ลำนำกระดิ่งหยก(สตรีเหล็กบุกแดนมังกร)

  • 97% Rating

  • 12 Vote(s)

  • 162,404 Views

  • 1,824 Comments

  • 2,060 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    11

    Overall
    162,404

ตอนที่ 2 : ลำนำบทที่ 2 ยามเมื่อใช้ไฟแช็กช่วยคน!?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ลำนำบทที่ 2 ยามเมื่อใช้ไฟแช็กช่วยคน!?

ในบางคราสิ่งของที่เรามี

รักษาไว้ให้ดีเผื่อใช้ได้

บางสิ่งจะรู้ค่าเมื่อสายไป

เหมือนคนใกล้อาจจากไกลไม่จีรัง

.................................................

                ผกากาญจน์สะดุ้งตื่นก่อนจะไอโขลก หญิงสาวหอบหายใจแรงก่อนจะพบว่าตอนนี้ตัวของเธอเปียกปอนและเปื้อนไปด้วยโคลน  เบื้องหน้าคือลำธารใหญ่ที่ไหลเอื่อยๆ  ทิวทัศน์ของป่าอันร่มรื่นคงจะให้อารมณ์สดชื่นกับเธอมากกว่านี้ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เธอหนาวจนไม่รู้จะหนาวยังไงแล้ว

                “ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย”หญิงสาวเอ่ยกับตัวเองเบาๆ  ความทรงจำก่อนจะหมดสติยังอยู่ครบ  และตอนนี้ปัญหาที่เธอพบก็คือเธอจะต้องไปทางไหนถึงจะออกไปจากที่นี่ได้

                ว่าแต่ตกหลุมอากาศนี่ทำให้เธอตกน้ำมาไกลถึงนี่ได้เชียวเหรอ  หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆกับเรื่องที่ควรจะเก็บไปคิดทีหลัง  ตอนนี้คือเธอจะต้องทำยังไงถึงจะรอดมากกว่า

                ของจำเป็นทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์  แผนที่  เสื้อผ้า ทั้งหมดอยู่ในเป้ที่เธอทิ้งไว้ในเต็นท์บนจุดกางเต็นท์ของภูกระดึง  เรียกได้ว่าเธอในตอนนี้มีแต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่กับของที่พกไว้ไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง

                ผกากาญจน์ไม่รู้ว่าหลักของการเดินตามทิศการไหลของน้ำจะทำให้เจอแม่น้ำได้นั้นจะใช้ได้จริงรึเปล่า  และเธอก็คิดว่าตอนนี้เธอหนาวเกินกว่าจะพิสูจน์มัน

                หญิงสาวตบๆที่กระเป๋ากางเกงก่อนจะยิ้มออกเมื่อพบว่าสิ่งของในมือยังใช้ได้  ของบางสิ่งที่เธอพกติดตัวไว้ตลอดจะช่วยชีวิตเธอเอาก็ตอนนี้นั่นแหละ

                “เอาล่ะ  ได้เวลางัดวิชาเนตรนารีมาใช้แล้ว  ผกากาญจน์”เสียงหวานว่ากับตัวเอง

                สามสิบนาทีต่อมา... 

                ผกากาญจน์กำลังมัดเถาวัลย์กับโครงสร้างบางอย่างที่อยู่ห่างจากลำธารไม่มากนัก  โครงสร้างขึ้นเป็นโครงทรงกรวยที่มีฐานกว้างประมาณเมตรครึ่ง  ก่อนหญิงสาวจะเริ่มเอาเถาวัลย์ผูกกับปลายไม้แล้วเริ่มร้อยใบไม้เข้าไป  มันเป็นการร้อยแบบหลวมๆก็จริง  แต่ถ้าซ้อนกันหลายๆชั้นก็พอจะกันฝนได้อยู่

                ไม่ถึงชั่วโมงใบหน้าสวยที่เปื้อนคราบดินไม่น้อยก็แย้มยิ้มเมื่อตอนนี้ที่พักชั่วคราวสำเร็จแล้ว  ร่างบางหอบใบไม้ไปปูรองพื้นก่อนจะตัดสินใจสร้างราวง่ายๆจากไม้แล้วถอดเสื้อนอกกับกางเกงเดินป่าออกมาตาก

                ตอนนี้ท้องของเธอกำลังร้องประท้วงน่าดูเชียวล่ะ  ผกากาญจน์เหลาปลายไม้ด้วยมีดสวิสที่พกติดตัว  จนเมื่อได้หอกไม้ง่ายๆมาเรียบร้อยหญิงสาวก็ถอดรองเท้าแล้วเดินลงไปในน้ำในจุดที่ไม่ลึกมากนัก

                การจะจับปลาด้วยวิธีนี้ไม่ง่ายเลย  สมาธิต้องดี  มือต้องนิ่ง  ปลามีสัมผัสการเคลื่อนไหวที่ดีมาก  เพราะฉะนั้นการขยับตัวช่วงบนที่ส่งให้ช่วงล่างขยับตามแม้เพียงเล็กน้อยมันก็รับรู้ได้

                พลาดอีกแล้ว  หญิงสาวขมวดคิ้วก่อนจะกลับมายืนนิ่งๆเช่นเดิม

                ผกากาญจน์เคยเดินป่ามานับครั้งไม่ถ้วนเมื่อตอนเด็กๆกับลุงที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน หลังจากนั้นก็ไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้อีกเลย  ตอนนี้ดูเหมือนฝีมือเธอจะตกซะแล้ว

                “ใจเย็นๆกาญจน์  นิ่งไว้”หญิงสาวบอกกับตัวเองก่อนจะตั้งท่า

                ฟุ่บ!

                “เยี่ยม  ตัวเบื้อเร่อเลย”ผกากาญจน์ยิ้มก่อนจะดึงปลาตัวใหญ่พอสมควรออกจากหอกไม้แล้วเดินกลับเข้าฝั่ง  เธอไม่กล้าไปลึกเกินกว่าน่องเพราะถ้ามีอะไรขึ้นมาเธอหนีไม่ทันแน่ๆ  ยิ่งตอนนี้เธอเหนื่อยพอสมควรด้วยแล้ว

               หญิงสาวจุดไฟแช็กกับกิ่งไม้แล้วโยนลงไปในกองใบไม้หน้ากระโจมเพื่อให้ความร้อนแผ่ไปถึง  โชคดีที่เมื่อแห้งแล้วไฟแช็กก็กลับมาใช้ได้เป็นปกติ  ถึงตอนแรกจะติดยากเสียหน่อยก็ไม่ได้เป็นปัญหาแล้ว

                หลังจากย่างปลากิน กลับไปอาบน้ำอีกรอบฟ้าก็เริ่มมืด หญิงสาวไม่ลืมที่จะเผาใบไม้กลิ่นฉุนคล้ายๆยาสูบที่เก็บได้แล้วเอามาโปรยรอบๆเพื่อป้องกันสัตว์พิษ  เก็บเสื้อผ้าที่แห้งดีแล้วมาใส่แทนชุดที่เปียกแล้วตัดสินใจนอนขดตัวมุดกองใบไม้อยู่ในกระโจม

.................................................

                วันต่อมา

                ผกากาญจน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของบางสิ่ง...บางสิ่งที่อาจจะทำให้เธอรอดไปจากที่นี่หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะปัดเศษใบไม้ออกจากตัวทันที

                “เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไปค่า!!!”ผกากาญจน์ที่รีบวิ่งออกมาจากกระโจมตะโกนลั่น 

                ภาพของหญิงสาวร่างสะโอสะองงดงามในเครื่องแต่งกายแปลกตาทำให้ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว  ยิ่งรวมกับกิริยาผิดสตรีทั่วไปและกระโจมประหลาดๆที่นางผลุดออกมาแล้ว...

                “มีอะไรหรือเจ้าคะท่านพ่อ”หญิงสาวที่อยู่ในรถม้าเปิดม่านออกมาถามเมื่อจู่ๆความเร็วก็เพิ่มขึ้นจนน่าแปลกใจ

                “แถวนี้อาจไม่ปลอดภัยนัก”ชายวัยกลางคนว่า“กลับเข้าไปข้างในเสีย เสี่ยวหลัน”

                หญิงสาวพยักหน้า  แต่ในขณะที่กำลังจะกลับเข้าไปด้านใน  เสียงก็ดังมาจากอีกฟากของลำธารสายใหญ่  เป็นเสียงจากที่ไกลๆที่ฟังไม่ได้ศัพท์ หญิงสาวจึงพยายามชะเง้อกลับไปดูด้านหลัง

                แต่ในตอนนั้นเอง...

                พลั่ก!  กรี๊ดดดดดด!!!!

                ผกากาญจน์เดาะลิ้นอย่างขัดใจเมื่อภาพของชายวัยกลางคนที่ล้มลงไปนอนกองที่พื้นปรากฏในสายตา  และยิ่งคิ้วกระตุกเมื่อหญิงสาวถูกลากออกมาจากรถด้วย

                อะไรมันจะถูกจังหวะขนาดนี้!

                ตอนนี้สมองของเธอกำลังหาทางช่วยทางรอดเดียวของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง พวกคนที่ผ่านมานี่แต่งตัวแปลกๆ อาจจะเป็นพวกชาวบ้านก็ได้  ถึงจะเรียกยังไงก็ไม่ขานตอบ และต่อให้ช่วยแล้วก็อาจจะไม่ได้อะไร  แต่มนุษยธรรมที่เธอมีก็สั่งให้เธอช่วยสองคนนั่นเหมือนกัน

                ว่าแต่แถวนี้มันมีโจรได้ไงวะเนี่ย!

                “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”ผกากาญจน์ตะโกนลั่น  ซึ่งนั่นทำให้เหล่าโจรป่าชะงัก  และก็พากันขมวดคิ้วกับกระโจมประหลาดๆและหญิงสาวในเครื่องแต่งกายแปลกตาอยู่ลิบๆ

                “เจ้าเป็นใครกัน!”โจรคนที่น่าจะเป็นหัวหน้าตะโกนถามกลับ  นั่นทำให้หญิงสาวลอบยิ้มในใจ ส่วนมากพวกชาวบ้านคงจะเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจกันสินะ

                “ข้าคือภูตแห่งป่าอย่างไรล่ะ!”ผกากาญจน์ตะโกนตอบ“บังอาจนัก  พวกเจ้ากล้าดีเช่นไรถึงมากระทำอุกอาจต่อหน้าข้าผู้นี้!

                หญิงสาวชี้ไม้ยาวลักษณะคล้ายไม้เท้าไปทางโจรป่า เหล่าชายฉกรรจ์หันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะลั่นอย่างขบขัน ก่อนชายอีกคนจะว่าต่อ

                “อย่างเจ้าน่ะรึภูตแห่งป่า!  แล้วภูตแห่งป่าอย่างเจ้าทำอะไรได้ล่ะ!

                “ข้าก็ทำอะไรไม่ได้หรอก”หญิงสาวว่าก่อนหัวไม้เท้าจะปรากฏไฟลุกท่วมขึ้นมา  ผกากาญจน์แกว่งไม้เท้าขึ้นเหนือหัวแล้วกระทุ้งกับพื้น  ควันไหม้เริ่มลอยออกมาจากกระโจมด้านหลังก่อนเปลวไฟจะลามไปทั่วแล้วแปรสภาพกลายเป็นกองเพลิงขนาดยักษ์จนทำให้เหล่าโจรอ้าปากค้าง

                แขนเรียวบางชี้ไม้เท้าไปที่หมู่คนโฉดที่บังอาจมาปล้นทางรอดเดียวของเธอ

                “แต่ถ้าเจ้ายังบังอาจกระทำเช่นนี้อีก  ที่ต่อไปที่ข้าจะเผาให้มอดใหม่ก็คือบ้านของพวกเจ้า!  หากยังรักลูกเมียอยู่ก็ไสหัวไปเสีย หรือหากเจ้าอยากจะเห็นเพียงเถ้ากระดูกของพวกเขายามกลับไปหาก็เชิญ!

                หญิงสาวมองภาพเหล่าชายฉกรรจ์ที่คุกเข่าขอขมาอย่างพอใจก่อนจะสะบัดไม้เท้าอีกรอบ

                “ไสหัวไปได้แล้ว!

                ผกากาญจน์ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเหล่าโจรป่าพากันหนีไปแล้ว  ร่างบางหันกลับไปมองกระโจมอย่างแสนเสียดายก่อนจะกลับไปมองชายวัยกลางคนและหญิงสาวหน้าตมจิ้มลิ้มที่มองเธออย่างกับเห็นผี

                ผกากาญจน์กลอกตาน้อยๆก่อนจะกลั้นใจเดินลุยน้ำเข้าไปหา น้ำนี่ลึกสุดก็ถึงอกแถมยังไม่ได้ไหลเชี่ยวมากทำให้หญิงสาวรีบเดินไปถึงอีกฝั่งได้ไม่ยากเย็น

                “ทะ...ทำไมท่านถึงไม่ลอยข้ามมาล่ะเจ้าคะ”หญิงสาวได้ยินคำถามนั้นก็หัวเราะ

                “เอ้า!  จะทำไงล่ะนั่น  ฉันเป็นคนนะจะลอยได้ยังไง”

                “แล้วท่านเป็นผู้มีวรยุทธ์หรือเป็นผู้วิเศษกัน  เหตุใดท่านจึงได้มีวิชาสร้างเปลวเพลิงเช่นนั้นได้”ชายวัยกลางคนถามอีก

                “ไฟแช็กไงลุง  มัดใบไม้แห้งไม้กับท่อนไม้แล้วจุดด้วยมือเดียวไฟก็ลุกแล้ว”ผกากาญจน์หัวเราะเสียงใส“ว่าแต่ทำไมลุงแต่งตัวแบบนี้ล่ะคะ แล้วจะไปให้ถึงจุดกางเต๊นท์ต้องไปทางไหนคะ  หรือที่ทำการยิ่งดีเลย จะได้ไปแจ้งว่ามีโจรอยู่ในอุทยานด้วย”

                “เจ้าว่าอะไรนะ”เสียงหวานของหญิงสาวร่างเล็กถามอย่างไม่เข้าใจ

                “เมื่อคืนฉันโดนหลุมอากาศพัดมาน่ะ คิดว่าจะไม่รอดซะแล้ว”ผกากาญจน์อธิบาย“แล้วก็หาทางกลับไม่เจอเลยเดินมาจนถึงลำธารแล้วค้างที่นั่น  ตอนนี้พยายามหาทางกลับอยู่”

                “พวกข้าไม่รู้หรอกนะว่าที่แม่นางต้องการจะไปนั้นอยู่ที่ใด”ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืน“หากแม่นางหลงมาถึงที่นี่  บางทีเจ้าอาจจะมาจากแดนทางใต้กกระมัง  ที่นี่อยู่ในเขตเมืองหนานเหอแห่งแคว้นเหวินเจี้ยนแล้ว”

                ผกากาญจน์ชะงักก่อนจะหันมามองตาลุงที่ปัดแข้งปัดขาน้อยๆอยู่  พูดอะไรไม่ออกนอกจาก...

                “ฮะ...?”

                สิบนาทีหลังจากนั้นผกากาญจน์ในชุดสตรีจีนสีเขียวอมฟ้าก็ต้องมานั่งทำความเข้าใจกับลูกสาวพ่อค้าบนรถม้านี่แหละ  เธอว่าตนชื่อชุนหลันจากสกุลหวัง ส่วนพ่อของเธอชื่อซือหาน เป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ทำอาชีพค้าขายกันมาหลายรุ่นแล้ว และในวันนี้ก็เพิ่งจะกลับมาจากการไปซื้อผ้าและเครื่องประดับจากต่างเมือง

                แล้วไอ้เมืองหนานเหอที่ว่ามันอยู่ส่วนไหนของโลกวะคะ  ผกากาญจน์คิด

                เธอไปจีนหลายครั้งแต่ไม่เคยได้ยินชื่อเมืองแบบนี้เลย  แถมสมัยนี้มันมีแคว้นที่ไหนกันเล่า ต่อให้ย้อนกลับไปเธอก็ไม่เคยเห็นชื่อแคว้นแบบนี้ในหนังสือประวัติศาสตร์เหมือนกัน

จากการประมวลผลพบว่าตอนนี้เธออาจไม่ได้อยู่บนโลกเดิมแล้วละมั้ง ผกากาญจน์ผ่อนลมหายใจเบาๆ ดูเหมือนว่าทฤษฎีเกี่ยวกับการข้ามมิติจะมีเธอเป็นหนึ่งในผู้พิสูจน์มันซะแล้ว

แถมยังเป็นมิติจีนโบราณแบบในนิยายซะด้วย!

หญิงสาวยิ้มขมขื่นกับตัวเอง  มันสายไปแล้วที่จะตกใจ  มีแต่คนที่ควรห่วงอย่างพี่กุลมากกว่า  อาม่าเพิ่งจะเสียแล้วน้องสาวก็พาลหายไปอีกคน  ตอนนี้พี่สาวเธอจะเป็นยังไงบ้างนะ

“ว่าแต่เจ้าน่ะ  ชื่ออะไร”ชุนหลันถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“เธอ...ไม่สิ  ข้าต้องเรียกว่าเจ้าใช่ไหม”ผกากาญจน์ถาม เมื่อกี้เธอเกือบสะดุ้ง!

“ถ้าตามภาษาของข้า  ก็ใช่อย่างที่เจ้าว่ามา”ชุนหลันพยักหน้า

“ชื่อจริงๆของข้าอาจจะออกเสียงยากเสียหน่อย ข้าชื่อผกากาญจน์”หญิงสาวบอก“ส่วนสกุลแบบเจ้า  ข้าคงจะเป็นสกุลหลินมั้ง”

ก็นะ  เธอแซ่หลินนี่นา

“สกุลหลินรึ”สาวร่างเล็กขมวดคิ้ว“สกุลนี้นี่นะ จะอย่างไรก็ยิ่งใหญ่”

“สกุลข้าทำไมหรือ”ผกากาญจน์ถามอย่างสนใจ

“เจ้าไม่อยากรู้หรอก”ชุนหลันว่า“ชื่อเจ้าออกเสียงยากจริง  แปลว่าอะไรล่ะ”

กึก...

“อ่า...”หญิงสาวลากเสียงก่อนจะเกาหัวแกรกๆ

ขอเท้าความ  ชื่อเธอถูกเอามาล้อตั้งแต่สมัยประถม ยิ่งเข้ามหาลัยนี่โดนล้อหนักกว่าเดิม  และคาดว่าคงโดนล้อต่อไปยันลูกบวชนั่นแหละถ้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่  ถ้าให้แปลเอาง่ายๆ  ผกาแปลว่าดอกไม้  กาญจน์แปลว่าสีทอง

ฉายาประจำกายอีกหนึ่ง  อภินันทนาการจากกลุ่มเพื่อนชาวสีรุ้งที่รักเธอมากๆ(?) คืออีดอกทอง นั่นเอง!

                ชีวิตดี๊ดี ผกากาญจน์ถอนใจ

                “บุปผาทองคำน่ะ”หญิงสาวตอบ  แปลให้เพราะก็เพราะจริงๆ  หญิงสาวร่างเล็กหยุดคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะยิ้มออก

                “จินฮวาเป็นไง”หวังชุนหลันเสนอ“ชื่อเดิมของเจ้าในภาษาของข้าคือชื่อนี้แหละ  หลินจินฮวา”

                “ได้อยู่นะ”ผกากาญจน์พยักหน้า“ไหนๆข้าก็คงจะอยู่ที่นี่ต่ออีกนาน  ข้ายึดชื่อนี้เป็นชื่อตัวเองเลยแล้วกัน”

                หวังชุนหลันพยักหน้าเห็นด้วย  ผกากาญจน์...หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆก่อนจะมองสำรวจไปรอบๆรถม้าคันไม่เล็กไม่ใหญ่นี้  เธอเห็นชัดแล้วว่าภายในหีบไม้หน้าตาบ้านๆแต่ละใบนั้นมีทั้งผ้าแพรพรรณชั้นดี  เครื่องประดับจากเพชรพลอยและหินสีมีค่าแบบที่เอาไปขายล่ะได้หลายตังค์เชียวล่ะ

                “ว่าแต่เจ้าเถอะ ทั้งที่บนรถมีแต่ของดีๆทำไมไม่ว่าจ้างใครมาคุ้มกันบ้างล่ะ”หญิงสาวถามอย่างสงสัย  ซึ่งนั่นทำให้หวังชุนหลันถอนใจน้อยๆ

                “นี่จินฮวา  ข้าจะบอกอะไรให้นะ”เสียงหวานว่า“ถ้าข้าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆ  ใส่เครื่องประดับสวยๆแบบคุณหนูสกุลหวัง เจ้ารู้หรือไม่ว่าราคาของพวกนี้จะได้แพงกว่าที่ข้าซื้อมาด้วยชุดแบบนี้อีกนะ แล้วรถชาวบ้านธรรมดาๆแบบข้าที่ไม่ได้มีของอะไรมากมายสมควรจะมีคนคุ้มกันหรือ”

                “ควรสิ  ทำไมจะไม่ล่ะ”จินฮวากอดอก

                “แม้ระยะทางทั้งสองเมืองจะใช้เวลาเดินทางเพียงสองวันน่ะรึ”สาวร่างเล็กถาม“และถ้าเจ้าไม่รู้  ทั้งสองเมืองมีการเดินลาดตระเวนอยู่เป็นประจำ ซึ่งรับรองความปลอดภัยจนข้าไม่อยากจะเชื่อว่ามีโจรป่าที่ไหนหลุดมาเลยน่ะสิ  ที่นี่ไม่มีปัญหาเรื่องโจรป่ามากว่าสิบปีแล้วนะ”

                สิบปี?  หลินจินฮวาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ  แล้วโจรพวกนั้นมันหลุดมาจากไหนกันล่ะ นี่ถ้าเธอไม่มีไฟแช็กติดตัวนะเธอก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะช่วยสองพ่อลูกนี่ทันได้ยังไง

                นี่แหละหนาความประมาท  บนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าหากไม่มีเธออยู่แถวนั้นป่านนี้สองพ่อลูกสกุลหวังจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้  แต่เหมือนโชคชะตาจะนำพาสองคนนี้มาเป็นทางรอดของเธอน่ะนะ

                ก็แลกกันไง  ฉันช่วยพวกเขา  แล้วพวกเขาก็ช่วยฉัน หลินจินฮวาบอกกับตัวเอง

                เพียงไม่ถึงสองชั่วโมงรถม้าก็หยุดลงพร้อมม่านที่เปิดออก ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะแบบจีนโบราณซึ่งคงเป็นทหารเฝ้าประตูมองเข้ามา  แล้วก็หยุดมองที่หลินจินฮวาที่นั่งยิ้มหวาน

                และชะงัก...

                “มีอะไรเหรอ”เธอถาม นายทหารสะดุ้งก่อนจะรีบปิดม่านทันที หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ และยิ่งขมวดคิ้วหนักเมื่อหวังชุนหลันหัวเราะคิกคัก

                “นี่เจ้าไม่เคยส่องกระจกหรืออย่างไร”หญิงสาวร่างเล็กถาม“เจ้าเป็นคนสวย จินฮวา”

                “อย่างไหนที่เรียกว่าสวยล่ะ”หลินจินฮวาขมวดคิ้ว

                “สตรีเหวินเจี้ยน ผิวต้องขาวนวลเนียนผุดผ่องดุจจันทรา นัยน์ตาหวานซึ้ง คิ้วเรียวดุจใบหลิว ริมฝีปากสีระเรื่อดุจกลีบโบตั๋น  เรือนผมสีดำสนิทดุจฟากฟ้ารัตติกาล”หวังชุนหลันว่าราวกับเป็นคำกลอน

“แล้วมันใช่ข้าที่ตรงไหนกันล่ะนั่น”หลินจินฮวาหัวเราะ          

“ข้าเห็นความงามแบบเหวินเจี้ยนจนชินตาแล้ว มีแต่เจ้านั่นแหละจินฮวา  นัยน์ตาคมดุติดจะหวาน คิ้วก็โก่งเรียว ผิวก็สีออกชมพู แถมยังสูงโปร่งไม่ต่างจากบุรุษเลย เรียกว่างามจับตาเชียวล่ะ ลองนึกดูนะว่าในเหวินเจี้ยนมีสตรีแบบที่ข้าว่ามาสักร้อยคน มีเจ้าอยู่ท่ามกลางสตรีเหล่านั้น อย่างไรเจ้าก็โดดเด่นกว่ามากนัก”

เมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้าไม่เชื่อ  หวังชุนหลันก็พ่นลมหายใจแรงก่อนจะว่าต่อ

“ข้าอยากจะรู้จริงๆว่าเจ้าได้ผิวแบบนั้นมาได้อย่างไร  นี่เจ้าเม้มปากด้วยสีอะไรถึงได้สีอ่อนระเรื่อแบบนั้นกัน”

หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆแต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้น  ก็เธอแค่ชอบของกินแต่พวกผลไม้และอาหารอุดมไฟเบอร์ หมั่นออกกำลังกายที่ฟิตเนสแล้วก็เล่นกีฬาเท่านั้นแหละ ตอนนี้อะไรบนหน้านี่ธรรมชาติล้วนๆ

หญิงสาวคิดก่อนจะเอนหลังพิงกับรถม้าแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

.........................................................

“ตื่นได้แล้วจินฮวา”

                หญิงสาวสะดุ้งตื่นเมื่อถูกเรียก  หลินจินฮวาสะบัดหัวน้อยๆไล่ความมึนก่อนจะเอ่ยถาม

                “ถึงแล้วเหรอ”หวังชุนหลันพยักหน้าก่อนจะตำหนิเล็กๆ

                “เจ้าไม่ควรสะบัดหัวแบบนั้นนะ ผิดจริตสตรีนัก”

                “เข้าใจแล้วๆ”หญิงสาวถอนใจเบาๆก่อนจะเดินลงจากรถม้าแล้วบิดขี้เกียจให้คลายเมื่อ  อยากจะเห็นเหมือนกันว่าบ้านสกุลหวังมันจะใหญ่แค่ไหน...

                คุณพระ...มันใหญ่มาก!!!

                จินตนาการคฤหาสน์แบบจีนโบราณที่เห็นในละครโทรทัศน์ มันคือแบบนั้นเป๊ะๆ  แบบที่เป็นบ้านทรงจีนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างๆ  มีสวนน้ำพุ มีศาลา รูปสลักหินราคราแพงๆและออพชั่นเสริมเติมแต่งเต็มไปหมด

                ชุนหลัน  ความร่ำรวยของตระกูลเธอมันกระแทกตาฉันจริงๆ หลินจินฮวาคิด

                “ยืนทำอะไรตรงนั้นเล่า  เข้ามาสิ”หวังชุนหลันเอ่ยเร่งติดตลก หญิงสาวผู้ถูกเรียกสะดุ้งน้อยๆก่อนจะรีบจ้ำตามเข้าไปในบ้านทันที ข้างนอกยังขนาดนี้แล้วข้างในจะขนาดไหนล่ะ

                ห้องแรกที่เจอก่อนเป็นโถงกว้างที่มีภาพพูกันจีนประดับตามผนัง  มีแจกันลายครามวางตามมุมห้อง การตกแต่งภายในนั้นไม่หวือหวาหากแต่หรูหราอย่างเรียบง่ายบ่งบอกรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี  กลางห้องนั้นมีเหล่าคนรับใช้มายืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน  โดยที่โดดเด่นที่สุดดูเหมือนจะเป็นสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าเนื้อดี  ใบหน้าที่คล้ายหวังชุนหลันอยู่หลายส่วนยิ้มอย่างโล่งอก เรือนผมสีดอกเลาเกล้าเป็นมวยปักด้วยปิ่นทองคำลวดลายดอกไม้สวยงาม

                “ท่านพี่”หญิงคนนั้นก้มหัวคารวะหวังซือหานน้อยๆ  ชุนหลันยิ้มใสเมื่อหญิงวัยกลางคนมองมา

                “คารวะท่านแม่”หญิงสาวก้มตัวลงประสานมือที่อกจนจินฮวาทำตามแทบไม่ทัน  ก่อนจะต้องยิ้มแหยเมื่อแม่ของสาวร่างเล็กมองเธออย่างค่อนข้างจะ...ประหลาดใจ

                แล้วก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจเอาตอนที่หันกลับไปหาตาลุงพ่อค้านั่นแหละ

                “ท่านพี่  ข้าต้องการคำอธิบายเจ้าค่ะ”

                เฮ้ย  ป้าคงไม่คิดว่าฉันเป็นอนุภรรยาของตาลุงคนนี้ใช่ไหม หลินจินฮวาอ้าปากจะแก้ตัวหากแต่หวังซือหานเร็วกว่า

                “นางช่วยข้าและลูกจากพวกโจรร้าย”เสียงทุ้มเอ่ยอย่างนุ่มนวล“ฮูหยินข้าวางใจได้  ข้าเป็นคนรักษาสัญญา”

                หวังฮูหยินถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะกลับมามองหญิงสาวคนงามอย่างประหลาดใจอีกครั้ง  หลินจินฮวายิ้มใสก่อนจะประสานมือคารวะพร้อมแนะนำตัว

                “ข้าหลินจินฮวาเจ้าค่ะ”

                หวังเอี้ยนหยันมองสตรีคนงามอย่างพิจารณา หญิงสาวนางนี้สูงกว่าสามีของนางเองเสียอีก  รูปร่างระหงโปร่งบาง  ใบหน้างดงามมาดมั่นผิดสตรีเหวินเจี้ยนก็จริงอยู่ แต่อย่างนางจะอาจหาญสู้พวกโจรร้ายได้อย่างไร

                “ท่านอาจข้องใจว่าเหตุใดสตรีเช่นข้าถึงทำได้”หลินจินฮวาว่าราวกับอ่านใจได้“ข้าใช้สิ่งของจากที่ที่ข้าจากมารวมกับการใช้เล่ห์กลเล็กน้อยให้พวกมันหนีไปเท่านั้นเจ้าค่ะ”

                “เช่นนั้นเองรึ”หวังฮูหยินพยักหน้าหากแต่ดูท่าทีก็รู้ว่ายังไม่หายสงสัย  หวังซือหานจึงเอ่ยแทรกขึ้นมา

                “พวกข้าล้าจากการเดินทางมากแล้ว  ให้คนพาแม่นางหลินไปพักที่ห้องรองเสีย”หัวหน้าตระกูลหวังว่าก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาวคนงาม“เจ้าสามารถอยู่ที่นี่ได้ตามที่ต้องการ  มีอะไรเรียกใช้สอยบ่าวได้เสมือนคนในตระกูล”

                “ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านลุง เช่นนั้นข้าขอลา”หลินจินฮวาหัวลงน้อยๆก่อนจะเดินตามสาวใช้ออกไป ปล่อยให้ครอบครัวเคลียร์กันเองแล้วกัน

                ถึงจะเป็นห่วงอยู่ลึกๆแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอนี่  หญิงสาวเดินตามคนรับใช้ออกไปด้านนอก  ผ่านสวนไปด้านหลังนั้นคือลานหินโล่งๆทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีรูปสลักสิงโตจีนประดับอยู่สี่มุม ด้านที่เธอยืนอยู่นั้นเป็นทางเดินไปสู่คฤหาสน์หลัก  ส่วนอีกสามด้านนั้นเป็นเรือนไม้แบบจีน 

                “ทั้งสามห้องนี้  ท่านสามารถเลือกได้ตามต้องการเจ้าค่ะ”หญิงวัยกลางคนเอ่ยบอก

                “รบกวนแล้ว  ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ”หลินจินฮวากล่าวขอบคุณอย่างไม่ถือตัวก่อนจะก้มหัวน้อยๆเชิงขอบคุณแล้วเลือดห้องมุมที่ประตูเปิดหันทางทิศตะวันออก

                ห้องที่เธอได้อยู่นั้นไม่ใหญ่ไม่เล็ก  มีเตียงสี่เสาปิดม่าน  โต๊ะกระจก และมีหีบใส่เสื้อผ้าพร้อมสรรพ หญิงสาวหันไปหวังจะกล่าวขอบคุณผู้นำทางแต่กลับพบว่าหญิงกลางคนได้เดินออกไปไกลเสียแล้ว หลินจินฮวาส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะเดินมาล้มตัวนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า

                นัยน์ตาคมสวยมองออกไปนอกหน้าต่างที่ปรากฏจันทราเพียงครึ่งดวงแล้วยิ้มกับตัวเอง ขึ้นวันที่สองแล้วที่เธออยู่บนแผ่นดินนี้  และเธอต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหนกันนะ

                หลินจินฮวาหลับตาลงเมื่อความง่วงงุนเข้าครอบงำ  มีเพียงห้วงความคิดสุดท้ายที่ปรากฏในมโนสำนึก

                อยากกลับบ้าน...

.................................................

ตอนที่ 2 รีโหลดตามมาค่ะ

ขอบคุณที่ยังติดตามกันนะคะ  อุอิ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #1627 medead (@medead) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 01:07
    อุตะ!!ภูติแห่งป่านี่นางเอกเรามีเผ่าพันธ์ุภูติรึนี่...อุ๊บ..555555
    #1627
    0
  2. #1626 medead (@medead) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 01:07
    อุตะ!!ภูติแห่งป่านี่นางเอกเรามีเผ่าพันธ์ุภูติรึนี่...อุ๊บ..555555
    #1626
    0
  3. #6 PiN.VE (@PiN_VE) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2558 / 06:15
    โหดดี ชอบๆ
    #6
    0
  4. #5 Candle Ghost (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2558 / 04:18
    ขอสามคำ "นาง-โหด-มว๊าก"
    #5
    0