ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,583 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    257

    Overall
    159,583

ตอนที่ 23 : การเตรียมพร้อม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7782
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    18 พ.ค. 57

      การเตรียมพร้อม

      "นับว่าหมดสิ้นหนทางแล้วจริง คงต้องเตรียมการรับมืออย่างที่เจ้าว่า เช่นนั้นพรุ่งนี้ในท้องพระโรง เจ้าคิดว่าพอจะโน้มน้าวคนอื่นๆได้ซักกี่ส่วน แม่นางหลี่"

      "ข้าน้อยมีความมั่นใจอยู่เจ็ดส่วนเพคะ"

      ก่อนที่จะมาเข้าเฝ้าท่านอ๋อง เหมยฮวาก็พยายามคิดวิธีที่จะช่วยเหลือกลุ่มคนที่ทางราชสำนักเห็นว่าเป็นภาระต้องกำจัดทิ้ง รวมทั้งผู้หญิง เด็ก และคนชราของแคว้นอื่นที่หนีภัยสงครามเข้ามาในแคว้นหยวน เพื่อลดภาระทางเสบียงให้กับแคว้น แล้วเอาเสบียงส่วนนี้มาให้กับกองทัพที่จะเพิ่มจำนวนกำลังพลขึ้น นางจะต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าพวกเค้าจะไม่เป็นภาระ นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อแคว้นยิ่ง ถึงจะไม่ทั้งหมดก็เถอะ แต่ก็เพียงพอที่จะหยุดการฆ่าฟันคนบริสุทธิ์ขนานใหญ่ภายในแคว้นได้  หลังจากนี้ก็เพียงทำให้ทุกคนเห็นด้วย ขณะที่นางกำลังคิดทบทวนอยู่เงียบๆ ก็ได้ยินเสียงของขันทีที่ทำหน้าที่ขานชื่อเอ่ยชื่อนางดังขึ้นมา

      "เบิกตัวปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่  เข้าท้องพระโรง"

      หลังการถูกเรียกชื่อเบิกตัวเข้าไปข้างในท้องพระโรง สองมือของเหมยฮวาก็กำแน่นอย่างลืมตัว หัวใจเต้นระรัว ครั้งนี้นับว่าครั้งแรกที่ต้องปรากฏตัวต่อคนแปลกหน้าจำนวนมากมาย และก็ต้องโน้มน้าวให้คนทั้งหมดเห็นด้วยกันกับสิ่งที่นางคิด นับเป็นงานที่ยากมาก ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี อีกทั้งเป็นอิสตรี ทำให้จากยากมากกลายเป็นยากถึงที่สุด ไม่ต่างจากการปีนป่ายภูเขาที่สูงชันด้วยมือเปล่าเลยจริงๆ นางต้องสูดหายใจลึกๆก่อนจะสงบสติอารมณ์ สองมือประสานตั้งฉากระดับอก หลังตรง ก้มหน้าเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าเดินทีล่ะก้าวไม่เร็วไม่ช้าจนเกินไป ห้ามติดประหม่าไม่เช่นนั้น จะไม่มีผู้ใดเชื่อถือเรื่องที่นางพูด ทุกสิ่งที่เตรียมมาก็จะสลายกลายเป็นอากาศธาตุทันที พอมาถึงเบื้องหน้าพระพักต์ก็ค่อยย่อกายคุกเข่า เอ่ยคำถวายบังคมท่านอ๋อง

      "ข้าน้อยปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ หลี่เหมยฮวาถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ"

      "ลุกขึ้นได้"

      "ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง"

      เหมยฮวาหลังจากลุกขึ้นเสร็จยังคงก้มหน้านิ่ง หันหลังให้กับเหล่าขุนนางและแม่ทัพของแคว้นหยวน ตอนนี้รอบตัวเงียบเสียจนแม้แต่เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันจากการขยับตัวก็ยังได้ยินชัดเจน จนเมื่อเสียงของท่านอ๋องดังออกมาทำลายความเงียบ

      "ทุกท่าน วันนี้ข้าจะขอแนะนำให้รู้จักกับผู้ที่ใครๆก็ร่ำลือกันว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญาอับดับหนึ่งของแคว้นหยวนเรา นั่นก็คือ ท่านปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่"

      หลังการอารัมภบทของท่านอ๋องด้วยน้ำเสียงเนิบนาบระดับไม่เบาไม่ดังจนเกินไปสั้นๆ จนทำให้ เหล่าขุนนางแม่ทัพที่หูไม่ค่อยจะดีต้องเอียงหน้าเอียงคอเพื่อจับใจความที่ท่านอ๋องพูดว่าอะไร แล้วก็เว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยชื่อนางด้วยเสียงที่ดังกว่าเมื่อครู่ขึ้นมาหน่อย วิธีการพูดแบบนี้ของท่านอ๋องน่าจะไปเอาดีทางด้านโฆษกสนาม คงจะรุ่งไม่น้อยเหมยฮวาค่อยๆหันหลังกลับเงยหน้าขึ้น สองมือประสานค้อมกายเล็กน้อย

      "ข้าน้อยหลี่เหมยฮวา ยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน"

      เมื่อเหมยฮวากล่าวคำทักทายทุกคน เหล่าขุนนางและแม่ทัพจึงได้รู้ว่าปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่มีหน้าตาเป็นเช่นไรเมื่อได้เผชิญหน้ากัน ก่อนหน้าบางคนพอรู้มาบ้างว่าเป็นอิสตรี คนที่ไม่รู้ก็ลอบตื่นเต้นตอนที่ได้ยินเสียงพูดของนางถวายบังคมท่านอ๋อง แต่ก็ยังไม่ได้เห็นหน้าชัด เพราะระหว่างที่เดินมานางนั้นก้มหน้า เหล่าขุนนางและแม่ทัพก็ไม่กล้าหันมามองเพราะเป็นระเบียบ ใช้เพียงหางตาเหลือบมองดู เมื่อเห็นบุคคลที่ใครหลายๆคนนับถือและร่ำลือว่ามีสติปัญญาเป็นหนึ่งในแคว้นหยวนเป็นเพียงเด็กสาวอายุเพิ่งผ่านพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่มาปีสองปี และใบหน้างดงามนัก ก็พากันตกตะลึงจนบางคนอ้าปากค้าง ก่อนที่จะตั้งสติได้ก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ผ่านไปซักพัก

      "ทุกท่านโปรดเงียบ"

      อ๋องหยวนหลังจากสั่งให้ทุกคนเงียบ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น จากชายที่ตัวหนาใหญ่ สูงกว่าเหมยฮวาเพียงครึ่งศีรษะ หนวดเครารกรุงรัง เค้าหน้าคล้ายท่านอ๋อง แต่ดวงตาเล็กหยีดุดันกว่ามาก ผิวกายดำคล้ำ สวมเกราะทหารเต็มยศ เดินออกมาด้านหน้าค้อมกาย

      "นางมีอะไรมายืนยัน ว่าเป็นปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ตัวจริงพะยะค่ะท่านอ๋อง"

      "ใช่แล้วพะยะค่ะ ท่านอ๋อง ตามที่ท่านแม่ทัพใหญ่ว่ามา นางมีสิ่งใดมายืนยันว่าเป็นตัวจริง

      นายทหารกล่าวเสร็จ ก็มีชายอีกคนอายุราวๆสี่สิบ ผอมสูง ใบหน้ายาว จมูกงองุ้มดวงตายาวรี เหนือริมฝีปากกับใต้คางไว้หนวดเครากระจุกหนึ่ง สวมชุดขุนนางเดินค้อมกายออกมาด้านหน้ากล่าวคำเห็นด้วยกับคำพูดของนายทหารที่ออกมา

      "เดี๋ยวๆ น้องสาม ท่านฟาง เรื่องนี้......"

      "ข้าน้อยขออภัยพะยะค่ะท่านอ๋อง เรื่องที่ว่านางเป็นปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่จริงหรือไม่ ตามข้อสงสัยของท่านแม่ทัพใหญ่หยวนและท่านเจ้ากรมการคลังฟาง ข้าน้อยและท่านพ่อสามารถเอาหัวเข้ารับประกันว่า นางเป็นตัวจริงแท้แน่นอน"

      ขณะที่ท่านอ๋องพยายามจะอธิบาย ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมา นั่นก็คือท่านอาหลินซือของนางนั้นเอง ถึงว่านางมองหาอย่างไรก็ไม่เห็นอยู่ท้ายแถวของเหล่าขุนนางนี้เอง นึกว่าจะปล่อยให้นางมาที่นี่คนเดียวซะอีก เพราะท่านปู่หลินเซี่ยงหลังกลับจากเข้าเฝ้าเช้ามาก็ล้มป่วยกะทันหัน นางตรวจดูแล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมากพักสามสี่วันก็หายดี ตอนที่ไม่เห็นก็คิดว่าคงจะเฝ้าไข้ท่านพ่อตัวเอง ส่วนสาเหตุก็ เหอะ......

      แล้วเรื่องที่ท่านอาหลินซือต้องอยู่ท้ายๆแถว ก็เพราะท่านอาหลินซือไม่ยอมรับตำแหน่ง เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาให้กับท่านปู่หลินเซี่ยงที่มีตำแหน่งเสนาฯของแคว้นหยวน เวลาเข้าประชุมในท้องพระโรงจึงอยู่แยกจากเหล่าขุนนาง ส่วนสองคนที่ออกมาพูด ที่นางรู้ในภายหลังก็คือ คนที่สวมชุดนายทหารเป็นพระอนุชาคนที่สามของท่านอ๋อง ชื่อหยวนชิงอู่ มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น คนที่ใส่ชุดขุนนาง ชื่อฟางเกิ้งเหยา มีตำแหน่งเจ้ากรมการคลัง และคนนี้เองที่มักมีปัญหากระทบกระทั่งกับท่านปู่หลินเซี่ยงมาตลอด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของทุกแคว้นด้วยอยู่ในสายงานเดียวกัน น้อยมากที่จะถูกกัน ส่วนกับท่านแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ ก็มีบ้างนานๆครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรมากด้วยที่คนหนึ่งคุมสายทหาร คนหนึ่งคุมสายพลเรือน จึงไม่ค่อยได้ข้องเกี่ยวกันบ่อยนัก ถึงแม้ตำแหน่งของทั้งสองจะต่ำ กว่าแต่ว่าอำนาจบารมีนั้นมีเท่าๆกัน บางครั้งอาจมีมากกว่าเสนาฯอีก แล้วที่ยังไม่เจอก็คือเจ้ากรมโยธา อำนาจบารมีเป็นรองแค่ครึ่งขึ้น

      ดังนั้นตำแหน่งที่สำคัญของแต่ละแคว้นก็คือ เสนาฯ กรมทหาร กรมคลัง ต่างก็ถ่วงดุลกัน เจ้ากรมโยธาที่ว่าเป็นรองครึ่งขั้นก็เพราะรับคำสั่งจากท่านเสนาฯ เบิกงบกับกรมคลัง แต่ก็เข้าเฝ้าใกล้ชิดกับท่านอ๋องบ่อยพอๆกับท่านเสนาฯ เจ้ากรมอื่นๆก็เพียงไม้ประดับ

      "แค่หัวบนบ่าตระกูลหลิน ก็สามารถชดเชยให้แคว้นได้รึ ถ้านางทำให้เกิดความเสียหายให้กับแคว้นหยวน"

      "เรื่องนั้น....."

      แม่ทัพใหญ่หยวนหันไปกล่าวกับหลินซือ จนต้องอ้ำอึ้ง เพราะที่ท่านแม่ทัพใหญ่หยวนพูดออกมาแบบนั้นมันก็เป็นความจริง ในฐานะที่ตนเองเป็นกังวลความเป็นไปของแคว้น ก็ย่อมต้องการสิ่งที่ยืนยันได้ ไม่เพียงแค่ลมปาก เหมยฮวาขณะจะเอ่ยปากช่วยท่านอาหลินซือของนาง

      "ขออภัยพะยะค่ะเสด็จพ่อ ลูกขอตอบแทนท่านหลินซือได้หรือไม่พะยะค่ะ"

      "ฮืม ข้าอนุญาติเทียนหลง ลองกล่าวออกมาดู"

      เหมยฮวา หนังตากระตุกทันที หลังจากได้ยินเสียงและชื่อ ของคนที่เดินออกมาด้านหน้า เพราะรู้สึกคลับคลายคลับคลากับคนผู้นี้ ก่อนจะนึกออกว่า เป็นคนที่มาทำหยาบคายกับนางที่โรงเตี้ยมในเมืองจินโจวนั่นเอง เจ้าคนปากเสียคนนั้นเป็นถึงองค์ชายแคว้นหยวนเชียวรึ

      พอนึกได้ดังนั้นก็กรุ่นๆยังเคืองไม่หาย ก่อนจะเชิดหน้ายืดตัวตรง พยายามปั้นใบหน้าที่เริ่มบึ้งตึงให้เป็นปกติมากถึงที่สุด พร้อมกับหันหน้าไปดูเจ้าคนปากเสียนั่นชัดๆ ก็เห็นทางนั้นกำลังจ้องมองมาที่ตนเองพอดี มุมปากยกยิ้มเหมือนกำลังเยาะเย้ยนาง เหอะ จะมาว่าอะไรนางอีกล่ะ นึกรึว่านางจะกลัว ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ข้าก็คือข้าวันยังค่ำ ปากเสียๆของเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก อย่างมากข้าก็สะบัดหน้าจากไปอยู่ที่ชิงไห่ ต่อให้ต้าเว่ยเก่งแค่ไหนก็ไม่กล้ายกทัพไปถึงแนวชายแดนเพื่อยั่วยุทู่เจียหรอก ชิงไห่แม้จะไม่ใช่ของทู่เจียแต่ก็ไม่ต่างจากบ้านหลังที่สอง ภูมิประเทศก็แทบไม่ต่างจากทุ่งหญ้า คุ้นเคยกับพื้นที่มากกว่าคนแค้วนหยวนซะอีก พอเหมยฮวาคิดได้ดังนั้น ตาที่กลมโตอยู่ก็ยิ่งโตกว่าเดิมเพราะการถลึงตาจ้องมองกลับพร้อมแววตาที่ลุกวาวดั่งแม่เสือสาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ ทุกเมื่อถ้ามีโอกาส

      "หึๆ"

      "มีอะไรน่าขัน เทียนหลง รีบกล่าวออกมา ที่นี่คือท้องพระโรงเหล่าขุนนางและแม่ทัพที่มีเกียรติของแคว้นต่างก็มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ อย่าได้เสียมารยาท"

     เพราะเหมยฮวาหันหลังให้กับท่านอ๋องๆจึงไม่ได้เห็นแบบที่เทียนหลงกำลังเห็นอยู่  จนเทียนหลงต้องหลุดหัวเราะออกมากับท่าทางที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อของเหมยฮวา นี้นางคิดว่าตัวเองเป็นแม่เสือหรือไร ยิ่งทำแบบนี้ก็ยิ่งน่าดูนัก คล้ายลูกแมวที่กำลังขู่ฟ่อๆมากกว่า อ๊ะ พูดถึงแมว ใช่แล้วนางก็คงเป็นแมวที่นางปักเป็นลายน่ารักๆไว้ที่ผ้าเช็ดหน้า ที่เรียกว่าแมวเค่อตี้(คิตตี้)ซินะ เรียกแบบนี้ถูกหรือเปล่า ช่างเถอะ จะเรียกว่าอะไรก็ช่าง เอาเป็นว่ายิ่งทำให้นางน่าดูยิ่งขึ้นก็แล้วกัน ฮ่าๆ

      ตั้งแต่เจอกันที่เมืองจินโจว เทียนหลงก็ให้ปึงอิงที่เป็นหัวหน้าองครักษ์และกรมการข่าวสาร รวบรวมข่าวสารที่เกี่ยวกับนางทั้งหมดมาจากกองการข่าวสารรวบรวมไว้ทั้งกรองและไม่กรอง ข่าวลือเพียงเล็กน้อย ที่ดูว่าไร้สาระก็ยังให้มารายงาน จนแน่ใจว่าเป็นนางจริงๆ

      "อะแฮ่มๆๆ  ลูกต้องขอภัยเสด็จพ่อพะยะค่ะ และเหล่าขุนนางท่านแม่ทัพทั้งหลายด้วยขอรับ ที่เสียมารยาทไปเมื่อครู่นี้"

      "มิได้ๆ องค์ชาย"

      เทียนหลง ต้องกลบเกลื่อนด้วยการกระแอมไอสองสามครั้งเพื่อเรียกสมาธิกลับ ก่อนที่เขาจะอดกลั้นมันไว้ไม่อยู่ต้องมีหลุดหัวเราะออกมาบ้างแน่ๆ อาศัยสูดลมหายใจลึกๆค่อยมีสมาธิจดจ่อพอกล่าววาจาได้หน่อย แต่ก็เป็นการพูดไปยิ้มไป ทำให้ในสายตาเหมยฮวายิ่งลุกโชนยิ่งกว่าเดิมเพราะคิดว่า เทียนหลง นั้นตั้งใจที่จะมาก่อกวนนาง ด้วยการทำเป็นชำเลืองมองนางก่อนที่จะพูดแบบกลั้วหัวเราะสลับกันไปมาหลายครั้ง นี้เขาตั้งใจจะยั่วให้นางโกรธจริงๆซินะ ไม่ได้ๆ ทนไว้ๆจะมาเสียกิริยาต่อหน้าคนเยอะๆไม่ได้ เดี๋ยวก็เข้าแผนการของทางนั้นพอดี

      กว่าเทียนหลงจะพูดขออภัยทุกคนได้จบประโยค ก็แทบจะทนไม่ไหวหัวไหล่ถึงกับสั่นระริก เพราะต้องกลั้นหัวเราะเอาไว้ พอพูดจบก็แทบจะเป่าปาก หลังจากนั้นเหล่าขุนนางและแม่ทัพก็รีบโบกไม้โบกมือส่งเสียงบอกว่าไม่เป็นไรกันเซ็งแซ่ จนท่านอ๋องต้องเอ่ยปากห้ามปรามถึงได้สงบลง

      "ลูกขอกล่าวต่อเลยก็แล้วกันพะยะค่ะ จากที่ข้าได้ให้คนไปรวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ จนสามารถชี้ชัดได้ว่า นางก็คือปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่จริงๆขอรับ ลูกสามารถให้ท่านปึงอิงซึ่งเป็นหัวหน้าองครักษ์และกองการข่าวสาร มาช่วยยืนยันได้พะยะค่ะ"

      "เช่นนั้นไปเรียกปึงอิง มาซิ"

      เทียนหลงกล่าวขออนุญาติท่านอ๋องหยวน ก่อนหันกลับไปเพื่อบอกกล่าวกับทุกคนในท้องพระโรง แล้วก็หันกลับมาทางท่านอ๋องเพื่อขออนุญาติให้เบิกตัวปึงอิงมาช่วยยืนยัน ส่วนเหมยฮวาก็รู้สึกผิดคาดจากที่คิดได้แต่ยืนอ้าปากหวอ ตาเบิกกว้างดั่งเดิม เทียนหลงที่อดกลั้นไว้ก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไปโชคดีที่ตอนนี้ทุกคนกำลังถกเถียงเรื่องของเหมยฮวากันระหว่างที่รอปึงอิงมา จึงไม่มีใครสนใจกันเท่าไหร่

      เทียนหลงรีบเข้าไปหลบด้านหลังของแม่ทัพใหญ่หยวน ที่เป็นเสด็จอาของตน ย่อกายลงเพื่อไม่ให้ท่านอ๋องหยวนสังเกตุเห็น เพราะรูปร่างเสด็จอาชิงอู่ของตนนั้น ถึงจะเตี้ยกว่าแต่ก็หนาและใหญ่กว่าเขามาก เสร็จแล้วก็เอามือปิดปากหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่เพียงแต่เสียงไม่ดังเท่านั้น รวมทั้งเสียงเซ็งแซ่ของเหล่าขุนนางอื่นคุยกันช่วยกลบให้ แม่ทัพใหญ่ชิงอู่ทำหน้าสงสัยว่าเจ้าหลานชายตัวดีเป็นอะไร จึงเอ่ยปากถาม

      "เทียนหลงเจ้าทำบ้าอะไร มาหลบหลังข้าแล้วก็เอาแต่หัวเราะ"

      "เสด็จอา อย่าหันกลับมา ตอนนี้ข้ากำลังโดนลูกแมวจ้องเอาชีวิตอยู่"

      "ลูกแมวอะไรกัน"

      เทียนหลงก็ยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้ไปทางด้านของเหมยฮวาที่หายจากอาการตกตะลึงแล้ว ก็คิดได้ว่านางเข้าใจผิดเจ้าองค์ชายปากเสียไปเอง ทที่จริงเขามาช่วยต่างหาก ขณะหันกลับมาเพื่อจะขอบคุณ ก็เห็นว่าเจ้าตัวไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้วตอนนี้ กลับเห็นไปยืนหลบอยู่หลังนายทหารคนที่กล่าวสงสัยนาง ชี้นิ้วมาทางนี้แล้วก็ก้มหน้าหัวเราะต่อ ใบหน้าที่จะส่งยิ้มเพื่อขอบคุณพลันผนึกค้าง ก่อนที่จะบึ้งตึงจนแก้มป่องแล้วถลึงตาใส่อีกรอบ  หยวนชิงอู่หันมาเจอก็พอรู้เลาๆว่าอะไรเป็นอะไร ถึงจะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุก็เถอะ ก่อนจะส่ายหน้านิดๆกับนิสัยของหลายชายคนนี้ของตน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพื่อให้เป็นจุดสนใจของทุกคน

      เพราะตอนนี้ ปึงอิงได้เดินมาหยุดนิ่งกลางท้องพระโรงแล้ว ทำให้ทุกคนต้องเงียบเสียง ส่วนเทียนหลงก็กลับมายืนที่เดิม ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเป็นมองนั่นมองนี้ พอประสานสายตากับนางก็ทำเป็นไม่สนใจแต่มุมปากยกยิ้มขึ้น เท่านี้เหมยฮวาก็เริ่มหวั่นใจแล้วว่า เจ้าองค์ชายปากเสีย  จะมาไม้ไหนกันแน่ นางคาดเดาไม่ได้เลย แต่ก็ยังคงถลึงตาใส่เหมือนเดิมเมื่อประสานสายตากัน

      "ข้าน้อยปึงอิงหัวหน้าองครักษ์และกรมการข่าวสาร ขอคารวะท่านอ๋องพะยะค่ะ"

      "ลุกขึ้นได้ ปึงอิง"

      "ขอพระทัยท่านอ๋องพะยะค่ะ"

      ปึงอิงคุกเข่าทำความเคารพท่านอ๋องเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืนหลังจากท่านอ๋องรับสั่งอนุญาติด้วยใจตุ๊บๆต๋อมๆว่าเรียกตนมาด้วยเรื่องอะไรกัน

      "เทียนหลงบอกกับข้าว่า เจ้าสามารถให้คำยืนยันว่า แม่นางหลี่เหมยฮวา ที่ยืนอยู่นี้ ก็คือ ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ตัวจริง ใช่เป็นไปตามที่เทียนหลงบ่งบอกมาหรือไม่ปึงอิง มองดูดีๆก่อนที่จะตอบข้า ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ว่าจะคำตอบเป็นเช่นไร เจ้าก็ไม่ถือว่ามีความผิด"

      ปึงอิงหันมามองหน้าเหมยฮวาๆ ที่กำลังแก้มป่องถลึงตาใส่เทียนหลงอยู่ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกตัวว่ามีคนหนึ่งมาจ้องมองตนใกล้ๆ นอกจากนั้นยังมีคนอื่นๆอีกมากมายกำลังจ้องเขม็งมาที่นางเป็นจุดเดียว พลันหน้านางก็เห่อร้อนด้วยความเขินอายที่หลุดแสดงกิริยาออกไป ส่งผลให้แก้มที่แดงระเรื่อก็ยิ่งแดงกว่าเดิมดั่งผลผิงกั่ว(แอปเปิ้ล) ส่งยิ้มเขินๆให้กับปึงอิงที่กำลังจ้องมองตนอยู่ใกล้ๆ

      เพียงเท่านี้ ปึงอิง ก็ถึงกับเคลิ้มดวงตาเหม่อลอย ที่มีสตรีที่งดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม มาส่งยิ้มให้กับตนเอง แต่ความรู้สึกเหล่านี้ก็มะลายหายไปในพริบตา เมื่อรู้สึกถึงสายตาอีกสี่คู่กำลังจ้องมองมาตนจากด้านหน้า สามคู่จ้องอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ อีกคู่มันสายตาพิฆาตชัดๆ ซึ่งก็มาจากองค์ชายเทียนหลงนั่นเอง สามคู่แรกที่ว่าก็คือท่านอ๋อง แม่ทัพใหญ่หยวน เจ้ากรมคลังฟาง ทำให้ปึงอิงขนลุกเกรียวทั่วร่างกาย เหงื่อแตกพลั่กๆ ก่อนที่จะกลบเกลื่อนทำเป็นกระแอมไอ แล้วเอ่ยปาก

      "อะแฮ่ม นางก็คือปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ จริงๆพะยะค่ะท่านอ๋อง"

      "ฮืม ก็เพียงเท่านี้ล่ะ เจ้าออกไปได้"

      "พะยะค่ะท่านอ๋อง"

      ปึงอิงคล้ายได้รับนิรโทษกรรม เพราะถ้าอยู่นานมากกว่านี้คงโดนสายตาพิฆาตขององค์ชายเทียนหลงแผดเผาไหม้เป็นจุลแน่ แต่หลังจากนี้จะทำเช่นไรดี กับการกระทำที่อุกอาจลืมตนแสดงกิริยาที่เสียมารยาทกับหญิงสาวที่องค์ชายหมายปอง คิดแล้วก็ให้ห่อเหี่ยวใจขึ้นมา ก่อนจะเดินเป็นร่างที่ไร้วิญญาณออกไป

      ส่วนอ๋องหยวน ก็อึดอัดจนแทบโพล่งออกมา เพราะกว่าจะได้คำตอบ พระองค์เกือบกลั้นใจตายเพื่อคำว่า ใช่ จากปากของปึงอิง ไม่รู้จะทำตาเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ช่างเหมือนพวกไม่เต็มยิ่งนัก นี้พระองค์ถึงกับแต่งตั้งคนแบบนี้มาเป็นหัวหน้าองค์รักษ์ได้อย่างไรกัน แล้วคนอื่นๆล่ะจะไม่ค่อยเต็มแบบปึงอิงบ้างหรือเปล่า ก็คงจะมีแต่เสนาฯหลินเซี่ยงเท่านั้นกระมั้งที่สามารถแบ่งเบาภาระของพระองค์ได้อย่างแท้จริง ส่วนเรื่องเหมยฮวาเมื่อท่านหลินเซี่ยงบอกว่าใช่ พระองค์ก็ใช่ตามเพราะพระองค์เชื่อใจหลินเซี่ยงยิ่งนัก พอคิดดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่เช้ามายังไม่เจอท่านหลินเซี่ยงเลย หายไปไหน จึงได้เอ่ยปากถามกับหลินซือ

      "หลินซือ ท่านหลินเซี่ยงล่ะ ทำไมตั้งแต่เช้ามานี้ข้าจึงไม่เจอเลย"

      "เอ่อ ขออภัยท่านอ๋องด้วยพะยะค่ะ พอดีท่านพ่อล้มป่วยกะทันหันเมื่อเช้านี้ ก็เลยฉุกละหุก ไหนจะเรื่องเมื่อซักครู่ ก็เลยทำให้ข้าน้อยลืมทูลบอก"

      "ห๊า ท่านหลินเซี่ยงเป็นอะไรมากหรือไม่"

      "เหมยฮวาตรวจอาการแล้วไม่เป็นอะไรมากพะยะค่ะ เพียงแต่อ่อนเพลียพักผ่อนสามสี่วันก็หายดี ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเป็นห่วงพะยะค่ะ"

      "เห้อ..ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ไว้ข้าจะให้หมอหลวงไปดูอาการอีกที จุ๊ๆ สาเหตุก็คงหักโหมทำงานล่ะซิ ข้าก็เตือนหลายครั้งแล้ว อายุก็มากขนาดนั้น ก็ดื้อรั้นยิ่งนักไม่ยอมฟังข้าเตือน"

      "พะยะค่ะ ข้าน้อยจะนำรับสั่งไปบอกกับท่านพ่อ"

      เหมยฮวาเหลือบตามองท่านอาซือ เหมือนจะเห็นควันรางๆออกมาจากหูของท่านอาซือ ระหว่างที่ฟังรับสั่งของท่านอ๋องเมื่อกี้ นางกับท่านอาก็คงคิดเหมือนกันว่าสาเหตุที่ทำให้ท่านปู่หลินเซี่ยงล้มป่วยก็คือ คนที่กำลังพูดจ้ออยู่ตรงหน้านี้ล่ะ ไม่รู้ว่าปกครองแคว้นรอดมาได้อย่างไร ไหนยังเป็นแคว้นสุดท้ายจากหกแคว้นที่ยังยืนหยัดสู้อยู่กับต้าเว่ย ไม่อยากจะคิดจริงๆว่าถ้าเหล่าอดีตอ๋องของห้าแคว้นที่ตายไปมารู้อ๋องแคว้นหยวนเป็นเช่นนี้ คงไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษแน่ๆ

      แต่ก็คงเพราะพระอุปนิสัยของพระองค์เป็นเช่นนี้ก็ได้กระมั้ง ถึงได้อยู่ร่วมกับแคว้นอื่นๆรวมถึงเผ่าทู่เจียอันป่าเถื่อนและโหดร้ายเป็นที่หวาดกลัวของอีกหกแคว้น อย่างสงบและสันติ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ที่เมืองชิงไห่ ชาวหยวนกับชาวทู่เจียหรือจะเป็นเผ่าเร่ร่อนอื่น ต่างเดินเข้าออก คบค้าสมาคมกันอย่างราบรื่นไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งใดๆเกิดขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่ที่นางจำความได้

      "เอาล่ะ ในเมื่อมีคนยืนยันแล้ว ท่านใดยังมีข้อสงสัยอยู่อีกหรือไม่"

      "ไม่มีพะยะค่ะ"

      ท่านอ๋องหยวนตรัสถามเหล่าขุนนางและแม่ทัพอื่นๆ เพื่อเปิดโอกาศให้ทุกคนเอ่ยข้อข้องใจอื่นๆที่ยังค้างคา จะได้ตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ในเมื่อไม่มี

      "เช่นนั้นก็มาถึงหัวข้อสำคัญ ที่ข้าแนะนำท่านปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ก็เพื่อให้มาช่วยแคว้นเราเพื่อรับมือกับต้าเว่ย โดยข้าตัดสินใจแล้วว่า จะให้ท่านปราชญ์ ใช้สติปัญญาในการเป็นกุนซือให้กับกองทัพ และมีสิทธิเด็ดขาดในการฝึกกองทัพของแคว้นหยวนเรา"

      "ไม่ได้!ท่านอ๋องโปรดตัดสินใจใหม่ด้วย"

      ที่ท่านอ๋องเอาแต่เอ่ยคำว่าท่านปราชญ์ตลอดก็เพื่อแสดงว่าพระองค์หนุนหลังนางเต็มที่ หลังจากคำประกาศของอ๋องหยวนเหล่าขุนนางและแม่ทัพอื่นๆต่างก็คุกเข่าหมอบกายจรดพื้น ยกเว้นท่านอาหลินซือ องค์ชายเทียนหลงและ
เหมยฮวา พากันเอ่ยปากคัดค้านกันเซ็งแซ่

      "เรื่องนี้โปรดตัดสินใหม่ด้วยพะยะค่ะท่านอ๋อง ถ้าเป็นเช่นนี้ข้าน้อยมิอาจยอมรับได้ จริงอยู่ที่นางมีสติปัญญามากจนคนอื่นเรียกขานนางเป็นปราชญ์ แต่การศึกมิใช่เรื่องล้อเล่นและอิสตรีมิควรเข้ามายุ่งเกี่ยว ทั้งนางอายุน้อยเพียงเท่านี้เหล่าแม่ทัพนายกองไหนเลยจะยอมเชื่อฟัง"

      ท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่ คัดค้านเต็มที่ ก่อนที่ท่านอาหลินซือจะ เดินออกมาเบื้องหน้าท่านอ๋องหยวนแล้วยื่นบางสิ่งให้

      "ขออภัยพะยะค่ะท่านอ๋อง โปรดทอดพระเนตรสิ่งนี้ก่อน"

      หลังจากที่ท่านอ๋องรับของสิ่งนั้นจากมือหลินซือแล้วค่อยๆเปิดอ่านอย่างตั้งใจ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทุกคนที่หมอบและยืนอยู่สามคนต่างรอด้วยใจอันเต้นระทึก บางคนก็สนใจว่าหลินซือมอบสิ่งใดให้กับท่านอ๋องจนต้องเงยหน้าขึ้นเพ่งมองสิ่งที่อยู่ในมือ ก่อนท่านอ๋องจะเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามหลินซือ

      "อ่า....มีเรื่องเช่นนี้ด้วย ผู้ใดกันรวบรวมความรู้เช่นนี้แล้วกลั่นกรองจนออกมาเป็นหัวข้อพร้อมคำอธิบายแต่ละอย่างได้ละเอียดและง่ายต่อการทำความเข้าใจได้"

      "นี้คือตำราพิชัยยุทธซุนวู ที่ข้าน้อยได้รับจากนางมาศึกษา แต่ด้วยสติปัญญาของข้าน้อยกลับมิอาจศึกษาให้แตกฉาน จนมิอาจตีความเข้าถึงแก่นแท้ของกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งนี้ได้"

       "ท่านปราชญ์ ถึงกับมีสิ่งที่มีค่าขนาดนี้ ทำไมไม่เห็นเอ่ยให้ข้ารู้บ้าง"

       หลังจากหลินซือตอบคำถาม ท่านอ๋องก็หันมาถามเหมยฮวา ที่กำลังอ้ำๆอึ้งๆ ว่าจะตอบเช่นไรดีถึงแม้นางจะเข้าใจแต่ละกลยุทธ์เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เคยเอาไปใช้กับศึกจริงๆ และสิ่งนี้ก็ไม่ใช่ของนาง ขณะที่กำลังครุ่นคิด ท่านอาหลินซือของนางก็พูด

      "ขออภัยท่านอ๋องด้วยพะยะค่ะ  ด้วยตำราเล่มนี้เป็นผลงานของอาจารย์นางคือ ท่านซุนวู ซึ่งจัดทำในช่วงกลางของชีวิตท่าน พอปั้นปลายจึงปลีกตัวสันโดษไม่ข้องแวะกับทางโลก ท่านรู้สึกว่าตำราเล่มนี้ใช้เพื่อการฆ่าฟัน จึงได้ทำลายไป ต่อมาเมื่อเจอแม่นางหลี่เหมยฮวา ด้วยสติปัญญาของนางทำให้ท่านซุนวูชอบใจยิ่งนัก จึงได้ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับนาง รวมทั้งความรู้เรื่องพิชัยยุทธ ที่ท่านซุนวูรู้สึกเสียดายที่อุตส่าห์เรียบเรียงมาด้วยความยากลำบากจะต้องสูญหายไปพร้อมท่าน  ด้วยความที่เป็นอิสตรีแล้วนางก็มีจิตใจอ่อนโยน ย่อมต้องไม่นำไปเข็นฆ่าประหารใคร มีเพียงกำชับห้ามมิให้นางถ่ายทอดใแก่ผู้อื่นนอกจากลูกหลานเท่านั้น แต่เพราะข้าน้อยรู้มาด้วยความบังเอิญ จึงได้ไปขอร้องอ้อนวอนนางถ่ายทอดตำราพิชัยยุทธ์ให้ นางซึ่งนับถือข้าน้อยเป็นท่านอาและอาจารย์ที่เคยสอนมาตั้งแต่เล็ก เลยใจอ่อนยอมคัดลอกออกมาเป็นหนังสือมอบแด่ข้าน้อย ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย ฮวาเอ่อร์ ที่ทำให้เจ้าผิดสัญญากับท่านซุนวู อาจารย์ของเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า"

      เหมยฮวาอ้าปากเหวอ เบิกตาค้างไม่คิดว่าท่านอาซือจะโกหกหน้าตายได้ขนาดนี้ ก่อนที่จะคำนับนางแทบจรดพื้นเพื่อขอโทษ จนนางทำตัวไม่ถูก ซึ่งเรื่องที่ขอโทษคงไม่ใช่เรื่องที่ว่ามาข้างต้นกลับเป็นเรื่องโกหกที่จะทำให้นางยุ่งยากในชีวิตแน่ๆ เพราะด้วยตอนนี้หลักการสงครามมีเพียงการถ่ายทอดกันปากเปล่าและประสบการณ์ในสงครามจริงๆ ยังไม่มีการรวบรวมและเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ออกมาเป็นตัวหนังสือ เอามาสอนให้กันในชั้นเรียนได้

      ด้วยสิ่งนี้ที่ผู้ชายเกือบทุกคนต่างก็สนใจในการสงคราม การที่มีตำราด้านสงครามออกมา มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่พอๆกับการเดินทางไปอวกาศเป็นคนแรกของโลก และคนที่ได้ไปก็ดังเป็นพลุแตก ไปไหนมาไหนมีแต่คนสนใจ ซึ่งตอนนี้นางเข้าใจความรู้สึกนั้นขึ้นมาทันที เพราะนางเป็นคนครอบครององค์ความรู้นี้

      "ฮืม ข้าเข้าใจแล้ว ข้าต้องขอโทษท่านปราชญ์ด้วยที่ทำให้ผิดสัญญากับอาจารย์ของท่านปราชญ์ ก็คือท่านซุนวู แทนหลินซือด้วย แต่ได้โปรดเข้าใจท่านอาของท่านปราชญ์ด้วย เพราะมีความจำเป็นเพื่อช่วยแคว้นให้รอดพ้นจากต้าเว่ย ถึงได้กระทำเช่นนี้ และข้าผู้ซึ่งเป็นอ๋องแคว้นหยวน ขอขมาเป็นการเบื้องต้นต่อท่านซุนวูแทนหลินซือด้วยเช่นกัน ที่ทำให้ปณิทานของท่านต้องแปดเปื้อน ข้าอ๋องแคว้นหยวน หยวนชิงเลี่ย ขอให้สัตย์สาบานว่า ความผิดที่ทำให้ท่านซุนวูแปดเปื้อนในครั้งนี้ จะขอรับเอาไว้แต่เพียงคนเดียว"

      "ทะ.....ท่านอ๋อง"

      ท่านอ๋องหยวนลุกขึ้นมาค้อมกายคำนับเหมยฮวา ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในท้องพระโรง เหมยฮวาตัวแข็งทื่อ มีเพียงที่ปากที่ขยับเอ่ยคำว่า ท่านอ๋องไม่หยุดปากออกมา ด้วยกระทำเช่นของนางยิ่งตอกย้ำให้ ท่านอ๋องเชื่อแบบสนิทใจในเรื่องข้อห้ามของท่านซุนวูไม่ให้นางนำความรู้ เรื่องนี้มาบอกคนอื่น ก่อนจะคุกเข่าหมอบราบกราบกรานกับพื้น แล้วเงยหน้าเอ่ยสาบานต่อเบื้องบนคงคิดว่าท่านซุนวูเมื่อละทางโลกก็คงกลายเป็นเซียน ก่อนหันมาทำตาซึ้งๆให้กับเหมยฮวา แล้วก็กวาดสายตาไปทั่วท้องพระโรง จนไปหยุดลงที่พระอนุชาของตน

      "ชิงอู่ เจ้าคงอยากรู้ซินะ เจ้าด้วยเทียนหลง เข้ามาหยิบไปดูสิ"

      "พะยะค่ะ"

      ทั้งสองรับคำ แต่มีเพียงท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่ เดินมาหยิบก่อนจะถอยกลับไปที่เดิม แล้วก็ค่อยๆเปิดอ่านด้วยมือที่สั่นเทาทีละหน้า ดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ องค์ชายเทียนหลงก็ไม่ต่างกันส่วนเหล่าแม่ทัพนายกองที่อยู่ด้านหลังก็เริ่มล้อมกรอบเหล่ตาดูแล้วตาหยีๆที่ภพก่อนเรียกอาตี๋ ก็กลายเป็นเหมือนใส่บิ๊กอายกันถ้วนหน้า เหล่าขุนนางที่อยู่อีกฟากก็ชะเง้อมองเพื่อจะได้เห็นสิ่งที่เหล่าแม่ทัพนายกองกำลังดู

      เวลาก็ค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ จนในที่สุดทุกคนก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วก็ทำแบบท่านอ๋อง คำนับขอโทษนาง ต่อด้วยการกราบกรานกล่าวกับท่านซุนวู ตบท้ายด้วยการส่งสายตาซึ้งๆมาให้กับนางกันหมดทุกคน เหมยฮวาตอนนี้ตกใจซะจนจะเป็นลมไปแล้ว ส่วนคนต้นเรื่องอย่างท่านอาหลินซือของนาง ก็ตะลึงงันและหน้าตาเขียวคล้ำไปหมด ด้วยเรื่องที่โกหกเมื่อกี้ เป็นการคิดมาสดๆร้อนๆ เพื่อให้ทุกคนไว้วางใจในตัวเหมยฮวา เพราะท่านชอบตำราเล่มนี้มากจนพกติดด้วยไปไหนมาไหนตลอด จึงได้คิดวิธีนี้ขึ้น แต่ที่คาดไม่ถึงจะทำให้ท่านอ๋อง เหล่าเชื้อพระวงค์ และแม่ทัพนายกองต้องคำนับให้กับเหมยฮวาและกราบกรานคนที่นางอ้างว่าเป็นท่านซุนวูผู้คิดตำราขึ้น

      "ตัวข้าและแม่ทัพนายกองอื่นๆ ณ ที่นี่ ยินยอมเชื่อฟังคำสั่งของท่านปราชญ์ทุกประการ ขอเพียงท่านปราชญ์จะช่วยกรุณา สั่งสอนให้กับพวกเราได้เข้าใจในหลักการต่างๆในตำรานี้ด้วยเถอะขอรับ"

      ท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่และนายทหารคนอื่น ต่างก็คุกเข่าให้เหมยฮวา ดั่งกับขอร้องให้นางช่วยผิดสัญญาที่ให้ไว้กับท่านอาจารย์ สั่งสอนพวกเขาด้วย นางเอ่ยอ้อนวอนขอให้ทุกคนได้ลุกขึ้นอย่าได้ทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล

      "ท่านปราชญ์ ได้โปรดรับฟังคำขอร้องที่เห็นแก่ตัว ของพวกข้าด้วยเถอะ"

      "ทะ....ท่านอ๋อง กะ....ก็ได้ ข้าน้อยรับปากพวกท่านจะอธิบายและสอนให้ ได้โปรดลุกขึ้นเถิด"

      ท่านอ๋องถึงกับจะคุกเข่าให้กับนาง จนเหมยฮวาต้องรับปาก เห็นดังนั้นเหล่าแม่ทัพนายกองต่างเก็บอาการไม่อยู่กระโดดโลดเต้น ทั้งยังโห่ร้อง ดวงตาแดงกล่ำ เข้ามาห้อมล้อมเหมยฮวา ที่โดนอาการตกใจมาจู่โจมกระหน่ำหลายรอบติดกันในวันเดียว แต่นางรู้สึกเหมือนจะโดนใครมาสวมกอดนางซะแน่น แต่ไม่ได้หันไปดูเพราะมัวแต่ทำตัวไม่ถูกต่อทุกคนที่เข้ามาขอบคุณนาง

      "เอาล่ะๆ พอได้แล้วพวกท่านอย่าทำให้ท่านปราชญ์ต้องตื่นตะหนกไปกว่านี้เลย กลับไปประจำที่ได้แล้ว"

      "พะยะค่ะ"

      ท่านอ๋องต้องบอกให้กับทุกคนกลับไปประจำที่เดิม ถ้าไม่ทำแบบนี้คงไม่ยอมเลิกรา ด้วยเหตุนี้เหมยฮวาถึงได้รู้แล้วว่าตัวการที่ฉวยโอกาส ก็คือ เจ้าองค์ชายปากเสียเทียนหลง คนอื่นเขากลับกันหมดแต่เหมือนจะยังไม่รู้ตัวกอดนางไม่เลิก
     "นี้ทะ...ท่าน  ปล่อยข้าได้แล้ว"

      "หือ อะไรเหรอ"

        เสียงเหมยฮวากระซิบบอก เจ้าองค์ชายปากเสียแล้วยังชอบฉวยโอกาส ให้รู้ตัว แต่เทียนหลงกำลังเคลิ้บเคลิ้มกับร่างนุ่มนิ่มของแม่เสือเค่อตี้นี้ยิ่งนัก จนไม่รู้สึกว่ารอบข้าง เหลือเพียงพวกเขาสองคนที่อยู่ด้านหน้า ทำให้นางทั้งโกรธและก็อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี สุดท้ายเลยต้องกระทุ้งด้วยศอกเต็มแรงที่ท้องเจ้าองค์ชายจอมฉวยโอกาสเข้าเต็มรัก ถึงกับจุกจนก้มตัวงอ ไม่มีเสียงร้องออกมา คนอื่นๆในท้องพระโรงบ้างก็ทำเป็นไม่เห็น บ้างก็แหงนหน้ามองดูเพดาน ท่านอาหลินซือนั่นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้คงช็อคตาตั้งไม่มีสติรับรู้สิ่งใดๆไปแล้ว จากที่เห็นท่านอ๋องค้อมกายคำนับให้เหมยฮวา ส่วนเจ้าองค์ชายปากเสียจอมฉวยโอกาสพอหายจุก ก็ค่อยๆลุกขึ้นมาทำหน้าตาเลิ่กลั่ก ยิ้มแหยๆ
     
"อะแฮ่ม ข้าต้องขอโทษท่านปราชญ์ ด้วยที่เสียมารยาท ข้าลืมตัวดีใจมากไปหน่อย ที่จะได้เรียนพิชัยยุทธ์จากท่านปราชญ์ ต้องขออภัยอีกครั้งจริงๆ"

      "หือ ขอท่านปราชญ์โปรดอภัย ในตัวลูกข้าด้วย ลูกข้าปกติก็เป็นแบบนี้ ดีใจก็เข้ากอดแบบนี้ทุกที ข้าก็โดนเป็นประจำ จริงไหม ชิงอู่"

      "หือ อึ ฮืม ชะ..ใช่แล้วท่านปราชญ์ ข้าก็โดนเทียนหลงเข้ามากอดทุกครั้ง เวลาดีใจมากๆ ต้องขออภัยแทนเจ้าตัวด้วย"

      แหลชัดๆทั้ง ลูก พ่อ อา  ยิ่งตัวลูกแทบไม่มีหน้าสำนึกผิด แล้วยังใช้สายตาลุกวาว จ้องมองนางแบบนั้นอีก จนตอนนี้เหมยฮวา หน้า หูเหอแดงกล่ำไปหมด ทั้งอายทั้งโกรธ อย่าให้ทีนางบ้างก็แล้วกันจะเอาให้ตายเชียว

      "ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว  เช่นนั้นรอทางกรมอารักษ์ทำหนังสือแต่งตั้งเสร็จ ท่านปราชญ์ก็สามารถเริ่มทำหน้าที่ได้ เอาล่ะเลิกประชุม"

      "พะยะค่ะ"

      เหมยฮวาและหลินซือต่างกลับออกมาจากพระราชวังอย่างหมดเรี่ยวแรงและเหม่อลอย ไม่รู้ว่ากลับมาถึงจวนตอนไหน พอเข้าห้องก็ล้มตัวนอนทันที เรื่องที่จะเขียนจดหมายไปแจ้งกับทางบ้านคงต้องไว้พรุ่งนี้ ตอนนี้แม้แต่แรงยกแขนยังไม่มี พอเช้าอีกวันก็ยังเพลีย ลุกขึ้นมาออกกำลังกายบริหารร่างกายพอได้เหงื่อก็ต้องรีบอาบน้ำล้างหน้า เพื่อไปดูอาการท่านปู่หลินเซี่ยง อาการเริ่มดีขึ้น บ้างแล้ว ขณะจะลุกออกไป ก็มีคนรับใช้มาแจ้งว่าท่านอาหลินซือล้มป่วย

      "ท่านอาซือ เป็นเช่นไรบ้าง"

      "ข้าแค่ไม่ค่อยมีแรง อ่อนเพลียไปทั้งตัว"

      เหมยฮวาก็จับชีพจรดูทันที หลังจากที่เข้ามาพักจวนตระกูลหลินรู้สึกนางจะกลายเป็นหมอบ่อยจริงๆ อยู่ที่ชิงไห่แทบไม่ได้ใช้ความรู้ด้านนี้เลย หลังจากตรวจดูก็อาการไม่ต่างจากท่านปู่ แต่ด้วยที่ยังหนุ่มกว่า ร่างกายน่าจะฟื้นเร็วกว่า พักวันสองวันก็คงหาย

      "สมควรแล้วที่เป็นเช่นนี้ ท่านอาซือ เล่นโกหกซะคำโตวุ่นวายกันไปทั่ว"

      "ใครจะคิดว่ามันจะกลายเป็นเช่นนั้นกัน ฮวาเอ่อร์ เจ้าก็อย่าได้บอกความจริงกับท่านพ่อล่ะ เดี๋ยวได้ตกใจจนป่วยอีกรอบ"

      "ฮึ....ได้ ท่านนอนพักผ่อนเถอะ ข้าต้องไปดูพวกพี่จายาตูซักหน่อย"

      "ฮืม"

      สำหรับท่านปู่หลินเซี่ยงสมควรจะโทษท่านอ๋องอยู่หรอก แต่ท่านอาหลินซือ เป็นแบบนี้ก็สมควรแล้ว ถึงอยากจะต่อว่ามากกว่านี้ แต่เห็นสภาพของท่านอาหลินซือ ก็ไม่อยากจะซ้ำเติมอีก จู่ๆก็มีเสียงที่ผู้พูดจงใจบีบเสียงให้แหลมดังขึ้นมา

     "องค์ชายหยวนเทียนหลง เสด็จ"

 

 

 

      บทเหมยฮวากับเทียนหลง ประมาณนี้ไหวป่าวอ่ะครับ ฮ่าๆๆ เป็นบทที่สองแล้วที่เปลี่ยนรูปแบบการเขียน
     คงจะตามทันกันที่เปลี่ยนไปแทบกะทันหัน มัวแต่คิดหน้าตาของตัวละครที่มาเพิ่มอีกสองตัว
    จนลืมอธิบายหน้าตาเทียนหลงแบบละเอียดไปเลย จะแทรกก็ไม่ไหวล่ะ มึนไปหมดนึกอะไรไม่ออก ช่วงนี้เนื้อ
    คงเดินเรื่องประมาณนี้ คงไม่นานจะได้ดราม่ามั้ง แต่ยังไม่ได้ตกลงใจว่าจะยังไง คิดแต่ล่ะสเต็ปห่างไกลกันเกินไป
    ไว้พรุ่งนี้ค่อยตามแก้ที่ตกหล่นหรือขาดหาย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

39 ความคิดเห็น

  1. #1996 GN88 (@GN88) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 17:31
    เชียร์องค์ชายใหญ่ต้าเว่ยเหมือนกัน
    #1996
    0
  2. #1833 @_sassygirl_@ (@friday11) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 14:32
    ที่จริง เชียร์ให้รักกับองค์ชายใหญ่ต้าเว่ยนะเนี่ย
    #1833
    0
  3. #1207 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2557 / 21:01
    ตายแบบอนาถมากมาย
    #1207
    0
  4. #1048 เรดะ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 22:41
    รู้สึกเทียนหลงยังไม่ใช่พระเอกจริงๆ นิสัยองคฺชายสมัยนั้นไม่น่าจักะล่อนได้แบบนี้ หรือ เราติดภาพพระเอกจากเรื่องอื่นๆที่ สุขุม ฉลาด ล้ำลึก มากไป
    #1048
    0
  5. #784 Mingi Xronos (@undernetwork) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2557 / 00:12
    อือ ไม่ชอบเทียนหลงเหมือนกัน ตัวตนของเทียนหลงเนี้ยทำให้เหมยฮวาด้อยค่าไปเลย
    #784
    0
  6. #749 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 23:40
    แหมมม       
    #749
    0
  7. #713 เมมฟิส (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 18:52
    เทียนหลงกะล่อนสุดๆ
    #713
    0
  8. #573 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 23:12
    เทียนหลงฮา ฉวยโอกาสสุดๆ555
    #573
    0
  9. #534 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 10:55
    ขอบคุณ แม่นางเค่อตี้
    #534
    0
  10. #509 หิมะแดง (@snow-red) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 09:43
    เทียนหลงรัศมีพระเอกยังไม่จับ ลั่นล้าฉวยโอกาสเกิน

    ส่วนนางเอก ตอนไปถลึงตาใส่องค์ชายกลางท้องพระโรงเพราะเคยหยาบคายใส่ เราว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทำและดูขัดกับนิสัยของนางเอก เข้าใจว่าไรท์เตอร์อยากให้มีโมเมนต์ระหว่าองค์ชายกับนางเอกบ้าง แต่ตอนนี้เป็นตอนที่นางเอกพยามสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อช่วยชีวิตคนไม่ให้ถูกฆ่า แล้วคนที่ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์จะไม่รู้เชียวหรือว่า ในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องมาที่ตัวเองแล้วเห็นแค่คำว่าเด็กกับผู้หญิง แล้วการไปถลึงตาแก้มป่องใส่องค์ชายแบบเด็กๆที่คุมอารมณ์ไม่อยู่ คนที่เห็นจะเชื่อถือในตัวนางเอกได้ยังไง ว่าจะฝากแคว้นไว้กับนางเอกได้

    แบบว่า...ความเยือกเย็นสง่างามท่ามกลางความกดดันที่นางเอกแสดงออกในตอนแรกมันไปหมดเลย ทนความกดดันในท้องพระโรงได้  แต่ทนคนที่เคยหยาบคายใส่ คนที่ยิ้มเยาะไม่ได้ จนข่มอารมณ์ไม่อยู่เชียว? แล้วในอนาคตจะทำยังไงเพราะด้วยความเป็นเด็กกับผู้หญิงแล้วมายุ่งเรื่องบ้านเมือง  ด้วยค่านิยมสมัยนั้นยังไงก็ต้องเจอคนดูถูกเย้ยหยันยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ จะไปถลึงตาทำแก้มป่องใส่ทุกคนเลยเหรอ...


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 พฤษภาคม 2557 / 09:44
    #509
    0
  11. #432 หนอนอ้วน (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 18:47
    อืม! องค์ชายเทียนหลงยังไม่โดนอ่ะ พระเอกต้องเป็นคนที่ทำให้นางเอกนับถือได้สิ
    #432
    0
  12. #383 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 14:49
    สนุกมากจ้า
    #383
    0
  13. #375 แพร่พิไล (@herojo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 09:14
    รออ่านต่อ สนุกดี ^^
    #375
    0
  14. #368 แม่ทะลบ (@naowarat2521) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 00:36
    ดีใจที่-ได้เจอเธอ กรี๊ด
    #368
    0
  15. #356 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 22:06
    เทียนหลง...แหลเกิน

    รอต่อจ่า
    #356
    0
  16. #354 วิหคจันทรา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 21:01
    เทียนหลงมึนได้ใจจริงๆ ตลกดี แต่ก็น่ารักนะ
    #354
    0
  17. #352 deedee2932 (@deedee2932) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 18:57
    สนุกมากแทนจะหยุดอ่านไม่ได้เลย
    มาต่ออีกนะติดตามอยู่จ้า
    #352
    0
  18. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  19. #350 Nisara N.R (@25112523) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 16:20
    มาอัพต่อเลย ฮามาก แมวเคอตี้เราจะทำศึกยังไงน๊า..ลุ้นๆๆ
    #350
    0
  20. #346 brava (@brava) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 14:24
    รู้สึกจะเปลี่ยนแนวการเขียนตั้งแต่บทที่แล้ว งานเขียนช่วงแรกๆ ดูจริงจังมีกลิ่นจีนโบราณจริงๆ แต่สองบทหลังเหมือนอ่านนิยายรักใสวัยรุ่นมากกว่า
    #346
    0
  21. #344 kwang (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 11:22
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #344
    0
  22. #343 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 10:20
    ชอบๆๆ หวานกุ๊กกิ๊กดี ชอบผู้ชายหน้ามึน 5555
    #343
    0
  23. วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 07:38
    สนุกมาก
    #341
    0
  24. #339 หยก (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 04:02
    สนุก

    มา

    อัพ

    ต่อ

    ไวๆ

    นะ
    #339
    0
  25. #337 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 02:04
    #337
    0