ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,588 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,287 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    262

    Overall
    159,588

ตอนที่ 25 : ฆ่าคนบำรุงทัพ(แก้ช่วงท้ายนิดหนึ่ง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6989
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    22 พ.ค. 57

      ฆ่าคนบำรุงทัพ

      "กระหม่อมคิดว่าแผนลอบสังหารหาได้มีความสำคัญไม่พะยะค่ะฝ่าบาท"

      เกาเว่ยที่เงียบอยู่นานจู่ๆก็พูดแสดงความคิดขึ้นมา ทุกคนหันมอง ก่อนที่เว่ยไท่หวงตี้จะพยักหน้าคล้ายบ่งบอกว่าอนุญาติให้กล่าวต่อไป

      "ทูลฝ่าบาทถ้านางถูกลอบสังหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครๆก็รู้ว่าเป็นฝีมือของต้าเว่ยเรา แล้วตอนนี้ความสำคัญของนางในราชสำนักหยวนก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่รวมถึงประชาชนในแคว้นหยวน ถึงแม้ว่าส่วนมากที่ไม่เคยเจอตัวจริง แต่ผลงานต่างๆที่มาจากสติปัญญาของนางก็ทำให้ผู้คนต่างเคารพและนับถือ ถ้านางเป็นอะไรไปจะเป็นการกระตุ้นชั้นดี ให้ทางราชสำนักหยวนใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมผู้คนให้ลุกฮือขึ้นมาสู้กับต้าเว่ย แทนที่เราจะส่งคนไปฆ่ากลับต้องปกป้องนางยิ่งกว่าหยวนเสียอีกพะยะค่ะ"

      "เหอะ ลุกฮือแล้วเป็นอย่างไรก็แค่พวกมดปลวก"

      องค์ชายไท่อี้แค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเกาเว่ย ส่วนคนอื่นๆต่างนิ่งนึกตามคำพูด โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นอันใดขึ้นมา เกาเว่ยก็หันไปพูดกับองค์ชายไท่อี้

      "องค์ชาย กระหม่อมอยากทราบว่าระหว่างสู้ตามคำสั่ง กับสู้ตาย และสู้ตามเจตจำนงของตนเอง สิ่งไหนน่ากลัวกว่ากันพะยะค่ะ"

      "ระ...เรื่องนี้..."

      "สู้ตามคำสั่งก็ทำไปเช่นนั้นไร้แรงกระตุ้น สู้ตายถึงจะดูน่ากลัวแต่ก็เป็นดาบสองคม ที่เป็นการสู้อย่างไร้ความหวัง ควบคุมได้ยาก แต่สู้ตามเจตจำนง คนสู้จะมีแรงมุ่งมั่น ควบคุมได้ง่ายแล้วยังรวมการสู้ตายเข้าไปด้วยอีก นับว่าน่ากลัวกว่าการสู้ไหนๆซะอีก"

      ถูกคำถามนี้ของเกาเว่ย องค์ชายไท่อี้ถึงกับอ้ำอึ้งเพราะรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี องค์ชายไท่ซีจึงได้  กล่าวออกมาแทน เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจในคำตอบขององค์ชายไท่ซี และเรื่องที่เริ่มจะให้ความสนใจกับเรื่องการบ้านการเมืองบ้างแล้ว ดูได้จากสีหน้าที่จริงจังระหว่างการตอบ ซึ่งก่อนนี้เข้ามาร่วมทุกครั้งแทบจะไม่เคยพูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆในเรื่องพวกนี้เลย

      จริงอยู่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีใจเอนเอียงที่จะช่วยเหลือปราชญ์คนที่ว่าของหยวน คงเนื่องมาจากชื่นชมในสติปัญญาของอีกฝ่าย ทำไมเรื่องนี้พระองค์จะไม่รู้ ส่วนเรื่องลอบสังหาร พระองค์ก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดออกไปต่อให้แจกแจงเหตุผลเช่นไร สำหรับไท่อี้ก็คงไม่ต่างจากคำสั่งที่เป็นการบังคับให้ทำตาม จึงได้นิ่งเงียบรอฟังเกาเว่ยแจงเหตุผลแทน แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือจะทำให้ไท่ซีสนใจจนมาถกเรื่องนี้ด้วย

      หึหึ พระองค์จะตอบแทนปราชญ์แห่งชิงไห่ คนนี้เช่นไรดีนะ ที่ทำในเรื่องที่พระองค์พยายามแล้วพยายามอีกก็ไม่สำเร็จ แต่นางกลับทำได้ อาศัยเพียงแค่ชื่อ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับไท่ซี เพราะตีเหล็กต้องตีตอนร้อน

      "แล้วเจ้าคิดเห็นเกี่ยวกับตัวปราชญ์แห่งชิงไห่ นี้อย่างไร ไท่ซี"

      "ทูลเสด็จพ่อ ในความคิดลูก คำว่าปราชญ์ ย่อมมิใช่ใครก็สามารถใช้ได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม และสร้างคุณอนันต์ให้เกิดแก่ส่วนรวม จนทำให้คนทั่วไปรวมถึงเหล่าบัณฑิตยกย่องนับถือจนยกคำว่า ปราชญ์ ให้เพื่อเป็นเกียรติ ถ้านางตาย โดยที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นเราทำ ไม่เพียงแต่ผู้คนในแคว้นหยวน เหล่าบัญฑิตที่รู้เรื่องก็จะต่อต้าน อาจจะรวมไปถึงเหล่าบัณฑิตของต้าเว่ยเองด้วย ถึงแม้ลูกจะไม่อาจเรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่าเป็นบัณฑิต แต่ถ้าให้ท่านเฟิงหัวลองใช้ความนึกคิดของเหล่าบัญฑิตตรองดู ก็คงคาดเดาว่าจะเป็นเช่นไร"

      องค์ชายไท่ซีพอเห็นเว่ยไท่หวงตี้ ถามความคิดเห็นของตน ในใจก็ทราบว่า เสด็จพ่อได้เปิดโอกาสให้แล้ว จึงกล่าวซะยืดยาว ก่อนจะหันกลับไปถามเสนาฯซ้ายเฟิงหัว ที่สนับสนุนความคิดขององค์ชายไท่อี้ เฟิงหัวครุ่นคิดครู่หนึ่งก็อุทานออกมาทันที

      "อ่า...กระหม่อมลืมตัวไปชั่วขณะ ตอนนี้กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ"

      "เข้าใจอะไร ท่านเฟิงหัว"

      องค์ชายไท่อี้ที่จริงแล้วฉลาด แต่กลับถูกอารมณ์บดบังสติปัญญาเอาไว้ จึงได้เอ่ยถามขึ้นมา

      "องค์ชายถ้าให้กระหม่อมคิดในฐานะบัณฑิต ย่อมต้องโกรธแค้นกับผู้ที่ทำให้ปราชญ์ซักคนต้องตาย ไม่เพียงเสียดายสติปัญญาของนาง แค่ผลงานที่นางทำกระดาษขึ้นมา ก็ได้เปลี่ยนแปลงชนชาวเหล่าบัญฑิตแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ราชสำนักนั้นการควบคุมก็คือทหารการบริหารก็คือเหล่าบัณฑิต ถ้าเกิดคนเหล่านี้ต่อต้านขึ้นมา แล้วใครจะมาช่วยราชสำนัก งานด้านนโยบายและด้านเอกสาร ไหนเลยทหารจะทำได้ดีเท่าบัณฑิต เพียงเท่านี้ต้าเว่ยเราก็รับไม่ไหวแล้ว ยังไม่ร่วมถึงเหล่าบัญฑิต ที่ต่างมีลูกศิษยิ์ลูกหามากมาย ถ้าคิดปลุกระดมผู้คนนับว่าง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือพะยะค่ะองค์ชาย"

      "ฮึ...นั่นก็ไม่ได้นี้ก็ไม่ได้"

      ไท่อี้ถึงกับฮึดฮัด ไม่พอใจที่ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ เกาเว่ยก็กล่าวสำทับอีก

      "ต้าเว่ยเรากำลังต้องการความมั่นคงมากกว่าแผ่นดิน ด้วยที่เรารวบรวมมาได้เร็วไปทำให้การกลืนชาติเป็นไปอย่างทุลักทุเล ทั้งยังพึ่งพาเหล่าขุนนางเก่าที่มีอำนาจในแคว้นต่างๆที่ตกเป็นของต้าเว่ย ในการดูแลและปกครอง จริงอยู่ถ้าเราปะทะกับหยวนตอนนี้มีถึงแปดส่วนที่จะชนะแบบเด็ดขาดแต่ก็บอบช้ำมากแน่นอน ยิ่งถ้ามีแรงกระตุ้นเพิ่มมาเราอาจล้มทั้งกระดานได้ นี้ยังไม่ได้พูดถึงในระยะยาว ที่เกิดจากเหล่าบัณฑิตต่อต้านไม่ยอมรับใช้ราชวงศ์เว่ย"

      "เช่นนั้นเราจะทำการใดดี ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป"

      "ถูกแล้วพะยะค่ะองค์ชาย"

      เกาเว่ยแจงองค์ชายไท่อี้ถาม ก่อนถูกคำตอบของเกาเว่ยทำให้ต้องคิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิดไม่เอะอะอีก องค์ชายไท่ซีพยักหน้าเห็นด้วยกับคำตอบ ผลเป็นที่พอใจของเว่ยไท่หวงตี้ยิ่ง ทำมือให้เกาเว่ยกล่าวต่อ

      "ตามที่กระหม่อมคิด เรื่องนี้รู้สึกไม่ถูกต้อง จากข้อมูลที่ได้มา นางมีนิสัยหลบลี้หนีทางโลก แต่เหมือนจะเพื่อช่วยผู้คน จึงได้หาวิธีช่วยเหลือจนมีคนรู้จัก แต่ก็พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก ไม่เช่นนั้นทำไมนางเพิ่งถึงเป็นรู้จักในราชสำนักหยวนเมื่อปีสองปีก่อน แล้วยังไม่มีใครในราชสำนักเคยพบหน้าเลย และที่สำคัญข่าวก่อนหน้าที่ว่า ฆ่าคนบำรุงทัพ อาจเป็นแผนของใครบางคนใช้เพื่อบีบให้นางมารับใช้ราชสำนัก เพราะว่าตามจริงต่อให้หยวนเพิ่มกำลังทางทหาร แล้วจะหาอาวุธชุดเกราะ มาจากที่ไหนให้เพียงพอ ถ้ามีพอหยวนคงลองหยั่งเชิงต้าเว่ยตั้งแต่ที่ต้าเว่ยถูกโจมตีจากเผ่าเร่ร่อนประสานเสริมกันแล้ว ไม่เพียงแค่ส่งเสบียงให้กับทู่เจียหรอกพะยะค่ะ"

      "แล้วเจ้าว่าควรทำเช่นไร เกาเว่ย"

      เว่ยไท่หวงตี้ เอ่ยถามความคิดในการจัดการเหมยฮวา เพราะคงถึงตอนสรุป

      "ทูลฝ่าบาท ก่อนอื่นคงต้องศึกษานางให้ลึกซึ้ง เพื่อหาวิธีดึงตัวมาใช้งาน ตามที่กระหม่อมคิด สำหรับนางนั้นไม่มีแคว้น มีเพียงแค่คน ถ้าดึงไม่ได้ รอจนต้าเว่ยมั่นคงก็ใช้โอกาสบุกหยวนฆ่านางทีเดียว เช่นนี้ต้าเว่ยก็สามารถบอกปัดความรับผิดชอบได้พะยะค่ะ"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "นี้คือข้อมูลของคนที่คิดว่าน่าจะเป็นสายลับ ที่คุณหนูต้องการขอรับ"

      "ขอบคุณมาก ท่านปึงอิง ลำบากท่านแล้ว"

      "หามิได้ขอรับข้าน้อยเต็มใจยิ่งนักที่ได้รับใช้"

      "เหมยฮวา ทำไมต้องให้หาข้อมูลพวกที่คิดว่าน่าจะเป็นสายลับ ละเอียดแม้แต่สิ่งที่ชอบกิน ชอบไป นิสัย ไม่รู้จะไปสนเรื่องพวกนี้ทำไม แล้วยังบอกไม่ให้จับกุมมันมารับโทษ เพียงหาข้อมูลพอ"

        แม่ทัพใหญ่หยวนสงสัยกับการเรียกร้องข้อมูลเหล่านี้ยิ่ง จึงได้ถามขึ้นมา
    ตั้งแต่เข้ามากองทัพ เหมยฮวา ก็ให้ทุกคนเรียกนางว่า เหมยฮวา เพราะเอาแต่เรียกท่านปราชญ์ ๆนางที่เป็นเด็กแค่สิบเจ็ด ต้องให้ผู้ที่อายุและตำแหน่งมากกว่ามาเรียก ก็รู้สึกขัดเขินมิน้อย ทุกคนเมื่อถูกขอร้องบ่อยๆจึงได้เลิกเรียกท่านปราชญ์ มาเรียกคุณหนูบ้าง แม่นางบ้าง เหมยฮวาบ้างตามความเหมาะสม     

      "เพื่อจะได้ใช้สิ่งเหล่านี้ มาทำให้พวกเขาเหล่านั้นส่งผลดีต่อฝ่ายเรา"

      " ข้าว่าเช่นไรปล่อยไว้ก็มีแต่ผลเสีย หามีผลดีไม่"

      เทียนหลง ถึงกับงง จึงถามขึ้นบ้าง

      "นอกจากจะเพิ่มความระวัดระวังคนกลุ่มนี้ เราก็สามารถปล่อยข่าวลวงให้กับพวกเขาได้ด้วยเพคะองค์ชาย การที่จะทำเช่นนี้ต้องรู้สิ่งต่างๆของคนที่น่าจะเป็นสายลับ ตอนให้ข่าวลวงจะได้แนบเนียนมากพอ ว่าเป็นแค่การบังเอิญหรือมาจากการสืบค้นของเขาเหล่านั้นเองจนได้รับข้อมูลไป จริงอยู่ที่ว่ายังมีสายลับที่เราไม่อาจรู้  แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะใช้เพื่อกระทำการได้ และนี้ก็คือ จริงคือเท็จ เท็จคือจริง ถ้าจะให้อยู่ในหมวดหมู่กลยุทธ์ก็คง มีในไม่มี เพคะ"

      "ข้าเข้าใจแล้ว ตั้งแต่ข้าอ่านตำรามา ก็ตีความตรงจนเกินไป นับว่าวันนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เหมยฮวา ฮ่าๆ"

      "กลยุทธ์ที่ว่าท่านอาซือก็พูดจนเกินจริงไป จนทำให้พวกท่านแตกตื่น ทั้งที่จริงเป็นเพียงแสงไฟส่องทางเท่านั้น ส่วนที่ว่าพวกท่านจะเดินไปเช่นไร ก็อยู่ที่ตัวท่านเองจะเดินซ้ายขวาหรือตรง สุดแล้วแต่ผู้นำมาใช้จะพลิกแพลงเอา"

      "ฮืม ข้าน้อยนับถือยิ่งขอรับคุณหนู"

      เหมยฮวาอธิบายเรื่องที่หาข้อมูลสายลับเสร็จ ก็เริ่มบทเรียนการใช้กลยุทธ์ไปในตัว ยังผลให้ทุกคนเข้าถึงใจความของหัวข้อบ้างแล้ว ว่าไม่มีอะไรตายตัวจงรู้จักพลิกแพลง จึงจะเกิดผล

      "คุณหนูถึงแม้ในทหารที่ฝึกกับคุณหนู ไม่มีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับตามที่ข้าน้อยสืบมา แต่ตอนที่แสดงผลการฝึกซ้อม คนกลุ่มนี้ก็รู้อยู่ดี ที่คุณหนูไม่ยอมบอกใครว่าฝึกไปเพื่ออะไรตั้งแต่ทีแรก มิเสียเปล่าหรือขอรับ"

      จู่ๆปึงอิงก็ถามขึ้นเพราะไม่เข้าใจ ถึงจะปกปิดว่าฝึกไปเพื่ออะไรสุดท้ายพวกสายลับก็รู้อยู่ดี เหมยฮวาก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวถามปึงอิงกลับ

      "ช่วงแรกข้าให้พวกเค้าทำอะไรบ้าง ท่านปึงอิง"

      "เดินทัพให้เป็นระเบียบเจ็ดวัน ต่อมาเพิ่มการแยกเป็นกลุ่มอีกสี่วัน หลังจากนั้นก็คล้ายฝึกการเคลื่อนไหวเพื่อจู่โจมขอรับคุณหนู"

       "หืม นับว่าท่านปึงอิงจำได้แม่นมาก ที่ช่วงแรกข้าทำแบบนั้นก็ได้ประโยชน์สองอย่าง หนึ่งได้ความพร้อมเพรียง สองเพราะมีคนสนใจมาชมดูว่าข้าจะทำอะไร จนผ่านไปห้าวันคนที่มาดูเพราะสนใจก็หายไปหมด เพื่อความแน่ใจ ข้าจึงได้เริ่มการฝึกจริงๆวันที่แปด ต่อให้วันที่แสดงผลการซ้อมจะรู้ผล แต่ก็ไม่รู้ว่าฝึกมาเช่นไรบ้าง"

      ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับเหมยฮวา ถึงแม้ว่าความลับจะไม่มีในโลก แต่การทำเช่นนี้ถือว่าสมเหตุสมผล รู้ช้าย่อมดีกว่ารู้เร็ว

      "แล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้แสดงผลของการฝึกซ้อมให้เหล่าขุนนางดู เสด็จพ่อก็ร้อนใจยิ่งนัก นี้จะสองอาทิตย์แล้วนะ เหมยฮวา"

      "พี่หย่งเปา พี่จายาตู พี่อาเช่อปา คิดว่าในสายตาพวกท่านจะพร้อมกี่กองร้อย ถ้าต้องใช้ในสถานะการณ์จริง"

     เหมยฮวาไม่ตอบเทียนหลง กลับหันไปถามทางหย่งเปา จายาตู อาเช่อปาแทน ทั้งสามต่างพยักเพยิดให้หย่งเป่าออกมารายงาน

      "ข้าน้อยคิดว่าสองกองร้อยขอรับคุณหนู ก็คือกองของ อู่จี้หย่ง ตังเต๋อชิง ไป่ฟุจ่างทั้งสองแสดงผลของการฝึกซ้อมได้เด่นที่สุด ส่วนอีกสามถ้าแค่ซ้อมไม่น่ามีปัญหาอะไรขอรับคุณหนู

      การแบ่งกองกำลังทหารเริ่มจาก ทหารยศสือจ่างคุมทหารสิบคน ไป่ฟุจ่างคุมทหารร้อยคน และเลี้ยวเว่ยคุมทหารพันคน มากกว่านี้ก็ถือว่าเป็นแม่ทัพ แล้วแต่ทางราชสำนักจะอวยยศให้ และได้คุมกองกำลังเท่าไหร่

      "คิดเหมือนข้า แล้วกองทหารม้าของท่านชิงอู่พร้อมหรือไม่"

      "พร้อมทุกเมื่อ สามารถรวมพลได้ในทันที"

      "เช่นนั้น องค์ชายทางนี้พร้อมแล้วเพคะ สามารถนัดแนะเวลาได้ทุกเมื่อ"

      "ฮืม นี้ก็เพิ่งยามซื่อ(09.00-10.59) ข้าจะกลับไปรายงานเสด็จพ่อ ไม่แน่ว่าอาจเสด็จมาชมได้ในช่วงเย็นวันนี้ เช่นไรข้าจะส่งคนมาบอกเจ้าอีกที"

      "เพคะ อย่างนั้นข้าจะไปสั่งให้ทุกคนไปพักผ่อนเอาแรงไว้ก่อน"

      พอช่วงบ่ายก็มีทหารมาแจ้งว่า ท่านอ๋องจะเสด็จมาชมผลการฝึกซ้อมในช่วงปลายยามอิ่ว(17.00-18.59) พร้อมทั้งเหล่าเชื้อพระวงค์คนอื่นๆ

      แท่นประรำพิธีที่ถูกยกสูงจากพื้นราวห้าเชี๊ยะที่เคยใช้สำหรับสั่งการในการฝึกซ้อมของทหาร บัดนี้ได้ถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม แทบไม่น่าเชื่อว่าที่ธรรมดาๆ จะสามารถทำให้น่าดูได้ขนาดนี้ คงต้องชมเหล่าขันทีและนางกำนัลเพียงสามชั่วยามกว่าๆก็เนรมิตสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว โต๊ะเก้าอี้ต่างๆถูกยกมาตั้ง ตรงกลางที่เด่นที่สุดเป็นที่นั่งลวดลายมังกรไว้สำหรับท่านอ๋อง ด้านซ้ายของที่นั่งมังกรเป็นลวดลายหงษ์เป็นของฮองเฮา และมีที่นั่งอื่นๆด้านหลังลดหลั่นกันไปไว้ให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ และกลุ่มที่นั่งซ้ายขวาที่แยกออกมามีไว้สำหรับเหล่าขุนนางและแม่ทัพนากอง

      ตอนนี้ที่นั่งต่างๆล้วนเต็มไปด้วยผู้คน เสียงคุยกันดังเซ็งแซ่ พอจับใจความได้ว่ากำลังวิจารณ์ การจัดกองกำลังของเหมยฮวา ที่ดูแปลกประหลาดทุกๆ สิบนายจะมีแปดมือดาบและโล่อยู่หน้า สองมือหอกอยู่ด้านหลัง ส่วนเหมยฮวาและเหล่าไป่ฟุจ่างต่างหน้าตาเคร่งเครียด

      "คุณหนู จะทำเช่นไรดี มีหลายคนในกองร้อยข้าน้อยแข้งขาสั่นไปหมดแล้วเพราะความตื่นเต้น ยิ่งถ้าท่านอ๋องมา ข้าน้อยกลัวว่าแค่ก้าวขาก็มิอาจทำได้ขอรับ"

     "ของข้าน้อยก็เช่นกัน ขอรับคุณหนู"

      จี้หย่งเอ่ยขึ้นมาก่อน เต๋อชิงและเหล่าไป่ฟุจ่างอีกสามก็พากันกล่าวตาม ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นให้เหมยฮวารับทราบ นางลืมนึกถึงข้อนี้ไปได้อย่างไรกัน ว่าพวกทหารที่นางฝึกเกือบทั้งหมดล้วนเป็นทหารใหม่ ย่อมเกิดอาการประหม่าเมื่อต้องถูกผู้คนในราชสำนักจับจ้อง คงต้องหาอะไรมาทำให้ทุกคนมีความฮึกเหิมก่อน มีวิธีเดียวคือต้องเปลี่ยนลำดับก่อนหลังจากกระบวนทัพเป็นอย่างอื่นแทนเพื่อให้เวลากับทหารเพื่อปรับจิตใจให้คุ้นชิน

      "ท่านอ๋องและฮองเฮาเสด็จ"

      เสียงของขันทีดังขึ้น เมื่อท่านอ๋องและฮองเฮา ได้มาถึง ตามมาด้วยเหล่านางสนม ทุกคนต่างคุกเข่าหมอบลง กล่าวคำถวายพระพร ยกเว้นเหล่าทหารเพียงยกแขนขวากำหมัดตั้งฉากเสมออกค้อมหัวเล็กน้อย เป็นการคาวระ เพราะชุดเกราะที่สวมใส่มีน้ำหนักพอควร ถ้าต้องหมอบอย่างเหล่าขุน นางหรือคนทั่วไป เวลาลุกอาจได้มีขายหน้าเพราะ ลุกไม่ขึ้นหรือล้มหงายท้องเอาได้  

      หลังจากท่านอ๋องและฮองเฮา รวมทั้งผู้ติดตามต่างก็หาที่นั่งกันได้หมดแล้ว

      "ท่านปราชญ์ ดูการจัดทัพของท่านแล้วช่างแปลกตายิ่งนัก"

      "เพคะท่านอ๋อง เพราะนี้คือกระบวนทัพที่นอกจากรบปกติยังปรับไปใช้กับทัพม้าด้วยเพคะ"

      "อ่า!"

      สิ้นคำพูดของเหมยฮวา เสียงอุทานแทบจะนัดกันมา ด้วยทัพม้าถือว่าเก่งกาจสุดในตอนนี้จนมีคำกล่าวที่ว่า หนึ่งทหารม้าเท่ากับสิบทหารราบ ถ้ามีกระบวนทัพทหารราบที่สามารถแก้ลำได้ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่ง ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้มีอาวุธที่เกี่ยวกับม้าที่น่ากลัวกว่าก็คือ รถม้าศึก ที่ใช้ม้าเทียมสองถึงสี่ตัว หนึ่งคนบังคับ มีทหารที่อยู่บนรถม้าค่อยฟาดฟัน ใบมีดติดกับซี่ล้อ แต่มันก็มีข้อเสียที่ทำให้ต้องเลิกใช้ คือ ถ้าพื้นมีสิ่งกีดขวางหรือขรุขระมากก็มิอาจใช้ได้ ค่าบำรุงรักษาสูง เดินทัพไกลมากไม่ได้ ถึงจะเร็วแต่ความคล่องตัวน้อย

      "ข้าอยากเห็นซะจนทนไม่ไหวแล้ว พิธีการอื่นๆยกเลิกให้หมด"

      "ช้าก่อนเพคะท่านอ๋อง ก่อนอื่นข้าน้อยอยากจะให้พระองค์ดูบางสิ่งก่อนเพคะ"

      "ได้ๆรีบนำมาเลย"

      "เพคะ ท่านเต๋อชิง นำสิ่งนั้นมา"

      "ขอรับคุณหนู"

      หลังได้รับอนุญาติ เหมยฮวาก็สั่ง เต๋อชิง ซึ่งรูปร่างสูงไม่ถึงแปดเซี๊ยะ(160) ไหนจะทั้งหนาทั้งล่ำ แต่ก็คล่องตัวมาก เหมยฮวาจึงสั่งให้ไปนำมาก่อนจะประคองยืนส่งให้ขันที มารับไปวางหน้าท่านอ๋อง

      "นี่มันหน้าไม้ไม่ใช่เหรอ ท่านปราชญ์ แต่ทำไมนอกจากใหญ่มากแล้วยังดูรูปร่างแปลกๆ เช่นนี้จะไม่เกะกะตอนพกพาหรืออย่างไร"

      "ถูกแล้วเพคะ ท่านอ๋อง นี้ก็คือหน้าไม้ ที่ออกแบบมาเช่นนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้  แม้แต่เด็กกับอิสตรี ก็สามารถเหนี่ยวสายด้วยตนเองได้ เหมาะสำหรับไว้ป้องกันเมืองเพคะ"

       คราแรกที่เห็นหน้าไม้ทุกคนต่างงงงวย ด้วยรูปร่างแปลกๆ ทั้งดูเกะกะ ไหนจะมีท่อนไม้ยาวเซี๊ยะครึ่ง(30ซม.)ติดในแนวขวางกับท้ายของหน้าไม้ ปลายแทนที่จะเหลาจนเรียวงาม แต่กลับโป่งออกมา ถึงไม่ใหญ่มากแต่ก็ดูน่าเกลียด ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง แต่พอเหมยฮวาแจกแจง บางคนก็ถึงกับตาเป็นประกาย บางคนก็ยังครุ่นคิดไม่ออก

      นี้ก็คือหน้าไม้ที่เหมยฮวาดัดแปลงมาจากหน้าไม้ของกรีกที่เคยโด่งดัง ถ้านางจำไม่ผิด มันถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันเมือง เพราะผู้ชายออกไปรบด้านนอกต้านการบุก ทหารสนับสนุนบนกำแพงไม่เพียงพอ สิ่งนี้ก็เลยเกิดขึ้น โดยให้เหล่าเด็กกับผู้หญิงสามารถใช้ได้ง่าย เพื่อเป็นกำลังเสริมบนกำแพงเมืองแทนเหล่าผู้ชาย ตอนแรกนางจะเสนอธนูยิงไกลที่ได้ท่านเกอกัวช่วยทำ แต่ด้วยเงื่อนไขที่ว่า คนเป็นภาระต้องกำจัดทิ้ง เหมยฮวาจึงนำสิ่งนี้มาแทน เพราะถ้าเป็นธนูยิงไกล นางยิงแบบไม่เล็งสิบกว่าครั้งแขนก็ล้าแล้ว ถ้าต้องเล็งมากสุดเพียงหกครั้ง หน้าไม้นี้ตอบโจทย์ได้มากสุด ถึงแม้ว่าแวบหนึ่งนางนึกถึงระเบิด แต่ก็ต้องหยุดคิดเพราะสิ่งนี้จำกัดความเสียหายได้ยาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆเหมยฮวาก็ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิด ฑูตมรณะ ตัวนี้ขึ้นมา

      "แม้แต่เด็กกับสตรีก็สามารถใช้ได้อย่างนั้นเหรอ ท่านปราชญ์"

      เสียงอ่อนหวานดังขึ้นมาจากด้านซ้ายมือของท่านอ๋อง พอเหมยฮวากลอกสายตาตามเสียง จึงรู้ว่ามาจาก ลั่วหลันฮองเฮา พระมารดาขององค์ชายสามหยวนเทียนหลงในวัยเกือบสี่สิบ ที่นิ่งเงียบตั้งแต่มา พอเป็นเช่นนี้เหมยฮวาจึงได้มีโอกาสมองดูชัดๆ ก็พบว่าองค์ชายเทียนหลงถอดแบบมาแทบจะทั้งหมด จะมีก็จมูกที่ไม่โด่งเป็นสัน และใบหน้าที่หวานกว่าเท่านั้นที่ไม่เหมือน ถึงแม้จะกำลังส่งยิ้มมาให้นาง แต่แววตาเรียกได้ว่าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น นี้ล่ะมั้งลักษณะสตรีผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฝ่ายในถ้าไม่เก่งและแกร่งพอ ถึงจะมีตำแหน่งฮองเฮาก็มิอาจยืนหยัดและยังได้รับการเชิดชูจากท่านอ๋อง

      "เพคะฮองเฮา ถ้าอยากทดลองสามารถให้สตรีใดก็ได้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าสามารถใช้ได้จริงตามที่บอกเพคะ"

      "ท่านพี่ น้องขออนุญาติ ให้แม่นมเหลียนลองดูได้หรือไม่เพคะ"

      "เอาสิ ข้าก็อยากเห็นว่าใครๆก็สามารถใช้ได้"

      "แม่นมเหลียน เจ้าช่วยมาทดลองหน่อยซิ"

      "เพคะฮองเฮา"

      ลั่วหลันฮองเฮาเอ่ยปากขอกับท่านอ๋อง ก่อนที่จะเรียกแม่นมเหลียนออกมา ซึ่งเป็นสตรีวัยเลยสี่สิบ มีรูปร่างบอบบาง ช่างไม่น่าเชื่อว่าด้วยวัยขนาดนี้จะยังรักษาหุ่นเอาไว้ได้ หลังจากรับคำฮองเฮาก็เดินลงมายืนข้างๆเหมยฮวา ด้านล่าง ก่อนจะรับหน้าไม้จากขันทีมาทำตามที่เหมยฮวาบอก

      วิธีก็คือ ด้านปลายกดลงบนพื้น นี้คือสาเหตุที่ทำปลายใหญ่เพื่อให้รับแรงกดตอนรั้งสายได้ ท้ายที่ติดไม้ในแนวขวางแนบติดกับหน้าท้องช่วยค้ำยันตอนออกแรง ก่อนจะก้มตัวใช้สองแขนดึงรั้งสาย ขึ้นมาเกี่ยวกับตัวรั้ง แล้วก็ยกขึ้นมาเล็งเพื่อยิง ยิ่งถ้ามีกำแพงเมืองเพียงวางลงบนขอบกำแพงก็ไม่เปลืองเรี่ยวแรงในการยกค้างไว้ตอนเล็ง พอทุกคนได้เห็นก็ถึงทึ่งกับความคิดนี้มาก ขนาดสตรีรูปร่างบอบบางเช่นนั้นยังเหนี่ยวรั้งสายขึ้นมาได้อย่างไม่กินแรง แค่นี้ก็เท่ากับได้กำลังสนับสนุนเพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย

      "ฮ่าๆ ท่านปราชญ์นับถือๆแล้ว ข้าคงกล่าวได้เพียงเท่านี้เพราะไม่รู้จะใช้คำไหนยกย่องและชื่นชมในตัวท่านได้"

      "อ่า ท่านปราชญ์ข้าไม่รู้จะกล่าวชื่นชมท่านเช่นไรเหมือนกัน"

      "ขอบพระทัยท่านอ๋องและฮองเฮาเพคะ แล้วก็ ข้าน้อยขอบังอาจขอร้องฮองเฮาได้หรือไม่เพคะ"

      ท่านอ๋องหลังเห็นผลที่เกิดขึ้นก็รู้แล้วว่า สิ่งนี้เหมยฮวาทำขึ้นเพื่อไม่ให้พระองค์ต้องถูกตราหน้าหลังจากตายไปว่าโฉดเขลา โหดเหี้ยม ฆ่าได้แม้แต่ผู้บริสุทธิ์ ดวงตาใบหน้าท่านอ๋องถึงกับแดงกล่ำ คล้ายร่ำสุราเมามาย ส่วนฮองเฮาก็รู้ถึงความนัยในครั้งนี้ ดวงตาที่เฉยชาก็ปรับเปลี่ยนมาปลาบปลื้ม และชื่นชมอย่างจริงใจในทันที ที่เหมยฮวาหาวิธีช่วยพระสวามีไม่ต้องถูกกดดันอีกแล้ว

      "เอาสิ ถ้าข้าทำได้ย่อมต้องทำแน่นอน"

      "ข้าน้อยอยากขอให้ ฮองเฮาในฐานะมารดาแห่งแคว้นหยวน ทรงยิงเพื่อเป็นแบบอย่างแก่สตรีทั่วทั้งแคว้นหยวนได้หรือไม่เพคะ"

      "บังอาจ...เจ้ากล้าลบหลู่ฮองเฮาเชียวรึ"   

      หลังคำขอของเหมยฮวา ทุกคนต่างก็คัดค้านกันระงม ที่นางขอแบบนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ เพราะต้องการสื่อให้สตรีอื่นๆได้เห็น ว่าแม้แต่ฮองเฮายังทรงกล้า แล้วทำไมสตรีอื่นจะไม่กล้าล่ะ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยแต่มีผลกระทบมากยิ่ง

      "หยุด! ข้าเข้าใจในความหมายของท่านปราชญ์ที่ต้องการบอกแล้ว  ถ้าข้าผู้ซึ่งเป็นฮองเฮาไม่กล้าใช้ แล้วไหนเลยสตรีอื่นจะกล้าตาม ใช่แบบนี้หรือไม่ท่านปราชญ์"

      "ฮองเฮาปรีชาสามารถยิ่งเพคะ นี้คือหลักใหญ่ใจความที่ ข้าน้อยต้องการจะบอก"

      พวกที่คัดค้านเมื่อครู่พอได้ยินก็หันมายกยอกันใหญ่ว่าดีอย่างนั้น ดีเยี่ยงนี้ ช่างน่ารำคาญนักในสายตาของเหมยฮวา ส่วนฮองเฮาก็ยิ่งเอ็นดูด็กสาวตรงหน้ายิ่ง นอกจากความฉลาดและใบหน้าที่งดงามของนาง ยังมีความกล้าอีก ช่างเป็นสตรีที่คู่ควรยิ่งนัก  หึๆ

      "ท่านปราชญ์ระยะยิงเท่าไหร่"

      "ทูลท่านอ๋องระยะยิงสองร้อยกว่าก้าว แต่ถ้าเอียงทำมุมราวๆสี่ร้อยกว่าก้าวได้เพคะ"

      "โอ้ ระยะนับว่ามากกว่าธนูซะอีก ดียิ่งๆ นำลูกและเป้ามา ข้าอยากเห็นฮองเฮาของข้ายิงแล้ว"

      ฮองเฮาจับหน้าไม้ไว้แน่น เล็งเป้าตามคำแนะนำของเหมยฮวา โดยมีหลักค้ำยันหน้าไม้เพื่อให้ไม่ ต้องแบกน้ำหนัก พอเหนี่ยวไก

      "ควับบ"

      ลูกก็พุ่งไปปักตรงกลางเป้าสีแดงในระยะสองร้อยก้าวอย่างแม่นยำ ยังผลให้เหล่าหน้าม้า ที่เหมยฮวาเพิ่งตั้งฉายาให้ และไม่ใช่ ต่างโห่ร้องออกมากันดังกระหึ่ม ส่วนปึงอิง ที่เป็นหัวหน้าการข่าว ก็รีบไปสั่งการให้ คนรีบไปกระจายข่าวเรื่องฮองเฮาทรงยิงหน้าไม้เข้าเป้าระยะสองร้อยก้าวนี้โดยทันที ตามแผนการที่วางไว้ จนภายหลังมีคำกล่าวทั่วแคว้นหยวนว่า สามีทัพหน้าภรรยาทัพหลัง ให้ร้องเป็นคำขวัญปลุกใจไปทั้งแคว้น

      อารมณ์ความยินดีและฮึกเหิมระบาดไปทั่วลานฝึก นับว่าการแสดงคั่นเวลาของเหมยฮวา โดยมีฮองเฮาเข้าร่วมด้วยได้ผลยิ่งนัก

      "ตึ่งๆๆๆ"

      "ประจำที่"

      "เฮ้"

      "เตรียมการปะทะ สองหมวด สองร้อยก้าว ด้านหน้า"

      "เฮ้"

      เสียงกลองย้ำเพื่อเริ่มการแสดงผลฝึกซ้อมก็ได้เริ่มขึ้นโดยใช้กำลังสามกองร้อย ปะทะกับทหารราบหกกองร้อย ถึงแม้จะเป็นการซ้อมแต่ก็ไม่มีใครยอมเสียหน้า

      สิ้นเสียงคำสั่ง สองหมวด การจัดทัพเสวียนอู่(เต่าดำ) ที่ได้รับฉายามาในภายหลังก็ รวมกลุ่มๆละยี่สิบคน มือโล่สิบสองคนตั้งกำแพงโล่ด้านหน้า มือดาบสี่หนุนด้านหลังเสริมรับแรงปะทะ มือกระบองสี่เตรียมทิ่มแทงแทนหอก มือดาบกับมือโล่สามารถปรับเปลี่ยนหน้าที่กันเองได้ในทันที เพราะทั้งสองกลุ่มต่างก็มีดาบและโล่เหมือนกัน

      "เคร้ง"

      "เฮ้"

      "อ๊ะ"

      เสียงดาบกระทบกับโล่ แล้วถูกโล่กระแทก บางคนก็ถูกโล่ดันยกตัวลอย ตกลงมาตรงกลางของกลุ่มกองเสวียนอู่ รูปแบบการใช้นี้ เหมยฮวาจำมาจากหนัง สามร้อย สปาร์ตันนั่นเอง

      "ล้อมๆๆ"

      "อ้อมไปด้านหลัง"

      แต่สายไปแล้วมือดาบกลายเป็นมือโล่รวมสิบหกคนล้อมรอบป้องกันมือหอกไว้ด้านใน พอมีคนโถมเข้ามา ถ้าไม่โดนโล่กระแทกก็เป็นกระบองพุ่งทิ่มแทงใส่ ถึงจะไม่มีมือธนู แต่ก็พอเห็นภาพการตั้งโล่รวมกลุ่มค่อยๆรุกคืบเข้าใกล้ ผ่านไปเพียงสามเค่อ กองกำลังเสวียนอู่ของเหมยฮวาก็รุกคืบจนถึงเขตแดนของทหารอีกฝ่าย

      พอจบกับทหารราบ ก็ถึงการปะทะกับทหารม้า การใช้ทหารม้ารบมีแบบประจัญบาน กับขบวนเหล็กหมาด ทั้งสองแบบไม่อาจเข้าปะทะได้ สิ่งที่ทำมีเพียงกันระลอกแรกของการบุกให้อยู่ เพราะม้าต้องวิ่งอย่างเดียวไม่อาจหยุดกะทันหัน ถ้ากันได้แล้วพอม้าวิ่งผ่านได้ข้างหลังก็จะเปิดโล่ง มีโอกาสให้โจมตี ส่วนเหล็กหมาดจะน่ากลัวสุด แต่ก็ยากสุด คนนำขบวนกับม้าที่ขี่ ต้องแข็งแรงจริงๆ ถ้าม้าหมดแรงก็จะถูกม้าที่ตามหลังพุ่งดันจนล้มแล้วถูกเหยียบ ถ้าคนนำหมดแรงก็จะถูกจู่โจมไม่ม้าก็คนที่จะต้องล้มให้พวกตามหลังขี่ม้ามาเหยียบ โชคร้ายอาจเกี่ยวล้มทั้งขบวน

      วิธีรับมือของเหมยฮวาก็คือ จะใช้เพียงกลุ่มล่ะสิบเพื่อให้เคลื่อนที่สะดวก แต่ก็ย่อมได้รับความเสียหาย เพียงแต่วิธีนี้ จะไม่ถูกทำให้ทัพแตกกระเจิงได้ถ้ามีการซักซ้อมจนพร้อมเพรียงกัน ลดความสูญเสียได้มากที่สุด ในจำนวนการรับมือกับทหารม้า จนอาจทำให้ทัพม้าแตกพ่ายได้

      ใจจริงนางอยากใช้กระบวนทัพดาบผ่อเตา ที่ราชวงค์ถังในภพก่อนเคยใช้สยบทั่วแผ่นดินในช่วงหนึ่ง ก็คือสวมเกราะหนาหนักทั้งตัวจนสามารถปะทะกับทัพม้าตรงๆได้ ดาบหัวตัดถือสองมือ ใหญ่ หนาและหนักจนฟันม้าขาดสองท่อนได้ในดาบเดียวแต่คนสวมก็ต้องแข็งแรงมากตาม แต่ด้วยหยวนขาดแคลนโลหะทำอาวุธและชุด เพราะต้าเว่ยถึงจะไม่ปิดกั้นชายแดนแต่ก็ห้ามขายโลหะ อาวุธให้กับหยวน เหมยฮวาเลยใช้กระบวนทัพนี้แทน นอกจากนั้นนางก็รู้บางอย่างจากเรื่องหยวนขาดแคลนโลหะ ถึงจะไม่อยากเชื่อแต่เหตุผลมันเกินกว่าจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้ สุดท้ายผลการฝึกถึงจะต้านไม่อยู่แต่ถ้าเจอในสนามรบจริง ยังพอมองเห็นว่ามีโอกาสต้านอยู่จนชนะ โอกาสทัพแตกเพราะทัพม้าลดลงเป็นอย่างมาก

      "ฮ่าๆ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ท่านปราชญ์ เช่นนี้หยวนเราก็พอมีหวังบ้างแล้ว"

      "ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง"

      "วันนี้ช่างเป็นวันดียิ่ง ในรอบสองสามปีของข้า เช่นนั้นวันนี้ข้าจะนำเหล้าออกมาเลี้ยงทุกคนในที่นี่ทั้งหมด"

      "ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ ท่านอ๋อง"

      "เฮ้ๆๆๆ ท่านอ๋องจงเจริญ แคว้นหยวนจงเจริญ"

      ทุกคนต่างก็ยิ้มแก้มปริกันถ้วนหน้า ในที่สุดเหมยฮวาก็ได้เข้าฝึกกองทัพ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ณ แคว้นเว่ย ตำหนักกลาโหม

      "องค์ชายไท่อี้ ไม่ทราบว่าลมอะไรถึงได้หอบองค์ชายมาถึงสำนักกลาโหมได้"

      "ฮ่าๆ พอดีข้าได้ข่าวมาว่า ปราชญ์แห่งชิงไห่ ฝึกซ้อมกองทัพโดยมีเพียงให้เดินทัพอย่างเดียว เรื่องนี้จริงหรือไม่"

      "สายเราแฝงตัวไปชมดูการฝึกได้สี่วัน นางก็ยังให้ฝึกเดินทัพเพียงอย่างเดียว แต่วันหลังมิอาจแฝงตัวไปชมได้เพราะ มิมีผู้ใดเข้าไปชมดู ทั้งยังมีการกั้นผู้คนเข้าออก เพื่อไม่ให้มีพิรุธ ก็เลยไม่ได้สืบต่อพะยะค่ะองค์ชาย"

      "ฮ่าๆเด็กก็คือเด็กวันยังค่ำ ต่อให้ฉลาดเช่นไร เรื่องกองทัพอย่างไรก็สู้ผู้ชายเราไม่ได้หรอก ฮ่าๆ"

      องค์ชายไท่อี้พอรู้ข่าวก็สุขใจยิ่งนัก จนมาถามเกาเว่ยให้แน่ใจ พอได้คำตอบยิ่งสุขสมอารมณ์หมายกว่าเดิม แต่ต้องอารมณ์บูดบึ้งในอีก สิบวันต่อมาเพราะมีม้าเร็วมาแจ้งว่า นางสร้างกระบวนทัพต้านทัพม้าได้  ซึ่งนับว่าเรื่องใหญ่ยิ่งนัก ถ้าเป็นจริงต้าเว่ยคงต้องทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อดึงนาง หรือหาวิธีศึกษากระบวนทัพที่ว่า มาใช้กับเผ่าเร่ร่อน จนต้องเรียกประชุมใหญ่ในทันที

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      แคว้นหยวน

      หน้าร้อนปีนี้ของเหมยฮวา ช่างยุ่งยากและวุ่นวายยิ่งนัก แต่ก็มีบางเรื่องที่เพียงคิดก็ทำให้นางนั้นรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมา จนทำให้อยากจะสะบัดหน้าจากไปตรงนี้ถ้าทำได้ ท่านปู่หลินเซี่ยงเพิ่งจากไปหลังจากเข้าหน้าร้อนได้สิบกว่าวัน ทั้งที่นางและหมอหลวงก็ตรวจดูแล้วไม่ได้เป็นอะไรมากช่วงหลังนางก็มัวแต่ยุ่ง จนไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่น กว่าจะรู้อีกทีก็ตอนท่านอาซือมาตามนางให้ไปพบ อาการของท่านปู่ก็ทรุดหนักเกินเยียวยาไปแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกคนต่างก็ปิดเรื่องไม่ให้นางรู้ เพื่อจะได้มีสมาธิในการทำงาน วันที่ไปพบนางก็ได้รู้ความจริง

      "เหมยฮวา ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย"

      "เรื่องอะไรเหรอ ท่านปู่"

      "ฆ่าคนบำรุงทัพ"

      เสียงของท่านปู่หลินเซี่ยง พอถึงประโยคนี้ก็แหบพร่า และแผ่วเบา เหมยฮวาได้แต่ก้มหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา

      "ข้ารู้ตั้งนานแล้วท่านปู่ ท่านอย่าได้โทษตัวเอง หรือขอโทษข้าอีกเลย"

      "ข้าไม่ควรถูกเรียกว่า ปู่ จากปากของเจ้าเลยซักนิดเดียว"

      "ไม่มีใครโทษท่าน ถ้าเป็นข้าๆก็คงทำเช่นท่านปู่"

      เหมยฮวาเริ่มมีหยดน้ำตาไหลออกมาอย่างช้าๆ รู้ผลลัพธ์แทบจะทันทีเพียงแค่หลินเซี่ยงเอ่ย ประโยคแรก มิใช่เพราะนางหรือหมอหลวงวินัจฉัยโรคผิด แต่เพราะท่านปู่หลินเซี่ยงนั้นโทษตัวเองและก็ตรอมใจ อาการป่วยถึงทรุดหนัก

      "ข้าขอโทษ"

      "ท่านปู่พอได้แล้ว ข้าไม่โทษท่าน เพราะข้ารู้ดี สมัยก่อนจริงอยู่ที่ข้า หลบซ่อนตัวไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก แต่ตอนนี้ข้ามายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ท่านวางใจข้าจะไม่หลบหนีมันอีก และเรื่องนี้ท่านอาซือข้าก็จะไม่บอก ท่านปู่ก็รีบหายจะได้มาช่วยข้าอีกแรงนะ ท่านปู่"

      "ข้าคงไม่ไหวแล้ว มีเจ้ากับหลินซืออยู่ ข้าก็วางใจ หลินซือฉลาดเฉลียวแต่ก็ขาดการสร้างสรรค์ แต่เจ้าไม่ จะมีก็แค่เพียงความใจอ่อนตามวิสัยของอิสตรีเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ข้าก็จะไม่ทำเช่นนี้"

      "ทะ...ท่านปู่"

      "อย่างน้อยข้าก็วางใจแล้ว เจ้าไปเถอะ"

      สามวันต่อมาท่านปู่หลินเซี่ยงก็สิ้นลม ท่านอ๋องถึงกับหลั่งน้ำตาเสียใจจนล้มป่วยไปอีกคน นางรู้มาตั้งแต่เข้าไปในกองทัพแล้วว่า เรื่องฆ่าคนบำรุงกองทัพ เป็นเพียงเรื่องที่ทำขึ้นเพื่อให้นางยอมมาช่วย ท่านปู่หลินเซี่ยงทำความรู้จักนิสัยของนางจากปากของท่านอาซือ การที่จะทำดึงนางมานับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะสิ่งที่เหมยฮวากระทำคืออยากช่วยคน แต่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก ดังนั้นจึงใช้สายสัมพันธ์เดียวที่มีก็คือ ท่านอาหลินซือ ท่านปู่หลินเซี่ยงวางแผนไว้ถึงสองสามชั้น การที่จะหลอกนางได้มีแต่ต้องทำให้เป็นเรื่องจริง จนท่านอาซือนั้นหาทางแก้ไม่ได้จนอับจนหนทาง สุดท้ายต้องเรียกนางมา พอเหมยฮวามาแล้วพบเจอกับสภาพของท่านอาซือ ความคิดย่อมสับสนจนไม่ได้คิดอะไรให้รอบคอบจนตกปากรับคำ

      แรกเริ่มท่านปู่หลินเซี่ยงไปกระตุ้นเหล่าเชื้อพระวงศ์กับความคิดนี้ ให้เอ่ยในที่ประชุม การที่จะหลอกท่านอาซือที่ฉลาดและรู้ระบบในกองทัพดีพอมีแต่ทำให้เป็นเรื่องจริงแล้วตอนที่จะสรุปลงมือ ก็ถ่วงเวลาไว้  มีการกล่าวกระตุ้น เน้นย้ำเพื่อบีบท่านอาซือบ่อยครั้งจนเหมือนโทษเพียงท่านอาซือว่า มีทางช่วยแต่ไม่ช่วย พอหมดหนทางก็ตามนาง ที่สุดไม่ว่านางจะช่วยหรือไม่ช่วยมีผลเท่ากัน ถ้ามาช่วยแล้วแก้สถานะการณ์ไม่ได้ ก็จะมาใช้แผนฆ่าคนบำรุงทัพเหมือนเดิมถึงสุดท้ายต่อให้เพิ่มกำลังพลไปก็ไม่อาจจัดหาอาวุธให้ได้เพียงพอก็จะทำถ้าต้าเว่ยยกทัพมา โดยมีท่านปู่หลินเซี่ยงผลักดันลับๆ แต่เมื่อทราบเรื่องราวต่างๆที่เหมยฮวาทำในกองทัพ ทำให้พอเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์

      จากที่ไม่อาจปล่อยมือจากแคว้นได้ จึงทำให้ทำได้ทุกอย่าง แต่พอมีทางรอดเหลืออยู่จึงได้คลายใจ สุดท้ายก็สำนึกผิดที่ตนทำกับท่านอาซือ นางและคิดจะทำกับคนบริสุทธิ์อื่นๆ หนักหนาที่สุดก็คือใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์เป็นเครื่องมือหลอกและกดดันกระทั่งท่านอ๋องที่ตนเองจงรักภักดี จนล้มป่วยเพราะการตรอมใจในเรื่องต่างๆที่ตนได้ทำลงไป การเมืองมันโหดร้ายแบบนี้แหล่ะ นางถึงพยายามหนี ขนาดท่านปู่หลินเซี่ยงที่ดูใจดีและอ่อนโยน บทจะอำมหิตขึ้นมาก็ทำได้ นางไม่อยากเป็นเช่นนั้นเลย

      ที่นางไม่อยากยุ่งเพราะเคยอ่านเจอเรื่องหย่งเจิ้ง ที่ถูกตราหน้าว่าฆ่าพ่อหรือก็คือคังซี จริงไม่จริง นางก็ไม่รู้ แต่ ด้วยที่คังซีเก่งเกินไป ฉลาดเกินไป จนทำงานทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด เหล่าขุนนางไม่ต่างจากเด็กส่งเอกสาร ตอนหลังแก่ตัวลง ทำให้ไม่อาจทำได้แบบเดิมด้วยร่างกายที่ไม่เอื้อ พอไม่มีคังซี ขุนนางจากที่เป็นเพียงเด็กส่งเอกสาร เข้ามาทำเองจึงทำอะไรไม่เป็น การบริหารแผ่นดินก็สะดุด ตอนหลังล้มป่วย จนทำอะไรไม่ได้ ทุกอย่างก็กองสุ่ม จนหย่งเจิ้งบุกไปเข้าเฝ้า บางทีคังซีอาจกินยาฆ่าตัวตายเองแต่ยาอาจเป็นหย่งเจิ้งนำมาหรือไม่ก็ให้คนสนิทของคังซีไปนำมา เพราะคนฉลาดขนาดนั้นพอหย่งเจิ้งแจกเหตุผลนิดเดียวก็คงเข้าใจอะไรแล้ว ถ้าตัวเองไม่ตาย ผู้สำเร็จราชการตั้งมาก็ทำได้ไม่เต็มที่ แผ่นดินคงล่ม ทางเดียวก็คือต้องตาย แล้วจะได้ฮองเต้คนใหม่ที่มีอำนาจเด็ดขาดพอที่จะแก้ปัญหาที่กองสุ่ม แต่ถ้าเป็นอีกทางหย่งเจิ้งก็ต้องทำใจดำลงมือฆ่าพ่อตัวเอง เพื่อให้ราชวงศ์ชิงคงอยู่ ด้วยปัญหาตอนนั้นหนักหนาจนอาจเป็นต้นเหตุทำให้ชิงพังพาบลงได้
     


 

 

 

       ปล.ช่วงนี้งานยุ่ง เลยคิดเรื่องไม่ค่อยออกและไม่มีเวลา บทนี้ก็แต่งแบบงงๆเหมือนกันครับ หวังว่าคงพอไหว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #1434 มุกฝืด (@tat9559) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 22:37
    เทียนหลงเนี่ยดูไม่ค่อยจะมีภาษีในด้านการเป็นคู่คิดหรือที่พึ่งให้นางเอกเลยอ่ะ = =
    #1434
    0
  2. #1224 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 05:32
    สู้ๆๆ
    #1224
    0
  3. #1025 วิฬาร์สำราญ (@emeaow) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 10:06
    เห็นด้วยกับความเห็น 721 คนที่ฉลาด สุขุมนุ่มลึก และเก่ง เหอๆๆ //เข้าตำราพระเอกเป๊ะๆ
    #1025
    0
  4. #716 เมมฟิส (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 22:10
    ไท่อี้ฉลาดน้อยเกินไป ใจร้อนเกินไป ไม่เหมาะที่จะเป็นพระเอก ดูฮองเฮาจะถูกใจเหมยฮวาให้เป็นลูกสะใภ้ เทียนหลงวคะแนนนำที่สุด แต่มีผู้ชิงตำแหน่งพระเอกเพิ่มรึเปล่า คนที่สุขุม ฉลาด เก่งทั้งการบริหาร ทั้งการรบ และเป็นผู้ใหญ่
    #716
    0
  5. #436 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 00:06
    ไม่งั้นก็เครื่องยิง แต่ใหญ่ๆนี่ใช้เวลาสร้างนานนะ เขาส่งสายลับมา เราก็ส่งไปมั่งดิ ไปป่วนฝั่งโน้นเลย ไไม่ต้องรอข่าว ไปก่อหวอดปลุกปั่นกันดีกว่า พี่ไทยถนัด 555
    #436
    0
  6. #435 วิหคจันทรา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 20:55
    สนุกมากค่ะ แต่ก็เศร้าจัง
    #435
    0
  7. #431 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 16:39
    สนุกดีจ้า  อัพต่อเร็วๆนะ
    #431
    0
  8. #430 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 14:19
    ต่างคนต่างรอดูเชิงกัน
    #430
    0
  9. #429 Miww Sapaphorn (@miw1234567) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 12:55
    บทนั้สนุกคะ
    #429
    0
  10. #427 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 12:49
    สุ้ๆน่ะค่ะ



    #427
    0
  11. #426 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 10:19
    #426
    0
  12. #425 โอตคุหิหิ (@blackmod) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 10:16
    สนุกมากมายติดตามตามติด
    #425
    0
  13. #424 แพร่พิไล (@herojo) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 09:58
    รอจร้า ^^
    #424
    0
  14. #423 เงาน้อย (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 08:29
    สนุกมากเลย ข้อคิดเยอะดี 555 ไม่ใช่สิ อ่านแล้วติด จะติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #423
    0
  15. #422 เงาน้อย (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 08:29
    สนุกมากเลย ข้อคิดเยอะดี 555 ไม่ใช่สิ อ่านแล้วติด จะติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #422
    0
  16. #421 cup (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 07:21
    สนุกค่ะ ตอนนี้ติดเรื่องนี้แล้ว >
    #421
    0
  17. #419 Moobin (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 02:41
    สนุกค่ะ เข้ามารออีานทุกวันค่ะ
    #419
    0
  18. #418 •ปีกสีเทา• (@pui_pui) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 01:35
    สนุกมากค่ะ ^^
    #418
    0
  19. #417 ้ha (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 00:56
    สนุกมากกกก
    #417
    0