ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,706 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,284 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    380

    Overall
    159,706

ตอนที่ 27 : กองทหารอาสา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6179
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    27 พ.ค. 57

      กองทหารอาสา

      ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ(มี.ค.-พ.ค.) ถึงต้นฤดูร้อน(พ.ค.-ส.ค.) ภายในสามเดือน วอเค่อข่านก็จัดการกับเผ่าที่ขัดขืนทั้งหมดสิบกว่าเผ่าได้สำเร็จ ที่รวดเร็วเพียงนี้เพราะกองกำลังของแต่ล่ะเผ่าถูกส่งไปทางเหนือแทบจะหมด เหลืออยู่เผ่าหนึ่งๆราวพันคน เยอะสุดคือเผ่าของตู้ปามีราวหกพันคน

      เผ่าที่แข็งข้อต่างคิดว่ากำลังส่วนใหญ่ของวอเค่อข่านอยู่ที่ทางเหนือ ต่อให้นำกำลังมาด้วยก็น่าจะอยู่ในหลักพันคน ทว่าวอเค่อข่านกลับมีกำลังถึงสองหมื่นรวมถึงทหารในสังกัดโอกุลข่าน ที่รอดชีวิตแล้วยอมสวามิภักดิ์ราวห้าพันกว่าคน วอเค่อข่านเพียงแบ่งกำลังกันไปแต่ล่ะเผ่าไม่กี่พันคนก็สามารถจัดการได้อย่างราบคาบ ก่อนจะสั่งให้จับกุมญาติพี่น้องของเหล่าผู้นำทัพที่ถือข้างโอกุลข่านมาไว้รวมกัน แล้วให้เขียนจดหมายไปหาซึ่งกำลังรบอยู่ทางเหนือให้ลงนามในหนังสือยอมรับใช้วอเค่อข่าน

      เหล่าผู้นำทัพของแต่ล่ะเผ่าพอได้รับจดหมายพร้อมหนังแกะลงนาม ก็มีที่ยินยอมในทันทีซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าครึ่ง บางคนก็ลังเลขอเวลาทบทวน และก็มีบางคนที่ขอตายไม่ขอรับใช้ ถัดไปเพียงสิบห้าวันกลุ่มคนที่ไม่ยอมก็ได้รับห่อผ้าใบใหญ่ที่ส่งมาด้วยม้าเร็ว ภายในบรรจุไว้ด้วยหัวของเหล่าญาติพี่น้องของตนนั่นเอง ทำให้กลุ่มที่ยังลังเลรีบลงนามในทันใด พร้อมคำสั่งลับจากวอเค่อข่านให้ผู้ที่ยินยอมในตอนแรกสังหารพวกที่ขัดขืน

      เมืองหยูหลิน ทางเหนือของต้าเว่ย ซึ่งเคยเป็นของแคว้นฉู่เดิม ตอนนี้ตกเป็นของฝ่ายทู่เจีย

      ภายในกระโจมกลางที่ใช้เป็นที่ประชุมทางการทหาร บัดนี้ต่างชุมนุมไปด้วยผู้นำทัพของแต่ละเผ่าไม่ต่ำกว่าสี่สิบคน ทั้งหมดถูกเรียกเข้ามาร่วมประชุมอย่างเร่งด่วน

      "ข้ารู้ดีว่าพวกท่านทุกคนคงเกิดความสงสัยที่ ข้าเรียกทุกท่านมาประชุมอย่างเร่งด่วนเช่นนี้"

      "เหอะ..คงไม่เกินเรื่องที่ว่าจะประจบเจ้าวอเค่อกันเช่นไรดีใช่หรือไม่นาหลันนาเยี่ย เรื่องพวกนี้ใยเจ้าต้องลำบากบังคับข้าให้มาด้วย เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีทางยอมหรอก"

      ซู่เออหลัวแค่นเสียง ก่อนเอ่ยประชดเพื่อนอย่างนาหลันนาเยี่ยที่ยอมก้มหัวให้กับวอเค่อข่าน จบคำก็มีเสียงสนับหนุนจากกลุ่มผู้นำทัพของเผ่าที่ไม่เห็นด้วยดังขึ้นตามมาเซ็งแซ่

      "เดี๋ยวๆขอให้พวกท่านเงียบก่อน เรื่องที่ยอมหรือไม่ ตอนนี้หาใช่เรื่องที่สำคัญ แต่ปัญหาอยู่ที่ พวกเราจะถอนทัพออกจากที่นี่เยี่ยงไรต่างหากสำคัญที่สุด"

      พอได้ยินคำของนาหลันนาเยี่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้นำทัพที่มีอำนาจมากสุด อีกสองก็คือ ซาฮานูและซู่เออหลัว กล่าวออกมา ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที เพราะยอมหรือไม่ยอม ถ้าไม่อาจมีชีวิตรอดไปจากที่นี่ก็มีค่าไม่ต่างกัน

      "เช่นนั้นพวกเราจะทำเช่นไรกันดีเพื่อไม่ให้พวกต้าเว่ยมันไล่ตามทันยามถอนทัพกลับล่ะนาหลันนาเยี่ย"

      "ก่อนอื่นเลยก็คือทรัพย์สินที่มีค่า เราจะไม่นำกลับไปทั้งหมด นำไปเพียงแค่ติดตัวในบางส่วน"

      "เจ้าบ้าไปแล้ว! นาหลันนาเยี่ย"

      สิ้นคำบอกของนาหลันนาเยี่ย ซู่เออหลัวก็แผดเสียงสวนกลับมาในทันที เรื่องอะไรที่ตนต้องทิ้งของมีค่าที่กว่าจะได้มาอย่างยากลำบาก

      "ข้าไม่ได้บ้า ถ้ายังขืนดันทุรังจะนำกลับไปเจ้าคิดว่าต้องบรรทุกใส่เกวียนกี่เกวียนกัน เช่นนั้นจะถอยทัพอย่างรวดเร็วได้เช่นไร เพราะตอนนี้พวกเราไม่มีทัพสนับสนุนมาช่วยแล้ว "

      "มันก็จริงของเจ้า นอกจากของที่จำเป็นเราไม่ควรนำสิ่งใดไปด้วย ทางทีดีข้าว่าพวกของมีค่า นอกจากนำติดตัวไปพอประมาณพร้อมด้วยเสบียง ที่เหลือนำมารวมไว้ให้พวกต้าเว่ยมาเจอ คงจะใช้เป็นเหยื่อล่อให้พวกเรามีเวลาพอถอนทัพอย่างปลอดภัยได้"

      ซาฮานูเสริมเพิ่มเติมจนคนอื่นๆคล้อยตาม ถึงจะมีบางส่วนไม่ยินยอมพร้อมใจกับแผนการถอนทัพในครั้งนี้ แต่เพื่อให้การถอยทัพเป็นไปอย่างรวดเร็วมีเพียงวิธีการนี้เท่านั้น เนื่องจากทัพของวอเค่อข่านจะไม่ยกลงมาช่วยในตอนถอนทัพกลับ เหตุผลมีเพียงง่ายๆ เพราะไม่อยากเสียกองกำลังของตนเองไปเปล่าๆถ้าต้องปะทะกับต้าเว่ย การรบรอบนี้นับว่ามีเพียงฝ่ายวอเค่อข่านเท่านั้นที่ได้กำไร

      ทั้งยังเป็นการตัดกำลังและทุนเพื่อป้องกันการเปลี่ยนใจแข็งข้อขึ้นมาหลังจากกลับคืนสู่เผ่า ถ้ายังดื้อด้านนำกลับไปไม่รู้ว่าต้องใช้กี่สิบกี่ร้อยเกวียน ไหนจะเหนื่อยเพราะต้องรีบถอย ไหนจะล้าจากการขนถ่ายสิ่งของมีค่า และอาจจะปะทะกับต้าเว่ยถ้าตามมาทัน รวมทั้งพอเข้าทุ่งหญ้า เกิดวอเค่อข่านให้คนปลอมตัวมาดักปล้นชิง พวกตนจะเอาแรงที่ไหนไปสู้อีก ต่อให้รู้ว่าเป็นวอเค่อข่านแน่ที่มาปล้นแต่ถ้าเจ้าตัวบอกปัด พวกตนจะทำเช่นไรได้ สู้ทิ้งไปแต่เนิ่นๆนับว่าดีที่สุด

      "มีใครเห็นค้านในเรื่องนี้หรือไม่"

      นาหลันนาเยี่ยเอ่ยถามความเห็นนี้กับทุกคน พอไม่มีใครเอ่ยค้าน

      "เช่นนั้นก็ตามนี้ ต่อไปก็มาเรื่องจัดลำดับ ก่อนหลังของการถอนทัพ เพื่อความสบายใจของทุกท่าน ข้าผู้ซึ่งออกความคิดขอเป็นทัพหลังให้กับพวกท่านเอง"

      "อ๊า!"

      ทุกคนต่างอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของนาหลันนาเยี่ยยิ่งนัก เพราะการถอนทัพใครที่เป็นทัพหลัง คือบุคคลที่เสียสละรั้งท้ายเพื่อให้คนอื่นให้หลบรอดจากการไล่ล่าของศัตรู

      "นาหลันนาเยี่ย นี่เจ้า"

      "ไม่ต้องพูดอะไรหรอก ซู่เออหลัว ถือว่าข้าชดเชยเจ้าที่เป็นเพื่อนข้า ก่อนที่พวกเรากลายเป็นศัตรูกันเมื่อกลับถึงทุ่งหญ้า ข้ารู้ว่าข้าขี้ขลาดที่ยอมก้มหัวให้วอเค่อข่าน แต่คนในครอบครัวของข้านั้นสำคัญยิ่งนัก ข้ามิอาจปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นต้องตายไป หวังว่าพวกเจ้าทุกคนคงเข้าใจ"

      "ดี เจ้าช่างเป็นเพื่อนแท้ของข้าซู่เออหลัวยิ่งนัก ไม่ว่าภายหลังจะเป็นศัตรูกัน ต่อให้ข้าถูกเจ้าฆ่าตาย ข้าก็จะไม่โกรธแค้นเจ้านาหลันนาเยี่ย ฮ่าๆ"

      ซู่เออหลัวแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ว่านาหลันเยี่ยจะทำเช่นนี้ ความโกรธขึ้งเรื่องที่นาหลันนาเยี่ย ยอมก้มหัวให้กับวอเค่อข่านมลายหายไปในบัดดล ตอนนี้มีแต่ความซาบซึ้งใจกับเพื่อนคนนี้ยิ่งนัก

      "เอาล่ะตกลงตามนี้ เช่นไรการจัดเตรียมสัมภาระคงไม่นานนัก เพราะพวกเราจะไม่นำสิ่งใดที่ไม่จำเป็นกลับไปด้วย ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกันฉันท์มิตร มิสู้พวกเราทุกคนมาฉลองกันให้หนำใจ พวกเจ้าว่าดีหรือไม่"

      "ดี! ฉลองก่อนที่จะกลายเป็นศัตรู ฮ่าๆ"

      "ใช่ ไม่ว่าวันหน้าจะเป็นเช่นไร วันนี้พวกเราก็คือมิตรกัน"

      ซู่เออหลัวหัวเราะร่ากับความคิดของนาหลันนาเยี่ย ซาฮานูก็ส่งเสียงสนับสนุนอีกคน จนตอนนี้ทุกคนในกระโจมต่างเห็นด้วยกันความคิดนี้ นาหลันนาเยี่ยก็รีบสั่งคนไปนำสุรามาแจกจ่ายทั้งในกระโจมและตามค่ายต่างๆ

      หลังจากฉลองไปได้ราวสองชั่วยาม ทุกคนต่างก็ดื่มจนเมามาย หางเสียงพูดคุยอ้อแอ้ ซู่เออหลัวก็ไม่ต่างกัน

      "ฮ่าๆ นาหลันนาเยี่ย จ้าววจำหญิงสาวชาวฉู่ เอิ้ก!.ที่พวกเราเจอ ริมแม่น้ำตอนที่ยกทัพมาได้ หรือไม่"

      "จำด๊ายยซี๊ ซู่เอ่ออหลั๊ววว จุ๊ๆ เอิ้ก! นางช๊างงซ๊วยยิ่งน๊ากก"

      "อ้าวนี้จ้าว เมาจนคอพับคออ่อนเชียวรึนาหลานนน๊าเยี่ย  ฮ่าๆ เอิ้ก!"

      "ม่ายยเมา ข้าจามด๊ายดี จ้าวมัวแต่จาจับกุมนาง จนเผลอให้นางแย่งชิงดาบที่พกไว้ไป แบบนี้"

      'เช้ง!'

      ช่วงแรกนาหลันนาเยี่ยยังพูดไม่ชัด แต่ฉับพลันประโยคท้ายๆก็ชัดขึ้นมาทันที เสียงดังที่เกิดจากการชักดาบออกจากฝักช่างระคายหูยิ่งนัก ตามมาด้วยเสียงชักดาบออกมาถี่ยิบจากคนของนาหลันนาเยี่ย

      "เจ้า! อ๊ากก...."

      เสียงแผดร้องอย่างโหยหวนของซู่เออหลัวและคนของตนดังออกมาแปปเดียวก็เงียบไป ด้วยคนทั้งหมดนั้นต่างก็เมามายจนมีปฏิกิริยาเชื่องช้า บางคนก็ถูกสังหารทั้งๆที่ไม่รู้ตัวเพราะได้เมาพับไปแล้ว ซู่เออหลัวหลังได้ยินเสียงชักดาบแต่ด้วยความเมาจึงชักดาบมาป้องกันตัวไม่ทัน จึงถูกนาหลันนาเยี่ยสังหารตายในดาบเดียว หัวที่ถูกตัดลงมา มีดวงตาเบิกโพล่งแสดงถึงความคลั่งแค้นยิ่งนัก

      "ซู่เออหลัวเพื่อนข้า หวังว่าไปปรโลกแล้วอย่าได้โทษข้าเลย ข้าจำเป็นต้องทำ ถ้าไม่มีหัวเจ้าไปมอบแก่วอเค่อข่าน พวกข้าไหนเลยจะได้รับความไว้วางใจ ฮ่าๆ"

      "ใช่ เช่นไรญาติพี่น้องเจ้าก็ตายไปแล้ว สมควรจะขอบคุณพวกข้ามากกว่า ที่ช่วยให้เจ้าได้ไปพบกับญาติพี่น้องของเจ้าเร็วขึ้น ฮ่าๆ"

      หลังนาหลันนาเยี่ยพูดจบ ซาฮานูที่ตอนแรกยังเมามายก็หายเป็นปลิดทิ้ง เดินเข้ามากล่าวเสริมอีกคน ที่ทั้งสองทำเช่นนี้เพราะได้รับคำสั่งให้สังหารคนที่ขัดขืน ทั้งยังเตรียมแผนการมาให้นาหลันนาเยี่ย แผนก็คือให้นาหลันนาเยี่ยหลอกให้ซู่เออหลัวตายใจ โดยการยอมเป็นทัพระวังหลังให้ แล้วค่อยจัดเลี้ยงสั่งลาเพื่อมอมเหล้า คนที่รับรู้แผนการก็เพียงแสร้งทำเป็นดื่มกินจนเมามาย ก่อนลงมือสังหาร และภายในคืนนั้นเอง ทหารของกลุ่มที่ขัดขืนก็ถูกสังหารไปถึงสามหมื่นคนเพราะมีคำสั่งมาจากกระโจมบัญชาให้ทหารกลุ่มนี้มารวมตัวกันทั้งหมดในจุดเดียว หลังจากเริ่มเมามายก็ให้มือธนูยิงธนูใส่ดุจห่าฝน ตามด้วยมือดาบที่ตามมาจัดการกับผู้เหลือรอด

      ห่างไปสิบกว่าลี้(5 กม.)เป็นค่ายของพวกที่ต่อต้านต้าเว่ย ถึงแม้จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนลอยมาตามลม แต่นี้ก็เป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้นในค่ายของทู่เจีย ที่มักนำเชลยมาสังหารเล่นเป็นประจำ แม้วันนี้จะมากเป็นพิเศษก็ไม่ได้ฉุกใจคิด

      หลังสังหารเสร็จทุกคนรีบจัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นขึ้นบนหลังม้าเพื่อเตรียมเคลื่อนพลที่มีถึงเจ็ดหมื่นนาย และถ้าจะให้ปลอดภัยก็ต้องเป็นยามคืนเดือนมืดในวันพรุ่งนี้ ตามแผนการที่เตรียมเอาไว้

      วันต่อมาพอเข้าต้นยามซวี(19.00-20.59) ก็จุดไฟตามจุดต่างๆตามด้วยไม้สดให้มีควัน เพื่อลวงตาผู้คนภายนอกเข้าใจว่ายังมีคนอยู่ ก่อนจะขี่ม้าที่มีผ้าหนาหุ้มกีบเท้าม้าไว้กันไม่ให้มีเสียงดังยามม้าก้าวเดิน หลังจากให้ม้าค่อยๆเยาะย่างเข้าต้นยามโฉ่ว(01.00-02.59)ทัพทั้งเจ็ดหมื่นก็มาห่างจากค่ายได้สามสิบลี้(15 กม.) จึงให้ค่อยเร่งฝีเท้าม้าไปให้ไกลที่สุดก่อนรุ่งสาง

      คืนนั้นค่ายของพวกต่อต้านต้าเว่ยและต้าเว่ยก็ได้ยินเสียงควบม้า ต้าเว่ยต่างก็ตกใจนึกว่าทู่เจียบุกแต่เสียงก็ค่อยๆห่างไปทุกทีๆ ทว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีคนฉุกใจคิด ยิ่งต้าเว่ยกลับระแวงกลัวว่าเป็นแผนการของพวกทู่เจีย จึงวางเวรยามหนาแน่นขึ้นกว่าเดิม ส่วนพวกต่อต้านกว่าจะรู้ตัวก็เข้าเช้าวันที่สอง เนื่องจากค่ายของทู่เจียเงียบผิดปกติจึงมีคนลอบเข้าไปดู เห็นเพียงแค่ควันลอยอ้อยอิ่งภายในค่ายกับซากศพกระจัดกระจาย รวมทั้งของมีค่ากองเป็นภูเขาอยู่กลางค่าย จึงได้กลับมารายงานยังผลให้วุ่นวายกันหมด

      ส่วนต้าเว่ยกว่าจะรู้ตัวก็เข้าวันที่สาม แต่จะตามก็ไม่มีทางทันแน่นอน ไหนจะยังมีพวกต่อต้านต้าเว่ยอยู่ จึงทำได้แต่เตรียมทัพเพื่อโหมบุก ก่อนจะชนะอย่างราบคาบในอีกสิบวันต่อมา ซึ่งรวมแล้วสิบสี่วันทัพทู่เจียทั้งหมดเจ็ดหมื่นคนก็มาถึงเมืองชายแดนเป็นที่เรียบร้อย ต่อให้คิดจะตามไล่ล่าก็ไม่มีทางที่จะทัน ยิ่งพอตรวจค้นในค่ายพวกต่อต้านก็เจอกับสมบัติมากมาย ที่ทู่เจียทิ้งไว้เป็นเหยื่อล่อ นี้เองจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทัพพวกต่อต้านมิอาจต้านทานการบุกโจมตีได้นาน  เพราะพวกต่อต้านจำนวนมากหอบของมีค่าหลบหนีออกไป ตั้งแต่สองวันแรกที่เข้าไปเจอของมีค่าในค่ายทู่เจีย ส่วนคนที่ไม่ได้หลบหนีบางส่วนก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะสู้อีก

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองชิงไห่ แคว้นหยวน

      ในขณะที่ทัพทู่เจียทางเหนือถอยทัพเข้าเขตทู่เจียแล้ว ทางเหมยฮวาก็มาถึงเมืองชิงไห่พร้อมกับกองทัพอีกสามหมื่นโดยมีแม่ทัพใหญ่ชิงอู่เป็นผู้นำทัพ ใช้เวลาถึงเดือนครึ่ง เพราะมีทหารเดินเท้าจึงทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าปกติถึงสามเท่าถ้าเทียบกับการขี่ม้า  ก่อนถึงเมืองสิบลี้ก็เจอกับขบวนที่เจ้าเมืองเติ้งออกมาต้อนรับ

      "ข้าน้อยเจ้าเมืองชิงไห่ เติ้งหลิวเทียนและเหล่าเจ้าหน้าชาวเมืองชิงไห่ ขอคารวะท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่ขอรับ"

      "ไม่ต้องมากพิธี ท่านเจ้าเมืองเติ้ง ครั้งนี้คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว"

      "หามิได้ขอรับ ท่านแม่ทัพ พวกข้าน้อยต่างหากที่สมควรกล่าวคำนี้"

      "ฮืม นำคำสั่งการลงไปให้ตั้งค่ายพักแรมที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปที่ด่านชายแดน"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"

      หลังจากทักทายกับท่านเจ้ามืองเติ้งเล็กน้อย แม่ทัพชิงอู่ก็บอกให้อู่จี้หย่ง นำคำสั่งให้ตั้งค่ายพักแรมที่นอกเมืองชิงไห่ นอกจากจี้หย่ง ยังมีตังเต๋อชิง ที่นำทั้งสองเพราะแสดงผลการฝึกซ้อมได้ดียิ่ง จึงได้เลื่อนขั้นให้เป็นแม่ทัพระดับล่างก่อนยกทัพมา เพื่อจะได้รับมือกับทหารม้าของทู่เจีย

      "ท่านแม่ทัพจะเข้าไปพักในเมืองหรือไม่ขอรับ ข้าน้อยได้จัดเตรียมที่พักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว"

      "ข้าคงต้องขอปฏิเสธน้ำใจของท่านเจ้าเมืองแล้ว ในฐานะที่เป็นแม่ทัพของเหล่าทหารข้าจะหนีไปสุขสบายคนเดียวได้เช่นไร หวังว่าท่านเจ้าเมืองคงเข้าใจในจุดนี้"

      "อ๊า..มิได้ๆขอรับท่านแม่ทัพ แคว้นหยวนมีแม่ทัพเช่นท่านแม่ทัพชิงอู่นับว่าเป็นบุญยิ่งนักขอรับ"

      "ฮ่าๆ ไม่ต้องเยินยอข้าหรอก ท่านเจ้าเมืองเติ้ง นี้คือสิ่งที่แม่ทัพทุกคนควรทำอยู่แล้ว"

      "ขอรับ เอ่อ....ท่านแม่ทัพ ไม่ทราบว่า เหมยฮวามาด้วยหรือไม่ขอรับ"

      หลังจากสนทนาพอสมควร เจ้าเมืองเติ้งก็ถามหาเหมยฮวาในทันที เพราะม้าเร็วส่งข่าวมาบอกล่วงหน้าก่อนแล้วว่ามีผู้ใดเดินทางมาในครั้งนี้ด้วย

      "อ๋อ เหมยฮวา อยู่ในรถม้า เดี๋ยวคงมาถึงเพราะอยู่กลางขบวน กว่าจะบังคับให้ขึ้นรถม้าได้ก็ลำบากน่าดู ฮ่าๆ"

      "ฮ่าๆ คงเป็นเช่นท่านแม่ทัพกล่าวมา นับว่าหาใครที่ดื้อรั้นเท่านางมิมีแล้ว"

      "ข้าได้ยินพวกท่านใส่ความข้านะ ท่านชิงอู่ ท่านปู่หลิวเทียน"

      ขณะกำลังนินทา เหมยฮวาก็เข้ามาได้ยินพอดี ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆ พร้อมกับค้อมตัวประสานมือคำนับท่านเจ้าเมืองเติ้ง

      "คารวะท่านปู่หลิวเทียนเจ้าค่ะ "

      "มิกล้าๆท่านปราชญ์ ฮ่าๆ"

      "ฮึ....ท่านปู่ล่ะก็ แล้วพี่ฝูเสียง มิได้มาด้วยเหรอเจ้าค่ะ ท่านปู่หลิวเทียน"
     เหมยฮวาแกล้งค้อนใส่เจ้าเมืองเติ้ง ที่ล้อเลียนนาง ก่อนจะถามหาเติ้งฝูเสียง

      "ข้าให้ไปดูแลที่ด่าน ตั้งแต่ได้รับข่าวก็เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรามากขึ้น"

      หลังจากทักทายคนรู้จักพอสมควร เหมยฮวาก็ขอตัวแยกกลับไปที่จวนตระกูลหลี่ สามสี่เดือนมาแล้วที่จากมา ทุกคนของตระกูลหลี่และหยางต่างก็มาต้อนรับ เพราะทราบข่าวว่านางมาถึงชิงไห่แล้ว จึงได้มารวมตัวกันที่จวนตระกูลหลี่ทั้งหมด นอกจากนั้นท่านย่ากับท่านย่าเล็ก ก็ได้ย้ายจากต้าตูมาอยู่ที่ชิงไห่ ตามที่นางขอร้องตอนที่ไปเยี่ยม เพื่อจะได้มีคนดูแล ด้วยที่ท่านปู่หลี่เกาก็เสียไปแล้ว

      ระหว่างที่เดินทางกลับมาชิงไห่ เหมยฮวาก็นึกถึงปัญหาของ จายาตู อาเช่อปาและชาวทู่เจียคนอื่นๆที่มาทำงานด้วย พอกลับมาถึงจึงได้เรียกทุกคนมารวมตัวกัน

      "ทุกท่าน วันนี้ที่ข้าเรียกมารวมกันเพราะทุกท่านคงพอทราบมาบ้างแล้วใช่หรือไม่ว่า อีกไม่นานหยวนอาจต้องรบกับทู่เจีย ถึงจะไม่แน่ชัด แต่เพื่อความปลอดภัยและสบายใจของพวกท่าน ข้าจึงอยากให้ทุกคนกลับไปยังเผ่าเดิมของพวกท่าน"

      "เหมยฮวา เจ้าก็คลุกคลีกับพวกข้ามาตั้งนาน ยังไม่เข้าใจอีกรึว่า พวกเราชาวทู่เจียพอใจทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น"

      "ใช่แล้วคุณหนู เป็นเช่นจายาตูพูด ต่อให้เราพอใจที่จะออกไปรบกับวอเค่อข่าน เราก็จะทำถ้าพอใจ"

      "ใช่"

      พอเหมยฮวาแจกแจงเรื่องที่ให้ทุกคนมารวมตัว จายาตู อาเช่อปาก็กล่าวออกมาก่อนที่คนอื่นๆที่เป็นชาวทู่เจียเกือบสามสิบคน ก็กล่าวสนับสนุนตาม

      "หรือเจ้าไม่เคยรู้ว่า ชาวทู่เจียมีกฏที่ว่าผู้แข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นผู้ถูกต้อง ปกติพวกเราในทู่เจียก็รบกันระหว่างเผ่าเป็นประจำ เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับคำว่าหยวนทู่เจีย เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก"

      "ข้าเพียง......"

      "คุณหนูไม่ต้องกล่าวแล้ว ตอนนี้ข้าทำงานคุ้มภัยสนุกยิ่งนัก ได้เดินทางไปทั่ว ผู้ใดที่กล้ามาทำลายความสุขของข้า ข้าย่อมไม่ปล่อยมันไว้แน่ ถึงเวลาต่อให้คุณหนูไม่อยากให้พวกข้าจากไป พวกข้าก็จะไปเองเพียงแต่ตอนนี้พวกเราทุกคนมีความสุขกับที่นี่ยิ่ง พวกเจ้าว่าจริงหรือไม่"

      "ถูกต้องแล้ว เข่อเจียง"

      ทุกคำพูดของเข่อเจียง นับว่าอธิบายถึงนิสัยของชาวทู่เจียได้อย่างแจ่มชัด ที่ชอบการเดินทางไปทั่วในทุ่งหญ้า พอได้มาทำงานคุ้มภัยก็ได้เดินทางไม่ต่างกัน แล้วยังเจอสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งแตกต่างจากทุ่งหญ้าที่มีเพียงพื้นที่โล่งๆ กระโจม และสัตว์เลี้ยง ในดินแดนจงหยวนนับว่าน่าดูยิ่ง แต่ถ้าจะให้ถามว่าอยากมาลงหลักปักฐานหรือไม่ พวกเขาคงตอบว่าไม่ พอเบื่อพวกเขาก็จะกลับไปที่ทุ่งหญ้าตามเดิม ที่นี่เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเพียงเท่านั้นเอง

      "เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว หวังว่าหยวนกับทู่เจียคงมิต้องรบกัน"

     ดูเหมือนคำขอของนางจะไม่เป็นผล จากสายข่าวที่รายงานมา วอเค่อข่านยังคงกองกำลังและกะเกณฑ์ผู้คนเข้ามาเพิ่ม มองทางหนึ่งอาจเตรียมรับมือกับทัพทางเหนือที่กำลังเดินทางลงมาเพื่อรองรับการก่อความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ในเมื่อผู้นำทัพต่างก็ยอมลงนามว่าจะรับใช้วอเค่อข่านแล้ว จึงมีโอกาสสูงยิ่งที่จะบุกแคว้นหยวน เพราะทัพที่ขึ้นตรงกับวอเค่อข่านเดิมทีอยู่แนวหลังทางเหนือได้เคลื่อนลงมารวมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

      ทางต้าเว่ย แม้ได้รับข่าวว่าทู่เจียมีปัญหา แต่รายงานที่ลงมายังเมืองหลวงกองกำลังทู่เจียไม่มีการเคลื่อนไหว จึงได้แต่เพียงประเมินสถานการณ์ ผ่านไปเพียงสามเดือนก็ได้รับข่าวจากทัพของเฉินเยี่ย ว่าสามารถจัดการกับผู้ต่อต้านต้าเว่ยได้อย่างราบคาบ ส่วนทัพทู่เจียกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยดั่งภูตผี หลังจากได้รับทราบข่าวนี้ ก็สั่งเพิ่มกองกำลังเข้ากดดันที่ชายแดนของหยวนโดยทันที แต่ในที่ประชุมเกิดเสียงแตก เพราะบทเรียนที่ได้รับจากทู่เจียนับว่าจดจำได้ไม่มีวันลืม ทัพจำนวนมากกว่าของต้าเว่ยแทบใช้การไม่ได้เมื่อเจอทัพม้าของทู่เจีย พอส่งทัพม้าไปปะทะก็ไม่ต่างจากเด็กอมมือถูกจัดการอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเกิดความคิดแบ่งแยกระหว่างให้หยวนเป็นรัฐกันชนกับบุกโจมตี

      "ทัพทู่เจียที่ลงมาจากทางเหนือ ถ้าเดินทางอย่างรีบเร่งคงมาถึงทัพหลักของวอเค่อข่านภายในเดือนครึ่ง แต่ตามที่ข้าคิดเหตุเช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะตอนที่ถอนทัพก็ทำอย่างเร่งรีบ คงต้องพักทัพก่อนเป็นแน่"

      "ข้าน้อยก็คิดเห็นในทางเดียวกับท่านชิงอู่ การพักฟื้นฟูกองทัพอาจกินเวลาครึ่งถึงหนึ่งเดือน แล้วค่อยเดินทัพลงมาโดยที่ไม่เร่งร้อน ถือว่าเป็นการออมกำลัง การทำเช่นนี้คงใช้เวลาราวๆสองถึงสามเดือน รวมกับการเดินทัพมาชิงไห่ พวกเรายังพอมีเวลาเตรียมการรับมือราวสี่ถึงห้าเดือน"

      "นับว่ายังพอมีเวลาฝึกฝนกระบวนทัพเสวียนอู่ของเจ้า แต่ข้าช่างเสียดายยิ่งนัก ทำไมสวรรค์ถึงไม่ยอมให้เวลาแก่หยวนบ้าง นี้มันบีบคั้นกันเกินไปแล้ว เฮ่อ"

      หลังการช่วยกันวิเคราะห์สิ่งที่น่าจะเป็นกับเหมยฮวา แม่ทัพชิงอู่ถึงกับตัดพ้อต่อว่าสวรรค์ ถ้ามีเวลาฝึกซักนิด คงพอมีความมั่นใจอีกหลายส่วน แต่นี้กลับทำได้เพียงบอกถึงวิธีการฝึกแล้วแยกย้ายกันไปสอนอย่างรีบเร่ง ขณะกำลังช่วยกันคิดหาทางออก ก็มีทหารมารายงานว่าท่านเจ้าเมืองชิงไห่ขอเข้าพบ

      "คารวะท่านแม่ทัพชิงอู่"

      "เชิญๆ ท่านเจ้าเมืองเติ้ง มาไกลถึงด่าน ไม่ทราบว่ามีธุระใดเร่งด่วน"

      ด่านชิงไห่นั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองมาราวๆยี่สิบลี้ มีสภาพเป็นซุ้มประตูด้านบนสามารถจุผู้คนได้ราวพันคน ยังไม่รวมที่อยู่ตามกำแพงด่านที่ทั้งสูงและใหญ่ ทอดตัวยาวตามอาณาเขตของแคว้นหยวน กำแพงด่านแบบนี้มีทุกแคว้น เพื่อป้องกันข้าศึก สภาพแบบนี้ไม่ต่างจากจีนภพก่อนของเหมยฮวา ที่มีเจ็ดแคว้นต่างก็สร้างกำแพงล้อมอาณาเขตของตน ภายหลังถูกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยแคว้นฉิน จิ๋นซีฮองเต้จึงได้ต่อเติมกำแพงส่วนนอกเขตจงหยวนเพื่อให้เชื่อมต่อกันกับกำแพงเดิมที่แต่ละแคว้นสร้างไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าเร่ร่อน

      ***แต่เดิมกำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งที่แสดงถึงความอัปยศของชาวจีน เพราะเพื่อสร้างสิ่งนี้มีคนถูกเกณฑ์ไปสร้างต้องตกตายมากมาย และคงแสดงถึงการกดขี่ด้วยกระมั้ง ภายหลังจึงไม่ได้รับการดูแล เอาใจใส่เท่าที่ควร บ้างก็ทำลาย และรื้อเอาอิฐไปสร้างบ้าน จนเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเยือนจีน ก็มีการเผยแพร่ภาพของผู้นำสหรัฐและมีฉากหลังเป็นกำแพงเมืองจีน ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นกำแพงนี้เป็นครั้งแรกต่างก็กล่าวชื่นชมในความยิ่งใหญ่และอัศจรรย์ใจกับสิ่งก่อสร้างนี้ ผู้นำสหรัฐก็อาจชมด้วย ทั้งที่ความจริงตอนนั้นชาวจีนต่างก็คิดว่ามันน่าชื่นชมตรงไหน แต่ปัจจุบันกำแพงเมืองจีนก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจีน*** 

      "วันนี้ข้าน้อยได้นำตราคำสั่งทางการทหารของเมืองชิงไห่มามอบให้ท่านแม่ทัพ ขอรับ"

      "ฮืม ข้ามัวแต่ยุ่งๆจนลืมนึกถึงข้อนี้เลย แล้วมีจำนวนเท่าไหร่"

      ทหารมีสามประเภท ทหารของกองทัพที่ขึ้นตรงต่อเหล่าแม่ทัพ ทหารประจำการที่ขึ้นตรงต่อเจ้าเมือง ทหารองครักษ์ที่ขึ้นตรงต่อท่านอ๋อง ดังนั้นถ้าไม่มีตราคำสั่งก็ย่อมไม่อาจสั่งการทหารเหล่านี้ได้ ทหารประจำการในภาวะปกติจะมีเฉพาะเมืองชายแดน ยกเว้นถ้ามีข้าศึกรุกรานเข้ามาภายในดินแดน กองทัพก็จะส่งทหารไปประจำการตามเมืองที่ล่อแหลม

      "มีจำนวนหนึ่งหมื่นคนขอรับท่านแม่ทัพ"

      "รวมแล้วสี่หมื่นนาย ทางเราเสียเปรียบด้านกำลังพลยิ่งนัก เฉพาะกำลังหลักของวอเค่อข่านก็ราวแปดหมื่น ยังไม่รวมที่กำลังเดินทางมาอีกเจ็ดหมื่น การที่จะขอกำลังเสริมเพิ่มคงเป็นไปได้ยาก เพราะด้านต้าเว่ยก็มีปัญหา"

      "ข้าน้อยพอมีวิธี ท่านชิงอู่ หนึ่งฝึกทหารทั้งหมดใช้กระบวนทัพเสวี่ยนอู่ สองสร้างสนามเพลาะเพื่อดักม้า และสามสร้างกองทัพอาสา"

      "อะไรสนามเพลาะ อะไรกองอาสา"

      จู่ๆเหมยฮวาก็แนะวิธีรับมือ ทำให้แม่ทัพชิงอู่และเจ้าเมืองเติ้งถึงกับทำหน้าฉงน ณ ตอนนี้เท่าที่นางอ่านดูตามรายงาน ส่วนมากจะเป็นการประจัญบานของกำลังพล ที่ทัพทู่เจียชอบใช้ คือ ถ้าตีเมืองก็ให้ขี่ม้ายิงธนูก่อกวน ก่อนจะให้ทหารเอาบันไดพาดกับกำแพงแล้วปีนขึ้นมาหาทางเปิดประตูเมือง เพื่อให้ทหารม้าเข้ามา ส่วนในจงหยวนอาจเพิ่มยุทธวิธีเข้าไป และมีหอคอยสูงที่หุ้มด้วยหนังสัตว์ ค่อยๆเลื่อนเข้าประชิดกำแพงเพิ่มเข้ามานอกเหนือจากบันไดยาว

      "สนามเพลาะดักม้าก็คือการขุดหลุมลึกประมาณหนึ่งเป็นแนวยาวด้านหน้าปักสิ่งกีดขวางเอาไว้ พอม้ากระโดดข้ามมาอีกด้านซึ่งเป็นหลุมต่อให้ไม่ล้ม แต่ขาหลังของม้าย่อมต้องปะทะกับสิ่งกีดขวาง จนเสียการทรงตัวและล้มลงในที่สุด เพียงแต่เราต้องคำนวนความสูงและความห่างของสิ่งกีดขวางจากหลุมที่ขุด เพื่อจะได้ไม่ต้องทำสิ่งที่เกินความจำเป็น"

      "ใช่แล้ว ถ้าทำให้พวกทู่เจียมิอาจใช้ม้าได้ ก็เท่ากลับพวกมันเสียความได้เปรียบตรงจุดนี้ ฮ่าๆความคิดเจ้านี้เฉียบคมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเหมยฮวา"

      "ฮืม นับว่าวิธีนี้เพิ่งเคยได้ยิน แต่ถ้าคิดตามดูก็สามารถนำมาใช้ได้จริงๆ และกองอาสาเล่า ต่อให้มีคนจะหางบและอาวุทมาจากที่ใด"

      แม่ทัพชิงอู่ก็เห็นด้วยกับความคิดเหมยฮวาทันที ตามมาด้วยเจ้าเมืองเติ้ง แต่ก็สงสัยในจุดที่จะหางบประมาณมาจากที่ใด เหมยฮวาก็ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ยออกมา

      "เรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านชิงอู่ ใช้ฐานะให้เป็นประโยชน์แล้ว"

      "ฐานะข้า มีอะไรนอกจากแซ่หยวนกับเป็นแม่ทัพใหญ่ ข้าก็ไม่มีอะไรแล้ว"

      "สิ่งนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ข้าน้อยคิดถึงการบริจาค"

      "บริจาคแต่ เหมยฮวาเจ้าไม่คิดรึว่าจะมีใครยอมบริจาคมากมายถึงขนาดบำรุงกองทัพได้"

      แม่ทัพชิงอู่ยิ่งงงงวยกว่าเดิม นอกจากจะใช้ฐานะ แล้วยังบริจาคอีก ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ

      "สิ่งตอบแทนก็คือใบประกาศเกียรติคุณ ที่มอบโดยท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่ เพื่อแสดงถึงคุณงามความดีที่มีต่อแคว้นหยวน เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอระดมทุนจากบรรดาตระกูลคหบดีได้พอสมควร และอาจรวมถึงเหล่าชาวบ้านอีกด้วย ทางเราเพียงเปลืองแรงจัดทำใบประกาศเกียรติคุณให้สวยงามและรบกวนท่านชิงอู่ออกแรงประทับตราแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากข้าน้อยเกิดจากตระกูลพ่อค้าจึงพอเข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี ว่าพวกเราตระกูลพ่อค้าถึงแม้จะร่ำรวยแต่ก็ขาดสิ่งที่จะ เชิดชูเกียรติแก่วงศ์ตระกูลเจ้าค่ะ"

      "ฮ่าๆ สมแล้วๆ ข้ายอมแพ้เจ้าจริงๆเหมยฮวา"

      "โอ้ ช่างคิดยิ่งนัก"

      สองผู้อาวุโสถึงกับยกนิ้วให้กับเหมยฮวา ช่างสรรหาความคิดนี้ได้

      เงินสมัยนี้กำหนดค่าเป็น ร้อยอีแป๊ะเท่ากับหนึ่งพวง สิบพวงเท่ากับหนึ่งตำลึง สิบตำลึงเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน สิบตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง ส่วนที่ว่ามีค่าแค่ไหนก็คือหนึ่งตำลึงเงินสามารถให้หนึ่งครอบครัวจำนวนสี่คนอยู่ได้อย่างสบายๆได้ถึงครึ่งปีเลยทีเดียว

      "ก่อนอื่นคงต้องลองระดมทุน นอกจากจะประกาศที่ชิงไห่ ยังมีเมืองรอบๆรัศมีร้อยลี้ซึ่งมีอีกถึงสามเมือง หลังจากทำการปรับปรุงกองทัพ ถ้าเหลือก็จัดตั้งกองอาสา ซึ่งก็คือตามชื่อ จะไม่มีเบี้ยหวัดให้ อยู่ที่ความสมัครใจ เวลามีการสู้รบค่อยมีเบี้ยเลี้ยงและเสบียงจัดให้ "

      "ฮืม แล้วเจ้าคิดว่า พวกเราจะฝึกทันหรือไม่"

      "กองอาสาที่จัดขึ้นนี้ จุดประสงค์เพื่อก่อกวนข้าศึก มิได้เน้นหนักโจมตีเพียงล่อหลอกเท่านั้นเอง แต่ทว่าก็อาจเป็นไม้ตายได้ ถ้าเปล่งอานุภาพออกมาเต็มที่ ด้วยสองสิ่งนี้"

      เหมยฮวาหยิบเอาธนูเขาสัตว์ กับภาพวาดของดาบที่โค้งงอ ออกมาให้ทั้งสองคนได้ดู แม่ทัพชิงอู่พอรับไป ก็แปลกใจกับอาวุธรูปร่างประหลาดของเหมยฮวาอีกครั้ง ไหนจะในรูปนั้นอีก ส่วนเจ้าเมืองเติ้งนั้นเคยเห็นธนูนี้มาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะกลัวเป็นการละลาบละล้วงจนเกินไป ถ้าเจ้าตัวอยากบอกก็คงบอกเองเมื่อถึงเวลา ตอนนี้พอได้เห็นใกล้ๆ และรู้ถึงความสามารถของมัน ทั้งสองต่างก็อ้าปากค้างขึ้นมาพร้อมๆกัน ก่อนที่แม่ทัพชิงอู่จะเอ่ยออกมาแบบตะกุกตะกัก

      "มะ...เหมยฮวา เจ้าคงไม่ได้กำลังหลอกข้าอยู่ใช่หรือไม่ ละ...แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่นำขึ้นถวายแก่ท่านอ๋องล่ะ"

      "ข้าก็อยากจะทำท่านชิงอู่ แต่ด้วยเงื่อนไขในตอนนั้น ท่านก็น่าจะรู้ดีที่สุด"

      ".......เฮ่อ..... มันก็จริงของเจ้า"

      แม่ทัพชิงอู่พอได้ยินเช่นนั้นก็สีหน้าสลดลงโดยทันที ถึงแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน แต่ทว่าตัวเขาซึ่งเป็นทหารเรื่องอัปยศเช่นนั้นตนก็ยอมรับไม่ได้ ถึงจะคัดค้านเช่นไรก็ไร้ผล สุดท้ายไม่ยอมเข้าร่วมประชุมใดๆจนเมื่อวันที่มีการแนะนำปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ถึงได้ยอมเข้าร่วมประชุมด้วย

      "ที่ข้าน้อยเพิ่งนำมาให้กับท่านชิงอู่นอกเหนือจากเหตุการณ์บีบบังคับ ก็ยังมีเหตุผลอื่นอีก เพราะช่างที่ทำธนูนี้ก็คือชาวทู่เจีย จริงอยู่ที่ข้าน้อยออกแบบ แต่เคล็ดลับต่างๆในการทำ คนผู้นี้ก็เป็นผู้คิดค้นขึ้น จะนำมาใช้เพื่อการใดก็ย่อมต้องให้เจ้าตัวเขายินยอมเสียก่อน ซึ่งข้าน้อยได้พูดคุยกับช่างผู้นี้แล้วเป็นที่เรียบร้อย ถึงได้นำธนูนี้มาให้กับท่านชิงอู่ และสิ่งที่ใช้ทำอย่างเขาสัตว์ที่ชิงไห่นับว่าหาง่ายยิ่งนัก"

      "ฮืม แล้วดาบนี้จะหาเหล็กที่ไหนมาตี แล้วช่างเหล็กอีกจะหาจากไหน"

      "ดาบนี้คือดาบทหารม้า ที่มันโค้งก็เพราะต้องการลดแรงปะทะ เน้นที่การเฉือนยามควบม้าสวนกัน จึงมิต้องออกแรงเกร็งแขนมากเท่าใบดาบตรง ฉะนั้นตัวดาบจึงใช้เหล็กน้อยกว่าดาบใบตรงเกือบเท่าตัว เพราะดาบใบตรงของทหารม้าเพื่อให้ทนแรงปะทะจากความเร็วของม้า จึงได้ออกแบบให้มีความใหญ่และหนามากกว่าดาบปกติ ดังนั้นเพียงนำดาบทหารม้ามาตีใหม่ ย่อมได้อาวุทเพิ่มเกือบสองเท่า ส่วนช่างตีเหล็ก รอบๆชิงไห่ มีสถานปศุสัตว์ถึงสิบแห่งสามารถร้องขอโดยให้ใบประกาศเกียรติคุณเป็นสิ่งตอบแทน ช่วงแรกๆอาจจะไม่คุ้นแต่ถ้าฝึกซ้อมทุกวันน่าจะใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว"

      "ตกลงตามนี้ มาลองดูกัน เจ้าเมืองเติ้งรบกวนท่าน ช่วยป่าวประกาศด้วยเรื่องบริจาคด้วย"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน จะได้รีบส่งคนไปป่าวประกาศ"

      เจ้าเมืองเติ้งรับคำ ขณะจะค้อมตัวเพื่ออำลา เหมยฮวาก็ร้องขัดขึ้น

      "เดี๋ยวก่อนท่านปู่หลิวเทียน ระบุลงไปด้วยว่า ผู้ที่บริจาคถึงพันตำลึงจะได้รับมอบจากมือท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่ และสถานปศุศัตว์ใด ที่ช่วยเรื่องช่างเหล็กก็จะได้รับใบเกียรติคุณจากมือท่านแม่ทัพเหมือนกัน ทำเช่นนี้จะเป็นการกระตุ้นได้อีกทางเจ้าค่ะ"

      "โอ้ !"

      เหมยฮวาหลังๆมานี้สายเลือดของตระกูลพ่อค้าช่างเปล่งประกายยิ่งนัก ท่านชิงอู่และเจ้าเมืองเติ้งต่างก็คิดขึ้นมาเหมือนกันทันทีหลังจากได้ยินประโยคนี้ของนาง

      ความคิดนี้ก่อนดำเนินการแม้จะมั่นใจแต่ก็คงจะได้รับในจำนวนไม่มากนัก แต่ทว่ากลับเกินคาดยอดบริจาคมีมากถึงหมื่นหกพันตำลึงเงิน จนต้องกำหนดวันการรับมอบใบเกียรติคุณ และเลี้ยงขอบคุณบรรดาผู้บริจาค ไหนจะช่างเหล็ก ตอนแรกเป้าหมายอยู่ที่สถานปศุสัตว์ที่มีช่างเหล็กประจำแห่งล่ะสี่ถึงสิบคน ตอนนี้ร้านเหล็กในแต่ละเมืองก็ขอเข้ามาช่วยเหลือด้วย เพื่อให้ดูยิ่งใหญ่ เหมยฮวาก็เตรียมการแสดงในวันรับใบประกาศเกียรติคุณ โดยให้กองทหารออกมา จัดแถวต้อนรับกล่าวขอบคุณบรรดาผู้บริจาค

      แม่ทัพชิงอู่ทั้งขันและดีใจ ที่ขันก็คือเหมยฮวาช่างรู้จักการอ่านใจผู้คนยิ่งนัก ให้พลทหารนับหมื่นเพียงแค่มาตั้งแถวกล่าวขอบคุณ เหล่าผู้บริจาคก็ยิ้มแก้มปริกันถ้วนหน้า บางรายถึงกับบริจาคเพิ่ม เนื่องจากการแสดงชุดนี้ของนาง และที่ดีใจก็คือยอดเงินบริจาคนี้เทียบกับงบปกติของทหารจำนวนสี่หมื่น สามารถใช้ได้เกือบปี  ถึงแม้ตนเองจะยืนแจกใบประกาศเกียรติคุณจนเหนื่อยก็ถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก

      "พวกท่านทุกคนแน่ใจแล้วใช่ไหม ที่จะเข้ามาร่วมกองอาสา"

      "คุณหนูเรื่องสนุกเช่นนี้ พวกข้าน้อยไม่ยอมพลาดอยู่แล้ว จริงไหมจายาตู"

      "ใช่ ถ้าหย่งเป่าไม่มาบอก กว่าที่ข้าจะรู้คนคงสมัครกันจนเต็มหมดแล้วแน่ๆเหมยฮวา"

      เหมยฮวาสอบถามเพื่อความแน่ใจ ที่จู่ๆคนคุ้มภัยเกือบทั้งหมดมาขอสมัครเข้ากองอาสา อาเช่อปา นอกจากไม่ยี่หระ ยังตาเป็นประกายเหมือนได้ของเล่นของถูกใจ คนอื่นๆก็ไม่ต่างกัน ทั้งทียังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขารู้ได้อย่างไร ก่อนจะรู้ว่าหย่งเป่าเป็นคนบอก

      "เมื่อวานข้าน้อยได้ยินคุณหนู บ่นเรื่องงบที่ได้มาจะสามารถทำเกราะและอาวุทให้แก่กองอาสาได้จำนวนกี่คนขอรับ จึงได้นำมาคุยกันเล่นๆ ไม่คิดว่าพวกเขาคิดจะมาเป็นกองอาสาด้วย"

      "ตกลง อย่างน้อยข้าก็จะได้พวกท่านมาช่วยฝึกอีกแรง"

      หลังจากได้เปิดรับคนเข้ากองอาสา ก็มีผู้คนมาสมัครถึงพันคน ถ้าเทียบกับกองทัพนับว่าน้อย แต่มีคนเพิ่มมาหนึ่งคนก็ดีกว่าลดลงหนึ่งคน หลังจากทดสอบความถนัดมีคนมากถึงหกร้อยคนที่เก่งในการขับขี่ม้า คงเพราะตามแนวชายแดนถ้าไม่ใช่ชาวหู ก็มีสายเลือดชาวหูที่มีพรสวรรค์ด้านการขับขี่ม้าติดตัวมาแทบทุกคน

      สุดท้ายจึงได้ตั้งกองทหารม้าอาสาขึ้นมา เพราะผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็มีม้าเป็นของตัวเอง เหมยฮวาเพียงรับซื้อม้ามาเพิ่มราวสองร้อยตัวมาให้แก่คนที่ไม่มี เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อกระบวนทัพทหารจริง จึงให้เป็นพลธนูทั้งหมดคอยยิงสนับสนุน ทว่าผลที่ออกมากองทหารม้าอาสานั้นดียิ่ง ไม่เพียงใช้ธนูอย่างชำนาญยังพลิกแพลงการยิงในท่าต่างๆบนหลังม้าอย่างช่ำชอง จนแม่ทัพใหญ่ชิงอู่เอ่ยปากชมเพราะฝีมือขับขี่ม้าเหนือกว่าทหารม้าหยวนนัก เลยอนุญาตให้เข้าร่วมซ้อมกับกองทหารม้า พร้อมทั้งนำอาวุธดาบโค้งที่ตีขึ้นมาใหม่แจกจ่าย ส่วนชุดเกราะหวายเสริมเหล็กที่นางคิดก็ถูกทำขึ้นมาแจกจ่าย

      เหมยฮวาเคยคิดจะนำเสนอชุดเกราะนี้แก่หยวน แต่เพราะท่านอาซือเห็นว่าทหารนั้นมีเกราะครบอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำเพิ่ม ต่อให้ของบไปก็คงถูกปฏิเสธ

      ช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน สนามเพลาะดักม้าก็เสร็จสิ้น ถึงแม้อาจจะไม่ได้ผลแต่ก็น่าจะถ่วงเวลาให้พลธนูบนกำแพงมีเวลาเล็งเป้าก่อนยิงได้

      ตอนนี้ทัพจำนวนสี่หมื่นกว่าประกอบไปด้วยพลธนูทั่วไปห้าพัน กองทหารม้ากับกองทหารม้าอาสาอีกหนึ่งพันหกร้อยนาย ต่างถูกเปลี่ยนอาวุธดาบและธนูแบบใหม่ครบทุกคน ที่เกิดจากการเร่งสร้างของช่างเหล็กและช่างธนูที่เกณฑ์มาช่วยหามรุ่งหามค่ำถึงหนึ่งเดือน ยังพอมีเวลาฝึกซ้อมการ ประสานเสริมทัพม้าและทหารราบที่ใช้ขบวนทัพเสวียนอู่ อีกสามถึงสี่เดือน แม้จะดูว่าทำเกินกว่าเหตุ แต่อย่างไรป้องกันไว้ย่อมดีที่สุด

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "ท่านข่าน ทัพนาหลันนาเยี่ยกับทัพของซาฮานู เร่งเดินทัพลงมาอีกไม่เกินเจ็ดวันคงจะมา

ถึงค่ายเราแล้วขอรับ"

      "ดี พอมาถึงให้พักทัพหนึ่งเดือน แล้วพวกเราทั้งหมดจะไปตั้งค่ายที่หน้าด่านชิงไห่ ต้นฤดูใบไม้ร่วง(ก.ย.-ต.ค.)ข้าจะให้พวกมันเป็นทัพหน้าเข้าตี"

      "ขอรับท่านข่าน"

      เยบี้หลุน นายทหารคนสนิทของวอเค่อข่าน เข้ามารายงานการเคลื่อนทัพที่ลงมาจากทางเหนือ

      "ท่านข่าน ข้าน้อยได้ข่าวมาว่าที่ด่านชิงไห่ มีการเตรียมการป้องกันไว้แล้ว นับว่าการข่าวของพวกหยวนช่างรวดเร็วยิ่ง" 

      "ฮ่าๆแล้วเป็นเช่นไร ทัพข้าทั้งหมดตั้งสิบสี่หมื่น พวกหยวนอย่างมากก็มีไม่กี่หมื่น จะบดขยี้เช่นไรก็ย่อมง่ายดาย"

      "ถูกแล้วขอรับท่านข่าน ยามนี้กำลังพลส่วนใหญ่ของหยวน ต้องแบ่งแยกกองกำลัง ถึงสามด้าน มีกำลังเท่าไหร่ก็ย่อมไม่มากพอ โอกาสเช่นนี้นับว่าหายากยิ่งขอรับท่านข่าน"

      ฟ่งกงกล่าวสนับสนุนความคิดของวอเค่อข่าน เพราะหยวนตอนนี้ถูกสถานการณ์บังคับให้แบ่งแยกกองกำลัง จากสิบห้าหมื่นที่เกิดจากการประเมินของจูฟ่งกง ต้องไปคุมด่านถึงสามที่ ก็คือด้านตะวันออกด่านชิงไห่ติดทู่เจีย ด้านตะวันตกด่านเป่ยจิงที่ติดกับฮั่นเดิมและด้านใต้ด่านซันตงที่เป็นของฉินเดิม

      ทางต้าเว่ยก็จ้องตาเป็นมันอยู่เช่นกัน ถึงแม้การให้หยวนเป็นรัฐกันชนจะเป็นสิ่งดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่บุกตี ถ้าสามารถยึดเมืองสำคัญๆทางจุดยุทธศาสตร์ของหยวนได้ย่อมเป็นสิ่งดี บีบให้แคว้นหยวนมีพื้นที่เล็กลง แล้วค่อยปล่อยให้เหลือทางรอด เพียงเท่านี้ หยวนก็อาจเปิดศึกกับทู่เจียแบบเต็มกำลังในภายภาคหน้า นับว่ามีแต่ผลดีต่อต้าเว่ยยิ่งนัก หรือต่อให้ทู่เจียยึดหยวนได้ แต่ต้าเว่ยก็ครองพื้นที่สำคัญเอาไว้ ถ้าเพียงแค่ยันทัพทู่เจียไม่ให้รุกคืบ ต้าเว่ยสามารถทำได้แน่นอน








         

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #487 ปายจัง (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 21:05
    สนุกจะน่าติดตามมากๆๆ รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่ด ค่ะ
    #487
    0
  2. #486 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 21:01
    ตื่นเต้นไปกับเนืี้อเรื่อง
    #486
    0
  3. #485 montakthai (@montakthaibuaban) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 21:00
    ว่อเค่อข่าน แล้วจะรู้สึก กลศึกของตำราพิชัยสงครามซุนวู 
    #485
    0
  4. #484 MiRiN (@ployza1412) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 20:53
    มาต่อเร็วๆ นะค่ะ สู้ๆค่ะ
    #484
    0
  5. #483 555 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 19:09
    ต่อเร็วๆ กำลังมัน
    #483
    0
  6. #480 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 14:25
    ถึงเวลาสนุกแล้วสินะ
    #480
    0
  7. #479 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 13:05
    สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #479
    0
  8. #478 แพร่พิไล (@herojo) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 12:17
    จัดเต็มไปเลย
    #478
    0
  9. #477 เสือเมฆ (@25112523) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 08:00
    เอาแล้วๆๆๆๆๆ หนูเหมย จะจัดเต็มล่ะ สู้ๆ
    #477
    0
  10. #476 คนที่รอมานาน (@puccaaa) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 05:32
    สถานการณ์บีบคั้น
    #476
    0
  11. #475 kwang (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 00:16
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #475
    0
  12. #474 Haruse (@g-i-o-t-t-o) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 23:26
    ตื่นเต้นๆ มาต่อไวๆนะค้าาาา~
    #474
    0
  13. #473 p-o-t-e (@p-o-t-e) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 22:37
    ขอร้องนะคะ มาอัพทุกวันได้ป่าว ไม่งั้นใจขาดตายแน่ๆ อิอิ ข้อร้องน๊าาาาา
    #473
    0
  14. #472 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 22:36
    สู้ๆยัยหนู 
    #472
    0
  15. #471 วิหคจันทรา (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 21:31
    อ่านแล้วรู้สึกกดดัน เครียดไปกับสงคราม การสู้รบจริงๆ หวังว่าหยวนจะรอดพ้นนะคะ
    #471
    0
  16. #469 Pitikan Rupud (@pitikan-rupud) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 20:56
    สนุกมากกกกกก ต่อไปคงต้องอัพทุกวัน ไม่งั้นใจขาดตายเเน่
    #469
    0
  17. #468 1st prince (@jeepshed) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 20:55
    สนุกมากครับ อดใจรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้ว
    #468
    0