ลำนำกระดิ่งหยก(สตรีเหล็กบุกแดนมังกร)

  • 97% Rating

  • 12 Vote(s)

  • 162,404 Views

  • 1,824 Comments

  • 2,060 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    11

    Overall
    162,404

ตอนที่ 6 : ลำนำบทที่ 6 ยามเมื่อกระดิ่งแว่วแผ่วดัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ลำนำบทที่ 6 ยามเมื่อกระดิ่งแว่วแผ่วดัง

ยามเมื่อชะตากรรมได้ถูกเขียน

ให้เกี่ยวพันวนเวียนในกระแส

บุปผาแห่งโชคชะตาจำต้องแก้

เพื่อเปิดทางที่แท้จริงแห่งครรลอง

.............................................

                เช้าวันต่อมา หลินจินฮวาตื่นสายกว่าปกติไม่ถึงชั่วโมงก็จริงแต่ใบหน้าที่หมองลงน้อยๆของหญิงสาวก็ไม่รอดพ้นสายตาหวังชุนหลันไปได้  ยิ่งหลังจากมื้อเช้าไปแล้วหลินจินฮวารีบออกจากบ้านเป็นพิเศษก็ยิ่งทำให้หญิงสาวร่างเล็กสงสัยยิ่งกว่าเดิม  แต่หวังชุนหลันก็ไม่ได้ติดใจอะไร

                หลินจินฮวาจะบอกเองเมื่ออยากจะบอก  ไม่เช่นนั้นถามไปก็มีแต่รอยยิ้มที่ได้กลับมา...

                “จินฮวา วันนี้ท่านแม่ทัพเรียกพบเจ้านะ”หวังชุนหลันบอก“อย่าสายมากนักล่ะ และช่วยกลับมาให้ทันมื้อเย็นด้วย”

                “เรื่องมื้อเย็นบอกตัวเองดีกว่านะเสี่ยวหลัน”หลินจินฮวาเอ่ยแซวก่อนจะโบกมือลาคุณหนูสกุลหวังที่เดินขึ้นรถม้าไป ร่างโปร่งในชุดบุรุษคล่องตัวกำลังมัดผมเป็นมวยแน่นเมื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหว  สะพายห่อผ้าขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวไว้มั่น   เมื่อเสร็จแล้วก็เอ่ยลาเหล่าสมาชิกในบ้านเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมาแล้วลัดเลาะตามตรอกซอยทางเดิมอย่างไม่ผิดเพี้ยน

                ร่างไร้ชีวิตของชายฉกรรจ์เมื่อคืนได้หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่  หลินจินฮวารอจนมั่นใจว่ารอบๆไม่มีใครแล้วจึงเดินทางต่อ  ไม่นานนักกระท่อมหลังน้อยก็ปรากฏในสายตา  ดวงหน้างามสยายยิ้มจางก่อนจะหันซ้ายขวาแล้วเปิดเข้าไปช้าๆ

                ฟึบ! ฉึก!

                คมมีดที่ผ่านหน้าไปนั้นทำให้หญิงสาวชะงักน้อยๆ  หางตาเหล่ไปมองมีดซัดที่ปักอยู่เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนนัยน์ตาคมจะตวัดกลับไปมองเจ้าของคมมีดทันที

                หนึ่งคือหลิวเฮยเสอที่ยิ้มแห้งๆ  และอีกหนึ่งคือชายหนุ่มร่างกำยำที่ยังค้างในท่าซัดมีด  หญิงสาวขยับยิ้มหวานก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมีดมาถือในมือแล้วซัดกลับไปให้

                “ทักทายกันด้วยวิธีรุนแรงจริงๆนะเจ้าคะพี่ชาย”เสียงนั้นหวานหยดหากแต่หางคิ้วที่กระตุกน้อยๆกลับทำให้หลิวเฮยเสอกลืนน้ำลาย

                ขนมข้าล่ะพี่สาว  เละหรือยัง...ชายหนุ่มคิดในใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไป

                “เจ้า...”ชายหนุ่มเจ้าของมีดขมวดคิ้วก่อนจะมองหลินจินฮวาและอสรพิษดำสลับกัน“เจ้ารู้จักกับอสรพิษดำงั้นรึ”

                “น้องชายข้าเอง”หญิงสาวว่าก่อนจะโยนถุงคุกกี้ขิงไปให้โดยไม่ได้มอง หลิวเฮยเสอรับได้อย่างง่ายดายก่อนจะไปนั่งที่เก้าอี้มุมห้องเปิดห่อผ้ากินขนมอย่างเอร็ดอร่อยไม่สนใจตายตาประหลาดของร่างสูงที่เพิ่งฟื้นตัวสักนิด

                “ทำไมเจ้าถึงช่วยข้า”

                “ข้าก็แค่อยากรู้จักคนที่ขายอาวุธชั้นเลิศให้ข้าในราคาที่ไม่น่าเป็นไปได้”หลินจินฮวาเอ่ยยิ้มๆ“ข้าหลินจินฮวา  ส่วนเจ้านั่นหลิวเฮยเสอ  แล้วท่านล่ะพี่ชาย  อย่างน้อยก็ขอรู้ชื่อของท่านซะหน่อย”

                ไร้เสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก  หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะยกตราวิญญาณกรีดร้องขึ้นมาแกว่งไปมา

                “ข้าได้มันมาจากคนที่ตามล่าท่าน”ว่าแล้วก็โยนไปให้หลิวเฮยเสอ“อาเสอ มันคืออะไร”

                “พรรคเงาอสุรา”ชายหนุ่มโยนตราเล่นอย่างกวนอารมณ์“พรรคมารอันลือชื่อแห่งหลูเป่ย เพิ่งจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคได้ไม่นาน ซึ่งตอนนี้ได้ข่าวว่ากำลังตามล่าหาตัว อดีต หัวหน้าพรรคที่กำลังหลบหนีอยู่ขอรับ”

                หลินจินฮวาเลิกคิ้วน้อยๆ พรรคที่แบ่งเป็นฝ่ายธรรมะอธรรมแบบในหนังจีนคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับที่แบบนี้  นัยน์ตาคมสวยลอบมองสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปสักนิดของชายหนุ่มแล้วถอนใจเมื่อคงไม่ได้อะไรเพิ่มเติม

                ขนาดถามชื่อยังไม่บอกเลยนี่นา  ร่างโปร่งคิดอย่างอ่อนใจ

                “เป็นยังไงบ้างพี่ชาย ยังเจ็บแผลอยู่รึเปล่าล่ะ”หญิงสาวถามก่อนจะรับตราจากอสรพิษดำแล้ววางลงข้างกายร่างสูง  นัยน์ตาคมกริบนั้นมองมาที่เธออย่างกังขา  หากแต่หลินจินฮวากลับทำเพียงยักไหล่

                “ช่างเถอะ  ข้าต้องไปแล้วล่ะ ท่านแม่ทัพที่เคารพเรียกข้าไปทำไมก็ไม่รู้”ร่างโปร่งหันกลับไปหาหัวหน้าหน่วยที่แปดแห่งทัพหมาป่าทะยานที่จัดการขนมเสร็จเรียบร้อย“อาเสอ  ฝากเขาด้วยแล้วกันนะ”

                “ขอรับ”ชายหนุ่มรับคำ

                ก่อนที่หลินจินฮวาปิดประตู  คำหนึ่งก็ทำให้เธอเลิกคิ้วน้อยๆ

                “อวี้ตงฟาง”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบาๆ“ชื่อของข้า อวี้ตงฟาง”

                “เป็นชื่อที่ดีนะเจ้าคะ...พี่ตง”หญิงสาวหันมาขยับยิ้มจางให้ก่อนจะปิดประตู

                เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆห่างไปเรื่อยๆทำให้ชายผู้ที่เพิ่งจะบอกชื่อของตนออกไปพยายามลงจากเตียงไม้  หลิวเฮยเสอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ

                “แผลยังไม่สมานเต็มที่ อย่าเพิ่งขยับตัวมากจะดีกว่า”อวี้ตงฟางแค่นหัวเราะเบาๆ

                “เหตุใดอสรพิษผู้ภักดีถึงได้ทำตามคำสั่งของผู้อื่นนอกจากอสูรร้ายแห่งสนามรบกัน”

                “ข้าคิดว่าท่านจะได้ยินแล้วเสียอีก”หลิวเฮยเสอยังคงยิ้ม“นางเป็นพี่สาวข้า”

                “เหตุผลเพียงเท่านั้นเพียงพอที่จะให้เจ้ารับใช้นางเลยหรืออย่างไร”

                “ไม่ได้รับใช้”ชายหนุ่มเอ่ยแก้ทันควัน“เรียกว่าได้ประโยชน์ร่วมกันจะดีกว่า”

                อวี้ตงฟางหรี่ตาลง ในหมู่มือสังหารจะมีใครไม่รู้จักอสรพิษดำแห่งทัพหมาป่าทะยานบ้าง  อสรพิษผู้ภักดี เลือดเย็น โหดเหี้ยมไม่ต่างจากผู้เป็นนาย  พรากชีวิตผู้อื่นได้โดยไม่กะพริบตา  เป็นมือสังหารที่สมบูรณ์แบบ

                หากหลินจินฮวาได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของอสรพิษที่พร้อมจะแว้งกัดทุกชีวิตยกเว้นผู้เป็นนายแล้ว นางจะยังคงเรียกหลิวเฮยเสอว่าน้องชายได้อีกอย่างนั้นหรือ

                แต่ทันใดนั้น  เสียงหัวเราะแผ่วๆก็ดังมาจากอสรพิษดำ

                “ท่านรู้ไหมว่าคำแรกที่นางเอ่ยหลังจากที่ข้าบอกนามและตำแหน่งของตัวเองนั้นคืออะไร”หลิวเฮยเสอถามยิ้มๆ“ กลิ่นคาวเลือดติดมือตั้งแต่อายุเท่านี้เชียวหรือ นางว่าเช่นนั้น”

                อวี้ตงฟางฟังคำพูดของชายหนุ่มนิ่งงัน  อสรพิษดำว่าต่อ

                “แต่ถึงอย่างนั้น นางกลับปฏิบัติกับข้าราวกับข้าเป็นแค่คนธรรมดา  เรียกข้าเป็นน้องชายโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนสักนิด”ชายหนุ่มสะบัดมือเบาๆก็ปรากฏมีดเล่มเล็กในมือ  ฝ่ามือกร้านลูบคมมีดช้าๆ

                “ท่านไม่คิดว่า...หลินจินฮวาเป็นสตรีที่แปลกประหลาดหรอกหรือ...”

                อดีตหัวหน้าพรรคเงาอสุราได้แต่มองอสรพิษดำเงียบๆ  เขาในเวลานี้ไม่อาจเอาชนะหลิวเฮยเสอได้แน่  เพราะอสรพิษดำตัวนี้ไม่ได้เรียนรู้ที่จะต่อสู้...แต่เรียนรู้เพื่อฆ่ามาตลอดชีวิต...

                หลิวเฮยเสอมองร่างที่ล้มตัวนอนลงไปเช่นเดิมอย่างพอใจก่อนจะเก็บมีดเข้าไปในเสื้อ  ถ้าเขาทำให้อวี้ตงฟางบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว  ชายหนุ่มไม่อยากจะคิดถึงวันพรุ่งนี้

                พี่สาว  ข้าอยากกินขนมประหลาดๆที่ท่านทำจัง  มันเรียกว่าอะไรนะ? ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางนึกไปถึงขนมสีเหลืองนวลในถ้วยกระเบื้องที่หลินจินฮวาเคยตักกินด้วยสีหน้ามีความสุขสุดชีวิต

.................................................

               หลินจินฮวาส่งป้ายไม้เนื้อดีที่สลักชื่อตนเองเอาไว้ให้นายทหารเฝ้าประตูก่อนจะเดินเข้ามาในจวนเฟยหลางด้วยความสงสัย  ในวันนั้นเธอพ่ายแพ้ให้เขาไปแล้ว ทำไมเธอถึงถูกเรียกตัวไปพบกันล่ะ

                “สงสัยไปก็ไม่ได้อะไร  ถามเองเลยดีกว่า”หญิงสาวเอ่ยกับตัวเองเบาๆพลางส่งห่อผ้าที่ตนแบกมาให้ทหารรับไปตรวจสอบตามกฎ

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องของแม่ทัพขี้เก๊กแล้วดวงหน้างามก็ขมวดคิ้วเมื่อมีชายที่ไม่คุ้นตายืนรออยู่หน้าห้อง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองที่มีตราประจำหน่วยที่สี่ติดอยู่ที่แขนเสื้อ  ผิวคล้ำแดด  ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังและแววตาสุขุมนั้นทำให้หญิงสาวเปลี่ยนอิริยาบถเป็นจริงจังทันที

“ท่านแม่ทัพรออยู่ที่โรงม้าขอรับ”เสียงทุ้มลึกว่า“ข้าจะนำทางท่านไปเอง”

หลินจินฮวาเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนจะเอ่ยขอบคุณแล้วเดินตามร่างสูงไปเงียบๆ  ถ้าจำไม่ผิดหน่วยที่สี่ของทัพหมาป่าทะยานน่าจะเป็นกองพันทหารราบอันลือชื่อ และหัวหน้าหน่วยผู้โด่งดังคนนั้นคงจะไม่พ้นเหอหย่งฉีเป็นแน่

ถามว่าเธอรู้จักเขาได้อย่างไรน่ะหรือ  ก็หวังชุนหลันกรอกหูเธอเสียทุกเมื่อเชื่อวันว่าผู้ชายคนนี้มีดีอะไรน่ะสิ  หญิงสาวขยับยิ้มกับตัวเองน้อยๆก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อโรงม้าประจำจวนหมาป่าทะยานปรากฏในสายตา

ขอสามคำ... มัน-ใหญ่-มว้ากกกกกกก!!!!  วิบัติเพื่อเสียงเลยเอ้า! หลินจินฮวากรีดร้องในใจ

ลองนึกภาพโรงม้าที่เป็นแถวยาวประมาณร้อยเมตรขนาบสามข้างของลานกว้างที่ล้อมรั้วไว้สำหรับให้ม้าฝึกวิ่งดูสิ  เธอเห็นภาพนั้นแหละ โดยลานใหญ่จะล้อมรั้วแบ่งเป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน

และในตอนนั้น  นัยน์ตมคมกริบก็จ้องมองมา  เฉินอวิ๋นเทียนในชุดลำลองสีเข้มกำลังเอนหลังพิงรั้วอยู่ไม่ไกล หลินจินฮวาตาเป็นประกายเมื่อเห็นอาชาสีประหลาดที่กำลังวิ่งอยู่ในคอกนั้น

ม้าร่างกำยำแต่ก็ปราดเปรียวมากเกินกว่าที่จะเป็นม้าลากรถ และก็ไม่ได้บึกบึนมากพอที่จะเป็นม้าศึก  แต่ที่ทำให้สะดุดตามากที่สุดคงไม่พ้นสีทรายต้องแสงแปลกตาที่แม้ตอนนี้จะเปรอะไปด้วยคราบฝุ่นดินแต่ก็พอจะมองออกได้ไม่ยากว่าถ้าจับขัดสีฉวีวรรณ(?)หน่อยล่ะแวววาวไม่ต่างจากทองคำแน่ๆ

อยากได้ชะมัด  หญิงสาวคิดก่อนจะก้มหัวขอบคุณผู้มาส่งน้อยๆแล้วเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่รออยู่ก่อนแล้ว

“เอาล่ะท่านแม่ทัพที่เคารพ  เรียกข้ามาทำไมหรือเจ้าคะ”เพราะโดนม้างามล่อตาล่อใจแต่ก็รู้ว่าเอามาไม่ได้เลยแขวะเจ้าของมันไปหน่อย  เฉินอวิ๋นเทียนหัวเราะเบาๆ

“เจ้าแพ้พนันข้าอย่างไรล่ะ”

“ข้ารู้  ข้าบอกยอมแพ้ท่านเองนะ”หญิงสาวกอดอกอย่างไม่พอใจนัก“แล้วเรียกข้ามาทำไมมิทราบเจ้าคะ”

เออ รู้ว่าพาลแต่หมั่นไส้  จบไหม!

ชายหนุ่มมองร่างโปร่งในชุดบุรุษด้วยแววตาพราวระยับ ยิ่งเห็นใบหน้าคมสวยมีแววกรุ่นโกรธกลับทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาเสียดื้อๆ  เสียงหัวเราะในลำคอของร่างสูงยิ่งทำให้หลินจินฮวาเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเท้าสะเอว

“ถ้าไม่มีอะไรข้ากลับก่อนนะเจ้าคะ”

“ข้ายังไม่ได้อนุญาต”ชายหนุ่มว่า

“มิสิทธิ์อะไรมาสั่งข้ามิทราบ”เสียงหวานถามกลับ

“องค์ชายลำดับที่ห้าแห่งเหวินเจี้ยน”เฉินอวิ๋นเทียนว่าเสียงเรียบ  ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเมื่อหญิงสาวคนงามชะงักกึก  หลินจินฮวายกมือเสมอไหล่เป็นเชิงยอมแพ้ก่อนจะกลอกตาอย่างเหลืออด

“จะบอกหม่อมฉันได้หรือยังเพคะองค์ชายว่าทรงเรียกหม่อมฉันมาทำไม”

หมั่นไส้เว้ย!  ถ้าไม่หล่อแม่กระโดดถีบขาคู่ไปแล้ว!

“ข้าไม่ชอบ”เสียงทุ้มว่า“อย่าพูดเช่นนั้นให้ข้าได้ยินอีก”

ก่อนร่างสูงจะเปิดรั้วเข้าไปในคอกม้า  หลินจินฮวาขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะถึงบางอ้อ  เธอพอจะได้ยินมาบ้างว่าองค์ชายห้าแห่งเหวินเจี้ยนค่อนข้างไม่ชอบคำราชาศัพท์เท่าไร ไม่ใช่เพราะไม่ถือตัวหรืออะไรหรอกนะ  แต่เพราะทำให้นึกไปถึงอดีตของตนต่างหาก  แต่เธอก็แค่ได้ยินมาอีกทีเท่านั้นล่ะ

หญิงสาวเดินตามเข้าไปเงียบๆก่อนจะหยุดตามเมื่อชายหนุ่มหยุดเดิน  ใบหน้าคมคายพยักพเยิดไปทางม้าหนุ่มสีประหลาดน้อยๆ  หลินจินฮวาเลิกคิ้ว

“ข้าให้”

“ฮะ?”คราวนี้เธอเหวอของจริงล่ะ  เหวอแบบไม่รักษามาดอะไรเลยด้วย  นี่เขาบอกว่าเขาให้เธออย่างนั้นเหรอ!  เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม

ชายหนุ่มส่ายหัวน้อยๆกับการไม่เก็บกิริยาเช่นที่สตรีควรจะทำของหญิงสาว ก่อนจะหัวเราะเบาๆอีกครั้งเมื่อเห็นแววตาเป็นประกายของหลินจินฮวา  ร่างโปร่งเดินเข้าไปหาอาชาสีประหลาดช้าๆ

“ให้เลยหรือเจ้าคะ  ข้าไม่ต้องคืนใช่ไหม”หญิงสาวถามย้ำ  ก่อนจะยิ้มแก้มแทบปริเมื่อชายหนุ่มพยักหน้า

“แต่เดิมมันก็ไม่ใช่ม้าศึกที่ดีอยู่แล้ว  สีของมันโดดเด่นเกินกว่าที่จะใช้เป็นม้าส่งสาร แต่มันก็ลักษณะดีเกินกว่าที่จะใช้เป็นม้าลากรถ”เขาว่า“บางครามันก็พยศนัก มันจะเชื่องกับคนที่มันพอใจเท่านั้น  ถ้าเจ้าทำให้มันเชื่องกับเจ้าได้ก็เอาไปเสีย”

ม้าตัวนี้ไม่เป็นที่ต้องการ  มันไม่เหมาะสำหรับการใช้งานใดๆภายในจวนเลยแม้แต่นิด แต่จะขายหรือยกให้ผู้อื่นมันก็ยากจะเดาใจว่าม้าตัวนี้จะพยศเมื่อไร จะเชื่องเมื่อไร  และไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจถึงทำให้เขาเรียกหลินจินฮวามาพบ...

“งั้นเหรอ  แกเป็นม้าเอาแต่ใจสินะ”หญิงสาวพึมพำก่อนจะลดมือที่ยื่นเข้าไปหาลง“นี่ท่านแม่ทัพ  ท่านพอจะมีน้ำตาลให้ข้าหรือไม่”

เฉินอวิ๋นเทียนเลิกคิ้วน้อยๆอย่างแปลกใจ 

“อย่าบอกจะว่าท่านไม่รู้ว่าม้าน่ะ ชอบกินน้ำตาล”หลินจินฮวาขยิบตาน้อยๆ“ช่างเถอะ มันฉลาดใช้ได้เชียวล่ะ”

ร่างโปร่งเดินเข้าไปหาม้าหนุ่มอีกครั้ง  อาชาสีประหลาดผละจากการเล็มฟางกินแล้วจ้องมาที่หญิงสาว  ก่อนม้าหนุ่มจะส่ายคอไปมาแล้วหันกลับไปเล็มหญ้าต่อ

เสียงหวานร้องออกมาเบาๆก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นการหัวเราะ และชายหนุ่มก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อม้าพยศที่ไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้กลับปล่อยให้หญิงสาวลูบคอเล่นเสียเฉยๆ  และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อหลินจินฮวาขึ้นขี่อย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้ยเคยกับการทำเช่นนี้มาก

“มันมีชื่อหรือไม่เจ้าคะ”เสียงหวานถามก่อนฝ่ามือบางจะลูบคอหนาของม้าหนุ่มอย่างชอบใจ  อีกมือก็จับบังเหียนอย่างมั่นคงจนคนที่คิดว่าอาจจะต้องสอนเสียหน่อยเป็นอันล้มเลิกความคิดนั้นทันที

“ยังหรอก”ชายหนุ่มบอกก่อนจะผิวปากเสียงดัง  หลินจินฮวาตาเป็นประกายอีกครั้งเมื่อม้าศึกสีดำร่างกำยำบึกบึนวิ่งเหยาะเข้ามา  มีรอยแผลเป็นจากคมอาวุธให้เห็นบ้างบ่งบอกได้เลยว่ามันต้องเป็นม้าศึกคู่ใจแม่ทัพหนุ่มแน่แท้

เฉินอวิ๋นเทียนขึ้นขี่ร่างกำยำนั้นก่อนจะลูบคอม้าศึกของตนเบาๆแล้วควบออกไป  หญิงสาวไม่รอช้าสะกิดสีข้างม้าของตน(ก็เขาให้เธอแล้วนี่นา)เบาๆให้วิ่งตามทันที

ชายหนุ่มอดแปลกใจกับฝีมือการขี่ม้าของร่างโปร่งไม่ได้  หลินจินฮวาสามารถเร่งอาชาสีประหลาดให้ตีคู่ขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็น  ก่อนจะชะลอความเร็วตามแม่ทัพหนุ่มได้อย่างไม่ติดขัดบ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญไม่ธรรมดา

“ไม่คิดจะรอกันเลยหรือเจ้าคะท่านแม่ทัพ”หญิงสาวเลิกคิ้วกวนๆ“ตัวนี้ข้าขอเลยนะเจ้าคะ ไปวิ่งเล่นกันสักรอบไหม”

“เจ้ามิได้ทำอยู่ในเวลานี้หรอกหรือ”ใบหน้าคมคายขยับยิ้มจาง  เสียงหัวเราะใสดังมาจากร่างโปร่งก่อนชายหนุ่มจะถูกทิ้งท้าย  เฉินอวิ๋นเทียนส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะเร่งให้ม้าของตนตามหญิงสาวไป

ภาพของอิสตรีในชุดบุรุษที่ควบม้าอย่างคล่องแคล่วเคียงคู่กับชายหนุ่มผู้เป็นใหญ่แห่งทัพหมาป่าทะยานนั้นเป็นจุดสนใจของเหล่านายทหารภายในจวนได้ไม่ยาก  ยิ่งเมื่อใบหน้าคมคายนั้นมีรอยยิ้มอันเห็นได้ยากจากองค์ชายผู้ไม่เป็นที่โปรดปรานแล้วยิ่งทำให้หญิงสาวผู้นั้นเป็นที่สนใจมากขึ้นอีก

จะมีใครกันที่สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับอสูรร้ายแห่งสนามรบตนนั้นได้อีกหนอ...

หลินจินฮวา...เป็นชื่อที่ทำให้ประหลาดใจได้เสมอ

..............................................

ก่อนที่หลินจินฮวาจะกลับ  ร่างโปร่งก็รับห่อผ้าคืนมาจากทหารแล้วแกะออกปรากฏกู่เจิงชั้นดีที่ถูกห่ออยู่ในผ้าผืนใหญ่หลายชั้นกันกระแทก  หญิงสาวหัวเราะเบาๆ

“อย่ามองข้าแบบนั้นสิ  ลืมแล้วเหรอว่าข้าเป็นอาจารย์สอนดนตรีให้หวังชุนหลันน่ะเจ้าคะ”เสียงหวานเอ่ยอย่างขำขันเมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของชายหนุ่ม 

เฉินอวิ๋นเทียนเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อเห็นหญิงสาวคนงามกำลังกรีดสายทดสอบเสียงเครื่องดนตรีอย่างช่ำชอง  ท่ามกลางลานธนูที่ไม่มีใครนอกจากเขาและนาง หลินจินฮวากลับไร้ซึ่งความประหม่าผิดจาดสตรีทั่วไป นางเหมือนกับเคยชินต่อการอยู่กับบุรุษเพียงลำพัง

ไม่รู้เพราะเหตุใด...แต่แม่ทัพหนุ่มกลับรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“เพื่อเป็นการขอบคุณ  ข้าจะเล่นให้ท่านฟังสักเพลงแล้วกันนะเจ้าคะ”หญิงสาวเอ่ยขึ้นดึงชายหนุ่มให้หลุดจากภวังค์  ก่อนจะต้องชะงักกับบทเพลงแว่วหวานที่ดังขึ้น  เสียงหวานใสละมุนละไมดังออกมาจากร่างโปร่งที่แม้อยู่ในชุดบุรุษหากแต่ท่วงท่าการกรีดสายอันอ่อนช้อยเป็นเอกลักษณ์นั้นกลับต้องตาไม่ต่างจากยามอยู่ในชุดสตรี

หากคำถามคือรักของข้านั้นลึกซึ้งเพียงไหน  ข้ารักเจ้าเพียงใด

จันทราเอย...จงบอกแทนใจข้า...

ความรู้สึกของข้านั้นจริงแท้  ความรักที่ข้ามีนั้นจริงแท้

จันทราเอย...จงบอกแทนใจข้า...


จันทร์แทนใจ บรรเลงกู่เจิงเพราะๆค่ะ


เสียงใสๆแบบนี้แหละใช่เลยค่ะ  ขับร้องโดยพี่นิด The voice ค่ะ


                เสียงดนตรีแว่วหวานและเสียงไพเราะราวระฆังแก้วที่คลอไปนั้นดุจลอยไปกับสายลมอ่อนที่พัดโชย อ่อนหวาน  งดงามและตราตรึง  เฉินอวิ๋นเทียนหลับตาลงช้าๆเพื่อให้บทเพลงนั้นซึมซับเข้ามาในหัวใจ

                บทเพลงที่กล่าวถึงความรัก...ความรักที่อาจเป็นเพียงความฝันสำหรับเขา  จะมีจริงหรือความรักที่ไม่แปรผัน  จะมีจริงหรือความรักที่มากล้นถึงเพียงนั้น  รอยยิ้มที่ไม่สามารถบ่งบอกความรู้สึกได้ปรากฏบนใบหน้าคมคาย

                กรุ๊งกริ๊ง...

                “เอ๊ะ!”บทเพลงชะงักในทันที  หลินจินฮวารีบล้วงเข้าไปในเสื้อหยิบกระดิ่งหยกขาวของตนออกมาอย่างแปลกใจ

                กรุ๊งกริ๊ง...

                “เจ้า?”เฉินอวิ๋นเทียนขมวดคิ้ว  ฝ่ามือกร้านมีกระดิ่งหยกสีเขียวในมือ  ทั้งลวดลายดอกโบตั๋นและพู่ที่ห้อยล้วนเป็นแบบเดียวกัน  ต่างแต่เพียงสีของตัวกระดิ่งและพู่เท่านั้น ของหลินจินฮวาคือกระดิ่งหยกขาวพู่สีเขียว  แต่ของเขาเป็นกระดิ่งสีเขียวและพู่สีแดงสด

                “มัน...มันไม่ดังแล้ว”หญิงสาวพยายามสั่นกระดิ่งอีกครั้ง“มันดังมาจากของท่านหรือ”

                ชายหนุ่มลองสั่นกระดิ่งอีกครั้ง  ไร้เสียงใดๆนอกจากเสียงของหินที่กระทบกัน  เมื่อครู่เขามั่นใจว่าไม่ได้หูฝาดอย่างแน่นอน  กระดิ่งหยกไม่ควรจะมีเสียงเหมือนกระดิ่งโลหะทั่วไปเช่นเมื่อครู่

                แม่ทัพหนุ่มกำกระดิ่งในมือแน่น  สิ่งนี้คือของที่เขาพกติดตัวตลอดเวลา  คือของดูต่างหน้าของพระสนมซูกุ้ยเฟย ซูฮุ่ยจื่อผู้เป็นมารดา  แล้วเหตุใดมันถึงได้คล้ายกับของนางเช่นนี้

                “เจ้าได้มันมาจากไหน”

                “ของดูต่างหน้าท่านย่าเจ้าค่ะ”หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่มีแววอาวรณ์“หากไม่เป็นการเสียมารยาท...ท่านจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านได้มาจากไหน”

                ภายในแววตาที่สั่นระริก  ใบหน้าที่ฉายแววเศร้าสร้อยนั้นกลับทำให้หัวใจของนายเหนือแห่งจวนหมาป่าทะยานกระตุกวูบ  แววตาที่เขาเข้าใจดี...เข้าใจมาตลอดชีวิต

                แววตาของบุคคลที่เพิ่งจะเผชิญกับความสูญเสีย...

                “กระดิ่งนี้...”เสียงทุ้มว่าพลางจ้องกระดิ่งหยกเขียวในมือนิ่งงัน“...ก็เป็นของดูต่างหน้าพระมารดาของข้าเช่นกัน”

                หลินจินฮวาสบมองใบหน้าคมคายของแม่ทัพหนุ่มก่อนจะยิ้มอย่างขมขื่น  ทำไมกระดิ่งถึงต้องดังในตอนนี้ด้วย  ความเศร้าที่เพิ่งจะตกตะกอนไปไม่นานเหมือนถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง  เธอเกือบจะทำใจได้แล้วเชียว

                “ข้าคงต้องขอตัวลาก่อนเจ้าค่ะ”หญิงสาวลุกขึ้นย่อกายลาร่างสูงอย่างรวดเร็วก่อนจะเก็บกระดิ่งกลับเข้าไปในเสื้ออย่างหวงแหน  สองมือรีบเก็บกู่เจิงอย่างรวดเร็วก่อนจะสูดหายใจลึกเพื่อตั้งสติ

                ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวล้วนเข้าใจกัน  จงอย่าได้ตั้งคำถามใดในตอนนี้เป็นอันขาด  หนึ่งนั้นมีความเจ็บปวดที่ยากจะลืมเลือน  อีกหนึ่งเพิ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

                ขอเวลาอีกสักเดี๋ยวเพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นตกตะกอนลงไปอีกครั้ง

                จนกว่าจะพร้อมและเชื่อใจอีกคนได้มากกว่านี้...

...............................................


กู่เจิงคู่ใจนางเอกของเราค่ะ


เจ้าม้าสีทรายต้องแสงเวอร์ชั่นขัดสี(?)แล้วค่ะ


ม้าศึกคู่ใจพระเอกค่ะ  ประมาณนี้เลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #1621 กัญญัณณัฎฐ์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2558 / 20:48
    สนุกดี รออ่านยุนะคะ
    #1621
    0
  2. #1620 Cassiopeia_Nana (@cartoon23) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 13:01
    อ่านกี่ครั้งก็ฟินค่ะ ^^
    #1620
    0
  3. #1619 Viriyaporn Chaisena (@wawill) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 03:27
    ไรท์ลบหมดเลยยยย ????
    #1619
    0
  4. #1618 Viriyaporn Chaisena (@wawill) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 03:20
    ไรท์ลบหมดเลยยย ????
    #1618
    0
  5. #25 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 22:31
    ชอบเรื่องนี้ อัพ อัพ อัพ
    #25
    0
  6. #23 ณ ที่รัก (@sasu_nato) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 19:02
    อร๊ายยยย -///- ในที่สุดพระ-นางก็ได้พบกาน -.,-
    #23
    0
  7. #18 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 10:36
    แง รอค่ะรอ นิยายสนุกมากเลอ อยากให้นางเอกบู๊อีกกกก
    #18
    0
  8. #16 Atk. S. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 08:17
    ในที่สุดก็เจอกัน
    #16
    0