ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,641 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    315

    Overall
    159,641

ตอนที่ 29 : ปัญหาที่ต้องเผชิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5441
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    31 พ.ค. 57

     ปัญหาที่ต้องเผชิญ

      ค่ายกระโจมทัพหลักทู่เจีย หลังวอเค่อข่านได้รับรายงานเรื่องความพ่ายแพ้ของทัพหน้าของเยบี้หลุน สูญเสียทหารเกือบทั้งหมด ก็โมโหและเดือดดาลสุดระงับ ทัพม้าสามหมื่นเหลือรอดกลับมาไม่กี่พัน ที่สุดเกินจะทานทนก็คือพ่ายแพ้บนสมรภูมิทุ่งหญ้าที่ชาวเผ่าทู่เจียภาคภูมิใจ ขนาดต้าเว่ยที่ว่ายิ่งใหญ่ในจงหยวนสยบทุกแคว้นจนราบคาบ ยังไม่กล้าที่จะยกทัพออกมาปะทะกันกลางทุ่งหญ้า แล้วนี้ไฉนแคว้นหยวนที่ถูกกดดันจนแทบโงหัวไม่ขึ้นจากต้าเว่ย ถึงกับทำให้ทัพของตนเสียหายเละเทะ

      "เรียกระดมกำลังมาให้หมด ดูซิว่าพวกหยวนมันจะรับมือกับทหารเรือนสิบหมื่นของข้าได้อย่างไร"

      "ท่านข่าน โปรดใจเย็นๆไว้ก่อน การปะทะตรงๆ จริงอยู่เราชนะแน่ แต่คงบอบช้ำหนัก"

      "แล้วท่านจะให้เราทำเช่นไร"

      "ก่อนอื่นเราควรจะจัดสร้างโล่เพื่อป้องกันธนูของพวกหยวนก่อนขอรับ"

      "หือ"

      ทหารม้าของทู่เจียคนขี่จะสวมเสื้อเกราะที่ทำจากหนังสัตว์ มีแผ่นเหล็กคาดปิดทับตำแหน่งหัวใจ หมวกก็ทำจากหนังสัตว์หรือไม่ก็ไม่สวมเลย ตัวม้าจะไม่มีเกราะยกเว้นทัพหน้าที่จะบุกก่อน ม้าจะมีแผ่นเหล็กตีขึ้นรูปปิดที่หน้าของม้าและช่วงอก

      ดังนั้นเมื่อเจอพลธนูจึงมีสองวิธีคือวิ่งล่อหลอกไม่ยอมเข้าใกล้ระยะยิง จนพลธนูสับสน ก่อนจะให้อีกกลุ่มหาโอกาสพุ่งเข้าหา พอเป็นเช่นนี้ด้วยระยะยิงเพียงร้อยกว่าก้าว(ราว80 ม.)พริบตาเดียวก็เข้าถึงตัว ถ้าพลธนูไม่หนีก็ต้องยิงตรงๆซึ่งมักจะโดนเกราะที่ด้านหน้าของม้า อีกวิธีก็คือยิงธนูก่อกวนโดยแบ่งเป็นกลุ่ม ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามายิง จนสบโอกาสก็เข้าประชิด

      ส่วนการปะทะกับทหารราบในจงหยวนนับว่าง่ายดายสุดคือบุกเข้าตรงๆ หรือต่อให้เจอทหารม้าของจงหยวน ก็อาศัยฝีมือขับขี่ม้าที่เหนือและคล่องแคล่วว่องไวกว่าในการจัดการ ต่อมาทหารม้าจงหยวนจึงปรับมาสวมใส่เกราะหนักทดแทนจุดอ่อนนี้ ซึ่งก็ได้ผลดียิ่ง แต่ก็แลกกับการที่ม้าต้องวิ่งช้าลงมาก ดังนั้นหน้าที่ของทหารม้าจงหยวนถ้าเจอกับทหารม้าของทู่เจีย จึงมีเพียงตั้งรับเพื่อถ่วงเวลา เพราะต่อให้ออกไปปะทะก็วิ่งตามทหารม้าทู่เจียไม่ทัน

      ด้วยเหตุนี้เองแม่ทัพชิงอู่จึงนำทัพม้ามาเพียงพันนาย เพื่อช่วยถ่วงเวลาให้นานที่สุด ซึ่งก็คือสกัดกั้นในเส้นทางหลักของทัพทู่เจีย เพื่อที่ชาวเมืองจะได้มีเวลาหลบหนี ถ้าด่านชิงไห่แตก ดังนั้นทหารม้าเหล่านี้ก็คือเหล่าทหารที่ยินยอมและพร้อมเสียสละชีวิต ตั้งแต่ก่อนออกเดินทัพมาที่ชิงไห่แล้ว    

      ทว่าเหมยฮวากลับนำธนูเขาสัตว์มาให้ จนเมื่อมีรายงานว่าทู่เจียยกทัพมา แต่ไม่ใช่ทัพหลัก จึงได้ลองส่งทัพม้าไปจู่โจมดู ถึงจะพลาดก็ยังหลบหนีได้และมีทหารราบคอยสกัดอยู่ด้านหลัง ไม่คิดว่าเพียงแค่ต้องการลองสิ่งที่ซักซ้อมมาครั้งแรก จะประสบกับชัยชนะขนานใหญ่ขนาดนี้ได้ จนทำให้จูฟ่งกงถึงกับปวดขมับ ขบคิดวิธีการในการป้องกันลูกธนูของอีกฝ่าย

      "โล่ที่ว่านี้ก็คือโล่หนังสัตว์ นอกจากจะหาได้ง่าย การจัดสร้างก็รวดเร็ว"

      "มันก็จริงแต่หนังสัตว์มันจะต้านธนูได้ไหวรึ ท่านฟ่งกง"

      "หนังตากแห้งถ้าหลายชั้นก็ย่อมไหว แต่ทางเราคงมิอาจหามาได้อย่างเพียงพอ ทว่าถ้าเราใช้หนังสัตว์สดหุ้มไว้อีกชั้นนั่นย่อมต้านได้แน่นอนขอรับท่านข่าน"

      "หืม จริงด้วย"

      "ส่วนวิธีทำเพียงขึ้นโครงไม้เอาหนังมาขึงแล้วหุ้มด้วยหนังสด เท่านี้ก็ใช้การได้แล้ว ข้าน้อยลองคำนวณดูจากจำนวนหนังตากแห้งและไม้ น่าจะจัดทำโล่ได้ราวหมื่นกว่าอัน ซึ่งนับว่าเพียงพอสำหรับทัพหน้าแล้ว ส่วนหนังสัตว์สดคงมิมีปัญหาใด คาดว่าสี่วันคงแล้วเสร็จ ส่วนพลเดินเท้าที่ใช้รื้อสนามเพลาะ โล่ที่มีเพียงพออยู่แล้ว"

      "ดี เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านฟ่งกงกล่าว พะ..."

      "ช้าก่อนขอรับท่าน ยังมีอีกเรื่อง ก็คือการจัดสร้างหอรบ ที่ในแบบจงหยวนใช้ในการบุกตีเมือง"

      "อ่า...ท่านฟ่งกงก็สามารถจัดสร้างเจ้าสิ่งนี้ได้"

      "ใช่แล้วขอรับท่านข่าน เพียงแต่อาจใช้เวลามากกว่าครึ่งเดือนในการจัดสร้าง"

      วอเค่อข่านถึงกับตาเป็นประกายเมื่อได้ยินชื่อหอรบที่ว่านี้ เพราะปกติตีเมืองหน้าด่าน ถ้ามีคูน้ำ ก็จะส่งแรงงานคนขนดินไปถม แล้วส่งคนยิงก่อกวนพวกบนกำแพง ใช้บันไดยาว บางทีก็ทุบทำลายประตู ทั้งสองทางก็เข้าเมืองได้แล้ว เพิ่งมีครั้งนี้เองที่ตึงมือ เพราะมีสิ่งกีดขวางจนส่งทหารม้าเข้าไปยิงก่อกวนหน้ากำแพงไม่ได้

      หอรบ นั้นจะมีรูปร่างสี่หลี่ยมผนังสามด้านจะกั้นด้วยไม้และมีหนังสัตว์หุ้มด้านนอก เพื่อกันไฟความสูงจะเท่ากับกำแพงของเมืองที่จะโจมตี บนสุดผนังด้านหน้าที่หันหากำแพงจะยาวกว่าผนังด้านข้างทั้งสอง และขยับได้เพื่อใช้พาดกับกำแพงเมืองเป็นสะพาน ฐานจะมีล้อที่ทำจากไม้สี่อันใช้แรงคนหรือสัตว์ดันไปข้างหน้า

      "ทำไม"

      "ป่าที่ติดกับหยวนที่เคยไปตัดครั้งก่อนพวกหยวนคงรู้แล้ว ถ้ายังคงไปที่เดิมอีกอาจถูกซุ่มโจมตี ข้าน้อยจึงคิดจะให้ไปตัดอีกด้านที่ห่างไปหกสิบกว่าลี้(30กม.)"

      "ได้ ข้าจะรอ ท่านรีบไปจัดการเถอะ"

      "ขอรับท่านข่าน"

      ตามแผนของจูฟ่งกง จะให้เหล่าทหารม้าทัพหน้าติดโล่เพื่อกันลูกธนู แล้วจู่โจม และให้พวกทาสรื้อทำลายสิ่งกีดขวาง พอเสร็จก็เอาดินมาถมหลุมจนพื้นเรียบพอ ให้หอรบเลื่อนเข้าประชิดได้ เช่นนี้จะลดการสูญเสียได้พอดู

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ขณะเดียวกัน ที่ด่านชิงไห่ หลังจากได้รับชัยชนะทหารและเหล่าชาวเมืองที่ทราบข่าวต่างก็ยินดีปรีดา มองไปด้านไหนเจอแต่รอยยิ้ม แต่ทว่า

      "เหมยฮวา......เหมยฮวา"

      "อ๊ะ..ท่านชิงอู่ เรียกข้าน้อยมีอะไรเหรอ"

      "เฮ่อ....ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เป็นห่วงเห็นหน้าเจ้าซีดเซียวและใจลอย"

      "ข้า..ข้าน้อยเพียงคิดอะไรมากไปหน่อย ขออภัยท่านชิงอู่ด้วยเจ้าค่ะ"

      "หืม...ข้าว่าเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านซักวันสองวัน ดีไหม ทางนี้ไม่ต้องห่วง พวกทู่เจียเพิ่งพ่ายแพ้ไปคงไม่มาโจมตีในเร็ววันหรอก"

      "แต่ว่า...."

      "ไปเถอะ ถ้าสภาพจิตใจเจ้ายังเป็นเช่นนี้ อยู่ที่นี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"

      "ข้า.."

      "ข้าอนุญาต ไปพักผ่อนและถือโอกาสอยู่กับคนที่บ้าน นับว่าดีที่สุด ครั้งก่อนเจ้าก็กลับไปแค่วันเดียวเอง"

      "ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าน้อยขอตัว"

      พอเหมยฮวาค้อมกายเสร็จก็เดินออกไปอย่างเชื่องซึม เรื่องแค่นี้ไหนเลยแม่ทัพชิงอู่จะไม่เข้าใจ ถึงจะต่างแต่ก็คล้ายกับตอนนั้นของตนเอง ที่ออกศึกครั้งแรกกับเสด็จพ่อตอนอายุสิบเจ็ดปีแต่ก็เป็นการมาร่วมศึกษาการศึกมิได้ร่วมรบ ทัพของฮั่นรุกรานฉีจนยอมจำนนเป็นเมืองขึ้น แทนที่จะหยุดเพื่อฟื้นตัว กลับยกมาตีหยวนต่อ ฉู่สบโอกาสเลยยกทัพมาตีจนกลายเป็นรับศึกสองทาง สุดท้ายทัพที่ยกมาก็แพ้ หยวนและฉู่จึงรุกเข้าไป จนต้องไล่เกณฑ์ผู้คนเข้ามาในกองทัพ เพื่อมาต้านการรุกของทั้งสองแคว้น

      หลังจากปะทะกันทัพฮั่นก็พ่ายแพ้ ข้าจึงได้ขอเข้าร่วมกองทหารเพื่อไล่ล่าและเก็บกวาดคนที่เล็ดลอด เสด็จพ่อก็อนุญาตเพราะคงไม่มีอันตรายอะไรแล้ว ต่อมาก็เจอกับทหารแตกทัพของฮั่นมีประมาณสามสิบคน ระหว่างปะทะกันนายกองกลับไม่ยอมให้เข้าร่วมสู้ ข้าจึงอยู่เฉยๆบังเอิญเห็นเงาร่างๆหนึ่ง หลบหนีออกจากกลุ่มทางด้านหลังโดยไม่มีใครเห็น

      พอเป็นเช่นนั้นจึงได้แอบตามไป จนไล่ทันเพราะทหารฮั่นที่หลบหนีวิ่งไปทางตันของซอกเขา จึงได้ย้อนกลับทางเดิมก็ประจัญหน้ากัน ทหารฮั่นคนนั้นที่ข้าเห็นเป็นเพียงเด็กอายุสิบสี่สิบห้าปี ใบหน้าหวาดกลัวสุดขีดเมื่อถูกเจอ ดาบในมือก็กวัดแกว่งไปมาสะเปะสะปะ ปากก็ร่ำร้องขอชีวิต จนตนใจอ่อนดาบในมือก็ลดลงเอง

      ทันใดนั้นเด็กหนุ่มคนนั้นก็พุ่งปลายดาบเข้าหา ข้ารีบถลันหลบอย่างรวดเร็วก่อนแทงสวนกลับไปที่ท้องของเด็กคนนั้นจนสุดความยาวของดาบ เราทั้งสองต่างยืนแข็งทื่อ แต่ที่ข้าเป็นเช่นนั้นเพราะคำพูดก่อนตายของเด็กคนนั้นที่ร่ำร้องเรียกหาแม่ ท่านแม่ซ้ำๆ ก่อนจะเงียบเสียงไปพร้อมกับ แรง กระเพื่อมบนหน้าอกที่หยุดลง เด็กคนนี้ไม่ได้อยากจะสู้เลยซักนิด แต่เพราะถูกบังคับให้มารบ เมื่อครู่ก็คงทำไปเพื่อมีชีวิตรอดและกลับไปหาครอบครัว กลับไปหาท่านแม่ของตนเอง ข้านั่งนิ่งกอดศพเด็กคนนั้นกล่าวคำขอโทษซ้ำๆ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เสด็จพ่อดึงตัวข้าไปโอบกอดและกล่าวปลอบโยน นั่นก็คือการฆ่าคนครั้งแรกของข้า เหมยฮวาก็คงจึงเป็นเช่นตน ก่อนฆ่าใครๆก็พูดได้แต่พอทำจริงๆจะมีสักกี่คนที่ทนมันได้

      ตอนที่อยู่บนซุ้มประตูมองดูการรบ ตนเองเห็นนางเอามืออุดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงแผดร้องโหยหวนก่อนตายของผู้คน ที่ลอยตามลมมาแล้วเดินลับหายไปด้านหลัง คงไปหลบอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ตอนนี้นางคงกำลังโทษตัวเองอยู่ ถึงจะไม่ได้ลงมือเองแต่ก็เป็นแผนการที่นางคิดขึ้นมาทำให้มีคนตายเกือบหมื่น ตนซึ่งเป็นผู้ชายอายุเท่ากันกับนางยังรับไม่ไหว ถ้าไม่มีเสด็จพ่อคอยอยู่ข้างๆ แล้วนางที่เป็นสตรีมีหรือจะทนไหว หวังว่ากลับไปหาครอบครัว จะพอช่วยให้นางรับมือกับมันได้

      "เฮ่ออ......"

      แม่ทัพชิงอู่ถอดถอนลมหายใจออกมายาวเหยียด ให้กับปัญหาที่เหมยฮวากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

     หลังจากเหมยฮวาเก็บสัมภาระที่มีไม่กี่ชิ้นใส่ห่อผ้าเสร็จ ก็เดินไปที่คอกม้าอย่างใจลอย มารู้ตัวก็ตอนที่มีใครมาแตะที่แขนเบาๆ จึงได้หันไปมองดู

      "อ๊ะ...พี่หย่งเป่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่"

      "ตั้งนานแล้วขอรับคุณหนู  ข้าน้อยทักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบแล้วยังดูหน้าซีดๆ ข้าน้อยเป็นห่วงจึงได้เสียมารยาทไป"

      "ไม่เป็นอะไรมากหรอก เพียงแค่นอนไม่พอเท่านั้นเอง อ๋อ ฝากบอกคนอื่นๆด้วย ข้าจะไม่อยู่ซักวันสองวัน"

      "คุณหนูจะไปไหนขอรับ ให้ข้าน้อยตามไปด้วยหรือไม่"

      ที่เหมยฮวานอนไม่พอเพราะตั้งแต่สองวันก่อนที่จบศึก นางก็ไม่อาจข่มตาหลับได้เลย เสียงร้องโหยหวนนั้นยังตามมาหลอกหลอนนางอยู่ไม่หยุด ยิ่งดึกยิ่งเงียบเสียงก็ยิ่งดัง กว่าจะหลับได้ก็เกือบรุ่งสาง แต่ก็ยังฝัน ในฝันรอบข้างมีแต่ซากศพ แขนขาและหัวขาดกระจายเต็มไปหมด เสียงร้องดังระงม แล้วจู่ๆหัวที่ถูกตัดขาดก็ลืมตาขึ้นมามองนาง แล้วเปล่งเสียงอันแหบแห้งเอ่ยถามว่านางฆ่าเขาทำไม นางได้ยินตัวเองเอ่ยกลับว่า เพราะพวกเจ้ามาบุกหยวนก่อน แต่หัวที่ขาดนั้นก็เอ่ยอีกว่า แล้วนางมีสิทธิ์อะไรมาฆ่าพวกเขา ก่อนจะมีเสียงถามแบบเดียวกันนับพันนับหมื่น เอ่ยถามนางจนต้องกรีดร้องออกมา คืนที่สองก็ไม่ต่างกัน

      ทั้งๆที่นางคิดว่าเตรียมใจได้แล้ว แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆนางกลับรับความรู้สึกผิดนี้ไม่ได้ ถึงไม่ได้ลงมือแต่นางก็เป็นคนคิด เหมือนครั้งที่ความตายมาเยือนนางในภพที่แล้ว ทั้งที่ทำใจยอมรับสุดท้ายก็รับมันไว้ไม่ไหว ทั้งๆที่ตายเพราะอุบัติเหตุเอง พวกคนที่ตายไปพอลงไปนรกครั้งแรกก็คงไม่ต่างจากนาง รวมทั้งคงโกรธแค้นคนที่ฆ่าและคนที่คิดแผนการ

      "ไม่ต้องหรอก ข้าแค่จะกลับจวนตระกูลหลี่ ช่วงนี้ท่านชิงอู่คงเห็นข้าคร่ำเคร่งเรื่องรับมือกับศึกมากจนเกินไป จึงเป็นห่วงเลยอนุญาติให้กลับจวน"

      "ที่นี่กับจวนตระกูลหลี่ห่างกันตั้งสี่สิบลี้ ให้ข้าน้อยไปด้วยเถอะขอรับ คุณหนูรอที่นี่ เดี๋ยวข้าน้อยจะไปนำม้ามาให้ขอรับ"

     เหมยฮวาจะเอ่ยปากห้าม เพราะถึงจะห่างมากก็จริงแต่ตามรายทางใครๆก็รู้จักนางทั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ทันหย่งเป่ารีบวิ่งไปที่คอกม้า จูงมาสองตัว นางเห็นดังนั้นก็ปล่อยเลยตามเลย พอขึ้นม้าได้ก็ขี่ออกไปทันที

      "คุณหนูไปผิดทางแล้วขอรับ"

      พอออกมาพ้นค่ายได้ราวสี่ลี้ เหมยฮวาก็มัวใจลอยจนลืมบังคับม้า ให้ไปทางที่กลับจวนกลับตรงไปเรื่อยๆ หย่งเป่าที่ขี่นำอยู่ หันกลับมาไม่เจอคุณหนูของตนก็รีบควบม้าตามหา ก่อนที่จะเห็นม้าของเหมยฮวาที่ค่อยๆเหยาะย่างอยู่บนทางที่จะเข้าเมืองชิงไห่ซึ่งเป็นคนล่ะทางกับจวนตระกูลหลี่ซึ่งอยู่นอกเมืองชิงไห่

      "อ๊ะ..ข้ามัวแต่คิดอะไรเพลินๆมากไปหน่อย ขอโทษพี่หย่งเป่าด้วย"

      "ข้าน้อยรับไม่ไหวหรอกขอรับ ให้ข้าน้อยจูงบังเหียนให้ดีกว่าขอรับคุณหนู"

      "ฮืม"

      หย่งเป่านั้นชักจะเป็นกังวลคุณหนูของตนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีอาการแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตั้งแต่รู้จักกันมา คุณหนูของตนไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย นี่นับเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกก็ตอนที่เข้าไปจวนตระกูลหลินแต่ก็เพียงแค่วันเดียว วันรุ่งขึ้นก็เป็นปกติ คงเป็นเพราะเรื่องของทู่เจียเป็นแน่จึงทำให้คุณหนูหนักใจแบบนี้  แต่หย่งเป่าปกติก็ไม่ค่อยพูดอะไรอยู่แล้ว จึงไม่รู้จะกล่าวอะไรให้คุณหนูสบายใจ

      ขณะให้ม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่เร็วและช้าเกินไป จนได้สิบกว่าลี้ หันมาเห็นเหมยฮวานั่งสัปหงกจะตกมิตกแหล่จากหลังม้า หย่งเป่าถึงกับใจหาย กลัวนางจะตกรีบหยุดม้าทันที ก่อนจะรีบยื่นมือไปคว้าแขนนางแน่น เหมยฮวาก็สะดุ้งรู้สึกตัวหันซ้ายหันขวา ก่อนเอ่ยถาม

      "เกิดอะไรขึ้น พี่หย่งเป่า"

      "คุณหนูนั่งหลับจนเกือบจะตกม้า แบบนี้ไม่เรียกว่านอนไม่พอ แต่ข้าน้อยว่าคุณหนูเหมือนไม่ได้นอนมาต่างหาก ถึงเรื่องทู่เจียจะสำคัญอย่างไร แต่ก็ไม่เท่าสภาพร่างกายของคุณหนูนะขอรับ"

      หย่งเป่าทั้งโกรธทั้งห่วงเหมยฮวาแทบตาย ถ้าเขาไม่หันกลับมามองเป็นระยะๆ นางอาจตกจากหลังม้าไปแล้วก็ได้ เลยเผลอลืมตัวกล่าวเสียงดังร่ายยาวเป็นชุดดุคุณหนูของตน

      "ข้าขอโทษ พี่หย่งเป่า ต่อไปข้าจะระวัง"

      "เอ่อ ข้าน้อยขอโทษขอรับ"

      "พี่หย่งเป่ากล่าวได้ถูกแล้ว ไม่เห็นต้องขอโทษข้า"

      "ขอรับ"

      พอเกือบถึงครึ่งทางรอบข้างก็กลายเป็นทุ่งหญ้า เหมยฮวาก็ยังนั่งสัปหงกเหมือนเดิม แต่หย่งเป่าได้ขี่ม้าตีคู่ไปด้วยคอยเรียกไม่ก็แตะที่แขนไม่ให้หลับมาตลอดทาง แต่ตอนนี้ขนาดออกแรงทั้งบีบและกระตุกเหมยฮวาก็ยากจะลืมตาขึ้น จนต้องหยุด

      "คุณหนูข้าน้อยว่า เราย้อนกลับไปหาที่พักใต้ร่มไม้ดีหรือไม่ขอรับ ถึงจะอยู่ไกลถึงห้าลี้ แต่ก็ดีกว่าให้คุณหนูตกม้า ข้าน้อยจะรีบไปนำรถม้ามา"

      " ถ้าต้องย้อนกลับไปกลับมา คงไม่ทันมืดค่ำแน่  เป็นเพราะข้าแท้ๆถึงต้องลำบากพี่หย่งเป่า เช่นนี้"

      มันก็จริงของคุณหนูทำเช่นไรกันดี ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย หย่งเป่าขบกรามแน่น สุดท้ายตัดสินใจเด็ดขาด เอ่ยขึ้นมา

      "เอ่อ ข้าน้อยขอกล่าวคำเสียมารยาท คุณหนูมาขี่ม้าตัวเดียวกันกับข้าน้อยดีหรือไม่ขอรับ"

      "ห่ะ ฮืม เอาสิ"

      "อ่ะ เอ่อ ขอรับคุณหนู"

      ตอนแรกเหมยฮวาได้ยินไม่ถนัด เลยทำเสียงสงสัยจะถามกลับ แต่ในหัวก็ทบทวนคำพูดที่ผ่านไปเมื่อครู่ก็เข้าใจว่าเป็นอะไร แล้วก็คิดว่าแค่ขี่ม้าตัวเดียวกันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ชาติที่แล้วเวลาไปไหนมาไหนบางทีก็มีคนแปลกหน้ามาจับเนื้อจับตัว ไม่ก็มาช่วยอุ้มขึ้นจากรถเข็น เลยตอบตกลงไป ส่วนหยงเป่าก็อึ้งนิดๆเพราะคุณหนูรับคำเหมือนไม่ได้ลังเลใดๆเลย

      "ขออนุญาติเสียมารยาทขอรับคุณหนู"

      "ฮืม"

      หย่งเป่าอุ้มเหมยฮวามานั่งพาดด้านหน้า เพราะจะให้ขี่ด้านหลังก็ไม่ดีเดี๋ยวหลับไปจะพลัดตก ขี่ด้านหน้าก็ดูไม่งาม มีเพียงวิธีนี้เพียงอย่างเดียวที่พอจะเหมาะสม หลังจากจัดท่านั่งและผูกบังเหียนม้าอีกตัวเข้ากับอานม้าที่ขี่ ก่อนที่จะออกวิ่งแต่ก็ไม่ได้เร็วมาก ไม่เช่นนั้นถ้าเกิดหยุดกะทันหันม้าตัวหลังคงได้พุ่งชนจนล้มทั้งหมดแน่

      ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ เหมยฮวาจากที่พยายามขืนตัวเองสุดท้ายก็กลับเป็นเช่นเดิม ตัวเอนไปทางด้านหลังจนหย่งเป่าต้องรีบยกท่อนแขนขวาข้างที่กุมบังเหียนขึ้นยืดออกงอศอกเล็กน้อย เพื่อให้เหมยฮวาพิงกั้นไม่ให้ตก เปลี่ยนกุมบังเหียนมือซ้ายแทน มองไกลๆเหมือนกำลังโอบตระคอง เพราะแรงกระแทกขึ้นลงของม้าเวลาวิ่งทำให้ ตัวของนางค่อยๆเลื่อนเข้ามาใกล้ตัวของหย่งเป่า สุดท้ายกลายเป็นว่าเหมยฮวากำลังซบหน้าด้านข้างกับไหล่ไปโดยปริยาย หย่งเป่าถึงกับตัวแข็งทื่อหัวใจเต้นระรัวเร็วจนแทบลืมหายใจขึ้นมาทันที

      ความอบอุ่นเช่นนี้นางไม่ได้สัมผัสมานานเหลือเกิน ช่างคล้ายกับกำลังอยู่ในอ้อมกอดของท่านพ่อท่านแม่ แต่ทว่ามันก็ต่างหรือว่าของพ่อนนท์แม่ทิพย์ ก็ไม่ใช่อีก เพราะพ่อแม่ทั้งสองภพต่างก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน อ๊ะ.ใช่แล้วพี่นัท ช่างคล้ายกับอ้อมกอดของพี่นัทยิ่งนัก ที่นอกเหนือจากอบอุ่นอ่อนโยน ยังให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งและปกป้อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่นัทจะเป็นคนแรกที่มาอยู่เคียงข้างนางหรือนิดตลอดไม่เคยห่าง เพราะพ่อกับแม่มักติดธุระบ่อยๆช่วงที่นิดยังเด็ก ด้วยความพิการจึงมักถูกคนอื่นล้อเลียนนางเป็นประจำ พี่นัทก็จะเป็นคนแรกที่ออกหน้าปกป้อง ถึงกับออกไปทะเลาะชกต่อยกับเด็กแถวๆบ้านที่ชอบมาว่านาง จนพ่อนนท์แม่ทิพย์ต้องดุด่าว่ากล่าวเป็นประจำ  นางคิดถึงพี่นัทที่สุด อยากกลับไปหาพี่นัทให้ช่วยปลอบโยนคอยให้กำลังใจเหมือนที่เคย

      "อึ้กๆ..พี่นัท นิดกลัว นิดเหนื่อยเหลือเกิน"

      เหมยฮวาหลุดสะอื้นร้องไห้ออกมาขณะหลับ และเรียกหาพี่นัทของนางเมื่อภพที่แล้ว

      "คุ...คุณหนู เกิดอะไรขึ้น"

      หย่งเป่าถึงกับหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคุณหนูร้องไห้ออกมา แล้วยังพูดอะไรแปลกๆที่เขาไม่เข้าใจซ้ำๆไปมา เป็นคำพูดใช่แล้ว เหมือนจะเป็นภาษาของซักที่ แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินภาษาแบบนี้มาก่อนเลย ขนาดในชิงไห่ที่มีคนต่างเผ่าผ่านเข้าออกมากมาย แต่ภาษาที่คุณหนูของตนกำลังละเมอพูดออกมาอยู่ตอนนี้ไม่มีใกล้เคียงกับของเผ่าใดๆเลย

      ที่เหมยฮวาละเมอพูดออกมาก็คือภาษาไทย แต่ต่อให้หย่งเป่าเคยได้ยินคำพูดของชนเผ่าที่เรียกว่าไทย ถ้ามี ณ ภพนี้ก็ไม่มีทางเข้าใจแต่คงรู้สึกคล้ายเท่านั้นเอง เพราะภาษาไทยที่เหมยฮวากำลังพูดถูกปรับสำเนียงมาอีกทอด ไม่ใช่ภาษาไทยดั้งเดิม ก็คือภาษาไทยกลางนี้ถูกปรับสำเนียงมาจากการพูดไม่ชัดของคนจีนที่อพยพเข้ามาในไทย ภายหลังกลับเป็นที่นิยมและถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน

      "พี่นัท ช่วยนิดด้วย"

      "คุณหนู"

      หย่งเป่าทนดูได้ไม่นานก็กระชับอ้อมแขนเข้ามาหาตัวแน่นขึ้น จนเป็นการโอบกอดเหมยฮวามาแนบอกตัวเอง

      "อย่าร้องไห้ คุณหนูอย่าได้ร้องไห้แล้ว ไม่ต้องกลัวๆ ข้าน้อยอยู่นี้ ข้าน้อยจะปกป้องคุณหนูเอง"

      ปากของหย่งเป่าก็พร่ำพูดคำปลอบโยนเหมยฮวาไม่หยุด ถึงจะไม่เข้าใจสิ่งที่คุณหนูของ ตนพูดว่าอะไร แต่จากน้ำเสียงและอาการที่แสดงออกมา ก็สื่อให้ใครก็ตามที่เห็นรู้ได้ในทันที ไม่นานนางก็หยุดร้องไห้ เหลือเพียงการพึมพำเบาๆ เสียงหายใจก็สม่ำเสมอ คุณหนูคงหลับสนิทไปแล้ว

      ผ่านไปชั่วยามกว่า ก็จะถึงจวนตระกูลหลี่ หย่งเป่าจึงได้ปลุกเหมยฮวา

      "คุณหนูๆ จะถึงแล้วขอรับ"

      "พี่นัท ขอนิดนอนต่ออีกหน่อยนะ อย่าเพิ่งมาปลุกกันซิ"

      เสียงเหมยฮวาอู้อี้ประท้วงที่มาปลุก ก่อนขยับตัวหยุกหยิกซุกหน้าเข้าหาไออุ่นเข้ากับแผงอกของหย่งเป่ามากกว่าเดิม หย่งเป่าถึงกับหน้าแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะระงับสติที่เกือบจะฟุ้งซ่านให้คืนกลับมา ออกแรงเขย่าตัวเหมยฮวาเพื่อปลุกนางให้ตื่น เหมยฮวาทนไม่ไหวจึงลืมตาขึ้นมาพูดสวนกลับด้วยเสียงอันดัง

      "พี่นัท!"

      "เออะ เอ่อ คุ..คุณหนู"

      "ห๊า! ว๊ายย!"

      "คุณหนู อย่า!"

      สิ่งที่เห็นตรงหน้าของเหมยฮวาหลังจากลืมตา แล้วเงยหน้าขึ้นดูก็คือใบหน้าของหย่งเป่าที่ห่างกันไม่ถึงคืบ นางตกใจจนสะดุ้งสุดตัว หย่งเป่าต้องรีบคว้าตัวนางไว้ก่อนที่จะตกจากหลังม้าทันที

      "เอ่อ คือ...."

      "เอ่อ ข้าน้อย...."

      ตอนนี้ต่างคนก็ต่างพูดอะไรไม่ออก ยิ่งเหมยฮวาพอตั้งสติได้ ความทรงจำก็เข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ยิ่งจำได้เท่าไหร่ใบหน้าของนางก็ยิ่งจะร้อนฉ่า ตายๆ ข้าจะเอาหน้าไปซุกไว้ไหนกันดีล่ะที่นี้ พอคิดถึงคำว่าหน้าและซุกเสร็จ สายตาก็เบนไปที่แผงอกของหย่งเป่าทันที ในหัวของเหมยฮวาก็มีเสียง วี้ดด คล้ายเสียงของไอน้ำที่ พุ่งออกมาจากกาน้ำที่กำลังเดือดขึ้นฉับพลัน

      "นี้เห็นไหม ข้าบอกพวกท่านแล้วไม่เชื่อ ว่าเป็นเสียงพี่เหมยฮวา"

      "ไหนๆ อินเอ่อร์"

      "พี่เหมยฮวาจริงๆเหรอ"

      เหมือนเสียงสวรรค์ที่เข้ามาช่วยแก้สถานการณ์กระอักกระอ่วนของคนทั้งสอง แต่ผลลัพธ์อาจเป็นนรกขึ้นมาก็ได้ ถ้าตัวยังชิดกันอยู่เช่นนี้ เพราะอินเอ่อร์มายืนยิ้มแผละ ที่หน้าประตู มือไม้ก็ชี้ชวนให้คนอื่นมาดู ด้วยท่านั่งที่พาดอยู่บนหลังม้าทำให้เหมยฮวารีบถีบตัวลงจากหลังม้าทันที ก่อนที่จะมีคนอื่นนอกเหนือจากนางมาเจอ

      "ขะ..ข้าน้อยเอาคอกไปเก็บม้าก่อนน่ะขอรับคุณหนู"

      "ดะ..ได้สิ เอาไปเลยๆ"

      ด้วยความรีบร้อนจนกลายเป็นลุกลน พูดจาสับสนไปหมด เพ่ยอินถึงกับมึนงง ว่าท่านพี่ทั้งสองพูดอะไรกัน ทั้งยังพูดเสียงดังหันหน้ามาด้านนางอีก ตกลงคุยกันเองหรือคุยกับนางกันแน่ ก่อนที่เฟิ่งซีกับเซียนสือ ที่ต่างก็วิ่งออกมาหานาง ปากก็ร่ำร้องดีใจ เพราะครั้งก่อนแทบไม่ได้คุยกัน มาถึงก็ เข้าประชุมตระกูลเพื่อเตรียมลู่ทางต่างๆไว้ ถ้าเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้น ส่วนเพ่ยอินพอหายงงก็รีบวิ่งโผเข้ากอดเหมยฮวาทันที

      เหมยฮวาพยายามทำตัวที่คิดว่าปกติที่สุด พูดคุยทักทายเด็กทั้งสาม รวมทั้งคนรับใช้ที่ออกมาต้อนรับ ถึงจะมีบางครั้งเวลาพูดกับอินเอ่อร์จะไม่ยอมสบตา แต่คงเพราะอินเอ่อร์มัวแต่ดีใจและเป็นเด็ก จึงไม่สนใจท่าทางที่ผิดปกติของนาง

      ไป่หลงและเฟยเอี้ยนพอรู้ว่าบุตรสาวกลับมาก็รีบทิ้งงานทั้งหมดมาต้อนรับ ท่านย่าและท่านย่าเล็กก็ตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยที่ทุกคนสังเกตุเห็นว่าหน้าตาเหมยฮวาซีดเซียว จึงไม่ได้ถามไถ่อะไรมากนัก ปล่อยให้นางไปพัก ตกเย็นจึงเชิญทางฝั่งตระกูลหยางมาร่วมทานอาหารกัน ถ้าไม่ทำเช่นนี้ อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่จะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีก ความอบอุ่นของครอบครัวทำให้เหมยฮวาลืมความทุกข์ใจ ที่เกิดขึ้นมาได้ชั่วขณะ จนทำให้นางข่มตานอนหลับในคืนนั้นได้ ถึงแม้จะยังมีฝันร้ายอยู่บ้าง

      "ท่านแม่ เรียกหาข้าแต่เช้า มีอะไรเหรอเจ้าค่ะ"

      "พวกข้าอยากจะคุยกับเจ้า ถึงเจ้าจะไม่พูด แต่ทุกคนก็สังเกตุเห็นท่าทางผิดปกติของเจ้า เหมยฮวา"

      "ท่านแม่ ข้า...."

      เฟยเอี้ยนดึงนางเข้ามากอด พร้อมกับลูบตัวลูบหัว ตั้งแต่ที่มาถึงเหมยฮวาก็ดูจะมีเรื่องหนักอึ้ง จึงได้ปรึกษากัน ก่อนจะเรียกตัวหย่งเป่ามาสอบถาม ถึงแม้จะไม่ได้บอกทั้งหมด แต่ก็พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง สุดท้ายจึงให้เฟยเอี้ยนผู้เป็นแม่มาคุยก่อน

      "เจ้าต้องเข้มแข็งฮวาเอ่อร์ ถ้าเป็นไปได้ข้าก็อยากแบกรับสิ่งนี้ไว้เอง เจ้าเป็นคนฉลาดน่าจะรู้ดีที่สุด"

      "ท่านแม่รู้ ว่าข้า..."

      "ใช่ รวมถึงทุกคนด้วย ต่างก็เป็นห่วงเจ้า"

      "เจ้าค่ะ"

      "ฮวาเอ่อร์ เจ้ามีสิ่งที่สำคัญ ที่ต้องการปกป้องเอาไว้มากๆหรือไม่"

      "ท่านพ่อ ท่านแม่ เฟิ่งซี แล้วก็ทุกๆคน ล้วนสำคัญกับข้าทั้งนั้น"

      "เช่นนั้นก็จงปกป้องมันไว้ให้ได้ลูกข้า คิดเพียงเท่านี้ก็พอ"

      เหมยฮวาแม้จะคิดได้แต่ก็ทำใจไม่ได้ สิ่งที่แม่ทัพชิงอู่พยายามให้เหมยฮวาเข้าใจก็คือการให้เหมยฮวารู้สึกอยากปกป้องให้มากที่สุด มากจนกระทั่งผู้ที่คิดจะทำลายต้องจดจำหรือลบเลือนไป ถึงได้ให้กลับมาที่ตระกูลหลี่ เพราะที่นี่มีสิ่งที่นางอยากปกป้องมากที่สุด  ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรักและหวงแหน จนยอมแลกกับทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สิ่งที่รักคงอยู่

      หลังจากทุกคนต่างก็ให้กำลังใจนาง โดยหลีกเลี่ยงพูดถึงการรบ เหมยฮวาแม้จะยังมีความทุกข์ใจ แต่แววตาดูมั่นคงมีจุดหมาย ไม่เลื่อนลอยเหมือนดั่งวันแรกที่กลับมา นอกจากเรื่องความอบอุ่นที่ได้รับจากครอบครัวที่ทำให้นางไม่มีเวลามาคิดทุกข์ใจ ก็ยังมีอีกเรื่อง

      "พี่เหมยฮวา เมื่อวานทำไมถึงได้ไปแย่งม้าพี่หย่งเป่าขี่ล่ะเจ้าค่ะ"

      "ห๊า..เอ่อ...ม้าพี่มันไม่สบายน่ะ อินเอ่อร์"

      "อย่างนี้นี่เอง"

      ดีที่ว่าเพ่ยอินยังเป็นเด็ก ถึงจะฉลาดแต่ถ้าเหตุผลมีน้ำหนักระดับหนึ่ง ก็เชื่อไม่ซักอะไรมาก แต่ นางแทบอยากมุดหน้าแทรกแผ่นดินหนีทุกที เวลาที่คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

      เรื่องคู่ครองของเหมยฮวา ทางไป่หลงกับเฟยเอี้ยนก็เคยคิด แต่ช่วงหลังผ่านพิธีเป็นผู้ใหญ่ เห็นนางมีงานรัดตัวหลายอย่างจึงไม่ได้เร่งรัด พอทุกอย่างเข้าที่ แคว้นก็เกิดสงคราม ต่อให้นางไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีใครคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ที่ชิงไห่ก็มีหลายครอบครัวที่อพยพหนีไปเมืองอื่น ทางตระกูลหลี่ก็เตรียมลู่ทางไว้ที่เผ่าหุยเกอของท่านทวดของเหมยฮวา เพราะด้วยความเป็นชาวหู ถ้าไม่มีแคว้นหยวนก็คงประสบปัญหาเป็นแน่

      วันที่สี่เหมยฮวาก็ได้กลับไปที่ด่านชิงไห่ ระหว่างทางเหมยฮวาและหย่งเป่า แทบไม่ได้คุยกัน เอาแต่มองดูทางข้างหน้า นางเพียงแค่ควบม้าเข้าไปภายในค่าย ก็ถูกท่านชิงอู่เรียกตัวเข้าพบทันที

      "ข่าวจากเมืองต้าตู ตอนนี้ต้าเว่ย มีการเคลื่อนไหวของกองกำลัง ทั้งทางด่านเป่ยจิงและซันตง ข่าวนี้มาถึงเมื่อวาน"

      "เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ท่านชิงอู่"

      "ยี่สิบวันก่อน ป่านนี้ยังไม่ได้รับข่าวใดเพิ่มเติม"

      ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก ต้าเว่ยนี้ไม่พักการรบบ้างเลยหรือไร ทางเหนือก็ยึดได้แล้ว นี้เตรียมทัพบุกหยวนต่อเลย คงได้ข่าวเรื่องทู่เจียยกทัพมาแน่ๆ ถึงได้อาศัยที่หยวนรับศึกหลายด้านบุก

      "ข้าตัดสินใจที่โจมตีทู่เจีย"

      "ท่านชิงอู่!"

      สถานการณ์บังคับเช่นนี้ แม่ทัพชิงอู่มีแต่ชิงลงมือก่อน การรับศึกสามด้านแบบนี้ มองไปทางไหนมีแต่แพ้มากกว่าชนะถึงแปดส่วน  ตอนนี้ทู่เจียยังไม่ระดมกำลังมาทั้งหมด อย่างมากมีกำลังเหลือราวหกหมื่น ด้านหยวนสี่หมื่น ถ้ายังป้องกันอยู่เช่นนี้ รอจนกำลังเสริมมาเพิ่ม หยวนคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

      ถ้าโจมตีก่อนน่าจะสร้างความเสียพอดู อย่างน้อยๆก็น่าจะถ่วงเวลาจนถึงฤดูหนาวได้ ถ้าเข้าฤดูหนาวหิมะตกก็จะพักฟื้นกองทัพได้อีกเกือบห้าเดือน

     "ข้าจะใช้ม้าที่ยึดมาได้จากพวกทู่เจียช่วยในการจู่โจม"







 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #1306 SoRa_rt (@korinasai) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 21:50
    อ่านถีงตอนนี้ ก็ยังเชียร์หย่งเป่า แอบฟินเบาๆ
    #1306
    0
  2. #721 เมมฟิส (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 11:19
    หย่งเป่าน่ารัก ท่านแม่ทัพใจเย็น อย่าบุกเด็ดขาด ฮวาเอ๋อร์อย่าให้ท่านแม่ทัพบุกน่ะ
    #721
    0
  3. #661 Oillyziiz (@oillyziiz) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 14:40
    สนุกมากๆเลยค่ะ
    #661
    0
  4. #575 วิหคจันทรา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 23:25
    สงสารนางเอกจริงๆ
    #575
    0
  5. #562 คาเอเดะซัง (@jaezzzzz) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 14:22
    หย่งเป่าเอ้ยย กลิ่นพระรองช้ำรักมันฟุ้งมาเชียวนะ....
    #562
    0
  6. #561 ติ้มติ้มติ้ม (@Chevy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 21:31
    ชอบภาษาที่ใช้มาก แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งมีความรู้และใช้หลักความเป็นจริงมาผสมผสานกันอย่างลงตัว เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #561
    0
  7. วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 16:16
    สนุกมากเลยค่ะ ว่าแต่ต่อไปจะตัวละครคนไหนขึ้นมาประลองชิงตำแหน่งพระเอกกันอีกรึเปล่านะ
    #560
    0
  8. #559 1234 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 09:55
    รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อค่าาาาา
    #559
    0
  9. #557 123mo321 (@jmomiji) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 09:23
    เชียร์หย่งเป่าด้วยคนค่ะ พี่หย่งเป่า+คุณหนู น่ารักโครตตตตตตตต หรือจะใครก็ได้ที่ไม่มีฐานะทางการเมือง
    #557
    0
  10. #556 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 09:11
    เทียนหลง เป็นพระเอกน่าจะดีกว่า หรือไม่ก็ องค์ชายหนึ่งในสองของต้าเว่ย
    ถ้าหากเป็นหย่งเป่า  จะมีปัญหาเยอะ
    #556
    0
  11. #555 เสือเมฆ (@25112523) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 08:27
    อัพด่วนจ้า.....
    #555
    0
  12. #554 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 06:57
    หย่งเป่า เหมยฮวา น่ารัก กุ๊กกิ๊กดี ^^
    #554
    0
  13. #553 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 22:21
    คนเราถ้าจิตใจดี การที่เห็นคนตายเพราะตัวเองมีส่วนก็ย่อมขวัญเสียไปบ้าง แต่ในสถานะการณ์แบบนี้มีแต่ต้องประคองสติให้อยู่กับตัวเพื่อช่วยบ้านเมืองเท่านั้น
    #553
    0
  14. #552 xeliilex (@xeliilex) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 21:39
    ถ้าไม่เข้าสู่ badend อย่างถูกล้างตระกูลนางเอกคงไม่เอาน้ำมัร หรือระเบิดมาใช้หรอก รึก รึจะเข้าโหมดดาร์กเลยครับไรท์เตอร์
    #552
    0
  15. #551 p-o-t-e (@p-o-t-e) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 21:38
    สงสารเหมยฮวาจัง เศร้าเลย แง แง
    #551
    0
  16. #549 แพร่พิไล (@herojo) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 20:59
    รอออออออออออออออ
    #549
    0
  17. #548 Visitor (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 20:54
    รอติดตาม ^^ อยากรู้แย้วอะว่าจะสู้ทหารติดเกราะ+หอรบ ยังไงโดยที่ไม่ได้ใช้ระเบิด ไม่ได้ใช้น้ำมัน =w=
    หรือจะใช้เครื่องยิงหินเครื่องยิงธนูหว่า - -a แต่คิดว่าธนูเขาสัตว์เอามาใช้ยิงในระยะธรรมดาแบบธนูธรรมดา
    คงยิงโล่หนังสัตว์เข้าอยู่แล้วอะนะแรงกว่าธนูธรรมดาตั้งเยอะ - -"
    #548
    0
  18. #547 Zen (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 20:46
    น่าสงสารนางเอกที่ต้องวางแผนกลยุทธ์เหมือนฆ่าคนทางอ้อมเลย แต่ก็ต้องทำ อีกส่วนก็ยกป้ายชูธงให้หย่งเป่าเป็นพระเอก เพราะสำหรับนางเอกที่เป็นปราชญ์แล้ว คงไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าไปกว่าความสงบและความสบายใจเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเวลาที่อยู่กับคนรัก เชียร์คนนี้สุดสุด (ที่จริงก็อยากเชียร์จายาตูด้วยแต่บังเอิญไรเตอร์บอกว่านางเอกคิดกับจายาตูเหทือนพี่ชายคนนึง ความคิดนี้เลยตกไป)
    #547
    0
  19. #546 Miranda Kerr (@minimildmint) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 20:42
    รอนะคะ
    #546
    0
  20. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  21. #543 Pitikan Rupud (@pitikan-rupud) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 20:17
    โฮเหมยฮหา น่าสงสารที่สุด อ่านเเล้วร้องตาม T_Tๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #543
    0