ลำนำกระดิ่งหยก(สตรีเหล็กบุกแดนมังกร)

  • 97% Rating

  • 12 Vote(s)

  • 162,403 Views

  • 1,824 Comments

  • 2,060 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    10

    Overall
    162,403

ตอนที่ 5 : ลำนำบทที่ 5 ยามเมื่อบุปผาแผลงฤทธิ์ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2035
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ลำนำบทที่ 5  ยามเมื่อบุปผาแผลงฤทธิ์ 2

เป็นสตรีมีชั้นเชิงด้านอาวุธ

เปรียบประดุจกุหลาบงามนั้นเหมาะสม

มิใช่ดอกไม้ริมทางให้เด็ดดม

ท้ายโศกตรมสิ้นความงามใครจะแล

……………………….

ได้จริงหรือเจ้าคะหลินจินฮวาถามย้ำ  เมื่อเห็นผู้เป็นใหญ่แห่งจวนหมาป่าทะยานพยักหน้า  หญิงสาวก็นิ่งไปนิดก่อนจะย่อกายคารวะอย่างงดงาม

                ข้า หลินจินฮวา ขอขอบพระคุณมากเจ้าค่ะเสียงหวานเอ่ยพร้อยแววตาที่เปล่งประกายราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่

                “สกุลหลิน?”เฉินอวิ๋นเทียนเลิกคิ้วน้อยๆ  หากแต่หญิงสาวคนงามกลับขมวดคิ้ว

                “อีกแล้ว  สกุลข้ามีอะไรหรือ”หลินจินฮวาถาม“บอกข้าได้ไหม”

               ชายหนุ่มมองร่างโปร่งที่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบนิ่งงัน  หญิงสาวไม่หลบตาทั้งจังจ้องกลับอย่างคาดคั้นสร้างความประหลาดใจให้แม่ทัพแห่งหมาป่าทะยานไม่น้อย

                เป็นสตรีที่มาดมั่นและงดงาม...ช่างประหลาดหากแต่น่าสนใจยิ่งนัก

                “ยิ้มอะไรของท่านกัน”

                “ยิ้ม?”

                “ก็ยิ้มน่ะสิเจ้าคะ”หลินจินฮวาเท้าเอว“อย่าบอกนะว่าไม่รู้ตัว  ท่านแม่ทัพ”

                เฉินอวิ๋นเทียนชะงัก  นี่เขากำลังยิ้มหรือ พลันร่างโปร่งก็ว่าต่อเมื่อมั่นใจแล้วว่าเขากำลังฟังอยู่ ทว่าคำที่นางพูดกลับทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

                “จวนท่านพอจะมีม้าเหลือให้ข้าสักตัวไหมเจ้าคะ”หญิงสาวถาม“เวลาข้าอยากจะออกไปเที่ยวเล่นข้าก็อยากจะขี่ม้ารับลมเหมือนที่เคยทำก่อนจะมาอยู่ที่นี่บ้าง”

                “ในตัวเมืองมีม้าชั้นดีมากมายให้เจ้าเลือกซื้อ”

                “ข้าไม่ได้จะซื้อ”หลินจินฮวาขยิบตา“ข้าจะพนันกับท่านต่างหาก”

                ชายหนุ่มนิ่งไปนิดก่อนจะเผยรอยยิ้มอีกครา แววตาท้าทายที่ถูกส่งมานั้นดูท่าว่าจะไม่ตอบรับไม่ได้เสียแล้ว หลินจินฮวาช่างเป็นสตรีที่ทำให้เขาสนใจได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ

                “ว่าอย่างไร”

                หลินจินฮวาขยับยิ้มเมื่อแม่ทัพหนุ่มตอบรับคำท้าของเธอ

                “ข้าจะประลองธนูกับทหารของที่นี่สิบคน”เสียงหวานเอ่ย“ถ้าข้าชนะ ข้าขอเลือกม้าตัวใดก็ได้จากที่นี่ไปหนึ่งตัว”

            เฉินอวิ๋นเทียนเลิกคิ้วน้อยๆ สตรีตรงหน้านั้นมองจากภายนอกแล้วสูงระหงเพรียวบาง  หากแต่จากน้ำหนักที่ลงเท้าและท่าทางการเดินนั้นไม่ใช่แน่  นางอาจจะเคยฝึกธนูมาก่อน

                น่าสนุกดีนี่...ชายหนุ่มขยับยิ้มมุมปาก

                “ตกลง”

                หลังจากนั้นที่ลานธนูก็มีเป้าจัดไว้เรียบร้อย นายทหารที่ได้รับอนุญาตให้ดูการประลองนั้นอยู่ที่มุมหนึ่งของสนาม  และต่างก็ต้องลอบกลืนน้ำลายกับสตรีคนงามที่อาจหาญท้าพนันกับแม่ทัพแห่งจวนเฟยหลาง

              ขนาดหวังชุนหลันเองยังตกใจเมื่อภายใต้ชุดสตรีจีนพลิ้วไหวนั้น  เมื่อมาอยู่ในชุดแบบบุรุษที่ฉีกแขนออกเพื่อให้เคลื่อนไหวง่ายจะปรากฏกล้ามแขนบางๆแบบที่สตรีนางใดในเหวินเจี้ยนไม่มีทางจะมี

             หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆก่อนจะวอร์มอัพยืดกล้ามเนื้อไปมา หญิงสาวลองยกธนูขึ้นก่อนจะยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อน้ำหนักพอดีไม่ต้องเปลี่ยน

            ถึงเธอจะไม่ได้หุ่นถึงขึ้นออกกำยำ(?)แบบสาวนักเพาะกาย  แต่รูปร่างที่พบเห็นได้ง่ายๆในฟิตเนสทั่วไปของกรุงเทพมหานครกลับเป็นสิ่งแปลกของที่นี่

                พลันหญิงสาวก็ถึงกับเหวอเมื่อคู่แข่งทั้งสิบนั้นดันมีคนที่ไม่คาดคิดติดมาด้วย  เฉินอวิ๋นเทียนที่กำลังง้างคันธนูเปล่าอย่างเชี่ยวชาญนั้นไม่ได้หันมาสนใจเธอเลยสักนิด

                “เจ้าคิดยังไงไปท้าแข่งกับองค์ชายห้ากันนะ”คุณหนูแห่งสกุลหวังถามอย่างไม่อยากเชื่อ

                หลินจินฮวาเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน  เพราะเธอไม่คิดว่าคนคนนั้นจะลงสนามเองน่ะสิ!

......................................

                หลินจินฮวาถือธนูพร้อมประจำที่ กติกาไม่ยาก  แค่ยิงธนูให้เข้ากลางเป้าภายในวงกลมสีแดงทั้งสองดอกนี่แหละ ระยะห่างจากเป้าก็ประมาณยี่สิบกว่าสิบเมตร  เส้นผ่านศูนย์กลางวงกลมสีแดงก็ประมาณสิบเซนติเมตร  ถือว่าใช้ได้สำหรับเธอ  ออกจะง่ายด้วยซ้ำไป นัยน์ตาคมสวยไล่มองคู่แข่งทีละคน  ที่น่ากลัวดูจะเป็นสามคนสุดท้าย

                หนึ่งคือชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบกลางๆที่รูปร่างไม่ได้กำยำเท่าทหารคนอื่น  แต่จากท่าทางคล่องตัวแล้วคงน่ากลัวใช่เล่น  สองคือคนที่ดูอายุมากกว่าคนแรกหน่อยแต่รูปร่างเพรียวกว่า และคนสุดท้าย...ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฉินอวิ๋นเทียน

                “คงต้องเอาจริงซะล่ะมั้ง”เสียงหวานบ่นกับตัวเองเบาๆ

                หลังจากแนะนำตัวเรียบร้อย เมื่อกรรมการให้สัญญาณ  หลินจินฮวาก็ง้างธนูด้วยท่าที่ถูกต้องทุกระเบียบนิ้ว  แววตาคมสวยจ้องมองไปที่เป้าหมายก่อนจะปล่อยธนูดอกแรกออกไปอย่างใจเย็น

                ฉึก!

                “แม่นางหลิน ผ่าน!”เสียงของกรรมการที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวยกยิ้มอย่างพอใจ  ลูกธนูของเธอไม่ได้อยู่กลางเป๊ะๆแต่ก็อยู่ในวงกลมสีแดงต่างจากคู่ต่อสู้ที่หลุดออกไปข้างนอกวง

                เป็นเช่นนั้นอีกครั้ง  อีกครั้งและอีกครั้ง...

                ไร้ซึ่งความกดดัน  มีเพียงรอยยิ้มจางๆที่ประดับไว้มุมปากขับความงามให้เปล่งประกาย  ไม่มีแม้เหงื่อสักหยดด้วยซ้ำ ฝีมือการยิงธนูของสตรีจากต่างแคว้นได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของจวนหมาป่าทะยานแล้ว

                วัดแพ้ชนะด้วยระยะของทั้งสองดอก  ถึงทหารทุกนายจะสามารถยิงเข้าในวงกลมสีแดงได้  แต่ลูกศรของหลินจินฮวานั้นมีระยะที่ใกล้มากกว่า

               แม้แต่หวังชุนหลันยังตกใจเมื่อหญิงสาวคนงามเจ้าของท่วงท่าการกรีดสายกู่เจิงอันอ่อนช้อยคนนั้นกลับเป็นมือธนูที่เก่งกาจอย่างหาตัวจับยากทีเดียว

                จนในที่สุด...คู่ต่อสู้คนที่แปด  หนึ่งในตัวเต็งที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็ลงสู่สนาม

                “ข้า เจียงเหวินหยาง หัวหน้าหน่วยที่หกแห่งทัพหมาป่าทะยาน”ชายหนุ่มวัยยี่สิบกลางๆเอ่ย  นัยน์ตาเรียว  ถ้าให้บรรยายง่ายๆโดยภาพรวมคือหนุ่มตี๋สุดหล่อในอุดมคติของสาวๆหลายคน

                ไม่น่ามาเป็นทหารเลยพ่อคุณเอ๊ย หลินจินฮวาขยับยิ้มกับความคิดของตัวเองก่อนจะย่อกายลงน้อยๆ

                “ข้าหลินจินฮวาเจ้าค่ะ”

                และเมื่อกรรมการให้สัญญาณ  ร่างโปร่งก็ยกธนูขึ้นง้างแล้วปล่อยธนูดอกแรกอย่างใจเย็น

                “ผ่าน!

                อย่างที่คิด  เจียงเหวินหยางยิงเข้ากลางเป้าได้อย่างง่ายดาย  หลินจินฮวาขยับยิ้มจางก่อนจะง้างธนูขึ้นอีกครั้ง ในดอกที่สองมีเงื่อนไขเดียวที่จะเรียกได้ว่าชนะ  คือการปักลงไปให้ใกล้กับที่ศรดอกแรกปักอยู่มากที่สุด

                “ใจเย็นๆ ผกากาญจน์”หญิงสาวบอกกับตัวเองก่อนจะปล่อยศรดอกที่สองออกไปด้วยหัวใจที่เต้นถี่รัว

                ฉึก!

                นัยน์ตาคมสวยเหล่ไปมองผลงานของผู้ท้าชิงเล็กน้อยก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก  เจียงเหวินหยางเบิกตาขึ้นเล็กๆก่อนจะค้อมหัวน้อยๆให้ร่างโปร่งอย่าอดนับถือไม่ได้

                หญิงสาวย่อกายน้อยๆเชิงเคารพคู่ต่อสู้เช่นกัน  ก่อนจะหันกลับไปประมาณระยะห่างของลูกศรด้วยสายตา  ระยะห่างของลูกศรของจียงเหวินหยางทั้งสองดอกที่ปักอยู่นั้นไม่ถึงสองเซนติเมตร  แต่ของเธอกลับห่างกันเพียงแค่เซนติเมตรเดียว!

                เจียงเหวินหยางเองยังตกใจ แขนของหลินจินฮวาควรจะล้าจากการน้าวธนูโดยแทบจะไม่หยุดพัก  สายตาที่ควรจะล้าไปแล้วเช่นกันก็กลับประกายกล้าไม่เปลี่ยนแปลง  ชายหนุ่มประจำอยู่หน่วยข่าวกรอง  เขามั่นใจมาตลอดว่าฝีมือธนูของเขาอยู่ในลำดับต้นๆของกองทัพ แต่ผลที่ใกล้กลับพ่ายแพ้เสียอย่างนั้น

                ดวงตาเรียวนั้นหันกลับไปมองอีกสองผู้ท้าชิงที่เหลือ...

                เขาแพ้  แต่กลับอีกสองคนนั้นไม่แน่  ในจวนมีนักธนูที่เก่งกาจที่สุดอยู่สี่คน  สองคนนั้นอยู่หน่วยที่แปด ส่วนอีกสองคือบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาเอง

                จื่อจิ่นเกอ หัวหน้าหน่วยสืบข่าว และแน่นอนที่สุด...องค์ชายห้าแห่งเหวินเจี้ยน

                นัยน์ตาคมกริบนั้นมีประกายขึ้นเล็กน้อย  เฉินอวิ๋นเทียนขยับยิ้มมุมปากเมื่อฝีมือของหญิงสาวนั้นเป็นของจริง หลินจินฮวาเป็นผู้หญิงที่ทำให้ประหลาดใจได้เสมอ

           แล้วครั้งนี้ล่ะ?  เรียกว่าค่อนข้างประทับใจคงไม่ผิดนัก หากเทียบกับอิสตรีผู้งดงามตามฉบับเหวินเจี้ยนทั้งหลายที่เคยกรีดกรายเข้ามาหาเขาในงานรื่นเริงต่างๆภายในวังหลวงแล้ว  ความมาดมั่นและแข็งแกร่งของสตรีตรงหน้านั้นน่าหลงใหลกว่ามากนัก...

                น่าหลงใหล? นี่ข้ากำลังใช้คำนั้นกับสตรีนางนี้เช่นนั้นรึ ชายหนุ่มขมวดคิ้วกับตัวเอง

                ขณะนั้นหลินจินฮวาก็เริ่มยืดแขนตัวเองไปมา การน้าวสายธนูโดยแทบจะไม่ได้พักสร้างภาระให้กล้ามเนื้อของเธอไม่น้อยเชียวล่ะ ถ้าเป็นกุลิสราคงทนได้นานยิ่งกว่านี้

                ป่านนี้พี่กุลจะเป็นยังไงบ้างนะ  แววตาของหญิงสาวหม่นลงแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นประกายกล้าอีกครั้งเมื่อคู่ต่อสู้คนที่เก้าเดินเข้ามาในสนาม

                “จะพักก่อนดีหรือไม่แม่นาง”ชายหนุ่มร่างเพรียวถาม  หลินจินฮวาส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะย่อกายลงน้อยๆ

                “ขอบคุณในความหวังดีเจ้าค่ะ  แต่ข้ายังไหว”เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็หัวเราะเบาๆ

                “ข้าจื่อจิ่นเกอ หัวหน้าหน่วยที่เก้าแห่งทัพหมาป่าทะยาน”เขาเอ่ย“เจ้าไม่ต้องแนะนำตัวซ้ำหรอก ข้าได้ยินชื่อเจ้ามาแปดครั้งแล้ว”

              หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆ  ภายใต้ความเป็นกันเองและรอยยิ้มเป็นมิตรนั้น  เธอกลับไม่ค่อยชอบหัวหน้าหน่วยคนนี้สักเท่าไรเลย  แววตานั้นดูจะสำรวจเธอจนน่ารำคาญจริงๆ 

           หญิงสาวปล่อยศรดอกแรกออกไปทันทีโดยไม่ลังเลเมื่อได้ยินสัญญาณ  ก่อนจะขยับยิ้มเมื่อเป็นดังที่คาดไว้  ลูกศรของหัวหน้าหน่วยที่เข้าเข้าตรงกลางเป้าพอดิบพอดีบ่งบอกฝีมือฉกาจของเขาได้เป็นอย่างดี

          แย่หน่อยที่ของเธอนั้นเอียงจากกึ่งกลางประมาณสิบองศาได้  แต่เมื่อยังอยู่ในวงกลมสีแดง  แพ้ชนะวัดกันที่ดอกที่สองต่อจากนี้

                “ผ่าน!

                หลินจินฮวาผ่อนลมหายใจช้าๆก่อนจะน้าวคันธนูเตรียมปล่อยดอกที่สอง  ครั้งนี้เธอไม่ได้เล็งไปที่ข้างๆศรดอกแรกเช่นเคย  แต่เธอเล็งไปที่หัวของลูกศรดอกแรกเลยต่างหาก หญิงสาวเชิดคันธนูให้สูงขึ้นเล็กน้อย

                เรื่องความอึดเธอเทียบกับพี่สาวไม่ติดฝุ่น  แต่เรื่องความแม่น...เธอกินขาด

                ฟึบ! ฉึก!

                “เยส!”หญิงสาวกำมือแน่นก่อนจะร้องเบาๆ ลูกธนูของจื่อจิ่นเกอนั้นห่างกันเกือบเซนติเมตรก็จริง แต่ลูกศรของเธอนั้นเกือบจะเป็นรอยเดิมซ้ำกับศรดอกแรก!

                คราวนี้ทุกสรรพเสียงค่อยๆเงียบลง...

                จื่อจิ่นเกอขยับยิ้มก่อนจะหลบให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในจวนหมาป่าทะยานลงสู่สนาม  เฉินอวิ๋นเทียนก้าวย่างพร้อมแรงกดดันที่แผ่ออกมารอบกายจนทำให้ผู้คนรอบบริเวณลอบกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่น

                หากแต่สตรีผู้อาจหาญท้าทายอสูรร้ายแห่งสนามรบนั้นกลับยิ้มระรื่นจนน่าประหลาดใจ  หลินจินฮวาเอ่ยบางคำที่ไม่มีใครได้ยิน  หากแต่ทุกผู้ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อรอยยิ้มจางปรากฏที่มุมปากของใบหน้าคมคายนั้นพร้อมแรงกดดันที่สลายไปราวกลับไม่เคยมีอยู่

                เสียงหัวเราะหวานใสของหลินจินฮวาดังก้องในใจของทุกคนพร้อมความอัศจรรย์ใจที่บังเกิดขึ้น คำพูดใดกันที่ทำให้นายเหนือแห่งจวนเฟยหลางถึงกับเผยรอยยิ้มออกมาได้

                หญิงสาวทำเพียงแค่ส่งลูกศรดอกแรกออกไปเมื่อให้สัญญาณเท่านั้น  ลูกศรนั้นเข้ากลางวงกลมสีแดงพอดิบพอดีเช่นเดียวกับแม่ทัพใหญ่แห่งเหวินเจี้ยน  หากแต่สิ่งที่ทำให้เกือบทุกคนต้องอ้าปากเหวอกลับเป็นหลังจากนั้น

                “ข้าขอยอมแพ้เจ้าค่ะ”หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะย่อกายคารวะให้แม่ทัพแห่งจวนหมาป่าทะยานอย่างงดงามอ่อนช้อยยิ่งนัก  ท่ามกลางความตกใจของทุกคนยกเว้นเฉินอวิ๋นเทียนที่เพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ

                ในวินาทีนั้น...ความคิดหนึ่งที่บังเกิดขึ้นพร้อมกันก็คือ นางช่างเป็นสตรีที่น่าพิศวงนัก

…………………………………………

                “เฮ้อ! เหนื่อยจริงๆเลยน้า”ร่างโปร่งล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน  หลังจากที่เดินทางกลับจากจวนด้วยลุคสาวงามแบบเดิมเธอก็ไม่ร่วมมื้อเย็นด้วยเหตุว่าเพลียมากอยากจะพักเลยหนีมาอาบน้ำเตรียมตัวนอนอยู่ในตอนนี้ เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังขึ้นเมื่อนึกไปถึงคำที่เธอพูดออกไปโดยไม่ได้ออกเสียง

                ข้าไม่มีแรงพอที่จะน้าวธนูให้ชนะท่านได้อีกแล้วล่ะ สงสัยคงอดได้ม้าจากท่านเสียแล้ว

                เธอรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี ในตอนนั้นเธอยังน้าวธนูไหว  แต่ให้ไปปักที่จุดเดิมอีกรอบนั้นยอมรับเลยว่ามือไม่นิ่งพอ หญิงสาวเลยได้เห็นฝีมือธนูขององค์ชายห้าแห่งเหวินเจี้ยนเป็นบุญตา

                ลูกศรดอกที่สองที่ผ่าศรดอกแรกเป็นสองซีก...เป็นเธอเองยังทำแบบนั้นไม่ได้เลย!

                “คนอะไรหล่อแล้วยังเก่งอีก”เสียงหวานเอ่ยกับตัวเองก่อนจะเบ้หน้า“แต่นิ่งไปหน่อย ไม่สิ!  เขาก็ยิ้มนะ โอ๊ยผกากาญจน์ หล่อนเพ้ออะไรอยู่ฮะ”

                ฝ่ามือเรียวบางยกขึ้นปิดหน้าก่อนจะพูดเสียงอู้อี้

                “วันเดียว  นี่ฉันเพ้อถึงผู้ชายที่เห็นหน้ากันไม่ถึงวันด้วยซ้ำเนี่ยนะ”หญิงสาวบ่นกับตัวเอง“ใจง่ายไปแล้วยายถึก สำเหนียกตัวเองบ้างตัวเขาเป็นใคร  เราเป็นใคร”

                พูดเองก็เจ็บเอง หลินจินฮวาถอนหายใจเบาๆ  นี่เธอไปหลงเสน่ห์อะไรกับคนที่มีดีแค่หล่อ...มาก

                ใช่ หล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกก แบบให้ก.ไก่ห้าล้านตัว สำหรับคนอื่นอาจจะว่าดูดีในระดับหนึ่งแต่ถ้ามันตรงสเป็คใคร  คนนั้นก็หาว่าหล่อไม่ใช่หรือ

                ตรงสเป็คฉันนี่แหละ โธ่ถังกะละมังแตก ใครหนออาภัพจริงๆ หลินจินฮวาถอนใจ  ตอนนี้เธออาจจะแค่หลงนิดหน่อย  แต่ทางนั้นคงไม่เห็นเธอในสายตา อย่างเธอนี่คงไม่ใช้สเป็คองค์ชายหน้าหยกคนนั้นหรอก  เธอไม่มีอะไรตรงตามความงามฉบับเหวินเจี้ยนเลยแม้แต่นิด

                ฝ่ายนั้นมีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ มีรูปเป็นทรัพย์  มีความสามารถเป็นหนึ่ง หล่อเลือกได้ขนาดนั้นจะมาสนใจอะไรกับผู้หญิงที่หุ่นอย่างกับผู้ชายแบบนี้กัน

                หญิงสาวยกกระดิ่งหยกขึ้นมามองในระดับสายตา  นับตั้งแต่วันนั้นมันก็ไม่ส่งเสียงใดๆอีกเลย และจนตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าเธอมาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร

                “นี่เจ้ากระดิ่ง  ถ้าเจ้าพาฉันมาที่นี่แล้วก็พาฉันกลับไปด้วยไม่ได้เหรอ”เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา

                สายลมที่พัดผ่านเข้ามาในหน้าต่างห้องนั้นทำให้หลินจินฮวายกยิ้มกับตัวเอง เธอต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนกันนะ  ในตอนนี้เธอเริ่มจะกลัวเสียแล้วล่ะ...กลัวว่าเธอจะยึดติดกับที่นี่จนไม่อาจกลับไป

                “ออกไปเดินเที่ยวหน่อยดีไหมนะ”หญิงสาวรำพึงกับตัวเอง ร่างโปร่งลุกขึ้นนั่งหันหลังให้หน้าต่างก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกำไลหยกเนื้อดีที่หัวเตียงมาถือเล่น

                แล้วซัดไปนอกหน้าต่างเต็มแรง!

                พลั่ก!

                “จะไม่ร้องให้คนช่วยหรอกนะ  แต่เผยตัวออกมาเดี๋ยวนี้เลย”หลินจินฮวาว่าโดยไม่หันไปมองนอกหน้าต่างแม้แต่นิด“ท่านผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ สนใจมาจิบชากับข้าหน่อยไหม”

                พลันร่างสูงที่ไม่คุ้นตาก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมมือที่ถือกำไลหยกเนื้อดีเอาไว้

                “คิดว่าท่านจะไม่รู้เสียอีก”

                “หืม?”หลินจินฮวาสะบัดหน้าขวับ“เดี๋ยวนะ ดูเจ้าอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำไป ข้าก็นึกว่าจะเป็นพวกสอดแนมซะอีก  เล่นตามมาตั้งแต่ออกจากจวน”

                ผู้มาใหม่นั้นคือชายหนุ่มร่างสูงปราดเปรียว  ใบหน้าหวานสวยราวกับอิสตรีนั้นเผยรอยยิ้มจาง นัยน์ตาสีรัตติกาลพราวระริก  ผมยุ่งๆสีเดียวกันยาวประบ่ามัดหลวมๆ

                “ก็ข้านี่แหละ”

                “ฮะ?”หญิงสาวถึงกับเหวอ  เสียงหัวเราะดังมาจากชายหนุ่มที่ค้อมตัวลงน้อยๆอย่างไม่จริงจังนัก

          “ข้าหลิวเฮยเสอ”เสียงทุ้มเอ่ย“หัวหน้าหน่วยที่แปดแห่งทัพหมาป่าทะยาน น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นท่านแข่งกับท่านแม่ทัพจริงๆ”

                ให้เด็กอายุไม่ถึงยี่สิบเป็นหัวหน้าหน่วย! พวกนั้นคิดอะไรอยู่กันเนี่ย! หลินจินฮวากรีดร้องในใจ

..........................................................

                ในขณะเดียวกันนั้น  มีหกร่างกำลังลัดเลาะไปตามหลังคาท่ามกลางความเงียบงันในยามค่ำคืน ทุกร่างอยู่ในชุดสีดำสนิทคล่องตัว  หากแต่หนึ่งในนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยแผล

                การไล่ล่านี้เป็นไปอย่างดุเดือดหากแต่เงียบเชียบ  อาวุธลับที่ถูกซัดใส่กันอย่างไม่หยุดหย่อน ฝ่ายผู้ถูกล่าแม้จะมีรอยแผลมากมายแต่ทุกครั้งที่อาวุธในมือถูกซัดออกไปนั้นจะสามารถปลิดชีพผู้ล่าได้ทีละคน

                เขากำลังถูกไล่ล่า...ชายหนุ่มกัดฟันแน่นเมื่อเลือดที่เสียไปมากมายนั้นกำลังทำให้เขาอ่อนล้า  หากแต่เมื่อฝ่ามือซัดอาวุธลับออกไปกลับส่งถึงกลางหน้าผากของหนึ่งในผู้ที่ไล่ตามเขาอยู่ได้อย่างแม่นยำ

                “เหลืออีกสี่...”เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเอง

                แต่แล้วด้วยความที่ล้าเต็มทีก็ทำให้เขาก้าวพลาด  ร่างสูงพลัดตกจากหลังคากระแทกแผงลอยที่ว่างเปล่าอย่างแรง ชายหนุ่มกลั้นใจพาร่างกายอันบอบช้ำหนีต่อไปหากแต่ก็ยากจะทำได้เมื่อในตอนนี้ร่างกายเขาไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำเช่นนั้น

                พลั่ก!

                “อึก...”

เขามาได้ไกลเท่านี้อย่างนั้นหรือ สายตาที่พร่ามัวนั้นกลับเห็นประกายจากตรารูปวิญญาณร้ายอย่างเด่นชัด ชายหนุ่มยิ้มขมขื่นก่อนจะหลับตาลง

“หยุดนะ!”เสียงหวานใสที่แสนคุ้นหูกลับทำให้เขาขมวดคิ้ว ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนจะหมดสติคือร่างโปร่งที่ปรากฏกายพร้อมเงาสีดำที่ไหววูบผ่านหน้าไป

หลินจินฮวาเข้าพยุงร่างสูงที่นอนหมดสติไปแล้วอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยเร่ง

“อาเสอ! เร็ว!

“ขอรับพี่สาว”ชายหนุ่มเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนจะซัดเข็มพิษไปปักที่ต้นคอคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วแล้วรีบหันกลับไปหวังจะช่วยร่างโปร่งแบกชายร่างกำยำที่ดูหนักไม่น้อย

แต่ก็ต้องเหวอเมื่อหญิงสาวคนงามกลับพาดแขนล่ำที่คอของตนพยุงด้วยตัวคนเดียวได้อย่างง่ายดาย หลินจินฮวาหัวเราะเบาๆก่อนจะว่าต่อ

“ดูต้นทางที”

หลิวเฮยเสอชะงักไปนิดก่อนจะพยักหน้า หลินจินฮวาแบกร่างกำยำเดินลัดเลาะไปตามทางช้าๆ ถามว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงก็ต้องเท้าความกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ข่าวที่เธอท้าแข่งกับเฉินอวิ๋นเทียนนั้นแพร่สะพัดไปทั่วจวน เล่ากันปากต่อปากจนคนที่เพิ่งกลับมาจากภารกิจอย่างหลิวเฮยเสอนั้นอยากจะเห็นด้วยตาตัวเอง

ไม่ได้เป็นคำสั่งจากใคร เจ้าหนุ่มนี่ตามเธอมาเองด้วยความสงสัยระคนสนใจล้วนๆก่อนจะถูกกำไลหยกกระแทกเต็มหัวแล้วออกมาจากที่ซ่อนนั่นแหละ

และเธอก็ได้ค้นพบความลับของเจ้านี่อีกหนึ่งอย่าง...หลิวเฮยเสอมีนิสัยเด็กๆอยู่อย่างหนึ่งคือการบ้าขนมหวานเต็มขั้น! แม้จะไม่น่าเชื่อแค่ไหนแต่แค่ขนมคุกกี้ของเธอก็เป็นบ่อเกิดของมิตรภาพเล็กๆขึ้นมาได้  หญิงสาวอดนึกภาพของผู้ใหญ่ที่เอาอมยิ้มมาล่อให้เด็กขึ้นรถตู้ไปขายไม่ได้เลย

ถ้าเด็กจะตัวสูงเกือบร้อยแปดสิบแบบนี้อ่ะนะ หลินจินฮวาคิดขำๆ

“แล้วพี่สาวจะพาเขาไปไหน”หลิวเฮยเสอถาม

“ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่บ้านสกุลหวัง”เสียงหวานว่า“มีที่แนะนำไหม”

“นี่แบกมาโดยไม่ได้คิดอะไรเลยหรือขอรับ!

“เออสิวะ!

อสรพิษดำกุมขมับอย่างปลงตกก่อนจะตัดสินใจนำทางไปยังที่ที่คิดได้เมื่อฝ่ายหญิงสาวเอ่ยเร่ง หลินจินฮวาขมวดคิ้วเมื่อหนทางชักเริ่มจะซับซ้อนขึ้นทุกที

เธอเชื่อใจหลิวเฮยเสอ...มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เธอจะเชื่อใจคนที่เจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมงดี  แต่เธอสัมผัสถึงความปองร้ายจากเด็กคนนี้ไม่ได้เลย นั่นทำให้สองขายังคงเดินตามร่างสูงไปเรื่อยๆ

จนในที่สุดบานประตูไม้เก่าๆของกระท่อมเล็กๆก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า  หญิงสาวแบกร่างสูงเข้าไปแล้ววางลงบนเพิงเล็กๆมุมกระท่อมก่อนจะสังเกตรอบๆอีกครั้ง แม้จะแคบแต่ก็สะอาด  มีเครื่องไม้เครื่องมือพอใช้ ถือว่าไม่ได้เลวร้ายนัก

“นี่ที่ไหน”เธอถามสั้นๆ  หลิวเฮยเสอที่เตรียมผ้าพันแผลอยู่เอ่ยตอบ

“หนึ่งในแหล่งกบดานที่ข้ากำลังจะทิ้งขอรับ”ชายหนุ่มว่า หญิงสาวเบ้หน้า

“อย่าทิ้งเลย  ข้าขอได้ไหม”

“ขอ?  ท่านจะเอาไปทำอะไรล่ะพี่สาว”หลิวเฮยเสอขมวดคิ้วอย่างสงสัย“พวกศัตรูบางส่วนเริ่มสงสัยแล้วว่าข้าอยู่ที่นี่ ถ้าท่านอยู่แล้วจะเป็นอันตรายนะขอรับ”

“จริงด้วยสินะ  ลืมไปว่าเจ้าน่ะเป็นถึงหัวหน้าหน่วย”ร่างโปร่งรับอุปกรณ์ทำแผลจากอสรพิษดำก่อนจะพึมพำเบาๆ“แต่ออพชั่นพร้อมขนาดนี้ฉันก็อยากได้มาเป็นที่ปลีกวิเวกบ้างนี่นา”

“ท่านว่าอะไรนะ?”

“ช่างข้าเถอะ”

หญิงสาวบอกปัดก่อนจะฉีกเสื้อของร่างสูงที่สลบไม่ได้สติทิ้งอย่างไม่สนใจแล้วเริ่มเช็ดคราบเลือดออกจากชายหนุ่มอย่างเบามือหากแต่รวดเร็ว  สมุนไพรห้ามเลือดที่หลิวเฮยเสอได้ผสมไว้เรียบร้อยถูกกดลงที่แผลและพันผ้าทับอย่างชำนาญ แผลเล็กๆที่เหลือก็เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆจนสะอาด

หลิวเฮยเสอกอดอกยืนมองอยู่ที่มุมหนึ่งของกระท่อมอย่างนิ่งงัน เขาเองก็ไม่นึกว่าจะหลวมตัวทำตามคำขอ(หรือคำสั่ง?)ของหญิงสาวมาได้ขนาดนี้  และในที่สุดเสียงทุ้มก็ถามสิ่งที่สงสัยมาตลอดออกไป

“ทำไมพี่สาวถึงต้องช่วยเขาหรือขอรับ  เขาเป็นใครกัน”

แต่คำตอบที่ได้รับก็ทำให้หลิวเฮยเสอถึงกับเหวอ

“พูดกันตามตรง ข้ายังไม่รู้ชื่อของเขาเลยล่ะ”หลินจินฮวาว่าก่อนจะมองผลงานอย่างพอใจ

“แล้วท่านก็ช่วยเขา?”

“เขาขายอาวุธให้ผู้หญิงอย่างข้า”หญิงสาวบอก“อาวุธที่ราคาควรจะไม่ต่ำกว่ายี่สิบตำลึง  วัสดุชั้นเลิศ  สามารถพลิกแพลงการใช้ได้หลากหลาย แต่เขาขายให้ข้าไม่ถึงสิบตำลึงด้วยซ้ำ”

นัยน์ตาคมสวยสบมองใบหน้างดงามราวสตรีของชายหนุ่มนิ่งงัน

“เขาคือคนที่แค่มองแวบแรกก็รู้ว่าข้าไม่ใช่ผู้หญิงบอบบาง และมาตอนนี้เมื่อเขาถูกตามล่า  ข้าจึงยิ่งอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร”เสียงหวานเอ่ยต่อก่อนจะขมวดคิ้วอย่างยุ่งยากใจ

ห่อผ้าเล็กในฝ่ามือเรียวบางทำให้หลิวเฮยเสอเลิกคิ้วน้อยๆ หลินจินฮวาส่ายหน้าแล้วเก็บห่อผ้านั้นกลับไปในเสื้อเช่นเดิม  หญิงสาวอ้าปากหาวอย่างไม่สนใจสายตาประหลาดของชายหนุ่ม

ในห่อผ้านั้นคือฝิ่น เธอกะจะใช้มันเพื่อกล่อมประสาทควบคู่กับการสะกดจิต  ตอนแรกคิดว่าจะลองใช้กับพี่ชายพ่อค้าคนนี้เสียหน่อยแต่คงไม่ได้ผลเพราะดูท่าว่าเขาจะมีวรยุทธ์แข็งแกร่งเกินไป

“ของแบบนี้คงใช้กับพวกที่มีปราณแข็งแกร่งไม่ได้ล่ะมั้ง”หญิงสาวเอ่ยเบาๆ“ใช่ไหมอาเสอ”

“ปราณร้อนในกายจะแผดเผาจนหมดขอรับ”ชายหนุ่มว่า“ท่านไม่ควรพกของแบบนี้นะ มันใช้ได้ผลกับท่านมิใช่หรือ สูดเข้าไปเพียงนิดเดียวก็...”

“เอาน่าๆ”หลินจินฮวายกยิ้มจาง“งั้นข้าฝากไว้กับเจ้าแล้วกัน  เจ้าน้องชาย”

ห่อผ้าถูกโยนให้ทันทีที่จบคำนั้น  หลิวเฮยเสอรับได้อย่างแม่นยำก่อนจะผ่อนลมหายใจเบาๆ  ร่างโปร่งลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะเปิดประตูออกไปหน้าตาเฉยโดยไม่ลืมโบกมือลาน้อยๆ

หลิวเฮยเสอกำลังจะเอ่ยท้วงแต่ก็ปิดปากเงียบเมื่อห่อผ้าใบน้อยถูกโยนมาให้  กลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยเข้ามาเตะจมูกก็ยิ่งทำให้คนบ้าขนมหวานหันกลับไปมองร่างสูงที่ยังไม่ได้สติอย่างจนใจ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาขนมมาฝาก  ดูแลพี่ชายคนนั้นให้ข้าสักคืนแล้วกันนะ”แว่วเสียงหวานราวระฆังแก้วนั้นแว่วมา

แค่คืนเดียวคงไม่เป็นไร...ชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะส่งขนมแปลกตาที่หากินที่ไหนไม่ได้ในเหวินเจี้ยนเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบเหงา ร่างโปร่งเดินกลับไปตามเส้นทางที่ซับซ้อนได้อย่างไม่ผิดพลาดแม้แต่นิด  ร่างไร้ชีวิตของชายฉกรรจ์ปรากฏในสายตานิ่งงันนั้น

ก่อนหญิงสาวจะก้มลงเก็บตราโลหะพิมพ์ลายวิญญาณกรีดร้องไว้ในเสื้อแล้วปลดเอาอาวุธออกมาอย่างรวดเร็ว เลือกอันที่สภาพยังใช้ได้ดีอยู่มาเก็บไว้แล้วรีบวิ่งออกมาจากบริเวณนั้น

และเมื่อฟ้าเริ่มสาง...หญิงสาวก็ปีนหน้าต่างกลับเข้ามาในห้องของตัวเองได้พอดี

“อีกประมาณสองชั่วโมงเสี่ยวจี้จะมาเคาะประตูปลุกสินะ”เสียงหวานเอ่ยงึมงำขณะล้มตัวลงนอน“ก็ยังดีกว่าไม่ได้นอนเลย  ง่วงเป็นบ้า”

และหญิงสาวก็เข้าสู่ห้วงนิทรา...

.....................................

ตอนที่ 5 รีโหลดสำเร็จค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #1774 เมมฟิส (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2558 / 15:08
    รีบอัพไวๆ น่ะ สู้ๆ
    #1774
    0
  2. #1632 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 09:01
    อาเสอน่ารักกก
    #1632
    0
  3. #13 PiN.VE (@PiN_VE) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มีนาคม 2558 / 08:55
    รอค่ะ ลุ้น
    #13
    0
  4. #11 Mhew_happy (@mhew1209) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มีนาคม 2558 / 08:15
    นรอพระเอกก
    #11
    0