ลำนำกระดิ่งหยก(สตรีเหล็กบุกแดนมังกร)

  • 97% Rating

  • 12 Vote(s)

  • 162,405 Views

  • 1,824 Comments

  • 2,060 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    12

    Overall
    162,405

ตอนที่ 1 : ลำนำบทที่ 1 ยามเมื่อสายลมโหมกระหน่ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2485
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ลำนำบทที่ 1 ยามเมื่อสายลมโหมกระหน่ำ

ความตายนั้นอาจทำให้พรากจาก

แต่ขอฝากความทรงจำอันล้ำค่า

ทุกรอยยิ้มและทุกหยดน้ำตา

ให้สายลมพัดพาความโศกไป

...................

                ร่างสูงโปรงของหญิงสาววัยต้นยี่สิบเจ้าของใบหน้าเรียวรูปไข่  เครื่องหน้าคมสวยไม่ว่าจะเป็นริมฝีปากรูปกระจับสีระเรื่อ  จมูกโด่ง ดวงตาคมสวยรับกับคิ้วเรียวบาง  เมื่อรวมกับผิวสีขาวนวลอมชมพูและชุดเดรสสั้นสีฟ้าอ่อนที่เธอใส่ยิ่งทำให้หญิงสาวนั้นงดงามจับตา

                หากแต่หญิงสาวกลับกำลังเร่งฝีเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็ว  ใบหน้าร้อนรนและแววตาสั่นระริกนั้นทำให้เหล่าพยาบาลรู้ดีว่าเธอเหลือเวลาน้อยเต็มที...

                ทุก ๆ วันของเธอนั้นล้วนผ่านไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว  ครอบครัวหนึ่งในสองคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเธอกำลังจะจากไปในอีกไม่นาน   และในตอนนี้สิ่งที่เธอหวังมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือการที่เธอจะสามารถอยู่เคียงข้างอาม่าในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

                “น้องกาญจน์”เสียงหวานใสของพยาบาลสาวที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องของผู้ป่วยเรียก  หญิงสาวเจ้าของชื่อชะลอฝีเท้าลงก่อนจะยกมือไหว้

                พยาบาลสาวรับไหว้น้องสาวของเพื่อนที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันก่อนจะขยับยิ้มน้อยๆ  ผกากาญจน์เคยเป็นคนที่ร่าเริงและโดดเด่นกว่านี้มาก  แต่ในช่วงเวลาแบบนี้กลับทำให้ผกากาญจน์คนนั้นหม่นหมองลงจนน่าใจหาย

                “สวัสดีค่ะพี่นาถ คุณย่าล่ะคะ”

                “กำลังรอน้องกาญจน์อยู่เลยค่ะ”นรีนาถขยับยิ้มให้กำลังใจ  หญิงสาวผายมือก่อนจะหลบทางให้รุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยรีบเดินเข้าไปทรุดนั่งข้างเตียงผู้ป่วยที่มีหญิงชราร่างผอมนอนอยู่

                ผกากาญจน์กุมฝ่ามือเย็นของหญิงชราแล้วพยายามขยับยิ้มให้ ทุกครั้งก่อนที่เธอจะเข้ามาในห้องนี้  เธอจะได้ยินคำคำหนึ่งจากพยาบาลประจำตัวของอาม่า  คือคำว่า  อาม่ากำลังรออยู่

                คำที่มีความหมายมากมาย  คำที่เธออยากได้ยินทุกครั้งที่ได้เข้ามา คำที่ยืนยันว่าอาม่าของเธอยังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้  ยังไม่จากไปไหน

                เธอเคยมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเท่าที่คนคนหนึ่งจะมีได้  มีคุณพ่อเป็นเจ้าของบริษัทนำเข้าของตกแต่งและมีคุณแม่เป็นมัณฑนากรชื่อดัง  ส่วนตัวเองก็จบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และกำลังจะได้ไปต่อโทที่เมืองนอกในสาขาประวัติศาสตร์ตะวันออกตามที่ฝัน

                เพราะคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุรถตกหน้าผาเมื่อปีกก่อนพร้อมกับอาม่าที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย นั่นทำให้ผกากาญจน์ตัดสินใจหยุดความฝันของตัวเองไว้ก่อนเพื่อให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของอาม่ายังมีเธออยู่เคียงข้าง  อาม่าที่เลี้ยงเธอและพี่สาวมาตั้งแต่จำความได้แทนพ่อแม่ที่แทบจะไม่เคยกลับบ้าน 

                เธอไม่ได้ยื้อหรือรั้งเอาไว้  เพราะเธอรู้ดีว่ามันไร้ประโยชน์สิ้นดีที่จะทำแบบนั้น  สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงการคอยอยู่ข้างๆและทำให้อาม่าเห็นว่าเธอดูแลตัวเองได้  ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

                แค่นั้นจริงๆ...

                ก็อกๆๆ

                “พี่กุล?”ผกากาญจน์เลิกคิ้วเมื่อเห็นผู้มาใหม่ที่มาพร้อมกล่องทรงสูงใบขนาดราวฟุตกว่าๆ กุลิสรายิ้มให้ก่อนจะเดินมานั่งที่ฝั่งตรงข้ามเพื่อกุมมืออีกข้างของหญิงชราไว้

                รูปหน้าของพวกเธอเหมือนกันมากขนาดที่ว่าหากให้มายืนเทียบกับน้องสาวไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าเป็นพี่คลานตามกันมา  แต่ด้วยความที่กุลิสราทำงานกลางแจ้งทำให้มีผิวที่คล้ำกว่า  และหญิงสาวก็เลือกที่จะตัดผมซอยสั้นเพื่อให้เหมาะกับงานที่ทำอยู่

                กุลิสราเป็นครูสอนขี่ม้าและเป็นอดีตแชมป์นักธนูทีมชาติ  ดีกรีรางวัลแชมป์เอเชียรุ่นเยาวชนทำให้เธอเป็นที่ยอมรับในวงการอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกประเทศ

                “กุลขอโทษนะคะที่ไม่ได้มาเยี่ยม”กุลิสรายิ้มให้หญิงชรา“กุลไปทำงานที่อังกฤษมาค่ะ  มีของมาฝากด้วย”

                หญิงสาวแกะกล่องที่แบกมาด้วยแล้ววางแจกันสีขาวลายกุหลาบใบสวยไว้ที่โต๊ะหัวเตียงด้วยรอยยิ้ม  ผกากาญจน์ผ่อนลมหายใจเบาๆก่อนจะเอ่ยต่อ

                “เดี๋ยวพรุ่งนี้กาญจน์จะซื้อดอกไม้สวยๆมาใส่นะคะ อาม่าต้องชอบแน่ๆเลย”หญิงสาวยิ้มใส

                หญิงชรายิ้มจางๆกับคำพูดนั้นก่อนจะหลับตาลงช้าๆ

                หลานสาวทั้งสองของเธอทั้งสวยทั้งเก่ง  จะต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน  เธอเองก็อยู่มานานเกินพอแล้ว  และเธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปที่จะต้องมาเป็นภาระของเด็กทั้งสองคนนี้

                ภาพความทรงจำในอดีตค่อยๆผุดขึ้นมาแล้วค่อยๆเปลี่ยนไปทีละภาพราวกับฟิล์มที่กรอซ้ำ  วันที่สามีขอเธอแต่งงาน  วันที่ลูกชายพาลูกสะใภ้เข้ามาแนะนำ  วันที่หลานสาวทั้งสองคนเกิดมา

                และภาพสุดท้าย...คือวันที่เธอกอดเด็กทั้งสองคนนี้ไว้ในอ้อมแขนในงานศพของลูกชายและลูกสะใภ้  เด็กน้อยที่ร้องไห้ราวกับจะขาดใจจนทำให้เธอซึ่งเป็นย่าต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้  ต้องเข้มแข็ง จะอ่อนแอไม่ได้เพราะตัวเองเป็นที่พึ่งสุดท้ายของหลานสาวทั้งสองคน

                จนมาวันนี้...ถึงเวลาที่เธอได้พักแล้ว

                ท่านเหนื่อยมาพอแล้ว...ต่อแต่นี้ท่านจะได้พักผ่อนตามใจปรารถนาเสียงที่เธอแสนคุ้นเคย  หากแต่น้ำเสียงกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงดังมาจากอิสตรีในชุดพลิ้วไหวสีแดง ผ้าสีแดงที่บดบังทำให้หญิงชราไม่อาจเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงได้

                ใครกัน?

                นั่นไม่สำคัญหญิงสาวว่าก่อนจะย่างเข้ามาหาช้าๆขอบคุณท่านมาก...ขอบคุณท่านจริงๆที่เลี้ยงดูนางมาตลอด  และยังคิดถึงนางแม้ตราบวาระสุดท้ายของชีวิต

                ใคร?  กุลหรือ  หรือกาญจน์ หลานสาวของเธออย่างนั้นหรือ

                ข้ามาเพื่อนำทางท่านไปสู้อีกภพภูมิ  และมาเพื่อพาตัวหลานสาวคนเล็กของท่านไป หญิงสาวเอ่ยต่อ ข้ามิได้พานางไปเพราะประสงค์ร้าย  เพียงแต่นางนั้นจะต้องกลับไปสานต่อโชคชะตาของนางเองเท่านั้น

                แล้วกาญจน์จะเป็นอะไรรึเปล่า จะต้องเสียใจ  จะต้องร้องไห้เหมือนในวันนั้นไหม 

                หญิงสาวในอาภรณ์สีแดงก้มหน้าลงเล็กหน้าก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย

                นั่นก็สุดแล้วแต่ชะตากรรมจะนำพา  ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับทางที่นางเลือกเอง  ข้าบอกได้เท่านี้ และร่างบางก็หันหลังเดินออกมา  หญิงชราผ่อนลมหายใจบางเบาก่อนจะหลับตาลง

                และก้าวเดินตามอิสตรีผู้นั้นไป

                ผกากาญจน์เลิกคิ้วน้อยๆเมื่ออาม่าของเธอหลับไปแล้ว  และจู่ๆหัวใจก็กระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ  นั่นทำให้หญิงสาวรีบจีบชีพจรของหญิงชราทันที

                กุลิสราสูดหายใจลึกก่อนจะหน้าเสียเมื่อน้องสาวส่ายหน้าน้อยๆ  ผกากาญจน์เลื่อนมือไปจับชีพจรที่เส้นเลือดใหญ่ตรงลำคอของร่างที่นอนอยู่บนเตียง

                ตึกตัก  ตึกตัก  ตึกตัก

                เสียงหัวใจที่ดังควรจะทำให้เธอดีใจ...ถ้ามันไม่ใช่แค่เสียงหัวใจที่เต้นถี่รัวของเธอเพียงคนเดียว  หญิงสาวเม้มปากแน่นก่อนจะปล่อยให้น้ำตารินไหลช้าๆ

                “พี่กุล...ฮึก...อาม่า...อาม่า...”

                “ท่านไปดีแล้วกาญจน์”หญิงสาวโอบไหล่น้องสาวทั้งที่ตนเองก็ยังพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ

                และหลังจากนั้น...ก็ไร้เสียงใดๆนอกจากเสียงสะอื้นเบาๆจากหญิงสาวทั้งสองที่เพิ่งจะสูญเสียผู้เป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

.........................................................

                ช่วงเวลาหลังจากนั้นราวกับเป็นภาพอันเลือนราง...

                หลังจากเสร็จพิธีศพของอาม่าเธอกับพี่สาวก็แยกย้ายกันกลับไปทำธุระของตัวเอง  เพราะอาม่าที่พวกเธอรักได้บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่อุทิศให้การศึกษาไปแล้ว  กุลิสราก็เดินทางไปที่กุ้ยหลินเพื่อทำงานและเพื่อให้บรรยากาศอันงดงามของที่นั่นช่วยบรรเทาจิตใจอันบอบช้ำด้วย

                แต่ผกากาญจน์เลือกที่จะออกท่องเที่ยวในประเทศ  เที่ยวไปเรื่อยๆ  เที่ยวให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย!

                “หึ...”หญิงสาวแค่นหัวเราะเบาๆขณะมองกระดิ่งขนาดครึ่งฝ่ามือในกล่องไม้ใบน้อย  กล่องไม้ที่เธอสงสัยมาตลอดว่าสิ่งที่อยู่ข้างในมันคืออะไร  กล่องไม้ที่เปิดไม่ออกมาตลอดเกือบยี่สิบปีจนมาถึงวันนี้

                ของขวัญจากอาม่า...

                “สุขสันต์วันเกิดครบรอบยี่สิบปี  ผกากาญจน์”เสียงหวานเอ่ยกับตัวเอง  กระดิ่งขนาดครึ่งฝ่ามือนี้ทำจากหยกสีขาวสลักลวดลายเป็นดอกโบตั๋นงดงาม  แต่กระดิ่งนี้สั่นให้ตายก็ไม่มีวันดัง  คงให้ไว้เป็นเครื่องรางมากกว่า

                “แต่ก็ดี  จะได้ไม่ส่งเสียงน่ารำคาญ”ผกากาญจน์ว่าก่อนจะเดินไปที่ริมของผาแล้วหมุนไหล่ตัวเองช้าๆ  นัยน์ตาคมสวยประกายขึ้นน้อยๆเมื่อภาพอันงดงามของอาทิตย์อุทัยปรากฏตรงหน้าท่ามกลางทะเลหมอกและอากาศอันหนาวเย็นของภูกระดึงนี้

                ก่อนสายลมที่พัดแผ่วจะเริ่มแรงขึ้น...แรงขึ้น...

                “ฮะ...เฮ้ย...”หญิงสาวเบิกตาโพลงก่อนจะรีบยกแขนป้องหน้าเมื่อทะเลหมอกที่เคยสวยงามกลับปรากฏหลุมอากาศขนาดใหญ่ที่พลังก็มากตามขนาดด้วย

                ให้ตายเถอะโรบิน!  ตอนนี้เธอโอนลี่วันบนภูกระดึงนะ  หญิงสาวพยายามย่อตัวลงแต่ร่างกลับถูกดูดเข้าไปเรื่อยๆ  ผกากาญจน์ใช้แขนข้างที่ว่างถือกล่องใบน้อยไว้แนบอก

                กริ๊ง...

                ภายใต้เสียงของพายุที่โหมกระหน่ำ  ผกากาญจน์ขมวดคิ้วเมื่อกระดิ่งที่ไม่ควรจะมีเสียงกลับก้องกังวานอย่างชัดเจนราวกับดังมาจากในหัว

                และเมื่อสิ้นเสียงของกระดิ่งนั้น  สติของหญิงสาวก็ดับวูบ...

                ร่างโปรงแสงในอาภรณ์สีแดงก้มลงมองร่างของผกากาญจน์ที่ร่วงลงสู่หลุมอากาศ ใบหน้าที่ไม่ต่างจากหญิงสาวที่ตกลงไปแม้เพียงนิดนั้นนิ่งสงบแม้จะมีหลุมอากาศอันน่ากลัวที่เบื้องล่าง

                ก่อนร่างบอบบางจะค่อยๆสลายไป  ทิ้งไว้เพียงเสียงหวานที่ล่องลอยไปในอากาศที่กลับมาสงบดังเดิม

                                ยามกระดิ่งหยกขาวแว่วแผ่วเสียง

                ส่งสำเนียงส่งสัญญาณสื่อความหมาย

                วาตะแห่งกาลเวลาพัดพากาย

                สู่จุดหมายอันห่างไกลอันห่างกาล

                                ยามกระดิ่งหยกเขียวร้องเรียกหา

                ถึงเวลาที่คำมั่นถูกสืบสาน

                จงสืบต่อคำสัญญาคำสาบาน

                ที่ส่งผ่านกาลเวลาบรรจบกัน

...........................................................

ตอนที่ 1 รีโหลดเรียบร้อยค่ะ เจอคำผิดก็บอกกันด้วยนะคะ  ฮือๆๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #1821 ไพรชญา (@16-i-18-a-25-a) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 12:50
    นี่เอาจริงเหรอ???
    เรื่องชื่อของนางเอกอ่ะ ไรท์รู้ความหมายป่ะ?
    ผกา = ดอกไม้
    กาญจน์ = ทอง
    ผกากาญจน์ =
    จะใช้ชื่อนี้จริงๆน่ะ???
    #1821
    0
  2. #1625 medead (@medead) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 00:56
    สะ..สุดยอดกลอนไหลลื่นมากค่ะเราว่าเราชอบแต่งกลอนยังแต่งไม่ดีเท่านี้เลย..จากประสบการณ์กานอ่านนิยายมาตลอดเกือบ3เต็มนิยายสำหรับเราแบ่งออกเป็น3ประเภทคือ1.ดีเยียม
    2.จะว่าดีก็ไมใช่่จะเเย่ก็ไม่เชิงสรุปน่าสนใจ
    3.แค่บทนำก็เลิกอ่านแล้ว
    นิยายเรื่องนี้อยูในหมวดที1ค่ะ
    #1625
    0
  3. #2 Meaw (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2558 / 12:31
    เปิดเรื่องได้น่าติดตามมากคะจะรอนะคะ
    #2
    0
  4. #1 PiN.VE (@PiN_VE) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2558 / 09:09
    เริ่มเรื่องก็สนุกแล้ว รอตอนต่อไปค่ะ

    #1
    0