ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,583 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    257

    Overall
    159,583

ตอนที่ 22 : ความเป็นจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 101 ครั้ง
    16 พ.ค. 57

      ความเป็นจริง

      "ใช่ที่นี่ จริงๆเหรอ"

      เหมยฮวาถามด้วยความสงสัย เพราะต่างก็ไม่เคยมีใครมาที่จวนตระกูลหลินเลยซักคน แล้วท่านพ่อนางก็ไม่ได้บอกอะไร นอกจากพอมาถึงเมืองต้าตูก็ให้สอบถามเอาเอง โดยให้เหตุผลว่าใครๆก็รู้จักจวนตระกูลหลิน  หลังจากสอบถามทหารที่เฝ้าด่านที่ประตูเมือง ก็ขี่ม้ามาตามเส้นทางที่บอกจนมาถึงหน้าจวนหนึ่ง ที่มีป้ายตัวหนังสือโตๆว่า 'หลิน' เหนือซุ้มประตูทางเข้า

      "พวกเราก็มาตามเส้นทางที่บอกถูกทุกอย่างนี้ขอรับ คุณหนู"

      อาเช่อปานั่งคิดซักครู่ก่อนตอบออกมา

      "จะมัวมาคิดมากกันทำไม เข้าไปถามดูก็แล้วว่าใช่หรือเปล่า"จายาตู

      "อย่างนั้น คุณหนูรอตรงนี้ซักครู่ ข้าน้อยจะเข้าไปถามดูขอรับ" หย่งเป่าหันมาบอกเหมยฮวา แล้วลงจากม้าเดินเข้าไปโค้งคำนับก่อนเอ่ยปากถาม คนที่เฝ้าหน้าประตู

      "พี่ชาย ข้าอยากจะรบกวนสอบถามว่า ที่จวนนี้มี บัณฑิตที่ชื่อ หลินซือ อยู่หรือไม่"

      คนเฝ้าประตูหลังจากใช้หางตามองดู ก็ส่งสายตาอย่างเหยียดหยามแวบหนึ่ง ก่อนแค่นเสียงตอบ

      "เหอะ อาศัยเจ้าก็มีขวัญกล้า มาถามหาคุณชายของข้าได้อย่างนั้นรึ"

      เพราะสภาพตอนนี้ของหย่งเป่าและคนอื่นๆด้านหลังที่ต้องขี่ม้าเดินทางมาตลอดครึ่งวัน ขมุกขมัวมอมแมมยิ่งนัก กลางหลังก็แบกของพะรุงพะรัง ดังนั้นจึงได้รับการดูถูกจากคนเฝ้าประตูที่เป็นเพียงคนรับใช้ แต่ก็เป็นคนรับใช้ของจวนท่านเสนาฯหลินเซี่ยงแห่งแคว้นหยวน กระนั้นหย่งเป่าก็หามีปฏิกิริยาไม่ ยังคงค้อมตัวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนเดิม

      "อย่างนั้นก็ถูกแล้ว ขอรบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนคุณชายหลินซือ ด้วยว่า คุณหนูหลี่เหมยฮวา ได้มาขอเข้าพบจะได้หรือไม่"

      "เจ้าไปบอกพวกของเจ้าด้วยว่า อย่าได้ยืนเกะกะขวางหน้าประตู หลบไปยืนรอด้านข้าง ไว้ข้าจะเข้าไปเรียนคุณชายให้"

      คนรับใช้พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ พร้อมกับสั่งให้คนทั้งหมดไม่ให้มาเกะกะขวางหน้า ประตูจวน หย่งเป่ารับคำก่อนจะหันหลังไปบอกกับทุกคนลงจากม้ามายืนรอด้านข้าง

      "หย่งเป่าจะไปสุภาพกับคนพวกนี้ไปทำไม ถ้าเป็นข้าๆจะสะบัดหน้าจากไปทันทีไม่มีทางยอมอยู่เสวนากับพวกคนประเภทนี้ต่อหรอก"

      อาเช่อปาและคนอื่นๆต่างก็ได้ยินการโต้ตอบเมื่อกี้ก็เกิดความไม่พอใจยิ่งนัก จนอาเช่อปาโพล่งออกมาด้วยเสียงอันดัง จายาตูพอได้ยินก็พูดเสริมทันที

      "เหอะ.....ถ้าอยู่ที่ทุ่งหญ้าข้าจะไม่มีวันให้คนที่มารยาททรามแบบนี้ ได้เห็นตะวันในวันพรุ่งแน่นอน"

      คนเฝ้าประตูพอได้ยินก็ยิ่งทำท่าทางเหยียดหยามมากขึ้น ถึงแคว้นหยวนจะไม่กีดกันคนชาวหู แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับ แล้วก็ทำยืนนิ่งต่อไม่ยอมเข้าไปรายงานซักที จนอาเช่อปาที่กรุ่นๆอยู่แล้วก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาทันที

      "นี้เจ้า......"

      ขณะที่จะพูดต่อก็ถูกเหมยฮวาห้ามปราม ก่อนเอ่ยออกมา

      "อย่างนั้นพวกเราไปหาที่พักก่อนเถอะ ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว"

      ถึงแม้จะไม่พอใจอยากจะเข้าไปสหบาทาเจ้าคนเฝ้าประตู แต่ในเมื่อเหมยฮวากล่าวออกมาอย่างนี้ก็ต้องยอมรับคำก่อนจะขึ้นม้า ขณะจะกระตุ้นม้าให้เดินไป

      "พวกท่านโปรดช้าก่อน โปรดอภัยให้แก่ความไร้มารยาทของคนรับใช้ตระกูลหลินด้วยขอรับ ตะ..ต่อไปข้าน้อยจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกเด็ดขาด"

      คนที่ร้องตะโกนห้าม วิ่งกระหืดกระหอบมาขวางทางม้า เป็นชายแก่รูปร่างอวบอ้วนผู้หนึ่ง แต่งตัวคล้ายพ่อบ้าน พอมาถึงก็พูดไปหอบหายใจไปจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง คนเฝ้าประตูพอเห็นพ่อบ้านที่ลงทุนขอโทษขนาดนี้ ก็เหงื่อตกหน้าซีดขึ้นมาทันที เพราะเห็นหนทางสวรรค์รำไรแล้วว่าไปกร่างผิดคน ความทรงจำก็ดีขึ้นมาทันที หูแว่วเสียงพ่อบ้านสั่งไว้ดังก้องในหัว

      "เจ้าจงจำไว้ๆๆ วันนี้ๆๆ จะมีคนๆๆ สำคัญมากๆๆ มาหาๆๆ"

      พอคิดได้ดังนั้นก็แข้งขาอ่อนลงไปทันที ก่อนหน้านี้พ่อบ้านได้ยินเสียงเอ๊ะอะ จึงเดินออกมาดู ก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นทุกอย่างสายเกินไปที่จะแก้ไข ได้แต่เพียงเคลื่อนย้ายรูปร่างอันอวบอัดกะทัดรัดมาดักหน้าให้ทันเป็นพอ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน แต่เหมยฮวาก็ไม่ได้ว่าอะไรหลังจากฟังคำชี้แจ้ง เพียงเอ่ยกับพ่อบ้านขอให้จัดที่พักให้กับนางและทุกคน

      กว่าหลินเซี่ยงกับหลินซือจะกลับมาก็เข้าต้นยามเซิน(15.00-16.59) คนรับใช้ก็มาแจ้งแล้วพาทุกคนไปคารวะที่ห้องรับแขก พอมาถึงเหมยฮวาก็เห็นในห้องมีคนอยู่สองคน คนแรกก็คือท่านอาหลินซือ ที่เปลี่ยนไปมากจนเหมยฮวาเกือบจำไม่ได้ ในระยะเพียงสามสี่ปี ริ้วรอยบนใบหน้าที่สมัยก่อนนางนึกว่า ท่านอาหลินซือเป็นพวกอมตะ ที่ดูหนุ่มตลอดเวลาขนาดครั้งสุดท้ายที่จากกันตอนนั้นอายุก็สามสิบกว่าปีเข้าไปแล้ว ไหนจะเส้นผมที่เริ่มมีสีขาวแซมอยู่ไปทั่วบนหัว แต่รูปร่างก็ยังสูงโปร่งเหมือนเดิมอาจจะผอมลงเล็กน้อย ใบหน้าที่ตอบลงแต่ที่ไม่เปลี่ยนเลยก็คือใบหน้าที่ยกยิ้มอยู่ตลอดเวลา ผมเผ้าที่เพียงรวบๆไว้ ท่าทางสบายๆเหมือนเดิม เพียงเท่านี้นางก็รู้แล้วเรื่องที่ลงทุนขอให้นางมาเมืองหลวงคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่นอน

      ส่วนอีกคนที่นั่งในฐานะผู้อาวุโสของที่นี่ เค้าหน้าคล้ายท่านอาหลินซือ เพียงแต่อายุมากกว่ามาก ผิวหนังเหี่ยวย่น รูปร่างผอมเกร็ง สุงราวๆแปดเซี๊ยะ(160) ดวงตาขุ่นมัวเส้นผมและหนวดเคราที่ยาวระอกต่างก็ขาวโพลน แต่ว่านางก็สัมผัสได้ถึงไมตรีจิตและความอบอุ่น

      "ข้าน้อยหลี่เหมยฮวา คารวะท่านอาหลินซือ"

      เหมยฮวาค้อมกายคำนับหลินซือ ทุกคนที่ตามมาก็คำนับตาม หลินซือรับคารวะก่อนจะฉุดดึงมือเหมยฮวามาด้านหน้าหลินเซี่ยงทันที

      "ไม่ต้องมากมารยาท มาๆ นี้คือท่านพ่อของข้า ชื่อหลินเซี่ยง"

      "ข้าน้อยหลี่เหมยฮวา ขอคารวะท่านหลินเซี่ยง"

      เหมยฮวาค้อมกายคำนับอีกครั้ง หลังจากนั้นก็แนะนำทักทายจนครบทุกคน ก่อนจะแยกย้ายกันไป ในห้องหนังสือจึงเหลือเพียงเหมยฮวา หลินเซี่ยง หลินซือ พอไม่มีคนอื่นก็เลยไม่ต้องมากมารยาท หลินเซี่ยงก็กล่าวขึ้นทันที

      "เรียกข้าว่าท่านปู่เถอะคนกันเองทั้งนั้น ข้าได้ยินหลินซือเอ่ยชื่นชมเจ้าไม่ขาดปาก วันนี้พบตัวจริงนับว่า ไม่เกินเลยจริงๆ"

      เหมยฮวารับคำและขอบคุณเสร็จก็พูดเข้าเรื่องเลยทันที หลังจากให้เห็นปฏิกิริยาของทั้งสองคนที่ดูจะมีเรื่องกังวล อ้ำๆอึ้ง ๆร้อนรนยิ่งนัก

      "ข้าขอเสียมารยาทแล้ว ไม่ทราบว่าท่านปู่และท่านอา มีเรื่องราวอันใด เชิญว่ากล่าวได้เต็มที่ ข้ายินดีพร้อมรับฟัง"

      "ดี กล่าวได้ตรงดีข้าชอบใจยิ่งนัก ฮวาเอ่อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ข้าและท่านอาซือเจ้ากลัดกลุ้มกับเรื่องของต้าเว่ยยิ่งนัก พวกข้าอยากให้เจ้าช่วย"

      หลินเซี่ยงพอได้พูดออกมาเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก คิ้วขมวดมุ่นเริ่มคลาย

      "ข้าคงต้องขอฟังรายละเอียดต่างๆก่อน มิเช่นนั้นก็ไม่อาจรับปากใดๆท่านปู่ ท่านอาซือได้"

      เหมยฮวากล่าวออกมาเพียงเท่านี้ ก็ทำให้หลินเซี่ยงพอจะมีความหวังบ้างแล้ว ด้วยที่นางเป็นคนฉลาดคงพอจะเดาถึงจุดประสงค์ได้ ก่อนเอ่ยออกมา

      "ต้าเว่ยถึงแม้ตอนนี้จะวุ่นวายจากพวกซ่งหนู มองโกล ทู่เจียและพวกต่อต้านต้าเว่ย จนไม่มีเวลามาสนใจหยวนเรา แต่ทว่า เมื่อทุกอย่างสงบลง แคว้นหยวนก็คงต้องเป็นเป้าหมายต่อไปของต้าเว่ยแน่"

      "เจ้าค่ะ"

      เหมยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย หลินซือก็กล่าวเสริมขึ้นมา

      "จริงอยู่ที่ทางด้านตะวันตกของต้าเว่ยถูกโจมตีจากพวกซ่งหนูและมองโกลจนเสียดินแดนฝั่งนั้นไปถึงครึ่งแต่ก็มิอาจรุกคืบหน้าได้มากกว่านี้อีก แล้วมองโกลที่ต้องการเพียงปล้นชิงไม่ได้ต้องการพื้นที่ เมื่อปล้นชิงได้จนพอใจก็คงกลับขึ้นเหนือไป พอเป็นเช่นนี้ก็จะเหลือเพียงเผ่าซ่งหนูที่ต้องการครอบครองพื้นที่ แต่ด้วยกำลังแค่นั้นซักวันก็ต้องถูกทางต้าเว่ยผลักดันออกไป"

      เหมยฮวากำลังครุ่นคิดตามคำพูดของหลินซือ หลินเซี่ยงก็พูดขึ้นมาแทน

      "หรือไม่ต้าเว่ยก็ไม่ทำอะไรเพียงแค่ป้องกันไว้ไม่ให้เสียเพิ่ม ยกพื้นดินที่แห้งแล้งเพียงครึ่งให้ซ่งหนูเพื่อมาแลกกับหยวนทั้งแคว้นอย่างไรก็ย่อมดีกว่า ส่วนทางเหนือที่ทั้งสองฝ่ายยังตรึงกำลังกันอยู่ แต่ซักวันเสบียงก็ต้องไม่พอ เพราะตอนนี้ฝ่ายต่อต้านต้าเว่ยก็ต้องหยิบยืมเสบียงจากทู่เจีย ซึ่งก็เป็นทางหยวนเราส่งไปให้ผ่านทู่เจีย ทว่าหยวนเราก็เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับเสบียง ที่เกิดจากการอพยพหนีภัยสงครามเข้ามาของคนแคว้นอื่น เมื่อถึงขนาดที่ทางหยวนมิอาจสนับสนุนทางเสบียงได้ ทู่เจียอย่างมากกลับคืนไปที่ทุ่งหญ้า ปล่อยให้กลุ่มต่อต้านถูกล้อมกักอดอยากจนตายหรือไม่มีแรงพอจะจับอาวุธขึ้นมาสู้ได้ ทางต้าเว่ยก็เพียงยกกำลังเข้าเก็บกวาดโดยแทบไม่สูญเสียทหารเลย"

      "ข้าพอเข้าใจแล้วๆทำไมแคว้นหยวนเราถึงไม่ช่วยโจมตีกระหนาบอีกด้าน"

      เหมยฮวาเงยหน้าขึ้นมาถาม หลินซือก็ชี้แจงออกมา

      "ถ้าเราทำแบบนั้นก็ต้องใช้เสบียงเพิ่มขึ้นจนไม่อาจส่งสนับสนุนใครได้อีก แล้วด้วยทหารหยวนเรานั้นถนัดการรับไม่เก่งรุก รวมทั้งกำลังและอาวุธไม่เพียงพอ การบุกโจมตีก็เท่ากับเป็นการเร่งให้หยวนเราพ่ายแพ้เร็วขึ้น เพราะแบบนี้พวกข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยคิดแผนเพื่อช่วยหยวนให้พ้นจากการตกเป็นของต้าเว่ย"

      "ถะ...ถ้าข้าไม่ช่วยหรือยอมช่วยแต่มิอาจคิดแผนอะไรออกมาได้ล่ะ"

      เหมยฮวาพูดออกมาแผ่วเบาแบบตะกุกตะกัก เพราะความคิดหนึ่งพุ่งวาบเข้ามาในหัวทันที ในใจก็หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงที่แหบแห้งและสั่นเครือเอ่ยออกมาช้าๆ แต่ทว่าก็เด็ดขาดจนทำให้นางหนาวเหน็บไปทั้งตัว ของหลินเซี่ยง

      "ถึงข้าจะไม่อยากทำ แต่ทว่าเมื่อคนที่มีอำนาจคนอื่นภายในแคว้นตัดสินใจกันแล้วข้าก็ต้องยอมรับมัน เราจะเกณฑ์ผู้ชายทุกคนที่จับอาวุธเข้าสู้ได้ ทั้งหมดมาประจำที่ชายแดนเพื่อบุกโจมตีต้าเว่ย ถึงจะสู้แพ้แต่ผู้มีอำนาจในแคว้นหยวนก็ขอทำความเสียหายให้แก่ต้าเว่ยบ้าง แล้วจะใช้ข้ออ้างเพื่ออพยพคนทั้งหมดที่เหลือไปชายแดนทางด้านทู่เจีย แล้วแยกคนแคว้นอื่นที่ไม่ถูกเกณฑ์และคนที่เป็นภาระของแคว้นออกมานำไปสังหารให้หมด เพื่อนำเสบียงส่วนนั้นมาบำรุงกองทัพ"

      "พะ...พวกท่านทำเช่นนั้นมิได้ มะ..ไม่กลัวหรือว่าญาติพี่น้องที่รบอยู่จะรู้ข่าวแล้วต่อต้าน"

       เหมยฮวาดวงตาแดงกล่ำและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนจะกลายเป็นเสียงสะอื้น อารมณ์ของนางตอนนี้ผสมปนเปไปหมดทั้งโกรธทั้งเศร้าและขื่นขม หลินซือเห็นดังนั้นก็เข้ามาจับไหล่ของนางที่สั่นไหว ก่อนจะเอ่ยคำที่เย็นยะเยือกไม่ต่างกัน

      "เจ้าที่ฉลาดก็ย่อมรู้ว่าทางหยวนจะทำอย่างไร แต่ถึงจะปกปิดไม่ได้ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันขนาดนั้นกว่าข่าวจะมาถึงแนวหน้าก็คงจะผ่านไปหลายเดือนแล้ว ถึงอย่างนั้นไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร ในเมื่อผู้มีอำนาจในแคว้นหยวนตัดสินใจไปแล้วก็คงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ที่พวกข้า บอกกับเจ้าไม่ใช่เพื่อบีบบังคับ แต่เพื่อให้เจ้าใช้สติปัญญาหาทางช่วยเหลือคนบริสุทธิ์ภายในแคว้น และพวกเราก็เชื่อว่าสามารถไว้ใจเจ้าได้ที่จะไม่แพร่งพรายออกไป ฮวาเอ่อร์ เจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่ข้าจะกลับมาเคยคิดจะพาเจ้ามาด้วย แต่ก็เปลี่ยนใจด้วยเจ้ายังเด็กนัก และข้าอาจหาวิธีอื่นได้ สุดท้ายก็อับจนหนทาง จนต้องขอให้เจ้ามาช่วย"

      "ทะ..ท่านอา ขะ..ข้า อึกๆ ฮืออออๆๆ"

      เหมยฮวาพูดได้แค่นั้นก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เพราะการช่วยฝ่ายหนึ่งก็ต้องฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งนี้มันเกินกว่าที่นางจะรับมันได้ไหว สุดท้ายก็ต้องร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาก่อนโผล่เข้ากอดหลินซือร้องไห้แบบตอนเป็นเด็กที่นางเคยทำบ่อยๆยามนางทำผิดจนท่านแม่ของนางดุด่าหรือลงโทษ

      หลินซือต้องกล่าวปลอบโยนอยู่นานจนนางค่อยสงบลง แม้จะเป็นการกระทำที่ดูใจร้ายกับนาง แต่เขาก็ต้องทำ เพราะมันคือความจริง นางไม่มีทางจะหนีมันพ้นได้ ความจริงมักโหดร้ายเช่นนี้เสมอมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง

      "ข้าตกลง ข้าจะพยายามช่วยทุกอย่างเท่าที่จะทำได้"

      เหมยฮวาหลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้แล้ว ก็เงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นตาที่บวมเป่งเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่ก็เห็นแววตาที่ตัดสินใจเด็ดขาด พร้อมกับยอมรับคำขอร้องในครั้งนี้           

       การที่นางตัดสินใจได้ในครั้งนี้ก็เพราะ นางเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง อย่างไรพอตายไปก็เป็นดวงวิญญาณไปเกิดใหม่ มันก็คงไม่เลวร้ายอะไรมากนัก ระหว่างทนดูเฉยๆให้คนบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องตายไป กับการทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตายไป ถึงจะรู้สึกผิดเหมือนกัน พอชั่งน้ำหนักในใจดูแล้วอย่างหลังก็รู้สึกผิดน้อยกว่า ชาติที่แล้วของนางก็เป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนกลุ่มนี้ไม่เคยทำร้ายใครเลยกลับต้องมารับผลของมันออกจะไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว

      "ข้ารู้ว่าเจ้านั้นจะต้องเข้มแข็งพอ ฮวาเอ่อร์ ท่านพ่อ"

      หลินซือถึงกับชื่นชมนางในใจ ผ่านเรื่องร้ายๆแบบนี้ยากนักที่จะทำใจได้ นางล้มลงแค่ครู่เดียวก็ลุกขึ้นมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งและเยือกเย็น ต่อไปเรื่องร้ายๆมากกว่านี้นางก็ต้องรับมือกับมันได้ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีเท่านาง เขาคงมิอาจทำได้แน่นอน ก่อนจะหันกลับไปเรียกหลินเซี่ยง ว่านางพร้อมแล้ว

      "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะพาเจ้าเข้าพบอ๋องหยวน วันนี้เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ส่วนเรื่องอาหารข้าจะสั่งให้คนไปส่งที่ห้อง ส่วนคนอื่นๆเจ้าไม่ต้องห่วง ข้ารับปากจะดูแลเป็นอย่างดี"

      หลินเซี่ยง กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกทั้งชื่นชมและขมขื่น ที่ตัวเองแก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้วยังต้องมาทำให้คนรุ่นหลานที่เห็นเพียงแวบแรกก็นึกรักและเอ็นดูต้องมาทนทุกข์กับการเห็นแก่ตัวของคนเพียงไม่กี่คน

      "เช่นนั้นข้า ขอตัวก่อน ท่านปู่ ท่านอาซือ"

      เหมยฮวาขอตัวกลับห้อง เดินออกไปด้วยฝีเท้าอันมั่นคงอย่างช้าๆ

      เช้าวันรุ่งขึ้น เหมยฮวาก็ถูกพาขึ้นเกี้ยวที่จัดเตรียมไว้ เดินทางไปพร้อมสองพ่อลูกตระกูลหลิน เพื่อเข้าพบอ๋องแคว้นหยวน เป็นการส่วนตัวที่ห้องทรงอักษร พอลงจากเกี้ยวที่ประตูทางเข้าด้านหลังของราชวัง ก็ถูกนำทางด้วยเหล่าขันที เดินวกวนไปมาเลียบกำแพงของแต่ละตำหนัก จนมาถึงหน้าห้องทรงอักษร ขันทีก็ร้องบอก

      "ท่านเสนาฯหลินเซี่ยง และคุณชายหลินซือ มาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ"

      "เข้ามาได้"

      หลังเสียงร้องบอกซักพักก็มีเสียงตอบรับของขันทีให้เข้าเฝ้า

      "ข้าน้อยหลินเซี่ยง ถวายบังคมพะยะค่ะ"

      "ข้าน้อยหลินซือ ถวายบังคมท่านอ๋องพะยะค่ะ"

      "ลุกขึ้น มีเรื่องอันใดกันถึงได้มาเข้าเฝ้าข้าเช้าเช่นนี้ ท่านเซี่ยง"

      ท่านอ๋องหยวนรับสั่งให้ลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยปากถามถึงการมาเข้าเฝ้า

      "ข้าน้อย ได้พาปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ มาเข้าเฝ้าพะยะค่ะ"

      หลินเซี่ยงบอกถึงสาเหตุการมา ประกายตาอันลิงโลดของอ๋องหยวนก็เผยออกมาอย่างสุดระงับ

      "ท่านสามารถเกลี้ยกล่อม จนท่านปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ยอมมาช่วยเหลือแคว้นเราได้แล้วหรือท่านหลินเซี่ยง"

      "พะยะค่ะ นางมารอเข้าเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูแล้วพะยะค่ะ"

      "นางรึ เรื่องที่ว่าปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่เป็นอิสตรีก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ อ๊า อย่างนั้นรอช้าอยู่ใย รีบเรียกนางเข้ามา"

      อ๋องหยวนระล่ำระลักด้วยความดีใจและตื่นเต้น ด้วยความหวังเดียวที่พอจะไขว่คว้าเอาไว้ได้ตอนนี้ ด้วยตัวอ๋องหยวนเองก็ไม่อยากจะใช้วิธีการที่ว่า ถึงแม้จะได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นหยวน แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจมากสุดยังต้องพึ่งพาเหล่าเชื้อพระวงค์และขุนนางแม่ทัพในการค้ำจุนบัลลังก์อ๋องของตน เมื่อหลายคนตัดสินใจไปแบบนั้นท่านอ๋องก็ต้องยอมรับและสั่งการลงไป แม้การกระทำนั้นจะทารุณโหดร้ายเพียงไร แต่ถ้ามีใครพอจะช่วยให้พระองค์ไม่ต้องถูกตราหน้าว่าเห็นแก่ตัว เหี้ยมโหดเพียงเพื่อจะเอาคืนต้าเว่ยให้ได้ก่อนที่แคว้นหยวนจะล่มสลาย ท่านอ๋องก็พร้อมยินดีจะรับฟัง เสียงขันทีขานชื่อเบิกตัวดังขึ้น

      "ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ อนุญาติให้เข้าเฝ้าได้"

      "ข้าน้อยปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ หลี่เหมยฮวา ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ"

      เหมยฮวาเดินผ่านประตูเข้า แล้วหยุดกลางห้องคุกเข่าทำการคำนับท่านอ๋องหยวน ก่อนที่เอ่ยคำที่เพิ่งหัดก่อนมาด้วยความขัดเขินและประหม่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ก็พบกับชายเลยวัยกลางคนนั่งหลังโต๊ะที่กองสุมด้วยม้วนไม้ไผ่ หนังสัตว์และมีกระดาษอยู่บางส่วน กำลังจ้องมองมาที่ตนเองด้วยสายตาสนใจอย่างยิ่ง ใบหน้ายาวเรียวค่อนไปทางเจ้าเนื้อ สองแก้มตอบเล็กน้อย เส้นผมมีสีขาวแทบทั้งหัวซึ่งรัดด้วยมงกุฏเล็กๆ ดวงตาเล็กหยี จมูกรั้งเล็กน้อย ริมฝีปากหนา ใบหน้าหมองหม่นคงเพราะปัญหาต่างๆของแคว้นที่กำลังปะทุขึ้น แต่ก็ยังดูมีสง่าราศี สวมชุดคลุมยาวสีเหลือง ด้านหน้าปักลายมังกรด้วยดิ้นทอง รอยยิ้มที่ส่งมาให้ทำให้นางใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะได้ยินเสียงเอื้อนเอ่ยออกมา

      "ลุกขึ้นๆ เข้ามาใกล้ๆ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ปราชญ์พิสดารแห่งชิงไห่ จะอายุน้อยเพียงเท่านี้ มาๆ"

      อ๋องหยวนเรียกให้เหมยฮวาเข้าไปหาพระองค์ เพื่อจะได้เห็นชัดๆ ด้วยไม่น่าเชื่อว่าคนที่ใครๆก็ชื่นชมมากมายว่าเป็นปราชญ์ จะเป็นแค่เด็กสาวที่น่าจะเพิ่งผ่านพิธีสู่ความเป็นผู้ใหญ่เพียงปีสองปีและจะมีใบหน้าที่งดงามเพียงนี้ถึงแม้มิอาจจะเรียกได้ว่างามพอล่มเมือง กระนั้นดวงตาที่เศร้าแต่ก็กระจ่างใสและแฝงเจ้าปัญญาทั้งคู่ที่กลมโตก็เพียงพอทำให้ผู้พบเห็นได้ตราตรึง ไหนจะใบหน้ารูปไข่สองแก้มนวลอิ่มระเรื่อด้วยเลือดฝาด คิ้วโค้งคมเข้มขนาดกำลังพอดี จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูปแดงดั่งอิงเถา(ผลเชอร์รี่) ช่างเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างชาวจงหยวนและชาวหูยิ่งนัก การแต่งกายก็ดูราบเรียบ แต่ก็ชวนมองด้วยเสื้อคลุมยาวเนื้อผ้าแปลกตาสีขาวคอเปิดกว้างปิดทับด้านในด้วยผ้าสีขาวคาดเลยอกขึ้นมา ทำให้เห็นช่วงคอขาวเนียนงามระหง

      มองลงมาที่เอวนอกจากผ้าคาดเอวปกติยังคาดทับด้วยสายหนังสีดำแปลกตา และถ้าสังเกตุดีๆข้างเอวทั้งสองข้างยังห้อยป้ายหยกที่สลักคำว่า หลี่ ที่ระย้าลงมาอีกเป็นตัวประหลาดหัวโตและแขนขาสั้นสีขาวตัวชมพูกลมก่อนจะเป็นพู่สีขาวยาว อีกข้างเหน็บผ้าเช็ดหน้าปักรูปคล้ายกัน นี้กระมั้งที่มาของฉายาพิศดาร

      "ฮ่าๆ ช่างเป็นเด็กสาวที่สง่าและงดงามยิ่ง ไหนๆข้าขอดูผ้าที่เจ้าสวมใส่หน่อย ช่างเป็นผ้าที่แปลกตายิ่งนัก"

      "ขอบพระทัยเพคะ ท่านอ๋อง"

      เหมยฮวากล่าวขอบคุณก่อนจะ ยกมือขึ้นแล้วยืนชายเสื้อที่ยาวระย้าให้ท่านอ๋องจับดูตามคำขอ

      "ฮืม ถึงจะไม่เรียบลื่นดั่งผ้าไหมแต่ก็นุ่มนิ่มมือยิ่งนัก นี้ใช่ไหมที่เรียกว่าผ้าขนสัตว์"

      "เพคะ ข้อดีของผ้าชนิดนี้นอกจากจะนุ่มแล้วยังใช้ให้ความอบอุ่นเหมือนเสื้อขนหนังสัตว์ แต่ทำเป็นเสื้อผ้าแล้วไม่ทำให้ดูเทอะทะ เพคะ"

      นางกล่าวอธิบายไขข้อสงสัยของท่านอ๋อง พอพูดตอบเสร็จ ท่านอ๋องหยวนก็ชี้นิ้วมาที่ผ้าเช็ดหน้าแล้วเอ่ยถามต่อ

      "แล้วผ้าเช็ดนั่นปักลายอะไรแปลกตายิ่งนัก คงลอกลายมาจากสิ่งที่เจ้าผูกติดกับป้ายหยกใช่รึไม่"

      "คิก ใช่แล้วเพคะ นี้เรียกว่าตัวการ์ตูนเพคะ ไม่มีอยู่จริงหรอกเพคะ เป็นสิ่งที่คิดขึ้น ข้าน้อยชอบเพราะมันน่ารักดีเลยปักที่ผ้าเช็ดหน้า และให้ช่างเรื่องปั้นดินเผาทำให้เพื่อเอามาห้อยที่ป้ายหยกเพคะ"

      เหมยฮวาถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ที่ท่านอ๋องดูจะตื่นเต้นและสงสัยนั่นสงสัยนี้อย่างกับเด็ก และคนที่คิดแบบเหมยฮวาก็มีด้วย ก็คือทุกคนที่อยู่ในห้อง แต่เหล่าขันทีคิดแล้วก็สนใจ ยกเว้นสองคนที่เริ่มหน้าเขียวคล้ำ ยิ่งคนผู้หนึ่งหนวดเคราขาวโพลนถึงกับสั่นระริกด้วยความโมโห แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากยังคงอดกลั้นไว้ ในใจก็คิด

      'ถ้าเป็นลูกเป็นหลานจะจับมาตีก้นให้ลายพร้อยเชียว ใครกันที่เมื่อไม่นานและก่อนหน้านี้ รวมทั้งพวกเขาพ่อลูก ต่างก็กลัดกลุ้มหน้าดำคร่ำเครียด ขนาดหลินซือกลุ้มใจมากจนผมดำกลายเป็นผมขาว ดูซิตอนนี้มาทำหน้าระรื่น สงสัยนั่นสงสัยนี้ ถามไม่หยุดปากอย่างกับเด็กๆ ถ้าข้าไม่คิดว่าท่านเป็นอ๋องข้าจะตบให้คว่ำเลยเชียว'

      "กังตุง รึชื่อแปลก อ๋อ เมื่อกี้ข้าเหมือนได้กลิ่นหอมหวานๆ มาจากตัวเจ้านอกเหนือกลิ่นเครื่องหอมของสตรีที่ใช้ กันตามปกติ"

      "อ๋อ คงเป็นเพราะสิ่งนี้กระมั้งเพคะท่านอ๋อง ปกติข้าจะพกมันไว้กินเล่น เป็นแป้งผสมกับไข่แดง เกลือเล็กน้อย แล้วทอด ทิ้งให้สะเด็ดน้ำมันก่อนราดด้วยน้ำหวานจากต้นเฟิงหลังจากนั้นก็ทำให้  น้ำหวานที่ราดตัวแป้งทอดแห้งแล้วห่อด้วยกระดาษพกติดตัว เวลาหิวจะได้หยิบมากินเพคะ"

      นางไม่ได้สนใจการออกเสียงผิดของท่านอ๋องเพราะมันเป็นเรื่องปกติที่คนหัวเซี่ยจะพูดตามไม่ได้เลยปล่อยเลยตามเลย พร้อมกับหยิบขนมที่ว่า แกะห่อออกก่อนยื่นไปเบื้องหน้าของท่านอ๋อง โดยไม่ต้องรอท่านอ๋องก็หยิบเข้าปากเคี้ยวดูทันที โดยที่ขันทีข้างกายไม่ทันเอ่ยปากห้ามทัน ก่อนเอ่ยปากชมขึ้นมา

      "หืม หน้าตาธรรมดาแต่อร่อยยิ่งนัก ถ้าได้กินกับน้ำชาคงเข้ากันได้เป็นอย่างดี เด็กๆรินน้ำชามามาหน่อยซิ"     

      "โถ่...ทะ...ท่านอ๋อง จะไม่ทดสอบพิษดูก่อนหรือพะยะค่ะ เกิดมียาพิษขึ้นมาพวกกระหม่อมคงรับมิไหวนะ พะยะค่ะ"

      ขันทีที่อยู่ข้างกายถึงกับส่งเสียงสั่นเครือ เพราะกังวลจะเกิดอันตรายกับท่านอ๋องถึงเวลานั้นหัวคงหลุดออกจากบ่ากันหมด ได้แต่ส่งสายตาเคืองๆมาให้เหมยฮวา ที่ตอนนี้ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ที่จริงขนมแป้งทอดธรรมดาๆนี้ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปก็กินกันปกติ แต่เพราะมันธรรมดาเกินไปจนไม่มีการทำมาให้ท่านอ๋องได้ทรงเสวย รวมทั้งผ้าขนสัตว์ที่นางได้ทำขึ้น เพื่อความเหมาะสมกับฐานะของท่านอ๋องก็ต้องใช้เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีเท่านั้น

      "เหอะ...จะกลัวไปทำไม ตายเพราะได้กินของอร่อยก็ยังดีกว่าตายเพราะพวกต้าเว่ยมากมายหลายเท่า ยังไม่รินน้ำชามาให้ข้าอีก ชักช้ายิ่งนัก"

      ท่านอ๋องหยวนจัดการรินน้ำชาเองโดยไม่สนใจใคร เอามาจิบกินกับขนมหน้าตาชื่นมื่น  ชอบใจยิ่งนัก

      "ฮ่าๆ ช่างเข้ากันยิ่งนัก น้ำชากับขนมนี้ ฮ่า"

      "เพคะ"

      เหมยฮวารับคำ ก่อนที่จะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างขาดผึง พร้อมกับเสียงเรียกที่ดังมาก จนท่านอ๋องสะดุ้งทันที

      "ท่านอ๋อง"

      ท่านหลินเซี่ยงนั่นเอง ที่ตอนนี้หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธพอๆกับหลินซือ และรู้สึกว่าเคราที่ยาวระอกจะสั้นลงไปมาก พอมองลงไปก็เห็นในมือท่านหลินเซี่ยงที่กำแน่นมีกระจุกของเส้นขนที่ขาวโพลนยาวเฟื้อยออกมาจากกำมือ พอทุกคนหันมามอง ก็รู้ตัวว่าทำพลาดแล้วที่ระงับสติไว้ไม่อยู่ได้ยินเสียงท่านอ๋องพูดออกมา

      "มีอะไรหรือ ท่านหลินเซี่ยง"

      "เอ๊อะ เอ่อ ค่อยๆกินพะยะค่ะท่านอ๋อง เดี๋ยวจะติดคอเอาได้พะยะค่ะ"

      หลินเซี่ยงกล่าวคำออกมาอย่างอิลักอิเหลื่อ เพราะความขาดสติโดยแท้ทำให้ขึ้นเสียงกับท่านอ๋องก่อนจะคิดคำพูดมาตอบเพื่อกลบเกลื่อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

      "ฮืม ขอบใจท่านมากที่อุตส่าห์เป็นห่วง แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เหมยฮวา เจ้าจะว่าอะไรไหมถ้าจะให้เจ้าแบ่งขนมนี้ให้กับคนอื่นๆได้ลองกินดู จะได้รู้ว่ามันอร่อยแค่ไหน ฮ่าๆ"

      "เพคะ"

      ยังไม่รู้สึกตัวอีกว่าคนรอบๆคิดอะไรกัน ยังมาขอให้นางแบ่งขนมนี้ให้กับทุกคนอีก เหมยฮวาก็จนใจได้แต่เอาขนมไปแจกกับทุกคน ก่อนที่ทุกคนจะคุกเข่าขอบคุณในน้ำพระทัยของท่านอ๋องที่ได้กินของอร่อยแล้วยังไม่ลืมคิดถึงพวกตน

      "ขอบพระทัยพะยะค่ะท่านอ๋อง"

      "รีบกินๆ เจ้ารินน้ำชาแจกจ่ายให้ครบทุกคนด้วย จะได้รู้ว่ามันเข้ากันเพียงใด ฮ่าๆ"

      หลังได้น้ำชาทุกคนก็พากันกินขนมอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พ่อลูกตระกูลหลินนั่นคงจะกลัวว่าจะเคี้ยวไม่ละเอียดพอแล้วติดคอมั้ง ถึงได้ตั้งใจเคี้ยวซะจนได้ยินเสียง 'กรอดดดๆ' สำหรับคนที่ไม่เอ๊ะใจก็คงเป็นอย่างนั้น แต่สำหรับเหมยฮวา กลับคิดว่า ท่านปู่หลินเซี่ยงและท่านอาหลินซือ คงคิดว่าขนมแป้งทอดเป็นหัวสมองของท่านอ๋องมากกว่า เลยจินตนาการว่ากำลังขบหัวสมองของท่านอ๋องให้แหลกละเอียดแบบขนมที่กำลังกินอยู่
       'เหอะ เจ้าพวกนี้ช่างบ่อน้ำตาตื้นกันเสียจริง แค่แบ่งของกินให้ก็ถึงกับซาบซึ้งใจจนดวงตาแดงกล่ำดั่งจะร้องไห้จ้องมองดูข้าเขม็ง ในใจคงจะคิดว่าจะทำงานตอบแทนความเมตตาในครั้งนี้ของข้าอย่างไรอยู่ล่ะซิ หึๆ ไม่ไหวๆ แค่เรื่องเล็กน้อยไม่ต้องทำท่าตื้นตันใจขนาดนั้นก็ได้'
       หลังจากคิดเสร็จท่านอ๋องก็ส่ายหน้าน้อยๆก่อนที่ ดื่มด่ำกับความอร่อยของขนมแป้งทอดอย่างมีความสุข

 




     เนื้อเรื่องรู้สึกแปลกๆไม่แน่ใจว่ามาจากความจำ หรือความคิด ยังไงถ้าใครเจอเนื้อเรื่องแบบนี้ หรือเจ้าของบทความประมาณนี้ช่วยบอกหน่อย จะได้ลบออกหรืออนุญาตให้ใช้ก็ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ เพราะมันตะหงิดๆ ระหว่างจำมากับคิดเอง
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 101 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #2003 ~¤~Yokoh~¤~ (@asdf-fdsa) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 23:05
    อ่านไปขำไป โอ้ย ฮาาา 555555
    #2003
    0
  2. #748 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 23:24
    ท่านอ๋อง .. โถ่ถัง ฮ่าๆๆๆๆๆ
    #748
    0
  3. #531 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 08:42
    ปรับ ไม่ทัน
    #531
    0
  4. #347 xeliilex (@xeliilex) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 14:30
    brava  ปัญหาคือเจ๊แกไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเมืองไหนเลย อารมณ์ สูจะตีกันแล้วลากชั้นมาเกี่ยวทามม้าย
    #347
    0
  5. #345 brava (@brava) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 14:00
    อ่านแล้วแปลกนะตะที่เหมยฮวาจะร้องไห้เพียงเพราะต้องฆ่าศัตรู ถ้าลองคิดเป็นไทยกำลังจะรบกับเขมร เราจะมีใจไปร้องไห้สงสารฝ่ายเขมรที่กำลังจะมารุกรานเราไหมคะ
    #345
    0
  6. #316 nont2520 (@nont2520) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 08:55
    40% หลังอารมณ์สดุดครับ เหมือนอ่านตำลาขงจื้ออยู่เพลินๆแต่หน้าที่เหลือกลายเป็นหนังสือขายหัวไปรู้สึกเสียดายครับ
    #316
    0
  7. #315 แพร่พิไล (@herojo) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 01:35
    5555+ ขำเลย
    #315
    0
  8. #314 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 01:28
    ท่านอ๋องเป็นคนที่แบบว่านะ! ปกครองบ้านเมืองมาได้จนถึงทุกวันนี้ เก่งมากเลย!!
    #314
    0
  9. #313 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 23:06
    คิดไปได้ 555
    รอต่อจ้า
    #313
    0
  10. วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 20:16
    สนุกมาก
    #309
    0
  11. #308 p-o-t-e (@p-o-t-e) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 20:09
    ตั้งหน้าต้ังตารอแต่เช้า ไรเตอร์ขออีกตอนเลย อิ อิ
    #308
    0
  12. #306 คิดถึงเว้ย (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 18:38
    ชอบจัง 555
    #306
    0
  13. #305 deny (@tonrak_m) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 18:29
    ฮาท่านอ๋อง 5555555555555555
    #305
    0
  14. #304 somza1 (@somza1) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 18:24
    ท่านอ๋องลืมสงครามไปละ
    #304
    0
  15. #303 หมาป่าในคืนเหงา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 17:44
    ชดใช้แด่เรามาาาาาาาา ไรเตอร์ เอามาอีกตอนเบย*0*
    #303
    0
  16. #302 fuukifuun (@puidan) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 17:21
    ขออีกตอนน๊าาาาา  อิอิ
    #302
    0
  17. #301 จินนี่ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 17:18
    ชดเชยเลยค่ะ



    มาอีกตอนซะดีๆๆไรเตอร์
    #301
    0
  18. #298 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 11:36
    สนุกดีจ้า

    อัพต่อเร็วๆนะ
    #298
    0
  19. #297 แพร่พิไล (@herojo) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 10:39
    วันนี้ลงเลย2ตอน 5555+



    #297
    0
  20. #295 วิหคจันทรา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 09:39
    เครียดแทนนางเอกเลยอะ น่าสงสาร

    วันนี้ขอส่วนที่เหลือนะคะ
    #295
    0
  21. #293 ดาด้า (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 09:10
    รออยู่นะคะ อยากเจอพระเอกจัง
    #293
    0
  22. #291 Lemonlily (@lemonlily) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 07:09
    วันนี้อย่าลืมอัพ 40% ที่เหลือ + อีก1ตอน นะคะ
    #291
    0
  23. #290 อะยุ่น (@ayun) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 00:42

    ขอบคุณค่ะที่อัพให้อ่าน

    #290
    0
  24. #289 Night (@fah2541) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 22:52
    เรื่องนี้สนุกมาเลยค่ะแต่เรางงๆตอนสลับฉากเพราะมันไม่มีเว้นวรรค เว้นบรรทัดเลย โดยรวมก็สนุกดีค่ะ
    #289
    0
  25. #288 หยก (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 22:06
    นางเอก เรา ร้องไห้



    มาอัพต่อไวๆนะ



    รออ่าน



    สนุกมาก
    #288
    0