ลำนำกระดิ่งหยก(สตรีเหล็กบุกแดนมังกร)

  • 97% Rating

  • 12 Vote(s)

  • 162,406 Views

  • 1,824 Comments

  • 2,060 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    13

    Overall
    162,406

ตอนที่ 3 : ลำนำบทที่ 3 ยามเมื่อกู่เจิงบรรเลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2054
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ลำนำบทที่ 3 ยามเมื่อกู่เจิ้งบรรเลง

แว่วเสียงหวานของดนตรีที่บรรเลง

กล่อมบทเพลงจรรโลงใจผู้ฟัง

ช่างไพเราะเสนาะหูดุจมนตร์ขลัง

  ดุจพลังปลอบประโลมใจโศกา             

................................................

                หลินจินฮวาเกลียดนิสัยการตื่นเช้าของตัวเองจริงๆ  หญิงสาวพ่นลมหายใจแรงก่อนจะตัดสินใจเปิดหีบหาผ้ามาคลุมไหล่ทับชุดตัวบางหมายจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย

                ร่างสูงโปร่งเปิดประตูออกมาเงียบๆก่อนจะลูบแขนตัวเองด้วยความหนาวเพราะตอนนี้ฟ้ายังไม่ทันสว่างด้วยซ้ำ หญิงสาวเดินออกมายืนกลางลานหินหน้าห้องก่อนจะสูดอากาศอันบริสุทธิ์เข้ามาเต็มปอด

                อยู่เมืองกรุงไม่มีที่ที่อากาศบริสุทธิ์มากนัก  แต่พอมาที่นี่แล้วมลภาวะแทบจะไม่มีทำให้เธอค่อนข้างจะชอบอยู่เหมือนกัน เสียแต่ในด้านความสะดวกก็น้อยลง ปกติใครจะอาบน้ำคงต้องเอาน้ำไปต้มก่อนแน่ๆ

                หลินจินฮวาแยกขาออกเล็กน้อยก่อนจะตั้งท่าเพื่อเตรียมออกกำลังกาย  ปกติเช้าๆแบบนี้เธอมักจะไปที่สวนสาธารณะแล้วไปต่อแถวพวกอาม่าอากงรำไท่เก็กกับเขาด้วย หญิงสาวหลับตาลงก่อนจะเริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้ได้ออกเหงื่อมากกว่าเดิม

                ไม่อยากจะพูด  แต่ภายใต้เสื้อตัวโปร่งๆของที่นี่น่ะมีซิกส์แพ็กนะเออ!

                หลินจินฮวาเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อเห็นพ่อบ้านประจำตระกูลอยู่แวบๆ  หญิงสาวล้มเลิกความสนใจก่อนจะหมุนตัวแล้วออกหมัดแหวกอากาศอย่างลื่นไหลแล้วย่อเข้าน้อยๆก่อนจะดึงหมัดกลับมา

                ภาพของอิสตรีคนงามที่กำลังออกหมัดแหวกอากาสอย่างรวดเร็วหากแต่อ่อนช้อยงดงามราวกับร่ายรำอยู่ในสายตาของรุ่ยหลี่กังตลอดเวลา ทั้งลักษณะนุ่มนวล โอนอ่อน ผ่อนคลาย การเคลื่อนไหวลื่นไหลต่อเนื่อง การหายใจสอดประสานไปกับการเคลื่อนไหว  ไร้ซึ่งการเกร็งกล้ามเนื้อหรือการออกแรงกระแทกใด

                “ไท่เก็ก...”ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างแผ่วเบา

                วิชามวยไท่เก็กเป็นศิลปะยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในอดีตเมื่อนานมาแล้ว  หาใครมีวิชานี้ได้ยากยิ่ง ในแผ่นดินอาจมีเพียงหยิบมือเท่านั้น  เขาเพียงอ่านเจอในตำรา แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวเช่นนั้นเขาไม่มีวันลืมได้ลง

                ดูเหมือนว่าการที่นางได้ช่วยเหลือผู้นำตระกูลและคุณหนูไว้จะไม่ได้โกหกเสียแล้ว...รุ่ยหลี่กังคิดก่อนจะเดินออกไปเพื่อทำงานของตน

                หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นมันผิดถนัดเลยล่ะ...

                จนแสงแดดค่อยๆส่องลงมาถึงลานหินนั่นแหละหญิงสาวถึงจะหยุด  หลินจินฮวาผ่อนลมหายใจช้าๆก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้งแล้วยิ้มอย่างสดชื่น ร่างบางเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อเตรียมตัวจะอาบน้ำชำระร่างกายก่อนมื้อเช้า

                เธอไม่ได้เรื่องมากเรื่องน้ำที่อาบ  ตอนไปค่ายที่ภาคเหนือสมัยปริญญาตรีก็อาบน้ำเย็นขนาดที่คนอื่นๆปากม่วงหนาวสั่นไปแล้วได้หน้าตาเฉย  เพราะฉะนั้นความเย็นระดับสามสิบองศาเซลเซียสแบบนี้ทำอะไรเธอไม่ได้หรอก  ออกจะสบายด้วยซ้ำไป หลินจินฮวาขยับยิ้มกับตัวเอง

                ทันใดนั้นเสียงเรียกจากหน้าประตูก็ทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว  ร่างโปร่งเดินไปเปิดประตูอย่างสงสัยก่อนจะเกือบหลุดหัวเราะเมื่อเด็กสาวร่างเล็กตรงหน้าถึงกับผงะ

                เด็กสาวแรกรุ่นอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดในชุดสาวใช้สีโทนส้มอ่อน  ผมถักเป็นเปียแล้วม้วนเป็นแกละสองข้าง  ใบหน้าหวานดูจะตกใจไม่น้อยที่หญิงสาวเปิดประตูออกมา

                ก็ไม่ให้ตกใจได้ไงล่ะ สูงแค่คางเองนี่นะ หลินจินฮวาขยับยิ้มกับความคิดนั้น เธอสูง 170 เซนติเมตรพอดี แต่ดูเหมือนเด็กสาวคนนี้จะสูงประมาณไม่เกิน 150 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ไม่ห่างเท่าไรหรอก แค่เกือบหนึ่งไม้บรรทัดเท่านั้นล่ะ

                “มีอะไรเหรอ”เสียงหวานถามออกไป

           “ขะ...ข้าน้อยชื่อเสี่ยวจี้เจ้าค่ะ  ตะ...ตั้งแต่วันนี้จะมาคอยปรนนิบัตินายหญิงหลิน นายหญิงต้องการอุ่นน้ำก่อนหรือไม่เจ้าคะ”เสี่ยวจี้เอ่ยตะกุกตะกัก  หลินจินฮวาเลิกคิ้ว

                “อ้อ  แบบนั้นเอง”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ“ไม่เป็นไรหรอก ข้าชอบอาบน้ำเย็นมากกว่า เจ้าเข้ามารอข้างในสิ”

                “แต่ข้าน้อย...”

                “มาจัดชุดเตรียมไว้  แล้วก็มาช่วยข้าแต่งตัวด้วย”หลินจินฮวาว่า“แล้วก็ไม่ต้องเรียกว่านายหญิง  มันดูแก่ไปสำหรับข้า”

                ไม่พูดเปล่าหญิงสาวยังยกมือเท้าสะเอวแล้วยักคิ้วข้างหนึ่งให้ก่อนจะหายเข้าไปในห้องโดยเปิดเอาไว้ให้เด็กสาวร่างเล็กเดินเข้ามา  เสี่ยวจี้อดประหลาดใจกับนิสัยแปลกๆของนายหญิงคนนี้ไม่ได้ ผู้คนจากแดนใต้นั้นมีนิสัยเช่นนี้หรือ ช่างแตกต่างจากชาวเหวินเจี้ยนนัก

                ร่างเล็กถอนหายใจเบาๆก่อนจะเปิดหีบเสื้อผ้าแล้วเตรียมชุดตามคำสั่ง  แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

                “นายหญิง...ไม่สิ  คุณหนูหลินจะใส่แล้วมิเป็นไรหรือ”เสียงเล็กเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ  เพราะแต่ละชุดที่มีนั้นเป็นขนาดของสตรีเหวินเจี้ยนทั่วไป  แต่คุณหนูหลินนั้น...

                เสี่ยวจี้ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มไม่น้อย

                ไม่กี่นาทีต่อมาหลินจินฮวาก็เดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับเช็ดผมตัวเองไปพลางๆ  ผ้าผืนบางที่คลุมร่างกายไว้นั้นเผยให้เห็นสัดส่วนงดงามแบบที่สตรีทั้งหลายต้องการจะมีจนเด็กสาวอดจะชื่นชมไม่ได้   ร่างเล็กส่งผ้าแห้งให้หญิงสาวรับไปเช็ดตัว

                “เป็นอะไร  ทำไมทำหน้ายุ่งยากแบบนั้นล่ะเสี่ยวจี้”เสียงหวานถามขึ้น  เด็กสาวตอบตามตรง

                “ข้าคิดว่าชุดของคุณหนูน่าจะมีปัญหาเจ้าค่ะ”

                “ฮะ?”หญิงสาวถึงกับชะงักก่อนจะเดินไปยกชุดขึ้นมาทาบตัวซึ่งเธอกะจากสายตาก็น่าจะใส่ได้พอดี  เสี่ยวจี้เห็นดังนั้นจึงแก้ความเข้าใจผิดให้

                “ชุดสตรีเช่นนี้ต้องใส่ให้ชายยาวถึงข้อเท้าเจ้าค่ะ”เด็กสาวอธิบาย“มีเพียงหญิงในหอนางโลมเท่านั้นที่จะใส่สั้นขึ้นมาเจ้าค่ะ ข้าน้อยมิอยากให้ใครมองคุณหนูไม่ดี”

                หลินจินฮวาพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะลองสวมเสื้อคลุมตัวในดู  พบว่ามันร่นขึ้นมาเกือบครึ่งแข้งเลยทีเดียว  หญิงสาวพ่นลมหายใจน้อยๆก่อนจะดีดนิ้วเป๊าะ

                “จริงสิ ใส่กางเกงก็ได้นี่นา”

                “แต่มันจะไม่ดีนะเจ้าคะ”เสี่ยวจี้ค้าน

                “เอาน่าเสี่ยวจี้ อย่างน้อยก็รอจนกว่าข้าจะไปหาซื้อเสื้อคลุมชายยาวๆได้”หญิงสาวยิ้มใส“เคลื่อนไหวสะดวกดีด้วย  ฝากเจ้าไปหาให้หน่อยได้ไหม”

                เด็กสาวขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

                “เจ้าค่ะคุณหนู รอข้าน้อยสักครู่นะเจ้าคะ”

                หลินจินฮวามองร่างเล็กที่เดินออกไปก่อนจะหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน จริงๆความสูงของเธอไม่เคยเป็นปัญหามาตลอดเลยนะ คนสูงกว่าเธอก็มีเยอะไป จนมาถึงนี่แหละกลายเป็นปัญหาซะงั้น

.......................................................

             การร่วมรับประทานอาหารมื้อแรกกับสกุลหวังทำให้หลินจินฮวาค่อนข้างเกร็งพอสมควร  ซึ่งเธอเก็บอาการได้ดีพอที่จะไม่แสดงกิริยาออกมา  ยังคงรับประทานอาหารไปตามปกติแม้จะมีสายตาจากเหล่าบ่าวรับใช้และสายตาคลางแคลงใจจากฮูหยินแห่งสกุลหวังก็ตาม

                ก็วันนี้ภายใต้ชุดสตรีจีนที่เธอใส่แค่ชั้นนอก เธอใช้ผ้ารัดอกกับกางเกงแบบผู้ชายแทนไงล่ะ 

                หวังชุนหลันนั้นพอได้ฟังเรื่องราวยังถึงกับขำ  ซึ่งเธอก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอก  อย่างไรก็ตามการที่เธออยู่ในชุดแบบนี้ทำให้เธอสามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นมาก ไม่ต้องมากังวลว่าจะสะดุดชายกระโปรงให้ล้มหน้าทิ่ม

                ปัญหาในตอนนี้คือเธอไม่มีที่ไปนี่สิ และจะให้ไปปากกัดตีนถีบข้างนอกในที่ที่เธอไม่มีแม้กระทั่งข้อมูลมันทำให้โอกาสประสบความสำเร็จน้อยมากพอดูเชียวล่ะ

                หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วหวังซือหานก็ลุกออกไปจากโต๊ะ เห็นว่าจะไปตรวจสอบบัญชี  นั่นทำให้เหลือเธอ  หวังฮูหยินและชุนหลันอยู่แค่สามคน

                “เห็นว่าเจ้ามาจากแดนใต้ใช่หรือไม่”หญิงวัยกลางคนถาม

                “เจ้าค่ะ”หญิงสาวตอบ

                “ข้าอยากให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อ”หลินจินฮวาเลิกคิ้วน้อยๆกับคำพูดของหวังฮูหยิน

                “ท่านแม่?”หวังชุนหลันตาเป็นประกาย

               “เห็นเจ้าอายุน่าจะห่างจากเสี่ยวหลันไม่มาก  อีกทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณอีกด้วย  เจ้าเล่นดนตรีเป็นหรือไม่หวังเอี้ยนหยันถามต่อ

                “ข้าพอจะเล่นได้บ้างเจ้าค่ะ”หญิงสาวตอบ

                “จริงหรือ!”หวังชุนหลันถามอย่างดีใจ“เจ้าเล่นอะไรได้ล่ะ  ข้ากำลังหาคนสอนดนตรีอยู่พอดีเลย เจ้าเล่นกู่เจิงเป็นหรือไม่”

                “เล่นได้อยู่  แต่ข้าก็ได้แค่เบื้องต้นเท่านั้นเองนะ”หลินจินฮวาว่าก่อนจะหันไปคุยกับหวังฮูหยินอีกครั้ง“ข้าเล่นกู่เจิงได้เจ้าค่ะ แต่ก็ไม่เคยรู้ระดับของตัวเอง คงต้องให้ท่านประเมินให้”

                ก็เธอไม่เคยไปเรียนที่สถาบันดนตรีนี่นา  อยู่บ้านให้อาม่าสอนแถมไม่เคยไปสอบวัดระดับ  เธอก็ไม่รู้น่ะสิว่าตัวเองอยู่ระดับไหนกันแน่  แล้วที่เป็นเนี่ยจะพอสอนชุนหลันได้รึเปล่าก็ไม่รู้ 

เป็นบ้างก็ดีแล้วหวังฮูหยินถอนใจอย่างโล่งอก“ข้าจะจ้างให้เจ้าช่วยสอนดนตรีเสี่ยวหลัน นางเองก็ไม่ค่อยจะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันมากนัก อีกทั้งจะให้สตรีอย่างเจ้าไปเผชิญโลกภายนอกคนเดียวได้อย่างไรกัน”

                “ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ”หลินจินฮวายิ้มอย่างดีใจก่อนจะสลายรอยยิ้มไป“แต่ข้าไม่มี...”

                “ข้ามีกู่เจิงอยู่แล้ว”หญิงสาวร่างเล็กว่าแล้วหันไปหาแม่ของตน“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอพาจินฮวาไปที่สวนนะเจ้าคะ”

            หวังเอี้ยนหยันพยักหน้าอนุญาต  หลินจินฮวาค้อมหัวน้อยๆก่อนจะเดินตามร่างเล็กของคุณหนูตระกูลหวังไปด้วยสีหน้าอ่อนใจ

                และหลังจากนั้นหญิงสาวก็พบว่าเธอคิดผิดที่เลือกเดินมาที่สวนแบบนี้  หลินจินฮวากรีดสายฟังเสียงโน้ตของกู่เจิงชั้นดีเงียบๆ  สายตายังคงเหลือบไปเห็นว่าที่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตรมีเกวียนสินค้าจอดเรียงรายอยู่  เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายกำลังลำเลียงของขึ้นเกวียนเหล่านั้นอย่างแข็งขัน  ถัดมาใกล้หน่อยคือรถม้าเกือบสิบคันจากตระกูลต่างๆที่เข้ามาติดต่อกับสกุลหวัง  พร้อมเหล่าคุณชายหรือตัวแทนที่เข้าคิวรอพบหวังซือหานก็แอบหันมามองเธอด้วยความแปลกใจระคนสนใจ

                ก็นะ  หนึ่งคือคุณหนูสกุลหวังคนงามกับอีกหนึ่งคือผู้หญิงประหลาดในเก๋งจีนกลางน้ำ ขัดกันจะตายไป  หลินจินฮวาคิดก่อนจะเหล่ตาไปมองสาวร่างเล็กที่นั่งอยู่อีกฝั่ง

                เมื่อเห็นหวังชุนหลันยิ้มใสพร้อมรอฟัง  หลินจินฮวาจึงจรดมือที่สายกู่เจิงแล้วกรีดสายเครื่องดนตรีอย่างช่ำชอง ทำนองเรียบเรื่อยหากแต่ไพเราะนั้นค่อยๆสะกดใจคนฟังอย่างช้าๆ

                หญิงสาวขยับยิ้มน้อยๆกับบทเพลงที่แสนคิดถึง เพลงไทยเดิมที่เธอชอบฟังถึงขนาดแกะโน้ตมานั่งซ้อมเป็นเดือนๆ เพลงเขมรไทรโยค

ยังไทรโยค ประพาสพนาสัณฑ์

น้องเอยเจ้าไม่เคยเห็น ไม้ไร่หลายพันธ์ คละขึ้นปะปน

ที่ชายชลเขาชะโงกเป็นโกรกธาร น้ำพุพุ่งซ่าน ไหลมาฉาดฉาน

                บทร้องยังคงก้องดังในความทรงจำ  แม้จะไม่ได้เอ่ยเสียง แม้จะไม่ได้เล่นผ่านเครื่องดนตรีของสยามประเทศ  หากแต่ความไพเราะของบทเพลงนี้ก็ยังตราตรึง

                ภาพของสตรีในชุดแปลกตา หากแต่เรือนผมสีรัตติกาลที่พลิ้วไหวตามลมล้อมกรอบใบหน้าหวานออกคมขับให้ความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ผิดสตรีเหวินเจี้ยนนั้นงามจับตา  แววตาที่ราวกับอยู่ในห้วงคำนึงยิ่งทำให้สตรีผู้นี้น่าค้นหา  และยามเมื่อดวงหน้าผุดผาดนั้นสยายยิ้มออกมา  เหล่าบุรุษที่เผลอจ้องมองก็ถึงกับตกอยู่ในห้วงความงามนั้น

                ทันทีที่เสียงดนตรีเงียบลง  ผู้คนรอบบริเวณก็ตกอยู่ในภวังค์...

                หลินจินฮวาประสานมือไว้ที่น่าตักก่อนจะผ่อนลมหายใจเบาๆโดยไม่สังเกตถึงความเงียบที่ผิดปกติเลย  หญิงสาวถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ

                “พอจะใช้ได้ไหมชุนหลัน  ชุนหลัน?  เฮ้!”ฝ่ามือเรียวบางโบกผ่านหน้าคุณหนูตระกูลพ่อค้าที่สะดุ้งน้อยๆ  และยังทำให้เหล่าคุณชายตระกูลสูงออกจากห้วงภวังค์ไปด้วย  หวังชุนหลันถึงกับตาโตกับฝีมือของหญิงสาว

                “ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเล่นได้ดีขนาดนี้!”เสียงหวานเอ่ยอย่างอัศจรรย์ใจ“เจ้าไปร่ำเรียนมาจากที่ไหนกัน  สอนคนอื่นได้ไม่ยากเลย”

                “ย่าข้าสอนมาตั้งแต่เด็กน่ะ”หลินจินฮวาลุกขึ้นยืน“ถ้าฝีมือข้าถือว่าใช้ได้  เจ้าจะเริ่มเรียนเมื่อไรล่ะ”

                เยี่ยม  ตอนนี้เธอได้งานใหม่แล้วสินะ หญิงสาวคิดในใจ  จะให้เธอเกาะคนอื่นกินไปตลอดก็คงไม่ดี อย่างน้อยๆก็ขอทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง

                หวังชุนหลันมองร่างสูงโปร่งที่บิดขี้เกียจอย่างหมดมาดแล้วปลงตก  ถ้านางอยู่นิ่งๆเรียบร้อยๆคงจะเข้ากับใบหน้างดงามนั้นมากกว่า  หากแต่ความมาดมั่นนี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของนางกระมัง

                “ช่วงนี้คงไม่ได้”หญิงสาวร่างเล็กว่า“องค์หญิงฝาแฝดกำลังจะเดินทางมาพบท่านแม่ทัพแห่งจวนเฟยหลาง(หมาป่าทะยาน) ข้าคงต้องเลื่อนไปก่อน”

                “แล้วองค์หญิงไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”หลินจินฮวาถามอย่างไม่เข้าใจ

                “พระสนมหวังชูอี้ พระนามหวังเจียหยา เป็นอาแท้ๆของข้าไงล่ะ”หญิงสาวยิ้มอย่างภูมิใจ“องค์หญิงลี่เซียนและเพ่ยเซียนจึงเป็นน้องสาวของข้า และตลอดเจ็ดวันที่พวกนางมา  ข้าจะไปหาพวกนางให้หายคิดถึงเสียหน่อย”

                “ที่จวนแม่ทัพเหรอ?”หลินจินฮวาถึงกับเหวอ  ชุนหลันเบ้ปาก

                “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ  องค์หญิงมาเพื่อเยี่ยมองค์ชายห้าแล้วก็ต้องพักที่จวนกลีบบุปผาสิ  จะไปพักที่จวนทหารได้อย่างไร”

                “แล้วข้ารู้จักสักที่ไหมล่ะ  เจ้าก็รู้”หญิงสาวมุ่ยหน้าน้อยๆเมื่อโดนหาว่าเสียสติ  นั่นทำให้หวังชุนหลันหัวเราะ  ก่อนจะชะงักเมื่อมีบ่าวในชุดที่ไม่ได้มาจากสกุลหวังยกจานขนมเข้ามา หลินจินฮวาขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ  แต่คุณหนูสกุลหวังกลับมองมาที่เธอด้วยดวงตาพราวระยับจนน่าขนลุก 

                มาคนเดียวไม่ว่า  นี่ต่อแถวกันมาเลยว้อย!

                “ข้าน้อยขออภัยที่ต้องรบกวนคุณหนูทั้งสองขอรับ“ชายหนุ่มว่า“โปรดรับไมตรีต่อคุณชายเป่าด้วยขอรับคุณหนู”

                หลินจินฮวารับจานมาอย่างงงๆก่อนจะขมวดคิ้ว  ทำไมต้องก้มหน้างุดๆขนาดนั้นกันนะ  หญิงสาวกล่าวขอบคุณไปตามมารยาทก่อนจะต้องถอยออกมาให้เหล่าบ่าวรับใช่ค่อยๆทยอยวางจานใบสวยที่มีขนมหน้าตาน่าทานมาวางแออัดจนเต็มโต๊ะ  ดวงหน้างามยังคงยิ้ม...แม้คิ้วจะกระตุกก็ตาม

                ขนมพวกนี้มันศัตรูของกล้ามเนื้อเธอชัดๆ  เธอยังไม่อยากเปลี่ยนร่างกายที่ได้มาจากการออกกำลังกายเป็นปีๆให้เต็มไปด้วยชั้นไขมันหรอกนะ

                หวังชุนหลันหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน ตอนนี้เหล่าคุณชายจากตระกูลพวกนั้นคงไม่มาตอแยคุณหนูตระกูลหวังอีกพักใหญ่ๆ  เพราะดูเหมือนว่าอาจารย์สอนกู่เจิงคนใหม่จะเป็นที่สนใจมากกว่าเสียแล้ว

.......................................................

                ขบวนเสด็จขององค์หญิงฝาแฝดกำลังจะไปถึงหนานเหอในไม่ช้า  รถม้าคันงามที่มีตรามังกรจักรพรรดิอันเป็นตราประจำราชวงศ์เฉินนั้นเด่นสะดุดตา  ล้อมรอบด้วยเหล่าองครักษ์บนหลังม้าทั้งแปดทิศ 

                ภายในรถม้านั้นคือสตรีในชุดจากผ้าเนื้อดีสีเหลืองอ่อนนวลตา  เรือนผมประดับด้วยปิ่นทองคำล้ำค่า  ใบหน้างดงามนั้นไม่ผิดกันแม้แต่เพียงนิด  มีเพียงลวดลายดอกเหมยและดอกท้อบนหน้าผากเท่านั้นที่ทำให้สามารถแยกออกจากกันได้

                “เราไม่ได้ไปที่นั่นนานแค่ไหนแล้วนะเสี่ยวเพ่ย”หญิงสาวเจ้าของลายดอกท้อที่หน้าผากเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

                “สามปีแล้วเจ้าค่ะพี่หญิง”เฉินเพ่ยเซียนยิ้มบางๆ

                ความแตกต่างของสององค์หญิงนั้นให้ชัดเจนคงจะเป็นอุปนิสัย  แม้จะมีความชอบคล้ายกันหากแต่เฉินเพ่ยเซียนนั้นงดงามอ่อนหวาน  ต่างจากลี่เซียนผู้เป็นพี่ที่สดใสร่าเริงกว่านัก

                ไห่หลงฮ่องเต้แห่งเหวินเจี้ยนมีพระโอรสและพระธิดารวมกันสิบเอ็ดพระองค์ซึ่งประสูติจากฮองเฮาและพระสนมทั้งหก  พระนางล้วนแต่มาจากสกุลสูงส่งทั้งสิ้น  หากแต่มีเพียงหนึ่งที่เป็นธิดาจากตระกูลพ่อค้า

                หวังเจียหยาแห่งสกุลหวัง  แม้มิได้มีสายเลือดของแม่ทัพ  เสนาบดีหรือเจ้าเมืองแห่งไหน  แต่สกุลหวังนั้นเป็นสกุลพ่อค้าที่แผ่ขยายอิทธิพลกว้างไกลทั่วเหวินเจี้ยน เป็นสกุลที่ควบคุมการค้าและติดต่อกับต่างแคว้น

                เพื่อเป็นการให้คำมั่นว่าตระกูลนี้จะภักดีกับเหวินเจี้ยน ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิไห่หลงเท่านั้น  จึงได้ส่งตัวหวังเจียหยาเข้ามาเป็นพระสนมหวัง ไต่เต้าจากชั้นกุ้ยซีเล็กๆจนขึ้นมาเป็นถึงพระสนมหวังชูอี้  และได้ให้กำเนิดองค์หญิงฝาแฝดแห่งราชวงศ์เฉินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มา

                นั่นก็คือพวกนางทั้งสอง  เฉินลี่เซียนและเฉินเพ่ยเซียน นั่นเอง  พระธิดาที่องค์จักรพรรดิแสนจะโปรดปราน ต่างจากองค์ชายผู้พี่ที่พวกนางกำลังจะเดินทางไปหายิ่งนัก

                “น้องได้ข่าวมาว่า...เสด็จพ่อจะส่งพี่ห้าไปรบอีกแล้ว”เฉินเพ่ยเซียนเอ่ยเสียงเบา  องค์หญิงผู้พี่สลายรอยยิ้มไปจากใบหน้า 

                “เจ้าว่าอย่างไรนะเสี่ยวเพ่ย”

                “น้องไม่รู้ว่าข่าวที่ได้ยินมาจะจริงแท้แค่ไหนนะเจ้าคะ”หญิงสาวหลุบตาลง“ข้าได้ยินพี่รองกับพี่สามสนทนากัน  ดูกังวลไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ เพราะพี่สามขอออกรบแทนแต่ไม่สำเร็จ”

                “ถ้าพี่รองกับพี่สามว่าเช่นนั้นก็คงไม่ผิดแน่”เฉินลี่เซียนถอนใจเบาๆ“เสด็จพ่อนะเสด็จพ่อ พี่ห้าเพิ่งจะไปรบกับแคว้นอี้มาไม่ถึงปี ท่านจะส่งพี่ห้าไปรบอีกแล้วหรือ”

                หากพวกนางทั้งสองคือธิดาที่องค์ฮ่องเต้โปรดปราน   องค์ชายห้าเฉินอวิ๋นเทียนก็คงเป็นพระโอรสที่พระองค์ไม่เคยเหลียวแล  แม้จะทำความดีความชอบถึงเพียงไหน เก่งกล้าเพียงใด ไห่หลงฮ่องเต้ก็ไม่เคยมองต่างไปจากทหารชั้นเลวนายหนึ่งเท่านั้น

                ในวันที่องค์ชายห้าแห่งเหวินเจี้ยนถือกำเนิด  พระสนมซูกุ้ยเฟยต้องใช้เวลาเกือบทั้งคืนกว่าจะประสูติพระโอรสได้สำเร็จท่ามกลางค่ำคืนที่พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำ

                แต่แล้ว...เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นเพียงร่างไร้วิญญาณของพระสนมซูกุ้ยเฟยและองค์ชายน้อยในอ้อมอกของนางกำนัลคนสนิทที่ร่ำไห้กับการจากไปของสตรีผู้งดงามที่สุดในวังหลัง พระนางได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเสียแล้ว

                ซูฮุ่ยจื่อคือพระสนมเอกที่ฮ่องเต้โปรดมากที่สุด คือสตรีที่พระองค์แต่งตั้งให้เป็นพระอัครชายาโดยไม่ฟังคำทัดทานจากผู้ใดทั้งสิ้น คือหญิงสาวผู้ครอบครองหัวใจของโอรสสวรรค์  การสูญเสียพระนางไปทำให้ไห่หลงฮ่องเต้หัวใจบอบช้ำอย่างมาก  ก่อเกิดเป็นความเกลียดชังต่อพระโอรสผู้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยพรากชีวิตของพระสนมซูกุ้ยเฟยไป

                ถูกขังอยู่ในตำหนักภาวนา ถูกส่งไปประจำการที่ต่างเมืองตั้งแต่พระชันษาเพียงสิบห้าปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาองค์ชายห้าได้เข้าสู่สมรภูมินับสิบครั้ง  คว้าชัยชนะมาตลอดจนได้รับฉายาแม่ทัพไร้พ่าย  อสูรร้ายแห่งสนามรบที่มีกำลังเทียบเท่าทหารนับพัน  แต่ถึงกระนั้นเฉินอวิ๋นเทียนก็ยังไม่เคยได้รับการเหลียวแล

                และเพราะเป็นเช่นนั้น  พวกนางจึงได้สงสารพี่ชายคนนี้จับใจ

                “พี่สามคงจะพยายามถึงที่สุดแล้วสินะเจ้าคะ”เฉินลี่เซียนเอ่ยเบาๆ  เพ่ยเซียนกุมมือพี่สาวอย่างปลอบประโลม

                “ครั้งนี้พี่ห้าจะต้องชนะเจ้าค่ะ”หญิงสาวยิ้ม“เหมือนกับทุกครั้ง  พี่ห้าจะต้องนำชัยกลับมาให้พวกเราได้แน่”

                “ใช่แล้ว...”ลี่เซียนพยักหน้า“ท่านพี่จะต้องชนะ”

                ต้องมีชีวิตกลับมา...

                เหล่าองค์หญิงและองค์ชายถูกเลี้ยงมาด้วยกัน  ร่ำเรียนมาด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน ยกเว้นแต่เพียงพระโอรสองค์เล็กที่แทบจะไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกมาจากพระตำหนักภาวนาอันแสนเงียบเหงา

                พระสนมและฮองเฮาจะแบ่งฝ่ายกันก็ช่าง  จะโดนทัดทานจากเหล่าขุนนางเรื่องการคัดเลือกองค์รัชทายาทก็ช่าง  แต่เหล่าพี่น้องทั้งสิบได้ให้คำมั่นกับตัวเองไว้ 

                หากเฉินอวิ๋นเทียนไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ...เขาจะได้รับความรักจากพี่น้องมากที่สุด

……………………………………………


เปิดคลอไประหว่างอ่านนะคะ


แบบขับร้อง โดยคุณปุ้ย ดวงพร ผาสุข ค่ะ  เพราะมากๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #1631 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 08:31
    สนุกดีค่า ติดตาม ชอบกลอน^^
    #1631
    0
  2. #1629 โลกออนไล (@karukara) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 04:36
    ทำไมตอนแรกดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าตระกูลหวังดูอยู่ ไหงต่อมาฮูหยินของบ้านถึงเป็นคนพูดเรื่องไทเก็กชักงงๆ
    #1629
    0
  3. #1628 medead (@medead) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 01:19
    องค์ชาย5เราว่าฮ่องเต่คงรักนั่นเเหละแต่กลัวๆที่จะมองไงปะมาณว่าเห็นคนรักทับซ้อนอ่ะ
    #1628
    0
  4. #10 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2558 / 23:19
    นางฟ้านางสวรรค์แต่นางกลับเตะต่อยเสียยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก เหอะเหอะ แต่...นี่พระเอกรึเปล่าา
    #10
    0
  5. #9 Mhew_happy (@mhew1209) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2558 / 21:37
    นางเอกสารพัดประโยชน์จริงๆ
    #9
    0
  6. #8 PiN.VE (@PiN_VE) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2558 / 16:07
    สนุกมากค่ะ จะรออ่านทุกวันค่ะ
    #8
    0