ลำนำกระดิ่งหยก(สตรีเหล็กบุกแดนมังกร)

  • 97% Rating

  • 12 Vote(s)

  • 162,407 Views

  • 1,824 Comments

  • 2,060 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    14

    Overall
    162,407

ตอนที่ 4 : ลำนำบทที่ 4 ยามเมื่อบุปผาแผลงฤทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1999
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ลำนำบทที่ 4 ยามเมื่อบุปผาแผลงฤทธิ์

ผิดหรือที่สตรีหาญเทียบบุรุษ

ผิดหรือที่วรยุทธ์จะเก่งกล้า

ผิดหรือที่ค่าใช่มีเพียงกายา

ผิดหรือที่บุปผาครองหนามแหลมคม

.....................................

                ตอนนี้หลินจินฮวาเอาแต่นั่งๆนอนๆมาได้ห้าวันแล้ว ตอนเช้าก็ออกไปรำมวยไท่เก็กบ้าง  สายๆก็ไปกินข้าว  เล่นดนตรี  ฝึกคัดอักษรจีน กินข้าวเที่ยง  เล่นดนตรี รำมวย อาบน้ำนอน

                วงจรชีวิตน่าเบื่อสุดๆ...

                “อยากออกไปเที่ยวเป็นบ้า”หญิงสาวมุ่ยหน้ากับตัวเองก่อนจะเร่งจังหวะการตีส่วนผสมในมือ ตอนนี้ด้วยความที่เธอไม่รู้จะทำอะไร  ทำให้เธอมาหมกตัวอยู่ในครัวคนเดียวแล้วก็หาอะไรทำ

                เธอเคยดูวิธีการทำเนยสดมาจากรายการต่างประเทศบ้าง  ทำให้ตอนนี้สองมีก็คนนมวัวที่พักค้างเอาไว้หลายชั่วโมงอย่างแข็งขัน  ก่อนจะกรองด้วยผ้าขาวบางปรากฏเป็นเนยขุยๆที่ต้องเอามาปั้นรวมกันอีกที

                ส่วนนมที่ได้จะเป็นนมขาดมันเนย  เนยที่ได้ก็พอใช้เสียแต่กลิ่นไม่ค่อยหอม  จะเอาอะไรมากมายกับวัวที่นี่กันล่ะ  แค่เธอเดินไปขอนมวัวมายังโดนมองอย่างกับตัวประหลาด

                หญิงสาวผสมเนยลงในแป้งที่ผสมไว้แล้วคนให้เข้ากันก่อนจะค่อยๆตักใส่ถาดเป็นอันกลมๆแบบคุกกี้  จากนั้นก็ปิดฝาแล้วเอาไปวางบนเตาร้อน  ก่อนจะหันกลับมาอุ่นนมแล้วเติมน้ำตาลลงไป  คนจนน้ำตาลละลายก็เอามาผสมกับไข่ที่ดีไว้แล้ว  จากนั้นเอามาเทใส่ถ้วยกระเบื้องแล้วก็เอาไปนึ่ง

                ระหว่างนั้นหญิงสาวก็หันไปเปิดคุกกี้ก่อนจะทำการกลับเหมือนแพนเค้ก  เพราะที่นี่ไม่มีเตาทำให้กลัวว่ากว่าด้านบนจะสุก  ข้างล่างคงไหม้หมดแล้ว หลินจินฮวาปิดฝาก่อนจะไปลดไฟที่กำลังนึ่งส่วนของพุดดิ้ง

                กลิ่นหอมค่อยๆโชยออกมา  ร่างสูงโปร่งยกยิ้มก่อนจะยกถาดคุกกี้ออกมาแล้ววางพักเอาไว้  ผ่านไปอีกสิบกว่านาทีหญิงสาวก็ค่อยๆยกถ้วยพุดดิ้งออกมาวาง  ก่อนจะราดด้วยน้ำเชื่อมที่เอาไปเคี่ยวจนมีกลิ่นหอมแล้ว

                “ไม่ค่อยหอมเท่าไหร่เลยแฮะ”หญิงสาวบ่นขณะกัดคุกกี้คำแรกเข้าไป“หรือจะใส่อบเชยเข้าไปดีนะ  เป็นคุกกี้ขิงก็ได้นี่นา  ครั้งหน้าค่อยลองแล้วกัน”

                หลินจินฮวาหยิบคุกกี้ใส่ห่อผ้าก่อนจะไปล้างเครื่องครัวที่เพิ่งจะใช้ไป  เสร็จแล้วก็ไปคว้าชามพุดดิ้งมาตักกินก็พบว่ารสชาติไม่เลว  กลิ่นน้ำตาลไหม้หอมๆทำให้พุดดิ้งนี้ไม่จำเป็นต้องมีกลิ่นนมมากนัก

                จริงๆตอนนี้เธออยากไปขี่ม้าสำรวจเมืองสุดๆ  แต่ประเด็นคือเธอไม่มีม้า  และเมื่อได้เสื้อคลุมตัวใหม่มา  ชายยาวๆแบบนี้ก็เป็นอุปสรรคต่อการขี่ม้าสุดๆ

                แต่วันนี้แหละเธอจะได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเสียแต่ต้องรอบ่ายๆนู่นน่ะสิ  ตอนนี้ก็ต้องรอไปก่อน  เดี๋ยวอีกสักพักเธอว่าจะไปอาบน้ำเสียหน่อย

                “น่าเบื่อจริงๆ”หลินจินฮวาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเบี่ยงตัวหลบ

                พลั่ก!

                “ข้าเจ็บนะ!

                “อืม ถ้าล้มแล้วไม่เจ็บก็แปลกแล้ว”หญิงสาวว่ากลั้วหัวเราะก่อนจะมองหวังชุนหลันที่ลุกขึ้นยืนพลางปัดชุดไปด้วยอย่างอย่างขำขัน  ร่างบางเดินผ่านหน้าสาวร่างเล็กไปเฉยๆให้ชุนหลันเจ็บใจเล่น  คุณหนูตระกูลหวังเป็นคนขี้แกล้งและชอบเอาชนะ  และตลอดชีวิตหลินจินฮวาก็เจอคนขี้แกล้งที่เนียนกว่านี้หลายเท่า  คนที่ไม่เคยสนผลแพ้ชนะแต่ขอให้ได้ในสิ่งที่ต้องการก็พอ  เพราะเธออยู่กับคนแบบนั้นมาตลอดชีวิต  ทำให้เธอไม่เคยพลาดโดนแกล้งเลยสักครั้ง

                ป่านนี้พี่กุลจะเป็นยังไงบ้างนะ...หญิงสาวคิดก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวทำเอาหวังชุนหลันที่ยกมือเตรียมจี้เอวหน้ามุ่ยทันทีเพราะเห็นว่าร่างโปร่งนั้นชะลอความเร็วลงแล้ว  ไม่นึกว่าหลินจินฮวาจะระวังตัวทุกฝีก้าว

                “ยังอ่อนหัดนะเจ้าคะคุณหนู”หญิงสาวขยิบตาก่อนจะหัวเราะ  หวังชุนหลันเบะปาก

                “ว่าจะชวนเจ้าไปข้างนอกเสียหน่อย”สาวร่างเล็กว่าพลางแอบยิ้มในใจ  เพราะตนเห็นว่าหลินจินฮวานั้นอยากจะออกไปข้างนอกตั้งหลายวันแล้ว  คราวนี้ฝ่ายนั้นต้องแพ้เธอบ้างแล้ว

                แต่หวังชุนหลันคิดผิด...

                “ท่านลุงชวนข้าไปที่จวนหมาป่าทะยานตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว เสียใจด้วยนะ”หลินจินฮวาฉีกยิ้มหวานสวยก่อนจะเดินออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ

                หวังชุนหลันถึงกับชะงักค้างก่อนจะพ่นลมหายใจแรง

                “เมื่อไรข้าจะชนะเจ้าเสียทีนะ”

.....................................................

                ณ   จวนหมาป่าทะยาน

                หลินจินฮวาในชุดสตรีจีนสีฟ้าทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาก้าวลงมาจากรถม้าตามหลังคุณหนูตระกูลหวังที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาเต็มกับชุดสีชมพูอ่อนสดใส

                ส่วนตัวเธอน่ะเหรอ แค่มัดเป็นมวยหลวมๆปักปิ่นไม้สลักรูปปีกนกก็พอแล้วแหละ  เพราะแค่ความสูงโปร่งผิดสตรีเหวินเจี้ยนก็ทำให้เธอเด่นพออยู่แล้ว  เธอไม่อยากจะเด่นไปมากกว่านี้

                คุณหนูแห่งสกุลหวังจะโดดเด่นด้วยใบหน้างดงามตามแบบสตรีเหวินเจี้ยน  เรือนผมเกล้าเป็นมวยครึ่งหนึ่งด้วยเครื่องประดับเลอค่า  อาภรณ์จากผ้าชั้นดีส่งให้หญิงสาวงดงามราวกับราชนิกุล

                แต่แม้หวังชุนหลันจะงดงามเพียงไหน  ความงามนั้นกลับไม่สามารถกลบรัศมีของหญิงสาวในอาภรณ์เรียบง่ายสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวได้เลย  ดวงหน้างดงามผุดผาดแม้ไม่ได้แต่งเติมใดๆนั้นประดับด้วยรอยยิ้มจาง  นัยน์ตาคมสวยที่มองตรงไปข้างหน้า   ท่วงท่าการเดินหลังตรงอย่างมั่นคงราวบุรุษ  มาดมั่นหากแต่งดงามเหลือเกิน

                มิได้งดงามอ่อนหวาน  หากแต่เป็นสตรีที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง

                หลินจินฮวาเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อรู้สึกว่าตนถูกมอง  หญิงสาวขยิบตาให้นายทหารที่เฝ้าประตูเล็กน้อยห่อนจะกลั้นหัวเราะเมื่อทำให้นายทหารคนนั้นต้องก้มหน้าหลบ

                จวนหมาป่าทะยานนั้นไม่ได้ใหญ่โตหรูหรา   จากที่มองดูเหมือนว่าเจ้าของที่นี่จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ในการฝึกฝนมากกว่าที่ซุกหัวนอนของตัวเองล่ะนะ

                หญิงสาวหัวเราะกับความคิดของตัวเองก่อนจะหยุดเดินเมื่อคุณหนูแห่งตระกูลหวังหยุด  เบื้องหน้าคืออิสตรีคนงามที่เหมือนกันแทบจะทุกระเบียบนิ้ว  ทั้งทรงผม เสื้อผ้า  ใบหน้าและรอยยิ้ม  มีเพียงลวดลายดอกท้อและดอกเหมยที่วาดบนหน้าผากเท่านั้นที่ทำให้แยกออกจากกันได้

                หวังชุนหลันย่อกายลงน้อยๆเชิงเคารพทำให้หลินจินฮวาต้องทำตาม  ก่อนเธอจะถูกกันออกจากบทสนทนาเมื่อคุณหนูจากสกุลหวังได้เรียกให้เหล่าบ่าวรับใช้วางกล่องเครื่องประดับและผ้าเนื้อดีลง

                เท่านั้นแหละ  เสียงวี๊ดว๊ายดังขึ้นทันทีเมื่อเหล่าองค์หญิงดูจะชอบอกชอบใจกับของขวัญจากหวังชุนหลันไม่น้อย  หลินจินฮวาถอนใจเบาๆ

                เธอเองก็ไม่ได้สันทัดเรื่องเครื่องประดับมากมาย  ไหนๆที่นี่ก็เป็นจวนแม่ทัพแล้วก็น่าจะมีการฝึกฝนของทหารบ้าง  หญิงสาวเองก็ไม่อยากไปขัดจังหวะสามสตรีชั้นสูงที่กำลังคุยกันในเรื่องที่เธอไม่เข้าใจ  หลินจินฮวาจึงเดินออกมาจากห้องนั้นเงียบๆ  เมื่อเธอปิดประตูลงเรียบร้อยกันพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

                “แล้วนี่มันต่างกับที่เธอให้ฉันอยู่บ้านตรงไหนวะคะ”หลินจินฮวาบ่น  ตอนนี้เธอกำลังไม่พอใจเชียวล่ะ  นี่หรือคือการออกมาเปิดหูเปิดตาที่ว่า

                ร่างสูงโปร่งขยับยิ้มให้นายทหารที่เฝ้าประตูน้อยๆเมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของพวกเขา  เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มหวานจ๋อย

                “ให้ข้าได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกเถอะเจ้าค่ะ  ข้าไม่อาจเอื้อมไปสนทนากับองค์หญิงทั้งสองได้หรอก”

               “แม่นาง  ที่นี่คือจวนหมาป่าทะยาน  มีกฎเคร่งครัด”ชายหนุ่มอธิบาย“ข้ามิอาจปล่อยให้แม่นางเดินไปไหนมาไหนได้ขอรับ”

                “คุณหนูหลินเจ้าคะ!”เสียงใสๆที่แสนคุ้นเคยดังมาจากเสี่ยวจี้ที่เดินเข้ามา  หลินจินฮวาเลิกคิ้วน้อยๆ

                “ว่าไงเสี่ยวจี้”

                “นายท่านว่าคุณหนูอยู่ที่นี่คงอึดอัด  คุณหนูอยากไปเดินเล่นในเมืองหรือไม่เจ้าคะ”

                “ไปสิ!”หลินจินฮวายิ้มออก  อย่างชุนหลันคงหมกอยู่ที่นี่ทั้งวันแน่แท้ ลุงพ่อค้าก็รู้ใจเธอดีจริงๆเลย  หญิงสาวก้มหัวลานายทหารน้อยๆแล้วเดินกึ่งวิ่งตามเด็กสาวร่างเล็กไป

                นายทหารหนุ่มมองหน้ากันงงๆก่อนจะพ่นลมหายใจ  หากแต่หนึ่งในนั้นกลับขมวดคิ้วเมื่อสกุลของคุณหนูคนงามนั้นช่างคุ้นหูยิ่งนัก

                สกุลหลินอย่างนั้นหรือ...

...............................................

                หลินจินฮวาเดินกินผลไม้แห้งรสหวานอร่อยอย่างมีความสุข  เงินเดือนงวดแรกที่เธอขอเบิกก่อนนั้นมากจนน่าตกใจ  แต่เห็นชุนหลันว่าปรมาจารย์ดนตรีคนเก่านั้นเรียกแพงกว่านี้เป็นเท่าตัวทำให้เธอเบาใจลงบ้าง

                เจ็ดส่วนเธอเก็บไว้เอามาใช้แค่สามส่วนเท่านั้น เสี่ยวจี้ที่เดินตามมานั้นถึงกับขยับตัวชิดร่างโปร่งของนายหญิงโดยไม่รู้ตัวก่อนจะรีบถอยออกมาเล็กน้อย  เพราะทางที่หญิงสาวคนงามเดินเล่นอยู่นั้นมีแต่บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำที่เดินผ่านไปมาทำให้เด็กสาวอดจะหวาดหวั่นไม่ได้

                ย่านอาวุธและอุปกรณ์เดินทาง!

                แต่บุรุษเหวินเจี้ยนจะสูงใหญ่เพียงไหนก็สูงกว่าหลินจินฮวาไม่เกินคืบเท่านั้นเอง  ด้วยความสูงกว่าร้อยเจ็ดสิบทำให้เธอสูงกว่าผู้ชายบางคนด้วยซ้ำ

                “เดินชิดๆข้าก็ได้เสี่ยวจี้”หญิงสาวว่ากลั้วหัวเราะ

                “ทำไมคุณหนูถึงมาเดินในย่านแบบนี้ล่ะเจ้าคะ  ข้าน้อยนึกว่าจะไปเดินที่ตลาดเครื่องประดับเสียอีก”เสี่ยวจี้ถาม“มาในที่แบบนี้ข้าจะได้พาผู้คุ้มกันมาด้วย”

                “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า  ข้าเก่งนะ”หลินจินฮวากล่าวยิ้มๆก่อนจะตาเป็นประกายเมื่อเจอของที่ถูกใจ

                ไม้พลองยาวสีดำสนิทที่ดูจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น  หญิงสาวเดินเข้าไปหาทันที  เจ้าของร้านนั้นคือชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคาย นัยน์ตาคมกริบประดุจเหยี่ยวนั้นลึกลับน่าค้นหา  หากแต่ความอันตรายที่แฝงอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หลินจินฮวาสยายยิ้ม

                สรรพเสียงโดยรอบนั้นเงียบลง  ทุกสายตาจ้องมองไปที่สองชายหญิง  ฝ่ายชายหนุ่มนั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มที่มุมปาก  ส่วนหญิงสาวคนงามนั้นก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงไร้ความกดดัน

                “ท่านจะขายเท่าไรเจ้าคะ”หลินจินฮวายิ้มใสขณะขี้ไปที่ไม้กระบองที่ตนถูกใจ  เสี่ยวจี้สะท้านเฮือกเมื่อจิตสังหารอ่อนๆค่อยๆแผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม

                “ข้าขายไม่ได้หรอกแม่นาง  มีคนมาจองไว้ก่อนแล้ว”หากแต่เสียงพูดนั้นกลับเป็นเสียงทุ้มนุ่มปกติผิดกับจิตสังหารที่แผ่ออกมานัก

                หลินจินฮวาไม่สะทกสะท้าน  หญิงสาวพยุงร่างเล็กของเสี่ยวจี้ที่เกือบจะล้มไปกองที่พื้นให้กลับมายืนได้ใหม่อีกครา

                “จับแขนข้าไว้ก็ได้”เสียงหวานว่าก่อนจะถามอีกครั้ง“ท่านพอจะมีที่คล้ายๆแบบนั้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ”

                ร่างสูงเลิกคิ้วน้อยๆก่อนจะยิ้มอย่างถูกใจ  หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆ 

                “ไม่เอาน่าพี่ชาย”เธอเอ่ย“จิตท่านแข็งแกร่งใช่เล่นเลยทีเดียว  ข้ายังไม่อยากแบกผู้ติดตามของตัวเองกลับไปหรอกนะ หวังว่าท่านจะสงสารผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างข้าด้วย”

                ใบหน้าหล่อเหลานั้นชะงักไปนิดก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่น  ร่างบอบบางตรงหน้าน่ะหรือผู้หญิงตัวเล็กๆ  ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าภายใต้ชุดสตรีอันแสนรุ่มร่ามนั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลัง  ทั้งน้ำหนัก  ท่วงท่าการเดินและความแข็งแกร่งของจิตใจนั้นไม่ต่างจากผู้ฝึกฝนวรยุทธ์  หากแต่กลับไม่มีพลังปราณแผ่ออกมาจากหญิงสาวคนงามแม้แต่นิด

                นางน่าจะมาจากต่างแคว้น  เพราะรูปร่างสูงโปร่งผิดสตรีทั่วไปยิ่งนัก  ผิวพรรณ  โครงหน้าล้วนแตกต่างจากสตรีเหวินเจี้ยนอย่างชัดเจน

                ฝ่ามือหยาบกร้านคว้าอาวุธข้างกายโยนให้  ซึ่งหลินจินฮวาก็รับได้พอดี  หญิงสาวร้องออกมาอย่างถูกใจเมื่อทั้งน้ำหนักและความยาวนั้นช่างเหมาะมือกับเธอเสียจริงๆ

                “กระบองนั้นมีดีมากกว่าที่เจ้าเห็น”เสียงทุ้มว่า“น้ำหนักเบา  เหมาะสำหรับผู้ที่โดดเด่นด้านกระบวนท่าที่พลิกแพลง  ข้าคิดห้าตำลึง”

                ในขณะที่เสี่ยวจี้จะแย้งถึงความแพงของไม้กระบองรูปร่างธรรมดานั้น  หลินจินฮวากลับรีบนับเงินส่งให้โดยไม่ต่อราคาสักนิด  แถมยังให้แพงกว่าที่เรียกซะด้วย

                “ห้าตำลึงยังถูกไปเสียอีกพี่ชาย  ขอบคุณท่านมาก”ร่างโปร่งรับผ้ามาห่อไม้กระบองยาวอย่างคล่องแคล่ว“ท่านพอจะบอกได้หรือไม่เจ้าคะว่าใครกันที่มาซื้อของตัดหน้าข้า”

                หลินจินฮวาถามติดตลก  หากแต่ใบหน้าคมคายนั้นกลับเหยียดยิ้มก่อนจะชี้ไปด้านหลัง  หลินจินฮวาตาเบิกโพลงก่อนจะหันไปประจันหน้ากับผู้มาใหม่ทันที

                เสียงฝีเท้าไม่มีเลย! คนคนนี้เป็นใครเนี่ย! ร่างบางถอยออกมาก้าวหนึ่งอย่างลืมตัว นัยน์ตาคมประดุจพญาอินทรีนั้นนิ่งสงบหากแต่ดุดัน    อาภรณ์แบบชนชั้นสูงนั้นทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว  ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาดุจรูปสลักแบบที่หญิงใดเห็นก็คงหัวใจกระตุก  แต่หญิงคนนั้นคงไม่ใช่หลินจินฮวาผู้นี้

                “มาได้จังหวะพอดี  ท่านแม่ทัพ”เสียงทุ้มว่าพร้อมไม้พลองยาวที่ถูกโยนไปให้  ผู้มาใหม่รับไว้ในมือได้พอดิบพอดีโดยไม่ได้หันไปมองสักนิด

                “แม่ทัพ?”หลินจินฮวาเลิกคิ้วเล็กน้อย  ต่างจากเสี่ยวจี้ที่ตัวสั่นสะท้านก่อนจะคารวะให้ชายหนุ่มผู้มาใหม่อย่างรวดเร็ว

                “ถวายบังคมเพคะองค์ชาย”เด็กสาวเอ่ยเสียงสั่น  ก่อนจะเกือบทรุดลงไปนั่งเมื่อสายตาคมกริบนั้นมีประกายไม่พอใจ  ร่างโปร่งรับตัวเด็กสาวเอาไว้ได้ก่อนจะหันไปสยายยิ้มให้ชายหนุ่มผู้มาใหม่

                เฉินอวิ๋นเทียนมองใบหน้างดงามที่ส่งยิ้มให้อย่างนิ่งงัน  แม้นางจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าหากแต่แววตานั้นกลับทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กๆ  ทั้งท้าทาย แกร่งกล้า  หากแต่ลึกลับน่าค้นหา

                น่าสนุกดีนี่...

                หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆก่อนจะยกห่อไม้กระบองพาดไหล่  นัยน์ตาคมดุนั้นไหววูบเล็กน้อยแต่เธอก็ยังอุตส่าห์มองเห็น  แววตาท้าทายถูกส่งไปให้กับแม่ทัพแห่งจวนหมาป่าทะยานอีกครา

                “พวกเราต้องได้เจอกันอีกแน่”เสียงหวานเอ่ย  ก่อนร่างบางจะย่อกายคารวะอย่างงดงามทั้งที่รอยยิ้มยังไม่สลายไปจากใบหน้าก่อนจะเดินนำเด็กสาวที่ยังคงตกใจเล็กน้อยออกไป

                นัยน์ตาคมกริบนั้นมองร่างโปร่งไปจนลับตาก่อนจะโยนถุงเงินส่งให้พ่อค้าหนุ่มที่ยิ้มอย่างถูกใจไม่น้อย  เสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นลอยๆ

                “เป็นสตรีที่งดงามมาก  ท่านว่าหรือไม่”

                “เป็นสตรีที่ประหลาด”เฉินอวิ๋นเทียนว่าเสียงเรียบ“ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”

                “ไม่สู้ดี”ร่างสูงค่อยๆพับเสื่อเก็บอาวุธลงไปอย่างไม่รีบร้อน“กองกำลังของพวกมันมีมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกมันคงไม่คิดสู้ซึ่งหน้า”

                องค์ชายห้าแห่งเหวินเจี้ยนพยักหน้าน้อยๆก่อนจะหันหลังเดินจากไป  หากแต่เสียงของพ่อค้าหนุ่มที่ไล่หลังมาก็ทำให้ชายหนุ่มชะงัก

                “นางสามารถรับจิตสังหารได้อย่างไม่สะทกสะท้าน  แต่ท่านคงไม่รู้ว่าข้าสัมผัสพลังปราณจากนางไม่ได้เลย”

                “นางไม่มีพลังปราณ?”

                “ถูกต้อง”พ่อค้าหนุ่มสะพายห่อผ้าไว้ที่หลัง“ความแข็งแกร่งนั้นมาจากจิตใจนางล้วนๆ  นางเป็นสตรีที่น่าสนใจ  ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ”

                ก่อนร่างสูงกำยำจะกระโดดขึ้นไปตามหลังคาแล้วหายไปในพริบตาบ่งบอกถึงวรยุทธ์ที่เก่งกล้า  นัยน์ตาคมดุมองตามร่างกำยำที่กระโดดหายไปด้วยแววตานิ่งงัน

                ก่อนจะประกายขึ้นมาชั่วแวบหนึ่งพร้อมรอยยิ้มที่ประดับที่มุมปาก

                ใช่...เป็นสตรีที่น่าสนใจยิ่งนัก

................................................................

                เมื่อหลินจินฮวากลับมาถึงจวนก็เกือบจะโดนคุณหนูสกุลหวังแว้ดใส่  หากแต่หญิงสาวกลับเร็วกว่า  นัยน์ตาคมสวยนั้นหรี่ลงน้อยๆก่อนจะเอ่ยเสียงนิ่ง

                “กับเจ้าที่ทิ้งข้าให้หลบอยู่มุมห้องมีสิทธิ์พูดด้วยเหรอ”

                “ข้ากำลังสนทนากับองค์หญิงอยู่นะ  เจ้าต้องรอข้าสิ  ทิ้งข้าไปแบบนี้ไม่ได้!”หวังชุนหลันเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ  ตอนนี้หญิงสาวเองก็ไม่พอใจอยู่แล้วเพราะสององค์หญิงพอเลือกของเสร็จก็สนทนากันแต่เรื่องในวังที่เธอไม่รู้ซึ่งเป็นการกันคุณหนูสกุลหวังออกจากบทสนทนาอย่างสิ้นเชิง  จะอยู่ฟังก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำให้หวังชุนหลันตัดสินใจออกไปข้างนอกกับหลินจินฮวา  แต่พอหันกลับมาหญิงสาวจากต่างเมืองก็หายไปเสียแล้ว 

                “อ้อ  ข้าเป็นคนใช้เจ้าสินะ”หลินจินฮวายิ้มใสทั้งที่แววตานั้นกลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

                ความจริงก็ไม่ได้โกรธหรอก  แต่แกล้งโกรธเสียหน่อยก็ดีเพราะเธออยากรู้ว่าคุณหนูคนนี้จะทำยังไง  เห็นหวังซือหานว่าชุนหลันนี่แหละจะเป็นผู้สืบทอดตระกูลเลยขอทดสอบวุฒิภาวะเสียหน่อย

                แต่ก็นะ...เบื้องต้นยังไม่ผ่าน  เอาใจใส่คนอื่นน้อยเกินไปเพราะถูกตามใจจนเคยตัว หญิงสาวคิดในใจก่อนจะย่อกายคารวะร่างเล็กอย่างเรียบร้อย

                “ข้าน้อยต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”เสียงที่เอ่ยนั้นนิ่งเรียบเย็นชายิ่งนัก“ข้าน้อยสำนึกผิดยิ่งนักที่สำคัญตนผิดไป  แม้จะมิได้รับความสนใจข้าน้อยก็ยังต้องยืนอยู่นิ่งๆคอยรับใช้ตามประสงค์ของท่านเฉกเช่นบ่าวทั่วไปสินะเจ้าคะ”

                แววตาที่แข็งกร้าว  รอยยิ้มที่เหยียดหยันเป็นสิ่งที่หวังชุนหลันไม่เคยเห็นจากหญิงสาวผู้งดงามคนนี้  และเมื่อได้เห็นก็ทำให้คุณหนูสกุลหวังได้รู้ว่า...ผู้หญิงที่ชื่อหลินจินฮวาเป็นบุคคลที่ไม่ควรยั่วให้โกรธ

                “ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะ”เสียงหวานเอ่ยแก้ตัว  สองขานั้นก้าวถอยออกมาช้าๆ

                “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ  แปลกจริงๆ”หลินจินฮวาเปลี่ยนรอยยิ้มเป็นรอยยิ้มการค้า“ข้าน้อยก็นึกว่าท่านไม่พอใจกับการถูกละเลยจากสององค์หญิงแล้ว  ท่านจะเข้าใจข้าน้อยเสียอีก  อันตัวข้าน้อยก็เป็นเพียงบ่าวคงไม่อาจได้รับความใส่ใจจากท่านหญิงได้...”

                นัยน์ตาคมหวานหันเหล่ไปมองสองราชนิกุลที่เปิดประตูออกมาเล็กน้อยก่อน  บางครั้งพวกชนชั้นสูงก็มักจะหลงลืมไปว่า ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือรากหญ้าต่างก็มีสิทธิ์ของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน  การจะตัดใครสักคนออกจากบทสนทนาง่ายๆเช่นนี้นับเป็นการเสียมารยาทอย่างใหญ่หลวงสำหรับเธอเลยทีเดียว

                “เพียงประชาชนตัวเล็กๆ  ไร้อำนาจชื่อเสียงจะเป็นที่สนใจของผู้มีอำนาจล้นฟ้าได้อย่างไร”เสียงหวานเอ่ยไม่ดังแต่ก็มากพอที่จะทำให้สององค์หญิงชะงัก“ตัวข้ามิได้รับความใส่ใจก็ทำในสิ่งที่ข้าต้องการ  ไม่มีใครบอก  ไม่มีใครสั่ง  ข้าไม่รู้ว่าถูกหรือผิด  แต่สุดท้ายก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดเพราะความไม่รู้นั้น ช่างยุติธรรมเสียจริง”

                หวังชุนหลันขมวดคิ้ว  ในตอนแรกก็พอจะรู้ว่าหญิงสาวคนงามที่ตอนนี้ควรจะถอยห่างให้ไกลนั้นกำลังดัดหลังตนอยู่  แต่พักหลังๆนี่เริ่มไม่เกี่ยวกับตนเสียแล้ว

                เฉินลี่เซียนนั้นมีประกายความไม่พอใจอยู่ในแววตา  หากแต่เฉินเพ่ยเซียนผู้เป็นน้องกลับจับข้อมือบางไว้แล้วส่ายหน้าน้อยๆเชิงห้ามปราม  นัยน์ตางามนั้นสบแววตาคมนั้นก่อนจะหลบตา

                สตรีนางนั้นกำลังจะบอกว่า...แค่ประชาชนคนเดียวยังเอาใจใส่ไม่ได้  รับประสาอะไรกับทั้งแผ่นดิน

                แม้พวกนางจะเป็นหญิง  หากแต่ก็เป็นสายเลือดของจักรพรรดิ  แม้จะได้อยู่อย่างสุขสบายก็ต้องตอบแทนการพลีกายถวายชีวิตแด่แผ่นดิน  แด่ประชาชน

                “อำนาจ...ทำให้คนเปลี่ยน  สามารถเปลี่ยนธรรมราชาเป็นทรราชได้  แล้วประชาชนตัวเล็กๆจะเป็นอย่างไรต่อไปล่ะเพคะ”หลินจินฮวาเอ่ยต่อ“หากพระองค์ถูกอำนาจครอบงำ  สักวันหนึ่งประชาชนคงเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าท่ามกลางความสุขสบายของพระองค์  และเมื่อประชาชนเดือดร้อน...หม่อมฉันก็ไม่กล้าจินตนาการต่อจากนั้น”

                ร่างโปร่งนั้นย่อกายคารวะอย่างงดงามก่อนจะหันหลังเดินจากไป  ผ่านนายทหารที่ก้มหน้าราวไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในจวน

                เฉินลี่เซียนถึงกับพูดไม่ออกเมื่อตนเองกลับถูกปุถุชนสั่งสอนเข้าเสียได้  ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจเมื่อแม้แต่หวังชุนหลันเองก็ย่อคายเคารพแล้วเดินออกไปเช่นกัน

                “ทำไมกัน...”

                “พี่หญิงยังไม่เข้าพระทัยอีกหรือ”เพ่ยเซียนถามเสียงเครือ“นาง...นางมิได้พูดผิดสักนิดมิใช่หรือเจ้าคะ”

                สององค์หญิงนั้นใช้ชีวิตอยู่ในวังอย่างสุขสบายมาตั้งแต่จำความได้  ได้รับการดูแลเอาใจใส่  ได้ทุกสิ่งที่ต้องการเสมอมา  จนมาวันนี้เสียงของหนึ่งในประชาชนของพวกนางก็ได้ทำให้เฉินเพ่ยเซียนถึงกับสะอึก

                ว่าตนนั้นมีภาระอันหนักหนาเพียงใด...

                ในขณะเดียวกันร่างโปร่งระหงของหญิงสาวคนงามนั้นไม่ได้สนใจเสียงเรียกจากคุณหนูสกุลหวังแม้แต่นิด ได้แต่เดินหลีกออกมาจนพ้นแล้ว  แต่ปัญหาก็คือ...

                ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะคะ  หลินจินฮวายิ้มเครียด

                ตอนนี้เธอกำลังหลงทาง  หลงแบบไม่รู้ว่าจะไปทางไหนซะด้วยสิ  ให้เดินย้อนไปเดี๋ยวก็หลงยิ่งกว่าเดิมอีก  หญิงสาวถอนใจเบาๆก่อนจะเดินต่อไปเผื่อเจอทหารจะได้ถามทางกลับ

                ทันใดนั้นเสียงที่เธอคุ้นเคยมาเกือบจะทั้งชีวิตก็ดังขึ้น  เสียงของบางสิ่งที่แหวกผ่านอากาศไปนั้นทำให้ร่างโปร่งต้องเดินไปหาต้นเสียงอย่างใคร่รู้

                ก่อนนัยน์ตาคมสวยจะเปล่งประกายกับภาพที่ปรากฏ  นายทหารที่กำลังฝึกธนูอย่างแข็งขัน  ตอนนี้เธอได้เจออะไรดีๆเข้าให้แล้วสิ  หญิงสาวขยับยิ้มกับตัวเอง

                ก่อนจะสะดุ้งน้อยๆกับเสียงที่ดังในระยะประชิด

                “เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่”เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆแต่ทำเอาร่าโปร่งก้าวถอยจนเกือบสะดุดชายกระโปรงล้ม

                เฉินอวิ๋นเทียนเกือบจะหลุดหัวเราะกับหญิงสาวที่เกือบจะหงายหลัง  แต่ก็ต้องเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อแววตาคมดุนั้นจ้องมาที่เขาอย่างไม่พอใจ

                “ไม่คิดจะช่วยกันหน่อยเลยหรือเจ้าคะ”

                “บุรุษสตรีไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกัน”

                “แต่ข้ากำลังจะล้ม”หลินจินฮวะเท้าสะเอว“ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย”

                แทนที่แม่ทัพหนุ่มจะโกรธ  ชายหนุ่มกลับหัวเราะเบาๆอย่างที่ตนเองก็ยังไม่รู้ว่ามีอะไรให้หัวเราะกันแน่  สตรีประหลาดตรงหน้ายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันกลับไปสนใจการฝึกธนูของทหารต่อ

                เธอเคยฝึกธนูมาตั้งแต่เด็กๆเพราะพี่สาว  กุลิสราเป็นผู้หญิงที่ชอบกีฬากลางแจ้งมากเสียจนพาลให้เธอชอบตามไปด้วย  ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้า  ยิงธนู  ยิงปืนและว่ายน้ำ ยิ่งรวมกับที่เคยฝึกศิลปะการป้องกันตัวจากญาติที่เป็นตำรวจด้วยยิ่งทำให้พวกเธอกลายเป็นสาวสปอร์ตเต็มตัว ดวงหน้างามหมองลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงพี่สาวของตนที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

                พลันคำพูดหนึ่งของร่างสูงก็ทำให้หลินจินฮวาหันขวับไปมอง...

                “เจ้าเก่ง”ชายหนุ่มว่า“ปกติลี่เซียนไม่เคยฟังคำของผู้อื่น  แต่คำที่เจ้าพูดไว้กลับทำให้นางได้คิด”

               “ท่านคงไม่สั่งตัดหัวข้าหรอกนะเจ้าคะ”หญิงสาวหรี่ตา  ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก  ความจริงเขาควรจะขอบคุณสตรีประหลาดนางนี้ด้วยซ้ำ จะให้สององค์หญิงที่ฮ่องเต้โปรดปรานยอมฟังคำใครได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งคนนั้นเป็นเพียงสามัญชนยิ่งแล้วใหญ่  เฉินอวิ๋นเทียนเอ่ยขึ้นลอยๆ

                “เจ้าอยากจะลองเสียหน่อยหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามเรียบๆ

                หญิงสาวเบิกตาขึ้นน้อยๆพลางมองผู้พูดอย่างไม่เชื่อสายตา

.........................................

ตอนที่สี่มาเสิร์ฟแล้วค่ะ  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1744 ซาลาสซา (@sasalassa) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2558 / 15:30
    แห่ ไม่สมจริงไมน๊า หรือเราดูดราม่าละครจีนมากไป จนคิดว่าประชาชนมาพูดกระทบองค์หญิงแบบนี้ พวกนางกำลังวิ่งมาตบปากก่อนละ
    #1744
    0
  2. #642 blue bunny (@minerwa13) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 08:27
    ตอนอ่านตรงที่ พระเอกที่ยังไม่ค่อยจะมีบทเพราะรอเจ้มาแต่ง ทำหน้าอย่างงี้ >>
    #642
    0