเข้าไปในเนื้อจนเลือดซึมออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาอยากจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อยากจะบอกว่าเขาผิดไปแล้ว อยากจะขอโอกาสนางอีกครั้ง เขาสำนึกผิดไปแล้ว แต่เขาก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะพูดออกไป หากนางเปิดหน้ากากขาวของเขาออกแล้วพบว่าเขาเป็นชายที่นางรังเกียจขึ้นมา ความเป็นเพื่อนกันระหว่างพวกเขาก็ยังคงเป็นไม่ได้


....


หลังจากทั้งคู่เดินกันมาอย่างเงียบสงบ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาทำบรรยากาศโดยรอบดูวังเวงขึ้นมาไม่น้อย ผ่านไปไม่นานทั้งสองก็เห็นบ้านหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเชิงเขาที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ สิ่งที่ทำให้เขาสังเกตเห็นบ้านที่อยู่กลางป่าเขาได้คือแสงไฟที่สว่างวูบวาบไปมาจึงทำให้เขารู้ได้ว่ามีบ้านหลังหนึ่งอยู่ที่บริเวณนั้น ไม่เช่นนั้นเขาย่อมไม่อาจจะสังเกตเห็นบ้านของถานอวี้จี้ที่แฝงอยู่บนภูเขาได้เลย


“ ถึงแล้วเจ้าคะ ท่านเข้ามาพักดื่มชาในบ้านข้าก่อนไหมเจ้าคะ ” ถานอวี้จี้เอ่ยถามอย่างเป็นมารยาท


ฉินหลิงส่ายหัวเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ย “ ไม่เป็นไรหรอก นี้ก็ดึกมากแล้ว เจ้าเข้าไปพักผ่อนเถอะ ”


หลังจากได้สนทนากับถานอวี้จี้ในระหว่างทางกลับบ้านของนางก็ทำให้ฉินหลิงรู้สึกสับสนกับความคิดตัวเองเเละไม่รู้ว่าตัวเขาเองควรจะทำเช่นไรต่อไป จะสานสัมพันธ์กับนางต่อก็คงเป็นได้แค่เพื่อน และหากนางรู้ความจริงว่าเขาเป็นทำให้นางมีมลทิน นางคงรู้สึกโกรธเขายิ่งกว่าเดิมเป็นแน่ เเละคิดว่าเขามาล้อเล่นกับความรู้สึกนาง


“ วันนี้ขอบคุณคุณชายมากเลยนะเจ้าคะ ” ถานอวี้จี้เอ่ยจบก็โค้งขอบคุณเขา


“ ไม่ต้องเกรงใจ ”  ฉินหลิงโค้งกลับเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินจากไป


หลังจากทั้งสองแยกย้ายกันไป  ฉินหลิงที่กำลังเดินจากไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็ได้ยินเสียงร้องดังลั่นของถานอวี้จี้ดังขึ้นมาจากในบ้าน “ ท่านแม่!!! ”


ฉินหลิงเมื่อได้ยินเสียงตกใจของหญิงสาว ก็ตื่นตกใจไม่น้อยเเละรีบหันกลับไปก่อนจะพุ่งเข้าไปยังภายในบ้านของนาง เเละใช้เท้าถีบกระแทกประตูออกมาอย่างเเรง แล้วจึงพบถานอวี้จี้ที่กำลังกุมมือสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นอนอยู่พร้อมกับใบหน้าซีดขาวเหมือนหิมะ


“ ท่านแม่ๆ ท่านอย่าพึ่งเป็นอะไรไปนะ ท่านจะตายไม่ได้  ” เสียงร้องของถานอวี้จี้ดังลั่นออกจากภายในห้องหลังจากพบว่ามารดาตนไม่มีลมหายใจหลงเหลืออยู่แล้ว


เมื่อฉินหลิงเห็นสภาพมารดาของถานอวี้จี้ เขาจึงรีบเข้าไปดูมารดาของเธอซึ่งมีหน้าตาคล้ายกันมากถึงเจ็ดส่วน ก่อนที่เขาจะเอามือไปแตะที่ลำคอเเละพบว่าชีพจรของเธอไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงดึงถานอวี้จี้ออกไปด้านข้าง จากนั้นจึงอุ้มมารดานางขึ้นแล้วจัดท่านอนหงายราบกับพื้นก่อนที่จะเปิดทางเดินหายใจโดยดันหน้าผากและยกคางให้ใบหน้าหงายขึ้น แล้ววางสันมือไว้บนกระดูกหน้าอกบริเวณกึ่งกลางหน้าอกและทำการกดนวดหัวใจมารดานางอย่างรวดเร็ว


ถานอวี้จี้ที่กำลังร้องไห้เมื่อเห็นพบว่าฉินหลิงทำท่าทางแปลกประหลาดกับมารดาตนที่หมดลมหายใจไปแล้วก็เอามือทั้งสองมาปิดปากพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างขึ้น


แค่กๆ


เสียงไอที่ดังขึ้นมาจากหญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดาของถานอวี้จี้  ทำให้สาวงามตกใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มสวมหน้ากากขาวผู้นี้สามารถทำให้มารดาตนที่หยุดลมหายใจไปแล้วกลับมาหายใจได้อีกครั้ง แต่ตอนนี้เธอตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัวจึงทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะสูดลมหายใจแน่นเเละเอ่ยขอร้องออกมาอย่างอ้อนวอน  “ คุณชาย ได้โปรดช่วยแม่ของข้าด้วย ข้ายอมทุกอย่างแล้ว จะให้ข้าไปรับใช้ท่านก็ได้  แต่ได้โปรดช่วยรักษาท่านแม่ของข้าด้วย ข้าคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีท่านแม่อยู่ด้วย ”


ฉินหลิงเมื่อได้ยินดังนี้ เขาก็อดจะสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะเอาเปรียบนางแต่อย่างไร กับเอ่ยปลอบนางเบาๆ ก่อนเขาจะหันหน้าไปทางหน้าต่างก่อนจะเอ่ยเสียงดังด้วยความเคร่งขรึม “ องครักษ์ที่แอบอยู่ข้างนอก ออกมาเดี๋ยวนี้ ”


เมื่อฉินหลิงเอ่ยจบ ก็ปรากฏชายวัยกลางคนหนึ่งที่เข้ามาในห้องอย่างเงียบงัน ซึ่งฉินหลิงรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีคนเฝ้าติดตามเขามาตั้งแต่เขาเดินทางออกนอกเมืองไผ่เขียว แต่อีกฝ่ายกลับปกปิดตัวเองอย่างแนบเนียน ซึ่งเมื่อระหว่างเดินทางชายผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเขาร จึงทำให้เขาสันนิษฐานได้อย่างรวดเร็วว่าคนผู้นี้ย่อมเป็นองครักษ์ลับที่ท่านปู่แอบส่งมาเฝ้าจับตาดูเขาเป็นแน่


“ ขอรับ นายน้อย ” เสียงเเหบเเห้งของชายวัยกลางคนดังขึ้นตอบรับคำพูดของฉินหลิง


ถานอวี้จี้ที่กำลังเป็นห่วงมารดาก็รู้สึกตกใจกับการกระทำของบุรุษที่สวมหน้ากากขาวยิ่งขึ้น เมื่อเขาตะโกนเรียกหาองครักษ์ และกับมีองครักษ์ที่ปรากฏตัวอย่างเงียบงันขึ้นมาอย่างจริงๆ ทำให้เธอรู้แล้วว่าบุรุษที่เดินทางสนทนากับเธอระหว่างทางกลับบ้านและช่วยเธอเข็นรถขายอาหารของเธอนั้น ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด เขาคงไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาเป็นแน่ เพราะการที่อยู่ๆคนจะปรากฏตัวขึ้นมาได้ต้องเป็นจอมยุทธที่มีฝีมือรายกาจซึ่งผู้ที่เรียกขานได้ว่าจอมยุทธนั้นถือได้ว่าเป็นตัวตนระดับสูงในแคว้นแห่งนี้ แต่บุรุษหนุ่มที่สวมหน้ากากขาวกลับมีองครักษ์เป็นถึงจอมยุทธ ดังนั้นตัวตนที่เเท้จริงของชายผู้นี้ก็ทำให้ถานอวี้จี้รู้สึกกังวล


“ รบกวนท่านกลับไปบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน  แล้วนำหมอมาที่นี้โดยด่วน เวลานี้องครักษ์หมิงคงเดินทางมาถึงพร้อมท่านหมอแล้ว รบกวนท่านช่วยพาหมอมาให้ไวที่สุด!! ” เมื่อฉินหลิงเอ่ยจบองครักษ์ผู้นั้นหายวับไปพริบตา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.214K ครั้ง

2,339 ความคิดเห็น

  1. #5 ติ่งผมยาวคุง (@tonpiplaifa) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 02:42
    ลุ้นจนตัวโก่งงง~~
    #5
    0