ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 160,014 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,279 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    267

    Overall
    160,014

ตอนที่ 10 : บันทึก(ไม่)ลับประจำวันของเหมยฮวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8366
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    2 พ.ค. 57

      บันทึก(ไม่)ลับประจำวันของเหมยฮวา

      "ท่านแม่ ข้าเบื่อ"เหมยฮวา จู่ๆก็พูดขึ้นมาหลังจากนั่งหลังขดหลังแข็ง หัดไล่เสียงของกู่เจิง

      "ถึงเบื่อ ก็ต้องทน ฮวาเอ่อร์ ผู้หญิงอย่างเรา นอกจากงานเย็บปักถักร้อย การเรียนรู้ทางด้านดนตรี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดมิได้ ถ้าไม่รู้สิ่งเหล่า ต่อไปโตขึ้นจะมีใครมาสนใจมาขอเจ้าแต่งเข้าตระกูลล่ะ"เฟยเอี้ยน

      "ดีสิ ข้าก็ไม่เห็นอยากแต่งงาน  ข้าจะอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ไปตลอดเลย"เหมยฮวา

      "ฮิๆๆ ปากหวานจริงนะ ลูกคนนี้ "เฟยเอี้ยนเอ่ยยิ้มๆ

      "แล้วข้าไปฝึกกระบี่กับท่านอาซือ ได้หรือยังเจ้าค่ะ ท่านแม่"เหมยฮวา

      "ยัง เจ้าต้องหัดไล่ระดับเสียงให้ถูกตามที่แม่บอกออกมา โดยไม่ผิดเลยได้ รอบหนึ่งก่อนแล้วแม่จะคิดอีกที "เฟยเอี้ยน

      "โถ่ ท่านแม่อ่ะ"เหมยฮวา ทำหน้าเศร้า ก่อนที่จะดีดไล่เสียงตามที่ เฟยเอี้ยนกล่าวออกมา

      ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม

      "ข้าทำได้แล้วท่านแม่ ให้ข้าไปได้หรือยัง"เหมยฮวา

      "ได้แต่เจ้าต้องท่อง ความหมายของสัญลักษณ์ ที่ใช้กำกับในเนื้อเพลง มาก่อน 2 รอบแม่ถึงจะปล่อยเจ้าไป"เฟยเอี้ยน

      "ท่านแม่เขี้ยวสุดๆ "เหมยฮวาหันไปกระซิบบ่นกับ ไห่ถัง ซึ่งได้แต่อมยิ้ม

      "ฮวาเอ่อร์ เจ้านินทา แม่ต่อหน้าต่อตาเลยนะ งั้นเอาไปอีกรอบ รวมเป็น 3 รอบเสร็จแล้วถึงไปได้"เฟยเอี้ยน

      "เจ้าค่ะๆ ข้าไม่บ่นแล้ว ฮิๆๆๆ ท่านแม่ผู้แสนสวย ท่านแม่ผู้แสนดีของฮวาเอ่อร์"เหมยฮวา รีบประจบในทันทีก่อนที่จะโดนมากกว่านี้

      "ไม่ต้องมาพูดประจบเลย เจ้าลูกคนนี้ เอ๊า..เริ่มได้แล้ว"เฟยเอี้ยน ถึงกับส่ายหน้ายิ้มๆ

      "เจ้าค่ะท่านแม่ เริ่มล่ะนะ โกว-นิ้วกลางดีดเข้า  ถี่-นิ้วกลางดีดออก  พี-นิ้วหัวแม่มือดีดเข้า.........."เหมยฮวามือชี้ที่รูปภาพสัญลักษณ์ไป ปากก็พูดถึงความหมายออกมา

      'เห้ออ....ทำไมมันยากขนาดนี้นะเล่นกู่เจิงนี่ ไหนจะดูเหมือนโน๊ตเสียงไม่ครบอีก สมัยที่ข้าเป็นนิด ถ้าจำไม่ผิดเคยเห็นมันมีสายเยอะกว่านี้ แต่นี่มีแค่ 12 สายเอง ชาติที่แล้วหัดเล่นดนตรีบ้างก็ดีหรอก "เหมยฮวารำพึง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ นารีรำพึงที่เป็นชื่อยาดองเหล้าสูตรหนึ่ง

     ถึงเหมยฮวาจะคิดว่ามันยาก แต่สำหรับเฟยเอี้ยนนั้นถึงกับทึ่ง ในวัยเท่ากันนั้น กว่านางจะไล่เสียงแบบไม่ผิด และจดจำสัญลักษณ์ต่างๆ 29 แบบ แล้วดีดออกมาจนคล่องตาม ก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งปี  แต่เหมยฮวากลับใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็ทำได้หมด ไหนยังมีเมื่ออาทิตย์ก่อนนางกำลังซักซ้อมเพลงเพื่อจะเอามาไว้อธิบายตอนสอน เหมยฮวาก็ทักขึ้นมาว่าตรงนี้มันน่าจะเสียงสูงกว่านี้ ถ้าทำได้คงจะดีมากเลย แสดงออกถึงอารมณ์ได้ดีกว่า พอเฟยเอี้ยนกลับมาคิดดูมันก็จริงถ้ามีเสียงที่สูงกว่านี้ก็จะสามารถสื่อออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงจะไม่เคยเอ่ยปากชมตรงๆ แต่เฟยเอี้ยนนั้นก็ภูมิใจและปลาบปลื้มกับเหมยฮวา ที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้ยิ่งนัก

      "ครบ 3 รอบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าไปก่อนนะเจ้าค่ะ"เหมยฮวา

      "หืม...เจ้าไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาหัดเล่นเพลงที่ แม่จะสอน"เฟยเอี้ยน

      "เจ้าค่ะ ข้าขอตัวเจ้าคะ ท่านแม่"เหมยฮวา ตรงเข้ากอดเฟยเอี้ยนก่อนจะไป

      "อ่อ ฮวาเอ่อร์"เฟยเอี้ยน

      "เจ้าค่ะ"เหมยฮวา

      "หลังจากซ้อมกระบี่เสร็จแล้ว เจ้าไปหาท่านน้าซ่งอี้ เจ้าด้วยนะ เห็นบ่นว่าไม่เจอหน้าเจ้ามา 2-3วันแล้ว เจ้าก็ไปเยี่ยมพูดคุยกับท่านน้าเจ้าบ้าง จะได้ไม่เหงา"เฟยเอี้ยน

      "พอดี 2-3วันมานี้ ข้ายุ่งจนลืมเจ้าค่ะ วันก่อนไปทุ่งหญ้ากับท่านพ่อ(หัดยิงธนู) เมื่อวานก็ให้ท่านอาไจ๋เต๋อพาไปเก็บ สมุนไพรมาดู วันนี้ข้าจะไม่ลืมไปเยี่ยมแน่นอนเจ้าค่ะ" เหมยฮวา

     "ดีมาก ฮวาเอ่อร์ ลำบากเจ้าแล้ว ถ้าไม่ได้เจ้า ท่านน้าซ่งอี้ของเจ้า ก็คงไม่หายซึมเศร้าซักที  ไปเถอะแม่ไม่รั้งเจ้าไว้แล้ว" เฟยเอี้ยน

      "เจ้าค่ะ ข้าลาเจ้าค่ะท่านแม่"เหมยฮวา พูดเสร็จก็พุ่งตัวออกไปทันทีโดยไม่รอพี่เลี้ยง ทำให้พวกพี่เลี้ยงต้องคอยบอกให้ช้าๆ กันซะเสียงหลง เฟยเอี้ยนได้ส่ายหน้ายิ้มๆกับกิริยาของบุตรสาวคนนี้ของตน ต่อหน้าเรียบร้อย ลับหลังยิ่งกว่าลิงทะโมน แต่วันนี้ยกให้ อุตส่าห์อยู่นิ่งๆ ทำตัวเรียบร้อยเกือบ สองชั่วยาม แค่นี้ก็เหลือเชือแล้ว

      สำหรับหยางซ่งอี้ มาพักที่นี้ได้ 7-8 เดือนแล้ว เพราะหลังจากที่สูญเสียภรรยา พอกลับมาที่บ้านก็เก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร พูดคำตอบคำ ท่านตากับท่านยายของเหมยฮวา ทำทุกวิถีทางก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ สุดท้าย ด้วยความที่เห็นเหมยฮวา ที่ช่างพูดช่างเจรจา ใครเห็นก็รักและเอ็นดู จึงได้ลองให้มาช่วย เพราะยังไงเหมยฮวา ก็เป็นหลานคงไม่ถึงกับเย็นชา โมโหใส่ และก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ ถึงช่วงแรกๆจะปั้นปึ่งใส่บ้าง แต่แค่ผ่านไป เดือนหนึ่งก็พูดจาบ่อยขึ้น เริ่มมีเสียงหัวเราะแล้ว ตอนนั้นเหมยฮวา 4 ขวบแล้วช่างซักช่างถามยิ่งนัก พอดีข้างๆจวนตระกูลหยาง มีท่านหมอเจิงมาเปิดร้านอยู่ เหมยฮวาเห็นก็สนใจทำเป็นเข้าไปตีสนิทจนคุ้น ต่อมากลายเป็นว่าร้านท่านหมอเจิง กลายเป็น สนามวิ่งเล่นอีกแห่งนอกเหนือจากจวนของท่านตา

      หยางซ่งอี้ผู้เป็นน้า ซึ่งพอมีความรู้ด้านพืชสมุนไพรอยู่บ้าง ด้วยความที่ติดหลานสาวคนนี้มากและกลัวเป็นการรบกวนที่เหมยฮวาไปที่ร้านของท่านหมอเจิงบ่อยๆ ก็ถึงกลับลงทุนมาศึกษาพวกสมุนไพรและการรักษาเพิ่ม เพื่อเอามาตอบคำถามที่หลานสาวช่างซักคนนี้สงสัย เริ่มจากแค่จะเอาใจหลานสาว ก็พัฒนามาสนใจอย่างจริงจัง จนลืมเลือนความเศร้าเสียใจที่ได้สูญเสียภรรยาไป และท่านหมอเจิงกับซ่งอี้ผู้เป็นน้าก็ต้องทึ่งไม่ต่างจากเฟยเอี้ยน ที่เจ้าตัวเล็กนี้ช่างจดช่างจำและรู้ถึงสรรพคุณของยาแต่ล่ะชนิดยิ่งนัก สมุนไพรบางตัวไม่เคยได้ยินได้ฟัง นางก็ยังรู้ พอถามก็บอกจำไม่ได้แล้วว่าใครบอก บางทีก็ว่าจำมาจากคณะคาราวานพ่อค้าที่มาติดต่อซื้อขายม้ากับท่านพ่อของนางคือหลี่ไป่หลง ด้วยเห็นว่าเหมยฮวา ยังเด็กก็เลยไม่ติดใจอะไร คงเป็นอย่างที่เล่ามาจริงๆ ถึงจะฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะ แต่จะเอาอะไรกับเด็กล่ะ

    ***ในส่วนของเรื่องว่าทำไมเหมยฮวาถึงมีความรู้เรื่องสมุนไพร มีที่มาจากตอนที่ 2 ที่ได้เกริ่นไว้แล้ว***

       เหมยฮวาพักอยู่ที่จวนของท่านตา ที่เมืองต้าตู ได้ 4เดือนก็กลับบ้านที่เมืองชิงไห่เพราะจากบ้านมานานแล้ว ทุกคนเลยลงความเห็นว่าให้หยางซ่งอี้ ไปพักอาศัยด้วยที่จวนตระกูลหลี่ เมืองชิงไห่ จะได้ฟักฟื้นรักษาจิตใจไปในตัว เพราะเมืองชิงไห่ ผู้คนไม่พลุกพล่าน มองไปทางไหนก็มีแต่ธรรมชาติไหนจะได้อยู่ใกล้หลานสาวที่น่ารักน่าเอ็นดู อาการที่เป็นอยู่ของหยางซ่งอี้คงจะหายขาด

     "ท่านอาซือ เมื่อไหร่ข้าจะได้ใช้กระบี่จริง ซักที ใช้แต่กระบี่ไม้" เหมยฮวาพูดอย่างขัดใจ หันไปพูดกับหลินซือที่นั่งจิบ น้ำชาอยู่ในเก๋ง ดูเหมยฮวาร่ายรำกระบี่

      "แค่กระบี่ไม้  ท่านแม่ของเจ้าก็บ่นท่านอา คนนี้ของเจ้า จนหูชาแล้ว ฮวาเอ่อร์"หลินซือ ผู้พักหลังมานี้จากที่มาบ่อยๆตอนนี้มาอาศัยอยู่ที่จวนสกุลหลี่เป็นที่เรียบร้อย 

       โดยมาเป็นอาจารย์สอนเหมยฮวา ตอนแรกแค่สอนการใช้กระบี่ แต่ด้วยเห็นแววความฉลาด จึงสอนหนังสือ คัดลายมือ ซึ่งในสมัยนี้การที่ผู้หญิงรู้หนังสือนั่น มีน้อยยิ่งกว่าน้อย  เฟยเอี้ยนที่เป็นแม่เหมยฮวาเพราะเกิดในตระกูลนักศึกษา ถึงพอได้รู้หนังสือบ้างจากการสอนและซึมซับเอาจากท่านพ่อของตัวเอง  แต่ก็ไม่พอที่จะสอนอะไรได้มาก พอหลินซือเสนอตัว ก็สนับสนุนทันที การจ้างครูมาสอนลูกชายนั่นหาง่าย แต่การจ้างครูมาสอนลูกผู้หญิงนั่นหายากยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการลดตัวลงมา  ด้วยขนบธรรมเนียมที่ ชายเป็นหัว หญิงเป็นหาง ผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือย่อมเป็นการดีที่สุด

      "ท่านแม่ไม่รู้หรอก ถ้าไม่มีคนไปรายงาน จริงไหมพี่ไห่ถัง"พูดจบ พร้อมกับหรี่ตา ไปทางไห่ถัง

      "โถ่..คุณหนูเจ้าค่ะ ถ้าใช้กระบี่จริง พลาดมามันจะเป็นเรื่องใหญ่นะเจ้าค่ะ" ไห่ถัง ผู้ที่ถูกกำชับให้มาจับตาดูและรายงานความเคลื่อนไหวเหมยฮวา ว่าแต่ล่ะวันทำอะไรบ้าง

      "ไม่เป็นไรหรอก จริงไหมท่านอาซือ ฮิๆๆ แต่ว่าท่านอาซือ ทำไมท่านสอนข้าแต่ร่ายรำกระบี่ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลยซักอย่าง แล้วก็ข้าอยากใช้ดาบด้วย " เหมยฮวาถาม เพราะชาติที่แล้วเคยเห็นในหนังซามูไร เวลาฝึกใช้อาวุธก็กวัดแกว่ง และก็ฟัน โช๊ะๆๆ

      "ฮ่าๆๆ การร่ายรำกระบี่นอกเหนือจากเป็นศิลปะการแสดงที่สวยงาม อ่อนช้อย  แล้วยังมีประโยชน์ในตอนใช้จริงมากมายนักนะ ฮวาเอ่อร์"หลินซือ

      "ยังไง"เหมยฮวา

      "ขณะที่เจ้าร่ายรำ ก็จะเป็นการฝึกร่างกายให้คุ้นชินทั้งในการเคลื่อนไหว และแง่มุมต่างๆในการ ฟาด ปาด แทง ข้อมือก็จะพลิกแพลงว่องไวได้ไม่สะดุด เวลากวัดแกร่งก็จะทำได้หลากหลาย จนคู่ต่อสู้เดาทิศทางไม่ถูก กระบี่แรกเริ่มนั้นทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่มีแรงไม่มากใช้เพื่อป้องกันตัว อย่างร่างกายของผู้หญิง เป็นต้น  เพราะน้ำหนักเบา มี 2 คม เน้นไปที่ปาด ปัด แทง เจ้าลองนึกภาพ ดาบเล่มโตๆที่ทั้งหนาและหนักดู ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ร่างกายแข็งแรงคิดว่าจะยกไหวรึไม่"หลินซือร่ายยาว

      "อ่อ....ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ กระบี่ไม่ได้เน้นที่การฟันที่หนักหน่วง แต่เน้นที่ความว่องไว จู่โจมจุดที่สำคัญต่างๆบนร่างกาย แบบนี้ใช่ไหมเจ้าค่ะ ท่านอาซือ" เหมยฮวา

      "ฮ่าๆๆ ข้ามาสอนเจ้านี้สบายจริงๆ พูดแค่ประโยคเดียวก็เข้าใจแล้ว ฮ่าๆๆ"หลินซือ

      "เพราะมีอาจารย์เก่งมากกว่าเจ้าค่ะ ฮิๆๆๆ" เหมยฮวา ประจบทันทีโดยมีแผนตะล่อมเอาสิ่งที่ต้องการ

      "ฮ่าๆๆ เจ้านี้น๊า...ฮ่าๆ ได้ๆ วันนี้ถ้าเจ้าร่ายรำกระบี่ได้อย่างสวยงามจนเป็นที่ ถูกใจข้า พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปในเมือง สั่งช่างตีกระบี่ให้เจ้าเล่มหนึ่ง ฮ่าๆๆ"หลินซือ

      "จริงๆนะเจ้าค่ะ ท่านอาหลินซือ งั้นข้าขอเวลาเตรียมตัวซักครู่ ฮิๆๆ ท่านเตรียมม้าไว้ขี่เข้าเมืองพรุ่งนี้ไว้ได้เลย ฮ่าๆๆๆ" เหมยฮวา

      'สงสัยต้องงัดท่าไม้ตาย ที่ซุ่มซ้อมออกมาใช้แล้วล่ะ'

      หลังจากครุ่นคิดท่าร่ายรำที่ผสมกับท่าโยคะและยิมนาสติก ที่เหมยฮวาชอบลุกขึ้นมาทำในตอนเช้าๆ ตั้งแต่ตอน  3 ขวบกว่าๆโดยที่ไม่มีใครรู้นอกจาก ฉู่ฉู่ กับไห่ถัง เพราะต้องมาดูแลเหมยฮวาในทุกเช้าเลยเห็นเข้า ตอนแรกก็ตกใจในการทำท่าแปลกๆ หลังๆมาก็ชิน และเหมยฮวาก็ขอร้องอย่าไปบอกใครๆโดยเฉพาะท่านแม่เฟยเอี้ยน เพราะท่าแต่ล่ะท่า หญิงสาวสมัยนี้ถ้าทำออกไป ต้องถูกว่าทำกิริยา ไม่เหมาะสมแน่ๆ

      แค่ท่าเริ่มต้น หลินซือ ไห่ถังก็เบิกตากว้างแล้ว ท่าร่ายรำอ่อนช้อยดั่งกิ่งหลิวลู่ลม ถ้าตัดตรงที่ร่างกายป้อมๆ ของเด็ก 5 ขวบ ทิ้งไปนะ แต่ก็ต้องอึ้งกับการดัดโค้งร่างกายดั่งกับว่าไร้กระดูก ซ้ำยังดูแคล่วคล่องว่องไว และไหลลื่น พอร่ายรำจบ ทั้งสองคนยังยืนค้างจ้องมองไปด้านหน้าอย่างลืมตัว เพราะยังไม่เคยเห็นการร่ายรำกระบี่แบบนี้มาก่อน

      "ท่านอาซือๆ "เหมยฮวา

      "หืออ... อืออ..."หลินซือตอบอย่างเหม่อลอย

      "ท่านอาซือๆๆ"เหมยฮวา เข้ามาเขย่าแขน

      "อ๊า......เจ้าๆๆ....มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ทำให้ข้าต้องทึ่งและตกใจบ้าง ฮวาเอ่อร์ ฮ่าๆๆๆ"หลินซือที่เพิ่งรู้สึกตัว

      "งะๆ...งดงามมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู  ข้าเพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก"ไห่ถัง

      "เย้ๆๆๆ....งั้นแปลว่าข้าจะมีกระบี่จริงๆเป็นของตัวเองแล้วใช่ไหมท่านอาซือ ฮ่าๆๆ"เหมยฮวา กระโดดโลดเต้น จนกลบภาพการร่ายรำที่เพียรทำมาเมื่อกี้ไปจนหมดสิ้น

      'เห้ออ....นี้ขนาดเพิ่งแค่ 5 ขวบยังดูแล้วสวยงามยิ่ง ถ้าโตมาเพิ่มเสน่ห์ของหญิงสาวเข้าไป จะมิยิ่งงดงามไปกันใหญ่หรือนี้ ท่านพี่ไป่หลงท่านคงได้ปวดหัวหนักทุกๆวันแน่  ฮ่าๆๆ' หลินซือ

      แคว้นเว่ย

      ณ ท้องพระโรงในพระราชวังแคว้นเว่ยหลังจาก เสร็จสิ้นการประชุมของวันนี้ ยังคงเหลือเพียง 4 คนที่ยังอยู่ในท้องพระโรง

      "ไท่เหลียน ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ที่ชายแดนแคว้นเทียนเฉา" อ๋องเว่ยเอ่ยขึ้น ถึงใบหน้าจะดูซูบซีด แต่ก็ยังสร้างความเกรงขามแก่ผู้คนที่พบเห็น

      "เรียนเสด็จพ่อ จากที่รับรายงานที่ได้รับจาก แม่ทัพเยี่ย  วันที่ 10 เดือนหน้าก็พร้อมแล้วพะยะค่ะ"ชายหนุ่มสูงโปร่ง ใบหน้าคมสัน อายุราวๆ 25 ปี ส่วมเสื้อคลุมสีขาว มองดูไปเหมือนคุณชายร่ำรวย แต่ก็มีอำนาจที่จะสะกดข่มผู้คนได้

      "ว่าไป" อ๋องเว่ย

      "เราได้ส่งทหารเข้าไปแทรกซึม ทั้ง 3 ด่าน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ด่านเอี้ยนคัง กับกุ้ยอิง มีคนของเราราวๆ ด่านล่ะ แปดพันคน ส่วนด่านอันซี การแทรกซึมเข้าไปเป็นไปด้วยความยากยิ่ง เพราะเป็นด่านหลักสำคัญ จึงสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ ราวๆ สองพันคนพะยะค่ะ พอถึงวันหมายกำหนด จะแยกทัพเป็น สาม แยกโจมตีที่ด่านเอี้ยนคัง กุ้ยอิง  ทหารที่แทรกซึมอยู่จะเริ่มก่อหวอด ประสานเสริมทั้งนอกใน ถ้าทัพแคว้นเทียนเฉาหลงกล ยกกำลังไปช่วย  ทัพหลักที่ยังตรึงที่ด่านอันซี จะเร่งจู่โจมอย่างรวดเร็ว พะยะค่ะ"รัชทายาทเว่ยไท่เหลี่ยนกล่าวชี้แจง

    "ดีมาก แล้วการเตรียมรับกับเหตูการณ์แทรกซ้อน ล่ะ"อ๋องเว่ย

      "กระหม่อม ได้ส่งทูตไปเจรจาพร้อมทั้งมอบเครื่องราชบรรณาการให้แก่เผ่าซงหนูเรียบร้อยแล้ว พะยะค่ะ  การเจรจาเป็นไปด้วยความราบรื่น ในเวลาอันใกล้ ทางซงหนูคงไม่คืนคำ ยกทัพมาก่อกวนแคว้นเว่ยเรา แต่เพื่อความไม่ประมาทกระหม่อมได้ส่งกองทัพจำนวน สามหมื่น นำโดยแม่ทัพเมิ่งอ้าว ไปตรึงกำลังที่ชายแดนไว้แล้ว พะยะค่ะ"เสนาบดีเกาเหลียง ทูลรายงาน

      "ส่วนทางช่องเขา เทียนซาน ที่ติดกับแคว้นฉู่ ก็ได้ให้แม่ทัพเมิ่งเถียน บุตรชายของแม่ทัพเมิ่งอ้าว นำกำลังไปประจำการ จำนวนหนึ่งหมื่น เพื่อดูสถานการณ์ ถึงแม้แคว้นฉู่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่ก็ประมาทไม่ได้ พะยะค่ะ"เสนาบดีเกาเหลียงกล่าวต่อ

      "ดี ดียิ่งนัก ข้ากับลูกจะได้ล้างอัปยศ ที่พวกเทียนเฉา มันทำกับพวกเราไว้ซักที ฮ่าๆๆๆ อุ๊ แค่กๆๆ"อ๋องเว่ย หัวเราะขึ้นมาก่อนที่ไอออกมาอย่างรุนแรง

      "ทะ...ท่านอ๋อง จะม่ะฮ่ะ "ขันทีคนสนิทรีบมาประคอง

      "เสด็จพ่อ เป็นอะไรมากหรือไม่ พะยะค่ะ"รัชทายาทเว่ยไท่เหลียน รีบพุ่งเข้ามาดูอาการใกล้ๆทันที

      "ข้า ไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน จนกว่าจะได้เห็นพวกเทียนเฉามันล่มจมด้วยตาของข้าเอง"อ๋องเว่ย

      "น้ำชาพะยะค่ะ ท่านอ๋อง"เสนาบดีเกาเหลียงถึงกับไปรินน้ำชามาให้ด้วยตัวเอง

      "อย่างนั้น ลูกขอทูลลาเพื่อไปเตรียมตัวเดินทางไปที่ชายแดน พรุ่งนี้พะยะค่ะ"เว่ยไท่เหลียน

      "หืม...ไปเถอะ จงทำหน้าที่อย่างเต็มที่"อ๋องเว่ย

      "ถนอมพระวรกาย ด้วยพะยะค่ะ เสด็จพ่อ"เว่ยไท่เหลี่ยนพูดจบก็หันหลังเดินออกไป

      "งั้นกระหม่อมก็ขอทูลลา โปรดถนอมพระวรกาย พะยะค่ะท่านอ๋อง"เสนาบดีเกาเหลียง

      "หืมลำบากเจ้าแล้วเกาเหลียง"อ๋องเว่ย

      "หามิได้พะยะค่ะ"เกาเหลียง พูดจบก็รีบเดินตามไปเพื่อให้ทันเว่ยไท่เหลียน

      ระหว่างทางเดินหน้าพระราชวัง

      "ท่านเกาเหลียง ท่านคิดว่าเสด็จพ่อจะทนไหวถึงวันนั้นหรือไม่"เว่ยไท่เหลียนเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล

      "เห้ออ....ถึงตอนนี้ก็แล้วแต่สวรรค์จะกรุณาแล้ว องค์รัชทายาท ข้าพระองค์กับท่านอ๋องเตรียมการมานับ 10ปี ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาตอนนี้ก็นับว่าสูญเปล่าแล้ว จะโทษก็คงได้แต่โทษว่าชะตาแคว้นเทียนเฉายังไม่กาลล่มสลาย"เกาเหลียง

      "ก็คงต้องยอมรับ อย่างที่ท่านว่า อ่อ แล้ว เกาเว่ยล่ะ ท่านเกาเหลียง วันนี้ข้ายังไม่เห็นเลย"เว่ยไท่เหลี่ยนเอ่ยปากถาม

      "ข้าสั่งให้เดินทางไปเตรียมการล่วงหน้าให้พระองค์ ที่ชายแดน เมื่อเช้านี้ พะยะค่ะ"เกาเหลียง

      "ฮ่าๆๆ ท่านนี้ ทำทุกอย่างรอบคอบไม่เคยเปลี่ยน ลำบากท่านแล้ว ท่านเสนาบดี"เว่ยไท่เหลี่ยน

      "ฮ่าๆๆ หามิได้ๆ ข้าพระองค์แก่แล้ว ก็หวังจะให้ เกาเว่ย เรียนรู้ให้มากที่สุด จะได้เป็นกำลังให้แก่องค์รัชทายาทต่อไป    หลังจากเสร็จสิ้นกับแคว้นเทียนเฉา ข้าพระองค์ก็หมดห่วง สามารถขอลาออกไปพัก ได้อย่างสบายใจซักที"เกาเหลียง

      เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นเว่ยกับแคว้นเทียนเฉา เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน จากการที่แคว้นเทียนเฉา ต้องการแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของตนเอง จึงได้ส่งสาสน์ไปยังแคว้นใกล้เคียง ได้แก่ ฉี ฉิน เว่ยให้ส่งเครื่องราชบรรณาการเพื่อแสดงความนอบน้อม ฉีกับฉิน ยอมทำตาม แต่เว่ย ไม่ยอม จึงเกิดการสู้รบกัน

      แคว้นเว่ยพ่ายแพ้ แต่เพราะแคว้นเว่ยเป็นถิ่นทุรกันดาร คนในแคว้นส่วนมากยากจน แคว้นเทียนเฉาจึงไม่อยากจะยึดครองเพื่อเพิ่มภาระให้กับแคว้นตน จึงได้แต่สั่งให้มอบเครื่องราชบรรณาการทุกๆปีและต้องส่งรัชทายาทมาเป็นตัวประกันที่เทียนเฉา  อ๋องเว่ยองค์ปัจจุบันก็เคยเป็นตัวประกัน

      หลังจากได้ขึ้นครองราชย์ ก็ทรงเตรียมการณ์โดยมีเสนาบดีเกาเหลียงเป็นผู้ช่วยวางแผน โดยเริ่มสะสมกองกำลังกระจายตามแนวชายแดนทางด้านที่ติดกับเผ่าซงหนู เพื่อไม่ให้ทางเทียนเฉารู้ตัว จนเมื่อ 5 ปีก่อนถึงได้เริ่มแผนที่วางไว้ โดยแกล้งล้มป่วย เพื่อให้ รัชทายาทเว่ยไท่เหลียน หาข้ออ้างขออนุญาติอ๋องเทียนเฉา มาเยี่ยมอาการป่วย แต่ทางอ๋องเทียนเฉา ก็ไม่ยอมปล่อยให้กลับ พอแผนไม่ประสบผล ก็จะยอมสละรัชทายาท แต่พระสนมเอกของอ๋องเว่ย ที่เป็นพระราชมารดาของรัชทายาทเว่ยไท่เหลียน พอทราบก็ยอมกลืนยาพิษฆ่าตัวตาย เพื่อให้มีข้ออ้างเพียงพอในการ ปล่อยตัวให้รัชทายาทกลับมา

      พอรัชทายาททราบข่าวก็ล้มป่วย ทำให้รัชทายาทแคว้นเทียนเฉาที่เป็นเพื่อนสนิท ไปทูลขอให้รัชทายาทแคว้นได้กลับไปเคารพศพพระมารดา เพราะตอนที่รัชทายาทเว่ยไท่เหลียน อยู่ที่เทียนเฉา แกล้งทำตนให้ดูโง่งม เซ่อซ่า ทำอะไรก็ดูเป็นที่ขบขัน พอรัชทายาทเทียนเฉาเห็นก็ยิ่งชอบใจว่า เป็นรัชทายาทเหมือนกันแต่ตัวเองนั้น ดูดีกว่า ฉลาดกว่า ถ้าเอามาอยู่ใกล้ๆ ตนที่เป็นรัชทายาทอยู่แล้วก็จะยิ่งดูดียิ่งขึ้น  รัชทายาทเว่ยเพื่อซื้อใจรัชทายาทเทียนเฉา ยอมกล้ำกลืนอัปยศ ทำตัวไม่ต่างจากเด็กรับใช้ให้กับรัชทายาทเทียนเฉา เคยคลานสี่ขาให้รัชทายาทเทียนเฉาขึ้นไปนั่งบนหลังขี่เล่นจนเป็นที่สนุกสนาน ดังนั้นจึงเป็นคนโปรดปรานของรัชทายาทเทียนเฉา อ๋องเทียนเฉาพอรัชทายาทมาขอร้อง พร้อมกับชี้แจงถึงความไม่เอาไหนของรัชทายาทเว่ยให้อ๋องเทียนเฉารับรู้ จึงได้ปล่อยให้รัชทายาทเว่ยไท่เหลี่ยนกลับมาแคว้นเว่ย

 

 

 

 

ปล.เริ่มเนื้อหาหนักๆแล้วซี้ พอจะรับไหวไหมอ่ะงับ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #1906 Orange (@Jitti) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 / 23:54
    ไรท์แต่งเก่งๆมากๆเลยค่ะ ไม่คิดว่า ผช จะเขียนเก่งขนาดนี้
    #1906
    0
  2. #1876 fairy_devil (@angle_vempire) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 08:00
    ซ่งอี้ นี่น้องแม่ใช่มั้ยคะ
    #1876
    0
  3. #1840 jaoh77 (@jaoh19770) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 23:20
    ตระกูลนักศึกษา ควรเป็น ตระกูลบัณฑิต
    #1840
    0
  4. #1830 GBXX_cha (@elle-chaxx) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 เมษายน 2558 / 20:00
    เสียงหัวเราะ ฮิๆๆ เหมือนโรคจิตเลย
    #1830
    0
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. #1454 ฝั้นฝ้าย (@goagai) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 12:39
    อ่านแล้ว คิดถึงบรรยากาศตอนอ่านนิยายจีนเรื่องที่ชอบ สนุกมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ไม่อยากจะบอกเลยว่าแค่เห็นที่บรรยายถึงแค้วนต่างๆ แล้วคิดถึง เสี่ยงเส้าหลงอ่ะ (ไม่เกี่ยวกันเลยเนอะ 555)
    #1454
    0
  7. #738 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 21:00
    ลงทุนมากก
    #738
    0
  8. #703 เมมฟิส (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 22:10
    ใครเป็นพระเอกค่ะ
    #703
    0
  9. #521 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 19:09
    มีแผนที่คราวๆ ไว้ดูประกอบ คงดี
    #521
    0
  10. #392 ผ่านมาอ่าน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 20:24
    -...- เราว่าผู้หญิงแม้แต่จีนโบราณน่ะ ก็เรียนรู้หนังสือนะแต่ไม่ได้ถึงขนาดแตกฉานจนสอบเป็นจอหงวนได้เทือกนี้ เพราะไม่เช่นนั้น จะร่ายโครงกลอน เขียนพูกัน อักษร วาดภาพได้ยังไงจริงไหม แต่ก็ไม่นิยมส่วนมากเป็นธิดาของขุนนางและพ่อค้าที่มีเงินมากๆๆ ส่วนใหญ่จะเชิญอาจารย์มาสอนกันที่บ้านไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียน(สำนัก) เหมือนพวกผู้ชาย แต่พวกผู้หญิงชาวบ้านน่ะ ไม่เลี้ยงน้อง ก็ดูแลบ้าน หรือไปทำงาน น่ะจ๊ะ
    #392
    0
  11. #208 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 / 15:55
    นุกดีจ้า
    #208
    0
  12. #98 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 23:42
    เราว่า "ฮ่าๆๆ" มันมีเยอะจนเกินไป
    #98
    0
  13. วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 21:51
    สนุกมาก
    #87
    0
  14. #34 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 23:51
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #34
    0
  15. #25 cherryKiss (@leonore) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 10:02
    เนื้อหาหนักไม่หวั่น แต่ถ้าไม่อัพอาจลงแดงได้5555
    #25
    0
  16. #24 tookno1 (@tookno1) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 06:03
    สนุกคะ รอต่อคะไรท์เตอร์
    #24
    0
  17. #19 Im\'Moss Adjanapat (@anajaput) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 21:53
    สู้ๆ ครับ เอาใจช่วย :) #ชอบๆ 
    #19
    0