ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 169 : ความสามารถใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 523 ครั้ง
    7 ต.ค. 62

ฉินหลิงที่พึ่งได้สติขึ้นมาก็พบเห็นเจ้าอ้วนกำลังร้องโวยวายตรงหน้า จึงเอ่ยถามออกไป “เกิดอะไรขึ้นรึ?

 

เจ้าอ้วนเหอที่ได้ยินคำถามของฉินหลิงก็ขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าเมื่อวานท่านโดนคุณหนูใหญ่กลั่นแกล้งจนหมดสติไปรึ? ท่านจำไม่ได้เลยหรือว่าเกิดอะไรขึ้น!! อ่า... ต่อไปข้าไม่กล้าพูดอะไรพล่อยๆอีกแล้ว”

 

แน่นอนว่าการที่เขาพบฉินหลิงนอนไม่ได้สตินั้นทำให้เขาคิดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังย่อมเป็นคุณหนูใหญ่ที่เป็นตัวการทำให้พี่ชายท่านนี้สลบไปอย่างแน่นอน มีหรือที่ผู้ฝึกตนจะนอนหลับโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าเขาจะร้องเรียกเสียงดัง

 

ทันใดนั้นฉินหลิงที่พึ่งฟื้นขึ้นมาก็จำเรื่องราวก่อนจะสลบไปได้ ประสบการณ์ถอดจิตออกจากร่างรวมทั้งพลังงานชนิดใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในบริเวณหน้าผากทำให้เขาหันมาสำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้ง

 

คลื่นพลังชนิดใหม่ทำให้จิตใจของฉินหลิงรู้สึกผ่อนคลายราวกับเป็นคนใหม่ เขารู้สึกเหมือนกับว่าสมองของตัวเองสามารถทำงานได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

 

“เจ้าไปหยิบน้ำให้ข้าดื่มหน่อยสิ” ฉินหลิงเอ่ยกับเจ้าอ้วนเพื่อต้องการทดลองบางอย่าง

 

เจ้าอ้วนที่เห็นสีหน้าสับสนของฉินหลิงจึงพยักหน้ารัวๆก่อนจะเดินออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อเห็นประตูห้องปิดลง ฉินหลิงยกมือไปทางเก้าอี้ไม้ที่เจ้าอ้วนนั่งอยู่เมื่อครู่

 

กึกก!!!!!

 

ขณะนั้นเองเก้าอี้ไม้ด้านข้างฉินหลิงค่อยๆสั่นไหวเบาๆโดยที่ไม่มีสิ่งใดเข้าไปสัมผัสก่อนจะค่อยๆยกตัวลอยขึ้นอากาศอย่างน่าอัศจรรย์

 

ความสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุนี้ฉินหลิงไม่ได้ใช้ปราณวิญญาณในร่างกายแม้แต่น้อย และต่อให้เขาใช้ได้เขาก็ยังมีพลังฝึกตนไม่เพียงพอสำหรับการใช้คลื่นวิญญาณในเคลื่อนย้ายสิ่งของอยู่ดี

 

“หรือนี้คือพลังจิตวิญญาณ?” ฉินหลิงพึมพำออกมา

 

ฉินหลิงหันกลับไปจ้องเก้าอี้ไม้ที่ลอยกลางอากาศอีกครั้ง หลังจากทดลองจนทำให้เก้าอี้ลอยได้ ฉินหลิงจึงเพ่งพลังจิตที่อยู่ในหัวเข้าไปตำแหน่งของเก้าอี้ไม้ที่ลอยเคว้งคว้างสุดแรง

 

ตู๊ม!!!

 

เก้าอี้ไม้ที่ลอยอยู่กลางอากาศระเบิดออกเป็นฝุ่นผงทันที

 

“เกิดอะไร? ใครบังอาจกล้าเข้ามาลอบโจมตีศิษย์ของสำนักขจีไพรสันกัน!! เจ้าอ้วนเหอพุ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับตวาดเสียงดัง

 

แต่เมื่อเขาพบเศษไม้ที่ล่วงอยู่ไม่ห่างจากฉินหลิงและไม่พบคนอื่น เจ้าอ้วนเหอจึงหันมามองชายหนุ่มบนเตียงราวกับถามหาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของท่านใช่รึไม่?

 

“ไม่ต้องตกใจ.. ข้าเป็นคนทำเอง”

 

เจ้าอ้วนเหอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อครู่เขาเผลอคิดไปแล้วว่าคุณหนูใหญ่แอบส่งคนมาลอบสังหารพวกเขาทั้งสอง “พี่ชาย..ท่านยังบาดเจ็บอยู่ ท่านจะออกแรงเช่นนี้ไม่ได้”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาเข้าใจแล้วว่าตัวเองได้รับพลังวิเศษมาอีกชนิดหนึ่ง ไม่สิ! ถ้าพูดให้ถูกคือตัวเขาได้เปิดใช้พลังจิตวิญญาณที่เคยได้รับมาแล้วต่างหาก คลื่นพลังจิตที่เขาปล่อยออกมานั้นไม่มีกลิ่นอายใดๆแตกต่างจากพลังวิญญาณที่ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้ผู้ฝึกตนคนอื่นจับสัมผัสได้

 

เมื่อนึกถึงความสามารถของพลังจิต ทำให้ฉินหลิงได้ไพ่ตายมาหนึ่งอย่าง ในโลกแห่งการฝึกตนมีหรือที่ไม่มีอันตรายซ่อนเร้น ในตอนที่เขาบังเอิญชนะศิษย์ภายนอกที่เป็นคนจับตัวชิงชิงไปก็ถือว่าตัวเขาโชคดีแล้ว หากชายผู้นั้นมีพลังฝึกตนสูงกว่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นตัวเขาที่แสวงหาความตายเสียเอง ดังนั้นการมีพลังใหม่นี้เองจะเป็นตัวช่วยสำคัญในโลกแห่งการบำเพ็ญตน

 

ตอนนั้นเองฉินหลิงจึงเข้าใจได้ทันทีว่าพลังที่อยู่ในห้องเล็กๆนั้นคือตัวทำให้คลื่นพลังจิตของเขาตื่นขึ้นและศิษย์รับใช้ผู้ที่ถูกเรียกว่าตำนานคนนั้นก็น่าจะประสบโชคจนสามารถเข้าสู่หนทางสายพลังจิตนี้ได้อย่างบังเอิญเช่นกัน เพราะอย่างไรความสามารถในการต่อสู้โดยที่ฝ่ายตรงข้ามมีพลังมากกว่าตัวเองถึง5ขั้นโดยไม่มีอาวุธวิเศษย่อมไม่อาจเป็นไปได้ ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าคนผู้นั้นต้องได้รับพลังจิตมาอย่างแน่นอน

 

ฉินหลิงที่วิเคราะห์เรื่องราวต่างๆได้นั้นไม่รู้ตัวเองเลยว่าภายในสมองของเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่า

 

“พี่ชาย..ท่านเป็นอะไรรึ?” เจ้าอ้วนเหอเอ่ยถามเมื่อเห็นฉินหลิงนั่งนิ่งไม่พูดจาอะไรออกมา

 

หลังจากได้ยินเสียงเจ้าอ้วน ฉินหลิงที่จมอยู่ในห้วงความคิดก็หลุดออกจากภวังค์ “ไม่มีอะไร เช่นนั้นพวกเราไปหาเฒ่าหม่ากันเถอะ” เอ่ยจบฉินหลิงก็ลุกขึ้นเดินจากเตียงทันทีทิ้งเจ้าอ้วนเบิกต้าค้างไว้เพียงลำพัง

 

“ไม่ใช่พี่ชายเขาบาดเจ็บหนักหรอกรึ? หรือโดนกระแทกที่หัวจนเพี้ยนไปแล้ว” เจ้าอ้วนพึมพำกับตัวเองก่อนจะวิ่งตามฉินหลิงออกไปทันที

 

............................

 

เจ้าอ้วนเหอเดินนำทางฉินหลิงไปยังภายในสำนัก ซึ่งทิศทางที่เขาไปกับเจ้าอ้วนเป็นคนล่ะทางกับยามที่เขาเดินทางมากับชิงชิง

 

ฉินหลิงเดินตามเจ้าอ้วนเข้ามาประตูหลังซึ่งมียามอยู่เพียงคนเดียวแตกต่างจากประตูหน้าที่มียามใส่ชุดเกราะนับสิบคนยืนเรียงรายจนดูน่าเกรงขาม

 

“พี่ชาย ต่อไปหากท่านจะมารับภารกิจจากเฒ่าหม่า ท่านต้องมาทางนี้” เจ้าอ้วนเอ่ยพรางชี้ไปยังประตูเล็กๆ

 

ฉินหลิงพยักหน้าเบาๆและเดินตามเจ้าอ้วนไป

 

ในขณะที่เขาก้าวเข้าผ่านประตูเข้าไปฉินหลิงรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังบริเวณหน้าอกที่สั่นไหวเบา ตำแหน่งที่เกิดสั่นไหวนั้นเป็นตรงตำแหน่งที่เขาเก็บตราไม้ที่เฒ่าหม่ามอบให้เพื่อเป็นตัวยืนยันฐานะ

 

ฉินหลิงเองก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าคงไม่ง่ายนักที่จะมีคนนอกลอบเข้ามาภายในสำนัก

 

ความสำคัญของตราสัญลักษณ์นั้นเหมือนเป็นตัวแสดงชนชั้น อย่างตัวเขาที่เป็นเพียงศิษย์รับใช้ก็สามารถเดินเข้าได้เพียงบริเวณตีนเขาเท่านั้น หากเขาต้องการขึ้นไปตำแหน่งสูงขึ้นเขาต้องมีพลังฝึกตนที่มากพอจึงสามารถขอเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ภายนอกหรือศิษย์ภายใน

 

เพียงไม่นานทั้งสองเดินมาถึงบ้านไม้หลังเล็กของตาเฒ่าหม่า

 

“อาคารหลังใหญ่นั้นมันคืออะไรรึ?” ฉินหลิงชี้ทางอาคารหลังใหญ่ที่ตั้งไม่ห่างจากบ้านของตาเฒ่าหม่า ตั้งแต่เขามากับชิงชิงอาคารหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกับบ้านเฒ่าหม่านั้นเป็นจุดที่ฉินหลิงรู้สึกสนใจแต่ยังไม่มีโอกาสได้ถามใคร

 

“อ่อ..นั้นคือตึกไว้สำหรับแลกเปลี่ยนและซื้อขายโอสถน่ะ ต้องอย่าลืมว่าสำนักของเราโด่งดังเรื่องนักปรุงยาดังนั้นจึงมีผู้ฝึกตนทั่วหล้าต่างเข้ามาขอร้องให้นักปรุงยาช่วยปรุงเม็ดยาต่างๆให้โดยแลกเปลี่ยนกับสิ่งวิเศษต่างๆ บางครั้งก็มีคนเข้ามาขายสมุนไพรหายาก ดังนั้นตึกแห่งนั้นก็เป็นเหมือนแหล่งรายได้สำคัญของสำนักเราเลย” เจ้าอ้วนเอ่ยออกมาพร้อมกับท่าทางภูมิใจ

 

ฉินหลิงพยักหน้าเบา ตึกตรงหน้าหรูหราและยิ่งใหญ่สมกับฐานะหนึ่งในหกสำนักใหญ่แห่งทวีปนี้จริงๆ

 

“ตาแก่ ข้ามาหาแล้ว” เจ้าอ้วนเหอตะโกนเสียงดังก่อนจะผลักประตูเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ

 

ฉินหลิงที่เดินตามเข้าไปก็เห็นตาเฒ่าหม่านอนบนเก้าอี้เอนตัวเดิมพร้อมกับกลิ่นสุราที่เหม็นหึ่ง

 

สภาพของชายแก่ผู้นี้ทำให้เขานึกตัวเองในอดีตขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

“บัดซบ! เจ้าแก่น่าตาย วันๆไม่คิดจะทำอะไรนอกจากดื่มแล้วรึไง” เจ้าอ้วนที่เห็นสภาพดูไม่ได้ของเฒ่าหม่าก็บ่นออกมาในขณะที่เดินไปเก็บขวดสุราและทำความสะอาด

 

ฉินหลิงเองก็มองเจ้าอ้วนอย่างตั้งใจ เจ้าอ้วนเหอที่เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งกลับด่าทอตาเฒ่าผู้ที่มีพลังในระดับที่ฉินหลิงยังไม่อาจสัมผัสได้ได้โดยปกติ ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกจริงๆ

 

หลังจากเจ้าอ้วนทำความสะอาดห้องเรียบร้อยก็หันไปตะโกนกรอกหูใส่เฒ่าหม่าเสียงดัง “ตาแก่!!!!!

 

“โว๊ยยยย!!! จะตะโกนหาป้าเจ้ารึ? เจ้าสารเลวอ้วน....เจ้าไม่รู้รึไงว่าไม่ให้รบกวนเวลาคนกำลังนอน” ตาเฒ่าหม่าสะดุ้งตื่นพรวดอย่างรวดเร็ว

 

“เป็นถึงผู้ฝึกตนยังจะนอนอะไรอีกล่ะ.. หากอยากนอนนักก็ไปหลับในสุสานนู้น..จะได้หลับยาวไปเลย” เจ้าอ้วนเอ่ยเยอะเย้ย

 

ฉินหลิงมองการทะเลาะกันของหนึ่งแก่หนึ่งอ้วนด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็รู้มาตลอดว่าตาเฒ่าหม่าไม่ได้เมา จะเป็นไปได้รึที่สุราจากปุถุชนจะทำให้ผู้ฝึกตนเมามายจนไร้สติได้

 

หลังจากได้ทะเลาะกับตาแก่หม่า เจ้าอ้วนเหอก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ได้มาเพียงลำพัง “เอ่อ.. วันนี้ข้าพาพี่ชายมาหาท่านด้วย”

 

ท่าทางของเฒ่าหม่าเปลี่ยนเป็นจริงจังเล็กน้อยก่อนจะหยิบธูปหอมขึ้นมาหนึ่งก้านและส่งให้เจ้าอ้วน “เอานี้แล้วกลับไปได้แล้ว ข้ามีเรื่องจะคุยกับน้องชายผู้นี้ตามลำพัง”

 

ดวงตาของเจ้าอ้วนเบิกกว้างพร้อมกับอาการตกตะลึง ตาแก่จอมขี้งกให้ธูปรวมวิญญาณที่มีค่าเท่ากับหินวิญญาณ7ก้อนกับเขา

 

“ตาแก่เจ้าเล่ห์ เจ้าวางแผนอะไรไว้จงบอกมา ข้าไม่เชื่อว่าคนอย่างท่านจะให้ธูปวิเศษนี้กับข้าโดยไม่มีแผนชั่วร้ายใดๆ” เจ้าอ้วนหยิบธูปในมือชี้ไปทางตาเฒ่าหม่าด้วยสีหน้าจริงจัง

 

เส้นเลือดบนหน้าของเฒ่าหม่ากระตุกเมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าอ้วน เขาเพียงต้องการสนทนาเรื่องการค้าครั้งใหญ่กับฉินหลิงเพียงลำพังและตอบแทนที่เจ้าอ้วนพาชายหนุ่มผู้นี้มา แต่ไม่คิดเลยว่าความหวังดีของเขากับถูกเจ้าอ้วนมองว่าเขามีแผนร้าย

 

“บิดามันเถอะ!! เจ้าเด็กสารเลว หากเจ้ายังไม่ไปตอนนี้ข้าจะไม่ให้ทั้งธูปรวมวิญญาณและภารกิจในเดือนนี้” ตาแก่หม่าตะโกนใส่เจ้าอ้วนด้วยสีหน้าโมโห

 

หลังจากไล่เจ้าอ้วนกลับไปได้ ตาเฒ่าหม่าจึงถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง

 

ฉินหลิงเองก็รับรู้ว่าชายชราผู้นี้มองดูเจ้าอ้วนเหอเหมือนหลานชายของตัวเอง ถึงจะบ่นด่าแต่เขาก็ยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใย

 

“เอาล่ะ... เจ้าจะให้ข้าไปหาคุณหนูใหญ่ตอนไหน” ตาเฒ่าหม่าเอ่ยขึ้นถามชายหนุ่มตรงหน้าทันทีเมื่อพวกเขาอยู่เพียงลำพัง ก่อนหน้านี้พวกเขาได้วางแผนการผลิตขวดโอสถโดยใช้ชื่อของชิงชิง ในเวลานั้นฉินหลิงเองก็บอกชายชราผู้นี้ไปว่าเขาพอมีความสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่อยู่บ้างจึงค่อนข้างมั่นใจว่านางจะเห็นด้วยกับผลประโยชน์ที่พวกเขามอบให้

 

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์เมื่อวานทำให้ฉินหลิงต้องหันกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าการใช้ชื่อนางมันดีแล้วรึ? แต่เมื่อนึกถึงความลับในร่างกายและความต้องการในฝึกฝนของนักอักขระจึงทำให้เขายอมติดหนี้บุญคุณของนางและตั้งใจตอบแทนในอนาคต

 

“ไม่ต้องแล้วล่ะ” ฉินหลิงเอ่ยออกมาพร้อมกับหยิบป้ายสีทองที่มีคำว่า หลานชิงชิง สลักอยู่ส่งไปให้เฒ่าหม่า

 

เฒ่าหม่าที่รับป้ายประจำตัวของคุณหนูใหญ่ก็หันกับไปมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าฉินหลิงจะมีป้ายประจำตัวของสตรีที่ถูกเรียกขานว่าร้ายกาจที่สุดในสำนักอย่างคุณหนูใหญ่ได้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 523 ครั้ง

2,269 ความคิดเห็น

  1. #2116 Beconnet (@Beconnet) (จากตอนที่ 169)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 10:46
    นิยายที่ดีมันต้องเขียนลื่นไหลแบบนี้ครับ อ่านแต่นิยายมือใหม่บ่อยๆ พอเจอนิยายดีๆ ดันอ่านกันไม่เป็น เห้อ นี่ล่ะน้าที่เขาบอกว่าคนตาไม่ถึง
    #2116
    0
  2. #1651 Nevermore Shadowfriend (@coffee-maniac) (จากตอนที่ 169)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 00:13
    ผมว่าถาคนี้เขียนดีกว่าภาคแรกเยอะครับ แล้วก็ตัวละครดูมีมิติดี ส่วนตัวชอบนะการที่บอกนิสัยตัวละครผ่านการพูดคุยมันจะอินกว่า การที่นักเขียนอยู่ดีก็บอกเลยว่าคนนั้นนิสัยแบบนี้ คนนี้นิสัยแบบนั้น
    #1651
    0
  3. #1650 Mooza01 (@Mooza01) (จากตอนที่ 169)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 20:55

    ก็สนุกนะครับ​ แต่น้ำมากไปหน่อยน

    ะครับ​

    #1650
    0
  4. #1649 Senatus (@lisoon) (จากตอนที่ 169)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 19:19
    มีเล่มออกมาไหมค้าบ แบบว่สทนรอไม่ไหวละ. ขะคลั่งแล้ววว ต่อน้าาา
    #1649
    0
  5. #1648 ดิสตี้โนวา (@pipawat) (จากตอนที่ 169)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 19:09
    สาวเจ้ามีใจให้ขนาดนี้แล้ว
    #1648
    0