ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 32 : ออกจากเมือง (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,249
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,025 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

 

ก่อนหน้านี้ใครจะรู้เล่าว่าชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียง(ด้านลบ)ไปทั่วทั้งเมืองไผ่เขียว จะถูกไล่ออกจากบ้าน โดยที่มีเงินติดตัวเพียงเล็กน้อย แต่ผ่านไปเพียงชั่วข้ามคืนเขากลับมีส่วนแบ่งของหอการค้าแห่งนี้ได้ถึงครึ่งหนึ่งและต่อไปหากเขาทำการค้าประสบความสำเร็จ ไม่แน่เขาอาจจะทำเงินได้มากกว่ายิ่งกว่าหนี้ที่เขาติดอยู่ก็เป็นได้

 

ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) ห้องพักชั้นสองบนหอการค้าตะวันฉาย ฉินหลิงที่ตื่นนอนแล้วก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นชินและไม่มีลู่ชิง บ่าวประจำตัวที่ส่งเสียงปลุกให้เขาลุกขึ้นมาอยู่ทุกวันก็ทำให้เขารู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก

 

ฉินหลิงที่เปิดประตูออกมาก็พบเหล่าคนงานของหอการค้าแห่งนี้กำลังค้าขาย และขนของกันวุ่นวาย เหมือนเหล่ามดงานที่กำลังทำงานภายใต้คำสั่งของนางพญาอย่างเคร่งครัด และนางพญาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็เป็นเจ้าอ้วนอวี้หยวนที่ยามนี้กำลังชี้นิ้วสั่งเหล่าคนงานซึ่งยามนี้โดนบิดาของเขาได้ใช้ให้มาคอยดูแลฉินหลิง

 

อวี้หยวนที่กำลังสั่งเหล่าคนงานให้ขนสินค้าไปใส่ในเกวียนของลูกค้าที่จอดอยู่หน้าร้านพร้อมทั้งบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษสีเหลืองเข้มแล้วหันไปคุยกับชายชราที่แต่งตัวเหมือนพ่อค้าด้วยท่าทีสนิทสนม ก่อนจะหันมาแล้วสังเกตเห็นฉินหลิงที่ยืนจ้องอยู่ก็ทำให้เจ้าอ้วนขนลุกซู่ขึ้นทันที แล้วจึงรีบลากร่างอ้วนเข้ามาหาบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าทันทีแล้วยิ้มบิดเบี้ยวออกมา   “นายน้อยฉินตื่นแล้วรึขอรับ ท่านพ่อแจ้งให้ข้าทราบแล้วว่าให้ข้าคอยเรียนรู้จากท่าน”

 

บัดซบ ท่านพ่อจะให้ข้าเรียนรู้อะไรจากเจ้าอันธพาลนี้ได้เล่า หรือพ่อเห็นว่าความสามารถการค้าของข้าไม่ดีพอเลยต้องการให้ข้าเป็นนักเลง แล้วหุ่นอย่างข้าจะไปกระทืบได้เล่า

 

อวี้หยวนที่ยามนี้กำลังยิ้มประจบต่อหน้าชายหนุ่มแต่ในใจกลับสาปแช่งไม่รู้กี่รอบเข้าไปแล้ว


ฉินหลิงที่ไม่ได้สนใจชายตรงหน้าเท่าใดนักก็เอ่ยถาม “เจ้าได้เตรียมไขมันสัตว์มาให้ข้ารึยัง”


เจ้าอ้วนพยักหน้า “ขอรับ ข้าได้ให้คนรับใช้ไปหามาให้ท่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไขมันของ หมู ไก่ ม้า วัว แพะ ข้ารวบรวมมาให้ท่านหลายสิบจิน พอความต้องการของท่านรึไม่ขอรับ”


“อืม พอแล้ว ถ้าข้าต้องการเพิ่มข้าจะแจ้งให้เจ้าทราบอีกทีก็แล้วกัน  เช่นนั้นเจ้าไปเตรียมรถม้าเถอะ ข้าจะออกไปนอกเมือง ”

 

ผ่านไปชั่วครู่ รถม้าคันใหญ่ก็ปรากฏด้านหน้าหอการค้าที่มีเจ้าอ้วนอวี้หยวนกำลังบังคับอยู่ก่อนจะหันมามองฉินหลิง “เชิญท่านขึ้นเลยขอรับ”


ฉินหลิงที่แสดงแววตาสงสัยเล็กน้อยก็เอ่ย “เจ้าให้คนพาข้าไปส่งก็ได้ เจ้าไปทำการค้าของเจ้าต่อเถอะ”


เจ้าอ้วยรีบส่ายหัวไปมา “ไม่ได้ขอรับ ท่านพ่อให้ข้าคอยดูแลท่าน หากท่านพ่อกลับมาแล้วพบว่าข้าไม่ได้อยู่รับใช้ท่าน ข้าโดนท่านพ่อเชือดเป็นแน่  เช่นนั้นเชิญนายน้อยขึ้นมาเถอะ แล้วท่านจะไปที่ไหนรึขอรับ”


เมื่อเห็นว่าเป็นความจริงใจของเจ้าหอการค้าที่ต้องการให้บุตรชายมาดูแลเขา ฉินหลิงก็ไม่ต้องการขัดอะไร แล้วเดินขึ้นรถม้าอย่างว่องไว “ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้าละกัน ข้าต้องการไปนอกเมืองให้เจ้าออกทางประตูตะวันตก แล้วก็ระหว่างทางเเวะกินอาหารด้วยละกัน”

 

ฉินหลิงที่ไม่รู้ทางในเมือง แต่เขารู้เพียงว่าบ้านที่ถานอวี้จี้พักอาศัยนั้นอยู่ฝั่งตะวันตกเท่านั้น ถ้าหากมีคนมารู้ว่านายน้อยเมืองไผ่เขียวกลับหลงทางในเมืองของตัวเองก็คงน่าหัวเราะไม่น้อย

 

รถม้าที่เคลื่อนออกไปพร้อมกับฉินหลิงที่กำลังขมวดคิ้วอย่างหนักขณะมองออกไปด้านนอก ไม่ใช่เพื่อชมบรรยากาศแต่เขากำลังจดจำทาง เพราะต่อไปหากเขาต้องเข้ามาในเมืองอีกเขาจะได้ไม่ต้องหลงทางเช่นเมื่อคืนอีก

 

ผ่านไปชั่วครู่พวกเขาก็แวะที่โรงเตี๊ยมหลังใหญ่แห่งหนึ่ง “นายน้อยฉิน เราแวะกินข้าวกันที่นี้เถอะ ถึงที่นี้จะไม่หรูมากแต่ข้ารับรองอาหารอร่อยไม่แพ้เหลาสุราชื่อดัง แถมราคายังเป็นกันเองอีกด้วย”


ฉินหลิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินตามเจ้าอ้วนเข้าไปยังโรงเตี๊ยมแห่งนี้และนั่งบนไม้ธรรมดาตัวหนึ่งและมีเสี่ยวเอ้อเข้ามา “นายท่านทั้งสอง จะรับอะไรดีรึขอรับ วันนี้พวกเรามีปลามาจากทะเลเป็นเมนูพิเศษด้วยขอรับ”


เจ้าอ้วนอวี้หยวนได้ยินว่ามีปลาทะเลก็ตาโตก่อนเอ่ยสั่ง “เอาปลาทะเลนั้นมาสองชุด แล้วก็ผัดผักกับเนื้อย่างอย่างละชุดด้วย”


จากที่เห็นเจ้าอ้วนตาโตเมื่อเห็นว่ามีปลาทะเลทำให้เขาสงสัย “ปกติเจ้าไม่ค่อยได้กินปลารึ”

 

เมื่อได้ยินคำถามจากผู้เป็นนายน้อยฉินทำให้เขายิ้มแห้งๆออกมา  “ไม่ใช่ขอรับ ปกติแล้วข้าก็ได้กินปลา แต่เป็นปลาน้ำจืด  ส่วนมากปลาทะเลมักจะหายาก ทำให้ข้าไม่ค่อยมีโอกาสเท่าใดนัก วันนี้ถือว่าโชคดีเลยขอรับ ”

 

ฉินหลิงที่ได้ยินคำพูดของเจ้าอ้วนก็ทำให้เขานึกถึงเรื่องที่เขาสนทนากับอวี้ฟานซือเมื่อวาน ทำให้เขาทราบว่าการพัฒนาความเป็นอยู่ของโลกใบนี้ยังต่ำกว่าโลกที่เขาจากมา และการต่อเรือก็คงไม่ต่างกันนัก เพราะหากการต่อเรือมีความพัฒนามากกว่านี้อาหารทะเลคงไม่ขาดแคลนดังเช่นที่เจ้าอ้วนพูดออกมา ถึงอย่างไรเมืองไผ่เขียวก็อยู่ไม่ห่างจากทะเลเท่าไหร่นัก ยังหากินอาหารทะเลยาก ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงหรือเมืองชายฝั่งตะวันออกคงแทบไม่มีโอกาสลิ้มลองเป็นแน่

 

ขณะที่ฉินหลิงกำลังครุ่นคิด เสียงของชาวบ้านที่มากินอาหารต่างพูดคุยออกมาเสียงดัง



“เจ้าได้ยินรึยัง ท่านเจ้าเมืองขับนายน้อยออกจากตระกูลแล้ว”


“ข้าเองก็ได้ยินมา  นายน้อยฉินผู้นั้นไปหาเรื่ององค์ชายจนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันแล้วท่านแม่ทัพจึงทนไม่ได้กับการกระทำของหลานชายจึงขับออกจากจวน”


“ข้าได้ยินมาว่า เขาไปลวนลามองค์หญิงต่างหาก จนทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธ”

 

“บัดซบ เจ้าเด็กสารเลวนี้เป็นความเสื่อมเสียของเมืองเราจริงๆ”


“ถ้าหากไม่มีท่านแม่ทัพคอยปกป้อง ป่านนี้เจ้าเด็กสารเลวนี้ ตายไปตั้งนานแล้ว”


“ใช่แล้ว  เสียทีที่เป็นถึงหลานชายแม่ทัพ ทำไมถึงทำตัวได้เลวร้ายเช่นนี้ ถ้าเป็นข้า ข้าคงเอาขี้เถ้ายัดจมูกให้ตายตั้งแต่คลอดออกมาแล้ว ”

 

เจ้าอ้วนอวี้หยวนที่ยามนี้ได้ยินคำนินทาของชาวบ้านทำให้เบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น “นะ...นี้ท่านโดนไล่ออกจากบ้านรึขอรับ แล้วท่านไปชกต่อยกับองค์ชายจริงไม่ และองค์หญิงงดงามดังข่าวลือหรือไม่”

 

ขณะที่ได้ยินเสียงของเจ้าอ้วนตรงหน้าก็ทำให้ใบหน้าของเขามืดคล้ำก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา  “ข้าเพียงออกมาจากตระกูล ส่วนองค์หญิงและองค์ชายอะไรนั้นแม้แต่หน้าข้ายังไม่เคยเห็น”

 

เจ้าอ้วนอวี้หยวนได้ยินก็ตกใจไม่น้อยพร้อมนึกว่าพ่อเขาจะให้เขาติดตามนายน้อยเบื้องหน้าทำไม ในเมื่อมันโดนไล่ออกจากตระกูลแล้ว อำนาจอะไรก็ไม่มีอีกแล้ว เขาจะไปทำดีกับมันทำไมกัน

 

ฉินหลิงมองหน้าชายตรงหน้าที่ดูครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะยิ้มเยาะเย้ยแล้วเอ่ย  “บิดาเจ้ารู้ว่าข้าออกจากตระกูลฉินตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเขายังยกหอการค้าของพวกเจ้าให้ข้าครึ่งนึง”


อวี้หยวนลุกขึ้นยืนตรงนั้นด้วยปากที่อ้าค้างไว้หลังจากได้ยินคำพูดของชายตรงหน้า “จะ...เจ้าหลอกบิดาข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”

 

บรรดาผู้คนที่มองดูเจ้าอ้วนที่ลุกขึ้นยืนและชี้หน้าชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความงุนงง และหวังว่าคงมีเรื่องราวอะไรให้ดูเป็นแน่


ฉินหลิงส่ายหัวให้กับเจ้าอ้วนน้อยคนนี้ “เจ้ายังขาดความสุขุมนัก หากต่อไปเจ้าจะทำการใหญ่คงยากจะประสบผลหากเจ้ายังเป็นเฉกเช่นนี้อยู่  นี้จึงเป็นเหตุที่บิดาเจ้าให้เจ้าติดตามข้าเช่นไรละ”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้เจ้าอ้วนงุนงงเล็กน้อย พลางนึกถึงสิ่งที่บิดาเตือนไว้เมื่อคืนก็ทำเอาเหงื่อไหลโชกเต็มใบหน้าก่อนจะก้มหัวให้อีกฝ่าย “ขออภัยด้วย ข้าไม่รอบคอบเอง หวังว่านายน้อยจะไม่ถือสา”

 

ฉินหลิงไม่ได้เอ่ยอะไรเพียงแค่พยักหน้าให้อีกฝ่ายนั่งลง  ผ่านไปไม่นานเสี่ยวเอ้อก็ยกอาหารมาให้พวกเขาทั้งสอง และเมื่อทั้งสองได้ลิ้มรสของอาหารก็พบว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ทำอาหารได้ไม่เลวเลย ก่อนจะจ่ายเงินและสั่งอาหารใส่ห่อไปฝากถานอวี้จี้แล้วจึงออกเดินทางต่อ


ยามเมื่อรถม้าของเจ้าอ้วนเดินมาถึงจุดตรวจที่ประตูตะวันตก ก็ได้มีเหล่าทหารเข้ามาตรวจค้น ก่อนจะพบบุคคลที่อยู่ในใบกระดาษที่ทางเจ้าเมืองสั่งการมาโดยเฉพาะ จึงเข้ามามองชายหนุ่มเบื้องหน้าแล้วทหารยามเอ่ยด้วยเสียงไม่แน่ใจ  “ท่านคือนายน้อยฉินหลิง ใช่รึไม่”


เมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่ายก็ทำให้ฉินหลิงตกใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

 

“ถ้าท่านคือนายน้อยฉิน ก็โปรดจ่ายค่าผ่านทางมาด้วยห้าตำลึงทองขอรับ นี้เป็นคำสั่งมาจากจวนเจ้าเมือง” นายทหารผู้เป็นหัวหน้ายามเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าสงสารเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เขาทำงานเก็บค่าผ่านทางมาเขาก็ไม่เคยพบใครที่ต้องจ่ายมากขนาดนี้เพียงเพราะต้องการออกจากเมือง


“ห๊ะ..เจ้าว่าอะไรนะ ห้าตำลึงทอง ไม่ใช่ตำลึงเงินหรอกรึ
?

 

หัวหน้ายามเฝ้าประตูพยักหน้าให้ก่อนยื่นกระดาษที่มีรูปวาดของเขาให้ดู “ขอรับ คำสั่งท่านเจ้าเมืองสั่งมาว่าหากพบนายน้อยฉินเดินทางเข้าหรือออกจากเมืองก็ให้เก็บเงินห้าตำลึงทองเพื่อเป็นทางผ่าน”


ฉินหลิงเมื่อเห็นรูปใบหน้าตัวเองก็ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่  “อ๊ากกกก ตาแก่นั้นจะกลั้นแกล้งข้าไปถึงไหนกัน
!!!


เสียงตะโกนดังลั่นก็ทำให้เหล่าชาวบ้านหันมามองเขาเป็นทางเดียว ฉินหลิงเมื่อเห็นคนมองมาทางเดียวก็ทำให้เขาอับอายเล็กน้อยจึงกัดฟันแน่นแล้วควักเงินที่ทั้งตัวที่เหลือ 5ตำลึงทองและ3ตำลึงเงินออกมาจ่ายให้หัวหน้ายามด้วยสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะเอ่ย “รบกวนท่านเอากระดาษใบใหญ่และพู่กันมาให้ข้าด้วย”

 

หัวหน้ายามที่มองไปยังชายหนุ่มที่จ่ายเงินถึงห้าตำลึงทองก่อนจะสั่งให้ลูกน้องไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาให้ชายหนุ่มด้านหน้า

 

เมื่อฉินหลิงได้กระดาษและพู่กันมาแล้ว เขาจึงเขียนภาษาที่เขาไม่รู้จักแต่เขาคุ้นเคยและสามารถเขียนออกมาได้อย่างไม่ติดขัด แล้วหันไปมองหัวหน้าทหารก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเยือกเย็น “ท่านจงนำกระดาษใบนี้ไปติดบนป้ายประกาศและห้ามเอาออก หากท่านเอาออก ท่านไม่อยู่เป็นสุขแน่”

 

หัวหน้าทหารยามที่ยามนี้ถือกระดาษใบใหญ่และมีใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อยราวกับเจอแรงกดดันที่เขาไม่รู้จักถูกปล่อยออกมาทำให้ขาเขาสั่นออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ตัวเขาเป็นถึงผู้ฝึกยุทธหลอมกายาขั้น 9 และผ่านไปชั่วครู่เขาก็หยิบกระดาษขึ้นมาอ่านก่อนจะสูดลมหายใจลึก แล้วจึงเรียกลูกน้องไปติดประกาศใบนี้

 

ชาวบ้านที่ยามนี้กำลังเข้าและออกเมืองไผ่เขียวทางประตูตะวันตกก็มองเหล่าทหารที่กำลังเอาประกาศใบใหญ่มาติดอย่างสนใจ เพราะส่วนมากประกาศที่นำมาติดมักเป็นค่าหัวของอาชญากร แต่ที่นี้เป็นเมืองที่ถูกดูแลโดยแม่ทัพใหญ่จึงทำให้เหล่าผู้ร้ายมักไม่ค่อยมาบริเวณอาณาเขตเมืองไผ่เขียวนัก ดังนั้นเมื่อเห็นประกาศใบใหญ่จึงทำให้ชาวบ้านสนใจเป็นกันมาก แต่เมื่อพวกเขาเห็นตัวหนังสือที่เขียนอยู่ก็พากันตกใจ

 

‘  ตาแก่ฉินเจิน ท่านกล้าทำแบบนี้กับข้า รอการเอาคืนจากข้าได้เลย   ฉินหลิง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.025K ครั้ง

2,250 ความคิดเห็น

  1. #1708 jkooktaev (@jkooktaev) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 02:33
    มีเรื่องสนุกแล้วสิ~ 55555
    #1708
    0
  2. #1552 bophobia (@bophobia) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 11:40
    โดนแกล้งซะงั้น5555
    #1552
    0
  3. #1094 paepaek666 (@paepaek666) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 20:13
    ไม่มีเรื่องผู้หญิงแล้วเรื่องเริ่มสนุกละ
    #1094
    0
  4. #519 Nidmitsu789 (@Nidmitsu789) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 02:08

    ทำตัวสุดเลวดีกับคนอื่น รักคนอื่น แต่ไม่ดีไม่คนในครอบครัว

    #519
    0
  5. #49 PrathupratPrat (@PrathupratPrat) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 01:16
    55555555555 มวยถูกคู่
    #49
    0
  6. #41 ปูโพธาราม (@souwanee) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 15:55
    ปู่หลานทะเลาะกันตลกดี
    #41
    0
  7. #40 luhansehun0794 (@luhansehun0794) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 23:18

    5555555555.
    #40
    0
  8. #38 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 20:36
    ศศศโอ้ยยยขำ

    เจ้าเเสบเอ้ยย!!!5555555556655
    #38
    0