ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 6 : เซียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,260
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,585 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

“ นายน้อยขอรับ เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงลู่ชิงตัวน้อยที่ดังขึ้นได้ปลุกสติของฉินหลิงขึ้นอีกครั้ง หลังจากนายน้อยจ้องมองไปยังคัมภีร์หิน ลู่ชิงก็เห็นนายน้อยนิ่งเงียบจนทำให้บ่าวตัวน้อยเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมา


ฉินหลิงที่กำลังเหม่อลอยก็เอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ ฝึกตน..บำเพ็ญเพียร  ตามใจตน ”


“ นายน้อยท่านว่าอะไรรึขอรับ ” บ่าวตัวน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย


“ ไม่มีอันใดหรอก กินกันเสร็จแล้วรึ พวกเรากลับจวนกันเถอะ” ฉินหลิงกล่าวจบแล้วลุกขึ้นเพื่อเตรียมออกโรงเตี้ยมก่อนจะหันไปถามบ่าวตัวน้อย “ ลู่ชิง แล้วค่าอาหาร ราคาเท่าใดรึ ”


ลู่ชิงหันมามองนายน้อยตนด้วยสายตาแปลกประหลาดก่อนเอ่ยตอบ “ อาหารวันนี้ประมาณ 40 ตำลึงเงิน แล้วก็นายน้อยไม่ต้องจ่ายเงินหรอกขอรับ ปกติเฒ่าแก่ร้านจะไปเก็บเงินเองที่จวนเจ้าเมือง เพราะปกตินายน้อยจะมาแวะทานอาหารที่เหลาสุรานี้เเห่งนี้อยู่บ่อยๆขอรับ”


“ แล้วเมื่อก่อนข้ามากินอาหารที่นี้บ่อยรึ แล้วข้ามากินครั้งล่ะเท่าไหร่รึ ” ฉินหลิงเอ่ยถามก่อนที่มองดูท่าทางของบ่าวตัวน้อยที่กำลังมองตนด้วยท่าทางประหลาดใจ


ลู่ชิงมองนายน้อยตนด้วยท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อยก่อนหลบสายตาแล้วเอ่ยตอบเบาๆ “ ปกตินายน้อยมามาที่เหลาสุรานี้กินอาหารครั้งหนึ่งใช้จ่ายประมาณสิบถึงยี่สอบตำลึงทองขอรับ แต่บางครั้งนายน้อยเมาแล้วไปบังเอิญทะเลาะวิวาทกับชาวบ้านจนไปทำลายร้าน เเละสุดท้ายเถ้าแก่ก็ไปเก็บค่าเสียหายที่จวน ส่วนค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเเต่ละครั้งก็ไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึงทองขอรับ ”


‘ บิดามันเถอะ เจ้าเด็กบัดซบนี้มันกินอาหารมื้อหนึ่งเท่ากับรายได้ชาวบ้านอยู่ได้ไปครึ่งปี ความแตกต่างทางรายได้มันมากขนาดนี้เชียวรึ แล้วปู่เขาต้องใช้จ่ายกับเจ้าบ้านี้เป็นเงินเท่าไหร่กันนี้ ข้าก็พอรู้เเล้วว่าทำไมเถ้าแก่ร้านบัดซบถึงกับเอางานศิลปะที่ดูมีราคาแพงมาตั้งไว้ในห้องมากมาย มันเอามาไว้ให้ข้าทำลายนี้เอง ’ 


“ เอาเถอะ..ข้าจะกลับจวนแล้ว องครักษ์หมิงรบกวนท่านไปเตรียมรถม้าให้ข้าด้วย ” ฉินหลิงกล่าวกับองครักษ์ก่อนเดินออกจากเหลาสุราแสงจันทร์


“ ขอรับนายน้อย” เหล่าองครักษ์ตอบด้วยท่าทีแข็งขันก่อนเดินออกไปเอารถมา โดยปกติเเล้วเหลาสุราแสงจันทร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เคนทั่วไปไม่มีเงินมากพอจะเข้ามากินได้ แต่วันนี้นายน้อยของพวกตนกลับพามาเลี้ยงอาหารที่เหลาสุราอันดับหนึ่งของเมืองไผ่เขียว ย่อมทำให้เหล่าองครักษ์ชุดใหม่ที่แม่ทัพจัดมาคุ้มกันนายน้อยรู้สึกปลื้มปริ่มกันไม่น้อย  เมื่อกลับจวนคงไปอวดเหล่าสหายองครักษ์


หลังจากเดินขึ้นรถม้าแล้ว ลู่ชิงเดินขึ้นไปบังคับรถม้าคันใหญ่ที่มีตราพยัคฆ์คำรามอันเป็นตัวแทนของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยียน  หัวหน้าองครักษ์หมิงกระโดดขึ้นควบม้าขึ้นนำขบวนรถม้าบนนถนนหลักสู่ใจกลางเมืองอันเป็นที่ตั้งจวนเจ้าเมือง ชาวบ้านโดยรอบแหวกออกหลังจากเห็นรถม้าตราเจ้าเมืองทันที บรรดาหญิงสาวต่างรีบวิ่งหลบหนีราวกับกลัวภูตผี ปีศาจมาจับกิน ซึ่งมีครั้งหนึ่งเขาบังเอิญไปเหลือบมองสาวน้อยวัยหกขวบปีน่ารักคนหนึ่ง ก่อนที่บิดาของนางจะเห็นหลานชายเพียงคนเดียวของเจ้าเมืองลูกตนจึงรีบเอาร่างมาบังร่างของเด็กน้อยคนนั้นก่อนคุกเข่าร้องไห้แล้วตะโกนเสียงดัง  “ นายน้อยฉินปล่อยลูกข้าไปเถอะขอรับ นางยังเด็กนักไม่สามารถอุ่นเตียงให้ท่านได้ ”  


‘ บัดซบ ข้าไม่ใช่โลลิค่อน! แล้วทำไมชื่อเสียงของข้ามันถึงได้ดูชั่วร้ายดุจดั่งพญามารขนาดนี้ คงไม่ถึงขนาดว่าข้ากินเนื้อคนเป็นๆหรอกน่ะ ’


ฉินหลิงมีหน้ามืดคลึ้มก่อนจะรีบนำมือมาปิดม่านกั้นภายในรถม้าโดยเร็ว เเละจะตะโกนเสียงดังเฉียบให้รีบกลับจวนโดยด่วน เขาถึงกับทนไม่ไหวที่มีคนมองดูเเละหวาดกลัวเขายิ่งกว่าฆาตกรโรคจิตก็ไม่ปาน


หลังจากฉินหลิงสงบสติได้ เขาก็นั่งครุ่นคิดอยู่ภายในรถม้า จากคำบอกเล่าของลู่ชิงที่ได้บอกเล่าเกี่ยวกับตัวเขาว่านอกจากภายในหอนางโลมเเล้วเขาไม่เคยไปข่มเหงสตรีนางใดมาก่อน แล้วเหตุใดชาวบ้านถึงได้หวาดกลัวตัวตนของฉินหลิงนัก เพราะถึงแม้ตนเขาเองจะเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาท แต่คงไม่ถึงขั้นทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวตนถึงเพียงนี้ มันต้องมีตนเหตุจากไหนสักที่แน่นอน โดยเฉพาะศัตรูในที่มืด ฉินหลิงนั่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างตนเองในอดีต ก่อนจะได้ยินเสียงของลู่ชิงบอกว่ามาถึงจวนเจ้าเมือง เขาจึงลงจากรถม้าเพื่อเดินไปที่พักของเขา


เย็นวันนั้น บนโต๊ะอาหารที่มีชายชราและหนุ่มน้อยที่มีหน้าตาคล้ายคลึงอยู่ถึงห้าส่วนนั่งรับปะทานอาหารด้วยกันกันอยู่  เด็กหนุ่มคนนั้นคือนายน้อยฉินแห่งเมืองไผ่เขียวนั้นเอง เขาสงสัยเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียญที่เขาได้ไปบังเอิญเจอมา ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามผู้เป็นปู่ของเขา “ ท่านปู่ ท่านเคยได้ยินเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนรึป่าวขอรับ ”


แม่ทัพใหญ่ขมวดคิ้วเเน่น ก่อนเงยหน้ามองหลานชายตนก่อนเอ่ยถาม “ เจ้าไปได้ยินเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรเป็นเทพเซียนมากจากไหน เรื่องราวเหล่านี้ไม่สามารถพูดออกมาพล่อยๆได้ ”


ผู้เป็นหลานหัวเราะแห้งก่อนตอบกลับ “ ข้าบังเอิญได้ยินมาจากเหล่าผู้คนที่มากินอาหารในเหล่าสุราที่ข้าไปมาวันนี้นะขอรับ ข้าจึงสงสัยนักว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสามารถเหาะเหินบนท้องฟ้า สามารถตัดแบ่งภูเขา แยกทะเล มีจริงรึไม่ขอรับท่านปู่ ”


แม่ทัพเฒ่าหันเหลือบไปมองหลานชายตนที่เปลี่ยนไปหลังจากเกือบตายในครานั้น ก่อนเงยมองบนฟ้าเเละเอ่ยให้เหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังสนใจฟังเรื่องเล่าเทพเซียนออกไป แล้วจึงหันมาฉินหลิงก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และเอ่ยกับหลานชาย  “ เห้อ...เรื่องนี้เจ้าฟังไว้แล้วก็เก็บไว้เป็นความลับซะ ข้านั้นเคยเจอนักพรตผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกันสองครั้ง ครั้งแรกสมัยที่ข้ายังหนุ่มยังแน่น ซึ่งเวลานั้นข้าพึ่งได้เป็นทหารเเละมีโอกาสเข้าร่วมสงคราม ในระหว่างรบกันอยู่ข้าและเหล่าทหารต่างก็ได้เห็นเหล่าเซียนเหาะเหินอยู่บนอากาศได้ ซึ่งเพราะปฎิหาริย์จากเทพเซียนผู้นั้นจึงทำให้สงครามครั้งนั้นต้องหยุดชะงัก นั้นแหละคือครั้งแรกที่ข้าได้พบเจอ”


หลังจากแม่ทัพเฒ่าเอ่ยจบหันมาจิบน้ำชาเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ ครั้งที่สองที่ข้าเจอคือตอนที่ข้าได้เป็นแม่ทัพใหญ่ เเละบังเอิญได้เข้าไปพระราชวังเพื่อปรึกษาทางการศึกกับองค์ฮ่องเต้  ในระหว่างนั้นก็ได้มีเซียนมาขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ โดยเซียนที่มาเข้าพบนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น  แต่เมื่อเซียนผู้นั้นถูกเชิญมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เซียนผู้นั้นกลับเหลือบมองฮ่องเต้อย่างดูแคลน ทำให้เหล่าองครักษ์ชักดาบออกมาเพื่อปรามความหยิ่งผยอง แต่นั้นมันกับเป็นความคิดสุดท้ายของเหล่าองครักษ์ ก่อนที่ร่างของเหล่าองครักษ์จะระเบิดออกมาทำให้ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยเลือดและซากเนื้อ  ตอนนั้นข้าเองก็ทนไม่ไหวกับความไร้มารยาทของเซียนเหล่านั้น แต่ก่อนที่ข้าจะชักดาบ สายตาของเซียนก็เหลือบมามองดูข้าราวกับมองดูว่าข้าเป็นมดปลวก ก่อนที่จะมีแรงกดดันมาที่ข้าจนข้าต้องคุกเข่าลงกับพื้น”


ฉินหลิงเหลือบมองไปยังมือที่สั่นเทาของปู่ตนที่กำแน่นจนเส้นเอ็นขยายจนโป่งพอง นึกถึงเรื่องราวของเซียนที่เกิดขึ้น คงไม่มีใครนึกฝันว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นต้าเหยียนอันยิ่งใหญ่จะมีอดีตอันอัปยศอดสูได้เช่นนี้


ก่อนที่ฉินหลิงจะได้เอ่ยอะไร ท่านปู่ของเขาก็ได้เล่าต่อ  “ จากนั้นเซียนผู้นั้นก็ได้สั่งฮ่องเต้ให้พาเขาไปท้องพระคลังและหอตำรา ซึ่งเป็นการกระทำที่ดูหมิ่นพระเกียรติ์ขององค์ฮ่องเต้อย่างแท้จริง แต่พระองค์ก็ยังคงอดทน เพราะพระองค์คงรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถพอจะทำอะไรเซียนเหล่านั้นได้  หลังจากเซียนคนนั้นได้ไปค้นหาอะไรบางอย่างในท้องพระคลังและหอตำรา แต่เหมือนจะไม่พบอะไรซึ่งพอพวกข้าถามว่าเขาต้องการอะไร เขาก็บอกว่าพวกมดปลวกไม่จำเป็นต้องรู้ แต่เขาก็ไม่ได้แตะต้องสมบัติอะไรซักอย่างเดียว พร้อมทั้งบ่นอีกว่ามีแต่ของไร้ค่า ทั้งที่ของเหล่านั้นมีทั้งทองคำ หยก และสมบัติหายากมากมายเหล่านั้นกลับไม่เข้าสายตาเซียนผู้นั้นเลย  แต่ก่อนเซียนจะจากไป เขาได้บังเอิญพบเจอกับหยางกุ้ยเฟยที่บังเอิญมาขอเฝ้าองค์ฮ่องเต้พอดี ด้วยเซียนผู้นั้นมันดันไปถูกใจหน้าตาที่งดงามของหยางกุ้ยเฟย  จนถึงขั้นไปบีบบังคับกับองค์ฮ่องเต้เพื่อให้มอบหยางกุ๊ยเฟยมาให้ตน แต่ด้วยศักดิ์ศรีของบุรุษทำให้ฮ่องเต้ยอมตายดีกว่าเสียศักดิ์ศรีเช่นนี้ ฮ่องเต้โมโหมากเเละต้องการสู้เป็นตายกับเซียนผู้นั้น ก่อนที่จะกินโอสถระเบิดพลังซึ่งเป็นยาต้องห้ามขั้น 3 ซึ่งถือว่าเป็นโอสถเซียนชนิดหนึ่งก็ว่าได้ ทำให้พระองค์ระเบิดพลังยุท์ที่เหนือกว่าขั้นเซียนเทียน แต่สุดท้ายเซียนคนนั้นก็ใช้เพียงฝ่ามือเดียวกลับทำให้องค์ฮ่องเต้ถึงกลับปางตาย โลหิตไหลท่วมทั้งร่างกาย ข้าในตอนนั้นโดนแรงกดดันจนจมไปกับพื้น ไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เซียนคนนั้นจะลงมือสังหารฮ่องเต้ หยางกุ้ยเฟยได้เข้ามาคุกเข่าขอร้องให้ปล่อยฮ่องเต้แลกกับตนเอง ตอนนั้นข้าเองก็เจ็บปวดเหลือเกินที่ต้องให้ผู้หญิงเสียสละเพื่อปกป้องตนเอง แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดก็ย่อมเป็นองค์ฮ่องเต้ เพราะหยางกุ้ยเฟย พึ่งประสูติองค์หญิงน้อยให้พระองค์ได้เพียงปีเศษเท่านั้น แต่กับต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องสามีและลูก หลังจากเซียนผู้นั้นได้จากไปพร้อมกับหยางกุ้ยเฟย  ข้าก็ได้สาบานกับตัวเองว่าชีวิตของข้าจะอยู่ปกป้องต้าเหยียนจนกว่าชีวิตข้าจะหาไม่  ”


ดวงตาของฉินหลิงวูบไหวด้วยความตื่นตระหนกกับเรื่องราวที่ท่านปู่ของตนได้เล่ามาซึ่งมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าเขาคิด ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมร่างของปู่ถึงได้สั่นเทาถึงขนาดนี้เพราะมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะเอ่ยถาม “ แล้วองค์ฮ่องเต้เล่าขอรับท่านปู่ เป็นอย่างไรบ้าง ”


ปู่ฉินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ “ฮ่องเต้ตอนนั้นซึ่งอยู่ในวัยเดียวกับพ่อของเจ้าถือเป็นยอดยุทธ์อันดับหนึ่ง พลังยุทธ์สูงถึงขั้นเซียนเทียนขั้นสูง ในวัยสามสิบปีเท่านั้น แต่ด้วยอาการบาดเจ็บและผลข้างเคียงจากโอสถต้องห้าม ทำให้ชีพจรของพระองค์ทนไม่ไหวจนแตกสลายไป และต้องพักฟื้นเป็นเวลาหลายปีกว่าจะมาออกว่าราชการได้ ยังดีที่ตอนนั้นข้ายังไม่ได้รับบาดเจ็บมาก ไม่เช่นนั้นเหล่าขุนนางชั่วช้าเหล่านั้นคงก่อกบฏจนสิ้นแล้ว”


หลังจากเเม่ทัพใหญ่ฉินเอ่ยจบเขาก็นั่งหลับตานิ่งก่อนก่อนมองผู้เป็นปู่ลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะอาหารอย่างเงียบงัน ทิ้งแผ่นหลังอันยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลังไว้ให้ผู้เป็นหลาน ก่อนจะหยุดที่หน้าประตูและ เอ่ยเสียงเบากับทายาทเพียงคนเดียวของตน  “ ปู่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง แต่ปู่ไม่ต้องการให้เจ้าไปแก้แค้นความอัปยศให้แก่ข้า  ข้าเพียงต้องการให้เจ้าใช้ชีวิตอย่างสงบและมีความสุขเท่านั้น ” พูดจบท่านปู่ก็เดินจากไปโดยไม่เอ่ยอะไรมาอีก


 แต่ท่านปู่ของตนหารู้ไม่ ว่าเขาได้มีความปรารถนาที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อที่จะชำระแค้นให้ผู้เป็นปู่ตนซึ่งความปราถนานี้เองคือการฝึกวิถีตามใจตน  อันเป็นหลักการบำเพ็ญเดียวของเหล่าปีศาจทมิฬที่คอยสร้างความวุ่นวายทุกยุคสมัยเพราะทุกยุคสมัยที่เหล่าปีศาจทมิฬเกิดขึ้นมาไม่เคยขาดความโกลาหล



กุ้ยเฟย : ตำแหน่งพระสนมลำดับ 1 รองจากฮองเฮา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.585K ครั้ง

2,263 ความคิดเห็น

  1. #2055 นักอ่านสมัครเล่น (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 20:59

    อืม..อ่านแล้วเริ่มจะติดอีกเรื่องแล้วสินะเรา..

    #2055
    0
  2. #1542 Konrawat (@Konrawat) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 15:40
    หรือ เซียนคนนั้นจะเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 12

    55554
    #1542
    0
  3. #1193 MisterPaul (@MisterPaul) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 16:08
    รองจากฮองเฮาไม่ใข่หวงกุ้ยเฟยเหรอครับ
    #1193
    0
  4. #769 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 14:20

    แสดงว่าฝึกตามใจตนในรุ่นนี้น่าจะเป็นการฆ่าเซียนจอมปลอมสินะ

    #769
    0
  5. #325 TonkhawOwO (@TonkhawOwO) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 20:21

    เ-้ยมมาก คือพวกเก่งๆเรื่องนี้ชอบเอาแต่เมียชาวบ้าน...อืม ฉันคงต้องปลง


    #325
    0